วันจันทร์ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2554

บทเพลงกล่อมลูก

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก ยิ่งให้ยิ่งได้ ยิ่งหวงยิ่งอด เราไม่หวงเราไม่อด หมดเดี๋ยวก็มา

เนื้อเพลงนกขมิ้น
เพลงนกขมิ้น
๑.ค่ำคืนฉันยืนอยู่เดียวดาย เหลียวมองรอบกายมิวายจะหวาดกลัว
มองนภามืดมัวสลัวเย็นย่ำ ค่ำคืนเอ๋ย ฮือ…..ฮื้อ….ฮือ…ฮือ..ฮือ……
# ยามนภาคล้ำไปใกล้ค่ำ ยินเสียงร่ำคำบอกเจ้าช่อไม้ดอกเอ๋ย
เจ้าดอกขจร นกขมิ้นเหลืองอ่อน ค่ำแล้วจะนอนไหนเอย เอ๋ย…..เล่านกเอย
๒.อกฉันทุกวันเฝ้าอาวรณ์ เหมือนคนพเนจรฉันนอนไม่หลับเลย
หนาวพระพายพัดเชย อกเอ๋ยหนาวสั่น สุดบั่นทอน ฮือ…..ฮื้อ….ฮือ…ฮือ..ฮือ….
# ยามนี้เราหลงทางกลางค่ำ ยินเสียงร่ำคำบอกเจ้าช่อไม้ดอกเอ๋ย
เจ้าดอกราตรี นกขมิ้นหลงที่  เงียบเหงาฤดีจริงเอย… เอ๋ย….โอ้หัวอกเอย…
(ดนตรี)
๓.บ้านใดหรือใครจะเอ็นดู รับรองอุ้มชูเลี้ยงดูให้หลับนอน
นกขมิ้นเหลืองอ่อน ค่ำไหนนอนนั่น อกฉันหมอง… ฮือ…..ฮื้อ….ฮือ…ฮือ..ฮือ
# ทนระกำช้ำใจยามค่ำ ยินเสียงร่ำน้ำตก โอ้หัวอกเอ๋ย
โอ้อกอาวรณ์ ฉันไร้คู่ร่วมคอน ต้องฝืนนอนหนาวเอย.. เอ๋ย..โอ้หัวอกเอย…

๔.เมื่อมองหมายปองก็แลเห็น หวิวในใจเต้น เหมือนเป็นเพียงแต่มอง
เหมือนพบรังจะครอง แต่หมองเกรงที่  หวั่นจะมีเจ้าของ ฮือ…..ฮื้อ….ฮือ…..
# ฟังสำเนียงเสียงเพลงครวญคร่ำ ใครหนอร่ำคำบอก เจ้าช่อไม้ดอกเอ๋ย
เจ้าดอกขจร นกขมิ้นเหลืองอ่อน ค่ำนี้จะนอนไหนเอย…เอ๋ยนอนที่ไหนก็ได้เอย
กาเหว่า








กาเหว่า


เจ้านกกาเหว่าเอย ไข่ไว้ให้แม่กาฟัก

แม่กาก็หลงรัก คิดว่าลูกในอุทร

คาบเอาข้าวมาเผื่อ ไปคาบเอาเหยื่อมาป้อน

ถนอมไว้ในรังนอน ซ่อนเหยื่อมาให้กิน

ปีกเจ้ายังอ่อนคลอแคล ท้อแท้จะสอนบิน

แม่กาพาไปกิน ที่ปากน้ำพระคงคา

ตีนเจ้าเหยียบสาหร่าย ปากก็ไซ้หาปลา

กินกุ้งแลกินกั้ง กินหอยกระพังแมงดา

กินแล้วก็โผมา จับที่ต้นหว้าโพธิ์ทอง

ยังมีนายพราน เที่ยวเยี่ยมเยี่ยมมองมอง

ยกปืนขึ้นส่อง จ้องเอาแม่กาดำ

ตัวหนึ่งว่าจะต้ม อีกตัวหนึ่งว่าจะยำ

กินนางแม่กาดำ ค่ำวันนี้อุแม่นา


ระฆังดังเหง่งหง่าง

บทท่องจำอาขยาน ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑
ระฆังดังเหง่งหง่าง

ฆ้องใหญ่กว้างดังหึ่ง ๆ

กลองหนังดังตึง ๆ

ตึกระดึงดังกริ่ง ๆ


นักเลงร้องเพลงพลาง

ตรงหน้าต่างไขว่ห้างหยิ่ง

เอาหลังนั่งเอนอิง

มือถือฉิ่งตีดัง ดัง


เด็ก เด็ก อย่าใหลหลง

ดูเรื่อง กง กอ กา บ้าง

ดูไปตั้งใจฟัง

เบื้องหน้ายังจะว่ากฎ





เด็กเอ๋ย..เด็กดี

เด็กเอ๋ย..เด็กดี ต้องมีหน้าที่ 10 อย่างด้วยกัน
เด็กเอ๋ย..เด็กดี ต้องมีหน้าที่ 10 อย่างด้วยกัน

หนึ่ง...นับถือศาสนา

สอง...รักษาธรรมเนียมมั่น

สาม...เชื่อพ่อแม่ครูอาจารย์

สี่...วาจานั้นต้องสุภาพอ่อนหวาน

ห้า...ยึดมั่นกตัญญู

หก...เป็นผู้รู้รักการงาน

เจ็ด...ต้องศึกษาให้เชี่ยวชาญ ต้องมานะบากบั่น ไม่เกียจไม่คร้าน

แปด...รู้จักออมประหยัด

เก้า...ต้องซื่อสัตย์ตลอดกาล น้ำใจนักกีฬากล้าหาญ ให้เหมาะกับกาล สมัยชาติพัฒนา

สิบ...บำเพ็ญตนให้เป็นประโยชน์ รู้บาปบุญคุณโทษ สมบัติชาติต้องรักษา


เด็กสมัยชาติพัฒนา จะเป็นเด็กที่พา ชาติไทยเจริญ


( เพลง"หน้าที่เด็ก" คำร้อง ชอุ่ม ปัญจพรรค์ ทำนอง เอื้อ สุนทรสนาน)

Resource:
http://peeyong.exteen.com/20060702/entry


ตั้งไข่ล้มต้มไข่กิน ๏ ๏

(ร้องลำลมพัดชายเขา)

-สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ- ทรงนิพนธ์

ตั้งเอ๋ยตั้งไข่

จะตั้งใย ไข่กลม ก็ล้มสิ้น

ถึงว่า ไข่ล้ม จะต้มกิน

ถ้าตกดิน เสียก็อด หมดฝีมือ

ตั้งใจ เรานี้ จะดีกว่า

อุตส่าห์ อ่านเขียน เรียนหนังสือ

ทั้งวิชา สารพัด เพียรหัดปรือ

อย่าดึงดื้อ ตั้งไข่ ร่ำไรเอย.......

เพลง : อาขยาน








ยังจำกันได้ไหม เมื่อครั้งเรายังเป็นเด็ก ๆ
ตอนตัวเล็ก ๆ คุณครูสอนภาษาไทย
วันนั้นยังจำ ทุกคำจดจำขึ้นใจ
ก.เอ๋ย ก.ไก่ ท่องไปถึง ฮ.นกฮูก












ก.เอ๋ย ก.ไก่ ข.ไข่ในเล้า

ฃ.ฃวดของเรา ค.ควายเข้านา

ฅ.คนขึงขัง ฆ.ระฆังข้างฝา

ง.งู ใจกล้า จ.จานใช้ดี

ฉ.ฉิ่งตีดัง ช.ช้างวิ่งหนี

ซ.โซ่ล่ามดี ฌ.คู่กัน

ญ.หญิงโสภา ฎ.สวมพลัน

ฏ.ปฏักหุนหัน ฐ.ฐานเข้ามารอง


ฑ.นางมนโฑหน้าขาว ฒ.ผู้เฒ่าเดินย่อง

ณ.เณรไม่มอง ด.เด็กตั้งนิมนต์

ต.เต่าหลังตุง ถ.ถุงแบกขน

ท.ทหารอดทน ธ.ธงคนนิยม

น.หนูขวักไขว่ บ.ใบไม้ทับถม

ป.ปลาตากลม ผ.ผึ้งทำรัง

ฝ.ฝาทนทาน พ.พานวานตั้ง

ฟ.ฟันสะอาดจัง ภ.สำเภากางใบ

ม.ม้าคึกคัก ย.ยักษ์เขี้ยวใหญ่

ร.เรือพายไป ล.ลิงไต่ราว

ว.แหวนลงยา ศ.ศาลาเงียบเหงา

ษ.ฤาษีหนวดยาว ส.เสือดาวคะนอง

ห.หีบใส่ผ้า ฬ.จุฬาน่าผยอง

อ.อ่างเนืองนอง ฮ.นกฮูกตาโต



Resource:
http://iceindymusic.esmartmusic.com/song/mysong09.html


ภาพประกอบ : ไม่เกี่ยวกับเนื้อเรื่องจาก http://www.



ความเปลี่ยนแปลงใด ไม่ว่าจะเป็นไปในทางที่ดีขึ้นหรือเลวลง ต้องใช้ความกล้าหาญ เพราะการละทิ้งความคิดเก่าๆ ที่ให้ความรู้สึกปลอดภัย และ ควบคุมได้นั้น ทำได้ไม่ง่ายเลย

: Marcelo Gleiser อ้างถึงโดย Michelson Borges บราซิล

คัดลอกมาจากหนังสือ Reader's Digest ฉบับสมาชิก 2/03 มีนาคม 2545

เด็กน้อย






บทท่องจำอาขยาน ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑

๏ ๏ เด็กน้อย ๏ ๏
(ร้องลำฝรั่งรำเท้า)

เด็กเอ๋ย เด็กน้อย

ความรู้ เรายังด้อย เร่งศึกษา

เมื่อเติบใหญ่ เราจะได้ มีวิชา

เป็นเครื่องหา เลี้ยงชีพ สำหรับตน

ได้ประโยชน์ หลายสถาน เพราะการเรียน

จงพากเพียร ไปเถิด จะเกิดผล

ถึงลำบาก ตรากตรำ ก็จำทน

เกิดเป็นคน ควรหมั่น ขยันเอย......
แมวเหมียว แยกเขี้ยวยิงฟัน

บทท่องจำอาขยาน ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑






๏ ๏ แมวเหมียว แยกเขี้ยวยิงฟัน ๏ ๏

(ร้องลำแขกบรเทศ)

-นายทัด เปรียญ - แต่ง

แมวเอ๋ย แมวเหมียว

รูปร่าง ประเปรียว เป็นหนักหนา

ร้องเรียก เหมียวเหมียว ประเดี๋ยวก็มา

เคล้าแข้ง เคล้าขา น่าเอ็นดู

รู้จัก เอารัก เข้าต่อตั้ง

ค่ำค่ำ ซ้ำนั่ง ระวังหนู

ควรนับว่ามัน กตัญญู

พอดู อย่างไว้ ใส่ใจเอย......

นกขมิ้นเหลืองอ่อน

บทท่องจำอาขยาน ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑







๏ ๏ นกขมิ้นเหลืองอ่อน ๏ ๏

(ร้องลำพัดชา)

-หลวงพลโยธานุโยค(นก) - แต่ง



ปักเอ๋ย ปักษิน

นกขมิ้น เรื่อเรือง เหลืองอ่อน

ถึงเวลา หากิน ก็บินจร

ครั้นสายัณห์ ผันร่อน มานอนรัง

ความเคยคุ้น สกุณา อุตสาหะ

ไม่เลยละ พุ่มไม้ ที่ใจหวัง

เพราะพากเพียร ชอบที่ มีกำลัง

เป็นที่ตั้ง ตนรอด ตลอดเอย.......






Resource:
http://www.banfun.com/poet/prathom-1.html

บทท่องจำอาขยาน ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๓







สักวาดาวจรเข้


สักวาดาวจรเข้ก็เหหก

ศีรษะตกหันหางขึ้นกลางหาว

เป็นวันแรมแจ่มแจ้งด้วยแสงดาว

น้ำค้างพราวปรายโปรยโรยละออง

ลมเรื่อยเรื่อยเฉื่อยฉิวต้องผิวเนื้อ

ความหนาวเหลือทานทนกมลหมอง

สกุณากาดุเหว่าก็เร่าร้อง

พอแสงทองส่องฟ้าขอลาเอย...


Resource:
http://www.banfun.com/poet/prathom-3.html


ภาพประกอบ: ไม่เกี่ยวกับเนื้อเรื่องจาก http://www.


















ใ...ผู้ใหญ่หาผ้าใหม่ ให้สะใภ้ใช้คล้องคอ


ผู้ใหญ่หาผ้าใหม่ ให้สะใภ้ใช้คล้องคอ
ใฝ่ใจเอาใส่ห่อ มิหลงใหลใครขอดู
จะใคร่ลงเรือใบ ดูน้ำใสและปลาปู
สิ่งใดอยู่ในตู้ มิใช่อยู่ใต้ตั่งเตียง
บ้าใบ้ ถือใยบัว หูตามัว มาใกล้เคียง
เล่าท่องอย่าละเลี่ยง ยี่สิบม้วน จำจงดี


Resource:
http://larndham.net/index.php?showtopic=14634&st=15

กลอนสุภาพ

๏ อย่าเกียจคร้านการเรียนเร่งอุส่าห์........มีวิชาเหมือนมีทรัพย์อยู่นับแสน

จะตกถิ่นฐานใดคงไม่แคลน....................ถึงคับแค้นก็พอยังประทังตน

อันความรู้รู้กระจ่างแต่อย่างเดียว............แต่ให้เชี่ยวชาญเถิดคงเกิดผล

อาจจะชักเชิดชูฟูสกนธ์.........................ถึงคนจนพงศ์ไพร่คงได้ดี

เกิดเป็นชายชาวสยามตามวิสัย...............หนังสือไทยก็ไม่รู้ดูบัดสี

ต้องอับอายขายหน้าทั้งตาปี...................ถึงผู้ดีก็คงด้อยถอยตระกูล

จะต่ำเตี้ยเสียชื่อว่าโฉดช้า.....................จะชักพายศลาภให้สาบสูญ

ทั้งขายหน้าญาติวงศ์พงษ์ประยูร..........จะเพิ่มพูนติฉินคำนินทา

หนึ่งหนังสือหรือตำรับฉบับบท.............เป็นของล้วนควรจดจำศึกษา

บิดาปู่สู้เสาะสะสมมา............................หวังให้บุตรนัดดาได้ร่ำเรียน

จะได้ทราบบาปบุญทั้งคุณโทษ..............ปะบุตรโฉดต่ำช้าก็พาเยร

ไม่สมหวังดังบิดาปู่ตาเพียร...................เนิ่นจำเนียรแพลงพลัดกระจัด

กระจาย


Resource:
http://board.dserver.org/p/plearn/00000589.html

กาพย์ยานี 11 (แม่ ก กา)


๏ แม่ไก่อยู่ในตะกร้า..............ไข่ไข่มาสี่ห้าใบ

อีแม่กาก็มาไล่.........................อีแม่ไก่ไล่ตีกา

๏ หมาใหญ่ก็ไล่เห่า..............หมูในเล้าแลดูหมา

ปูแสมแลปูนา.........................กะปูม้าปูทะเล

๏ เต่านาและเต่าดำ.................อยู่ในน้ำกะจระเข้
ปลาทูอยู่ทะเล.........................ปลาขี้เหร่ไม่สู้ดี ๚

อิ่มก่อน

อิ่มเอ๋ยอิ่มก่อน
รีบจะไปดูละครโขนหนัง
ทิ้งสำรับคับค้อนไว้รุงรัง
เหมาคนอิ่มทีหลังให้ล้างชาม

การเฝ้าเอาเปรียบกันอย่างนี้
มิดีหนอเจ้าฟังเราห้าม
คบเพื่อนฝูงจงอุตส่าห์พยายาม
รักษาความสามัคคีจะดีเอย ฯ

สมเด็จ ฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงนิพนธ์ (ร้องลำสระบุหร่งนอก)


Resource:
http://larndham.net/index.php?showtopic=14634&st=15


ปากเป็นเอก เลขเป็นโท หนังสือเป็นตรี ชั่วดีเป็นตรา



ปากเป็นเอกเหมือนเสกมนต์ให้คนเชื่อ ฉลาดเหลือวาจาปรีชาฉาน

จะกล่าวถ้อยร้อยคำไม่รำคาญ เป็นรากฐานเทิดตนพ้นลำเค็ญ

เลขเป็นโทโบราณท่านสั่งสอน เร่งสังวรเวี่ยไว้ใช่ว่าเล่น

การคำนวณควรชำนาญคูณหารเป็น ช่วยให้เด่นดีนักหนารู้ท่าคน

หนังสือเป็นตรีวิชาปัญญาเลิศ เรียนไปเถิดรู้ไว้ไม่ไร้ผล

ยามยากแสนแค้นคับไม่อับจน ได้เลี้ยงตนด้วยวิชาหาทรัพย์ทวี

ชั่วดีเป็นตราประทับไว้กับโลก ยามวิโยคชีพยับลับร่างหนี

ที่ศูนย์แท้ก็แต่ตัวส่วนชั่วดี คงเป็นที่ลือทั่วชั่วฟ้าดิน


ของท่านผู้หญิงสมโรจน์ สวัสดิกุล ณ อยุธยา

จาก บทประพันธ์อธิบายสุภาษิต


Resource:
http://www.lokwannakadi.com/neo/shakayan.php?ID=39

อย่าเกียจคร้านการเรียนเร่งอุตส่าห์

๐ อย่าเกียจคร้านการเรียนเร่งอุตส่าห์
มีวิชาเหมือนมีทรัพย์อยู่นับแสน
จะตกถิ่นฐานใดคงไม่แคลน
ถึงคับแค้นก็พอยังประทังตน
อันความรู้รู้กระจ่างแต่อย่างเดียว
แต่ให้เชี่ยวชาญเถิดจะเกิดผล
อาจจะชักเชิดชูฟูสกนธ์
ถึงคนจนพงศ์ไพร่คงได้ดี
เกิดเป็นชายชาวสยามตามวิสัย
หนังสือก็ไม่รู้ดูบัดสี
ต้องอับอายขายหน้าทั้งตาปี
ถึงผู้ดีก็คงด้อยถอยตระกูล
จะต่ำเตี้ยเสียชื่อว่าโฉดช้า
จะชักพายศลาภให้สาบสูญ
ทั้งขายหน้าญาติวงศ์พงศ์ประยูร
จะเพิ่มพูนติฉินคำนินทา
หนึ่งหนังสือหรือตำรับฉบับบท
เป็นของล้วนควรจดจำศึกษา
บิดาปู่สู้เสาะสะสมมา
หวังให้บุตรนัดดาได้ร่ำเรียน
จะได้ทราบบาปบุญทั้งคุณโทษ
ปะบุตรโฉดต่ำช้าก็พาเหียร
ไม่สมหวังดังบิดาปู่ตาเพียร
เป็นจำเนียรแพลงพลัดกระจัดกระจาย

ตุ๊ดตู่ในรูกระบอก


ชื่อสามัญ : Water Monitor





ตุ๊ดตู่ในรูกระบอก


ตุ๊ดเอ๋ย ตุ๊ดตู่

ในเรี่ยว ในรู ช่างอยู่ได้

ขี้เกียจ นักหนา ระอาใจ

มาเรียกให้ กินหมาก ไม่อยากคบ

ชาติขี้เกียจ เบียดเบียน แต่เพื่อนบ้าน

การงาน สักนิด ก็คิดหลบ

ตื่นเช้า เราจักหมั่น ประชันพลบ

ไม่ขอพบ ขี้เกียจ เกลียดนักเอย....


(ร้องลำวิลันดาโอด)

สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงนิพนธ์


Resource:
http://www.lokwannakadi.com/neo/shakayan.php?ID=62









ตุ๊ดตู่

Red-headed Monitor(Harlequin Monitor)

ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Varanus dumerilii

ลักษณะทั่วไป
ลำตัวยาว 50-125 เซนติเมตร
เมื่อเล็กตั้งแต่ปลายปากถึงคอสีส้มถึงแดงเข้ม
เมื่อโตสีจะจางลง มีขีดสีดำตั้งแต่ขอบตาถึงคอ
ลำตัวมีขวั้นสีเหลืองตั้งแต่คอถึงปลายหาง
ตุ๊ดตู่เป็นสัตว์ที่เล็กที่สุดในกลุ่มสัตว์จำพวกเหี้ย-ตะกวด
ที่พบได้ในประเทศไทย และเป็นสัตว์ไม่มีพิษ

ถิ่นอาศัย, อาหาร
พบอาศัยในป่าดิบชื้นภาคใต้ของประเทศไทยและพบในมาเลเซีย
สุมาตรา บอร์เนียว สิงคโปร์
ตุ๊ดตู่กินเนื้อสัตว์และแมลงต่าง ๆ

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์
เป็นสัตว์เชื่องช้า ไม่ค่อยออกไปหากินไกลจากที่หลับนอน
ชอบนอนตามโพรงไม้ หรือซอกหิน เมื่อหิวจึงจะออกหากิน
แล้วก็กลับเข้าหลับนอนตามเดิม
ตุ๊ดตู่วางไข่ครั้งละ 23 ฟอง ระยะฟักไข่ 203 - 230 วัน

สถานภาพปัจจุบัน
เป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พุทธศักราช 2535

สถานที่ชม
สวนสัตว์ดุสิต สวนสัตว์นครราชสีมา
บทดอกสร้อย กาเอ๋ยกาดำ....รู้จำรู้จักรักเพื่อน

บทดอกสร้อย

๏กาเอ๋ยกาดำ.......................รู้จำรู้จักรักเพื่อน

ได้เหยื่อเผื่อแผ่ไม่แชเชือน.........รีบเตือนพวกพ้องร้องเรียกมา

เกลื่อนกลุ้มรุมล้อมพร้อมพรัก.....น่ารักน้ำใจกระไรหนา

จงเผื่อแผ่แน่ะพ่อหนูจงดูกา........มันโอบอารีรักดีนักเอย๚๛



Resource:
http://board.dserver.org/p/plearn/00000589.html

กฤษณาสอนน้อง ๏ ๏
ของ - สมเด็จกรมพระยาปรมานุชิตชิโนรส

๏ พฤษภกาสร............................อีกกุญชรอันปลดปลง
โททนต์เสน่ห์คง.........................สำคัญหมายในกายมี

๏ นรชาติวางวาย........................มลายสิ้นทั้งอินทรีย์
สถิตทั่วแต่ชั่วดี...........................ประดับไว้ในโลกา


Resource:
http://www.olddreamz.com/alldreamz/recitation.html

วิชาเหมือนสินค้า


วิชาเหมือนสินค้า อันมีค่าอยู่เมืองไกล

ต้องยากลำบากไป จึงจะได้สินค้ามา

จงตั้งเอากายเจ้า เป็นสำเภาอันโสภา

ความเพียรเป็นโยธา แขนซ้ายขวาเป็นเสาใบ

นิ้วเป็นสายระยาง สองเท้าต่างสมอใหญ่

ปากเป็นนายงานไป อัชฌาสัยเป็นเสบียง

สติเป็นหางเสือ ถือท้ายเรือไว้ให้เที่ยง

ถือไว้อย่าให้เอียง ตัดแล่นเลี่ยงข้ามคงคา

ปัญญาเป็นกล้องแก้ว ส่องดูแถวแนวหินผา

เจ้าจงเอาหูตา เป็นล้าต้าฟังดูลม

ขี้เกียจคือปลาร้าย จะทำลายให้เรือจม

เอาใจเป็นปืนคม ยิงระดมให้จมไป

จึงจะได้สินค้ามา คือวิชาอันพิสมัย

จงหมั่นมั่นใจหมาย อย่าได้การวิชา


จาก ดรุณศึกษา เล่ม ๓



Rhttp://www.lokwannakadi.com/neo/shakayan.php?ID=43esource
เวนิสวาณิช ๏ ๏
พระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ ๖


๏ อันว่าความกรุณาปราณี

จะมีใครบังคับก็หาไม่

หลั่งมาเองเหมือนฝนอันชื่นใจ

จากฟากฟ้าสุราลัยสู่แดนดิน

เป็นสิ่งดีสองชั้นพลันปลื้มใจ

แห่งผู้ให้และผู้รับสมถวิล

เป็นกำลังเลิศพลังอื่นทั้งสิ้น

เจ้าแผ่นดินผู้ทรงพระกรุณา

ประดุจทรงวราภรณ์สุนทรสวัสดิ์

เรืองจรัสยิ่งมกุฏสุดสง่า

พระแสงทรงดำรงซึ่งอาชญา

เหนือประชาพสกนิกร

ประดับพระวรเดชวิเศษฤทธิ์

ที่สถิตอานุภาพสโมสร

แต่การุณยธรรมสุนทร

งามงอนกว่าพระแสงอันแรงฤทธิ์

เสถียรในหฤทัยพระราชา

เป็นคุณของเทวาผู้มหิทธ์

และราชาเทียมเทพอมฤต

ยามบพิตรเผยแผ่พระกรุณา


จันทร์เอ๋ย จันทร์เจ้า ๏ ๏






จันทร์เอ๋ย จันทร์เจ้า ขอข้าว ขอแกง

ขอแหวนทองแดง ผูกมือน้องข้า

ขอช้าง ขอม้า ให้น้องข้าขี่

ขอเก้าอี้ ให้น้องข้านั่ง

ขอเตียงตั้ง ให้น้องข้านอน

ขอละคร ให้น้องข้าดู

ขอยายชู เลี้ยงน้องข้าเถิด

ขอยายเกิด เลี้ยงตัวข้าเอง

ฝนตกแดดออก






ฝนตกแดดออก


ฝนตกแดดออก
นกกระจอกแปลกใจ
โผผินบินไป
ไม่รู้หนทาง

ไปพบมะพร้าว
นกหนาวครวญคราง
พี่มะพร้าวใจกว้าง
ขอพักสักวัน

ฝนตกแดดออก
นกกระจอกพักผ่อน
พอหายเหนื่อยอ่อน
บินจรผายผัน

ขอบใจพี่มะพร้าว
ถึงคราวช่วยกัน
น้ำใจผูกพัน
ไม่ลืมบุญคุณ


โมกขศักดิ์


บัดนั้น............................................พระยาพิเภกยักษี

เห็นพระองค์ทรงโศกโศกี................อสุรีกราบลงกับบาทา

ทูลว่าพระลักษณ์สุริยวงศ์.................ยังไม่ปลงชีวังสังขาร์

อันโมกขศักดิ์อสุรา..........................พรหมาประสิทธิ์ประสาทไว้

ทรงอานุภาพฤทธิรุทร.....................ต้องใครจะฉุดนั้นไม่ไหว

แต่มียาคู่หอกชัย..............................ให้ไว้สำหรับแก้กัน

แม้นละไว้จนรุ่งราตรี.......................ต้องแสงพระระวีจะอาสัญ

ขอให้ลูกพระพายเทวัญ....................ไปห้ามพระสุริยันในชั้นฟ้า

อย่าเพ่อรีบรถบทจร..........................ข้ามยุคนธรภูผา

แล้วให้ไปเก็บตรีชวา........................ทั้งยาชื่อสังขรณี

ยังเขาสรรพยาบรรพต.....................ปรากฏอยู่ยอดคีรีศรี

กับปัญจมหานที...............................สรรพยาทั้งนี้มาให้ทัน

แม้นว่าได้บดชโลมลง......................องค์พระอนุชาไม่อาสัญ

จะดำรงคงชีพชีวัน..........................หอกนั้นก็จะหลุดขึ้นมา



จากเรื่อง รามเกียรติ์

พระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ 1

ปฐม ก กา


นะโมข้าจะไหว้..................วระไตรระตะนา

ใส่ไว้ในเกศา......................วระบาทะมุนี

คุณะวระไตร......................ข้าใส่ไว้ในเกษี

เดชะพระมุนี.......................ขออย่ามีที่โทษา

ข้าขอยอชุลี..........................ใส่เกศีไหว้บาทา

พระเจ้าผู้กรุณา.....................อยู่เกศาอย่ามีภัย

ข้าไหว้พระสะธรรม..............ที่ลึกล้ำคัมภีร์ใน

ได้ดูรู้เข้าใจ...........................ขออย่าได้มีโรคา

ข้าไหว้พระภิกษุ....................ที่ได้ลุแก่โสดา

ไหว้พระสกินาคา....................อะระหาธิบดี

ข้าไหว้พระบิดา.......................ไหว้บาทาพระชนนี

ไหว้พระอาจารีย์......................ใส่เกศีไหว้บาทา

ข้าไหว้พระครูเจ้า.....................ครูผู้เฒ่าใส่เกศา

ให้รู้ทวิชา.................................ไหว้บาทาที่พระครู

จะใคร่รู้ที่วิชา............................ขอเทวามาค้ำชู

ที่ใดข้าไม่รู้................................เล่าว่าดูรู้แลนา

ไชโยขอเดชะ............................ชัยชนะแก่มารา

ระบือให้ลือชา............................เดชะสามาไชโย

ไชโยขอเดชะ.............................ชัยชนะแก่โลโภ

โทโสแลโมโห............................อย่าโลเลโจ้เจ้ใจ


พระอภัยมณีเป่าปี่แสดงฝีมือให้พราหมณ์ทั้ง ๓ ฟัง







พระอภัยมณีเป่าปี่แสดงฝีมือให้พราหมณ์ทั้ง ๓ ฟัง


พระฟังความพราหมณ์น้อยสนองถาม

จึงเล่าความจะแจ้งแถลงไข

อันดนตรีมีคุณทุกอย่างไป

ย่อมใช้ได้ดังจินดาค่าบุรินทร์

ถึงมนุษย์ครุฑาเทวราช

จตุบาทกลางป่าพนาสิน

แม้นปี่เราเป่าไปให้ได้ยิน

ก็สุดสิ้นโทโสที่โกรธา

ให้ใจอ่อนนอนหลับลืมสติ

อันลัทธิดนตรีดีหนักหนา

ซึ่งสงสัยไม่สิ้นในวิญญา

จงนิทราเถิดจะเป่าให้เจ้าฟัง



แล้วหยิบปี่ที่ท่านอาจารย์ให้

เข้าพิงพฤกษาไทรดังใจหวัง

พระเป่าเปิดนิ้วเอกวิเวกดัง

สำเนียงวังเวงแว่วแจ้วจับใจ

ในเพลงปี่ว่าสามพี่พราหมณ์เอ๋ย

ยังไม่เคยชมชิดพิสมัย

ถึงร้อยรสบุปผาสุมาลัย

จะชื่นใจเหมือนสตรีไม่มีเลย

พระจันทรจรสว่างกลางโพยม

ไม่เทียบโฉมนางงามเจ้าพราหมณ์เอ๋ย

แม้นได้แก้วแล้วจะค่อยประคองเคย

ถนอมเชยชมโฉมประโลมลาน

เจ้าพราหมณ์ฟังวังเวงวะแว่วเสียง

สำเนียงเพียงการเวกกังวาลหวาน

หวาดประหวัดสตรีฤดีดาล

ให้ซาบซ่านเสียวสะดับจนหลับไป

ศรีสุวรรณนั้นนั่งอยู่ข้างพี่

ฟังเสียงปี่วาบวับก็หลับไหล

พระแกล้งเป่าแปลงเพลงวังเวงใจ

เป็นความบวงสรวงพระไทรที่เนินทรายฯ

ชักซ้าวมะนาวโตงเตง







ชักซ้าวมะนาวโตงเตง


ซักเอ๋ย ซักซ้าว

ผลมะนาว ทิ้งทาน ในงานศพ

เข้าแย่งชิง เหมือนสิ่ง ไม่เคยพบ

ไม่น่าคบ เลยหนอ พวกขอทาน

ดูประหนึ่ง ขัดสน จนปัญญา

มีทางหา กินได้ หลายสถาน

ประหลาดใจ เหตุไฉน ไม่ทำงาน

ประกอบการ อาชีพ ที่ดีเอย....


(ร้องลำสารถีชักรถ) 

วันอาทิตย์ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

นิทานพื้นบ้าน ตำนานวัดพนัญเชิง พระเจ้าสายน้ำผึ้งและเจ้าแม่สร้อยดอกหมาก

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก ยิ่งให้ยิ่งได้ ยิ่งหวงยิ่งอด เราไม่หวงเราไม่อด หมดเดี๋ยวก็มา

ตำนานวัดพนัญเชิง พระเจ้าสายน้ำผึ้งและเจ้าแม่สร้อยดอกหมาก


ตำนานวัดพนัญเชิง
ตำนานวัดพนัญเชิง

ตำนานวัดพนัญเชิง พระเจ้าสายน้ำผึ้งและเจ้าแม่สร้อยดอกหมาก

กาลครั้งหนึ่ง มีกลุ่มเด็กเลี้ยงวัวกลุ่มหนึ่งเล่นกันด้วยความสนุกสนานอยู่กลางทุ่ง โดยมีเด็กชายผู้หนึ่ง ทำตัวเป็นหัวหน้านั่งวางท่าอยู่บนจอมปลวกใหญ่ พวกเขาเล่นกันโดยสมมุติว่าหัวหน้านั้นเป็นกษัตริย์ กำลังออกว่าราชการในท้องพระโรงใหญ่ ส่วนเด็กอื่น ๆ ก็เล่นเป็นเสนา อำมาตย์ และเหล่าทหารหลวง นั่งเรียงรายหมอบกราบอยู่รอบ ๆ
ครั้นเมื่อเด้กชายหัวหน้าสั่งการใด ๆ เด็กคนอื่น ๆ ก็จะปฏิบัติตาม ราวกับว่าเป็นคำสั่งจากกษัตริย์จริง ๆ วันหนึ่งเด็กชายหัวหน้าใหญ่โกรธเพื่อนคนหนึ่งมาก ได้ออกคำสั่งให้ทหารนำตัวไปประหาร ซึ่งทหารปลอมทั้งหลายก็นำเด็กคนนั้นไปประหารจริง ๆ โดยใช้ไม้ไผ่ฟันเข้าที่คอ ปรากฏว่า…..เมื่อฟันแล้ว คอของเด็กคนนั้นขาดจริง ๆ เป็นที่อัศจรรย์ เด็ก ๆ ทุกคนเลยยิ่งเชื่อกันว่าตัวหัวหน้านั้นมีบุญญาธิการและ บารมีจริง ๆ
ขณะนั้น เสนาอำมาตย์จากกรุงศรีอยุธยาได้นำเรือสุพรรณหงส์ซึ่งบรรทุกเครื่องราชกกุธภัณฑ์ผ่านมาที่แม่น้ำใกล้ ๆ บริเวณนั้น ปรากฏว่าเรือสุพรรณหงส์ได้หยุดนิ่ง ไม่ยอมแล่นต่อ ไม่ว่าจะแก้ไขปรการใด ดังนั้นเหล่าเสนาอำมาตย์จึงได้เชิญ โหรหลวงที่เดินทางมาในเรือด้วย ให้ช่วยทำนายเสี่ยงทายดู ว่าเกิดเหตุอันใดขึ้น
นัยว่าในเวลานั้น กรุงศรีอยุธยา ได้ขาดกษัตริย์ปกครอง เรือที่แล่นมานั้นก็ได้อันเชิญเครื่องราชกกุธภัณฑ์เพื่อมาอัญเชิญผู้มีบุญญาธิการขึ้นเป็นกษัตริย์ โหรหลวงจึงได้ให้ทหารออกเดินดูบริเวณริมท่าน้ำโดยรอบเรือสุพรรณหงส์นั้น
ซึ่งก็ปรากฏแต่เหล่าเด็กเลี้ยงวัว ที่มีหัวหน้าแสดงเป็นกษัตริย์อยู่หมู่เดียวเท่านั้น เสนา อำมาตย์ และโหรหลวงจึงได้อัญเชิญ หัวหน้าเด็กเลี้ยงวัวนั้นขึ้นเป็นกษัตริย์ และเหล่าบรรดาเพื่อนที่เล่นเป็นเสนา อำมาตย์นั้น ให้เป็นเสนา อำมาตย์ ตามตำแหน่งที่เล่นทุกคน บริเวณนั้น จึงได้ชื่อว่า “ บ้านเด็กเล่น ” นับแต่นั้นมา
เวลาล่วงมาอีกหลายปี พระเจ้ากรุงจีน มีธิดาซึ่งมีพระศิริโฉมงดงามมากอยู่องค์หนึ่ง ชื่อ พระนางสร้อยดอกหมาก ครั้นล่วงเข้าสู่วัยที่ควรออกเรือน พระเจ้ากรุงจีนจึงให้โหรหลวงมาตรวจสอบดวงชะตาของพระธิดา ได้ความว่า เนื้อคู่ของพระนางนั้น อยู่ทางทิศตะวันตก คือ ทางกรุงศรีอยุธยา พระเจ้ากรุงจีนจึงได้ส่งราชทูตและเครื่องบรรณาการมายังกรุงศรีอยุธยาเพื่อประสานพระราชไมตรี และมีพระราชสาสน์ยกพระธิดา พระนางสร้อยดอกหมาก ให้เป็นพระชายา
ครั้นพระเจ้ากรุงศรีอยุธยา ทรงทราบความก็ทรงดีพระทัย พร้อมกับได้ส่งสาสน์ตอบรับและส่งเครื่องราชบรรณาการตอบแทนเป็นจำนวนมาก พร้อมทั้งกล่าวว่าจะทรงเสด็จไปรับ พระนางสร้อยดอกหมาก ด้วยพระองค์เอง
เมื่อราชทูตจีนกลับไปแล้ว พระเจ้ากรุงศรีอยุธยา ได้ทรงสั่งให้จัดเตรียมขบวนเสด็จพยุหยาตราทางชลมารค แล้วทรงลงเรือพระที่นั่งเสด็จไปรับ พระนางสร้อยดอกหมาก
ครั้นเรือพระที่นั่งแล่นมาถึงแหลมวัดปากคลอง พระองค์ได้ทรงทอดพระเนตรเห็นรังผึ้ง จับอยู่ที่อกไก่หน้าบันพระอุโบสถ พระองค์จึงทรงตั้งจิตอธิฐานต่อพระประธานในอุโบสถว่า ถ้าหากพระองค์มีบุญญาธิการและพระบารมีที่จะทรงปกครองไพร่ฟ้าประชาชนให้อยู่เย็นเป็นสุ๘ได้ ก็ขอให้น้ำผึ้งนั้นได้ไหลย้อยลงมาสู่เรือพระที่นั่งด้วย ครั้นสิ้นพระสุรเสียงตรัส น้ำผึ้งก็ไหลย้อยลงสู่เรือพระที่นั่งเป็นที่อัศจรรย์แก่เหล่าบรรดาเสนา อำมาตย์ และพระเถราจารย์ทั้งหลายเป็นอย่างยิ่ง จึงพร้อมใจกันสวดพระชัยมงคลคาถา และถวายพระนามว่า ” พระเจ้าสายน้ำผึ้ง
เมื่อพระเจ้าสายน้ำผึ้งทอดพระเนตรเห็นดังนั้น ก็ทรงพระดำริว่าจะเสด็จเมืองจีนด้วยเรือพระที่นั่งเพียงลำเดียว และด้วยเดชะพระบารมีของพระเจ้าสายน้ำผึ้ง พระองค์ก็ทรงเสด็จผ่านทะเลใหญ่ไปจนถึงท่าที่เมืองจีน พวกชาวจีนเห็นเป็นอัศจรรย์จึงรีบนำความไปกราบทูลพระเจ้ากรุงจีน
พระเจ้ากรุงจีนทรงเห็นว่า พระเจ้าสายน้ำผึ้งนั้นช่างมีบุญบารมีมากจริง ๆ จึงทรงจัดขบวนแห่แหน มารับเสด็จ พระเจ้าสายน้ำผึ้ง อย่างยิ่งใหญ่ และทรงจัดงานอภิเษกสมรสให้ พระเจ้าสายน้ำผึ้ง และ พระนางสร้อยดอกหมาก พร้อมทั้งจัดขบวนเรือติดตามและเรือสำเภาใหญ่ บรรทุกเครื่องอุปโภกบริโภคจำนวนมาก เพื่อติดตาม พระเจ้าสายน้ำผึ้ง กลับกรุงศรีอยุธยาด้วย
พระเจ้าสายน้ำผึ้ง นั้นได้เดินทางหลายสิบวันพร้อมด้วย พระนางสร้อยดอกหมาก จนมาถึงกรุงศรีอยุธยา ด้วยพระบารมีจึงทรงเดินทางได้สะดวกเรียบร้อย พระสงฆ์และเหล่าเสนาบดีพร้อมทั้งพสกนิกรต่างพากันยินดี ออกมารับเสด็จจำนาวนมาก ก่อนที่ พระเจ้าสายน้ำผึ้ง จะเสด็จ จากเรือพระที่นั่งเข้าสู่พระราชวังหลวง พระองค์ทรงรับสั่งให้ พระนางสร้อยดอกหมากประทับคอยที่เรือพระที่นั่งกลางน้ำ เพื่อว่าพระองค์จะได้ตกแต่ง จัดเตรียมพระตำหนักให้สวยงามก่อน
เจ้าแม่สร้อยดอกหมาก ตำนานวัดพนัญเชิง
เจ้าแม่สร้อยดอกหมาก ตำนานวัดพนัญเชิง
เมื่อเสร็จเรียบร้อยแล้ว พระเจ้าสายน้ำผึ้ง ทรงรับสั่งให้เสนาอำมาตย์ เข้าไปทูลเชิญเสด็จ พระนางสร้อยดอกหมาก เข้าสู่พระราชวัง แต่พระนางสร้อยดอกหมาก นั้นมีความน้อยพระทัย ที่ทรงรอนแรมมาจากเมืองจีนหลายสิบวันด้วยความยากลำบาก และทรงประทับแรม รออยู่ในเรือพระที่นั่งอีกหลายวัน แต่ไฉน พระเจ้าสายน้ำผึ้ง ไม่ทรงเสด็จออกมารับด้วยพระองค์เอง ถ้าเป็นเช่นนี้แล้ว ถ้าพระองค์ไม่เสด็จออกมารับ ก็จะไม่ไป
เหล่าเสนา อำมาตย์ที่เข้าไปทูลเชิญ ได้นำความมาทูลต่อ พระเจ้าสายน้ำผึ้ง เมื่อพระเจ้าสายน้ำผึ้ง ทรงทราบดังนั้น ก็ทรงเห็นเป็นขบขัน ทรงตรัสหยอกล้อเล่นว่า  ” มาถึงแล้วไม่ขึ้นมา จะอยู่ที่นั่นก็ตามใจเถิด ”  พระนางสร้ยดอกหมาก ได้ทราบความดังนั้น ก็สำคัญว่าจริง จึงทรงเศร้าโศรกพระทัยมาก  วันต่อมา พระเจ้าสายน้ำผึ้ง ก็เสด็จออกไปรับด้วยพระองค์เอง พระนางก็ตัดพ้อว่า ไม่ไป พระเจ้าสายน้ำผึ้งทรงสัพยอกอีกครั้งว่า ำม่ไปก็อยู่นี่เถิด
ศาลเจ้าแม่สร้อยดอกหมาก
ศาลเจ้าแม่สร้อยดอกหมาก
พอสิ้นพระสุรเสียงของ พระเจ้าสายน้ำผึ้ง พระนางสร้อยดอกหมาก ก็กลั้นใจตาย สิ้นชีพ ต่อหน้าพระองค์ พระเจ้าสายน้ำผึ้งเศร้าโศรกเสียพระทัยมาก แต่สุดที่จะแก้ไขได้ ทั้งชาวจีนและชาวไทยต่างเศร้าโศรกเสียใจ ร้องให้กันเซ็งแซ่ พระเจ้าสายน้ำผึ้ง ได้ทรงพระราชทานเพลิงศพ ให้แก พระานางสร้อยดอกหมาก ที่บริเวณนั้น และทรงสถาปนาพระอาราม ให้นามว่า ” วัดเจ้าพระนางเชิง ” ต่อมาเพี้ยนเป็น ” วัดพนัญเชิง ” และมีศาล ” เจ้าแม่สร้อยดอกหมาก ” ซึ่งเป็นที่เคารพบูชา ของทั้งชาวไทยและชาวจีนจำนวนมากตังอยู่ด้วย ซึ่งปัจจุบันนี้ วัดพนัญเชิง  เป็นพระอารามหลวง ตั้งอยู่ที่หมู่ 2 ตำบลคลองสวนพลู อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
จบ ตำนานวัดพนัญเชิง พระเจ้าสายน้ำผึ้งและเจ้าแม่สร้อยดอกหมาก
จาก นิทานพื้นบ้าน หมวด นิทานพื้นบ้านภาคกลาง หมวด ตำนานสิ่งศักสิทธิ์
Tags: , ,


เรื่องนางพิกุลทองนี้ เป็นละครนอกหนึ่งใน ๑๔ เรื่อง ที่นิยมนำมาเล่นกันมากเรื่องหนึ่งตั้งแต่ครั้ง สมัยอยุธยาปัจจุบันยังพบว่ามีต้นฉบับหนังสือตัวเขียนที่เหลือรอดจากการถูกพม่าทำลายคราวเสียกรุง เก็บรักษาไว้อยู่ที่หอสมุดแห่งชาติ เป็นสมุดข่อยสีขาว ตัวหมึกดำ ลายมือกึ่งบรรจงแกมหวัด ตัวอักษรไม่สม่ำเสมอ และมีบันทึกว่า " หมู่ กลอนบทละคร ชื่อ พิกุลทอง เล่ม 1 (สำนวนเก่า) เลขที่ ๒๐ ตู้ที่ ๑๑๔ ชั้น ๒/๑ มัด ๓๙ ประวัติ สมบัติเดิมของหอพระสมุดวชิรญาณ" ซึ่งมีเนื้อความเริ่มตั้งแต่นางพิกุลทองสรงน้ำ จนจบตอนท้ายคือปราบนางยักษ์กาขาว และยังไม่ได้รับตรวจสอบชำระฉบับที่เหลืออื่น ๆ หรือตีพิมพ์จากกรมศิลปากร ส่วนเรื่องนางพิกุลทองต่อจากสำนวนเดิมที่เป็นการผจญภัยยืดยาวถึงรุ่นลูกนั้น มาจากกลอนอ่านสำนวนของนายบุศย์ รจนา จัดพิมพ์โดยโรงพิมพ์วัดเกาะราวปีพ.ศ. ๒๔๓๓ ตรงกับสมัยรัชกาลที่ ๕ ซึ่งนายบุศย์ผู้นี้ได้นำนิทานไทยครั้งกรุงเก่ามาแต่งสำนวนใหม่เป็น "กลอนอ่าน" หรือกลอนสวดอยู่หลายเรื่อง เช่น แก้วหน้าม้า,จันทโครพ,สุวรรณหงส์เป็นต้น
อย่างไรก็ตามเมื่อสังเกตตามเนื้อเรื่อง สำนวนกลอนค่อนข้างจะรวบรัด และไม่สละสลวยเท่าใดนัก เพราะผู้แต่งคงมีจุดประสงค์เพียงไว้สำหรับเล่นละครเท่านั้น แม้การบอกเพลงหน้าพาทย์ก็ไม่ชัดเจนแน่นอน มีตอนที่กล่าวถึงพระสังข์ศิลป์ชัย และนางศรีสุพรรณซึ่งเป็นตัวละครจากบทละครนอกเรื่องสังข์ศิลป์ชัย พร้อมทั้งมีของวิเศษที่เหมือนกันทุกประการ อันได้แก่"สังข์ ศร และพระขรรค์" จึงสัณนิษฐานว่า ผู้แต่งคงมีจุดประสงค์ดำเนินเรื่องให้เป็นภาคต่อจากเรื่องสังข์ศิลป์ชัยเพราะเรื่องสังข์ศิลป์ชัยก็ไม่ได้กล่าวถึงการผจญภัยในรุ่นลูกไว้เลย

[แก้]สาระสำคัญในเรื่อง

ในเรื่องนางพิกุลทอง ได้แสดงให้เห็นเกี่ยวกับประเพณีความเชื่อหลายประการเช่น ที่มาของเรื่องรัก-ยมอันมาจากชื่อของโอรสนางพิกุลทอง ซึ่งในปัจจุบันเราจะรู้จักว่าเป็นเครื่องรางของขลังชนิดหนึ่ง,ที่มาของสุภาษิตคำพังเพย คือกลัวดอกพิกุลจะร่วงจากปาก หมายถึงคนที่ไม่ค่อยพูด หรือใครถามอะไรหรือสนทนาด้วยแล้วไม่อยากจะตอบหรือพุดคุย , เรื่องความเชื่อเกี่ยวกับลูกกรอกและ เหตุที่ชะนีร้องเรียกว่า "ผัว ๆ" ในส่วนอื่นก็สอนให้เห็นผลของการกล่าววาจาที่ไพเราะและความซื่อสัตย์ จะทำให้เป็นที่รักใคร่ของบุคคลทั้งหลาย และนำพาไปสู่ความเจริญ และเรื่องเกี่ยวกับความเชื่ออื่น ๆ เช่นแม่ย่านางเป็นต้น

[แก้]บทละครตอนต้นตามเนื้อความในสมุดไทย

นิทานเรื่องนางพิกุลทอง บทละครนอกที่ปรากฏในสมุดไทยแต่ครั้งสมัยกรุงศรีอยุธยานั้นจับเรื่องตั้งแต่นางพิกุลทองสรงน้ำ จนถึงตอนนางพิกุลทองลุยไฟ ส่วนนิทานกลอนของนายบุศย์ โรงพิมพ์วัดเกาะจะแต่งเพิ่มต่อจนจบเรื่อง
นางพิกุลทองเป็นธิดาของท้าวสัณนุราชกับพระมเหสี คือ นางพิกุลจันทราผู้ครองเมืองสรรพบุรี (ในสมุดไทยเขียนว่าเมือง สันทบุรี)เมื่อย่างเข้าวัยรุ่นสาว ความงามของนางเป็นที่เลื่องลือว่ายากจะหาหญิงใดเสมอเหมือนได้ ซึ่งนอกจากเวลาพูดกับใครจะมีดอกพิกุลทองร่วงจากปากแล้วยังมีเส้นผมที่หอมอีกด้วย วันหนึ่งนางพิกุลทองเกิดร้อนรุ่มกลุ้มอุรา จึงได้ลาท้าวสัณนุราชไปเล่นน้ำกับพระพี่เลี้ยงในลำธาร ท้าวสัณนุราชจึงให้วางตาข่ายและทุ่นไว้รอบท่าน้ำ เพราะโหรทำนายว่านางจะต้องพลัดพรากจากเมือง
จะกล่าวถึงพญาแร้งชื่อว่า ท้าวสุบรรณปักษาบินมาเห็นซากสุนัขเน่าจึงโฉบนำกลับไปจิกกินลอยมาใกล้บริเวณที่นางพิกุลทองกับพี่เลี้ยงเล่นน้ำอยู่ นางพิกุลทองได้กลิ่นเหม็นเน่าจึงใช้ให้พี่เลี้ยงไปดูก็พบพญาแร้งกำลังกินซากนั้นอยู่จึงได้พากันด่าว่าแล้วขับไล่ด้วยคำหยาบช้าต่าง ๆ นา ๆ ฝ่ายท้าวปักษาก็โกรธจัดกล่าวว่า สุขัขเน่านี้คืออาหารของตนอยู่แล้ว นางพิกุลทองเป็นลูกเจ้าท้าวพระยาไม่น่ามากล่าวเจรจาด่าว่าขับไล่ตนเช่นนี้ว่าแล้วก็บินหนีไป แต่ท้าวปักษีก็ยังคิดจะแก้แค้นนางพิกุลทองให้ได้จึงออกอุบายแปลงกายเปนหนุ่มรูปงามไปขออาศัยอยู่ที่กระท่อมท้ายสวนขวัญของเมืองสรรพบุรี แล้วคอยเนรมิตทองคำให้ตายายใช้จนร่ำรวย โดยบอกว่าตนไปพบตอนขุดเผือกมัน อยู่มาวันหนึ่งจึงรบเร้าขอให้ตายายเข้าไปสู่ขอนางพิกุลทองมาเป็นภรรยา สองตายายฟังแล้วหัวใจแทบวายกล่าวว่าคิดเกินตัวอย่างนี้จะถูกประหารเจ็ดชั่วโคตร ท้าวปักษาแปลงจึงแสร้งทำเป็นตรอมใจใกล้ตาย สองตายายจึงจำใจเข้าไปทูลสู่ขอนางพิกุลทองจากท้าวสัณนุราช ๆ ได้ทราบความดังกล่าวก็กริ้วจัด กล่าวว่าถ้าคิดว่าหลานชายมีบุญวาสนาจะได้คู่กับนางจริงใกล้สร้างสะพานเงินสะพานทองจากท้ายสวนมาถึงพระราชวังภายใน ๓ วันมิเช่นนั้นจะประหารทั้งโคตร ตายายหลังจากลับมาถึงบ้านแล้วก็นั่งซึม เอาแต่ร้องไห้แล้วต่อว่าท้าวปักษาที่หาเรื่องเดือดร้อนมาให้ตน ครั้นท้าวปักษาได้ทราบเรื่องต้องสร้างสะพานทองแล้วจึงกล่าวปลอบใจว่าถ้าตนทำไม่เสร็จจะยอมตายแทน สองตายายจึงค่อยโล่งใจบ้าง พอตกค่ำท้าวปักษาก็บอกว่าจะขอออกไปทำธุระข้างนอกจากนั้นก็แปลงเป็นพญาแร้งขนาดมหึมาบินกลับไปยังเขานินทะกาลา แล้วเกณฑ์ไพร่พลทั้งหลายให้มาช่วยสร้างสะพานจนแล้วเสร็จ
ครั้นรุ่งเช้า ท้าวสัณนุราชกับพระมเหสีมองออกไปเห็นสะพานเงินสะพานทองเป็นอัศจรรย์ เสร็จตามข้อตกลงดังกล่าวจึงคิดว่ามาณพผู้นี้คงจะมีบุญ แล้วจัดอภิเษกสมรสนางพิกุลทองให้กับท้าวปักษาและนางพิกุลทอง ซึ่งตลอดเวลาเมื่ออยู่ใกล้กันนางพิกุลทองก็ได้ได้กลิ่นสาบแร้งจนเวียนหัวบ่นว่าต่าง ๆ นานา ส่วนท้าวปักษาก็มิอาจจะเข้าใกล้สมัครสังวาสได้เพราะไม่ได้นึกรัก ประกอบกับเทวดาดลใจ คงมีแต่ความแค้นที่นางเคยด่าว่า
ครั้นอยู่มาได้ ๓ วัน ท้าวปักษาจึงออกอุบายว่าจะชวนนางกลับไปกราบบิดามารดาของตน จากนั้นก็พากันลงเรือสำเภา ๕๐๐ ลำล่องไปได้ ๓ เดือน ก็มาถึงหาดแก้วพยัคฆีหน้าเมือง ท้าวปักษาจึงให้นางรออยู่ในเรือเพื่อจะขึ้นไปแจ้งให้บิดามารดาตนทราบก่อน แท้ที่จริงท้าวปักษากลับไปเกณฑ์บริเวณนกแร้งทั้งหลายให้มากินคนบนเรือเสียให้หายแค้น ส่วนนางพิกุลทองนั้นตนจะจัดการกินเองห้ามนกตัวไหนแตะต้องต้องมีโทษถึงตาย ฝูงนกก็ดีใจพากันบินมาจับไพร่พลบนเรือกินเสียหมดทั้ง ๕๐๐ ลำ ส่วนนางพิกุลทองนั้นได้รับความช่วยเหลือจากแม่ย่านางวิญญาณประจำเรือ รู้ว่าพญาแร้งคิดไม่ซื่อ จึงเนรมิตรห้องคูหาแล้วนำนางพิกุลทองไปซ่อนไว้ในปลายเสากระโดงเรือ พญาแร้งโกรธมากด่าว่าลูกน้องไม่เชื่อฟังหาว่ากินไม่ดูตามาตาเรือดันไปกินเอานางพิกุลทองไปด้วยแล้วก็พากันบินกลับไป แต่กระนั้นก็ยังไม่แน่ใจว่านางตายจริง ก็จึงให้บริวารบางส่วนคอยเฝ้าดูเรือไว้
ฝ่ายแม่ย่านางครั้นเห็นพญาแร้งกับบริวารบินกลับไปหมดแล้ว จึงได้พานางพิกุลทองออกมาจากที่ซ่อนเพื่อสรงน้ำ เส้นผมของนางที่ไม่เคยหลุดร่วงเลย ก็ร่วงลงมา นางสงสัยว่าจะมีเหตุการณ์เกิดขึ้น นางจึงเสี่ยงทายเสยเอาเส้นผม และดอกพิกุลทองใส่ผอบพร้อมจารึกชื่อและเรื่องราวลงไปด้วยเพื่อหาผู้มีบุญมาช่วยเหลือ ผอบทองลอยไปจนถึงเมืองพรหมกุฏปัญจาละซึ่งมีพระสังข์ศิลป์ชัยและนางสุพรรณปกครอง มีโอรสเก่งกล้าองค์หนึ่งชื่อพระพิชัยมงกุฏ(ในฉบับตัวเขียนว่าชื่อ "พระพิไชยวงศ์กุฏ") ขณะนั้นทั้งสามกษัตริย์ได้มาสรงน้ำที่ท่าน้ำนอกเมือง เห็นผอบทองลอยทวนน้ำมา พระพิชัยมงกุฏจึงเสี่ยงพระสังข์วิเศษไปกล่าวว่าถ้ามาดีให้ช้อนขึ้นมา ถ้ามาร้ายให้สังข์วิเศษทำลายเสีย ปรากฏว่าสังข์ก็ไปช้อนผอบขึ้นมา เมื่อเปิดข้อความดูเห็นเส้นผม,ดอกพิกุล และจารึกเรื่องราวก็ถึงกับหลงใหลกินไม่ได้นอนไม่หลับ พระสังข์ศิลป์ชัยได้ทราบอาการก็ตกพระทัย พระพิชัยมงกุฏจึงขอลาไปตามนางพิกุลทอง จึงโปรดให้สังข์ ศร และพระขรรค์วิเศษไปป้องกันตัว และให้จัดแต่งเรือสำเภาพร้อมไพร่พลไปตามประสงค์ กองเรือแล่นมาหลายวันจนกระทั่งถึงเกาะใหญ่กลางทะเลซึ่งเป็นเขตของ นางยักษ์กาขาว ซึ่งลอบเข้ามาในเรือด้วยความสงสัย ครั้นเห็นพระพิชัยมงกุฏรูปร่างสง่างามก็หลงรักจึงแอบอุ้มพาไปขณะหลับ แล้วเนรมิตเมืองขึ้นบนเกาะแล้วแปลงเป็นหญิงสาวอยู่ในเมืองนั้น ครั้นพระพิชัยมงกุฏตื่นมาเห็นบ้านเมืองกับหญิงงามก็เข้าใจว่าเป็นนางพิกุลทอง จึงเกี้ยวนางจนได้เป็นภรรยา แต่ยังสงสัยว่าได้กลิ่นสาบสางยักษ์และนางผมไม่หอม ตกดึกเทพารักษ์จึงได้มาบอกให้รีบหนีไปเพราะนางเป็นยักษ์แปลงมาแล้วบอกทางให้แล่นเรือไปทางตะวันออก ๗ วันก็จะถึงหาดแก้วพยัคฆี
ครั้นพระพิชัยมงกุฏเดินทางมาถึงเห็นกองเรือร้างจอดอยู่จึงให้ไปค้นเรือทุกลำก็พบแต่กระดูก ฝ่ายนางพิกุลทองได้ยินเสียงจึงลาแม่ยานางออกมาจากเสากระโดงเรือและเข้าพบกับพระพิชัยมงกุฏด้วยความยินดี
(โอด) เมื่อนั้นพระไชยวงศ์กุฏเห็นนางเร่งหรรษา
เห็นนางทรงโศกโศกาหอมเส้นเกศาตระลบไป
พิกุลทองตกลงจากโอษฐ์ให้ทรงโปรดพิศวงหลงใหล
ยอกรฟักฟูมเข้าอุ้มไว้ฟังพี่อย่าได้โศกา
พี่ได้ผอบมาติดตามประสบสมดังความปรารถนา
ขอเชิญนงเยาเล่ากิจจาแรกเริ่มเดิมมาประการใด
ขณะนั้นบริวารของพญาแร้งเห็นผู้คนมาเอะอะวุ่นวายจึงรีบบินไปบอกแก่ท้าวปักษา กล่าวว่าชะรอยนางพิกุลทองจะยังไม่ตาย ท้าวปักษาจึงรีบพาบริวารมาทันที ครั้นเห็นนางพิกุลทองหลบอยู่กับพระพิชัยมงกุฏก็เจรจาตอบโต้อยู่พักหนึ่งแล้วทำการรบกัน พระพิชัยมงกุฏจึงแผลงศรวิเศษไปถูกอกท้าวปักษาตายกลางอากาศพร้อมกับบริวารทั้งหลาย ครั้นเสร็จศึกแล้ว จึงพานางพิกุลทองกลับไปยังบ้านเมืองของตนต่อไป ฝ่ายนางยักษิณีกาขาวครั้นตื่นมาไม่เห็นพระพิชัยมงกุฏ จึงคว้ากระบองออกไล่ติดตามไปถึงเมืองพรหมกุฏปัญจา แต่เกรงอำนาจพระเสื้อเมืองจึงเข้าเมืองไม่ได้ ก็ซ่อนตัวอยู่ที่ต้นไทรในสวน
หลังจากพิธีอภิเษกสมรสแล้ว ต่อมานางพิกุลทองก็ประสูติพระโอรส ๒ พระองค์ คนพี่มีนามว่า พระรัก ส่วนโอรสองค์รองนามว่า พระยม อยู่มาวันหนึ่งทั้งสี่กษัตริย์ก็เสด็จประพาสที่บึงบัวเพื่อเก็บบัวมาบูชาพระปฏิมา ฝ่ายนางยักษ์กาขาวครั้นรู้ว่าพระพิชัยมงกุฏได้อภิเษกกับนางพิกุลทองแล้ว ก็ให้เคียดแค้นเป็นยิ่งนักหมายจะทำร้ายนางพิกุลทองเสียให้หายแค้น จึงแปลงร่างเป็นดอกบัวทองอยู่ใต้น้ำ ครั้นเรือผ่านมานางพิกุลทองเห็นเข้าก็ประหลาดใจในความงามจึงเอื้อมมือลงไปเด็ด นางยักษ์ได้ทีจึงฉุดนางลงไปใต้น้ำแล้วสาปให้กลายร่างเป็นนางชะนี จะพ้นสาปได้ก็ต่อเมื่อนำเลือดยักษืมาชโลมตัวส่วนนางยักษ์ก็จดจำและแปลงร่างเป็นนางพิกุลทองแทน ครั้นพระพิชัยมงกุฏช่วยฉุดขึ้นมาครั้งแรกเป็นนางยักษ์แปลงนางยักษ์ก็รีบเป่ามนต์ให้หลงใหล พระรักและพระยมก็ร้องไห้บอกว่าไม่ใช่แม่ของตน แต่เมื่อเห็นนางชะนีผุดขึ้นมาจากน้ำกลับร้องว่าเป็นแม่ และไม่ยอมกลับวัง พระพิชัยมงกุฏจึงกริ้วขับไล่ให้ไปอยู่กับนางชะนีในป่า แล้วพระองค์ก็พานางยักษ์กลับเข้าวัง สองพี่น้องร้องไห้หาแม่จนหิวแต่นางชะนีก็กำลังคลุ้มคลั่งด้วยมนต์ของนางยักษ์คอยแต่จะหนีเข้าป่าท่าเดียว
(เพลง) เมื่อนั้นพระกุมารอุ้มน้องแล้วร้องไห้
ค่อยลอดลัดตัดเดินดำเนินไปถึงที่ต้นไทรพระมารดา
จึงร้องเรียกอยู่แจ้วแจ้วลูกมาถึงแล้วพระแม่ขา
ลงมาส่งนมพระลูกยาน้องข้าอยากนมเป็นเหลือใจ
แม่เจ้าประคุณของลูกเอ๋ยกรรมสิ่งใดเลยมาซัดให้
ทูลหัวนั่งนิ่งบนกิ่งไม้ไขหูเสียใยไม่นำพา
ร้องเรียกมารดาขึ้นไปเล่าแม่เจ้าประคุณลูกมาหา
น้องยมอยากนมพ้นปัญญาส่งนมลูกเถิดราแม่ดวงใจ
พอมีสติขึ้นบ้างก็เล่าเรื่องให้ลูกฟังแล้วให้เก็บดอกพิกุลทองที่หล่นออกมาเอาไปขายเพื่อซื้อข้าวกิน ครั้นนางวิเสทชาววังออกมาเห็นก็พาสองพระโอรสเข้าไปในเมืองแล้วกราบทูลให้พระสังข์ศิลป์ชัยทราบ สองพี่น้องจึงเล่าเหตุการณ์นางยักษ์แปลงให้พระอัยกาฟัง พระสังข์ศิลป์ชัยและพระมเหสีถึงกับกริ้วจัด ตรัสให้เรียกพระพิชัยมงกุฏเข้าเฝ้าแล้วสอบสวนเรื่องนางพิกุลทอง นางยักษ์แปลงก็พูดตลบแตลงวกวนไปมา พระนางสุพรรณจึงกระซิบให้พระพิชัยมงกุฏดูอาการของนางยักษ์ที่ไม่มีแววตา และไม่มีดอกพิกุลทองร่วงจากปาก แล้วออกอุบายให้โอรสบอกกับนางยักษ์แปลงว่าจะออกไปคล้องช้างเผือก ครั้นพระพิชัยมงกุฏ พระลักษณา และพระยมยศเข้าไปทำจั่นจนดักได้ตัวนางชะนีพิกุลทอง เมื่อเห็นพระพิชัยมงกุฏก็ร้องเรียก "ผัว ๆ" จนถามนางชะนีได้ความว่าต้องฆ่านางยักษ์แล้วเอาเลือดมารดก็จะหายเป็นปกติ ฝ่ายนางยักษ์ซึ่งลอบเห็นเหตุการณ์รู้ว่าความแตกจึงกลับคืนร่างเดิมออกอาละวาด แต่ถูกพระพิชัยมงกุฏสังหารนางยักษ์ แล้วรองเอาเลือดมารดนางพิกุลทองจนกลับร่างเป็นมนุษย์ตามเดิม
ต่อมานางพิกุลทองก็จะกลับไปเยี่ยมท้าวสัณนุราชที่เมืองสรรพบุรี จึงล่องเรือสำเภาไปในทะเลได้ ๗ ราตรี นางยักษ์กาสุวรรณ ซึ่งเป็นน้องของนางยักษ์กาขาว ทราบข่าวว่า พี่สาวตนถูกพระพิชัยมงกุฏฆ่าตายก็ให้แค้นใจตามมาอาละวาดจนเรือแตกผู้คนตายหมด จนสี่กษัตริย์พลัดพรากจากกัน โดยที่เทวดาบังตาไว้ไม่ให้นางยักษ์เห็นกษัตริย์ทั้ง ถ องค์นางพิกุลทองถูกน้ำซัดไปอีกทางหนึ่ง พระสมุทรเทวา เกิดความสงสารจึงเนรมิตขอนไม้ใหญ่ให้นางเกาะมาจนกระทั่งชายหาดเมืองเวรุจักร นางจึงถอดแหวนเสี่ยงทายว่าหากโอรสและภัสดาตายแล้วก็ให้แหวนจม ปรากฏว่าแหวนลอยขึ้นนางจึงค่อยโล่งใจขึ้นบ้าง จึงฉีกชายผ้าสไบเขียนบอกเรื่องราวผูกไว้ที่พระไทรแล้วฝากกราบพระไทรให้ช่วยบอกทางหากสามีมาพบ นางพิกุลทองเดินซัดเซพเนจรไปในป่าจนเข้ามาในเขตเมืองเวรุจักร ซึ่งมี พญายักษ์วิรุณจักรปกครองอยู่นางก็หลับอยู่ในศาลาหน้าเมือง ท้าววิรุณจักรมาพบเข้าก็เกี้ยวพาราสี นางพิกุลทองก็ว่าตนมีสามีและลูกแล้ว แต่พญายักษ์กลับไม่ฟังเสียงบังคับนางขึ้นรถพาเข้าไปในวัง ท้าววิรุณจักรก็เพียรพยายามเกี้ยวพาราสีนางพิกุลทอง แต่นางไม่ยอมซ้ำกลับต่อว่าเปรียบเปรยต่าง ๆ นานา ท้าววิรุณจักรโกรธมากจึงใช้พระขรรค์ฟันนาง แต่ด้วยสัจจบารมีที่นางซื่อสัตย์ต่อสามีทำให้พระขรรค์หักเป็นสองเสี่ยง เมื่อท้าววิรุณจักรไม่สามารถทำอันตรายแก่นางได้จึงขับไล่ให้เป็นทาสรับใช้อยู่ในครัว
ฝ่ายสามพ่อลูกครั้นเรือแตกแล้ว พระพิชัยมงกุฏจึงขว้างสังข์วิเศษไปสังหารนางยักษ์กานิลจนสิ้นชีพ แล้วเนรมิตขึ้นขี่สังข์ออกตามหานางพิกุลทอง จนพบชายผ้าสไบที่นางผูกไว้ พระไทรจึงปรากฏกายแล้วชี้ทางให้ไปทางทิศตะวันออก จึงพากันเดินไปตามทางพบอาศรมพระฤๅษี ๆ ก็ตรวจดวงชะตาว่าพระพิชัยมงกุฏนั้นจะได้ชายาอีก ๑ คน ส่วนนางพิกุลทองนั้นพอครบ ๑ เดือนจึงพ้นเคราะห์กรรม แล้วพระดาบสจึงสั่งสอนวิชาเหาะเหินเดินอากาศให้ พร้อมทั้งมอบแหวนเนาวรัตน์กายสิทธิ์ และพระขรรค์แก้ว ให้กับพระพิชัยมงกุฏเพื่อนำไปต่อสู้กับยักษ์ ทั้งสามก็กราบลาพระอาจารย์แล้วเดินทางต่อไปจนถึงเมืองวิรุณจักร จึงพากันแปลงกายเป็นนกขุนทองบินเข้าไปในสวนขวัญเพื่อสืบเรื่องราว
จะกล่าวถึงท้าววิรุณจักรมีธิดาโสภาอันเกิดแต่นางมนุษย์อยู่องค์หนึ่งชื่อว่า นางอรุณวดี อยู่มาคืนหนึ่งกลับฝันเห็นพญานาค ๗ เศียรเลื้อยเวียนรอบปราสาทแล้วเข้ารัดนาง ครั้นตื่นขึ้นจึงปรึกษานางยักษ์พี่เลี้ยง ก็ทำนายว่าสงสัยจะได้คู่ ทำเอานางร้อนรุ่มกล้มอุราจึงพากันไปลงเที่ยวชมสวนพบกับนกสาริกาสามพ่อลูกคุยกันอยู่ จึงใช้ให้พวกยักษ์จับเข้าไปเลี้ยงในวัง ครั้นตกดึก พระพิชัยมงกุฏจึงแปลงกลับเป็นคนดังเดิมแล้วลอบเข้าหานางอรุณวดีจนได้นางเป็นชายา
ความแตกเมื่อนางกำนัลมาพบเข้าในตอนรุ่งเช้า จึงรีบไปทูลบอกแก่ท้าววิรุณจักร ๆ กริ้วโกรธดั่งไฟบรรลัยกัลป์ ตรัสสั่งให้โอรสองค์รองชื่อกุมภัณฑสูร ไปจับแต่ก็ถูกสองกุมารฆ่าตาย ท้าววิรุณจักรก็ยิ่งแค้นว่าต้องมาแพ้เด็กเมื่อวานซืน ครั้นจะสู้เองพระมเหสีก็ห้ามว่าท่าทางศัตรูจะมีฤทธิ์มากควรมีหนังสือไปบอกให้สหายคือ ท้าวกัมพลนาคที่เมืองบาดาล กับท้าวหัศจักรมาช่วยรบดีกว่า ครั้นทั้งสองมาถึง ท้าววิรุณจักรก็ให้แต่งทัพออกสู้รบกับพระพิชัยมงกุฏ แต่ก็ถูกพระขรรค์ฟันเสียเป็นแผลหลายแห่งก็แค้นใจจึงกลับร่างพญานาคเจ็ดเศียรใหญ่พ่นพิษหมายจะให้ตาย พระพิชัยมงกุฏจึงถอดแหวนเนาวรัตน์ที่พระดาบสให้มาขว้างออกไปเป็นพญาครุฑไล่จิกตีท้าวกัมพลนาคจนต้องซมซานหนีลงไปบาดาล ต่อมาท้าวหัสจักรออกรบก็ถูกสองกุมารฆ่าตายด้วยพระขรรค์แก้ว ฝ่ายท้าววิรุณจักรก็ถูกพระพิชัยมงกุฏยิงด้วยศรวิเศษเสียบอกตายกลางสนามรบ พวกยักษ์ที่เหลือก็พากันครั่นคร้ามไม่กล้าต่อกรด้วย แล้วทูลเชิญให้ขึ้นครองเมือง พระพิชัยมงกุฏจึงให้จัดการถวายพระเพลิงท้าววิรุณจักรตามราชประเพณี
ฝ่ายนางพิกุลทองครั้นทราบว่าผู้ปราบท้าววิรุณจักรได้คือสวามีและพระโอรสก็ยินดี ครั้นเวลานำอาหารถวายนางก็รับอาสาเพราะยักษ์ทำอาหารมนุษย์ไม่เป็น แล้วใส่พิกุลทองลงไปในเครื่องเสวยด้วย สามพ่อลูกเห็นดอกพิกุลทองก็จำได้จึงให้ไปเรียกคนครัวขึ้นมา เมื่อพบหน้ากันแล้วทั้งสี่ก็ร้องไห้กันจนสลบ ครั้นฟื้นขึ้นแล้วจึงให้นางพิกุลทองไปทรงเครื่องอย่างนางกษัตริย์ แล้วเรียกนางอรุณวดีมาทำความรู้จัก ฝ่ายนางอรุณวดีนั้นถือตนว่าเป็นลูกเจ้าท้าวกษัตริย์บวกกับความหึงหวงจึงค่อนแคะนางพิกุลทองในทำนองว่า เป็นเมียน้อยบิดาตนมาแล้วกลายเป็นคนครัว คิดจะเป็นนางกษัตริย์เสมอตนมิรู้จักเจียมตัวบ้าง
ฝ่ายนางพิกุลทองครั้นได้ยินดังนี้ก็ให้เจ็บใจ จึงเล่าเรื่องราวให้ฟังแล้วขอพิสูจน์ด้วยการลุยไฟแสดงความบริสุทธิ์ พระอินทร์จึงเอาน้ำอมฤตมาพรมดับไฟ ส่วนนางอรุณวดีลุยไฟแล้วทนร้อนไม่ได้ จึงถูกพระพิชัยมงกุฏลงโทษ และให้ขอโทษนางพิกุลทอง
จบเนื้อเรื่องตามสมุดไทยเพียงเท่านี้

[แก้]อ้างอิง

  • ตรีศิลป์ บุญขจร : กลอนสวดภาคกลาง ๒๕๔๗
  • สมบัติ พลายน้อย : นิทานไทย ๒๕๔๔
  • บทละครนอกที่นิยมเล่นในสมัยกรุงศรีอยุธยา : เสาวลักษณ์ อนันตศาสน์
  • ธวัช ปุณโณทก, ศาสตราจารย์ : วิเคราะห์วรรณกรรมท้องถิ่นเชิงเปรียบเทียบ

ปลาบู่ทอง เป็นนิทานพื้นบ้านของไทย เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับเด็กสาวชาวบ้านผู้มีใจเมตตาที่ในตอนท้ายได้แต่งงานกับกษัตริย์

[แก้]เนื้อเรื่อง

เรื่องปลาบู่ทองเริ่มขึ้นโดยเศรษฐีทารก (อ่านว่า ทา-ระ-กะ) ผู้มีอาชีพจับปลามีภรรยา 2 คน คนแรกชื่อขนิษฐา มีลูกสาวชื่อ เอื้อย ส่วนคนที่สองชื่อ ขนิษฐี มีลูกสาวชื่อ อ้าย และ อี่
วันหนึ่งเศรษฐีทารกพาขนิษฐาไปจับปลาในคลอง ไม่ว่าจะเหวี่ยงแหไปกี่ครั้งก็ได้มาเพียงปลาบู่ทองที่ตั้งท้องตัวเดียวเท่านั้น จนกระทั่งพลบค่ำเศรษฐีก็ตัดสินใจที่จะเอาปลาบู่ทองที่จับได้เพียงตัวเดียวกลับบ้าน ทว่าขนิษฐาผู้เป็นภรรยาเกิดความสงสารปลาบู่ ขอให้เศรษฐีปล่อยปลาไป เศรษฐีทารกเกิดบันดาลโทสะจึงฟาดนางขนิษฐาจนตายและทิ้งศพลงคลอง
เมื่อกลับถึงบ้านเอื้อยก็ถามหาแม่ เศรษฐีจึงตอบไปว่าแม่ของเอื้อยได้หนีตามผู้ชายไป และจะไม่กลับมาบ้านอีกแล้ว นับตั้งแต่วันนั้นขนิษฐีผู้เป็นแม่เลี้ยงของเอื้อย และอี่กับอ้ายน้องสาวทั้งสองก็กลั่นแกล้งใช้งานเอื้อยเป็นประจำโดยที่เศรษฐีทารกไม่รับรู้และไม่สนใจ
เอื้อยคิดถึงแม่มากจึงมักไปนั่งร้องไห้อยู่ริมท่าน้ำ และได้พบกับปลาบู่ทองซึ่งเป็นนางขนิษฐากลับชาติมาเกิด เมื่อเอื้อยรู้ว่าปลาบู่ทองเป็นแม่ก็ได้นำข้าวสวยมาโปรยให้ปลาบู่ทองกิน และมาปรับทุกข์ให้ปลาบู่ทองฟังทุกวัน
นางขนิษฐีและลูกสาวเห็นเอื้อยมีความสุขขึ้น เมื่อถูกกลั่นแกล้งก็อดทนไม่ปริปากบ่นจึงสืบจนพบว่านางขนิษฐาได้มาเกิดเป็นปลาบู่ทอง และได้พบกับเอื้อยทุกวัน ดังนั้นเมื่อเอื้อยกำลังทำงานนางขนิษฐีก็จับปลาบู่ทองมาทำอาหารและขอดเกล็ดทิ้งไว้ในครัว
เอื้อยได้พบเกล็ดปลาบู่ทองก็เศร้าใจเป็นอย่างมาก นำเกล็ดไปฝังดินและอธิษฐานขอให้แม่มาเกิดเป็นต้นมะเขือ เอื้อยมารดน้ำให้ต้นมะเขือทุกวันจนงอกงาม เมื่อขนิษฐีทราบเรื่องเข้าก็โค่นต้นมะเขือ และนำลูกมะเขือไปจิ้มน้ำพริกกิน
เอื้อยเก็บเมล็ดมะเขือที่เหลือไปฝังดินและอธิษฐานให้แม่ไปเกิดเป็นต้นโพธิ์เงินโพธิ์ทองในป่า และไม่ให้ผู้ใดสามารถโค่น ทำลาย หรือเคลื่อนย้ายต้นโพธิ์เงินโพธิ์ทองได้
วันหนึ่งพระเจ้าพรหมทัตเสด็จประพาสป่าได้พบกับต้นโพธิ์เงินโพธิ์ทอง โปรดให้นำเข้าไปปลูกในวัง แต่ไม่มีผู้ใดสามารถเคลื่อนย้ายต้นโพธิ์เงินโพธิ์ทองได้ พระเจ้าพรหมทัตจึงประกาศว่าผู้ใดที่เคลื่อนย้ายต้นโพธิ์เงินโพธิ์ทองได้จะให้รางวัลอย่างงาม
ขนิษฐีและอ้ายกับอี่เข้าร่วมลองถอนต้นโพธิ์เงินโพธิ์ทองด้วยแต่ไม่สำเร็จ เอื้อยขอลองบ้างและอธิษฐานจิตบอกแม่ว่าขอย้ายแม่เข้าไปปลูกในวัง เอื้อยจึงถอนต้นโพธิ์เงินโพธิ์ทองได้สำเร็จ
พระเจ้าพรหมทัตถูกชะตาเอื้อยจึงชวนเข้าไปอยู่ในวังและแต่งตั้งให้เอื้อยเป็นพระมเหสี ฝ่ายขนิษฐีและลูกสาวอิจฉาเอื้อยจึงส่งจดหมายไปบอกเอื้อยว่าเศรษฐีทารกป่วยหนักขอให้เอื้อยกลับมาเยี่ยมที่บ้าน
เมื่อเอื้อยกลับมาบ้าน นางขนิษฐีก็ได้แกล้งนำกระทะน้ำเดือดไปวางไว้ใต้ไม้กระดานเรือน และทำกระดานกลไว้ เมื่อเอื้อยเหยียบกระดานกลก็ตกลงในหม้าน้ำเดือดจนถึงแก่ความตาย ขนิษฐีให้อ้ายปลอมตัวเป็นเอื้อยและเดินทางกลับไปยังวังของพระเจ้าพรหมทัต
เอื้อยได้ไปเกิดใหม่เป็นนกแขกเต้า เมื่อเกิดใหม่แล้วก็บินกลับเข้าไปในพระราชวัง พระเจ้าพรหมทัตเห็นนกแขกเต้าแสนรู้ ไม่รู้ว่าเป็นเอื้อยกลับชาติมาเกิดก็เลี้ยงไว้ใกล้ตัว อ้ายเห็นดังนั้นก็ไม่พอใจ สั่งคนครัวให้นำนกแขกเต้าไปถอนขนและต้มกิน
แม่ครัวถอนขนนกแขกเต้าและวางทิ้งไว้บนโต๊ะ นกแขกเต้าจึงกระเสือกกระสนหลบหนีเข้าไปอยู่ในรูหนู มีหนูช่วยดูและจนขนขึ้นเป็นปกติ แล้วเอื้อยก็บินเข้าป่าไปจนเจอกับพระฤๅษี
พระฤๅษีตรวจดูด้วยญานพบว่านกแขกเต้าคือเอื้อยกลับชาติมาเกิดจึงเสกให้เป็นคนตามเดิม และวาดรูปเด็กเสกให้มีชีวิตเพื่อให้เป็นลูกของเอื้อย เมื่อเด็กนั้นโตขึ้นก็ขอเอื้อยเดินทางไปหาบิดา เอื้อยจึงเล่าเรื่องทั้งหมดให้บุตรชายฟังร้อยพวงมาลัยเพื่อให้บุตรชายนำไปให้พระเจ้าพรหมทัต
เมื่อพระเจ้าพรหมทัตได้พบกับบุตรชายของเอื้อยและพวงมาลัย ก็ขอให้เด็กชายเล่าเรื่องทั้งหมดให้ฟังว่าได้มาลัยมาอย่างไร เด็กชายก็เล่าตามที่เอื้อยเล่าให้ฟัง เมื่อทราบเรื่องทังหมดแล้วพระเจ้าพรหมทัตก็สั่งประหารชีวิตอ้าย อี่ และขนิษฐี และไปรับเอื้อยเพื่อให้กลับมาครองบัลลังก์ร่วมกันอีกครั้ง





นางสิบสอง นางสิบสองเป็นเรื่องราวของหญิงสาวสิบสองคนซึ่งเป็นพี่น้องท้องเดียวกันและต้องเจอกับปัญหามากมาย ได้ถูกนำมาทำเป็นละครพื้นบ้านครั้งแรกทางช่อง 7 เมื่อปี 2531 นำแสดงโดย ศักสิทธิ์ ทวีกุล สินี หงษ์มานพ และนำกลับมาสร้างใหม่อีกครั้ง ทางช่อง 7 ในปี 2543 นำแสดงโดย สพล ชนวีร์ มาติกา อรรถกรศิริโพธิ์ สิริมา อภิรัตนพันธ์ คณธร ฟักทองผล นอกจากนี้ยังมีช่อง 5 อีกด้วย

เนื้อหา

 [ซ่อน]

[แก้]เนื้อเรื่อง

นานมาแล้วมีเศรษฐีคนหนึ่งชื่อ นนท์ และภรรยาของเขาชื่อ พราหมณี ทั้งสองมีลูกสาวถึง 12 คน ด้วยความที่ลูกเยอะฐานะทางบ้านจึงค่อยๆตกต่ำลงเงินทองที่เก็บๆไว้ก็หายไปหมดเนื่องจากต้องเลี้ยงดูลูกสาวทั้งสิบสองคน อยู่มาวันหนึ่งพ่อของนางสิบสองก็ได้คิดอุบายว่าจะนำลูกๆทั้งสิบสองคนไปปล่อยป่า โดยหลอกลูกของตนว่าตนจะไปเยี่ยมญาติจะพาลูกๆไปด้วย เมื่อมาถึงกลางป่าเขาก็บอกกับลูกว่าจะไปหาผลไม้มาให้กินให้ลูกๆรอก่อน เมื่อได้โอกาสเขาก็หนีไปโดยหวังว่าจะมีคนที่ดีกว่านี้มารับเลี้ยงดู นางสิบสองรอบิดาของตนจนเหนื่อยโชคดีที่นางเภาน้องคนสุดท้องที่มีความฉลาดมากกว่าพวกพี่ๆ ได้นำข้าวตากโรยตามทางที่เดินมาพวกนางทั้งสิบสองจึงกลับบ้านได้อย่างปลอดภัย เมื่อบิดาและมารดาเห็นลูกของตนกลับมาได้ก็ตกใจมากและได้คิดว่าจะนำลูกของตนไปปล่อยป่าอีกครั้ง และวันนั้นก็มาถึงพ่อของนางสิบสองได้นำลูกของตนไปปล่อยป่าอีกคราวนี้โชคร้ายนางเภาไม่ได้เอาข้าวตากมาทำให้นางทั้งสิบสองติดอยู่ในป่า นางทั้งสิบสองได้อยู่ในป่าจนรุ่งเช้าของอีกวัน นางเภาได้บอกกับพี่ของตนว่าเควรจะหาทางกลับบ้านใหม่ แต่เดินไปเท่าไหร่ก็ไม่ถึงสักที จนในที่สุดก็มาเจอกับนางยักษ์สันตราพอดีนางยักษ์สันตราพอได้เห็นนางทั้งสิบสองก็เกิดความรักและเอ็นดูเนื่องจากตนไม่มีลูกและสามีของตนก็ตายไปแล้ว นางยักษ์จึงนำนางทั้งสิบสองมาเลี้ยงไว้ในวังโดยสั่งให้ทุกคนในเมืองทานตะวันแปลงกายเป็นมนุษย์ให้หมดเนื่องจากกลัวว่านางทั้งสิบสองจะหวาดกลัวและเกลียดตนและตนเองก็ได้เปลี่ยนชื่อจากสันตราเป็นสันธมาลา นางทั้งสิบสองใช้ชีวิตอยู่ในวังอย่างสุขสบายจนกระทั่งโตเป็นสาว นางเภาก็เกิดสงสัยขึ้นมาว่าเมืองนี้เป็นเมืองยักษ์เพราะว่าตนนั้นไม่เคยเห็นสัตว์ตัวไหนในเมืองในเมืองนี้เลยและพี่ของตนก็ได้เจอกับกองกระดูกที่พวกยักษ์กินไว้ทางท้ายวังซึ่งนางสันธมาลาห้ามไม่ให้ไปอีกด้วย นางเภาจึงพาพวกพี่หนีจากเมืองยักษ์จนนางสันตราตามมาแต่มองไม่เห็นนางทั้งสิบสองเพราะเทวดาในป่าคุ้มครองนางสันตราจึงกลับเมืองไปด้วยความอาฆาตแค้น นางทั้งสิบสองดีใจที่หนีจากนางยักษ์มาได้และก็เดินทางไปโดยไร้จุดหมายจนมาถึงเมืองกุตลนครซึ่งมีราชารถสิทธิ์เป็นผู้ปกครองเมือง ท้าวรถสิทธิ์เมื่อได้เห็นนางเภาที่รูปงามและพวกพี่ๆของนางแล้วก็เกิดความรักใคร่ โดยรักนางเภามากที่สุด ท้าวรถสิทธิ์ได้นางทั้งสิบสองเป็นมเหสีแล้วอยู่มาวันหนึ่งนางทั้งสิบสองคนก็ได้ตั้งครรภ์ อีกด้านหนึ่งในขณะเดียวกันนางยักษ์สัตราได้ใช้มนต์วิเศษของตนดูภาพพวกนางทั้งสิบสองผ่านกระจกนางสันตราจึงได้เห็นและรู้ว่านางสิบสองอยู่ที่เมืองกุตลนครและได้เป็นมเหสีของราชารถสิทธิ์ก็ได้ตามไปจนมาถึงเมืองกุตลนครและได้พบกับท้าวรถสิทธิ์นางจึงเป่ามนต์สะกดให้ท้าวรถสิทธิ์รักใคร่และแต่งตั้งให้ตนเป็นพระมเหสีเอกแทนนางทั้งสิบสอง เมื่อนางสิบสองรู้ข่าวว่าพระสวามีตนมีมเหสีใหม่จึงโมโหและอยากรู้ว่าเป็นใครพอดีนางยักษ์สันตราผ่านมาพอดีนางสิบสองจึงได้รู้ว่าเป็นนางยักษ์สันตราก็ตกใจกลัวและร้องขอว่าอย่าทำอะไรตนเลย นางยักษ์สันตราไม่ยอมจึงเป่ามนต์ให้ท้าวรถสิทธิ์เกลียดนางทั้งสิบสองและสั่งนางทั้งสิบสองไปขังไว้ในถ้ำ นางทั้งสิบสองต้องทนทุกข์ทรมานอยู่ในถ้ำขณะที่ท้องของนางก็เริ่มโตขึ้นทุกวัน ฝ่ายนางยักษ์สันตรายังไม่หยุดแค้นนางสิบสองจึงออกอุบายว่าตนป่วยเป็นโรคประหลาดและได้เป่ามนต์ใส่หมอหลวงให้พูดว่าต้องใช้ลูกตานางทั้งสิบสองมาทำยาให้กินจึงจะหาย พระรถสิทธิ์จึงรีบให้จัดการควักลูกตานางสิบสองมาถวายทันทีโดยนางยักษ์ได้สั่งให้วิรุฬและจำบังสมุนเอกของตนรับหน้าที่นี้ เมื่อมาถึงถ้ำทั้งสองได้ควักลูกตานางสิบสองทันทีโดยเรียงจากพี่ไปน้อง ด้านนางค่อมผู้ซื่อสัตย์ต่อนางสิบสองได้อ้อนวอนขอให้พระรถสิทธิ์สั่งไม่ให้ควักลูกตานางสิบสองอยู่พักใหญ่ก็ได้นำราชโองการมาให้วิรุฬและจำบังดูแต่ด้วยตนเองแก่แล้วและหลังก็ค่อมอีกด้วยจึงมาไม่ทันโดยวิรุฬจำบังได้ควักลูกตาไปทั้ง 11 คนแล้วเว้นแต่นางเภาโดนควักไปเพียงข้างเดียวเพราะตนมาทันที่นางเภาพอดีวิรุฬจำบังจึงได้นำลูกตาของนางสิบสองใส่โถไปถวายให้นางสันธมาลา นางค่อมได้โมโหตัวเองที่มาไม่ทัน นี่ก็เป็นเพราะเวรกรรมของนางทั้งสิบสองที่ตอนเด็กได้ควักตาปลาออกมาเล่นแต่นางเภาควักออกมาเพียงข้างเดียวจึงไม่โดนควักลูกตาทั้ง 2 ข้าง นางทั้งสิบสองต้องทุกข์ทรมานเข้าอีกปวดทั้งตาและท้องแก่ที่ใกล้คลอดโดยหากบเขียดแถวนั้นมาย่างกินประทังชีวิตและข้าวที่นางค่อมคอยแอบนำมาถวาย เวลาผ่านไปจนกระทั่งพวกนางคลอดลูกมาแต่ลูกของนางทั้ง 11 คนตายหมด เหลือแต่นางเภาที่ให้กำเนิดพระโอรสและตั้งชื่อว่า "รถเสน" รถเสนเป็นเด็กฉลาดและรูปงามมากและเป็นหัวแก้วหัวแหวนของแม่และป้าทั้ง 11 คน

[แก้]พระรถ-เมรี

รถเสนโตขึ้นแลอยากจะช่วยแม่และป้าของตนหาข้าวมากินจึงได้ไปบ่อนไก่อยู่หลายครั้งและตนนั้นก็มีไก่ที่เทวดาเสกมาและได้นำไปชนไก่และชนะอยู่หลายครั้งจึงได้เงินมาซื้อข้าวให้แม่และป้าของตนกินจนรู้ไปถึงหูของพระรถสิทธิ์ที่ไม่รู้ว่ารถเสนเป็นลูกตน พอดีว่าเมืองกุตลนครมีเมืองอื่นมาท้าพนันตีไก่เอาบ้านเอาเมืองรถเสนได้รับคำเชิญจากพระรถสิทธิ์ให้นำไก่ของตนไปชนเพราะว่าได้ยินชื่อเสียงว่าเก่ง และก็ชนะด้วยทางฝ่ายนั้นก็ได้นำทัพกลับไป รถเสนก็กลายเป็นคนโปรดของพระรถสิทธิ์และนางสันธมาลาจึงได้นำไปเลี้ยงดูจนโตเป็นหนุ่มและได้กลับมาหานางทั้งสิบสอง นางยักษ์สันตราก็ได้รู้ว่ารถเสนเป็นลูกของนางเภา ขณะเดียวกันที่เมืองทานตะวัน "เมรี" ลูกของพญายักษ์และมเหสีเป็นมนุษย์ที่นางสันธมาลาขอมาเลี้ยงไว้ก็ได้โตเป็นสาวแล้ว ฝ่ายนางยักษ์สันตราพอรู้แล้วว่ารถเสนเป็นลูกของนางเภาก็โกรธแค้นจึงได้ออกอุบายว่าตนป่วยอีกครั้งคราวนี้ให้นำมะงั่วหาว มะนาวโห่ที่เมืองทานตะวันมารักษาพร้อมให้รถเสนนำสาส์นที่ตนเขียนว่าเมื่อรถเสนมาถึงเมืองกลางวันก็ให้ฆ่ากลางวันถึงคืนก็ฆ่าคืนให้เมรีด้วยโดยบอกรถเสนว่าห้ามเปิดอ่านเด็ดขาดรถเสนจึงได้ขี่ม้าไปที่เมืองทานตะวันแต่แวะพักที่กระท่อมของฤๅษีฤๅษีได้ขออ่านสาส์นของรถเสนจึงรู้ว่ารถเสนจะต้องตายแน่จึง แปลงสาส์นว่าถึงเมื่อไหร่ก็ให้แต่งงานเมื่อนั้นและได้มอบม้าวิเศษพูดชื่อประกายเพชรได้ให้รถเสนด้วย แล้วรถเสนก็มาถึงเมืองทานตะวันเมื่อเมรีได้อ่านสาส์นก็เกิดความรักจึงได้แต่งงานกันและอยู่ที่เมืองทานตะวันอยู่พักหนึ่ง ฝ่ายแม่ย่าได้ตรวจดวงชะตาของเมรีแล้วพบว่าถ้าเมรียังรักรถเสนอยู่อย่างนั้นเมรีจะต้องตายแม่ย่าจึงคิดออกอุบายให้รถเสนไปจากเมรี ทางรถเสนที่จะนำดวงตาของนางสิบสองที่หห้องสรรพยาที่นางสันธมาลานำมาไว้เอาไปให้แม่และป้าของตน พอแม่ย่ารู้ก็สนับสนุนให้รถเสนไปจากเมรีจึงได้เปิดทางให้โดยสะดวกรถเสนได้นำดวงตาออกมาและขี่ม้าคู่ใจของตนไปเมืองกุตลนคร แต่เมรีไม่ให้ไปจึงวิ่งตามมารถเสนจึงอธิษฐานให้พื้นเป็นทะเลเมรีจึงตามไปไม่ได้เมรีจึงตรอมใจตาย เมื่อรถเสนมาถึงก็ได้นำดวงตามาให้แม่และป้าของตนนางทั้งสิบสองจึงมีดวงตาเหมือนเดิม ทุกคนพอรู้ว่านางสันธมาลาเป็นยักษ์จึงได้เนรเทศออกนอกเมืองพอเรื่องคลี่คลายแล้วรถเสนก็กลับไปเมืองทานตะวันพอมาถึงก็พบว่าเมรีตายแล้ว รถเสนจึงทำศพให้เมรีแล้วบอกว่ารักขอโทษเมรีและจึงกลับไปกุตลนครและครองเมืองแทนท้าวรถสิทธิ์สืบต่อมา

วันพฤหัสบดีที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

การทำเอนไซม์ผลไม้รวม

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก
ยิ่งให้ยิ่งได้ ยิ่งหวงยิ่งอด เราไม่หวงเราไม่อด หมดเดี๋ยวก็มา
เอนไซม์ คือ สารโปรตีน ที่ได้จากขบวนการสลายตัวด้วยวิธีธรรมชาติ โดยการสร้างสภาพความเป็นกรดอ่อนด้วยสารอินทรีย์ แบบจำกัดอากาศ และมีน้ำเป็นองค์ประกอบ เพื่อให้ไอน้ำในอากาศแตกตัวเป็น ออกซิเจนอิสระ ทำให้สารอาหารในพืชผัก, ผลไม้ มีโอกาสแตกตัว ออกมาเป็นแร่ธาตุต่าง ๆ ซึ่งอยู่ในรูปของประจุไฟฟ้า และเปิดโอกาสให้จุลินทรีย์   สลายตัวให้สารโปรตีนในรูปของกรดอะมิโน  และไวตามิน

การทำเอนไซม์ เป็นกระบวนการในการเปลี่ยนรูปพืชผัก, ผลไม้ ให้อยู่ในรูปของสารอาหารเพื่อให้เก็บไว้ได้นาน โดยอาศัยประสิทธิภาพของการแตกประจุไฟฟ้า ( Effective Ionic Charge ) จึงทำให้ได้สารอาหารในรูปอิออน และพลังงาน ที่พร้อมจะดูดซึมเข้าสู่ร่างกายเพื่อนำไปใช้ได้ทันที

ดังนั้น จะพบว่าเมื่อเรารับประทานเอนไซม์แล้วจะรู้สึกสดชื่น ร่างกายมีพละกำลังแข็งแรง  รอบๆ ตัวเราล้วนเต็มไปด้วยสิ่งมีชีวิตเล็กๆ ที่ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า เรียกว่าจุลินทรี  เราสามารถมีชีวิตอยู่ได้ก็ด้วยอาศัยสิ่งเหล่านี้ ในปัจจุบันมนุษย์เราทำลายสภาพแวดล้อม ทำให้เกิดอาหาร, อากาศ เป็นพิษกันมากขึ้น เมื่อร่างกายมนุษย์อ่อนแอ จุลินทรีย์ ที่เป็นประโยชน์ก็กลับกลายเป็นโทษกับตัวมนุษย์เอง  

ดังนั้นเราจึงต้องช่วยกันจัดสรรสิ่งแวดล้อมเพื่อให้จุลินทรีย์ต่าง ๆ ทำประโยชน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เอนไซม์คือตัวกลางที่ทำหน้าที่ในการกระตุ้นให้วงจรหรือระบบต่างๆในร่างกายของเราให้ทำงานมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

เอนไซม์มีหน้าที่สำคัญ 2 ประการ  คือ

  1. เพื่อป้องกันอันตรายที่เกิดขึ้นและ
  2. เพื่อบำรุงส่งเสริมให้ระบบต่างๆให้ทำงานได้ดีขึ้น 
การนำเอาน้ำผลไม้ที่ได้จากการหมักมาดื่มเป็นเครื่องดื่มที่ช่วยในการกระตุ้นและส่งเสริมการทำงานของร่างกายให้ดียิ่งขึ้นนี่เองที่เราเรียกว่า "น้ำเอนไซม์"

การทำน้ำเอนไซม์สำหรับดื่มนั้นสามารถทำได้ 2 วิธี คือ

  1.  ได้จากการคั้น, ปั่นด้วยเครื่องปั่น, สับ, หรือตำกับครก แล้วกรองเอากากออกด้วยผ้าขาวบาง หรือจะใช้เครื่องแยกกากก็ได้  แต่หลังทำเสร็จควรดื่มทันทีและไม่ควรทิ้งไว้นานเกินครึ่งชั่วโมง เพราะหากเก็บไว้นานจะทำให้เอนไซม์ที่มีอยู่ในตัวผักและผลไม้เสื่อมประสิทธิภาพลง
           
  2. ได้จากการนำผลไม้มาหมัก   ซึ่งในที่นี้จะกล่าวถึงเฉพาะกระบวนการที่ได้จากการหมักและกรรมวิธีขั้นตอนของการหมัก  เพราะสามารถเก็บไว้ดื่มได้นานกว่าและให้สารโปรตีนที่ประกอบไปด้วยวิตามิน  ซึ่งเมื่อทานเข้าไป จะเกิดการแลกเปลี่ยนการใช้สารอาหารได้สูงสุด ณ จุดที่ร่างกายสามารถนำของ เสียทิ้งได้ทั้งหมด และทำให้ร่างกายสร้างพลังงานในแต่ละเซลได้อย่างมีประสิทธิภาพ และส่งผลให้เกิดการ สร้างเซลใหม่ทดแทนเซลเก่าที่ตายในแต่ละวันได้เต็มที่ 
เราลองมาดูกันว่าน้ำเอนไซม์ในผัก ผลไม้ที่ดื่มกันนั้นมีประโยชน์ต่อสุขภาพอย่างไรบ้าง

ประโยชน์ของเอนไซม์

1. ปรับความเป็นกรดเป็นด่างในร่างกาย

2. ทำให้ระบบการย่อยและการขับถ่ายดีขึ้น

3. ทำให้แต่ละเซลในร่างกายได้สารอาหารอย่างสมดุล

4. สลายสารพิษและสร้างภูมิคุ้มกันในร่างกาย ( ลดการใช้ยาปฏิชีวนะ )

5. อุดมไปด้วยโปรตีน วิตามินและเกลือแร่ คือ วิตามินบีรวม, บี 1, บี 2, บี12วิตามินที่ได้ในการนำผลไม้แต่ละชนิดมาหมักผลไม้แต่ละชนิดการนำมาหมักเป็นเอนไซม์จะได้วิตามินไม่เหมือนกัน โดยมีรายละเอียดดังนี้

ลำดับ
ชนิดพืชที่นำมาหมัก
วิตามินที่ได้
1
ผลไม้รสหวาน
วิตามิน เอ, ดี, อี, เค
2
ผลไม้รสเปรี้ยว
วิตามิน ซีและเค
3
จากข้าว
วิตามิน บี ซี อี

ขั้นตอนการทำน้ำเอนไซม์
            
การทำหัวเชื้อน้ำเอนไซม์ (Enzyme) น้ำผลไม้เข้มข้นใช้ดื่มเพื่อสุขภาพทำหัวเชื้อ      

นำผลไม้ 3 กก. +  น้ำผึ้ง 1 กก. +  น้ำ 10 ลิตร

หมักไว้เป็นเวลา 3 เดือน – 1 ปี


ขึ้นไปจะได้หัวน้ำผลไม้เข้มข้นที่สกัดด้วยวิธีการทางธรรมชาติ ให้แยกเอาน้ำออกมา



ส่วนกากผลไม้ที่เหลือให้ผสมน้ำผึ้ง1 กก. + น้ำ 10 ลิตรหมักทิ้งไว้ 2 เดือนขึ้นไป จนกว่ากากผลไม้ที่เหลือจะย่อยสลายหมดสามารถทำซ้ำอีก 3-4 ครั้งก็จะได้หัวน้ำผลไม้เข้มข้นที่สกัดด้วยวิธีการทางธรรมชาติเก็บไว้เพิ่มอีก

เราจะพบว่าในช่วงอายุของการหมักหรือการขยายก็ดี ช่วงเวลาภายใน  3 เดือนแรก – 1ปี จะมีจุลินทรีย์ต่างๆ มากมายลงมาทำหน้าที่อย่างมีประสิทธิภาพเรียกว่าหัวเชื้อน้ำผลไม้เข้มข้นที่สกัดด้วยวิธีการทางธรรมชาติ หากเรานำผลิตผลช่วงนี้ไปใช้ดื่มกิน จะเกิดผลข้างเคียง ซึ่งไม่เป็นที่นิยมยอมรับ              

แต่เมื่อเราได้หัวเชื้อดังกล่าวแล้ว ซึ่งอายุต้องมากกว่า 1 ปีขึ้นไปจึงจะมีประสิทธิภาพ เราสามารถที่จะนำหัวเชื้อไปขยาย ด้วยกระบวนการหมักในภาชนะพลาสติกที่ปิดจำกัดอากาศ ในขั้นตอนนี้จะไม่มีเชื้อจุลินทรีย์ต่างๆที่เป็นอัตตรายเหลืออยู่เลย เพราะสัดส่วนดังกล่าวเป็นสัดส่วนที่ปลอดเชื้อ

ดังนั้นท่านจะพบว่าในกระบวนการดังกล่าวเราไม่มีจุลินทรีย์ที่เป็นอันตรายต่อมนุษย์และสิ่งแวดล้อม แต่เป็นผลผลิตของจุลินทรีย์ ซึ่งให้สารอาหารต่างๆ ในรูปของ โปรตีน( กรดอะมิโน), ไวตามิน, เกลือแร่, พลังงาน ฯ  

โดยใช้หัวเชื้อน้ำผลไม้เข้มข้นที่สกัดด้วยวิธีการทางธรรมชาติ 4 แก้ว +น้ำผึ้ง 1 กก. + น้ำ 10 ส่วน  หมักไว้เป็นเวลานาน  7 วันขึ้นไป ก็จะได้น้ำเอนไซม์พร้อมดื่มที่ช่วยให้การย่อยอาหารและการขับถ่ายดีขึ้น, ทำให้เซลในร่างกายได้รับสารอาหารอย่างสมดุล , สลายสารพิษและสร้างภูมิคุ้มกันในร่างกาย, ลดการถูกทำลายในเซล, คงความเป็นหนุ่มสาวทำให้แก่ช้า,อุดมด้วยโปรตีน ไวตามิน และเกลือแร่

ง่าย ๆ เพียงแค่นี้ ทำไม่ยาก แต่อาจต้องใจเย็นและใช้เวลาในการหมักหน่อยค่ะ

น้ำผักปั่น พลังเอนไซม์
โดย ดร.รสสุคนธ์ พุ่มพันธุ์วงศ์ (แพทย์ทางเลือก และนักธรรมชาติบำบัดแบบองค์รวม)

เคล็ดไม่ลับในการดูแลสุขภาพ

น้ำผักปั่นช่วยฟื้นฟู การทำงานของร่างกาย 5 ระบบ
1. ระบบดูดซึม
2. ระบบทางเดินหายใจ
3. ระบบหมุนเวียนโลหิต
4. ระบบภูมิคุ้มกัน
5. ระบบต่อมไร้ท่อ

ดื่มสด ๆ เป็นประจำทุกวัน ต้านโรค เพิ่มพลัง เพื่มสมรรถภาพทางเพศ ลดไขมันส่วนเกิน ผิวสวย หน้าใส ดูอ่อนวัย ดีกับผู้ป่วยทุกโรค

คุณสมบัติเด่น


  • ในน้ำผักมีสภาพเป็นกรดอ่อน ๆ ที่มีคลอโรฟิลด์สารสีเขียวในพืชมีวิตามินเอ วิตามินซี ธาตุเหล็ก โปรแตสเซียม แมกนีเซียม และฟอสฟอรัส จะเกิดการแลกเปลี่ยนการใช้สารอาหารได้สูงสุด ณ. จุดที่ร่างกายสามารถนำของเสียทิ้งได้หมด และทำให้ร่างกายสร้างพลังงานในแต่ละเซลล์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ 
  • ซึ่งส่งผลให้เกิดการสร้างเซลล์ใหม่ทดแทนเซลล์เก่าที่ตายในแต่ละวันได้เต็มที่ลักษณะนี้คือ ปัจจัยสูงสุดที่ร่างกายจะไม่เกิดความอ่อนแอทุกอวัยวะเมื่อไปอยู่ในประเทศไหนก็ตาม ถ้าได้สัดส่วนของสารอาหารออกมาเป็นกรดอ่อน มีคลอโรฟิลล์ มีวิตามินเอ วิตามินซี  นี่คือที่มาของการทำให้ร่างกายสามารถมีอาหารได้เต็มที่ในแต่ละเซลล์ 
  • ถ้าทุกเซลล์แข็งแรงไม่มีเซลล์ตายก็จะไม่เก่ ถ้า pH เป็นกรดเกินไปการใช้แคลเซียมก็จะยาก กรดอ่อนทำให้เกิดการใช้ไขมัน ไขมันถูกย่อยสลายได้เร็ว ถ้าเป็นด่างเกินไปการย่อยสลายไขมันก็ทำได้น้อย 
  • ไขมันคือของแข็งที่มีปริมาณถึง 60% ของของแข็งทั้งหมดในร่างกายเป็นตัวที่จะไปเปลี่ยนเป็นน้ำหล่อเลี้ยงเป็นน้ำเมือกที่ไปหล่อเลี้ยงตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกายน้ำไขข้อเป็นไขกระดูกเป็นกล้ามเนื้อ เป็นกระดูกเส้นเอ็นไขมันหล่อเลี้ยงน้ำเมือกที่ไปหล่อเลี้ยงเส้นผมเป็นลำดับ pH ของน้ำผักที่เหมาะสมกับคนไทยอยู่ที่ pH 4 - 6 
  • คนอ้วนมากให้น้ำผักที่ pH 4 เลยเนื่องจากคนอ้วนมีไขมันค้างอยู่ในลำไส้มาก น้ำผักจะไปเปลี่ยนไขมันเป็นโคเลสเตอรอล ไปเป็นไตรกลีเซอร์ไรด์ และเป็นกลีเซอร์ไรด์ในที่สุด ซึ่งร่างกายนำไปใช้ได้การดื่มน้ำผัก คือการเติมสารอาหารประเภทวิตามิน เกลือแร่จำเป็น และที่สำคัญที่สุด คือ คลอโรฟิลล์ เมื่อดื่มแล้วถูกดูดซึมไปฟื้นฟูตับทำให้น้ำตับและน้ำตับอ่อนหลั่งการย่อยคาร์โบไฮเดรต ไขมัน เกลือแร่ และวิตามินมีมากขึ้น 
  • ขณะที่น้ำผักไปย่อยไขมันส่วนที่เก่าส่วนหนึ่งแล้ว เปลี่ยนรูปเป็นพลังงานดังนั้น ร่างกายก็ได้พลังงานมาสนับสนุนให้อวัยวะทำงานได้มากกว่าเดิม น้ำผัก จึงช่วยล้างสิ่งปฏิกูลในร่างกายตลอดจนสารพิษต่าง ๆ อย่างรวดเร็ว 
  • ซึ่งปรากฏการที่สังเกตุได้คือ ลดอาการปวดต่าง ๆ จากอาการท้องเสียหรือมีของเสียค้างอยู่ในระบบเลือดมาก จนปวดตามกล้ามเนื้อ อาการปวดหลัง ดังกล่าวจะลดลง ลดอาการปวดศรีษะ ลดไข้ ลดความอ่อนเพลีย ลดอาการนอนหลับยาก ลดอาการนอนกรน 
  • ซึ่งอาหารที่ดีขึ้นคือ ขบวนการที่ร่างกายชะล้างของเสียออกได้ดีขึ้น ซึ่งอาการดังกล่าวไม่ควรเก็บกด ด้วยการใช้ยาระงับปวด ซึ่งเป็นการไปหยุดความสามารถในการชะล้างของร่างกายทำให้เกิดสารพิษมากขึ้นในทุกระบบของร่างกายและแพร่กระจายสะสมจนก่อเกิดเซลล์มะเร็ง
  •  การกินน้ำผักก่อนอาหารเป็นการเตรียมร่างกาย ในการย่อยสารอาหารที่เรากินลงไปได้ดีกว่าเดิมนั่นคือ เกิดสภาวะดีกับร่างกายทั้งระบบ


สรุปน้ำผักปั่นทำหน้าที่ 2 อย่างในเวลาเดียวกัน

1. ให้สารอาหารที่ร่างกายนำไปฟื้นฟูตับกับตับอ่อน

2. กระตุ้นให้ร่างกายพร้อมในการย่อยไขมันที่เหลือค้างอยู่เปลี่ยนรูปไปเป็นพลังงานทำให้ร่างกายเตรียมพร้อมที่จะย่อยสารอาหารที่รับประทานเข้าไปในมื้อต่อไป

ส่วนประกอบสำคัญ

  1.  ผักกาดหอม 6-8 ใบ ช่วยฟื้นฟูเซลล์โดยเฉพาะระบบประสาทและเซลล์ในปอด ช่วยชะล้างของเสียในระบบเลือดทำให้ร่างกายมีความสามารถใช้แคลเซียมได้อย่างมีประสิทธิภาพช่วยลดอาการเจ็บปวดของระบบข้อเสื่อมต่าง ๆ 
  2. มะเขือเทศ (ท้อหรือสีดา)1-2 ลูก ช่วยทำให้เม็ดเลือดแดง แข็งแรงช่วยทำให้ผิวพรรณดี เพิ่มภูมิต้านทานมีสารช่วยย่อยอาหารทำให้เยื่อบุกระเพาะอาหารและลำไส้ทำงานเป็นปกติ
  3. หอมใหญ่ 1/4 ลูก  ช่วยทำให้หัวใจแข็งแรง
  4. เนื้อเสาวรสสดหรือน้ำมะนาว 1 - 2 ลูก ช่วยฟื้นฟูภูมิคุ้มกัน
  5. คื่นฉ่าย 2 ก้าน ลดความดันโลหิต
  6. แอปเปิ้ล หรือกล้วยน้ำว้าสุกงอม 1 ลูก (หรือผลไม้ อื่น ๆ ให้เลือกใส่เพิ่มได้ เช่น ชมพู่ องุ่น สาลี่ ส้ม ส้มโอ ลองกอง สับปะรด เชอร์รี่ อื่น ๆ) ช่วยเสริมระบบขับถ่ายของเสีย
  7. น้ำผึ้ง ความชื้นต่ำ 2 - 4 ช้อนโต๊ะ (ห้ามใช้น้ำผึ้งค้ัางหลายปีหรือน้ำเชื่อม) ช่วยบำรุงผิวพรรณฟื้นฟูเซลล์ที่เสื่อมสภาพเป็นเบาหวานก็สามารถทานได้)
  8. เอนไซม์ (Multi fruit Enzyme)  1 - 2 ช้อนโต๊ะ ช่วยปรับสมดุล ช่วยย่อย ไขมัน โปรตีน คาร์โบไฮเดรต ให้เปลี่ยนรูปเป็นพลังงาน ช่วยคลายกล้ามเนื้อ ช่วยเปลี่ยนสารพิษให้เป็นสารอาหาร
  9. น้ำสะอาด (น้ำดื่ม ไม่แช่เย็น 2 - 4 แก้ว ทยอยใส่โถเวลาปั่น (ขนาด 1.5 ลิตร)

ปั่นรวมกันให้ละเอียดไม่แยกกากเม็ดเสาวรสมีสารอาหารบำรุงสมองกินได้

การดื่มเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

  • ทยอยดื่มทันทีที่ปั่นเสร็จ ครั้งละ 1 ลิตร 3 ครั้งต่อวัน
  • ควรดื่มทุกคน ทุกวัน ทุกวัย เวลาที่ดีที่สุดคือก่อนอาหารเช้า 
  • หญิงตั้งครรภ์ควรดื่มเพื่อเพิ่มภูมิคุ้มกันคลอดง่าย  ทารกในครรภ์ได้รับสารอาหารในการเจริญเติบโตจากเลือดแม่ ทำให้แข็งแรงทั้งแม่และทารก


ขอแนะนำให้ใช้เอนไซม์แช่ผัก

ก่อนล้างควรเด็ดผักออกเป็นใบ ๆ ล้างน้ำให้สะอาดทั้งผลไม้ด้วย สำหรับผักนำไปแช่เอนไซม์ 1 ช้อนโต๊ะต่อน้ำ 2ลิตร แช่นาน 15 -30 นาที
***สำหรับผลไม้แช่ทั้งลูกนาน 1 ชั่วโมงขึ้นไป หรือแช่ข้ามคืนได้ยิ่งดี แอปเปิ้ล หอมใหญ่ มะเขือเทศ ก่อนนำไปบริโภคทยอยนำมาผ่าซีก แล้วแช่ในน้ำเอนไซม์ซ้ำอีกครั้งนาน 15 นาที ถ้าทำได้จะดีต่อสุขภาพ (แอปเปิ้ล ควรรับประทานทั้งเปลือก)

การทดลอง

เพื่อการฟื้นฟูควรดื่มต่อเนื่องทุกวันเป็นเวลา 7 - 15 วัน จะเริ่มเห็นผล มื้อเย็นควรงดอาหารประเภท แป้ง ข้าว เพราะเป็นตัวลดเกร็ดเลือด ควรดื่มน้ำเอนไซม์ด้วยจะช่วยคุ้มครองเกร็ดเลือดให้แข็งแรง และเปลี่ยนพฤติกรรมให้ได้ตามบทปฏิบัติ 10 ประการ

**** จะพบความมหัศจรรย์ของร่างกายด้วยตัวท่านเอง***
ควบคุมอาหารให้ได้ตามคำแนะนำของชมรมบ้านสุขภาพ

หมายเหตุ
ผัก ผลไม้ พวกมียางห้ามนำไปปั่นเด็ดขาด เพราะยางจะเปลี่ยนรูปเป็นยางมะตอย เช่น ผักบุ้ง ใบบัวบก ว่านหางจระเข้ แก้วมังกร อโวคาโด เนื้อฝรั่ง ไม่ดีต่อไต และแครอทไม่เหมาะกับคนไทยเพราะมีแคลเซียมไบคาบอเนทที่ย่อยยาก


เอนไซม์แช่ผัก ผลไม้ ไข่ไก่

Aectyl เอนไซม์แช่ผัก


เอนไซม์อะเซ็ทไทล์ แช่ผัก ผลไม้ เนื้อสัตว์ ข้าวสาร ไข่ไก่
ไม่ใส่วัตถุกันเสีย
ไม่เจือสี
ไม่มีฟอง
ไม่มีสารเคมี
ไม่ต้องล้างน้ำซ้ำ อีกครั้งหลังแช่

เอนไซม์ล้างแช่ผัก
อุดมด้วยพลังเอนไซม์อ๊อกซิเจนและสารอาหารด้วยเทคโนโลยีไบโอนาโน ทำให้การแทรกซึมเข้าสู่เซลล์ได้ง่ายและรวดเร็วขึ้น สลายสารพิษให้เปลี่ยนรูปเป็นสารอาหารหลังแช่ผักจะสดกรอบเก็บได้นานขึ้น ช่วยสลายไข่แมลง ไข่พยาธิ ทำให้ฝ่อลดกลิ่นคาวปลาแช่ เนื้อสัตว์ เพิ่มความนุ่ม เพิ่มน้ำหนัก




ประโยชน์อื่น ๆ ของเอนไซม์อะเซ็ทไทล์ โค-เอ
  1. ใช้ฉีดพ่น จุ่ม แช่ พรมดอกไม้สด ผัก ผลไม้ตามแผงขายในตลาดสด และที่อื่น ๆ
  2. ใช้ฉีดพ่นสลายกลิ่นสารเคมี ทินเนอร์ แลคเกอร์ ควันท่อไอเสีย ควันบุหรี่ ฉีดพ่นในรถยนต์ หรือ รถเมล์ ห้องนอน ในตู้เย็น พ่นใบหน้าก็ได้เพื่อคลายเครียด
    น้ำที่เหลือจากการแช่ผัก ผลไม้ เนื้อสตัว์
  3. นำไปรดน้ำต้นไม้แทนปุ๋ยได้ดีมาก ใบไม้จะเขียว
  4. นำไปราดท่อระบายน้ำช่วยดับกลิ่นเหม็น สลายไข่แมลงสาบ ไข่ยุง ทำให้ฝ่อ ลดการขยายพันธุ์
  5. นำไปเทลาดลงในโถส้วมช่วยดับกลิ่นเหม็นเพิ่มโอโซนทำบ่อย ๆ ส้วมเต็มช้าลง

วิธีล้างแช่ผัก
เอนไซม์ 1 ช้อนโต๊ะ ต่อน้ำ 2 ลิตร
  1. แช่ผักนาน 15-30 นาที หลังล้างด้วยน้ำให้ผักสะอาด และควรเด็ดผักออกเป็นใบ ๆ
  2. แช่ผลไม้ เนื้อสัตว์ ไข่ไก่ นาน 1 ชั่วโมงขึ้นไป หรือบางอย่างอาจต้องแช่ทั้งลูกข้ามคืน เช่น แอปเปิล ส้ม หอมใหญ่ มะเขือเทศทยอยนำมาผ่าซึกแช่น้ำอีกครั้งนาน 15 นาที ก่อนนำไปบริโภค (แอบเปิ้ลควรรับประทานทั้งเมล็ดและเปลือกหลังจากแช่เอนไซม์นานพอแล้ว)
  3. ข้าวสารไม่ต้องแช่ ให้ซาวข้าวตามปกติแล้วเติม เอนไซม์ในหม้อหุงข้าวหุงได้เลย ความร้อนช่วยให้การแตกประจุได้เร็วขึ้น ข้าวจะหอมนุ่มน่ารับประทาน

วิธีการเก็บรักษา
เก็บในที่ร่มไม่ต้องแช่เย็น

วันหมดอายุ
เก็บนานหลายปี คุณภาพยิ่งเพิ่มขึ้น สีของนำเอนไซม์อาจไม่เหมือนกันทุกขวดขึ้นอยู่กับผลไม้และสภาพแวดล้อมบางขวดอาจมีฝ้าขาวลอยอยู่ก็ไม่เป็นไรให้เขย่าขวดนำไปใช้ต่อได้เลย บางขวดอาจมีตะกอนนอนก้นหรือมีวุ้น (เจลลาติน) ก็ยิ่งดีเพราะเป็นสุดยอดหัวอาหารที่เกิดขึ้นเอง