วันพฤหัสบดีที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2564

พระปรางค์วัดขุนแผน

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก A giver is always beloved.
“พระปรางค์วัดขุนแผน - พระปรางค์วัดเขารักษ์” เมืองหน้าด่านกรุงศรีอยุธยา บนเส้นทางตะวันตก
“เส้นทางตะวันตก” หรือ เส้นทางการค้าโบราณจากอ่าวเมาะตะมะ เข้าช่องด่านเจดีย์สามองค์ ข้ามเทือกเขาตะนาวศรีมาตามแควใหญ่–แควน้อย แยกแม่น้ำแม่กลองผ่านเข้าลำน้ำทวน ต่อมายังแม่น้ำจระเข้สามพันสู่เมืองโบราณอู่ทองออกไปยังแม่น้ำท่าจีน เชื่อมต่อมายังลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา ที่ปรากฏร่องรอยมาตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์จนมาถึงยุคอาณาจักรศรีเกษตร วัฒนธรรมพยู ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 8-12  เชื่อมโยงสัมพันธ์กับเมืองโบราณอู่ทอง– นครปฐม ในช่วงวัฒนธรรมทวารวดี  
.
จนมาถึงในช่วงกลางพุทธศตวรรษที่ 21 เมื่ออาณาจักรมอญ-รามัญที่มีศูนย์กลางราชสำนักอยู่ที่เมืองพะโค-หงสาวดี พันธมิตรเก่าแก่ของรัฐสุพรรณภูมิเดิม ถูกรุกรานโดยอาณาจักรอังวะ อาณาจักรแปร จนในที่สุดก็เสียอาณาจักรให้แก่พระเจ้าตะเบงชเวตี้ กษัตริย์พม่าแห่งอาณาจักรตองอู ซึ่งการขยายอำนาจด้วยการสงครามของอาณาจักรอังวะและอาณาจักรแปรในเขตพม่าตอนกลาง อาจเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ฝ่ายกรุงศรีอยุธยาต้องเข้ามาตั้งเมืองหน้าด่าน ที่ “เมืองท่าเสา” (เมืองกาญจนบุรีเก่า) บริเวณสบน้ำระหว่างห้วยลำตะเพินบรรจบกับแม่น้ำแควใหญ่ ทางใต้ของเขาชนไก่ ซึ่งการตั้งเมืองหน้าด่านที่เมืองท่าเสาได้มีการสร้าง “พระมหาธาตุเจดีย์” ประจำชุมชน เป็นเจดีย์ทรงปรางค์ขึ้นที่วัดขุนแผนครับ  
.
ตามเส้นทางลำน้ำทวน-จระเข้สามพัน ที่เชื่อมต่อขึ้นไปยังเขาพระยาแมน (แถน) ที่เมืองโบราณอู่ทอง จะไหลผ่านเขาลูกโดด  2 ลูก โดยมี “เขารักษ์” อยู่ในเขตตำบลดอนแสลบ อำเภอห้วยกระเจา และ “เขาคลุกคลี” ในเขตตำบลตลาดเขต อำเภอพนมทวน ขนาบลำน้ำทั้งสองฝั่งอยู่ ซึ่งตามสภาพภูมิประเทศของเส้นทางแล้ว บริเวณนี้ถือเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญ เป็นที่สูงที่สามารถมองเห็นการเดินทางตามเส้นทางน้ำได้จากมุมมองระยะไกล หากในกรณีที่จะเกิดเป็นการสงครามระหว่างอาณาจักร ที่จะเปลี่ยนแปลงให้เส้นทางการค้าโบราณจากด่านพระเจดีย์สามองค์นี้ กลายมาเป็นเส้นทางเดินทัพของอาณาจักรพม่าในอีกไม่นานนัก
.
พื้นที่ระหว่างสองเขาที่ขนาบแม่น้ำจระเข้สามพัน อาจเคยมีชุมชนโบราณขนาดใหญ่มาตั้งถิ่นฐานอยู่ก่อนแล้ว อาณาจักรกรุงศรีอยุธยาได้เข้ามาใช้ยอดเขารักษ์เป็นจุดสังเกตการณ์ระยะไกล ที่จะสามารถมองเห็นเส้นทางน้ำที่ไหลขึ้นมาจากแม่น้ำกลองได้ดีกว่า จึงได้มีการสร้างวัดที่มีพระปรางค์ใหญ่เป็นประธานขึ้นบนยอดเขา เพื่อเกณฑ์ให้มีผู้คนขึ้นไปอยู่อาศัยสังเกตการณ์ อีกทั้งยังมีจุดสังเกตการณ์บนยอดเขาน้อย ปลายสุดทางทิศใต้ของเขาคลุกคลี ใกล้กับแม่น้ำจระเข้สามพันในอีกฟากฝั่งหนึ่ง ซึ่งในเวลาต่อมาได้มีการสร้างวัดและพระเจดีย์ขึ้นบนยอดเขาขึ้นเช่นกันครับ 
--------------------------
*** “พระปรางค์วัดขุนแผน” และ “พระปรางค์เขารักษ์” เป็นเจดีย์ทรงปราสาทที่มีรูปแบบทางสถาปัตยกรรมใกล้เคียงกัน มีฐานเขียง (อุปานะ) ขนาด  10*10 เมตร รองฐานปัทม์ซ้อนชุดฐานลดหลั่นขึ้นไปแบบพีระมิด (ปรางค์วัดขุนแผน 3 ชุด ปรางค์เขารักษ์  2 ชุด) ท้องไม้แต่ละชั้นคาดแถบบัวลูกฟักเหลี่ยมขนาดใหญ่ ที่ดูเหมือนว่าปรางค์วัดขุนแผนจะมีแบบแผนของบัวลูกฟักเหลี่ยมเก่าแก่กว่า ด้านบนฐานสูงเป็นเรือนธาตุเป็นทรงปราสาทสี่เหลี่ยม มุมหลักมีขนาดใหญ่กว่ามุมรอง ยกเก็จประธานซ้อน 2 กระเปาะ เก็จกลางยกซุ้มประตูซ้อน  2 ชั้น รับหน้าบันแบบใบหอกซ้อนติดกัน ซุ้มประตูเป็นผนังช่องจระนำทั้ง 4 ด้าน ไม่มีประตูทางเข้าเรือนธาตุ  
.
เหนือบัวรัดเกล้าเป็นชั้นอัสดงแบบประดับด้วยกลีบขนุนชะลูดแหลมไม่มีรูปประติมากรรมครุฑแบกมุมไขรา ยกชั้นวิมาน (รัดประคด-เชิงบาตร) แยกจากกันเป็นชั้น ๆ ขึ้นไป 6 ชั้น ประดับกลีบขนุน (บัวกาบขนุน) เรียงชิดกัน  กลีบขนุนของมุมหลักในแต่ละชั้นมีความสูงเท่ากับมุมย่อย แผ่นบรรพแถลงวางในระดับเดียวกับกลีบขนุนเหนือลวดบัวเชิงบาตรของมุขหน้าเก็จประธานในแต่ละชั้นทำเป็นรูปใบเสมา รูปทรงชั้นวิมานของพระปรางค์ทั้งสอง แตกต่างไปจากยอดปรางค์ทรงงาเนียมที่เคยนิยมในช่วงต้นพุทธศตวรรษที่ 21 ครับ
.
***  ใบเสมาที่พบจากวัดเขารักษ์ทำขึ้นจากหินชนวน ไม่มีความหนา แกะสลักลวดลายประดับตามใบเสมาหินทรายแดงแบบรัฐสุพรรณภูมิที่เคยนิยมในยุคก่อนหน้า โดยวางรูปเสมาเป็นทรงกลีบบัวยอดแหลม คอดเอว ไม่ชะลูดสูง ส่วน“หน้าเสมา” สลักเป็นกรอบสี่เหลี่ยมผืนผ้าคล้ายนกนางแอ่นกางปีกโค้ง (ปีกค้างคาว) ภายในมีลวดลายสลักโดยมีประธานของลายอยู่ตรงกลาง มีโก่งคิ้วเป็นเสนลวดนูนรองรับใต้ปีก เดินเส้นลวดนูนคู่มาตามขอบข้างลงมาที่ “ท้องใบ” ที่วางโครงลายกรอบสามเหลี่ยมทรงจอมแห ยอดแหลมรับสันนูนของอกเลา (สันกลีบใบบัว) สลักลวดลายภายในกรอบ ฐานใบเป็นหน้ากระดานเหนือเดือย ขอบใบมีเส้นสันจากหมวก (จุก) ลงมาชนกับหน้ากระดานใต้เอว ซึ่งเป็นรูปแบบงานศิลปะของใบเสมาในช่วงกลางถึงปลายพุทธศตวรรษที่ 21  
*** พระปรางค์วัดขุนแผน พระธาตุแห่งเมืองท่าเสา (กาญจนบุรีเก่า) ควรถูกสร้างขึ้นในช่วงกลางพุทธศตวรรษที่ 21 ในสมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2  ส่วนพระปรางค์วัดเขารักษ์ ควรถูกสร้างขึ้นในช่วงหลังกว่า ประมาณกลางถึงปลายพุทธศตวรรษที่ 21 จากปลายยุคสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 มาจนถึงสมัยพระไชยราชาธิราช ที่เมืองหน้าด่านของกรุงศรีอยุธยาบนเส้นทางตะวันตก ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นเส้นทางเดินทัพสำคัญในการพระราชสงครามระหว่างสองอาณาจักรครับ
เครดิต ; FB
วรณัย พงศาชลากร
EJeab  Academy

ยังมีสาระเรื่องราวดี ๆ ที่อยากเล่าตามมาดูเราได้ที่ ;
My blogs links 👆
https://sites.google.com/site/dhammatharn/
http://abhinop.blogspot.com
http://abhinop.bloggang.com
ททมาโน ปิโยโหติ #ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก
A giver is always beloved.


วันพุธที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2564

ทับหลังปราสาทโล้น สระแก้ว

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก A giver is always beloved. 
ทับหลังปราสาทเขาโล้น 
จารึกภาษาสันสกฤต-เขมรบนกรอบประตูด้านทิศใต้ของปราสาทบนยอดเขาโล้น (ชื่อเดิม พนมสันเกโคน-Phnoṃ Saṅkè Kòṅ) บ้านเจริญสุข ตำบลทัพราช อำเภอตาพระยา จังหวัดสระแก้ว กล่าวว่า “...กำเสตงศฺรีนฺฤปตีนฺทราธิปติวรมะ (Kaṃsteṅ Śrī Nrpatīndrādhipativarma) รับพระราชทานดินแดนจากพระเจ้าสูริยวรมันที่ 1 ได้สร้างเทวสถานไว้บนภูเขาดิน “มฤตสังชญกะ” (Mṛta Sanchyaka)  เพื่อประดิษฐานรูปพระศัมภู (พระศิวะ) พระเทวีและพระศิวลึงค์ (อีศลิงคะ) เมื่อมหาศักราช 929 (พ.ศ. 1550)  
.
ส่วนจารึกภาษาสันสกฤต-เขมรบนกรอบประตูฝั่งทิศเหนือ (K.232 N) ระบุว่าในมหาศักราช 938 (พ.ศ. 1559) พระเจ้าสูริยวรมันที่ 1 โปรดให้ “มรตาญโขลญศรีวีรวรมัน”(Martāñ Khloñ Śrī Vīravarman) ประดิษฐานเสาจารึก (śilāstambha) ที่ภูเขาหญ้า (’āy vnaṃ ti nā) ถวายข้าทาสชายหญิงจำนวน 89 คน พร้อมด้วยครัวเรือน ธัญพืชและผ้าแพรพรรณชั้นดี   
.
ประธานของภาพสลักบนทับหลังเป็นรูปเทพเจ้ารวบพระเกศาไม่สวมศิราภรณ์ นั่งชันเข่าถือพระขรรค์ในซุ้มรวยนาคสามเหลี่ยม 5 หยักแง่ง พวยกระหนกใบไม้ เหนือรูปเกียรติมุขคายท่อนพวงมาลัย ที่ใช้มือจับก้านแยกออกจากปากทั้งสองด้าน พวงมาลัยขมวดเป็นใบม้วนวงโค้ง 2 วง ต่อก้านสลับวงตามแนวขวางตรงกลาง มีรูปแบบเดียวกับหน้าบันของปราสาทเมืองต่ำ ด้านบนและด้านล่างของใบม้วนแตกกระหนกใบไม้สามเหลี่ยมเป็นพวยโค้งแหลมลู่โค้งไปทางด้านข้าง
.
*** รูปแบบของลวดลายศิลปะบนทับหลังจัดเป็นศิลปะแบบพระวิหาร (ก่อนบาปวน) ช่วงกลางพุทธศตวรรษที่ 16 สอดรับกับข้อความในจารึก ที่กล่าวถึงพระเจ้าสูริยวรมันที่ 1 ไว้อย่างชัดเจนครับ 
.
*** ขอบคุณภาพเก่าและเนื้อหา : เพจ สำนักศิลปากรที่ 5 ปราจีนบุรี  5 พฤษภาคม 2021
เครดิต ; FB
วรณัย  พงศาชลากร
EJeab  Academy

ยังมีสาระเรื่องราวดี ๆ ที่อยากเล่าตามมาดูเราได้ที่ ;
My blogs links 👆
https://sites.google.com/site/dhammatharn/
http://abhinop.blogspot.com
http://abhinop.bloggang.com
ททมาโน ปิโยโหติ #ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก
A giver is always beloved.


อักษรย่อภาษาอังกฤษที่ใช้บ่อย

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก A giver is always beloved.

อักษรย่อ-ศัพท์แชท
ภาษาอังกฤษ ที่วัยรุ่นต่างชาติชอบใช้
AKA =  Also known as = เป็นที่รู้จักกันในชื่อ, ที่เรียกกัน, เป็นที่รู้จักกัน

BFF = Best Friend Forever = เพื่อนรักตลอดกาล

LOL = Laughing out Loud = ขำกลิ้ง ฮาแตก

LMAO = lauging my ass off?= ขำกลิ้ง ฮาแตก

TC = Take Care = ดูแลตัวเองนะ

LUV = LOVE = รัก

OSM = Awesome = เจ๋งมากๆ

BTW = By the Way = ยังไงก็ตาม

OMG = Oh My God! = โอ้พระเจ้า

P.S = Post Script = ปล.

MHM = Yes! = ใช่ เห็นด้วย มาจากเสียง อื้ม

JK = Just Kidding = ล้อเล่น

IOU = I Owe You = ฉันติดหนี้เธอนะ

ASAP = As Soon As Possilbe = เร็วที่สุดเท่าที่จะเร็วได้

Ave = Avenue = ถนนที่มีสายหลัก

99 = Nighty Night = Good Night

PC = Personal Computer = คอมพิวเตอร์

WTF = What The F**K

BYOB = Bring Your Own Beer = สามารถนำเบียร์ หรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทั้งหลายมากินเองได้

SMS = Short Message Service = บริการส่งข้อความ

VS = Versus = ตรงข้ามกัน / ต่อสู้กัน

Corp = Corporation = บริษัท สมาคม

B-R-B = Be Right Back = เดี๋ยวกลับมา

TTYL = Talke to You later = คุยกันวันหลังนะ

ATM = At the moment = ในตอนนี้

BC = Because = เพราะว่า

BG = Big grin = (ยิ้มอยู่)

BOTOH = But on the other hand = แต่ในทางกลับกัน

BTDT = Been there, done that = ไปมาแล้วทำเรียบร้อยแล้ว

BTW = By the way = อย่างไรก็ตาม

COZ = Because = เพราะว่า

CU = See you = แล้วเจอกัน

CUL or CUL8R = See you later = แล้วเจอกัน

EZ = Easy = ง่าย

FAQ = Frequently asked questions = คำถามที่ถามบ่อย

FYI = For your information = แจ้งเพื่อรับทราบ

GJ = Good job = ทำได้ดีมาก!

GL = Good luck = โชคดีนะ

GRT = Great = เยี่ยม!

GW = Good work = ทำได้ดีมาก

HAND = Have a nice day = โชคดีนะ

IC = I see = เข้าใจล่ะ

IMO = In my opinion ฉันคิดว่า?

IMPOV = In my point of view = ฉันคิดว่า?.

IOW = In other words = ถ้าจะพูดอีกอย่างก็..

IRL = In real life = ในชีวิตจริง

JIC = Just in case = เผื่อไว้

JTLYK = Just to let you know =แค่บอกให้รู้ไว้

KIS = Keep it simple = เอาง่ายๆ

KIT = Keep in touch = ติดต่อกันอีกนะ

NBD = No big deal = ไม่มีปัญหาเรื่องเล็กน้อย

NP = No problem = ไม่มีปัญหา

NVM = Never mind = ไม่เป็นไร

PCM = Please call me = โทรมาหาที

PLS = Please = ได้โปรด

PLZ = Please = ได้โปรด

Q = Question = คำถาม

SIT = Stay in touch = แล้วติดต่อกันใหม่

SOZ, SRY = Sorry = ขอโทษที

SYS = See you soon = แล้วพบกันใหม่

THX = Thanks = ขอบใจจ้า

TLP = Tham Love Pay = ขอบใจจ้า

TIA = Thanks in advance = ขอบคุณล่วงหน้า

TY = Thank you = ขอบคุณ

U = You = คุณ

WB = Welcome back = ขอต้อนรับกลับมา

WFM = Works for me = สำหรับฉันแล้วได้ผลนะ

XOXO = Hugs and kisses = รักนะจุ๊บๆ

Y = Why = ทำไม

YW = You are welcome ด้วยความยินดี
ยังมีสาระเรื่องราวดี ๆ ที่อยากเล่าตามมาดูเราได้ที่ ;
My blogs links 👆
https://sites.google.com/site/dhammatharn/
http://abhinop.blogspot.com
http://abhinop.bloggang.com
ททมาโน ปิโยโหติ #ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก
A giver is always beloved.


อสีติมหาสาวก

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก A giver is always beloved.

"อสีติมหาสาวก" เป็นคำสมาสประกอบด้วยคำ "อสีติ" และ "มหาสาวก" คำว่า "อสีติ" แปลว่า แปดสิบ ส่วน "มหาสาวก" ประกอบด้วยคำว่า "มหา" ซึ่งเป็นคุณศัพท์แปลว่า ใหญ่, มาก, สำคัญ และคำว่า "สาวก" ซึ่งเป็น คำนามกิตก์ ประกอบรูปมาจากธาตุ "สุ" (ฟัง) ลง ณฺวุ ปัจจัย สำเร็จรูปเป็น "สาวก" แปลว่า "ผู้ฟัง"
รายนาม "พระสาวกผู้ใหญ่ 80 รูป"  ดังนี้
1. พระอัญญาโกณฑัญญเถระ
2. พระวัปปเถระ
3. พระภัททิยเถระ
4. พระมหานามเถระ
5. พระอัสสชิเถระ
6. พระยสเถระ
7. พระวิมลเถระ
8. พระสุพาหุเถระ
9. พระปุณณชิเถระ
10. พระควัมปติเถระ
11. พระอุรุเวลกัสสปะเถระ
12. พระนทีกัสสปเถระ
13. พระคยากัสสปเถระ
14. พระสารีบุตรเถระ
15. พระมหาโมคคัลลานะ
16. พระมหากัสสปะเถระ
17. พระมหากัจจายนเถระ
18. พระอชิตเถระ
19. พระติสสเมตเตยยเถระ
20. พระปุณณกเถระ
21. พระเมตตคูเถระ
22. พระโธตกเถระ
23. พระอุปสีวเถระ
24. พระนันทกเถระ
25. พระเหมกะ
26. พระโตเทยยะ
27. พระกัปปะ
28. พระชตุกัณณี
29. พระภัทราวุธ
30. พระอุทยะ
31. พระโปสาละ
32. พระโมฆราช
33. พระปิงคิยะ
34. พระราธเถระ
35. พระปุณณมันตานีบุตรเถระ
36. พระกาฬุทายีเถระ
37. พระนันทะเถระ
38. พระราหุลเถระ
39. พระอุบาลีเถระ
40. พระภัททิยกาฬิโคธาบุตร
41. พระอนุรุทธเถระ
42. พระอานนท์เถระ
43. พระภัคคุเถระ
44. พระกิมพิลเถระ
45. พระโสณโกฬิวิสเถระ
46. พระรัฐบาลเถระ
47. พระปิณโฑลภารทวาชเถระ
48. พระมหาปันถกเถระ
49. พระจูฬปันถกเถระ
50. พระโสณกุฏิกัณณเถระ
51. พระลกุณฑกภัททิยเถระ
52. พระสุภูติเถระ
53. พระกังขาเรวตเถระ
54. พระวักกลิเถระ
55. พระกุณฑธานเถระ
56. พระปิลินทวัจฉเถระ
57. พระกุมารกัสสปเถระ
58. พระมหาโกฎฐิตะ
59. พระโสภิตเถระ
60. พระนันทกเถระ
61. พระมหากัปปินะ
62. พระสาคตเถระ
63. พระอุปเสนเถระ
64. พระขทิรวนิยเรวตเถระ
65. พระสีวลีเถระ
66. พระพาหิยเถระ
67. พระพากุลเถระ
68. พระทัพพเถระ
69. พระมหาอทายีเถระ
70. พระอุปวาณเถระ
71. พระเมฆิยเถระ
72. พระนาคิตเถระ
73. พระจุนทเถระ
74. พระยโสชเถระ
75. พระวังคีสเถระ
76. พระเสลเถระ
77. พระมหาปรันตปเถระ
78. พระสภิยเถระ
79. พระนาลกเถระ
80. พระองคุลิมาลเถระ
เครดิต : วิกิพีเดีย
ยังมีสาระเรื่องราวดี ๆ ที่อยากเล่าตามมาดูเราได้ที่ ;
My blogs links 👆
https://sites.google.com/site/dhammatharn/
http://abhinop.blogspot.com
http://abhinop.bloggang.com
ททมาโน ปิโยโหติ #ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก
A giver is always beloved.


พระพุทธตรีโลกเชษฐ์ วัดสุทัศน์

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก A giver is always beloved.
ตื่น​เช้า​
พระพุทธ​ตรีโลก​เ​ช​ษ​ฐ​์
พระประธาน​พระอุโบสถ
วัดสุทัศน​เทพ​วรา​ราม
พระสัมฤทธิ์​องค์​ใหญ่​ที่สุดในสมัยรัตน​โกสินทร์

วัด​สุทัศน​เทพ​วราราม เป็นพระอาราม​หลวง​ชั้นเอกอุ สร้างโดยพระ​มหากษัต​รย์​ถึง​3​ รัชกาล​ 

รัชกาลที่ 1 ทรงอัญเชิญ​พระศรี​ศากยมุนี​จากสุโขทัย​ มา​ประดิษฐาน​ในพระวิหารหลวง

รัชกาลที่ 2 ทรงสร้างพระวิหารหลวงพระศรี​ศากยมุนี​อย่าง​ยิ่งใหญ่​งด​งา​มที่สุด

รัชกาลที่ 3 ทรงสร้างวัด​สุทัศน​เทพ​วรา​ราม​ให้เป็นวัดใหญ่โตสง่างาม ยิ่งใหญ่ที่สุด

พระบาท​สมเด็จ​พระ​นั่ง​เกล้า​เจ้า​อยู่​หัว​โปรดให้สร้างพระ​อุโบสถ​ขนาดใหญ่ที่สุด​ ประดิษฐาน​พระประธาน​องค์​ใหญ่​ที่สุด​ คู่กันกับพระศรีศากยมุนี​ในพระวิหารหลวง รับสั่งว่า "จะได้ไม่ข่มกัน"

พระประธาน​พระอุโบสถ​นี้ พระบาท​สมเด็จ​พระ​จอมเกล้า​เจ้า​อยู่​หัว​ทรง​ถวายพระ​นา​มว่า​ พระพุทธ​ตรีโลก​เ​ช​ษ​ฐ​์​ แปลว่าเป็นพี่ใหญ่ของ 3 โลก เป็นพระหล่อสัมฤทธิ์​อง​ค์ใหญ่​ที่สุด​ใน​สมัย​รัตนโกสินทร์​ มีขนาดหน้่าตัก 3 วา 17 นิ้ว คือ 6 เมตรเศษ เป็นพระพุทธรูป​ศิลปะ​รัชกาลที่ 3 ที่งดงามมาก

พระพุทธ​ตรีโลก​เ​ช​ษ​ฐ​์​เป็นพระสัมฤทธิ์​องค์​ใหญ่​ที่สุดของกรุง​รัตน​โกสินทร์​ คู่กันกับพระศรีศากยมุนี​ พระสัมฤทธิ์​องค์​ใหญ่​ที่สุด​ของ​กรุงสุโขทัย

ทั้ง 2 องค์​อยู่วัดเดียวกัน

พระอุโบสถ​วัด​สุทัศน​เทพ​วรา​ราม​ เป็นพระอุโบสถ​ที่มีขนาดใหญ่​ที่สุด​ในกรุงรัตน​โกสินทร์​ มีความยาวถึง 13 ห้อง สร้างขวาง​อยู่​หลังพระวิหารหลวง จึงมองเห็นเป็นฉากหลังของพระวิหารหลวง  ยิ่งใหญ่สง่างามที่สุด

พระมหาอุโบสถนี้มีรูปทรงงดงาม ใช้เสาขนาดใหญ่ถึง 64 ต้น ประดิษฐาน​พระประธาน​องค์​ใหญ่​ที่สุด​ และเขียนจิตรกรรม​ฝาผนังเต็มพื้นที่ด้วยฝีมือช่างหลวงในสมัยรัชกา​ลที่​ 3​ สุดยอดทั้งสถาปัตย​กรรม​ ปฏิมากรรม​ และ​จิตรกรรม

ด้วยควา​มใหญ่​โตของพระมหาอุโบสถ​นี้ ในรัชกาลที่ 3 จึงเคยอัญเชิญ​พระศาสดามาประดิษฐาน​ไว้หน้าพระพุทธ​ตรีโลก​เ​ช​ษ​ฐ​์​ จนถึงรัชกาลที่ 4 จึงได้อัญเชิญ​พระศาสดาไปอยู่วัดบวรนิเวศ​ และโปรดให้สร้างพระอสีติ​มหาสาวก 80​ องค์​ไว้บนพระแท่นหน้าพระพุทธ​ตรีโลก​เ​ช​ษ​ฐ​์​แทน

อนึ่ง พระอสีติมหาสาวก 80 องค์​นี้ ยังมีอีกสำรับหนึ่งที่พระอุโบสถ​วัดเขมาภิรตาราม​ ซึ่งพระบาท​สมเด็จ​พระ​จอมเกล้า​เจ้า​อยู่​หัว​ทรง​สร้าง​เช่นกัน

ยังมีสาระเรื่องราวดี ๆ ที่อยากเล่าตามมาดูเราได้ที่ ;
My blogs links 👆
https://sites.google.com/site/dhammatharn/
http://abhinop.blogspot.com
http://abhinop.bloggang.com
ททมาโน ปิโยโหติ #ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก
A giver is always beloved.


ทรัพย์ 4 ส่วน

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก A giver is always beloved.

การใช้สอยทรัพย์ที่หามาได้ให้แบ่งทรัพย์ออกเป็น 4 ส่วน คือ
1 ใช้หนี้เก่า
2.ใช้หนี้ใหม่
3. ฝังดินไว้ และ
4. ทิ้งลงเหว
การบริหารทรัพย์ออกเป็น 4 ส่วน คือ
1. 💸 ใช้หนี้เก่า หมายความว่า ให้พ่อแม่ ผู้มีพระคุณ ตอบแทนบุญคุณที่ท่านเลี้ยงดูและสั่งสอนเรามา ทำให้เราสามารถมีชีวิตอยู่ได้
2. 💰 ใช้หนี้ใหม่ หมายความว่า ให้ครอบครัว ลูกเมีย หรือผู้อยู่ในปกครอง ที่เราสร้างขึ้นมาทีหลัง
3. 🕋 ฝังดินไว้ หมายความว่า ให้ทำบุญ ทำทาน แบ่งปัน สร้างสาธารณะประโยชน์ ช่วยเหลือสังคม เพื่อนฝูง เผื่อภายภาคหน้าอาจจะได้พึ่งพิง เงินส่วนนี้คือเงินที่จะสร้างอนาคตที่ดีให้เราในวันหน้า จนถึงชาติหน้า
4. 🌋 ทิ้งลงเหว หมายความว่า ใช้จ่ายตามจำเป็น กิน อยู่ ซื้อหาปัจจัยสี่ หรือสิ่งของที่ต้องการ สาเหตุที่ท่านเรียกว่า “ทิ้งเหว” เพราะเงินในส่วนนี้ใช้เท่าไหร่ก็ไม่เคยพอ ยิ่งใช้กิเลสก็ยิ่งงอก ท่านจึงให้ใช้แค่พอประมาณ ใช้อย่างมีสติ ไม่เป็นผู้ประมาทต่อการใช้จ่าย
ยังมีสาระเรื่องราวดี ๆ ที่อยากเล่าตามมาดูเราได้ที่ ;
My blogs links 👆
https://sites.google.com/site/dhammatharn/
http://abhinop.blogspot.com
http://abhinop.bloggang.com
ททมาโน ปิโยโหติ #ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก
A giver is always beloved.


พญานกแขกเต้ายอดกตัญญู

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก A giver is always beloved.
พญานกแขกเต้ายอดกตัญญู ( สาลิเกทารชาดก )
ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้าประทับอยู่วัดเชตวัน เมืองสาวัตถีทรงปรารภภิกษุผู้เลี้ยงโยมหญิงอุปัฏฐากรูปหนึ่ง ได้ตรัสอดีตนิทานมาสาธก ว่า...
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ณ หมู่บ้านพราหมณ์ชื่อสาลินทิยะ ในเมืองราชคฤห์ โกลิยพราหมณ์มีไร่ข้าวสาลีประมาณ ๑,๐๐๐ ไร่ มอบให้ลูกจ้างกั้นรั้วดูแลรักษาอยู่ทั้งกลางวันกลางคืน ในที่ไม่ไกลจากไร่นั้น ภูเขาลูกหนึ่งไป มีป่างิ้วใหญ่อยู่แห่งหนึ่ง พระโพธิสัตว์เกิดเป็นพญานกแขกเต้ามีบริวารหลายร้อยตัวอาศัยอยู่ในป่างิ้วนั้น พญานกแขกเต้ามีพ่อแม่ที่แก่เฒ่าอยู่คู่หนึ่งเมื่อพาบริวารออกหากินอิ่มแล้ว ก็จะคาบอาหารกลับมาให้พ่อแม่กินด้วยเป็นประจำ
อยู่มาวันหนึ่ง พวกนกแขกเต้าบอกว่า "ปีก่อนฤดูนี้ชาวบ้านจะปลูกข้าวสาลีไว้ที่ไร่ฝั่งโน้น ปีนี้จะยังทำอยู่หรือไม่หนอ" พญานกแขกเต้าจึงใช้ให้นกแขกเต้า ๒ ตัวไปสืบดูก่อน ไม่นานนักนก ๒ ตัวนั้นกลับมาพร้อมกับรวงข้าวสาลีพร้อมกับรายงานว่ามีข้าวสาลีอยู่เต็มไร่
วันรุ่งขึ้น พญานกแขกเต้าจึงพาบริวารบินไปลงกินข้าวสาลีในไร่นั้น คนเฝ้าไร่พยายามวิ่งไล่นกให้หนีไปก็ทำไม่สำเร็จ พญานกแขกเต้ากินอิ่มแล้ว ก็คาบรวงข้าวสาลีไปด้วย
ตั้งแต่วันนั้นมานกแขกเต้าก็พากันลงกินข้าวสาลีในไร่นั้นเป็นประจำ จนข้าวสาลีถูกทำลายไปเป็นไร่ คนเฝ้าไร่จึงนำเรื่องไปบอกโกลิยพราหมณ์ให้ทราบว่า
"เจ้านาย..ผมไล่มันไม่ไหวแล้วละ ขอคืนไร่ให้ท่านจ้างคนอื่นไปดูแลแทน นกแขกเต้านับร้อยตัว มีนกแขกเต้าคอแดงเท้าแดงตัวหนึ่งนำมา เมื่อขากลับมันยังคาบข้าวสาลีไปอีกด้วย"
"เจ้าสามารถจับมันเป็นๆ ได้ไหมล่ะ"
เมื่อเขารับคำว่า "ได้ขอรับ"
จึงบอกว่า "ถ้าเช่นนั้นเจ้าก็ไม่ต้องออกละ ความเสียหายของข้าวสาลีข้าไม่ว่า ขอเพียงเจ้าจับมันมาให้ได้ก็แล้วกัน"
คนเฝ้าไร่รับคำแล้วสบายใจที่เจ้านายไม่ด่าว่า จึงทำบ่วงดักไว้แต่เช้าตรู่แล้วเข้ากระท่อมแอบดูอยู่ ไม่นานพญานกแขกเต้าก็พาบริวารมาลงกินข้าวสาลีเช่นเคยและได้ติดบ่วงที่เขาดักไว้ตั้งแต่แรกลงแต่ก็ต้องอดทนไว้ไม่ร้องอะไรออกมาด้วยเกรงว่าบริวารจะแตกตื่นไม่ได้กินข้าว พอรู้ว่านกทุกตัวกินอิ่มแล้วจึงร้องขึ้น ๓ ครั้ง ฝูงนกได้แตกตื่นบินหนีขึ้นไป ทิ้งไว้แต่พญานกแขกเต้าตัวเดียว
คนเฝ้าสวนพอได้ยินเสียงนกแขกแตกตื่นขึ้น ออกจากกระท่อมมาดูเห็นพญานกแขกเต้าติดบ่วงของตน ก็ดีใจจับมัดขาแล้วนำไปให้พราหมณ์ผู้เป็นเจ้าของไร่
โกลิยพราหมณ์จับพญานกแขกเต้าด้วยสองมือวางไว้บนตักด้วยความเอ็นดูถามมันว่า
"เจ้านกแขกเต้า ท้องของเจ้าคงจะใหญ่กว่านกตัวอื่นกระมัง เจ้าจึงคาบข้าวสาลีข้าไปมากมาย เจ้าทำฉางข้าวไว้ที่ป่างิ้ว หรือว่าเจ้ากับเรามีเวรแก่กัน"
พญานกแขกเต้าพูดเป็นภาษามนุษย์ที่ไพเราะว่า
"ข้าพเจ้ากับท่านไม่ได้มีเวรแก่กัน ฉางของข้าพเจ้าก็ไม่มี ข้าพเจ้านำข้าวสาลีไปเพื่อเปลื้องหนี้เก่า ให้เขากู้หนี้ใหม่ แล้วฝังขุมทรัพย์ไว้"
พราหมณ์ "การเปลื้องหนี้เก่า กู้หนี้และวิธีฝังขุมทรัพย์ของท่านเป็นอย่างไร?"
พญานกแขกเต้า "ข้าพเจ้านำข้าวสาลีไปมอบให้บิดามารดาผู้แก่เฒ่าเพื่อเปลื้องหนี้เก่าที่ท่านเลี้ยงข้าพเจ้ามา มอบข้าวสาลีให้ลูกน้อยเพื่อกู้หนี้เมื่อเขาเติบโตแล้วจะได้เลี้ยงข้าพเจ้าตอบ และให้แก่นกผู้พิการทุพพลภาพออกไปหากินไม่ได้ บุญที่ให้ข้าวสาลีแก่นกเหล่านั้น เป็นการฝังขุนทรัพย์ไว้"
พราหมณ์พอฟังจบแล้วมีจิตเลื่อมใสยิ่งนักจึงพูดว่า "เจ้าดีจริง ๆ เป็นนกมีคุณธรรม ยอดกตัญญู มนุษย์บางคนยังไม่มีคุณธรรมเหมือนกับเจ้าเลย ข้าขอยกข้าวสาลีทั้งหมดให้เจ้าและพวกญาติได้กินเป็นอาหารอย่างเพียงพอเลยนะ"
ว่าแล้วก็แก้เชือกที่ขาพญานกแขกเต้าทาน้ำมันให้แล้วนำข้าวคลุกน้ำผึ้งมาเลี้ยงพญานกนั้น
พญานกแขกเต้าให้โอวาทพราหมณ์ว่า "พราหมณ์ ขอท่านจงเป็นผู้ไม่ประมาทเถิด ให้ทานเลี้ยงดูมารดาบิดาผู้แก่เฒ่าเถิด" กล่าวจบก็คืนไร่ข้าวสาลีแก่พราหมณ์ ขอรับไว้เพียง ๘ ไร่เท่านั้นแล้วบินกลับคืนป่างิ้วไป
เมื่อกลับถึงป่างิ้วพญานกแขกเต้ารีบวางรวงข้าวสาลีไว้ต่อหน้าบิดามารดาผู้ลุกขึ้นหัวเราะยินดีได้ทั้งน้ำตานองหน้า ฝูงนกแขกเต้าต่างเข้ามาแสดงความยินดีได้ทั้งน้ำตานองหน้า ฝูกนกแขกเต้าต่างเข้ามาแสดงความยินดีด้วยและถามเป็นเสียงเดียวกันว่า
"ท่านรอดมาได้อย่างไร ? ขอรับนาย" พญานกแขกเต้าจึงเล่าเรื่องทั้งหมดให้ฝูกนกฟัง
ฝ่ายโกลิยพราหมณ์ก็ตั้งอยู่ในโอวาทของพญานกแขกเต้า ตั้งโรงบริจากทานแก่สมณพราหมณ์ผู้ทรงธรรมและผู้ยากจนทั่วไปประพฤติธรรมจนตราบสิ้นชีวิต
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า : บุตรธิดาควรเลี้ยงดูบิดามารดายามแก่ชรา เพื่อปลดเปลื้องหนี้ที่ตนเคยได้รับการเลี้ยงดูจากท่านในวัยเด็ก
ที่มา : หนังสือนิทานชาดก โดย พระมหาสุนทร สุนฺทรธฺมโม

ยังมีสาระเรื่องราวดี ๆ ที่อยากเล่าตามมาดูเราได้ที่ ;
My blogs links 👆 
https://sites.google.com/site/dhammatharn/
http://abhinop.blogspot.com
http://abhinop.bloggang.com
ททมาโน ปิโยโหติ #ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก
A giver is always beloved.