วันพฤหัสบดีที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2563

ทำไมห้องสมุดจึงมีแต่หนังสือ

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก ยิ่งให้ยิ่งได้ ยิ่งหวงยิ่งอด เราไม่หวงเราไม่อด หมดเดี๋ยวก็มา
ทำไมห้องสมุด​จึงมีแต่หนังสือ​?
​Library แปลว่าห้องสมุด
ทำไมไม่แปลว่าห้องหนังสือ
เพราะภาษาไทยสมัยก่อนนั้น​ 
สมุด​ แปลว่า​ หนังสือ
ห้องสมุด​ ก็คือ​ ห้องหนังสือ
ส่วนหนังสือ​แปลว่าความรู้
เรียนหนังสือ​  คือเรียนความรู้
สอนหนังสือ​  คือ​สอนความรู้
ตัวอย่างในรัชกาลที่​ 5
"ให้หาคนหนังสือดีๆ​ มารับราชการ"
ไม่ได้แปลว่า​  หาคนเขียนหนังสือดีๆ​ หรือคนลายมือดี​ๆ  แต่แปลว่าหาคนมีความรู้​ดีๆมารับราชการ
ภาพ​ :  หอพระมณเฑียร​ธรรม​  หอพระสมุดหลวงในรัชกาลที่​ 1  ภายในวัดพระศรีรัตน​ศาสดา​ 
ได้รับเกียรติ​ว่าเป็นห้องสมุด​แห่งแรกในกรุงรัตนโกสินทร์

วิธีแก้อาถรรพ์ของชีวิต

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก ยิ่งให้ยิ่งได้ ยิ่งหวงยิ่งอด เราไม่หวงเราไม่อด หมดเดี๋ยวก็มา
#การแก้อาถรรพ์ของชีวิต
🔸ความยากจน  ความโง่  ตระกูลต่ำ  อายุสั้น  มีโรคมาก  ไร้บริวาร  ขี้เหร่  เป็นผู้หญิงบัณเฑาะก์  เป็นใบ้บ้า  ตาบอด  หูหนวก  ทรัพย์วิบัติ  การเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน  เปรต  อสูรกาย  สัตว์นรก  
#ล้วนชื่อว่าเป็นอาถรรพ์  ตามหลักคำสอนของพระพุทธศาสนา
🔸บริจาคทาน แก้อาถรรพ์ข้อยากจน
🔸การรับฟัง         แก้อาถรรพ์ข้อโง่เขลา
🔸การอ่อนน้อม แก้การเกิดในตระกูลต่ำ
🔸การรักษาศีล แก้อายุสั้น (ศีลข้อ ๑)
🔸การไม่เบียดเบียนสัตว์    แก้การมีโรคมาก
🔸การสงเคราะห์สัตว์    แก้การไร้บริวาร
🔸การรักษาศีลไม่ขี้โกรธ   แก้การเกิดเป็นคนขี้เหร่
🔸การรักษาศีลข้อ ๒    แก้ทรัพย์วิบัติ
🔸การรักษาศีลข้อ ๓    แก้การเกิดเป็นผู้หญิงบัณเฑาะก์
🔸การรักษาศีลข้อ ๔    แก้ ตาบอด  หูหนวก  ไม่มีคนเชื่อถือ
🔸การรักษาศีลข้อ ๕     แก้เป็นใบบ้า  มีสติปัญญาดี
การรดน้ำมนต์  เสกเป่าล้างอาถรรพ์ให้ชีวิตไม่ได้!!
#การบำเพ็ญบารมีเท่านั้น  จึงแก้อาถรรพ์ให้ชีวิตได้
พระธรรมสิงหบุราจารย์ (จรัญ ฐิตธมฺโม) 
วัดอัมพวัน อ.พรหมบุรี จ.สิงห์บุรี🙏

วิธีหนีนรก

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก ยิ่งให้ยิ่งได้ ยิ่งหวงยิ่งอด เราไม่หวงเราไม่อด หมดเดี๋ยวก็มา
หนีนรก
ธรรมะโอวาทหลวงพ่อฤาษี วัดท่าซุง

อารมณ์หรือการปฏิบัติตนหนีนรก
จนนรกตามไม่ทันต่อไปทุกชาตินั้น
มีอารมณ์โดยย่อ ดังนี้
๑. มีความรู้สึกว่าชีวิตนี้ต้องตายแน่
๒. ยอมรับนับถือพระพุทธเจ้า พระธรรม
พระอริยสงฆ์สาวกของพระพุทธเจ้า
๓. ฆราวาสมีศีล ๕ ทรงอารมณ์เป็นปกติ
ทั้ง ๓ ประการนี้ เป็นอารมณ์ในขณะที่ปฏิบัติ

เมื่ออารมณ์ทรงตัวแล้ว อารมณ์ที่ปักหลักมั่นคง
อยู่กับใจจริง ๆ ก็เหลือเพียงสอง ที่ท่านเรียก
ว่าองค์ ก็คือ
๑. ยอมรับนับถือพระพุทธเจ้า พระธรรม
พระอริยสงฆ์ สาวกของพระพุทธเจ้ามั่นคงจริง
๒. มีศีล ๕ บริสุทธิ์ผุดผ่องจริง
เพียงเท่านี้ นรกก็ดี เปรต อสุรกาย สัตว์เดรัจฉาน
เราผ่านได้ไม่ต้องไปอยู่ หรือเกิดในเขตนี้อีกต่อไป
ถ้าจะถามว่าบาปกรรมที่ทำแล้วไปอยู่ที่ไหน
ก็ต้องตอบว่ายังอยู่ครบแต่เอื้อมมือมาฉุดกระชาก
ลากลงไม่ถึง เพราะกำลังบุญเพียงเท่านี้
มีกำลังสูงกว่าบาป บาปหมดโอกาส 
ที่จะลงโทษต่อไป

๕สิ่งที่พระพุทธองค์์์์์์ทรงแนะ

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก ยิ่งให้ยิ่งได้ ยิ่งหวงยิ่งอด เราไม่หวงเราไม่อด หมดเดี๋ยวก็มา
๕ สิ่งที่พระพุทธองค์ทรงแนะนำสั่งสอน
แล้วคุณจะเข้าใจชีวิตมากขึ้น
พระพุทธองค์ทรงสอนพวกเราว่า

๑.ไม่ว่าเราได้พบเจอใคร เขาเหล่านั้นคือคนที่เราจะต้องได้พบเจอ ไม่มีใครเข้ามาในชีวิตเราด้วยเหตุบังเอิญ

๒.ไม่ว่าจะเกิดเรื่องราวใดๆ ขึ้นในชีวิตเรา มันเป็นเรื่องที่จะต้องเกิด ไม่ว่าเรื่องนั้นจะดีหรือร้าย ไม่มีเรื่องใดที่บังเอิญ เพราะเราก็เคยทำอย่างนี้กับเขามาก่อนเมื่ออดีตชาติ

๓.เรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้น เกิดเมื่อไหร่ ที่ไหน เวลาใด นั่นคือเวลาที่เหมาะสมที่สุดแล้ว ไม่มีอะไรที่ไม่ควรเกิด เพราะมันต้องเกิด
ต่อให้คุณเตรียมตัวหรือไม่ได้เตรียมตัว เมื่อปัจจัยถึงพร้อม สิ่งเหล่านั้นก็จะเกิดขึ้นในทันที

๔.เมื่อปัจจัยจบ ต้องยอมรับว่าจบ อย่าเหนี่ยวรั้ง อย่าเอาแต่อาลัยอาวรณ์ ขอให้รู้ว่าเมื่อสุดมือสอยก็ให้ปล่อยมันไป กล้าเผชิญในสิ่งที่เกิดขึ้น เรื่องดีๆกำลังรอคุณอยู่ข้างหน้า

5. ทำความดีในปัจจุบันให้มากที่สุด แล้วไม่ต้องสนใจว่า เราเคยทำกรรมอะไรมาบ้าง เพราะคิดไปก็เปล่าประโยชน์ เราทำอะไรกรรมเก่าไม่ได้แล้ว แต่ผู้มีปัญญาจะคิดว่า กรรมใหม่ดีๆมีอะไรที่ยังไม่ได้ทำ และควรทำได้บ้าง แล้วจึงทำ สรุป กรรมดีในปัจจุบันสำคัญที่สุด

การนินทาว่าร้าย เป็นเรื่องของเขา การให้อภัย เป็นเรื่องของเรา

การชอบพูดถึงความดีของเขา คือ ความดีของเรา

การชอบพูดถึงความไม่ดีของเขา คือ ความไม่ดีของเรา

 นี้คือ ๕ สิ่งที่พระพุทธองค์ทรงเมตตาแนะนำสั่งสอน 
ให้บรรดาพุทธบริษัททั้งหลายนั้น
ได้นำไปใช้ในชีวิตของตนเองด้วยความไม่ประมาท

พระธยานิพุทธเจ้า

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก ยิ่งให้ยิ่งได้ ยิ่งหวงยิ่งอด เราไม่หวงเราไม่อด หมดเดี๋ยวก็มา
พระ​ธยา​นิ​พุทธ​เจ้า
ในวัดพระ​ศรีรัตน​ศาสดา​ราม
ณ​ มุมทั้ง​ 4​ ของพระมณฑป​  ประดิษฐาน​พระธยา​นิ​พุทธเจ้า​  ซึ่งพระบาทสมเด็จ​พระ​จุลจอมเกล้า​เจ้า​อยู่​หัว​ทรงได้มาแต่จันทิเพลาสัน​  เกาะชวา

เมื่อครั้งปฏิสังขรณ์​วัดพระศรี​ศาสดา​ราม​ในงานฉลองกรุงเทพ​พระมหานครครบ​ 200​ ปี​ ในพ.ศ.​ 2525​  พระธยา​นิ​พุทธเจ้า​ชุดนี้​  ตั้งตากแดดกรำฝนมานานจนชำรุด​ทรุดโทรม​  สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ​ สยามบรมราชกุมารีจึงโปรดให้เชิญพระธยา​นิ​พุทธเจ้า​ชุดนี้ไปเก็บรักษาไว้ในพิพิธภัณฑ์​วัดพระศรีรัตนศาสดาราม​  และหล่อองค์จำลองมาตั้งแทน
พระมณฑป​เคยปักฉัตรที่มุมทั้ง​ 4​  ก่อนประดิษฐาน​พระธยา​นิ​พุทธเจ้า

เจดีย์ศรีสุริโยทัย

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก ยิ่งให้ยิ่งได้ ยิ่งหวงยิ่งอด เราไม่หวงเราไม่อด หมดเดี๋ยวก็มา
เจดีย์ศรีสุริโยทัย
พระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้ ปกครองกรุงหงสาวดี ตรงกับรัชสมัยเดียวกันกับ สมเด็จพระมหาจักรพรรดิ ที่ปกครองกรุงศรีอยุธยา 
    สมเด็จพระมหาจักรพรรดิ์ เดิมมีพระนามว่าพระเฑียรราชา ในครั้งนั้น พระไชยราชาเป็นพระมหากษัตริย์ เมื่อสิ้นพระชาม์พระราชโอรสคือพระยอดฟ้า ได้รับการสถาปนาเป็นพระมหากษัตริย์แต่ยังทรงพระเยาว์ พระเฑียรราชาจึงเป็นผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน ต่อมาถูกท้าวศรีสุดาจันทร์ พระราชมารดาของพระยอดฟ้าใส่ร้าย พระเฑียรราชาจึงเสด็จไปทรงผนวชที่วัดราชประดิษฐาน เมื่อท้าวศรีสุดาจันทร์ และขุนวรวงศา ถูกขุนพิเรนทรเทพและพรรคพวก ตัดหัวเสียบประจาน แล้วจึงเอาเรือพระที่นั่งชัยสุพรรณหงส์อลงการ ไปทูลเชิญให้พระเทียรราชาทรงลาผนวชมาเป็นพระมหากษัตริย์ ครองกรุงศรีอยุธยาต่อไป
    ในสมัยนั้น ประเทศต่าง ๆ ในแถบสุวรรณภูมิ ถือกันว่าพระมหากษัตริย์พระองค์ใด มีช้างเผือกไว้ในครอบครอง ถือว่าเป็นพระมหากษัตริย์ที่มีบุญญาธิการ สมเด็จพระมหาจักรพรรดิ ทรงมีช้างเผือกคู่บารมีถึง 7 ช้าง จนได้ชื่อว่า พระเจ้าช้างเผือก แต่พระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้ ไม่มีช้างเผือกเลยสักช้างเดียว เมื่อสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ ขึ้นครองราชย์ได้ 6 เดือน พระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้ เห็นว่ากรุงศรีอยุธยาอยู่ในช่วงผลัดแผ่นดิน จึงยกทัพมาหมายบุกยึดกรุงศรีอยุธยา 
     การศึกในครั้งนั้น สมเด็จพระมหาจักรพรรดิ ยกทัพออกไปหยั่งกำลังข้าศึก พร้อมด้วยสมเด็จพระศรีสุริโยทัย และพระราชโอรสอีก 2 พระองค์ คือพระราเมศวร และพระมหินทร์ เมื่อถึงทุ่งลุมพลี ได้ประจันหน้ากับทัพของพระเจ้าแปร และได้กระทำยุทธหัตถีกัน ช้างของสมเด็จพระมหาจักรพรรดิเสียที ถูกช้างพระเจ้าแปรไล่ฟัน สมเด็จพระศรีสุริโยทัย จึงไสช้างเข้าขวางหน้าและถูกพระเจ้าแปร ฟันด้วยของ้าว สิ้นพระชนม์บนหลังช้าง สมเด็จพระศรีสุริโยทัย จึงเป็นวีรสตรีไทย ที่ปกป้องพระสวามี มิให้เป็นอันตราย เพื่อจะได้เป็นแม่ทัพต่อสู้กับอริราชศัตรูต่อไป
     เมื่อสมเด็จพระศรีสุริโยทัย สิ้นพระชนม์แล้ว สมเด็จพระมหาจักรพรรดิ ก็มิได้ถอดพระทัย กลับต่อสู้กับกองทัพของพระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้ อย่างสามารถทำให้ทัพพม่าแตกหนีไป พระราเมศวรและพระมหินทร์ นำกำลังทหารเข้าตามขับไล่พม่า แต่ไปเสียทีถูกจับตัวไปถวายพระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้ สมเด็จพระมหาจักรพรรดิ จึงมีสารไปขอตัวพระราชโอรสทั้ง 2 พระองค์ พระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้ก็ทรงคืนพระราเมศวรและพระมหินทร์มาให้ แต่ทรงขอช้างเผือกเพื่อแลกเปลี่ยนกัน 2 ช้าง สมเด็จพระมหาจักรพรรดิ เห็นแก่ไมตรีของพระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้ จึงมอบพลายศรีมงคล และพลายมงคลทวีปแก่พระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้ โดยนำไปส่งให้ทัพพม่าที่ตั้งอยู่ที่ชัยนาท แต่เนื่องจากช้างผิดกลิ่นควาญ จึงอาละวาดจนทัพพม่าที่ชัยนาทระส่ำระสาย สุดท้าย พระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้ ตัดสินพระทัย คืนช้าง 2 ช้างกลับมายังกรุงศรีอยุธยา ดังเดิม
     เมื่อพระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้ เสด็จกลับไปถึงกรุงหงสาวดีโดยไม่มีช้างเผือกกลับไปด้วย ประเทศราชต่าง ๆ ก็เริ่มแข็งเมือง ไม่ยอมอยู่ใต้ร่มเศวตฉัตรของกรุงหงสาวดี เพราะถือว่า บารมีไม่ถึง ต่อมาพระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้ มีทหารรับจ้างเป็นชาวโปรตุเกส อยู่ในกองทัพพม่า มีทหารโปรตุเกสคนหนึ่งต้มเหล้าเก่งมาก นำเหล้ามาถวายให้ดื่ม ตั้งแต่นั้นมาพระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้ ก็ติดสุรา และถูกลอบปลงพระชนม์ในเวลาต่อมา 
     เมื่อสิ้นพระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้แล้ว บุเรงนอง ก็ได้ขึ้นครองกรุงหงสาวดี ทรงมีพระนามว่า พระเจ้าหงสาวดีบุเรงนอง 
    พระเจ้าบุเรงนอง มีพระราชโอรสองค์หนึ่งชื่อว่า พระเจ้านันทบุเรง 
    พระเจ้านันทบุเรง มีพระราชโอรสองค์หนึ่ง ชื่อมังสามเกียด 
    มังสามเกียด เป็นพระสหายกับพระองค์ดำ หรือสมเด็จพระนเรศวรมหาราช

ย่อความจากหนังสือ บุคคลสำคัญในตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช โดย โรม บุนนาค

ซุ้มประตูทรงยอดมงกุฎวัดโพธิ์

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก ยิ่งให้ยิ่งได้ ยิ่งหวงยิ่งอด เราไม่หวงเราไม่อด หมดเดี๋ยวก็มา
ซุ้มประตูทรงยอดมงกุฏวัดโพธิ์
                            มีทั้งหมด ๑๖ ประตู ซึ่งเป็นงานกระเบื้องถ้วยลวดลายสีสันสดใสงามตา แต่เดิมสมัยของพระบาทสมเด็จฯพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก มหาราช รัชกาลที่ ๑ นั้น มีเพียง ๑๓ ประตู
                   ครั้นต่อมาในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จฯพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ ทรงปฏิสังขรณ์ วัดพระเชตุพนครั้งใหญ่ และได้ขยายอณาเขตวัดที่อยู่ติดกับพระบรมมหาราชวัง ด้านทิศเหนือ และได้สร้างซุ้มประตูอีก ๓ ประตูรวมทั้งหมดเป็น ๑๖ ประตู มาจนถึงปัจจุบัน
                   อนึ่งกล่าวกันว่าในบรรดาสถาปัตยกรรมต่างๆที่มีอยู่ภายในวัดพระเชตุพน นั้น สิ่งที่พระบาทสมเด็จฯพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ัชกาลที่ ๓ ทรงพอพระราชหฤทัยเป็นพิเศษก็คือซุ้มประตูทรงยอดมงกุฏ นี้เองฯ