วันจันทร์ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2563

บทแผ่เมตตา

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก ยิ่งให้ยิ่งได้ ยิ่งหวงยิ่งอด เราไม่หวงเราไม่อด หมดเดี๋ยวก็มา
บทแผ่เมตตาให้แก่ตนเอง
อะหัง สุขิโต โหมิ   ขอให้ข้าพเจ้ามีความสุข
อะหัง นิททุกโข โหมิ   ขอให้ข้าพเจ้าปราศจากความทุกข์
อะหัง อะเวโร โหมิ   ขอให้ข้าพเจ้าปราศจากเวร
อะหัง อัพยาปัชโฌ โหมิ   ขอให้ข้าพเจ้าปราศจากอุปสรรคอันตรายทั้งปวง
อะหัง อะนีโฆ โหมิ   ขอให้ข้าพเจ้าปราศจากความทุกข์กายทุกข์ใจ
สุขี อัตตานัง ปะริหะรามิ    ขอให้ข้าพเจ้าจงมีความสุขกายสุขใจ รักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้นเถิด

บทแผ่เมตตาให้ผู้อื่น  
สัพเพ สัตตา สุขิตา โหนตุ นิททุกขา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ  

ขอสัตว์ทั้งหลายทั้งปวง จงถึงความสุข ปราศจากความทุกข์ ไม่มีเวร ไม่มีภัย ไม่มีความคับแค้นใจ จงมีความสุขกายสุขใจ รักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งปวงเถิดฯ  

บทแผ่เมตตาทั่วไป
สัพเพ สัตตา  สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิดแก่เจ็บตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น
อะเวราโหนตุ  จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย
อัพยาปัชฌาโหนตุ  จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย
อะนีฆาโหนตุ  จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีความทุกข์กายทุกข์ใจเลย
สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ  จงมีแต่ความสุขกายสุขใจ รักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้นเถิด

คำแผ่ส่วนบุญ (แบบย่อ)
อิทัง เม ญาตีนัง โหตุ สุขิตา โหนตุ ญาตะโย
ขอบุญนี้ จงสำเร็จแก่ญาติทั้งหลาย ของข้าพเจ้าเถิด, ขอญาติทั้งหลาย จงเป็นสุข ๆ เถิด


พระนารายณ์๑๐ปาง

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก ยิ่งให้ยิ่งได้ ยิ่งหวงยิ่งอด เราไม่หวงเราไม่อด หมดเดี๋ยวก็มา
การปรากฏรูปพระพุทธเจ้า ตามคติ “นารายณ์ 10 ปาง” ในงานศิลปะเป็นครั้งแรก  
ตามความเชื่อของชาวฮินดูโบราณ ชื่อนามพระนารายณ์ (Narayana) จากนิกายปาญจราตระ (Pāñcarātras) และพระวิษณุ ในนิกายภาควัต (Bhagavata) ที่หล่อหลอมรวมกัน เกิดเป็น “ไวษณพนิกาย” (Vaishnavism) สร้างวรรณกรรมเรื่องราวขึ้นเป็นเทพเจ้าผู้ “ปกปักษ์รักษาโลก” ดังปรากฏใน “ภาควัตปุราณะ” (Bhāgavata Purāṇa) พระนามของพระองค์มีมากมาย ในแต่ละนิกายและยุคสมัย พระนามสำคัญคือ “พระหริ” (นิกายไวษณพ) แปลว่าผู้ดูแลแห่งจักรวาล “พระนารายณ์” (นิกายปาญจราจระ) ผู้ที่เคลื่อนไปในน้ำ (เกษียรสมุทร) “พระกฤษณะ” (นิกายภาควัต) ผู้เป็นบุตรของฤาษีวาสุเทพ ในบทสวด “ภควคีตา”ของคัมภีร์มหาภารตะอันเก่าแก่
     แต่ละปุราณะกล่าวตรงกันว่า พระวิษณุหรือพระนารายณ์จะประทับบนสรวงสวรรค์ที่มีนามว่า “ไวกูณฐ์” มีพื้นแผ่นดินเป็นทองคำ วิมานทั้งปวงทำด้วยแก้วมณี เสาประดับด้วยแก้วนพเก้า ประทับบนอาสนะบัวขาว และอนันตนาคราช โดยมีพระลักษมีประทับทางเบื้องขวา มีพาหนะ คือ “พญาครุฑ” (พญาสุบรรณ หรือ เวนไตย) มี 4 พระกร ถือ สังข์ปัญจชันยะ, จักรสุทรรศน์ หรือ วัชระนาถ, คทาเกาโมทกี, ธนูสารัน และพระขรรค์นนทกะ
     ส่วนในคัมภีร์ “ปัทมปุราณะ” (Padma Purāṇa) กล่าวว่า พระวิษณุทรงถือ ดอกบัว ลูกศร ดอกไม้ หรือเชือกบ่วงบาศ และสายฟ้า
     แต่ละปุราณะของฝ่ายไวษณพนิกาย  ทั้งภาควัตปุราณะ มัสยาปุราณะ (Matsya Purāṇa) มารกัณเฑยะปุราณะ(Mārkaṇḍeya Purāṇa) วิษณุปุราณะ (Viṣṇu Purāṇa) พราหมณะปุราณะ(Brahmāṇḍa Purāṇa) ครุฑปุราณะ (Garuda Purāṇa)  วราหะปุราณะ(Varāha Purāṇa) ปัทมปุราณะ  อัคนีปุราณะ  (Agni Purāṇa) หริวงศ์ปุราณะ (Harivaṃśa) มหากาพทย์มหาภารตะ (Mahābhārata) และรามายณะ (Rāmāyaṇa) ก็ล้วนแต่ระบุลำดับ เนื้อเรื่องและเวลาของการอวตาร (Avatar) หรือการลงมาจุติลงมาเป็นร่างของ “มนุษย์ – สัตว์ – อมนุษย์” เพื่อปราบยุคเข็ญและปกป้อง “ธรรม” ให้กับโลก (ดังความที่เขียนไว้ในภควัทคีตาว่า "เมื่อใดก็ตามที่ความชอบธรรมลดลงและที่ใดก็ตามที่มีความชั่วเข้าครอบงำ เราจะลงมาจุติบนโลก) ของพระวิษณุแตกต่างกันไป แต่เมื่อรวบรวมเรื่องราวการอวตารจากคัมภีร์ปุราณะแต่ละฉบับนั้น จะพบว่ามีมากถึง 39 ครั้ง เลยทีเดียวครับ 
     หลายพระอวตารของพระวิษณุที่ไม่ค่อยถูกล่าวถึง ก็คือ “มหิงสาวตาร” หรือพญามหิงษา เพื่อกำจัดอสูรมหิงษา ที่เข้าทำลายเข้าพระสุเมรุ อวตารเป็น “พระนารา-นารายะ” นักบวชคู่แฝด เพื่อการทบทวนการปฏิบัติธรรม  “อัปสราวตาร- อนันตนารีวตาร” คือนางอัปสร ที่หลอกล่อยักษ์นนทก ให้ร่ายรำจนชี้นิ้วเพชรไปที่ขาของตน อวตารเป็นนางโมหิณี  ไปทำลายกลุ่มฤๅษี-ฤๅษิณีที่ป่าตรรกะพร้อมกับพระศิวะ “โมหิณีอวตาร” ในตอนกวนเกษียรสมุทร”  อวตารเป็นยักษ์แก่ ไปยืนดักท้าวราวาณะ เอาต้นไม้กลับหัวลงดินเพื่อเตือนสติ ที่ไปขอเอาพระนางปารวตีเป็นรางวัลในการยกเขาไกรลาสมาจากพระศิวะ หรือ “หัยครีพวตาร” (หัวม้า) สังหารอสูรมธุและไกฏกะ ฯลฯ
     จนถึงประมาณพุทธศตวรรษที่ 15 เรื่องราวพระอวตารแห่งพระวิษณุหรือพระนารายณ์ในคัมภีร์อัคนีปุราณะ จึงได้ถูกกำหนดให้เหลือเพียง 10 ปาง ที่เรียกว่า "ทศาวตาร” (daśāvatāra) เป็นครั้งแรก ๆ ซึ่งในยุคสมัยต่อมา ก็จะนิยมกล่าวถึงเรื่องราวพระอวตารเพียง 10 ปาง เท่านั้น
---------------------------
***  ทับหลังวงกบประตูชิ้นหนึ่งที่จัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑ์อินเดียน  (Indian Museum (ในตู้กระจก บนระเบียงชั้นบน) เมืองกัลกัตต้า รัฐเบงกอลตะวันตก สลักด้วยหินบะซอลต์ ศิลปะนิยมในยุคราชวงศ์ปาละ ( Pala Dynasty) ได้แสดงเรื่องราวของพระอวตารตามคติทศาวตาร หรือนารายณ์ 10 ปาง จัดเรียงลำดับเรื่องราวเวลาของการอวตาร ที่นิยมในอินเดียเหนือช่วงพุทธศตวรรษที่ 15-16 ตามอัคนีปุราระและครุฑปุราณะ 
     การอวตารของพระวิษณุจะเริ่มต้นจากภาพสลักทางขวาสุด คือ 
     ๑ “มัสยาวตาร” (Matsya) อวตารเป็นปลาชื่อว่า “ศะผะริ" (Shaphari) ช่วยเหลือกษัตริย์ "ไววสวัตมนู" (Vaivasvata Manu) นำผู้คนและสรรพสัตว์หนีมหาอุทกภัย รวมทั้งปราบสังข์อสูร ทำเป็นรูปปลาเหนือฐานบัวกลุ่ม (งานศิลปะฝ่ายฮินดูจะทำเป็นรูปพระวิษณุออกมาจากปาก มีตัวเป็นปลาคล้ายนางเงือก)  
     ถัดมาทางซ้าย คือ ๒“กูรมาวตาร” (Kurma) อวตารเป็นเต่ายักษ์ เพื่อปกป้องโลกจากเขามัทรคีรี/มันดารา ในการกวนเกษียรสมุทร (งานศิลปะฝ่ายฮินดูจะทำเป็นรูปพระวิษณุออกมาจากกระดองเต่า) 
     ลำดับ๓  คือ “วราหาวตาร” (Varaha)  อวตารเป็นหมูป่าเพื่อปราบหิรัญยักษ์ (Hiranyaksha) ที่ในงานศิลปะจะสร้างอยู่ในรูปของ นาค- งู ในความหมายของสิ่งที่อยู่ใต้ดินหรือใต้บาดาล โดยยกพระนางภูมิเทวี ในความหมายของแผ่นดินหรือโลกที่ได้กู้คืนกลับมาจากบาดาล ยกเอาไว้ที่แขน ในหลายปุราณะยังเล่าว่า  เมื่อพระวิษณุนำแผ่นดินกลับมาก็ได้แต่งงานกัน และมีบุตรชื่อ “นรกาสูร” (Narakasura) 
     ลำดับที่๔ คือ “นรสิงหาวตาร” (Narasimha) เป็นมนุษย์ครึ่งสิงห์ อวตารมาสังหารหิรัญยกศิปุ (Hiranyakashipu)
     ลำดับที่๕  คือ “วามาวตาร” (Vamana) อวตารเป็นพรามหณ์เตี้ยนามว่า  “วามน” เพื่อกำหราบอสูรมหาพลี ทำเป็นรูปบุคคลถือร่ม 
     ลำดับที่๖ คือ “กฤษณาวตาร” (Krishna) อวตารเป็นพระกฤษณะ กษัตริย์แห่งกรุงทวารกา ทำเป็นภาพบุคคลถือขลุ่ย   
     ลำดับที่๗ คือ “ปรศุรามวตาร” (Parashurama)  อวตารมาเป็นพราหมณ์ถือขวาน เพื่อปราบกษัตริย์ผู้มีพันกรชื่อ “กรรตวิรยะอรชุน” (king Kartavirya Arjuna) ทำเป็นรูปบุคคลถือขวาน 
     ลำดับที่๘ คือ “รามาจันทราวตาร” (Rama) อวตารเป็น “องค์ศรีราม" เพื่อปราบท้าวราวาณะ (Ravana) ในมหากาพย์รามายณะ ทำเป็นบุคคล 4 กร มีรูปนาคปรก
     ลำดับที่๙ คือ “พุทธาวตาร” (Buddha) อวตารเป็นพระพุทธเจ้า เพื่อหลอกแยกพวกนอกรีตฮินดูให้เลิกนับถือศิวลึงค์ แยกออกไปจากศาสนา ทำเป็นพระพุทธรูปปางประทานพร
     รูปสลักสุดท้าย ๑๐ ทางซ้ายสุด คือ “กัลกิยาวตาร” (Kalki) อวตารเป็น “พระกัลกี”  อวตารสุดท้ายของพระวิษณุที่จะปราบสิ่งชั่วร้ายทั้งหมดในช่วงสุดท้ายของกลียุค (Kali yuga) แกว่งดาบยาวประดุจดาวหาง ขี่ม้าขาว ฆ่าผู้คนที่อยู่นอกรีต “ธรรมแห่งฮินดู”จนสิ้น 
*** การจัดเรียงลำดับของรูปประติมากรรมอวตารแห่งพระวิษณุบนทับหลังคานประตูนี้ แสดงให้เห็นว่า คติทศาวตารของยุคราชวงศ์ปาละนั้นจะวางเรื่องพระกฤษณะไว้ก่อนเรื่องพระปรศุราม โดยไม่มีเรื่องพระพลรามตามอย่างครุฑปุราณะ ซึ่งอาจได้รับอิทธิพบมาจากมหาภารตะและภาควัตที่มีความนิยมในเรื่องพระกฤษณะ  แตกต่างไปจากคัมภีร์ปุราณะฉบับอื่น ๆ ในยุคก่อนหน้า ที่จะวางเรียงลำดับให้พระปรศุรามมาก่อนองค์ศรีรามและพระกฤษณะ
     งานศิลปะที่มีการจัดเรียงลำดับการอวตารของพระนารายณ์ 10 ปาง ปรากฏรูปพระพุทธเจ้าแบบทับหลังชิ้นนี้ ยังไม่เคยปรากฏให้เห็นในยุคก่อนหน้าที่นิยมวางรูปของพระพลราม ซึ่งอาจเป็นหลักฐานแสดงว่า เพิ่งมีการสร้างวรรณกรรมพระอวตารที่มี “ พระพุทธเจ้า” เข้าไปอยู่ร่วมในคติทศาวตารด้วยครั้งแรก ไม่เกินช่วงพุทธศตวรรษที่ 14 -15 เป็นอย่างเร็วครับ 
เครดิต :
วรณัย พงศาชลากร
EJeab Academy
เพราะทุกที่มีเรื่องราวและเรื่องเล่า

อานิสงส์การให้ธรรมทาน

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก ยิ่งให้ยิ่งได้ ยิ่งหวงยิ่งอด เราไม่หวงเราไม่อด หมดเดี๋ยวก็มา
อานิสงส์แห่งการเผยแพร่ธรรมทาน
พระพุทธองค์ตรัสไว้ว่า 
“...ดูกรสุภูติ หากชายคนหนึ่งทำทานโดยการ
ถวายทานด้วยสมบัติกองสูงเท่ากับภูเขาพระสุเมรุทั้ง
จักรวาลมารวมกัน ส่วนอีกคนหนึ่ง รับฟังคำสอนไว้
ในใจ อ่าน เรียนรู้ จดจำ แล้วสั่งสอนผู้อื่น
บุญกุศลของชายคนแรกยังไม่มากเท่าหนึ่งใน
ร้อย หนึ่งในพัน หนึ่งในแสน ของบุญกุศลที่ชายคน
ที่สองได้รับ เพราะไม่สามารถจะเปรียบกันได้เลย
ครั้งหนึ่ง 
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เสด็จประทับอยู่ในเชตวันมหาวิหาร ณ กรุงสาวัตถี
ในเวลานั้นพระสารีบุตรเถระเจ้า มีความประสงค์จักทูลถามพระพุทธเจ้าให้ทรงแสดงธรรม
ประกาศอานิสงส์การสร้างพระไตรปิฎก ให้ทราบทั่วถึงกันแก่พุทธบริษัทพระเถระเจ้าก็เข้าเฝ้าทูลถาม แก่พระผู้มีพระภาคเจ้า ว่า
"ว่าข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ถ้าชนทั้งหลายให้พุทธศาสนายืนยาวถึง ๕ พันวัสสา 
จะมีอานิสงส์เป็นประการใด พระพุทธเจ้าข้า "
พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่า 
"ดูกรท่านสารีบุตร ถ้าชนทั้งหลายมีจิตศรัทธาเลื่อมใสเช่นนั้นแล้ว
เมื่อตายไปแล้วก็จักรได้เสวยราชสมบัติเป็นพระเจ้าจักรพรรดิราชถึง ๘ หมื่น ๔ พันกัลป์
ใช่แต่เท่านั้น
เมื่อเคลื่อนจากความเป็นพระเจ้าจักรพรรดิแล้ว ก็จะได้เป็นพระราชา มีอนุภาพอีก ๙ อสงไขย
ต่อจากนั้นก็ได้เสวยสมบัติในตระกูลต่าง ๆ เป็นลำดับไป คือตระกูลพราหมณ์มหาศาล ตระกูลเศรษฐีคฤหบดี 
และเป็นภูมิเทวดาอากาศเทวดา อย่างละ ๙ อสงไขย 
ต่อแต่นั้นก็จะได้เสวยในสวรรค์ทั้ง ๖ ชั้น เป็นลำดับไปชั้นละ ๘ อสงไขย 
เมื่อ จุติจากชั้นเทวโลกแล้ว มาถือกำเนิดเกิดเป็นมนุษย์ ก็จะมีร่างกายบริสุทธิ์ผุดผ่อง 
เป็นที่รักใคร่แก่คนทั้งหลายที่ได้พบเห็นทั้งน้ำใจก็บริสุทธิ์
สุจริตปราศจากบาปธรรมอกุศลทั้งปวง 
และเป็นผู้มีปัญญาเฉลียวฉลาดรอบรู้ทั้งทางโลกและทางธรรม ดังนี้เป็นต้น 
และได้ตรัสต่อไปอีกว่า 
ดูกรท่านสารีบุตร เมื่อตถาคตสร้างบารมีอยู่ได้เกิดเป็นอำมาตย์ของพุทธบิดา 
แห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่า ปุราณโคดม 
ได้สร้างพระไตรปิฎกไว้ให้สืบองค์ ได้ตั้งความปรารถนา ขอตรัสเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งเถิดในอนาคตกาล 
สมเด็จพระปุราณโคดมบรมศาสดาทรงพยากรณ์ไว้ว่า อำมาตย์ผู้นี้ต่อไปภายภาคหน้า จะได้ตรัสเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์หนึ่ง
มีพระนามว่า พระสมณโคดมก็คือพระตถาคตเรานี้เองดังนี้แล"
ก็สิ้นสุดพระกระแสธรรมเทศนา ที่พระบรมศาสดาทรงแสดงแก่พระสารีบุตรเถระเจ้าแต่เพียงเท่านี้
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ 
การให้ธรรมเป็นทาน ย่อมชนะการให้ทั้งปวง”

วันเสาร์ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2563

บุญจากการปล่อยปลา

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก ยิ่งให้ยิ่งได้ ยิ่งหวงยิ่งอด เราไม่หวงเราไม่อด หมดเดี๋ยวก็มา
เณรน้อยชะตาขาด
ในสมัยพุทธกาลมีสามเณร น้อยองค์หนึ่งชื่อติสสะ อายุ ๗ ปี มาบวชเพื่อศึกษาเล่าเรียน และปฏิบัติธรรมอยู่ในสำนักพระสารีบุตรเถระ อัครสาวกของพระพุทธเจ้า เป็นระยะเวลาหนึ่งปี
สามเณรท่านนี้ได้รับการพยากรณ์จากพระสารีบุตรว่า " ชะตาถึงฆาต" จะต้องมรณภาพ ภายใน ๗ วันขอให้ปลงอายุสังขารเสีย พอสามเณรได้ฟังดังนั้น ในฐานะนักปฎิบัติธรรม ท่านก็มิได้สะทกสะท้าน หรืออาลัยในชีวิตแต่อย่างใด ไหน ๆ ก็จะละสังขารแล้ว ก็ใคร่จะขออำลาพระอาจารย์ไปโปรดโยมบิดา มารดาสัก ๓ วัน เพื่อเป็นการตอบแทนพระคุณเป็นครั้งสุดท้าย
เมื่อได้รับอนุญาตแล้ว ก็ออกเดินทาง กะว่าจะใช้เวลาไปกลับให้ทันก่อนกำหนด เพื่อฟังธรรมจากพระสารีบุตรเป็นครั้งสุดท้าย ในระหว่างการเดินทาง เนื่องจากในช่วงเวลานั้นเป็นหน้าแล้ง น้ำในลำธาร ห้วยหนอง เหือดแห้ง สามเณรได้เห็นปลาน้อย จำนวนหนึ่ง ดิ้นกระแด่ว ๆ ใกล้จะถึงเวลาตายอยู่ในบ่อน้ำที่กำลังแห้งเหือด ด้วยจิตที่เป็นเมตตา ท่านได้นำจีวรช้อนตักปลาฝูงนั้น ไปปล่อยในแม่น้ำสายใหญ่ แล้วจึงเดินทางต่อไป หลังจากโปรดโยมบิดา มารดา และเดินทางกลับมายังสำนักแล้ว
พอครบกำหนดตามที่พระสารีบุตรพยากรณ์เอาไว้ ก็เข้าไปกราบลาเพื่อขอฟังธรรมก่อนละสังขาร แต่พระสารีบุตรกลับไม่แสดงธรรมโปรด และได้กล่าวกับสามเณรว่า "กรรมดี ที่เณรได้ช่วยชีวิตฝูงปลา ซึ่งบังเอิญเป็นเจ้ากรรมของเณรแต่อดีตชาติ ประกอบกับบุญกุศลที่เณรได้ทำไว้ด้วยการถือเพศบรรพชิตในปัจจุบัน ทำให้เจ้ากรรมนายเวรเกิดความปีติ ทั้งสองฝ่ายได้ยินยอมให้กรรมหนักถึงตายของเณรหลุดพ้น ด้วยการ "อโหสิกรรม" ต่อกัน เณรได้พ้นกรรมบัดนี้แล้ว"
ดวงชะตานั้นเปลี่ยนได้ด้วยกรรมใหม่ในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็น ทาน ศีล การสวดมนต์เจริญภาวนา "หัดเริ่มไหว้พระ สวดมนต์ นั่งสมาธิ ดวงก็เปลี่ยนแล้ว ให้ฝากดวงไว้กับพุทธะ ธัมมะ สังฆะ เพราะดวงมันอยู่ที่ตัวเราเอง"

ปราสาทหินพิมาย

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก ยิ่งให้ยิ่งได้ ยิ่งหวงยิ่งอด เราไม่หวงเราไม่อด หมดเดี๋ยวก็มา
พุทธศิลป์ “สัปตมานุษิพุทธเจ้า” เอกลักษณ์เฉพาะงานศิลปะแบบพิมาย 
พุทธศาสนา “นิกายมหายาน” (Mahāyāna Buddhism) ที่พัฒนาขึ้นมาจาก “นิกายมหาสังฆิกะ” (Mahāsāṃghika) ผสมผสานกับคติ “บารมี 6 ประการแห่งพระโพธิสัตว์” ในพระสูตรของ “นิกายสรวาสติวาท” (Sarvāstivāda)  ฝ่ายสถวีรวาทิน-วิภาชยวาทิน (Sthāvirīya - Vibhajjavāda) มาตั้งแต่ปลายพุทธศตวรรษที่ 7 ได้มีการจัดระดับพระพุทธเจ้าออกเป็น 3 พุทธภาวะ เรียกว่า “ตรีกาย” (Tri-kāya) โดยมี พุทะภาวะระดับสูงสุดเรียกว่า “ธรรมกาย” (Dharma-kāya)  มี “พระอาทิพุทธ” ( Ādi) “พระวัชรสัตว์ – พระมหาไวโรจนะ” (Vajrasattva - Mahāvairocana) เป็นพระพุทธเจ้าในภาวะสูงสุดแห่งพุทธะ เป็นผู้ให้กำเนิด-สั่งสอนเหล่าพระพุทธเจ้าและตถาคตทั้งมวล กำเนิดขึ้นพร้อมกับการเกิดขึ้นของโลก คือเมื่อโลกเกิดเป็นรูปร่าง อาทิพุทธะก็ปรากฏพระกายในแสงสว่างประดุจเปลวเพลิง ไม่เห็นเบื้องต้น ไม่มีจุดสิ้นสุด ทรงเป็นผู้ที่เปี่ยมไปด้วยพระมหาปัญญาอันสูงสุด เป็นองค์ปฐมมูลฐานของทุกสรรพสิ่ง.
รองลงมาคือระดับ “สัมโภคกาย” (Sambhoga-kāya)  คือ “พระพุทธเจ้า 5 พระองค์” ที่เรียกว่า “ปัญจสุคต” – “ปัญจชินะ” (Paῆca Sugatā - Paῆca jina Buddhas) หรือ “พระธยานิพุทธเจ้า – ฌานิพุทธเจ้า” (Dhyāni Buddha) พระชินพุทธะ 5 พระองค์ เป็นตัวแทนของธาตุทั้ง 5 ในจักรวาล ตามคติ “วัชรธาตุ” ประกอบด้วย อากาศ  ดิน น้ำ ลม ไฟ  และเป็นตัวแทนของขันธ์ 5 แห่งมนุษย์ ประกอบด้วย “พระไวโรจนะ” (ผู้รุ่งโรจน์) ประจำทิศเบื้องบน แทนความหมายของ “รูปะ” “พระอักโษภยะ” (ผู้ไม่หวั่นไหว) ประจำทิศตะวันออก แทน “วิญญาณ” ,“พระอมิตาภะ” (ผู้มีแสงสว่างเป็นนิรันดร) ประจำทิศตะวันตก แทน “สัญญา” ,“พระรัตนสัมภวะ” (ผู้เกิดจากรัตนะ) ประจำทิศใต้ แทน  “เวทนา” และ “พระอโมฆสิทธิ” (ผู้สำเร็จโดยไม่พลาด) แทนขันธ์ “สังขาร”ครับ
แต่ละพระชินะพุทธะท-ฌานิพุทะ-ปัญจสุคต ทั้ง 5 พระองค์ ก็จะแบ่งภาคมาเป็น “พระฌานิโพธิสัตว์” (Celestial -  Bodhisattva) ประจำของแต่ละพระองค์ เพื่อลงมาช่วยเหลือมวลมนุษย์ โดยพระไวโรจนะพุทธเจ้าจะแบ่งภาคเป็น “พระโพธิสัตว์สมัตรภัทร” ,พระอักโษภยะ–พระโพธิสัตว์วัชรปาณี ,พระอมิตาภะพุทธเจ้า–พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร,พระรัตนสัมภาวะพุทธเจ้า-พระโพธิสัตว์รัตนปาณี และพระอโมฆสิทธิพุทธเจ้า–พระโพธิสัตว์วิศวปาณี
พุทธภาวะระดับล่างสุดคือ “นิรมาณกาย” (Nirmāṇakāya) หมายถึง “รูปกาย” หรือกายมนุษย์ (กายเนื้อ) เป็นพุทธสภาวะของพระตถาคต – พระพุทธเจ้า ที่ได้ตรัสรู้ และสั่งสอน เพื่อให้ได้ตระหนักรู้ถึงกฎแห่งไตรลักษณ์ ความไม่จีรังยั่งยืนของสังขาร การเกิด แก่ เจ็บ และตาย แก่เหล่าสรรพสัตว์บนโลก เป็นตัวแทนเพื่อการสั่งสอนพระธรรมจักรของพระพุทธเจ้าเจ้าในระดับธรรมกายและระดับสัมโภคกายที่ลงมาปรากฏตัวในร่างมนุษย์บนโลกครับ 
“พระศากยมุนี” (Shakyamuni) ของฝ่ายมหายาน คือตัวแทนของพระอาทิพุทธ – วัชรสัตว์พุทธเจ้าในพุทธภาวะแห่งธรรมกาย และเป็นพระพุทธเจ้ากายเนื้อของพระฌานิพุทธเจ้าไวโรจนะ หนึ่งในห้าของพระชินะพุทธเจ้าในในระดับสัมโภคกายพุทธภาวะอีกด้วย ซึ่งพระศากยมุนี ก็คือ พระโพธิสัตว์ที่ลงมาประสูติเป็นเจ้าชาย“สิทธัตถะ” (Siddhartha) หรือพระสมณโคตม (Samaná Gautama)  พระพุทธเจ้าของฝ่ายเถรวาท นั่นเอง
พระพุทธเจ้า-ตถาคตทั้งหลายที่มีกายเป็นมนุษย์ของฝ่ายมหายานนั้น จะเรียกว่า “พระมานุษิพุทธเจ้า” (Mortal Buddhas) ที่จะมีอยู่เป็นจำนวนมากมายมหาศาล ประทับใน “จักวาลแห่งมันดารา” (Mandala Universe) หรือ “พุทธเกษตร” (Buddha Kaset) แต่ฝ่ายมหายานก็ได้เลือกไปใช้ “อดีตพระพุทธเจ้า” จากคติของนิกาย “สถวีรวาท” (Sthāvirīya) - หีนยาน (Hīnayāna) หรือเถรวาท (Theravāda)  ที่มีจำนวน 28 พระองค์ จาก 9 กัปป์ โดยเลือกเฉพาะกัปหลัง 3 กัปป์ อันได้แก่สารกัปป์ มัณฑกัปป์และภัทรกัปป์ (กัปป์ปัจจุบัน) รวม 7 พระองค์ มาจัดเป็นกลุ่มตัวแทนของพระมานุษิพุทธเจ้าทั้งในอดีตและปัจจุบัน เรียกว่า “พระสัปตมานุษิพุทธเจ้า” (Sapta Mortal Buddha) หรือ “พระพุทธเจ้า 7 พระองค์” 
---------------------
*** ในสมัยราชวงศ์วากาฏกะ (Vākāṭaka  Dynasty)  ผู้ปกครองเขตเดกข่านตะวันตก (Western Deccan) ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 10 – 11 เป็นราชวงศ์มีความนิยมในพุทธศาสนานิกายมหายาน ได้มีการสร้างงานพุทธศิลป์ “พระสัปตมานุษิพุทธเจ้า” ขึ้นหลายแห่ง อย่างที่ หมู่ถ้ำอชันต้า (Ajanta Caves ) และหมู่ถ้ำเอลโลร่า (Ellora Caves) เมืองออรังกาบัด รัฐมหาราษฏระ หรือหมู่ถ้ำกัณเหรี (Kanheri Caves - Kānherī-guhāḥ  ใกล้นครมุมไบ รัฐมหาราษฏระ ประเทศอินเดีย  
ถ้ำเจติยะในคติมหายาน ที่สร้างขึ้นในช่วงกลางพุทธศตวรรษที่ 11 หลายแห่งมีภาพสลักของพระสัปตมานุษิพุทธเจ้าและพระโพธิสัตว์ไมเตรยะอนาคตพุทธะ (Bodhisattva Maitreya) เรียงเป็นแถวอยู่ทั้งหมด 8 องค์  โดยที่หน้าถ้ำอชันต้าหมายเลข 17 มีภาพเขียนจิตรกรรมเหนือช่องประตู เป็นภาพของพระสัปตมานุษิพุทธเจ้าแต่ละองค์แตกต่างกัน โดยช่องแรกทางซ้ายสุด คือ “พระพุทธเจ้าวิปัสยี – วิปัสสี” (Vipasyi) จากสารกัปป์ ทรงตรัสรู้ใต้ต้นโพธิ์ (ต้นแคฝอย) , “พระพุทธเจ้าสิขิ” (Sikhi) จากยุคมัณฑกัปป์ ตรัสรู้ใต้ต้นโพธิ์ (ต้นปุณฑริกะ) , “พระพุทธเจ้าวิศวภูหรือเวสสภู” (Visavabhu) จากยุคมัณฑกัลป์ จะตรัสรู้ใต้ต้นโพธิ์ (ต้นรัง) , “พระพุทธเจ้าพระกรกุจฉันทะ (Krakuchuchanda) หรือกกุสันธะ” (ภัทรกัปป์-องค์แรกในยุคปัจจุบัน) ตรัสรู้ใต้ต้นโพธิ์ (ต้นซึกใหญ่) , “พระพุทธเจ้ากนกมุนี – โกนาคม” (Kanakamuni) (ภัทรกัปป์) ตรัสรู้ใต้ต้นโพธิ์ (ต้นอุทุมพร) , “พระพุทธเจ้ากาศยปะ-กัสสปะ” (Kasyapa) (ภัทรกัปป์) จะตรัสรู้ใต้ต้นโพธิ์ (ต้นนิโครธหรือต้นไทร) ,พระพุทธเจ้าศากยสิงห์ (Sakyasinha) พระศากยมุนี หรือ “สมณโคตม” พระนามในฝ่ายเถรวาท) จากยุคภัทรกัลป์ ตรัสรู้ใต้ต้นโพธิ์ (ต้นอัสสัตถะ) ปิดท้ายรูปด้วย พระโพธิสัตว์ไมเตรยะอนาคตพุทธะ จะตรัสรู้ใต้ต้นโพธิ์ (ต้นกากระทิง) ครับ 
ต่อมาในช่วงพุทธศตวรรษที่ 12 – 13 พุทธศาสนาฝ่ายมหายานในอินเดียเหนือได้มีพัฒนามาเป็น “มหายานตันตระ” (Mahāyāna –Tantra)  “พุทธตันตระยาน”  (Tantric Buddhism)  หรือ “วัชรยานตันตระ” (Vajrayāna)  ยังคงมีความนิยมในคติ “พระปัญจสุคต-ชินะพุทธะ- พระพุทธเจ้า 5 พระองค์” (สัมโภคกายพุทธภาวะ) และ “ พระสัปตมานุษิพุทธเจ้า-พระพุทธเจ้า 7 พระองค์” (นิรมาณกายพุทธภาวะ) มาอย่างต่อเนื่อง จึงปรากฏงานพุทธศิลป์ของกลุ่มพระพุทธเจ้าจาก 2 พุทธภาวะ ส่งอิทธิพลไปยังดินแดนต่าง ๆ อย่างจีนและธิเบต รวมทั้งเข้ามาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
คติและพุทธศิลป์ “พระพุทธเจ้า 5 พระองค์” และ “พระพุทธเจ้า 7 พระองค์ ” ของฝ่ายวัชรยานตันตระจากราชวงศ์ปาละในอินเดียเหนือ ที่มีกลิ่นอายของอดีตพระพุทธเจ้าจากฝ่ายเถรวาทนั้น จะได้รับความนิยมที่เมืองพิมาย (วิมายะปุระ) เป็นครั้งแรก ๆ  ตั้งแต่ช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 17 ก่อนส่งอิทธิพลเข้าสู่อาณาจักรกัมพุชะเทศะ ในเวลาต่อมา  
แต่กลับดูเหมือนว่าในเขตลุ่มเขมรต่ำ คติและงานพุทธศิลป์พระศากยมุนีและพระสัปตมานุษิพุทธเจ้า 7 พระองค์ ตามแบบที่พบจากเมืองพิมาย จะไม่ได้รับความนิยมเท่ากับลัทธิการบูชาพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร หรือลัทธิ “โลเกศวร” (Lokeśvara) คติวัชรยานไตรลักษณ์ (Vajrayāna Triad -Trinity) และคติการบูชา“ปัญจสุคต-พระพุทธเจ้า 5 พระองค์” ที่ปรากฏความนิยมเป็นอย่างมากในจักรวรรดิบายน และในงานศิลปะของราชสำนักของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ตั้งแต่ช่วงกลางพุทธศตวรรษที่ 18  
--------------------------
*** พุทธศิลป์ “พระสัปตมานุษิพุทธเจ้า” หรือ “พระพุทธเจ้า 7 พระองค์”  ในคติวัชรยานตันตระจากยุคแรกของอาณาจักรกัมพุชเทศะที่ได้รับอิทธิพลมาจากอินเดียเหนือ จึงมาหยุดอยู่ที่เพียงแค่ปราสาทหินพิมาย เป็นศิลปะนิยมแบบพิมายในคติแบบพุทธศาสนาวัชรยานตันตระ ช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 17 – ต้นพุทธศตวรรษที่ 18 เท่านั้น  ไม่ปรากฏความนิยมคติและพุทธศิลป์ “พระพุทธเจ้า 7 พระองค์” ในงานศิลปะแบบเขมรโบราณในที่อื่น ๆ ทั้งในประเทศไทยและในประเทศกัมพูชาเลย
เครดิต :
วรณัย  พงศาชลากร
EJeab  Academy
เพราะทุกที่มีเรื่องราวและเรื่องเล่า

วันศุกร์ที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2563

พระพุทธเจ้า๕พระองค์

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก ยิ่งให้ยิ่งได้ ยิ่งหวงยิ่งอด เราไม่หวงเราไม่อด หมดเดี๋ยวก็มา
พระพุทธเจ้า ๕ พระองค์
ต้นกำเนิดพระพุทธเจ้า 5 พระองค์

ประวัติพระพุทธเจ้า 5 พระองค์ ที่ตรัสรู้ในภัทรกัปปัจจุบันนี้

ในสมัยต้นปฐมกัป มีพญากาเผือก 2 ตัวผัวเมียทำรังอยู่ที่ต้นมะเดื่อริมฝั่งแม่น้ำคงคา อันเป็นธรรมชาติสถานที่รื่นรมย์ ในเวลาต่อมาพระโพธิสัตว์ได้ทรงปฏิสนธิเกิดในครรภ์ แม่พญากาเผือกพร้อมกันถึง 5 พระองค์ เมื่อครบทศมาสแม่กาเผือกก็เกิดออกไข่ ณ ที่รัง ต้นมะเดื่อจำนวน 5 ฟอง (สถานที่นี่ในกาลต่อมาเรียกชื่อว่า วัดพระเกิด ) แม่กาเผือก 

คอยเฝ้าฟักดูแลรักษาไข่ด้วยความทะนุถนอมเป็นอย่างดี ครั้นอยู่มาวันหนึ่งพญากาเผือก ได้ออกไปหากิน ถิ่นแดนไกล ได้ไปถึงสถานที่ หนึ่งอันอุดมสมบูรณ์ด้วยพืชพรรณธรรมชาติ พืชพรรณธัญญาหาร แม่กาเผือกได้เพลิดหากินอาหาร ชื่นชม ธรรมชาติอันรื่นรมย์จนมืดค่ำ พอดีฝนตกฟ้าคะนองพายุใหญ่พัดกระหน่ำทำให้มืดครึ้มทั่วไปหมด ทำให้พญากาเผือก
หาหนทางออกไม่ถูกจึงหลงในบริเวณสถานที่นั้นๆ ( สถานที่นั้นต่อมา จึงได้ชื่อว่า เวียงกาหลง ) แม่กาเผือกได้พักอยู่ที่เวียงกาหลงคืนหนึ่ง รุ่งอรุณเบิกฟ้า แม่กาเผือกจึงรีบถลาบินกลับสถาน ที่พัก ณ ที่รังต้นมะเดื่อริมฝั่งแม่น้ำ แต่ปรากฏว่ากิ่งไม้มะเดื่อ ที่ทำรังอยู่ได้ถูกลมพายุใหญ่ พัดหักล้มลงไปในแม่น้ำ แม่กาเผือกตกใจรีบบินถลาหาลูกไข่ทั้ง ๕ ในแม่น้ำ แต่ อนิจจาหาเท่าไหร่ก็ไม่พบ แม่กาเผือกพยามหาไข่ลูกของตนไปในทุกสถานที่ ตามลำน้ำจนเหนื่อยอ่อนเมื่อยล้า ด้วยความ
โศกเศร้าเสียใจในความรักลูกอย่างสุดซึ้ง จึงไม่สามารถระงับความอาลัยทุกข์ได้ในที่สุดก็สิ้นใจ ไปอย่างน่าสงสาร ด้วยอานิสงส์ที่มีความเมตตารักลูกอันบริสุทธิ์ กับทั้งทิ่ลูกของแม่กาเผือก เป็นโพธิ์สัตว์ถึง ๕ พระองค์ จึงเป็นบุญกุศลหนุนส่งให้แม่กาเผือกตายไปเกิดอยู่แดนพรหมโลก ชั้นสุธาวาสมีวิมานทองคำสดใสบริสุทธิ์ งดงามตระการตา ได้พระนามชื่อว่า “ ฆติกามหาพรหม” จักได้เป็นผู้ถวายอัฏฐะบริขารบวชแก่ลูกทั้ง ๕ พระองค์ เมื่อได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ส่วนไข่ทั้ง ๕ ได้ถูกลมพัดตกน้ำไหลไปในสถานที่ต่างๆ
ไข่ฟองที่ ๑ มีไก่เก็บไปดูแลรักษา
ไข่ฟองที่ ๒ แม่นาคราชเก็บไปดูแลรักษา
ไข่ฟองที่ ๓ แม่เต่าเก็บไปดูแลรักษา
ไข่ฟองที่ ๔ แม่โคเก็บไปดูแลรักษา
ไข่ฟองที่ ๕ แม่ราชสีห์เก็บไปดูแลรักษา
ครั้งในกาลเวลาต่อมา พระโพธิสัตว์ ทั้ง ๕ ก็ประสูติออก

จากไข่ทั้ง ๕ ปรากฏเป็นมนุษย์ รูปร่างสวยสดงดงาม ทั้ง ๕ พระองค์ ในเวลาเดียวกันตามลำดับของแม่เลี้ยงทั้ง ๕ ที่นำไข่ไปเก็บ ดูแลรักษา พระโพธิสัตว์ทั้ง ๕ ได้เจริญเติบโตอยู่กับแม่เลี้ยงดัวยความกตัญญู จึงรู้ทำหน้าที่ ทุกอย่างทดแทนบุญคุณแม่เลี้ยงเป็นอย่างดีจนถึงอายุได้ ๑๒ ปี ด้วยบุญกุศลเก่าหนุนส่ง ก็มีจิตคิด ที่จะออกบวชเนกขัมบารมี เป็นฤาษีอยู่ในป่าจึงได้อำลาแม่เลี้ยงของตนเหมือนกันทั่ง ๕ พระองค์
ฝ่ายแม่เลี้ยงถึงจะมีความรักความอาลัยในลูกสักเพียง

ใด แต่ก็ไม่ขัดความประสงค์เจตนาที่เป็น บุญกุศลอันยิ่งใหญ่ของลูกจึงได้ อนุญาตให้ลูกไปบวชเป็นฤาษีบำเพ็ญบารมีอยู่ในป่าด้วยความ อนุโมทนา ด้วยปณิธานอันแน่วแน่ของพระโพธิ สัตว์ทั้ง ๕ พระองค์ ที่มุ่งมั่นจะบำเพ็ญบานมี พระโพธิญาณ เพื่อเป็นพระพุทธเจ้าโปรดสัตว์โลก ให้พ้นจากกองทุกข์ภัยในวัฏฏะสงสาร แม่เลี้ยง ทั้ง ๕ เห็นปณิธาน อย่างนั้นจึงฝากนามของแม่เลี้ยง ไว้กับลูกเพื่อเป็นอนุสรณ์ ตำนานไว้แก่โลกต่อไปในภาคหน้าเมื่อลูกได้ตรัสรู้เป็นพุทธเจ้าโปรดโลกแล้วตามลำดับ พระนามดังนี้
1. องค์ที่ ๑ มีพระนามว่า พระกกุสันโธ เพราะตามนามแม่เลี้ยงที่เป็นไก่
2. องค์ที่ ๒ มีพระนามว่า พระโกนาคมโน เพราะตามนามแม่เลี้ยงเป็นนาค
3. องค์ที่ ๓ มีพระนามว่า พระกัสสโป เพราะตามนามแม่เลี้ยงเป็นเต่า
4. องค์ที่ ๔ มีพระนามว่า พระโคตโม เพราะตามนามแม่เลี้ยงเป็นโค
5. องค์ที่ ๕ มีพระนามว่า พระศรีอริยเมตไตรโย เพราะตามนามแม่เลี้ยงที่ เป็นราชสีห์
ในกัปป์นี้ได้ชื่อว่าภัทรกัปเป็นกัปที่เจริญที่สุดเพราะมีพระพุทธเจ้า

เกิดขึ้นในโลกนี้ถึง๕พระองค์
มีพระนามตามที่กล่าวมาแล้วนั้นทั้ง ๕ พระองค์ จึงเป็นที่มาของคำว่า “ นโมพุทธายะ”
นะ คือ พระกกุสันโธ โม คือ พระโกนาคมโน พุทธ คือ พระกัสสะโป
ธา คือ พระโคตโม ยะ คือ พระศรีอริยเมตไตยโย

จนเป็นคาถาสืบต่อกันมาเป็นพุทธบูชาแก่พระพุทธเจ้าทั้ง ๕ พระองค์

ฝ่ายพระโพธิสัตว์ทั้ง ๕ พระองค์ เมื่อออกบวชเป็นฤาษีได้บำเพ็ญเพียรพระกัมมัฏฐาน จนสำเร็จญาณ อภิญญาสมบัติ จึงสามารถเหาะไปหาอาหาร ผลไม้ด้วยฤทธิ์ทุกพระองค์ อยู่มาวันหนึ่งได้เหาะไปหาอาหารผลไม้ และ บำเพ็ญเพียรธรรมที่ป่าดอยสิงกุตตระ ณ ใต้ต้นนิโครธอันร่มเย็นด้วยกิ่งไม้สาขาใหญ่ด้วยเหตุปัจจัยในกุศลบารมีธรรม ฤาทั้ง ๕
ได้มาพบกัน ณ ที่ นี้ โดยไม่ได้นัดหมาย รู้จักกันมาก่อน จึงสอบถามความเป็นมาของกันและกัน จึงได้รู้แต่ว่า แต่ละองค์มีแต่แม่เลี้ยง แม่ที่แท้จริวอยู่ที่ไหนก็ไม่รู้ ฤาษีทั้ง ๕ จึงได้ร่วมกันตั้ง สัจจะอธิฐาน ขอให้ได้พบแม่บังเกิดเกล้าที่แท้จริง ด้วยอำนาจสัจจะอธิฐาน ธรรมอันบริสุทธิ์ของ ฤาษีทั้ง ๕ จึงดังก้องไปถึงพรหมโลกเป็นเหตุให้ท้าวฆติกามหาพรหมซึ่งเป็นแม่กาเผือกตาย และได้มาเกิดเป็นพรหม ทราบเหตุการณ์ทั้งหมด จึงจำแลงเพศเป็นแม่กาเผือกขนสวยงาม ยิ่งนัก มาปรากฏอยู่ข้างหน้าฤาษีทั้ง ๕ ฝ่าย 

ฤาษีทั้ง ๕ ก็รู้ด้วยญาณ ทัศนะทันทีว่า นี่แหละ เป็นแม่บังเกิดเกล้าที่แท้จริง จึงสอบถามแม่กาเผือกถึงความเป็นมาตั้งแต่ต้นว่า เรื่องเป็นมาอย่างไร แม่กาเผือกจึงเล่าความเป็นมาแต่หนหลังครั้งทำรังอยู่ต้นมะเดื่อฝั่งแม่น้ำคงคา อยู่มาวันหนึ่ง ได้ออกมาหาอาหารกินถิ่นแดนไกลถึงสถานที่ที่หนึ่ง ซึ่งอุดมสมบูรณ์ด้วยพืชพันธ์ธัญญาหาร
เป็นธรรมชาติอันสวยงามสงบร่มเย็น บังเกิดพายุใหญ่ ได้พัดกิ่งไม้ฝนตกฟ้าคะนอง จนมือค่ำจึงหลงทางอยู่หาทางออกไม่ถูก จนกระทั่งอรุณรุ่งวันใหม่ฝนฟ้าพายุสงบลง จึงรีบบินกลับมาที่พักมาหาลูกที่รังด้วยความเป็นห่วง แต่ปรากฎว่าคืนที่ผ่านมาฝนตกหนัก พายุใหญ่ได้พัดกิ่งไม้มะเดื่อหักทำให้รังไข่ทั้ง ๕ ลูกแม่กาเผือกตกลงไปในน้ำและได้ถูกน้ำพัด ไหลไปในที่ต่างๆ หาเท่าไหร่ก็ไม่พบจนหมดความสามารถ ในที่สุดด้วยความรักความอาลัย อันบริสุทธิ์ที่มีต่อลูกก็สิ้นใจตาย ได้เกิดเป็นพระพรหมแดนพรหมโลก

ชั้นสุธาวาส มีวิมารทองคำเป็นที่อยู่ ด้วยอานิสงส์ความรักอันเมตตาอันบริสุทธิ์กับทั้งลูกเป็นพระโพธิญาณ มีบุญญาธิมาก จึงได้เกิดมาเป็นพรหมและได้จำแลงเพศเป็นแม่กาเผือกให้ลูกฤาษีทั้ง ๕ ได้ทราบถึงความเป็นมาทั้งหมด

เมื่อลูกฤาษีได้ทราบเหตุ เช่นนั้นแล้้วก็รู้สึกสลดสังเวชใจเป็นอย่างยิ่งและสำนึก ในบุญสร้างคุณอันใหญ่หลวง ของแม่กาเผือก จึงน้อมกราบนมัสการ ฆติกามหาพรหม ผู้เป็นแม่ที่ให้กำเนิดชีวิตลูกได้สร้างบุญบาร

มีพระโพธิญาณ จึงกราบขอสัญลักษณ์อนุสรณ์ ของแม่กาเผือกผู้บังเกิดเกล้าอาไว้บูชา พระแม่กาเผือกจึงประทานผ้าฝ้ายเป็นด้ายฟั่น เป็นตีนกา
สัญญาลักษณ์อนุสรณ์ของแม่กาเผือก ประทานให้ลูกฤาษีทั้ง 5 ไว้ใช้เป็นไส้ประทีปจุดบูชาทุก วันพระ และต่อมาเป็นประเพณีจุดประทีปตีนกาบูชาแม่กาเผือก ในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 12 ลอยกระทง เป็นตำนานสืบไว้ในโลกาตลอดกาลนาน เมื่อแม่กาเผือกฆติกามหาพรหมประทาน สัญลักษณ์ ไว้ให้ลูกฤาษีโพธิสัตว์ทั้ง 5 แล้วก็อาลูกกลับเทวสถาน วิมานของตนบนพรหมโลก ตามเดิม

ฤาษีโพธิสัตว์ทั้ง 5 ต่างก็พากันตั้งหน้าบำเพ็ญเพียรรักษาศีลธรรมภาวนามิได้ขาด ทุกวันพระก็จุดประทีบตีนกาบูชา พระแม่กาเผือกฆติกามหาพรหมผู้เป็นแม่อยู่เสมอ เป็นเวลา นานหลายปีชีวีฤาษีทั้ง 5 ก็ดับขันธ์ได้ไปเกิดบนเทวโลกชั้นดุสิตพิภพอันเป็นที่อยู่ขององค์เทพ พระโพธิสัตว์ทั้งหลาย ได้เสวยทิพยสมบัติอยู่ในที่นั้น และในกาลต่อมาก็วนเวียนบำเพ็ญบารมี ทุกภพชาติที่กำเนิดเกิดในสังสารวัฏฏ์นี้ จนบารมีเต็มเปี่ยมสมบูรณ์ทั้ง 30 ทัศแล้ว ก็จะได้ตรัสรู้ เป็นพระพุทธเจ้า เมื่อพระองค์ไหนจะมาตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า ฆติกามหาพรหมผู้เป็นแม่ต้นกัปโลกาก็จะนำเอาบริขารคือ บาตรไตรจีวร มาถวายลูกโพธิสัตว์ทั้ง 5 พระองค์ในชาติสุดท้าย ที่จะได้เป็น พระพุทธเจ้าโปรดโลกทุกพระองค์ กาลเวลาอันยาวนานผ่านไปจนถึงปัจจุบันนี้ พระโพธิสัตว์ลูกแม่กาเผือกต้นปฐมกัปป์ก็ได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า โปรดโลกไปแล้วถึง5พระองค์

ตามลำดับดังนี้คือ

1. พระกกุสันโธพุทธเจ้า เมื่อสมัย เป็นพระโพธิสัตว์หลังจากนั้น 8 อสังไขยแสนกัป ได้สร้างบารมีกับพระพุทธเจ้าอีกประมาณ 37,024 พระองค์ เป็นศรัทธาพุทธเจ้า อายุไขย 40,000 พรรษา มีเขมวตีนคร ของพระเจ้าเขมะเป็นราชธานี
พระสรีระสูง 40 ศอก หรือ 20 เมตร บำเพ็ญทุกกิริยาชาติสุดท้าย 10 เดือน พุทธรังสีสร้านไปไกล 10 โยชน์ (160 กิโลเมตร)

2. พระโกนาคมโนพุทธเจ้า หลังจากได้รับพุทธพยากรณ์เป็นครั้งแรกจากพระพุทธเจ้า เมื่อสมัยเป็นพระโพธิสัตว์หลังจากนั้น 8 อสงไขยแสนกัป ได้สร้างบารมีกับพระพุทธเจ้าอีกประมาณ 37,024 พระองค์ เป็นศรัทธาพุทธเจ้า อายุไขย 30,000 พรรษา มีโสภวตีนครของพระเจ้าโสภะเป็นราชธานี พระสรีระสูง 30 ศอก หรือ 15 เมตร บำเพ็ญทุกกิริยาชาติสุดท้าย 1 เดือน พุทธรังสีสร้านไปไกล ตามแต่พระประสงค์

3. พระกัสสโปพุทธเจ้า หลังจากได้รับพุทธพยากรณ์เป็นครั้งแรกจากพระพุทธเจ้า เมื่อสมัยเป็นพระโพธิสัตว์หลังจากนั้น 8 อสงไขยแสนกัป ได้สร้างบารมีกับพระพุทธเจ้าอีกประมาณ 37,024 พระองค์ เป็นศรัทธาพุทธเจ้า อายุไขย 20,000 พรรษา มีพาราณสีนครของพระเจ้ากิงกิเป็นราชธานี พระสรีระสูง 20 ศอก หรือ 10 เมตร บำเพ็ญทุกกิริยาชาติสุดท้าย 7 วัน พุทธรังสีสร้านไปไกล ตามแต่พระประสงค์

4. พระศากยมุนีโคดโมพุทธเจ้า (องค์ปัจจุบัน) เมื่อสมัยเป็นพระโพธิสัตว์หลังจากนั้น 4 อสงไขยแสนกัป 
ได้สร้างบารมีกับพระพุทธเจ้าอีก 24 พระองค์ ซึ่งน้อยมาก เป็นปัญญาพุทธเจ้า อายุไขย 80 พรรษา มีกบิลพัสดุ์นครของพระเจ้า สุทโธทนะเป็น ราชธานี พระสรีระสูง 4 ศอก หรือ 2 เมตร บำเพ็ญทุกกิริยาชาติสุดท้าย 6 ปี
พุทธรังสีสร้านไปข้างละ 1 วา เป็นปกติ

5. พระอริยเมตตรัยโยพุทธเจ้า หลังจากได้รับพุทธพยากรณ์เป็นครั้งแรกจากพระพุทธเจ้า เมื่อสมัยเป็นพระโพธิสัตว์หลังจากนั้น 16 อสงไขยแสนกัป ได้สร้างบารมีกับพระพุทธเจ้าอีกประมาณ 477,029 พระองค์
เป็นวิริยะพุทธเจ้า อายุไขย 80,000 พรรษา พระสรีระสูง 80 ศอก หรือ 40 เมตร
บำเพ็ญทุกกิริยาชาติสุดท้าย 7 วัน พุทธรังสีสร้านไปไกล ยังกำหนดไม่ได้

ส่วนพระโพธิสัตว์องค์ที่ 5 อันเป็นลูกองค์สุดท้ายของแม่กาเผือกคือ พระศรีอริยเมตไตรย จักเป็นพระพุทธเจ้าองค์ที่ 5 ในภัททกัปนี้จะมีอายุถึง 8 หมื่นปี ในยุคของพระศรีอริยเมตไตรย์นั้น สภาพสังคมมนุษย์โลกจะอุดมสมบูรณ์พูนสุขมาก เพราะผู้คนมีศีลธรรมอยู่ด้วยกันได้เมตตาธรรม มีศีล 5 บริสุทธิ์ ทุกคน จึงมีทรัพย์สมบัติมาก มีอายุ ยืนยาว ไม่มีโรคภัยไข้เจ็บ มีรูปร่างสวยสดงดงาม หน้าตาผ่องใสเบิกบานด้วยกันหมด เพราะผู้คนในยุคนั้นได้สร้างบุญบารมี ให้ทาน รักษาศีล ภาวนา กันมาสมบูรณ์ดีหมดและเพราะพระบารมีของพระพุทธเจ้าศรีอริยเมตไตรยที่สั่งสมบารมี เพื่อ ความ สันติสุขของโลกซึ่งมีพระเจ้าสังขจักรพรรดิทรงปกครองบ้านเมืองโดยชอบธรรมในเมืองเกตุมวดีนคร แผ่ธรรมจักรพรรดิให้คนรักษาศีล 5 ทั้งโลก เมื่อพระศรีอริยเมตไตรยได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าแล้ว ผู้คนจึงได้ฟังพระธรรมจักรได้ดื่มรส อมตธรรมแห่งพระศรีอริยเมตไตรย์ ได้บรรลุเข้าถึงสวรรค์นิพพานโดยแท้ ผู้คนในยุคนั้นจึงโชคดีที่สุดที่เกิดมาเพื่อสันติสุข เข้าถึง ศีลธรรมอันดีงามทั้งหมด

ขอให้ทุกคนจงพากเพียร ให้ทาน รักษาศีล ภาวนา จะได้ไปเกิดในพระศาสนาพระศรีอาริย์ หากเข้าสู่นิพพานยุคนี้ยังไม่ได้ ท่านก็ยังมีโอกาสได้พบพระพุทธเจ้าอีกพระองค์หนึ่งอย่างแน่นอน คือพระศรีอริยเมตไตรย์ลูกแม่กาเผือกองค์สุดท้าย การเกิดมาพบพระพุทธศาสนาเป็นของหายาก การเกิดมาพบพระพุทธเจ้าก็แสนยาก บางครั้งโลกนี้ว่าง จากพระพุทธเจ้าเป็นล้านปีสัตว์โลกไม่มีโอกาสเห็น หนทางพระนิพพานเลย ขอให้พวกเราอย่าได้ประมาท จงหมั่นขยันสร้างบุญบารมี ด้วยการให้ทาน รักษาศีล ภาวนา ทำนุบำรุง รักษาพระพุทธศาสนา ก็จะเข้าถึงศีลธรรม สันติสุข ได้ทุกคนและได้ร่วมสายบุญบารมีพระพุทธเจ้า

คาถาหลวงพ่อพรหมสร(รอด)

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก ยิ่งให้ยิ่งได้ ยิ่งหวงยิ่งอด เราไม่หวงเราไม่อด หมดเดี๋ยวก็มา
๑ อุตธัง อัตโธ โทอุตธัง อัตอุดฯ

๒ พรหมสาโร กิตติคุโณ สิทธิกิจจัง
สิทธิกัมมัง สิทธิการิยะ พรหมสาโร
พุทธังโหม ธัมมังหอม สังฆังห้อมล้อม
ประสิทธิเม พุทธังคุ้ม ธัมมังกัน สังฆังรักษา สัพพะอันตะรายา ปิวินัสสันติฯ

๓ นะมะพะทะ นะชาลีติ ประสิทธิลาภา
ปะสันนะจิตตา สัทธาโหนติ
ปิยังปัพพะฯ