วันอาทิตย์ที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2563

การไหว้ขอขมา๗ครั้ง

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก ยิ่งให้ยิ่งได้ ยิ่งหวงยิ่งอด เราไม่หวงเราไม่อด หมดเดี๋ยวก็มา
“ การไหว้ขอขมา 7 ครั้งก่อนนอน ”
ของ.."สมเด็จพุฒาจารย์โต พรหมรังสี"

1. ไหว้ครั้งแรก เพื่อบูชาและขอขมา"พระพุทธเจ้า" น้อมระลึกถึงคุณงามความดีของท่านที่ช่วยชี้ทางสว่างให้สัตว์โลก พร้อมสำนึกน้อมรับในสิ่งที่พระพุทธองค์ฝากเราไว้ให้ปฏิบัติได้แก่ "ทาน ศีล ภาวนา"
2. ไหว้ครั้งที่สอง เพื่อบูชาและขอขมา"พระธรรม" น้อมระลึกถึงคุณงามความดีของพระธรรมคำสั่งสอนที่เป็นสัจธรรมที่ช่วยรื้อถอน กิเลสให้สัตว์โลกและนำพาสัตว์โลกสู่ความสุขอย่างแท้จริง พร้อมสำนึกและน้อมรับพระธรรมที่พอจะนึกออกมาพิจารณาเนือง ๆ
3. ไหว้ครั้งที่สาม เพื่อบูชาขอขมา"พระสงฆ์" สาวกผู้มีพระคุณสานต่อจากพระพุทธเจ้าในการช่วยกันนำพาสัตว์โลกสู่ทางสว่าง ระลึกถึงพระที่ท่านเคารพรักนับถือแล้วอธิษฐานให้มาเป็นครูบาอาจารย์เพื่อปก ปักรักษาท่าน พร้อมสำนึกและน้อมรับในการช่วยส่งเสริมสถาบันสงฆ์ เพื่อช่วยการสานต่อศาสนาเช่น บำรุงสงฆ์ น้อมรับคำสอน ทำบุญตักบาตร และช่วยเผยแพร่ธรรม เป็นต้น
4. ไหว้ครั้งที่สี่ เพื่อ กราบไหว้บูชาขอขมา"พ่อ-แม่" ไม่ว่าท่านทั้งสองจะล่วงลับหรือยังอยู่ การกราบไหว้ท่านก่อนนอนเป็นประจำจะช่วยสร้างสิริมงคลให้ชีวิตและส่งเสริมให้ ผู้กราบได้บุตรที่ดีในอนาคต การงานและชีวิตส่วนตัวของผู้กราบจะเจริญรุ่งเรือง "ด้วยอานุภาพแห่งความกตัญญู" ขอให้ท่านน้อมระลึกถึงพระคุณของพ่อแม่ในขณะที่กราบพร้อมขอขมาท่านด้วยใจจริง น้อมสำนึกว่าจะไม่ทำความผิดต่อพ่อแม่อีกทั้งในภพนี้และภพหน้า
5. ไหว้ครั้งที่ห้า เพื่อกราบไหว้บูชาขอขมา"พระสยามเทวาธิราชและพระมหากษัตริย์" ท่านเหล่านี้ล้วนมีบุญบารมีในการปกปักรักษาบ้านเมือง บำบัดทุกข์บำรุงสุขให้บ้านเมืองของพวกเรา พึงกราบไหว้ก่อนนอนเพื่อขอขมาและขอบารมีท่านมาปกปักรักษาสร้างสิริมงคลให้ ชีวิต ขณะกราบพึงน้อมระลึกสำนึกในหน้าที่ที่ท่านต้องทำเพื่อประเทศชาติ สิ่งศักดิ์สิิทธิ์จะมาอนุโมทนาและคอยส่งเสริมกิจการงานท่านให้เจริญ รุ่งเรือง
6. ไหว้ครั้งที่หก เพื่อกราบไหว้บูชาขอขมา"ครูบาอาจารย์ทั้งทางโลกและทางธรรม"ทั้งหลาย ไม่ว่าท่านเหล่านั้นจะมาในรูปแบบไหน ( เช่น เป็นเพื่อน เป็นครู เป็นคนรู้จัก เป็นเจ้านาย ฯลฯ ) พึงน้อมระลึกสำนึกในบุญคุณของพวกท่านเหล่านั้นและขอขมาต่อสิ่งที่ได้ทำผิด พลาดลงไป
7. ไหว้ครั้งที่เจ็ด เพื่อ กราบไหว้ขอขมา"เจ้ากรรมนายเวร" ทั้งที่ยังมีชีวิตอยู่และเป็นดวงวิญญาณจากหลายภพหลายชาติ ( แม้แต่สัตว์ที่ท่านทานเข้าไป ) ให้ท่านน้อมระลึกในความทุกข์ของท่านที่กำลังประสบอยู่ ยิ่งทุกข์มาก แสดงว่ากรรมท่านก็มาก เพราะเคยทำผิดไว้มาก ตาม"กฏแห่งกรรม"ธรรมดาโลก
ให้ท่านขอขมาเจ้ากรรมนายเวรทั้งหลายที่ท่านเคยล่วงเกินไว้ไม่ว่าจะในภพนี้ หรือภพที่ผ่านๆมา เพื่อขออโหสิกรรมจากเจ้ากรรมนายเวร พึงน้อมสำนึกว่าจะไม่ก่อกรรมร้ายใดๆอีกตราบเท่าที่จะพยายามทำได้เพื่อไม่ให้ เป็นภาระในกาลข้างหน้าอีก ( การไม่ก่อกรรมชั่ว คือการไม่สร้างหนี้สินให้ตัวเอง )
หลังจากไหว้ครบ 7 ครั้ง พึงน้อมจิตแผ่เมตตาดังนี้
“ พรหมโลก เทวโลก มนุษยโลก นรกโลก มารโลก ตลอดทั่วขอบรอบจักรวาล ทุกรูปทุกนาม จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีเวรซึ่งกันและกันเลย ขอให้ทุกรุปทุกนาม จงมีแต่ความสุขกาย สุขใจ อย่าได้มีความทุกข์กายทุกใจเลย ขอให้ทุกรูปทุกนาม จงมีแต่ความสบายจิตสบายใจ รักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งหลายทั้งสิ้นเทอญ ”

** อานิสงค์จากการไหว้บูชาขอขมา 7 ครั้งก่อนนอน **
1. ทำให้เป็นที่รักใคร่ของมวลสัตว์โลก และโลกวิญญาณทั้งเบื้องล่างและเบื้องบน
2. หน้าที่การงานเจริญรุ่งเรือง ทำมาค้าขึ้น ยศตำแหน่งรุ่งเรือง เจ้านายเมตตา
3. สิ่งศักดิ์สิิทธิ์คุ้มครอง ไปที่ไหนก็แคล้วคลาดจากอันตรายต่าง
4. จิตแจ่มใส มีสติ มีความเมตตาและความอ่อนโยนอยู่เนือง ๆ
5. สติปัญญาดี ไม่อับจนหนทาง
6. ปราศจากเจ้ากรรมนายเวรอาฆาตพยาบาท
7. เงินทองไหลมาเทมาด้วยอานุภาพของสิ่งทั้ง 7 ที่กราบไหว้
8. จิตเกิดสมาธิได้เร็ว จิตไม่มีมารมาคอยทำให้ฟุ้งซ่าน
9. ปัญหาชีวิตคลี่คลาย จากหนักเป็นเบา
10. ครอบครัวเจริญรุ่งเรือง รักใคร่ปรองดอง

คติธรรมคำสอน…."สมเด็จพระพุฒาจารย์" (โต พฺรหฺมรํสี)
ธรรมะมหัศจรรย์ ตามรอยธรรมสมเด็จโต

หลวงปู่ดู่

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก ยิ่งให้ยิ่งได้ ยิ่งหวงยิ่งอด เราไม่หวงเราไม่อด หมดเดี๋ยวก็มา
#อมตะธรรม ธรรมะสอนใจ ลำดับที่ 22 '' สมบัติน้ำแข็ง ''
- ฟังจบชีวิตของคุณจะมีคุณค่ามากขึ้น และ มีความสุข -
ถ้าหากญาติธรรมทุกท่านเห็นว่ามีประโยชน์ต่อเพื่อนมนุษย์
#ร่วมเผยแพร่ธรรมทานให้เพื่อนมนุษย์ร่วมกันนะคับ

สิ่งที่หาไว้ในโลก จะมากมายสักเพียงไร 
ตายไปก็เอาอะไรไปไม่ได้ แม้แต่ร่างกายที่เราคิดว่า ตัวกูของกู ก็ต้องถูกเค้าเอาไปเผาไฟ กลายเป็นเถ้ากระตูก ถูกหลงลืมไปตามกาลเวลา ไม่มีค่าอะไร 

ในตอนที่ได้ฟังโอวาทของหลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญ 
ที่บอกว่า "ที่แกทำ ๆ ไปน่ะ มันสูญเปล่า ชีวิตจะมีค่าก็ตอนไหว้พระ สวดมนต์ ภาวนาเท่านั้น" ตอนนั้นก็ยังนึกแย้งท่านในใจว่า มันสูญเปล่าที่ไหนกัน เราทำงาน ทำกิจกรรมต่าง ๆ เราก็ได้ผลงาน ได้เงินได้ทองมาเลี้ยงชีวิตตัวเรา แถมยังเอาไปสงเคราะห์ญาติได้อีก
จากประสบการณ์ชีวิตของแต่ละท่าน หากนึกทบทวนและพิจารณาให้ดีก็จะเห็นภาพชัดเจนยิ่งขึ้น ๆ ว่า ที่ทำ ๆ ไป ไม่ว่าจะดูซับซ้อน วิจิตรเพียงใด มันก็แค่ หาอยู่หากิน เลี้ยงอัตภาพร่างกายเท่านั้น อย่างมากก็เพิ่มความภาคภูมิใจในผลงาน พอหมดลมแล้วก็หมดกัน เอาติดตัวไปไม่ได้ ไม่เหมือนอย่างบุญกุศลหรือทาน ศีล ภาวนา ซึ่งเป็นงานพัฒนายกระดับจิตใจ มันกินลึกและเอาติดตัวข้ามภพข้ามชาติไปได้ 

สมบัติทางโลก ๆ จะมากมายและวิจิตรประณีตขนาดไหน มันก็เป็นแค่ "สมบัติน้ำแข็ง" อยู่ดี เพราะขณะที่เรากำมันไว้นั้น มันยังคงละลายไป ๆ อย่างต่อเนื่อง ไม่หยุดหย่อน เราจึงกำสมบัติน้ำแข็งนี้ได้เพียงระยะเวลาไม่นานเลย 

หลวงปู่เคยเล่าเชิงอุปมาว่า "เด็กทารกทั่วไปเกิดมาก็กำมือมา บ่งบอกการเกิดมาพร้อมกับความยึดมั่นถือมั่น ไม่เหมือนเด็กที่จะเกิดมาเป็นพระอรหันต์ ที่แบมือมาเกิด"

จึงเป็นเรื่องที่ควรพิจารณาว่า นอกจากสมบัติต่าง ๆ จะเป็นดุจดั่งสมบัติน้ำแข็งที่ไม่จีรังแล้ว คุณค่าของมันจะมีก็ตอนเรามีลมหายใจเท่านั้น บางคนสะสมวัตถุมีค่ามีราคาจนเป็นเหมือนพิพิธภัณฑ์น้อย ๆ แต่พอเมื่อเจ้าของ (ตามสมมุติ) หมดลมหายใจ คุณค่าก็หมดไป (จากเขา) บางครั้งคนในครอบครัวที่ยังอยู่ก็ไม่รู้จักแม้แต่ชื่อเรียกของสมบัติเหล่านั้น ดูสิ เมื่อตอนมีชีวิต ขวนขวายหามันแทบแย่ อิ่มใจ สุขใจกับมัน แต่พอหมดลม คุณค่าของสมบัตินั้นต่อตัวเรามันก็หมดสิ้นไปด้วย สมบัติที่สั่งสมนั้นไว้เอาไปชื่นชมต่อไม่ได้สักอย่าง อย่าว่าแต่สมบัติที่เคยเป็นสมบัติของเรานั้นเลย แม้แต่น้ำที่เขาเอามารดศพเรา ก็ยังกำเอาไว้ไม่อยู่เลย

อาหารที่สุดแสนประณีตก็ได้แค่อิ่ม บ้านที่เป็นดุจคฤหาสน์ก็แค่ที่พักอาศัยหลับนอนไปคืนหนึ่ง ๆ มนุษย์สร้างสมมุติที่ซับซ้อนหรอกตัวเองเสียจนหลงลืมความจริงพื้นฐานซึ่งเป็นความเรียบง่ายของชีวิต

"สมบัติน้ำแข็ง" คือ ข้อที่ควรคิดคำนึงเพื่อเตือนจิตเตือนใจตนเองไว้เสมอ ๆ เพื่อให้ตระหนักว่ากิจกรรมชีวิตอันใดที่เราควรทุ่มเท กิจกรรมชีวิตอันใดที่ทำเพียงแค่พอเป็น "เครื่องอาศัย" และควรวางใจอยู่เสมอ ๆ ว่าสมบัติที่มีไม่ว่าคน ไม่ว่าสิ่งของ ล้วนไม่ใช่ของเราจริง ๆ หรอก เป็นแค่สมบัติโลกที่เราขอยืมมาชั่วคราว แล้วก็ต้องส่งคืนให้โลกไปในวันหมดลมเท่านั้น...

นะโม โพธิสัตว์โต พรหมปัญโญ 
หลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญ 
ผู่จุดประทีปในดวงใจ

วันเสาร์ที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2563

คาถาพระพุทธเจ้า5พระองค์เปิดโลก

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก ยิ่งให้ยิ่งได้ ยิ่งหวงยิ่งอด เราไม่หวงเราไม่อด หมดเดี๋ยวก็มา

พระคาถาพระพุทธเจ้า 5 พระองค์เปิดโลก
( นะโม 3 จบ )
พระพุทธังอาราธนา พระพุทธเจ้าเปิดโลก
พระธัมมังอาราธนา พระพุทธเจ้าเปิดโลก
พระสังฆังอาราธนา พระพุทธเจ้าเปิดโลก
นะเปิดบุญ โมเปิดบารมี พุทเปิดวาสนา ธาเปิดจิต ยะเปิดธรรม
เปิดโลกเปิดจิตครอบจักรวาล ด้วยนะโมพุทธายะ
ยะเปิดกรรมดี ธาเปิดงานดี พุทเปิดโชคดี โมเปิดลาภดี นะเปิดอำนาจดี
เปิดสิ่งดีๆทั้งหลายมาสู่ตัวข้าพเจ้า ด้วยยะธาพุทโมนะ
นะมะพะธะ พุทธัง ธัมมัง สังฆัง ขออำนาจบารมีของพระรัตนตรัย โปรดเชื่อมโยงบุญบารมี ทานบารมี ศีลบารมี วิริยะบารมี เมตตาบารมี ปัญญาบารมี วาสนาบารมี ฌาณบารมี ญาณบารมี ทั้งหลายทุกภพทุกชาติของข้าพเจ้า จงมารวมกัน ณ ปัจจุบันชาติ และขอพลังบารมีทั้งหลายมาสู่ตัวข้าพเจ้า ณ กาลบัดนี้... เปิดโลก เปิดจิต เปิดธรรม เปิดด้วยนะโมพุทธายะ ยะธาพุทโมนะ
คาถาบทเดิม
"นะโมพุทธายะ ยะธาพุทโมนะ" พลังพระเปิดโลก เป็นพระคาถาเก่าแก่มาแต่โบราณกาล เป็นพระคาถาศักดิ์สิทธิ์มากของพระพุทธเจ้า 5 พระองค์ในภัทรกัปนี้ ได้แก่
นะ-คือ พระพุทธเจ้ากุกกะสันโธ องค์แรกในภัทรกัปนี้
โม-คือ พระพุทธเจ้าโกนาคม องค์ต่อมา
พุท-คือ พระพุทธเจ้ากัสสปะ องค์ถัดมา
ธา-คือ พระพุทธเจ้าพระสมณโคดม องค์ปัจจุบัน
ยะ-คือ พระพุทธเจ้าพระศรีอริยเมตไตรยในอนาคตกาลข้างหน้า
เครดิต ;
https://www.facebook.com/5Buddha/


วันพฤหัสบดีที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2563

กำเนิดนางสีดา

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก ยิ่งให้ยิ่งได้ ยิ่งหวงยิ่งอด เราไม่หวงเราไม่อด หมดเดี๋ยวก็มา
กำเนิด  “นางสีดา”  ในรามายณะ เธอไม่ใช่ธิดาของทศกัณฐ์ 
ในมหากาพย์รามายณะ ภาษาสันสกฤตของวาลมิกิ (Valmiki) และ มหากาพย์ “รามาวาตารัม” (Ramavataram) หรือรามายณะฉบับภาษาทมิฬ ที่เขียนโดย “คามบัน” (Kamban) กวีชาวทมิฬ ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 17 ได้เล่าถึงกำเนิดของ “นางสีดา” (Sita) คล้ายคลึงกันว่า นางสีดานั้นเป็นธิดาของ “พระแม่ภูมิเทวี” (Bhūmi Devi ) (พระแม่แห่งแผ่นดิน - Goddess Earth - Mother Earth - Mother goddess พระแม่ภูมิเทวียังมีพระนามอื่นอีกมากมาย เช่น พระแม่ธรณี (Dharani), วสุธา (Vasudha) วสุนธรา (Vasundhara) พระปฤถิวี (Prithvi) ธรติ (Dharti) เอลร่า (Ella) เอลลาวาติ (Elavaani) ฯลฯ) เป็นมารดาผู้ให้กำเนิดหล่อเลี้ยงโลกและแผ่นดิน เทวีแห่งแผ่นดินผู้อำนวยความอุดมสมบูรณ์ ความมั่งคั่ง ค้ำจุนสิ่งมีชีวิตทั้งหลายรวมทั้งมนุษย์อีกด้วย
แตกต่างไปจากรามเกียรติ์ และนิทานพื้นบ้านของอินเดียฉบับอื่น ๆ ที่บ้างก็เล่าว่านางสีดาเป็นอวตารของพระแม่ลักษมี ตามพระวิษณุลงมากำเนิดบนโลก
บางฉบับก็เล่าว่านางสีดาเคยเป็นนางอัปสรานามว่า “เวทวดี” (Vedavati) (บุตรีของ “พรหมรรษี” (Brahmarishi) หลานของพระพฤหัส (Brihaspati) บิดาของนางใช้เวลาตลอดชีพสวดแต่พระเวท พระเวททุกบทนี้จึงบังเกิดรูปสตรีที่มิได้เกิดจากกามารมณ์ นางเวทวดีจึงเกิดมาด้วยความงามและความบริสุทธิ์ยิ่ง บิดานางไม่ยอมยกนางให้กับผู้ใด ตั้งใจถวายนางต่อพระวิษณุเพียงผู้เดียว นางจึงได้บำเพ็ญตนภาวนาเพื่อให้พระวิษณุมารับนางเป็นชายา
แต่ท้าวราพณ์ – ทศกัณฐ์ ได้มาพบและขืนใจนาง นางจึงตั้งตบะเผาร่างตนเองจนมอดไหม้ในระหว่างที่ท้าวราพณ์กำลังข่มเหง ก่อนนางจะเผาตนเองจนสิ้นนั้น นางได้เอ่ยปากว่านางไม่เคยคิดอยากสาปแช่งเพราะจะทำให้บารมีแห่งศักติที่อุตส่าห์บำเพ็ญมาลดน้อยถอยไปด้วยใจอาฆาต
ในนิทานพื้นบ้านอินเดียใต้กลับเล่าต่างกันไปว่า นางเวทวดีที่ถูกทศกัณฐ์ข่มขืนนั้นไม่ได้เผาตัวเองจนตาย แต่ตั้งครรภ์ คลอดลูกออกมาเป็นนางสีดา จึงฝากคำสาปล้างแค้นไว้ที่บุตรสาว 
----------------------------------
*** บางสำนวนก็เล่าว่า นางสีดาเป็นพระธิดาของพระชนก – (จานัก Janaka) โดยตรง ไม่ได้ถูกเก็บมาเลี้ยง บ้างก็อธิบายว่า เป็นธิดาของท้าวราพณ์ (ทศกัณฐ์) กับนางวิทธยาธรมายา (Vidyadhara Maya) หรือนางมณโฑ (Mandodari) ทศกัณฑ์มีบุตรที่เกิดจากเมียแบบต่าง ๆ (คน สัตว์ อัปสรา เที่ยวข่มขืนสตรีทุกพันธุ์ที่พึงใจ) จำนวนมาก แต่ก็หามีพระธิดาไม่ นางมณโฑแค้นใจที่ทศกัณฐ์มากรัก รู้ใจว่าทศกัณฐ์อยากได้ลูกสาวมากจึงคิดแก้แค้น พอนางตั้งครรภ์ใหม่ สังหรณ์ว่าจะได้บุตรเป็นหญิงจึงไม่ได้บอกกับใคร ออกเดินทางทำทีเป็นกลับไปเยี่ยมบิดาของนาง แล้วได้แอบคลอดลูกฝากนางสีดาไว้ที่กับพระแม่แห่งแผ่นดิน ก่อนกลับมากรุงลงกา 
ในรามายณะ ฉบับวาลมิกิ และคามบัน เล่าว่า นางสีดานั้นถูกพบโดย “ท้าวชนก” (Janaka) กษัตริย์แห่ง มิถิลา (Mithila) แคว้นวิเทหะ (Videha) พร้อมพระมเหสี “สุเนนา” (Sunaina - นางรัตนมณี ในรามเกียรติ์) ในระหว่างการไถหน้าดินพิธีแรกนาขวัญ พระแม่แห่งแผ่นดินภูมิเทวีได้มอบนางสีดาผ่านรอยแยกของ “รอยไถ” ขึ้นมา แปลตรงตัวในภาษาสันสกฤตว่า “สีตา - สีดา” 
แต่ในฉบับ “รามเกียรติ์” ของไทยเล่าว่า เดิมนั้นนางสีดาถูกนำใส่ผอบลอยน้ำมาจากกรุงลงกา ตามคำนายของพิเภกว่าเป็น “กาลกิณี” จะทำลายเผ่าพงศ์ยักษ์จนพินาศ ผอบลอยทวนน้ำมายังอาศรมของฤๅษีชนก ฤๅษีพบพระธิดาสีดาก็ให้รักใครเอ็นดู เสกน้ำนมออกมาจากปลายนิ้วให้ดื่มกิน แต่ไม่นานนักก็ได้นำนางสีดาฝังไว้ในผอบดังเดิม นำไปฝากให้พระแม่ธรณี – ภูมิเทวี เป็นผู้ดูแล จนเวลาผ่านไป 16 ปี ฤๅษีชนกบำเพ็ญตบะไม่สำเร็จ จึงคิดกลับมาครองเมืองมิถิลา จึงได้ทำพิธีขอพระแม่ธรณี ไถผอบนางสีดากลับคืนมาเพื่อนำไปเลี้ยงเอง
“นางสีดา” ในรามายณะ จึงเป็นบุตรีของพระแม่แห่งโลก เทวีแห่งความอุดมสมบูรณ์ ความงดงามและมั่งคั่งของมนุษย์ ที่มอบเป็นธิดาบุญธรรมแก่ท้าวชนก – จานักกะ อีกทีหนึ่ง นางสีดาในรามายณะจึงมีอีกชื่อหนึ่งว่า ธิดาแห่งท้าวชนก - "ชนกี" (Janaki) ครับ
ภายหลังจากที่ท้าวชนกได้รับนางสีดามาจากพระแม่ภูมิเทวี (Bhumi – Godness Earth) ทรงเลี้ยงดูนางสีดาจนเติบโตขึ้นเป็นสาวแรกรุ่น ที่มีความงดงามยิ่งกว่าหญิงนางใดในพิภพ ดังพระราชนิพนธ์บทละครเรื่องรามเกียรติ์ ในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ที่ได้บรรยายความงามของนางสีดาไว้ว่า
“ งามพักตร์ดั่งดวงศศิธร
งามขนงก่งงอนดั่งเลขา
งามเนตรดั่งเนตรมฤคา
งามนิสิกแฉล้มงามกรรณ
งามโอษฐ์โอษฐ์เอี่ยมดั่งจะแย้ม
งามทั้งสองแก้มงามถัน
งามจริตกิริยาวิลาวัณย์
สารพันพริ้มพร้อมทั้งกายา”
--------------------------
*** ครั้งเมื่อถึงเวลา ท้าวชนกเห็นว่านางสีดาถึงวัยที่ควรจะมีคู่ครองได้แล้ว จึงให้จัดพิธียกศร “มหาธนูโมลี” (พินากะ – Pinaka ในรามายณะ) อันเป็นอาวุธที่พระศิวะประทานให้แก่ท้าวชนก (มหาธนูโมลี พระศิวะเคยใช้ปราบอสูรตรีบูรัม และนำมาฝากไว้ที่เมืองมิถิลา เพื่อมอบแก่พระรามอวตาร "เมื่อถึงกาลอันควร คันศรนี้จะเผยตัวบุคคลที่จะเป็นผู้ปราบยุคเข็ญออกมาให้ได้ทราบกัน") เพื่อหาผู้สมควรเป็นคู่ครองให้แก่พระราชธิดาของพระองค์ โดยตั้งเงื่อนไขไว้ว่า ใครก็ตามที่สามารถยกธนูนี้ขึ้นได้ก็จะได้นางสีดาเป็นมเหสี โดยทรงอธิฐานขอให้มหาธนูหนักอึ้งดุจขุนเขา ผู้ที่เป็นเนื้อคู่ของนางสีดาเท่านั้นจึงจะยกขึ้นได้

ในพิธีนี้ “พระฤๅษีวิศวามิตร” (Vishvamitra) ได้แนะนำให้พระรามและพระลักษมณ์เข้าร่วมในงานพิธีดังกล่าว เมื่อพิธีเริ่มขึ้น มีกษัตริย์และเจ้าชายจากนครต่าง ๆ มาร่วมประลองยกคันศรกันเป็นจำนวนมาก แต่ก็ไม่มีผู้ใดสามารถยกขึ้นมาได้เลยซักพระองค์ 
จนถึงจังหวะของท้าวราพณ์ (ทศกัณฐ์) แห่งกรุงลงกา ที่แฝงตัวเข้ามาร่วมพิธีประลอง เมื่อกษัตริย์อสูรจับคันศรก็รู้สึกร้อนดังไฟเผาขึ้นมาทันที แต่ก็พยายามอดกลั้น กัดฟันยกคันศรขึ้นมาอย่างสุดแรง แต่คันศรนั้นก็หาได้เคลื่อนขยับ ท้าวราพณ์ยังไม่ยอมลดละ พยายามครั้งแล้วครั้งเล่าในท่วงท่าต่าง ๆ จนเป็นที่ขบขันแก่เหล่าผู้เข้าร่วมพิธี สร้างความอับอายให้แก่พญาอสูรเป็นยิ่งนัก
ในลำดับสุดท้ายของพิธี คือ พระราม (Rama) และพระลักษณ์ (Lakshmana) ในรามเกียรติ์เล่าว่า พระลักษณ์เข้ายกศรก่อน เพื่อหยั่งดูว่าหนักเพียงใด แต่เมื่อพระลักษณ์จับ คันศรก็ขยับสามารถยกได้เลยในทันที แต่พระลักษณ์ไม่ได้ยกขึ้นเอง ถอยกลับออกมาให้พระรามผู้เป็นเนื้อคู่ที่แท้จริงของนางสีดาเข้ามายก 
ด้วยพระหัตถ์เพียงข้างเดียว พระรามก็สามารถก็ยกคันศรชูขึ้นได้อย่างง่ายดาย แล้วทรงน้าวศรสำแดงฤทธิ์ ดีดปล่อยสายธนู เกิดเสียงดังสนั่นกระจายไปทั่วพิภพและสวรรค์
---------------------------
*** ในรามายณะ ยังกล่าวถึงบทบาทของพระแม่ภูมิเทวี ที่ได้กลับมารับนางสีดาผู้เป็นบุตรี ในคราวที่พระรามยังคงดื้อดึงที่จะให้นางสีดาพิสูจน์ความบริสุทธิ์ ด้วยการลุยไฟครั้งที่ 2 ต่อหน้าผู้คนชาวอโยธยา หลังจากที่เนรเทศนางไปอยู่ป่า โดยไม่คิดถึงใจของนางสีดาที่เจ็บปวดซ้ำแล้วซ้ำเล่า นางจึงเลือกขอพระแม่ภูมิเทวีเป็นผู้พิสูจน์ความบริสุทธิ์ หากหัวใจของนางยังภักดีกับองค์ศรีราม มิได้ปันใจให้แก่ชายอื่นอย่างที่พระรามกล่าวหา ขอให้พระแม่ภูมิเทวีมารับนางกลับไปบาดาล ซึ่งเมื่อสิ้นคำนางสีดา พื้นแผ่นดินของท้องพระโรงนครอโยธยาก็แยกออก พระนางภูมิเทวีขึ้นมารับนางสีดาต่อหน้าองค์ราม องค์ลักษมัณ พระลว (ลพ) และพระกุศ (พระมงกุฎ) โอรสแฝด รวมทั้งเหล่าข้าราชบริพารและชาวอโยธยาที่ยังคงตกตะลึง ลาจากโลกมนุษย์ไปอย่างไม่หวนกลับมาอีกเลย 
------------------------------
*** ภาพสลักบนหน้าบันด้านใน ประตูเล็กข้างซุ้มประตูใหญ่ฝั่งทิศใต้ของอาคารหอพิธีกรรม/หอรามายณะ อาคารด้านหน้าสุดของ “หมู่ปราสาทบันทายฉมาร์” สลักเล่าเรื่องราวสำคัญสามตอน ของมหากาพย์รามายณะ ในภาพสลักเดียว โดยตอนแรกเป็นภาพของนางภูมิเทวี – พระแม่แห่งแผ่นดิน ประทับนั่งบนผืนดินเหนือพญานาค (ในความหมายของโลก แผ่นดิน ความอุดมสมบูรณ์) กำลังอุ้ม (เลี้ยงดู) นางสีดา มุมด้านล่างฝั่งซ้ายของภาพ เป็นภาพของพระนาง“สุเนนา” (นางรัตนมณี ในรามเกียรติ์) โดยมีภาพบุคคลไว้เครานั่งชันเข่าซ้อนอยู่ด้านหลัง (ผู้หญิงใส่ผ้าซิ่นชันเข่าไม่ได้) อันหมายถึง “ท้าวชนก” กษัตริย์แห่ง มิถิลา ทั้งสองถือเครื่องมือ ที่แสดงการแซะ หรือไถ ไปยังฐานแผ่นดินของพระแม่ภูมิเทวี อันเป็นเหตุการณ์ตอนได้นางสีดามาจากร่องไถ ในพระราชพิธีแรกนาขวัญ 
ทางขวามือของหน้าบันในภาพ เป็นภาพสลักของพระรามและพระลักษณ์ โดยที่พระรามนั้นจะถือคันศรพรหมมาสตร์เป็นเอกลักษณ์ พระกรและพรหัตถ์ด้านขวา กำลังยกคันศรโมลี (พินากะ – Pinaka) เป็นเหตุการณ์ในรามายณะตอนพิธียกศรมหาธนูเพื่อเลือกคู่ครองของนางสีดานั่นเองครับ
เครดิต ;
วรณัย พงศาชลากร 
EJeab Academy 
เพราะทุกที่มีเรื่องราวและเรื่องเล่า

พระยาพิชัยดาบหัก

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก ยิ่งให้ยิ่งได้ ยิ่งหวงยิ่งอด เราไม่หวงเราไม่อด หมดเดี๋ยวก็มา

พ.ศ. 2325 สิ้นแผ่นดินสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ได้ตั้งกรุงเทพฯ เป็น เมืองหลวง พระยาพิชัยดาบหักทูลขอถวายความกตัญญู และความจงรักภักดี ถวายชีวิตเป็นราชพลี ตามพระบาทสมเด็จพระเจ้าตากสิน เมื่อวันที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2325 จากวันนั้นถึงวันนี้ รวม 234 ปี
ทองดี ฟันขาว ท่านเดินทางถึงเมืองตาก ขณะนั้นได้มีพิธีถือน้ำพิพัฒน์สัตยาที่วัดใหญ่เจ้าเมืองตาก (สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี) จัดให้มีมวยฉลองด้วย นายทองดี ฟันขาว ดีใจมากเข้าไปเปรียบมวยกับครูห้าว ซึ่งเป็นครูมวยมือดีของเจ้าเมืองตาก และมีอิทธิพลมาก นายทองดี ฟันขาว ใช้ความว่องไวใช้หมัดศอก และเตะขากรรไกรจนครูห้าวสลบไปเจ้าเมืองตากจึงถามว่าสามารถชกนักมวยอื่นอีกได้หรือไม่ นายทองดี ฟันขาว บอกว่าสามารถชกได้อีก เจ้าเมืองตากจึงให้ชกกับครูหมึกครูมวยร่างสูงใหญ่ ผิวดำ นายทองดี เตะซ้ายเตะขวา บริเวณขากรรไกร จนครูหมึกล้มลงสลบไป
เจ้าเมืองตากพอใจมากให้เงิน 3 ตำลึง และชักชวนให้อยู่ด้วย นายทองดี ฟันขาว จึงได้ถวายตัวเป็นทหารของเจ้าเมืองตาก (สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี) ตั้งแต่บัดนั้น รับใช้เป็นที่โปรดปรานมาก ได้รับยศเป็น "หลวงพิชัยอาสา" เมื่อเจ้าเมืองตากได้รับพระราชทานโปรดเกล้าฯ ให้เป็นพระยาวชิรปราการ ครองเมืองกำแพงเพชร หลวงพิชัยอาสาได้ติดตามไปรับใช้อย่างใกล้ชิด และเป็นเวลาเดียวที่พม่ายกทัพล้อม กรุงศรีอยุธยา
พระยาวชิรปราการพร้อมด้วยหลวงพิชัยอาสาและทหารหาญ ได้เข้าปะทะต่อสู้จนชนะ ได้ช้างม้าอาหารพอสมควร ได้เข้าสู้รบกับทัพพม่าหลายคราวจนได้รับชัยชนะ สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีได้รับการต้อนรับจากประชาชนและยกย่องขึ้นเป็นผู้นำ เมื่อกอบกู้เอกราชได้แล้ว สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีขึ้นเป็นกษัตริย์ปกครองกรุงธนบุรีและได้โปรดเกล้าฯ ให้หลวงพิชัยอาสา เป็นเจ้าหมื่นไวยวรนาถ เป็นทหารเอกราชองครักษ์ในพระองค์
ในปี พ.ศ. 2311 พม่าได้ยกทัพมาอีก 1 หมื่นคน สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีพร้อมด้วยหมื่นไวยวรนาถได้เข้าโจมตีจนแตกพ่าย และได้มีการสู้รบปราบก๊กต่าง ๆ อีกหลายคราว เมื่อสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีเสด็จกลับกรุงธนบุรี โปรดตั้งเจ้าหมื่นไวยวรนาถเป็น "พระยาสีหราชเดโช" มีตำแหน่งเป็นนายทหารเอกราชองครักษ์ตามเดิม สุดท้ายเมื่อปราบชุมนุมเจ้าพระฝางได้แล้ว สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีได้ทรงปูนบำเหน็จความชอบให้ทหารของพระองค์โดยทั่วหน้า ส่วนพระยาสีหราชเดโช (จ้อย หรือ ทองดี ฟันขาว) นั้น ได้โปรดเกล้าฯ บำเหน็จความชอบให้เป็นพระยาพิชัยปกครองเมืองพิชัยอันเป็นบ้านเกิดเมืองนอนแต่เยาว์วัย
ในปี พ.ศ. 2313 - 2316 ได้เกิดการสู้รบกับกองทัพพม่าอีกหลายคราว และทุกคราวที่กองทัพพม่าแตกพ่ายไป ก็สร้างความอัปยศอดสูแก่แม่ทัพนายกองเป็นทวีคูณ พอสิ้นฤดูฝนปีมะเส็ง พ.ศ. 2316 โปสุพลายกกองทัพมาหมายตีเมืองพิชัยอีก "ศึกครั้งนี้พระยาพิชัยจับดาบสองมือคาดด้าย ออกไล่ฟันแทงพม่าอย่างชุลมุน ณ สมรภูมิบริเวณ วัดเอกา จนเมื่อพระยาพิชัยเสียการทรงตัว ก็ได้ใช้ดาบข้างขวาพยุงตัวไว้ จนดาบข้างขวาหักเป็นสองท่อน" กองทัพโปสุพลาก็แตกพ่ายกลับไป เมื่อวันอังคาร เดือนยี่ แรม 7 ค่ำ ปีมะเส็ง พ.ศ. 2316 (ตรงกับวันที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2316)

ขอบพระคุณข้อมูล
https://www.facebook.com/permalink.php?story_fbid=1260246744015327&id=369516459755031


วันพุธที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2563

ชื่อเต็มกรุงเทพฯ

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก ยิ่งให้ยิ่งได้ ยิ่งหวงยิ่งอด เราไม่หวงเราไม่อด หมดเดี๋ยวก็มา

ครั้งแรกที่ร้องเพลง"กรุงทพฯ"ให้นักท่องเที่ยวชาวสเปนฟัง #ชื่อเต็มกรุงเทพฯ
#LifeIsJourney
#ชีวิตคือการเดินทาง
ร้องเพลงให้นักท่องเที่ยวฟัง
ชื่อเพลงกรุงเทพมหานคร
"กรุงเทพมหานคร อมรรัตนโกสินทร์ มหินทรายุธยา มหาดิลกภพ นพรัตน์ราชธานีบุรีรมย์ อุดมราชนิเวศน์มหาสถาน อมรพิมานอวตารสถิต สักกะทัตติยะวิษณุกรรมประสิทธิ์"
............
City of Angels, Great City of Immortals,
(พระนครอันกว้างใหญ่ดุจเทพนคร เป็นที่สถิตของพระแก้วมรกต เป็นนครที่ไม่มีใครรบชนะได้)
Magnificent City of the Nine Gems, Seat of the King,
(มีความงามอันมั่นคงและเจริญยิ่ง เป็นเมืองหลวงที่บริบูรณ์ด้วยแก้วเก้าประการ น่ารื่นรมย์ยิ่ง)
City of Royal Palaces, Home of the Gods Incarnate,
(มีพระราชนิเวศใหญ่โตมากมาย เป็นวิมานเทพที่ประทับของพระราชาผู้อวตารลงมา)
Erected by Visvakarman at Indra's Behest.
(ซึ่งท้าวสักกเทวราชพระราชทานให้พระวิษณุกรรมลงมาเนรมิตไว้)
.....................................................
มีเรื่องราวดี ๆ ที่อยากเล่าแวะมาดูเราที่ ;
My blogs link 👆
https://sites.google.com/site/dhammatharn/
http://abhinop.blogspot.com
http://abhinop.bloggang.com
.....................................................
ททมาโน ปิโยโหติ #ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก
A giver is always be love.
.....................................................


วันอังคารที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2563

หลวงพ่อพรหมสร(รอด)

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก ยิ่งให้ยิ่งได้ ยิ่งหวงยิ่งอด เราไม่หวงเราไม่อด หมดเดี๋ยวก็มา
หลวงพ่อพรหมสร เป็นชาวจังหวัดนครราชสีมา ‘เมืองย่าโม’ โดยกำเนิด เกิดเมื่อปี พ.ศ.2414 เดิมชื่อ รอด วัยเด็กอยู่กับป้าที่บ้านกระถิน ช่วยดูแลฝูงวัว จนอายุครบบวชในปี พ.ศ.2436 ได้กลับไปอุปสมบทที่วัดบ้านสะพาน ต.ขามเฒ่า ซึ่งเป็นบ้านเกิดของมารดา โดยมี พระอุปัชฌาย์อยู่ เป็นพระอุปัชฌาย์
     พระภิกษุรอด สนใจใฝ่ศึกษาทั้งธรรมะและวิปัสสนาธุระจนแตกฉาน จากนั้นจึงเริ่มออกธุดงควัตรไปตามสถานที่ต่างๆ และศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมจากพระเกจิอาจารย์ผู้ทรงพุทธาคมมากมายหลายรูป จนมีความรอบรู้และเชี่ยวชาญสูง แต่ด้วยท่านเป็นพระที่เคร่งครัดในวัตรปฏิบัติ ไม่ยินดียินร้ายต่อลาภ ยศ และสมณศักดิ์ต่างๆ มุ่งเพียงเผยแผ่และสั่งสอนธรรมะแก่พุทธศาสนิกชน เพื่อให้รู้ดีรู้ชั่ว มีความเพียงพอเป็นที่ตั้ง พร้อมกันนั้นยังมุ่งสร้างศาสนสถานวัดวาอาราม เพื่อให้กุลบุตรได้มีโอกาสได้บวชเรียนศึกษาหาความรู้ และพุทธศาสนิกชนได้เข้าวัดทำบุญฟังเทศน์ฟังธรรมได้โดยสะดวก ไม่ต้องเดินทางไปวัดไกลๆ ด้วยบารมีบุญ หลวงพ่อรอดได้สร้างวัดถึง 5 วัด อันได้แก่ วัดดอนผวา ในปี พ.ศ.2443, วัดบ้านขามเฒ่า ปี พ.ศ.2453, วัดบ้านหนองเคลือขุด ปี พ.ศ.2467, วัดบ้านหนองพลอง ปี พ.ศ.2470 และ วัดบ้านไพ ในปี พ.ศ.2490 ซึ่งในการสร้างวัดแต่ละวัด ท่านได้รับความร่วมมือทั้งกำลังทรัพย์และกำลังแรงกายจากบรรดาลูกศิษย์ลูกหาและชาวบ้านในละแวกนั้นๆ ทั้งสิ้น โครงการที่จะสร้างวัดต่อไปได้สิ้นสุดลง เพราะหลังจากสร้างโบสถ์วัดนุกแล้วเสร็จ ท่านก็มรณภาพเสียก่อนในปี พ.ศ.2500 สิริอายุได้ 86 ปี65 พรรษา
     หลวงพ่อพรหมสร หรือที่มักเรียกกันติดปากว่า หลวงพ่อรอด ได้จัดสร้างวัตถุมงคล เพื่อแจกจ่ายแก่ศิษยานุศิษย์และสาธุชน เพื่อไว้สักการบูชาและปกป้องภยันตรายต่างๆ มีทั้ง พระรูปหล่อ, เหรียญรูปเหมือน, พระปิดตา รวมถึงเครื่องรางของขลัง อาทิ ขี้ผึ้ง, นางกวัก และผ้ายันต์รอยมือ-รอยเท้าของหลวงพ่อ ซึ่งทั้งหมดล้วนปรากฏพุทธคุณเป็นเลิศในด้านแคล้วคลาดและอยู่ยงคงกระพันชาตรี จนเป็นที่เลื่องลือและรับรู้ของชาวเมืองโคราชแทบทุกคน ที่ต่างเสาะแสวงหาเพื่อให้ได้มาครอบครอง โดยเฉพาะ “เหรียญรูปเหมือน” ที่มีการจัดสร้างด้วยกันถึง 3 รุ่น