วันเสาร์ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563

บุคคล๔จำพวก

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก ยิ่งให้ยิ่งได้ ยิ่งหวงยิ่งอด เราไม่หวงเราไม่อด หมดเดี๋ยวก็มา
'' บุคคลที่เกิดมา มี 4 จำพวก ''
ถ้าหากญาติธรรมทุกท่านเห็นว่ามีประโยชน์ต่อเพื่อนมนุษย์
เกิดมาเริ่มแรกทำแต่ความชั่ว สุดท้ายกลับกลายเป็นคนดีก็มีนะ
เกิดมาอยู่ในสังคม สิ่งแวดล้อมที่ดี อาจจะหลงผิดไปทำชั่วก็ได้นะ
ท่านทั้งหลาย มันไม่มีอะไรแน่นอนนะเกิดมาบนโลกใบนี้ ถ้าเราไม่มีสติ อยู่กับปัจจุบัน วิบากกรรมทั้งดี ไม่ดีมันให้ผล จะพัดพาเราไปทางใหนก็ได้นะ เช่นกัน บางคนเกิดมาดีพร้อมทุกอย่าง ตลอดชีวิต มีแต่สิ่งดีๆ ทำแต่สิ่งดีๆ ตลอดชีวิตก็มี คนที่เกิดมาทำความไม่ดี ทัวชั่ว ก็ทำชั่วไปตลอดชีวิตก็มี 
พระผู้มีพระภาคเจ้าของเรานี้ 
ท่านได้ ตรัสแยกบุคคลที่มีความเป็นอยู่แตกต่างกันเช่นนี้ไว้ว่า บุคคล มี 4 จำพวก 
๑.บุคคลผู้มืดมา มืดไป 
บุคคลประเภทนี้นะ เป็นผู้เกิดในตระกูลต่ำไม่มีศีลธรรม ประพฤติทุจริต คือ ทำแต่กรรมชั่ว บาปกรรมทุกอย่าง อันจะเป็นทางนำไปสู่ความเสื่อม ความทุกข์ ไม่มีสติปัญญา ที่จะสามารถกลับตัวกลับใจได้ มืดมาแล้วก็ยังมืดไปอีก 
๒.บุคคลผู้มืดมา สว่างไป 
บุคคลผู้เกิดในตระกูลต่ำไม่มีศีลธรรมเช่นเดียวกัน 
แต่ยังพอมีบุญนะ ท่านทั้งหลาย วันเวลาผ่านไป มีสติเกิดปัญญา พบเจอผู้รู้ตักเตือนสั่งสอน พบเจอคำสอนพระพุทธเจ้า กลับตัวกลับใจได้ ก้าวเดินบนเส้นทางที่ถูกต้อง 
๓.บุคคลผู้สว่างมา มืดไป 
บุคคลผู้เกิดในตระกูลที่สูง มีศีลธรรม ครอบครัวทำแต่ความดี สร้างแต่คุณงามความดี แต่ตัวเองกลับมีความคิดที่ตรงกันข้าม หลงผิดก่อการเบียดเบียน ทำให้ตนเองและ ผู้อื่นเดือดร้อน ไม่รู้จักบาปบุญ เวรกรรม 
เจอผู้รู้แนะนำสั่งสอน ก็ไม่ฟังนะ คนแบบนี้นะน่าเสียดาย มาอยู่ในที่สว่างแล้ว แต่กลับมืดไป 
๔.บุคคลผู้สว่างมา สว่างไป
เช่นกัน บุคคลผู้เกิดในตระกูลที่สูง มีศีลธรรม ทำแต่ความดี บุคคลประเภทนี้เป็นพวก มีบุญเก่ามามาก 
มีปัญญา พบเจอนักบวช นักปราชผู้รู้ ครูบาอาจารย์ที่ดี ก็เคารพเชื่อฟัง เจอคำสอนของพระพุทธเจ้า ก็เกิดศรัทธา เจริญรอยตาม ก้าวเดินบนเส้นทางที่ถูกต้อง 
สว่างมา แล้ว สว่างไป 
เครดิต ;
FB: อมตะธรรม ประเทศไทย

กุศลกรรมบถ ๑๐

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก ยิ่งให้ยิ่งได้ ยิ่งหวงยิ่งอด เราไม่หวงเราไม่อด หมดเดี๋ยวก็มา
กุศลกรรมบถ 10
กุศลกรรมบถ หมายถึง ทางแห่งกรรมดี,ทางทำดี, ทางแห่งกรรมที่เป็นกุศล, กรรมดีอันเป็นทางนำไปสู่ความสุขความเจริญหรือสุคติ (wholesome course of action) เป็นธรรมส่วนสุจริต 10 ประการ จึงเรียกชื่อว่า กุศลกรรมบถ 10
คำว่า กรรมบถ (อ่านว่า กำมะบด) แปลว่า ทางแห่งกรรม คือ การกระทำที่เข้าทางเป็นกรรมหรือที่นับว่าเป็นกรรม หมายถึง ทางแห่งกุศลกรรม คือการกระทำที่นับว่าเป็นความดีได้แก่
ที่เป็นกายกรรม มี 3 อย่าง คือ 
1.ไม่ฆ่าสัตว์ 
2.ไม่ลักทรัพย์ 
3.ไม่ประพฤติผิดในกาม
ที่เป็นวจีกรรม มี 4 คือ 
4.ไม่พูดเท็จ 
5.ไม่พูดส่อเสียด 
6.ไม่พูดคำหยาบ 
7.ไม่พูดเพ้อเจ้อ
ที่เป็นมโนกรรม มี 3 คือ 
8.ไม่โลภอยากได้ของเขา 
9.ไม่พยาบาทปองร้าย 
10.เห็นชอบตามคลองธรรม (สัมมาทิฐิ)
ประพฤติดีด้วยกาย 3 ประเภท
ประพฤติดีด้วยกาย นั้นชื่อว่า กายกรรม คือ ทำกิจการงานด้วยกายอย่าให้ทุกข์เกิดขึ้นแก่ผู้อื่น กายกรรมที่ให้เกิดทุกข์แก่ผู้อื่นนั้น มี 3 ประการคือ ;
1. อย่าเบียดเบียนร่างกายของท่าน คือ อย่าฆ่า อย่าฟัน อย่าทุบ อย่าตี ร่างกายของท่านผู้อื่นโดยที่สุด เว้นถึงสัตว์ติรัจฉานได้ยิ่งเป็นการดี ตรงกับภาษาบาลีที่ว่า ปาณาติปาตาเวรมณี ฯ
2. อย่าเบียดเบียนทรัพย์สมบัติข้าวของของท่านผู้อื่น คืออย่าลักขโมย อย่าฉ้อโกง อย่าเบียดบังเอาข้าวของของท่านผู้อื่น ตรงกับภาษาบาลีที่ว่า อทินฺนาทานาเวรมณี ฯ(อะ ทิน นา ทา นา เว ระ มะ นี)
3. อย่าแย่งชิงลักลอบด้วยอำนาจของกายในหญิงที่ท่านหวงห้าม ตรงกับภาษาบาลีที่ว่า กาเมสุมิจฉาจาราเวรมณีฯ
ประพฤติดีด้วยวาจา 4 ประเภท (วจีกรรม 4 ประเภท) นั้นได้แก่
4.ให้กล่าวแต่วาจาถ้อยคำที่สัตย์ที่จริง ให้เว้นจากวาจาที่เท็จไม่จริงเสีย ตรงกับภาษาบาลีที่ว่า มุสาวาทา เวรมณี ฯ
5.ให้กล่าวแต่วาจาถ้อยคำอันสมานประสานสามัคคีให้ท่านดีต่อกัน ให้เว้นวาจาส่อเสียดยุยงเสีย ตรงกับภาษาบาลีที่ว่า ปิสุณายาวาจา เวรมณีฯ
6.ให้กล่าวแต่วาจาถ้อยคำอันอ่อนโยน ให้เกิดความยินดีแก่ผู้ฟัง ให้งดเว้นวาจาที่หยาบคายขึ้นกูขึ้นมึง บริภาษตัดพ้อหยาบคาย ให้ผู้ฟังได้รับความเดือดร้อนต่างๆ เสีย ตรงกับภาษาบาลีที่ว่า ผรุสฺสาย วาจาย เวรมณี ฯ(ผะ รูด สา ยะ วา จา ยะ เว ระ มะ นี)
7.ให้กล่าวแต่วาจาถ้อยคำที่เป็นไปกับด้วยประโยชน์ ให้เว้นวาจาที่เหลวไหล คือพูดเล่นหาประโยชน์มิได้เสีย ตรงกับภาษาบาลีที่ว่า สมฺผปฺปลาปาวาจายเวรมณี ฯ(สำ ผับ ปะ ลา ปา วา จา ยะ เว ระ มะ นี)
ประพฤติดีด้วยใจ 3 ประเภท (มโนกรรม 3 ประเภท) นั้นคือ;
8.ให้ระวังเจตนากรรม ให้สัมประยุตต์ด้วยเมตตาอยู่เสมอ คือ ความดำริของใจ อย่าให้ลุอำนาจแห่งโลภะ คืออย่าเพ่งเอากิเลสกามและวัตถุกามของท่านผู้อื่น ตรงกับภาษาบาลีที่ว่า อนภิชฺฌา โหติฯ(อะ นะ พิด ชา โห ติ)
9.ให้ระวังเจตนากรรมให้สัมประยุตต์ด้วยกรุณาอยู่ทุกเมื่อ อย่าให้โทสะ พยาบาท เข้าครอบงำได้ ตรงกับภาษาบาลีที่ว่า อพฺพยาปาโท โหติฯ(อับ พะ ยา ปา โท โห ติ)
10.ให้ระวังเจตนากรรมให้สัมประยุตต์ด้วย มุทิตา อุเบกขา อยู่ทุกเมื่อ อย่าให้ไหลไปในทางผิด ให้เห็นตรงตามคลองธรรมทั้ง 10 นี้อยู่ทุกเมื่อ ตรงกับภาษาบาลีที่ว่า สมฺมทิฎฺฐิโก โหติฯ(สำ-มะ-ทิด-ถิ-โก-โห-ติ)

วัดพิชัยสงคราม

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก ยิ่งให้ยิ่งได้ ยิ่งหวงยิ่งอด เราไม่หวงเราไม่อด หมดเดี๋ยวก็มา
จุดเปลี่ยนที่สำคัญ และ ชะตาลิขิตของแผ่นดิน
ในยุคกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย เกิดขึ้นที่นี่

"วัดพิชัยสงคราม" พระนครศรีอยุธยา
วัดพิชัยสงครามมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ในช่วงก่อนเสีย กรุงศรีอยุธยา ครั้งที่ ๒ เมื่อ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ได้ตีฝ่าวงล้อมของกองทัพพม่าออกไปยัง เมืองจันทบูร จากวัดแห่งนี้ซึ่งขณะนั้นเป็นวัดร้างเมื่อวันที่ ๓ มกราคม พ.ศ. ๒๓๐๙ หรือก่อนเสียกรุงได้ไม่นาน
โดยจากบันทึกของทางวัดกล่าวไว้ดังนี้
ณ.วันเสาร์ ขึ้น ๔ ค่ำ เดือนยี่ ปีจอ (๒๓๐๙)
พม่าล้อมกรุงศรีอยุธยา พระยาวชิรปราการ
(สิน)เจ้าเมืองตาก ประเมินสถานะการณ์ว่า กรุงศรีอยุธยาต้องเสียแก่พม่า จึงพร้อมด้วยทหารร่วมอุดมการณ์ ๑,๐๐๐ คน (บางแห่งกล่าว ๕๐๐ คน)ตีฝ่าวงล้อมพม่าข้ามลำน้ำป่าสัก รวมพล ณ.วัดพิชัยสงคราม เวลาค่ำร่วมกันให้สัตยาธิฐานต่อหน้าพระประธานในอุโบสถ ขอให้กลับมากอบกู้อิสระภาพให้กรุงศรีอยุธยา และมีชัยชนะต่อข้าศึกอย่างเด็ดขาด
จากนั้นในสมัย กรุงรัตนโกสินทร์ ช่วงรัชกาลที่ ๔ – รัชกาลที่ ๕ ได้มีชาวบ้านเข้ามาบูรณะปฏิสังขรณ์วัดพิชัยจนกลับมาอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์พร้อมกับเปลี่ยนชื่อวัดเป็น วัดพิชัยสงคราม เพื่อเป็นสิริมงคลและเพื่อเป็นการระลึกถึงเหตุการณ์ในครั้งนั้น
วัดพิชัยสงครามได้ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานโดย กรมศิลปากร เมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๔
#ข้อมูลอ้างอิงวิกิพีเดีย
#ข้อมูลอ้างอิงจากวัดพิชัยสงคราม

วันศุกร์ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563

ปฏิบัติธรรมแล้วได้อะไร

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก ยิ่งให้ยิ่งได้ ยิ่งหวงยิ่งอด เราไม่หวงเราไม่อด หมดเดี๋ยวก็มา
ปฏิบัติธรรมแล้ว สุดท้ายเราจะได้อะไร
..สมัยพุทธกาล มีคนถามพระพุทธองค์ว่า
ปฏิบัติธรรมแล้ว สุดท้ายเราจะได้อะไร
พระพุทธองค์ตอบว่า "ไม่ได้อะไรเลย"
เขาจึงถามต่อไปว่า... ถ้าเช่นนั้นท่านจะปฏิบัติไปเพื่ออะไร
พระพุทธองค์ทรงแย้มพระโอษฐ์ตรัสว่า ตถาคตสามารถบอกเธอถึงสิ่งที่หายไป นั้นก็คือ
ความโกรธได้หายไป
ความหม่นหมองวิตกกังวลหายไป
ความเศร้าท้อแท้หายไป
ความกังวลไม่สบายใจหายไป
ความเห็นแก่ตัว โลภะ โทสะ โมหะพิษร้ายทั้งสามก็หายไป
อวิชาคือความไม่รู้ที่ปิดกั้น ปุถุชนทั้งหลายก็ได้สูญสิ้นไป
พูดเหมือนง่าย... แต่เหตุผลนั้นมันลึกซึ้ง...
คนทั้งหลายที่มาสู่โลกนี้ มีเพียงสองเรื่องคือเกิดกับตาย
เรื่องแรกทำสำเร็จไปแล้ว ส่วนอีกเรื่องนั้นเราจะทุกข์ร้อนไปทำไม...
มีวาสนาก็มา ... ไม่มีวาสนาก็ไป... สิ่งใดที่สมควรแก่เหตุก็มาเอง... สิ่งใดที่ไม่สมควรแก่เหตุ จะแสวงหาก็ไม่พบ อ้อนวอนก็ไม่สำเร็จ...
มีวาสนาก็ไม่ปฏิเสธ ไร้วาสนาก็ไม่ต้องแสวงหา... สิ่งที่เข้ามาหาก็ต้อนรับ สิ่งที่จากไปก็ไม่ต้องอาลัย... ทุกสิ่งทุกอย่างแล้วแต่วาสนา ให้เป็นไปตามธรรมชาติที่ควรจะเป็น
ผู้มีปัญญาทั้งหลาย... ให้มองเห็นจิตและใจของตนเอง... มีสติ รู้จิต ไม่ฟุ้งซ่าน... ไม่ดิ้นรนแสวงหาในสิ่งที่หลอกลวงทั้งหลาย... ไม่ดิ้นรนแสวงหา ใจเป็นอิสระจากกิเลสทั้งปวง... จะร้อนจะหนาว จะลุกจะนั่ง จิตก็มีสติอยู่เสมอ นี่แหละคือการปฏิบัติธรรม
เกิดเป็นคน อย่าเป็นคนหลอกลวงไร้สัจจะ ถ้าเป็นคนหลอกลวงจะไม่สามารถเปิดใจต่อผู้อื่นได้... ความทุกข์ที่สุดของมนุษย์คือใจที่ไร้ที่พึ่ง...
ไม่ว่าจะรู้หรือไม่รู้ ยอมรับหรือไม่ยอมรับก็ตาม จิตที่ดีงามย่อมไม่มีเรื่องทุกข์ใจฺ...
จิตที่ประเสริฐ ย่อมไม่มีผู้ที่จะต้องเคียดแค้นชิงชัง... จิตที่เรียบง่าย ย่อมไม่มีเรื่องว้าวุ่นใจ... เป็นคนดี กายใจซื่อตรง ย่อมหลับเป็นสุข... ผู้ประกอบกรรมดี ฟ้าดินย่อมมองเห็น ผีสางเทวดาย่อมสรรเสริญ
ความสงบที่แท้จริงมิได้เกิดจากการนั่งนิ่งๆหลายชั่วโมง แต่เกิดจากการมองผู้คนและสิ่งทั้งหลายด้วยใจที่สงบ ได้ยินแม้แต่เสียงดอกไม้บาน... นั่งก็เป็นสมาธิ เดินก็เป็นสมาธิ
เหตุเกิดขึ้นแล้วก็ดับไป เหตุเกิดขึ้นแล้วก็ว่างเปล่า...ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตของทุกคน ไม่มีใครสามารถเป็นเจ้าของได้ ได้แต่เพียงเกี่ยวข้องแล้วก็ผ่านไป... พวกเราทุกคนเป็นเพียงแขกผู้ผ่านกาลเวลาเท่านั้น... วันหนึ่งเราก็ต้องบอกลาทุกสิ่งไป
ทุกสิ่งที่ปรากฎต่อหน้าเรานั้นควรจะทนุถนอม... แต่สิ่งที่ผ่านไปแล้วก็ไม่ควรต้องอาลัย... สิ่งใดที่ควรได้ก็ให้รับเขาด้วยความยินดีแต่ไม่ยึดถือ..

โทษของการเป็นผู้ว่ายาก

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก ยิ่งให้ยิ่งได้ ยิ่งหวงยิ่งอด เราไม่หวงเราไม่อด หมดเดี๋ยวก็มา
#โทษของการเป็นผู้ว่ายากสอนยาก

ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้า ประทับอยู่วัดเชตวัน เมืองสาวัตถี มีพระภิกษุรูปหนึ่ง เมื่อแรกบวช มีความตั้งใจปฏิบัติธรรมอย่างเคร่งครัด ครั้นนานเข้า ก็เกิดความเบื่อหน่าย คลายความเพียร เมื่อพระเถระและเพื่อนพระภิกษุด้วยกันตักเตือนเท่าไร ก็ไม่เชื่อฟังกลับดื้อรั้นโต้เถียงไม่ลดละ ความทราบถึงพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าองค์ทรงซักถามได้ความเป็นจริงแล้ว จึงตรัสว่า "ดูก่อนภิกษุ เธอไม่ได้เป็นคนดื้อเฉพาะแต่ในชาตินี้เท่านั้นหรอกนะ แม้เมื่อชาติก่อน เธอดื้อด้านเสียจนกระทั่งต้องไปติดบ่วงตายมาแล้ว" จากนั้น พระพุทธองค์ทรงนำเอาเรื่องราวในอดีตมาตรัสว่า
ในอดีตกาล พระธิสัตว์ได้กำเนิดเป็นพญากวาง มีบริวารเป็นอันมาก ล้วนแต่มีระเบียบวินัยและอยู่ในโอวาทของพญากวางผู้เข้มแข็งเด็ดเดี่ยว และเมตตาปรานีต่อบริวาร โดยสั่งสอนวิธีหากินและเอาตัวรอดจากภยันตรายของกวาง อย่างไม่เห็นแต่เหน็ดเหนื่อยตลอดมา
วันหนึ่ง น้องสาวพญากวางพาลูกชายมาฝากให้ช่วยสอนวิชามฤคมายาแก่ลูกกวางของตนด้วย แต่เมื่อถึงกำหนดนัดเวลาเรียน ลูกกวางนั้นไม่เคยมาเรียนเลย บ่นกับเพื่อนลูกกวางด้วยกันว่า “ไม่อยากไปเรียน ไม่เห็นจะน่าสนุกเลยเรื่องตะกุยดิน เบ่งท้องให้พองลมทำเป็นตายน่ะ ถึงไม่เรียนก็ทำได้ ไม่เห็นยากเลย” เพื่อนๆ ก็ค้านว่า “โธ่พญากวาง ท่านพญากวางท่านอุตส่าห์สละเวลามาสอนให้พวกเราโชคคีจะตาย มีโอกาสแล้ว รีบไปเรียนกันเถอะ” แต่ลูกกวางนั้นก็ยังดื้อดึงไม่สนใจฟังคำตักเตือนของเพื่อนๆ หนีเรียนมาทุกครั้ง ซ้ำยังพูดว่า “พวกเธอไปเรียนกันเถอะ ไม่ต้องมาห่วงฉันหรอก ฉันโตพอแล้ว เอาตัวรอดได้นะ” แล้วลูกกวางนั้นก็ไม่สนใจไปเรียนกับพญากวางผู้เป็นลุงของตน เลยเที่ยวไปวิ่งเล่นในป่าอย่างสบายใจ ด้วยความเพลิดเพลินและประมาทจึงไปติดบ่วงของนายพรานเข้า
ฝ่ายนางกวางไม่เห็นลูกกลับมาจนเวลาล่วงไปถึง ๗ วัน ก็เอะใจและกังวลมาก รีบไปหาพญากวาง ถามถึงลูกตนว่า “พี่สอนหลานให้เรียนมายาของเนื้อแล้วหรือไม่” พญากวางจึงตอบว่า “น้องเอ๋ย ตั้งแต่วันที่เจ้าเอาลูกมาฝากให้พี่สอนวิชา นัดวันและเวลาเรียนแล้วก็ไม่เคยเห็นหน้าเจ้าหลานชายนี้อีกเลย ตลอดทั้ง ๗ วัน จนถึงวันนี้” นางกวางตกใจมากรีบไปถามบรรดาเพื่อนๆ ของลูกชายจึงรู้ว่าลูกของนางวิ่งเล่นจนไปติดบ่วงนายพรานและถูกฆ่าตายเสียแล้ว นางเศร้าโศกเสียใจมากร้องไห้คร่ำครวญว่า “ลูกเอ๋ย ทำไมลูกไม่เชื่อฟังแม่ ลูกของแม่ต้องมาตายเสียตั้งแต่อายุยังน้อย เพราะความดื้อรั้นแท้ๆ เทียว ถ้าลูกตั้งใจเรียนไม่หนีไปเที่ยวเล่นก็คงไม่ต้องตายจากแม่ไปเช่นนี้” นางกวางร้องไห้สะอึกสะอื้นปานจะขาดใจ พญากวางจึงกล่าวให้สติว่า “ขราทิยาเอ๋ย เจ้าอย่าได้เศร้าโศกเสียใจกับลูกหัวดื้อไม่ยอมอยู่ในโอวาทนั้นเลย พี่ไม่อาจสั่งสอนเจ้าลูกกวางผู้มีเขาคดตั้งแต่โคนจนถึงปลายและดื้อด้าน ไม่มาเรียนได้จนถึง ๗ วันเช่นนี้”
ครั้นพระพุทธองค์ตรัสเรื่องในอดีตจบลงแล้ว ทรงตรัสประชุมสรุปว่า กวางผู้เป็นหลานดื้อในครั้งนั้น ได้มาเป็นภิกษุหัวดื้อว่ายาก ไม่ตั้งใจเรียนรูปนี้ กวางขราทิยาได้มาเป็นพระอุบลวรรณาเถรี ส่วนพญากวางได้มาเป็นพระองค์เอง

เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า นิสัยของคนเรา ไม่ว่าดีหรือเลว จะติดตัวข้ามภพข้ามชาติได้ คนที่มีนิสัยดื้อรั้นควรรีบแก้ไขเสีย มิฉะนั้นจะไม่มีใครอยากแนะนำตักเตือน ควรถือว่า บุคคลที่ชี้โทษว่ากล่าวตักเตือนเรา เป็นผู้ชี้ขุมทรัพย์ให้ เพราะทำให้เรารู้จุดที่ควรจะปรับปรุงตัวให้ดีขึ้น เมื่อได้ยินได้ฟังเรื่องใดที่แปลกใหม่ อย่ารีบปฏิเสธ อันเป็นวิสัยของคนดื้อ ว่ายาก แต่ก็ไม่เชื่อฟังทันที เพราะจะเข้าลักษณะคนหูเบา หลงงมงาย ควรพิจารณาให้รอบคอบเสียก่อน จึงค่อยตัดสินใจว่าควรเชื่อหรือไม่ และให้คิดเสมอว่า ตนเป็นผู้ไม่รู้ พึงต้องมีครู

อ่านเพิมเติมได้ที่:
https://84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=27&i=15
https://m.youtube.com/watch?v=gibDayqtODo

นายขนมต้ม

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก ยิ่งให้ยิ่งได้ ยิ่งหวงยิ่งอด เราไม่หวงเราไม่อด หมดเดี๋ยวก็มา
"ประวัตินายขนมต้ม"
           นายขนมต้ม เกิดวันอังคาร เดือนยี่ ปีมะเมีย พ.ศ.๒๒๙๓ ในสมัยพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระ ครั้งกรุงศรีอยุธยา ที่บ้านกุ่ม (ปัจจุบันคือ ตำบลบ้านกุ่ม อำเภอบางบาล จังหวัดพระนครศรีอยุธยา) บิดาชื่อนายเกิด มารดาชื่อนางอี่ มีพี่น้อง ๒ คนคือ
        ๑.นางเอื้อย ถูกพม่าฆ่าตายเมื่อเล็กๆ
        ๒.นายขนมต้ม
นายขนมต้มต้องอยู่วัดตั้งแต่เล็กๆ อายุประมาณ ๑๐ ขวบ พ่อแม่ถูกพม่าฆ่าตายหมด และเริ่มฝึกวิชามวยไทย ตั้งแต่เริ่มแตกหนุ่ม จนในสมัยพระเจ้าเอกทัศน์ กรุงศรีอยุธยาต้องเสียแก่พม่า จึงถูกกวาดต้อนไปเมืองพม่า
           นายขนมต้มได้สร้างชื่อเสียงให้กับกรุงศรีอยุธยาและชาติไทย โดยอาศัยความสามารถในเชิงหมัดมวย ดังข้อความตอนหนึ่งว่า...
           ในสมัยกรุงศรีอยุธยา เรามีนักมวยไทย คือ นายขนมต้ม ออกไปแสดงฝีไม้ลายมือถึงเมืองพม่า การชกมวยของนายขนมต้มนั้น ทางวงการมวยของเราได้ถือเป็น"วันนักมวย" คือ วันที่ ๑๗ มีนาคม ในพงศาวดารกล่าวว่า เมื่อพระเจ้าอังวะโปรดให้ปฏิสังขรณ์และก่อเสริมพระเจดีย์เกศธาตุในเมืองร่างกุ้งเป็นการใหญ่นั้น ครั้นงานสำเร็จลงในปี พ.ศ.๒๓๑๗ พอถึงวันฤกษ์งามยามดี คือวันที่ ๑๗ มีนาคม จึงโปรดให้ทำพิธียกฉัตรใหญ่ขึ้นไว้บนยอดเป็นปฐมฤกษ์ แล้วได้ทรงเปิดงานมหกรรมฉลองอย่างมโหฬาร
            ขุนนางพม่ากราบทูลว่า "นักมวยไทยมีฝีมือดียิ่งนัก" พระเจ้าอังวะจึงตรัสสั่งให้เอาตัว นายขนมต้มนักมวยดีมีฝีมือตั้งแต่ครั้งกรุงเก่ามาถวาย พระเจ้าอังวะได้ให้จัดมวยพม่าเข้ามาเปรียบ (ชก) กับนายขนมต้ม โดยจัดให้ชกต่อหน้าพระที่นั่ง ปรากฏว่านายขนมต้มชกพม่าไม่ทันถึงยกก็แพ้ถึงเก้าคนสิบคนก็สู้ไม่ได้ พระเจ้าอังวะทอดพระเนตรยกพระหัตถ์ตบพระอุระตรัสสรรเสริญนายขนมต้มว่า "ไทยมีพิษทั่วตัว แม้แต่มือเปล่าไม่มีอาวุธเลย สู้ได้คนเดียวชนะถึงเก้าคนสิบคน" ฉะนั้นวันมีชัยของนายขนมต้ม คือวันที่ ๑๗ มีนาคม จึงถือเป็นวันเกียรติประวัติของนักมวยไทย
            สำหรับชาวตำบลบ้านกุ่ม อำเภอบางบาล จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ได้สำนึกในบุญคุณของนายขนมต้มและถือเป็นเกียรติศักดิ์คนดีศรีอยุธยา จึงได้พร้อมใจกันสร้าง"อนุสาวรีย์นายขนมต้ม" ไว้ที่บริเวณหน้าโรงเรียนวัดจุฬามณี ตำบลบ้านกุ่ม อำเภอบางบาล อนุสาวรีย์นายขนมต้ม มีความสูง ๒.๔ เมตร เพื่อเป็นอนุสติเตือนใจและให้ลูกหลานไทยยึดถือเป็นแบบอย่างสืบไป
#ข้อมูลจากหนังสือ นายขนมต้ม / คมทวน คันธนู 

วันพฤหัสบดีที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563

ผู้มีวาสนาต่อกัน

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก ยิ่งให้ยิ่งได้ ยิ่งหวงยิ่งอด เราไม่หวงเราไม่อด หมดเดี๋ยวก็มา
"...ผู้มีวาสนาต่อกันเท่านั้น จึงจะผูกพันต่อกัน..."
คุณเชื่อเรื่องวาสนาต่อกันไหม
ทำไมคนบางคนจึงได้เป็นกัลยาณมิตร
ต่อกัน ชี้ชวนแนะนำกันไปทำความดี 
ชวนได้โดยง่ายดาย..
แต่กับอีกหลายคนชวนเท่าไรก็ไม่ไป 
สอนกล่าวตักเตือนก็ไม่ฟัง 
ดีกับเขาเขาก็ไม่มีวันดีตอบ 
กลับคิดว่าเราประสงค์ร้าย 
ไม่เห็นความหวังดีของเรา
ไม่ต้องกังวลเดือดร้อนใจไป 
ทุกคนมีบุพกรรมของตนเอง ต้องเคยมีปัจจัยผูก
ฝ่ายกุศลต่อกัน ก็จะเป็นกัลยาณมิตรกัน
พระพุทธเจ้าก็มีสิ่งที่แม้พระองค์ก็ทำไม่ได้ 
สามอย่างที่บันทึกไว้ในมหายาน 
สามประการที่ว่าคือ ;
1. ไม่สามารถโปรดสัตว์ที่ไม่มีวาสนาต่อพระองค์ 
2. ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงกรรมของสัตว์   
3. ไม่สามารถโปรดสัตว์ให้สิ้นได้
.
วันหนึ่งพระศากยมุนีพุทธเจ้า กำลังแสดงธรรมอยู่ 
แล้วทันใดนั้นพระพุทธองค์กล่าวแก่พระอานนท์ว่า 
“อานนท์เธอเอาถังน้ำใบหนึ่ง ไปเบื้องหน้า
ตามทางจะมีหมู่บ้านแห่งหนึ่ง 
มีหญิงชรานางหนึ่งกำลังซักเสื้อผ้าอยู่ 
ขอน้ำนางกลับมาถังหนึ่ง แต่จำไว้ ..
ต้องแสดงกิริยาสุภาพกับนางด้วย” 

พระอานนท์รับคำ แล้วก็นำถังน้ำเปล่า 
เดินไปทางที่พระพุทธองค์ทรงบอก คิดในใจว่า 
เรื่องเล็กน้อยแค่นี้ ไม่ยากเย็นอะไร 
ก็ไปถึงหมู่บ้านแห่งนั้น เห็นสตรีชราผมขาวนางหนึ่ง
กำลังซักผ้าอยู่จริงๆ พระอานนท์จึงกล่าวปิยวาจา 
ขอน้ำจากหญิงชรานั้นอย่างสุภาพ  
“แม่เฒ่า แม่เฒ่า ข้าอยากจะขอน้ำสักถังจะได้ไหม”

หญิงชรานั้น เมื่อได้เห็นพระอานนท์ 
เหมือนไม่รู้ไปโกรธใครมา “ไม่ได้หรอก น้ำในบ่อนี้ 
ใช้ได้แต่คนที่ในหมู่บ้านนี้เท่านั้น คนอื่นห้ามตักเชียวนะ ไม่ให้ๆ” แถมยังไล่พระอานนท์อีกเสียอย่างนั้น 

พระอานนท์จะอ้อนวอนขอนางอย่างไรก็ไม่เป็นผล  
พระอานนท์สิ้นหนทาง ก็เดินถือถังเปล่ากลับไป
เข้าเฝ้าพระพุทธองค์ แล้วแจ้งความตามที่เกิด 

พระพุทธองค์ทรงพยักหน้ารับ 
แล้วบอกให้พระอานนท์นั่งลง 
แล้วขอให้พระสารีบุตรไปทำแทน

พระสารีบุตรก็กล่าวเช่นเดียวกัน 
“แม่เฒ่า แม่เฒ่า ข้าอยากจะขอน้ำสักถังจะได้ไหม”  
ก็น่าแปลกใจ สตรีชรานางนั้นเมื่อได้เห็นพระสารีบุตร ก็ทำหน้าเหมือนได้พบกับญาติที่ไม่ได้เจอกันเนิ่นนาน ไม่โกรธ ไม่โวยวาย แถมยังกล่าวตอบด้วยดีๆ 

“ได้ๆๆ เอาเลย ตามสบายเลยพระคุณเจ้า 
มาๆ ข้าช่วยท่านตักน้ำดีกว่า” 
ก่อนที่พระสารีบุตรจะกลับ นางก็กุลีกุจอกลับบ้าน 
รีบกลับไปเอาสิ่งของมาถวายพระสารีบุตรให้พระสารีบุตร นำกลับไปอีก เมื่อพระสารีบุตรรับน้ำมาถวายพระพุทธเจ้าแล้ว ก็บอกให้พระสารีบุตรนั่งลง 

พระอานนท์สงสัยเป็นกำลัง จึงได้ทูลถามพระพุทธเจ้า 
“ด้วยเหตุอะไร จึงเป็นเช่นนี้พระพุทธเจ้าข้า”

"ที่นางปฏิบัติกับเจ้าทั้งสองแตกต่างกันเช่นนี้ 
เพราะในชาติอันล่วงมาแล้ว สตรีชรานางนี้
มีสภาพเป็นเดรัจฉาน เกิดเป็นหนูตัวหนึ่ง 
แล้วนางก็ตายอยู่บนถนน 
พระอานนท์ในชาตินั้นเป็นพ่อค้าผ่านทางมา 
เมื่อได้เห็นซากของหนูตัวนั้นตายอยู่ 
ในใจของพระอานนท์ก็เกิดความรู้สึกสะอิดสะเอียน 
เดินเอามือปิดจมูกแล้วจากไป 

แต่ตรงกันข้ามกับพระสารีบุตร 
เมื่อพระสารีบุตรได้เห็นซากหนูตัวนั้น 
ก็ให้บังเกิดจิตเวทนาสงสาร ซ้ำยังเอาซากหนูตัวนั้น
ไปฝังกลบอย่างดี เมื่อชาตินี้พวกเจ้าได้พบกันอีกครั้ง 
สิ่งที่นางปฏิบัติต่อเจ้าทั้งสองจึงมีความแตกต่างกันเช่นนี้"  

จิตเป็นเรื่องละเอียดอ่อน เราต้องรอบคอบ 
ไม่ก้าวล่วงผู้อื่นแม้ความคิด

จากมหาปรัชญาปารมิโตปเทศน์ มีบันทึกไว้ว่า ..
พระพุทธเจ้าพร้อมพระอานนท์ เดินบิณฑบาต
ในเมืองไวศาลี พระอานนท์มองเห็นสตรีนางหนึ่ง
ยากจนข้นแค้นเป็นที่น่าสงสาร 
พระอานนท์ทูลขอให้พระพุทธองค์ไปโปรดนาง 
พระพุทธองค์ตรัสว่า “เรากับนางไม่มีเหตุปัจจัยผูกต่อกัน ดังนั้นนางก็จะไม่ศรัทธาในเรา เราก็ไม่สามารถที่จะโปรดนางได้”  

พระอานนท์รบเร้าอยู่ถึงสามครั้ง 
พระพุทธเจ้าจึงดำเนินไปหานาง เมื่อยืนต่อหน้านาง 
สตรีนางนั้นก็กลับหันหลัง ไม่สนใจพระพุทธเจ้า 
ไม่ว่าพระองค์จะเดินไปต่อหน้านางกี่ครั้ง 
นางก็จะหันหลังให้กับพระองค์ทุกครั้ง 

แม้พระพุทธองค์จะใช้ฤทธิ์ให้พระกาย
ปรากฏขึ้นทั้งสี่ทิศพร้อมกัน สตรีนางนั้นก็ปิดตาเสีย 
ไม่มอง ไม่สนใจพระองค์ 

พระอานนท์จึงได้ประจักษ์แก่คำพูดของพระพุทธเจ้าที่ว่า ...
“หากไร้วาสนา ไร้ปัจจัยผูกพันต่อกัน ไม่สามารถโปรดกันได้” แม้กับพระพุทธเจ้าเองก็ไม่มียกเว้น...
เครดิต ;
FB/พระอรหันต์ สายหลวงปู่มั่น