วันเสาร์ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563

ปราสาทเขมร

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก ยิ่งให้ยิ่งได้ ยิ่งหวงยิ่งอด เราไม่หวงเราไม่อด หมดเดี๋ยวก็มา
เทวาลัยบนยอดเขา “พระจันทร์เสี้ยวแห่งพระศิวะ” นครศรียโศธระปุระ
ในช่วงต้นพุทธศตวรรษที่ 15 เมื่อ “พระเจ้าอินทรวรมัน” (Indravarman) เสด็จสวรรคต ในพระนาม“อิศวรโลก” (Īśvara-Loka) ผ่านประตูแห่งเทวราชา ศิวลึงค์ที่มีพระนามว่า “อินทเรศวร” (Indraśvara) ประดิษฐานอยู่ ณ ปราสาทบากอง (Bakong) สรวงสวรรค์ไกรลาสแห่งนครหริหราลัย (Hariharālaya) ( ร่อลั่ว – โลเลย  (Roluos) ในปัจจุบัน)  โอรสผู้เก่งกล้า 3 พระองค์ ได้ก่อสงคราม 3 เส้า เพื่อแย่งชิงบัลลังก์นาคา ที่จบลงด้วยชัยชนะของ “ยโศกุมาร” (Yaśo Kumāra) โอรสที่พระราชบิดามิได้ต้องการให้ขึ้นครองอาณาจักร  
ภายหลังสงครามกลางเมือง บ้านเมืองหริหราลัยเสียหายอย่างยับเยิน พระเจ้ายโศวรมันจึงได้ย้ายราชสำนักมาสร้างเมืองใหม่ ที่ “ศรียโศธรปุระ” (Sri Yaśōdharapura)  ทางเหนือของหริหราลัยเดิม ทรงให้พราหมณ์ “วามะศิวะ” (Vāmaśiva) ประกอบพิธีสถาปนาพระองค์ขึ้นเป็น “เทวราชา” (Devarāja) เทพเจ้าผู้เป็นใหญ่ที่ปรากฏในกายมนุษย์ ทรงสถาปนามหาปราสาทพีรามิดบนยอดเขา  "ศรียโศธรคีรี" (Yaśōdharagiri) หรือ "พนมบาเค็ง - พนมกังดาล" (Phnom Bakheng - Phnom Kandal) ที่ประดิษฐาน “ศิวลึงค์ (ปลอก) ทองคำ” ประตูสู่สรวงสวรรค์แห่งเทวราชา นามว่า “ยโศธเรศวร” (Yaśōdhareśvara) ขึ้นเป็นศูนย์กลางจักรวาล-อาณาจักรแห่งใหม่ ที่ยิ่งใหญ่กว่าสมัยพระราชบิดาของพระองค์
ภายหลังการขึ้นครองอาณาจักรกัมพุชะเทศะ พระเจ้ายโศวรมันทรงยกกองทัพไปตีนครอินทรปุระ-อาณาจักรจามปาทางตะวันออกและขยายอิทธิพลมายังดินแดนลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาเป็นครั้งแรก ซึ่งอาจได้ยึดครองเมืองลวปุระ ทรงโปรดให้สร้างเทวาลัยที่เรียกว่า “ศรียโสธราศรม” (Yaśōdharashrams) เป็นศูนย์กลางของชุมชนสฺรุกแห่งกัมพุชะเทศะขึ้นทั่วอาณาจักร  ทรงโปรดให้ยกบาราย "อินทรตะฏากะ" (Indratataka) และสร้างปราสาทโลเลยขึ้นบนเกาะที่กลางบารายเพื่ออุทิศถวายแก่พระราชบิดา 
พระองค์ได้ทรงโปรดให้มีการยกบารายเก็บน้ำขนาดใหญ่ ดักแม่น้ำจากพนมกุเลน เรียกว่า “ยโศธรตะฏากะ” (Yaśōdharatataka) หรือ “บารายตะวันออก” ขนาดประมาณ 1.8 * 1.5 กิโลเมตร เพื่อใช้ในการเกษตรกรรมของอาณาจักร
--------------------------------------
*** ในช่วงการก่อสร้างมหาพีรามิดพนมบาแค็ง พระเจ้ายโศวรมันยังโปรดให้สถาปนาปราสาทบนยอดเขาใกล้เคียงกับพนมบาแค็ง ศูนย์กลางของนครศรียโศธระปุระ คือ “ปราสาทพนมบก” (Phnom Bok) บนยอดเขาทางตะวันออกเฉียงเหนือ และ “ปราสาทพนมกรอม” (Phnom Korm) ภูเขาลูกโดดทางใต้ ใกล้กับโตนเลสาบ ซึ่งภูเขาทั้งสองนั้นตั้งอยู่ในรูปที่ต่อเนื่องกันเป็นรูปโค้ง “พระจันทร์เสี้ยว” (Crescent moon) ปิ่นปักบนมวยพระเกศาชฏามุกุฎ (Jaṭāmukuṭa)  หรือ “จันทราศิขระ” (Chandrasekhara) แห่งองค์พระศิวะ โดยมีปราสาทพนมบาแค็งตั้งอยู่ตรงกลาง ตามชื่อนามพนมกังดาลที่แปลว่า “ภูเขาที่ตั้งอยู่ตรงกลาง” ที่อาจเป็นความตั้งใจ-พระราชประสงค์โดยตรงของพระองค์ ผู้ศรัทธาในคติเทวราชา แห่งไศวนิกาย (Shavisim) เช่นเดียวกับพระราชบิดา 
ปราสาทพนมกรอมและปราสาทพนมบก ถูกสร้างขึ้นในรูปแบบแผนผังเดียวกัน แต่มีการจัดวางอาคารประกอบด้านหน้าที่แตกต่างกันเล็กน้อย เป็นปราสาท 3 หลัง ที่หมายถึงอำนาจแห่งพระ “ตรีมูรติ” (Trimūrti)  อันประกอบด้วยพระศิวะ พระวิษณุและพระพรหม
ปราสาทพนมกรอม ตั้งอยู่บนยอดเขาสูง 140 เมตร ใกล้กับโตนเลสาบ ทางใต้ของเมืองเสียมเรียบประมาณ 12 กิโลเมตร ตัวปราสาทและลวดลายที่เคยสลักประดับอยู่ถูกกัดกร่อนจากการกระทำของกระแสลมและน้ำตามธรรมชาติ จนผุกร่อน หลายส่วนแตกกะเทาะลบเลือนไปเป็นอย่างมาก
ส่วนปราสาทพนมบกนั้น ตั้งอยู่บนยอดเขาสูง 221 เมตร ห่างจากเมืองเสียมเรียบไปประมาณ 25 กิโลเมตร ตัวปราสาทยังคงมีลวดลายสลักที่สมบูรณ์ แต่ก็ปรากฏร่องรอยการทุบ-กะเทาะทำลายโดยมนุษย์อย่างตั้งใจ ห่างไปทางตะวันออกเฉียงเหนือของตัวปราสาทประมาณ 100 เมตร ยังเป็นที่ตั้งของอาคารก่อฐานศิลาแลงประดิษฐานพระศิวลึงค์ขนาดใหญ่ ที่ถูกระเบิดทำลายในยุคสงครามกลางเมือง ซึ่งพระศิวลึงค์นี้ อาจเป็น “ยโศธเรศวร” ที่ถูกย้ายไปราชสำนักใหม่ที่นครลึงคปุระ (เกาะแกร์ – โฉกครรกยาร์)  ในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 4 ต่อมาจึงได้ถูกย้ายกลับมาในยุคของพระเจ้าราเชนทรวรมัน  (Rajendravarman) ที่ได้ฟื้นฟูนครศรียโสธระปุระขึ้นใหม่  
--------------------------------------
*** เมื่อพระเจ้ายโสวรมันเสด็จสวรรคตในพระนาม “ปรมศิวะโลกา” (Parama Śiva loka) ในปี พ.ศ. 1453  ปราสาท 5 หลัง บนยอดจักรวาลที่ล้อมรอบด้วยวิมานเทพเจ้า 108 องค์ ตรงจุดกึ่งกลางอาณาจักรและพระจันทร์เสี้ยวแห่งองค์พระศิวะ ได้ถูกใช้เป็นประตู นำพระวิญญาณหลังความตายเสด็จไปรวมพระภาคกับองค์พระศิวะ 
“...พระบรมศพของพระองค์ อาจถูกฝังลึกใต้กรุของปราสาทหลังกลางลงไป ภายในพระโกศสลักหินสี่เหลี่ยมที่มีรูเจาะอยู่ที่ด้านล่าง เพื่อระบายพระบุพโพ (น้ำเหลือง) ในพิธีกรรมมีการโยงสายสิญจน์สีขาวออกจากฝาพระโกศ เพื่อเชื่อมโยงไปยังเหล่าพระโอรส พระมเหสีและพระญาติ เพื่อการรำลึกถึงพระองค์ในระหว่างการประกอบพิธีบูชาไฟ...”
“... เมื่อพระบรมศพแห้งและและได้ฤกษ์งามยามดี ก็อัญเชิญขึ้นพระเมรุมาศถวายพระเพลิง นำพระบรมสรีรางคารไปลอยในแม่น้ำศักดิ์สิทธิ์  แล้วนำพระบรมอัฐิมาเก็บไว้ในพระโกศหินใต้พระศิวลึงค์ เพื่อให้ดวงพระวิญญาณของพระองค์ไปสถิตอยู่ในยโศธเรศวร รวมเป็นนหึ่งเดียวกับองค์พระปรเมศวร
“... แต่เมื่อสิ้นอำนาจของราชวงศ์ ห้องกรุที่เคยเก็บพระบรมอัฐิและสมบัติมีค่าที่อุทิศแก่พระองค์ภายใต้พระศิวลึงค์ บัดนี้ได้ถูกรื้อถอน ปลอกทองคำแห่งพระยโศธเรศวรถูกขโมย พระศิวลึงค์ถูกเคลื่อนย้ายออกไป...”
เครดิต
วรณัย  พงศาชลากร
EJeab  Academy
เพราะทุกที่มีเรื่องราวและเรื่องเล่า 

วันศุกร์ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563

วัดหน้าพระเมรุ

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก ยิ่งให้ยิ่งได้ ยิ่งหวงยิ่งอด เราไม่หวงเราไม่อด หมดเดี๋ยวก็มา
"พระพุทธนิมิตรวิชิตมารโมลีศรีสรรเพชญบรมไตรโลกนาถ”
 เป็นชื่อนามของพระพุทธรูปทรงเครื่องกษัตริย์ พระประธานภายในพระอุโบสถวัดหน้าพระเมรุราชิการามวรวิหาร ที่ตั้งอยู่ทางเหนือนอกเกาะเมืองกรุงศรีอยุธยาใกล้กับคูเมืองแม่น้ำลพบุรี เป็นชื่อที่เพิ่งถูกถวายพระนามขึ้นใหม่โดย “พระยาไชยวิชิตสิทธิสาตรามหาประเทศราชชาติเสนาบดี” (เผือก)  ผู้รักษา (รั้ง) กรุงเก่า แม่กองในการบูรณปฏิสังขรณ์วัดหน้าพระเมรุฯ ในปี พ.ศ. 2378 เพื่อเป็นการเฉลิมพระยศพระเกียรติล้นเกล้า ฯ รัชกาลที่ 3 ไปพร้อมกับการใส่ชื่อนาม “วิชิต” ของตน ร่วมในการพระราชกุศลอันมงคลเพื่อเป็นพุทธบูชาประกอบไปพร้อมกันด้วย 
การสร้างพระพุทธรูปทรงเครื่องกษัตริย์-จักรพรรดราชที่เก่าแก่ที่สุด ปรากฏหลักฐานจากคติพุทธศาสนาฝ่าย “นิกายสรวาสติวาท” (Sarvāstivāda)  ที่เริ่มปรากฏงานพุทธศิลป์ครั้งแรกในช่วงพุทธศตวรรษที่ 5 - 6 มีความหมายถึง “พระโพธิสัตว์” (Bodhisattva) ทั้ง “เจ้าชายสิทธัตถะ” (Siddhartha) ที่ยังไม่บรรลุโพธิสมภาร และ “พระโพธิสัตว์ไมเตรยะ” (Bodhisattva Maitreya) ปรากฏความในคัมภีร์ “ลลิตวิสตระสูตร” (Lalitavistara Sūtra) ว่า เป็นกษัตริย์อยู่บนสวรรค์ รอการมาประสูติเป็นอนาคตพุทธเจ้า
ในคติมหายาน (Mahāyāna Buddhism) และพุทธตันตระ (Tantric Buddhism - Vajrayana Tantra) พุทธศิลป์ทรงเครื่องจะหมายถึง “พระมหาไวโรจนะ – พระอาทิพุทธ – พระวัชรสัตว์พุทธะ” (Mahāvairocana- Ādi-Vajrasattva Buddha) พระพุทธเจ้าผู้เป็นราชาเหนือเหล่าพระตถาคต – พระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าพระองค์แรกที่ให้กำเนิดพระฌานิพุทธเจ้า “ปัญจสุคต” (Paῆca Sugatā) ในพุทธภาวะ “สัมโภคกาย” (Sambhoga-kāya)  ทั้ง 5 พระองค์ ที่เริ่มปรากฏรูปประติมากรรมทางศิลปะในปาละ – พุกาม – กัมพุชเทศะ มาตั้งแต่ช่วงต้นพุทธศตวรรษที่ 14  
ส่วนคติฝ่าย “สถวีรวาท-วิภาชยวาทิน” (Sthāvirīya -Vibhajjavāda) - หีนยาน (Hīnayāna) หรือเถรวาท (Theravāda)  พระพุทธรุปทรงเครื่องกษัตริย์จะหมายความถึง “พระศรีอาริยเมตไตรย” (Phra Sri Ariya Metteyya) ครั้งที่ยังคงเป็นพระโพธิสัตว์ที่กำลังบำเพ็ญสมาธิประทับอยู่บนสวรรค์ชั้นดุสิต เพื่อรอการเสด็จลงมาประสูติเป็นพระอนาคตพุทธเจ้าพระองค์สุดท้ายในภัทรกัปป์ ปรากฏรูปประติมากรรมพระศรีอาริยเมตไตรยทรงเครื่องกษัตริย์ในลังกา รามัญและพุกาม ตั้งแต่ช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 15 อีกทั้งยังหมายถึงคติ “ท้าวชมพูบดี” (Jambupati)  พระสูตรนอกนิบาตที่เล่าถึงเรื่องราวพระพุทธเจ้าสมณโคตม (Samaná Gautama) กำราบพระยาชมพูบดี ที่ถูกแต่งขึ้นในเขตรามัญ-พม่า-ล้านนา ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 19 – 20 แต่เพิ่งปรากฏรูปประติมากรรมทางศิลปะในช่วงพุทธศตวรรษที่ 21 – 22 
ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 18 – 19 ได้เกิดคติ “พุทธราชา” (Buddharāja) ที่ได้รับอิทธิพลจากคติ “จักรวาทิน” (Cakravartin)  ในความหมายที่พระพุทธเจ้าทรงเป็นจักรพรรดิแห่งจักรวาล จากฝ่ายปาละ – พุกาม และลัทธิเทวราชา (Devarāja) จากฝ่ายกัมพุชะเทศะ พัฒนาเป็นคติ “จักรพรรดิราชา” (Chakravartirāja)  จักรพรรดิผู้เป็นใหญ่เหนือเหล่าพระราชา   
ลัทธิเถรวาทในกลุ่มรัฐลุ่มน้ำเจ้าพระยาได้สร้างคติ “พระจักรพรรดิราช” ที่กษัตริย์สามารถเป็นพระพุทธจักรพรรดิราชผู้ครองชมพูทวีปทั้ง 4 ในกัปป์ที่พระพุทธเจ้าศรีอาริยเมตไตรยยังไม่ได้ลงมาจุติได้ ดังปรากฏในวรรณกรรม "ไตรภูมิพระร่วง" เพียงแต่กษัตริย์ที่ต้องการเป็นพระจักรพรรดินั้นจะต้องครอบครองแก้วจักรพรรดิ 7 ประการ จึงจะเป็นพระจักรพรรดิราชผู้ครอบครองชมพูทวีป ที่ถูกนำมาใช้ใน เป็นข้ออ้างในการพระราชสงครามเพื่อการขยายอาณาจักรทั้งของฝ่ายพุกาม หงสาวดี อังวะ กรุงศรีอยุธยา หลวงพระบาง เวียงจันทน์ และละแวก มาตั้งแต่ช่วงต้นพุทธศตวรรษที่ 18-22 
แล้วพระพุทธรูปทรงเครื่องกษัตริย์ที่วัดหน้าพระเมรุ ควรมาจากคติอะไร เป็นพระราชนิยมในสมัยไหน ?
----------------------------------
*** พระพุทธรูปทรงเครื่องกษัตริย์ ประธานแห่งวัดหน้าพระเมรุ เป็นพระพุทธปฏิมาประทับขัดสมาธิราบ ปางมารวิชัย ครองจีวรห่มดอง มีชายผ้าสังฆาฏิทิ้งเป็นแถบยาวหน้าพระนาภี ประดับด้วยอุณหิสเทริดทรงมงกุฎยอดชัย (เดินหน) ทัดด้วยครีบข้าง (หูเทริด) ปลายแหลมคั่นหน้าพระกรรณ (หู) ประดับกระจก แบบครอบพระเศียรไม่ใช่แบบผูกด้านหลังอย่างงานศิลปะเขมร สวมกรองศอ สังวาลไขว้ประดับด้วยกระจังและตาบทับทรวง พาหุรัดทองข้อพระกรและข้อพระบาท สวมพระธำมรงค์ทุกนิ้วพระหัตถ์ (อาจหายไปตอนบูรณะใหม่ในสมัยรัชกาลที่ 3) ตามแบบ “ทรงเครื่องใหญ่” ของกษัตริย์หรือพระจักรพรรดิราชา
ส่วนพระพักตร์เป็นรูปกลมไข่ พระขนงโก่งโค้งเป็นสันคมมาบรรจบกันที่ตรงกลางเหนือพระนาสิกทรงชมพู่โด่ง เว้นช่องกลางพระนลาฏไว้เพื่อต่อเป็นสันคมของพระนาสิก พระเนตรเหลือบมองต่ำ (ตานกนอน) ปลายพระเนตรชี้ขึ้นสูง  โปนพระเนตรโค้งใหญ่รับกับพระขนง พระเนตรล่างที่เปิดเหลือบเป็นลอนโค้งปลายแหลม แอ่นโค้งที่ตรงกลางพระกาฬเนตร ริมพระโอษฐ์บาง ปลายแหลมโค้งขึ้นตรงกับพระกาฬเนตรแบบแย้มพระสรวล พระหนุนูนกลมตรงกลางรับกับพระนาสิก พระกรรณกลมซ้อนยอดแหลมบายศรี ติ่งพระกรรณเว้าโค้งออกเจาะเป็นช่องยาวปลายประดับด้วยกุณฑลที่โค้งออกตามติ่งพระกรรณ ตามแบบงานศิลปะช่างหลวงสมัยพระเจ้าปราสาททอง 
เมื่อครั้งแรกสร้างในช่วงพุทธศตวรรษที่ 21 (พระบรมไตรโลกนาถถึงพระรามาธิบดีที่ 2 พิจารณาประกอบกับการปรากฏครีบข้าง (หูเทริด) รูปแบบใบเสมาคู่ในคติสีมันตริกและรูปแบบพระอุโบสถ) เป็นพระหล่อด้วยสำริดขนาดใหญ่ ส่วนพระเพลากว้างประมาณ 4.5 เมตร สูงประมาณ 6 เมตร เล็กกว่าเศียรพระใหญ่สำริดที่พบจากวัดพระศรีสรรเพชญเพียงเล็กน้อย (อัตราส่วนเมื่อเทียบจากส่วนพระเศียร พระเพลากว้า 55 เมตร สูง 7 เมตร) ซึ่งอาหล่อเป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัยที่ไม่ทรงเครื่อง หรืออาจเป็นพระทรงเครื่องตามคติพระศรีอาริยเมตไตรย ซึ่งต่อมาในสมัยพระเจ้าปราสาททองได้มีการพอกปูนประดับลวดลายลงรัก ปั้นรักปิดทององค์พระสำริด ปรับเปลี่ยนแก้ไขเป็นพระพุทธรูปทรงเครื่องตามคติที่นิยมในยุคสมัยของพระองค์ มีพุทธศิลป์เดียวกับพระพุทธรูปทรงเครื่องภายในพระเมรุทิศ เมรุรายที่วัดไชยวัฒนารามและพระพุทธรูปทรงเครื่องสำริดขนาดเล็ก มีพุทธศิลป์เดียวกันที่พบเป็นจำนวนมาก
------------------------------------------
*** ในคำฉันท์สรรเสริญพระเกียรติฯ พระเจ้าปราสาททอง ได้กล่าวถึงสาเหตุที่พระองค์จะตั้งพระราชพิธีลบศักราชเมื่อจุลศักราช 1000 ว่าเป็นไปตามพุทธทำนายที่กล่าวว่า “...ในภายภาคหน้า กษัตริย์กรุงศรีอยุธยา (พระโพธิสัตว์) จักได้ประกอบพระราชพิธีลบศักราช...” ซึ่งพระองค์ก็อ้างพระองค์ว่าเป็นพระโพธิสัตว์  (ผู้มีบุญญาธิการ) พระองค์นั้น ที่ได้จุติลงมาเป็นพระมหากษัตริย์เพื่อการลบศักราช นำมาซึ่งความร่มเย็นเป็นสุขของโลก ทั้งยังระบุว่าพระชาติที่แล้วของพระองค์นั้นเป็นช้างปาลิไลยก์ในครั้งพุทธกาล ที่ได้รับพุทธพยากรณ์จากพระพุทธเจ้าสมณโคตมว่า ช้างปาลิไลยก์นั้นจะได้ตรัสรู้เป็น “อนาคโตทศพุทธ” ที่หมายความถึง “พระสุมังคลพุทธเจ้า” พระอนาคตพุทธเจ้าองค์ที่ 10 ในอนาคต ดังความปรากฏใน “คัมภีร์อนาคตวงศ์” ว่า
“...ในลำดับนั้น อันว่าช้างปาลิไลยหัตถีตัวนั้น ก็เป็นพระโพธิสัตว์ สร้างบารมีมาเป็นอันมาก จักได้ตรัสเป็นสมเด็จพระพุทธเจ้า ทรงพระนามชื่อว่าพระสุมงคลในอนาคต พระสุมงคลทศพลญาณเจ้านั้น มีพระองค์สูงได้ 60 ศอก พระชนมายุยืนประมาณแสนปี กำหนดไม้กากะทิงเป็นพระศรีมหาโพธิ ประดับด้วยพระพุทธรัศมีรุ่งเรือง...”
พุทธศิลป์พระสุมังคลพุทธเจ้า พระอนาคตพุทธเจ้าองค์ที่ 10 จึงควรจะเป็นพระพุทธรูปทรงเครื่องกษัตริย์ ตามรูปแบบศิลปะเดียวกับพระศรีอาริยเมตตไตรย ที่ถือว่าเป็นอนาคตพุทธเจ้าพระองค์แรก
คติความเชื่อของพระเจ้าปราสาททอง ทำให้เกิดพระราชนิยมในการสร้างพระพุทธรูปปางปาลิไลยก์และพระพุทธรูปทรงเครื่องกษัตริย์ รวมทั้งพระพุทธรูปทรงเครื่อง “ผสม” ปางป่าเลไลยก์ในองค์เดียวกัน (ที่พบจากวัดสะแก จัดแสดงอยู่ภายในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติมหาวีรวงศ์ นครราชสีมา)    
-----------------------------------------
*** พระพุทธรูปทรงเครื่องประธานวัดหน้าพระเมรุ ฯ จึงเป็นงานพุทธศิลป์ที่สร้างขึ้นตามคติ “พระอนาคตสุมงคลพุทธเจ้า” ทรงเครื่องกษัตริย์ตามแบบพุทธศิลป์พระศรีอาริยเมตไตรย ที่เคยเป็นความนิยมของราชสำนักกรุงศรีอยุธยามาตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 20 - 21  รับกับความที่ปรากฏในฉันท์สรรเสริญพระเกียรติฯ พระเจ้าปราสาททอง 
เป็นพระพุทธรูปเพื่อการฉลองพระองค์ของพระเจ้าปราสาททอง ที่สะท้อนคติความเชื่อที่ว่า เมื่อพระองค์เสด็จสวรรคต พระองค์จะได้ไปจุติเป็นพระอนาคตสุมงคลพุทธเจ้า (ศรีอาริยเมตไตรยแบบเถรวาท้องถิ่น) มิได้ถูกแปลงขึ้นใหม่ตามคติจักรพรรดิราชา (พระจักรพรรดิเหนือเหล่าราชา) หรือ พุทธศิลป์ทรงเครื่องตามคติท้าวชมพูบดีตามแบบพม่า-ล้านนา แต่อย่างใด
เครดิต ;
วรณัย  พงศาชลากร
EJeab  Academy
เพราะทุกที่มีเรื่องราวและเรื่องเล่า

พระอจนะพระพูดได้

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก ยิ่งให้ยิ่งได้ ยิ่งหวงยิ่งอด เราไม่หวงเราไม่อด หมดเดี๋ยวก็มา
พระอจนะ 
พระอจนะ หรือที่เรียกกันว่า #พระพูดได้  ที่วัดศรีชุม
     เป็นพระพุทธรูปปูนปั้นปางมารวิชัยขนาดใหญ่ วิหารเป็นรูปสี่เหลี่ยมคล้ายมณฑป แต่หลังคาพังทลายหมดแล้ว ผนังทางด้านข้างมีช่องเล็ก ๆ ซึ่งถ้าเข้าไปในอุ    โมงแล้วไปโผล่ที่ช่องนี้แล้วพูดออกมาดัง ๆ ผู้ที่อยู่ในวิหารจะต้องคิดว่าพระอัจนะพูดได้ เสียงพูดนั้นจะกังวาล น่าเกรงขาม ซึ่งสมัยก่อนจะเป็นวิธีหนึ่งที่ใช้ในการ  ปลุกปลอบขวัญทหาร
 " #พระอจนะ" เป็นพระพระพุทธรูปปางมารวิชัย ขัดสมาธิราบ วัสดุปูนปั้น แกนในก่ออิฐและศิลาแลง หน้าตักกว้าง ๑๑.๓๐ เมตร สูง ๑๕ เมตร องค์พระพุทธรูป  ขนาดใหญ่เต็มวิหาร ศิลปะแบบสุโขทัย ประดิษฐานอยู่ภายในวัดศรีชุม ส่วนหนึ่งของอุทยานประวัติศาสตร์ที่ได้รับการย่อย่องให้เป็นมรดกโลก
 วัดศรีชุม เป็นโบราณสถานที่ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของเมืองสุโขทัย สร้างเป็นมณฑปรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส เพื่อประดิษฐานพระพุทธรูปปูนปั้นขนาดใหญ่  เต็มมณฑปศิลาจารึกสุโขทัยหลักที่ ๑ เรียกว่า "พระอจนะ" พระมณฑปกว้างด้านละ ๓๒ เมตร สูง ๑๕ เมตร ผนังหนา ๓ เมตร ผนังด้านซ้ายเจาะเป็นทางทำบันได  ในผนังขึ้นไปถึงหลังคา เพดานผนังมีแผ่นหินชนวนสลักภาพลายเส้นเป็นเรื่องในชากดต่างๆ มีจำนวน ๕๐ ภาพ เรียงประดับต่อเนื่องกัน มณฑปตั้งอยู่บนฐานสูง  ด้านหน้าเปิดเป็นช่องเห็นพระพักต์พระพุทธรูปงดงามแต่ไกล
 พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาบันทึกความมหัศจรรย์ของพระอจนะไว้ว่า เมื่อสมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงยกกองทัพไปปราบกฏที่เมืองสวรรคโลก ได้มา  ชุมนุมพลที่วัดศรีชุม ปรากฏว่ามีเสียงเปล่งออกมาจากองค์พระอจนะ ทำให้กองทัพเกิดขวัญกำลังใจเป็นอย่างยิ่ง

วันจันทร์ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก A giver is always be loved.

วันเสาร์ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563

อานิสงส์การเจริญเมตตา

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก ยิ่งให้ยิ่งได้ ยิ่งหวงยิ่งอด เราไม่หวงเราไม่อด หมดเดี๋ยวก็มา
อานิสงส์สิบเอ็ดประการ 
(๑) สุขังสุปะติ, คือ (ผู้เจริญเมตตาจิตนั้น) หลับอยู่ก็เป็นสุฃสบาย
(๒) สุขัง พุชฌะติ, ตื่นขึ้นก็เป็นสุขสบาย,
(๓) นะปาปะกัง สุปินัง ปัสสะติ, ไม่ฝันร้าย
(๔) มะนุสสานัง ปิโยโหติ, เป็นที่รักของเหล่ามนุษย์ทั้งหลาย,
(๕) อะมะนุสสานัง ปิโยโหติ, เป็นที่รักของเหล่าอมนุษย์ทั่วไป,
(๖) เทวะตารักขันติ, เทวดาย่อมคุ้มครองรักษา
(๗) นาสสะอัคคิ วา วิสัง วา สัตถัง วา กะมะติ, ไฟก็ดี ยาพิษก็ดี ศัตราก็ดี ย่อมทำอันตรายไม่ได้,
(๘) ตุวะฎัง จิตตังสะมาธิยะติ, จิตย่อมเป็นสมาธิได้โดยเร็ว,
(๙) มุขะวัณโณ วิปปะสีทะติ, ผิวหน้าย่อมผ่องใส,
(๑๐) อะสัมมุฬโห กาลัง กะโรติ, เป็นผู้ไม่ลุ่มหลง ทำกาลกิริยาตาย,
(๑๑) อุตตะรัง อัปปะฎิวำชฌันโต, พรัหมะโลกูปะโค โหติ, เมื่อยังไม่บรรลุคุณวิเศษอันยิ่งๆขึ้นไป, ย่อมเป็นผู้เข้าถึงพรหมโลกแล,

คาถาเป่าฟก

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก ยิ่งให้ยิ่งได้ ยิ่งหวงยิ่งอด เราไม่หวงเราไม่อด หมดเดี๋ยวก็มา
คาถาเป่าฟก
ตั้ง นะโม ๓ จบ
พุทธัง กระจาย
ธัมมัง  กระจาย
สังฆัง  กระจาย
ทะลายด้วยนะโมพุทธายะ
เศกปูนแดงแล้วทาบริเวณที่ฟกช้ำดีนักแลฯ
พ่อลิ แทนรินทร์

คาถาเป่าคะพั่น

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก ยิ่งให้ยิ่งได้ ยิ่งหวงยิ่งอด เราไม่หวงเราไม่อด หมดเดี๋ยวก็มา
คาถาเป่าตะพั้น

ต้นตระกูล พ่อลิ แทนรินทร์

ตั้งนะโม 3 จบ
โอม พระพุทธะสิทธิ ข้าวของทางนี้ แต่งไว้สิ้นเสร็จ แม่ซื่อทั้งหลายรายวันทั้งเจ็ด พระสีสารเพชร ขอให้น้ำประสิทธิ์ แม่ซื่อวันอาทิตย์ชื่อนางจิตนะจันทร์ แม่ซื่อวันจันทร์ชื่อนางนงคาร แม่ซื่อวันอังคารชื่อนางบริสุทธิ์ แม่ซื่อวันพุธชื่อนางสมุททัด แม่ซื่อวันพฤหัสชื่อนางโลกาวัตถุ แม่ซื่อวันศุกร์ชื่อนางเอคฆะมะลัย ถ้าต้องผู้ใดสูเคลื่อนคลาดสูเร่งออกไป สูอย่าได้เวียนวน ฝ่ายมหาทนอยู่ใต้พสุธา แม่ซื่อไยไพรนะยายพรหมาแม่ซื่อใจกล้า ลงมาทำร้าย กูรู้จักกำเนิด สูเกิดทั้งหลาย จูจนคนไพรกูไม่เมตตาปราณี สูย่อมอำพราง สูบอกอีนางว่าลูกเขาตาย สูเอาลูกเขามากินต่างผักเป็นสาธาร รู้ถึงพระบาท พระราชกุมารกูเป็นนายท่าน ภูตพรายหลายคน แม่ซื่อฝูงผี ปีเดือนวันคืน แม่ซื่ออยู่น้ำกลับมาอยู่บก แม่ซื่ออยู่ลก กลับมาอยู่ชุม แม่ซื่อยู่ชุมไปได้ทั่วทิศสาแม่ซื่อสินลาทองแข็งเป็นดาน แม่ซื่อลากพานนก กะติงวิ่งไวแม่ซื่อรากไทร นกกะยางตีนเทียน แม่ซื่อโนรีงามดีตะละเขียน อย่าได้วนเวียน เร่งไปสถานไปเล่ามุนี ยุลีสังหาร อย่าอยู่ช้านานกะบ้องลาหู ช้าทำหน้าตาโต้ กล่ำตีนมือกำกะสั่มกะสาย โอมกูจะเป่ากำพั่น อีนั่น ...(ชื่อ)...ชัก แหงนส้อนไม่กินนม แม่เคี้ยวข้าวป้อน มักซ่อนมักอม ทำหน้าตามกหมม จนค่ำจนรุ่ง สะดุ้ง ตื่นมาหันใจเข้าใจออก กรอกไปกรอกมา โอมมะลู มะลู สวะหาย ยะ
คาถาเป่าตะพั่น ดีนักแลฯ