ยิ่งให้ยิ่งได้
ชายผู้ยากจนถามพระพุทธเจ้าว่า “เหตุใดข้าจึงยากจนยิ่งนัก” รู้คำตอบ ถึงกับน้ำตาไหล
กาลครั้งหนึ่ง มีขอทานคนหนึ่งออกขอทานทุกวัน เขาอยากจะมีชีวิตเหมือนคนปกติ เพราะฉะนั้น เขาจึงมักจะขอทานเสบียงกรังและตุนไว้ แต่ว่าเขากักตุนเสบียงมาหลายปี ยุ้งฉางของเขาก็มีเพียงข้าวสารนิดหน่อย เขาไม่เข้าใจว่าทำไมเป็นเช่นนั้น เขาจึงตัดสินใจค้นหาสาเหตุ
คืนวันหนึ่ง เขาแอบอยู่มุมหนึ่งของบ้านและจ้องไปที่เสบียง ในที่สุด เขาเห็นหนูตัวใหญ่มาขโมยกินเสบียงของเขา เขาโกรธมาก ตะโกนไปที่เจ้าหนูว่า “บ้านคนรวยมีอาหารเยอะแยะ แกทำไมไม่ไปกินทำไมเจาะจงมากินอาหารข้าที่กักตุนมาด้วยความลำบาก” เจ้าหนูพูดขึ้นว่า “ชะตาของเจ้ามีข้าวสารได้แค่8ส่วน เดินให้ทั่วหล้า ก็ไม่สามารถมีข้าวได้ครบถัง” ขอทานถามเจ้าหนู “ทำไมเป็นเช่นนั้น” เจ้าหนูตอบว่า “ข้าก็ไม่รู้ เจ้าไปถามพระพุทธองค์สิ
ขอทานจึงตัดสินใจ เดินทางไปทางทิศตะวันตกเพื่อถามพระพุทธองค์ ว่าเหตุผลอันใดถึงมีชะตาชีวิตเช่นนี้
เจ้าขอทานก็ออกเดินทาง เขาขอทานระหว่างทาง เดินทางไปไกลมาก วันหนึ่ง เขาเดินจนฟ้ามืดถึงจะพบบ้านคนหลังหนึ่ง รีบไปเคาะประตู มีพ่อบ้านเดินออกมาถามว่ามีเรื่องอะไร เขาบอกขอข้าวกินหน่อย พอดีเศรษฐีเจ้าของบ้านออกมาเห็นเข้า เลยถามขอทานว่า มืดอย่างนี้แล้วทำไมยังเดินทางอยู่อีก ขอทานจึงเล่าชะตาชีวิตให้เศรษฐีฟัง
บอกว่าจะไปถามเหตุผลกับพระพุทธองค์ เศรษฐีได้ยินดังนั้น รีบเชิญขอทานเข้าไปนั่งในบ้าน ให้เสบียงกรังและเงินกับเขาจำนวนหนึ่ง ขอทานถามว่าทำไมทำเช่นนั้น เศรษฐีจึงเล่าเหตุผลให้ฟังว่า ลูกสาวข้าอายุ16แล้ว ยังพูดไม่ได้ ขอร้องให้เจ้าช่วยถามเหตุผลกับพระพุทธองค์ด้วย
เศรษฐีเคยสาบานว่าใครก็ตามที่ทำให้ลูกสาวพูดได้ เขาก็จะให้ลูกสาวแต่งงานกับคนนั้น ขอทานได้ฟังเช่นนั้น คิดว่าไหนๆก็จะไปหาพระพุทธองค์อยู่แล้ว เราก็ถือโอกาสช่วยถามให้เขาก็ได้ ขอทานจึงรับปากจะถามให้
ขอทานเดินทางต่อไปผ่านภูเขาลูกแล้วลูกเล่า เดินถึงเขาลูกหนึ่ง เห็นวัดแห่งหนึ่งตั้งอยู่ ก็เลยเข้าไปขอน้ำดื่ม เห็นพระแก่รูปหนึ่งถือไม้เท้าดีบุก ท่าทางแก่มาก แต่ดูกระฉับกระเฉง พระชราให้น้ำเขาดื่มและบอกให้เขาพักผ่อนสักครู่ แล้วถามเขาว่าจะไปไหน ขอทานบอกจุดหมายที่จะไป พระชรารีบจับมือขอทานไว้และพูดว่า ขอร้องเจ้าต้องช่วยถามพระพุทธองค์ให้หน่อย ข้าเข้าฌานฝึกฝนมา 500 กว่าปีแล้ว ตามหลักควรจะขึ้นสวรรค์แล้ว ทำไมยังบินขึ้นไปไม่ได้ ขอทานก็เลยรับปากพระชรา
เดินไปข้างหน้า ผ่านหนทางทั้งห้วยหนองคลองบึง ขอทานมาถึงริมแม่น้ำสายหนึ่ง ในแม่น้ำไม่มีเรือสักลำ ขอทานร้อนรนใจ จะทำอย่างไรดี จะข้ามไปยังไง ขอทานร้องไห้และพูดว่า หรือว่าชีวิตข้าจะต้องลำบากเช่นนี้หรือ ทันใดนั้น เต่ายักษ์แก่ตัวหนึ่งโผล่ขึ้นเหนือน้ำ เต่าแก่พูดภาษาคนได้ ถามขอทานว่ามาร้องไห้ที่นี่ทำไม ขอทานเล่าเรื่องทั้งหมดให้ฟัง เต่าแก่พูดกับเขาว่า ข้าได้เข้าฌานปฏิบัติตนมา 1000 ปีแล้ว ตามหลักน่าจะกลายเป็นมังกรบินไปแล้ว ทำไมยังเป็นแค่เต่าแก่ๆตัวหนึ่ง ถ้าเจ้าไปพบพระพุทธองค์ช่วยถามให้ข้าด้วย ข้าจะให้เจ้าขี่ข้ามแม่น้ำไปฝั่งตรงข้าม ขอทานรับปากด้วยความดีใจ
ขอทานเดินไปจำไม่ได้ว่าอีกกี่วัน แต่ก็หาพระพุทธองค์ไม่เจอ คิดในใจว่าพระพุทธองค์อยู่ไหนนะ แดนสุขาวดีน่าจะถึงแล้ว ขอทานเสียใจมาก เลยผลอยหลับไปแบบงุนงง
ทันใดนั้นพระพุทธองค์ปรากฏองค์ขึ้น ขอทานดีใจมาก พระพุทธองค์ถามขอทานว่า เจ้ามาไกลขนาดนี้ น่าจะมีคำถามอะไรที่สำคัญมากใช่ไหม ใช่เจ้าค่ะ ข้าน้อยจะถามคำถามหลายคำถาม หวังว่าท่านจะอธิบายให้ข้าน้อยเข้าใจได้ พระพุทธองค์ตอบว่า ได้สิ แต่มีเงื่อนไขหนึ่งนะเจ้าถามได้สูงสุดแค่ 3 คำถามเท่านั้น เพราะว่าไม่เคยมีใครถามเกิน 3 คำถามมาก่อน ขอทานตอบตกลง คิดในใจว่า ข้าจะถามคำถามไหนดีขอทานรู้สึกว่าคำถามของตนเองช่างไม่มีความสำคัญเลย
เต่าแก่เข้าฌานมา1000ปีแล้ว ไม่ใช่เรื่องง่าย คำถามเขาน่าจะลองถามดู
พระชราปฏิบัติมา500ปี ก็ลำบากมาก คำถามเขาก็น่าจะถามดู
ลูกสาวเศรษฐีช่างน่าสงสารนัก พูดไม่ได้แล้วจะแต่งงานได้ยังไง
คำถามของเขาก็น่าจะถามดู และแล้วขอทานจึงไม่ลังเลที่จะถามคำถามที่1
พระพุทธองค์ตอบเขาว่า เต่าแก่ไม่ยอมสละกระดองของมัน ก็เลยไม่สามารถกลายเป็นมังกรได้ ในกระดองของเต่ามีไข่มุกราตรีอยู่24เม็ด ถ้ามันยอมสละกระดอง มันก็จะกลายเป็นมังกรได้
คำถามที่2 ท่านตอบว่า พระชราถือไม้เท้าวิเศษทั้งวัน ในใจพะวงแต่ไม้เท้าว่าเป็นของวิเศษ ใช้ไม้เท้าเคาะบนพื้น1ที บนพื้นก็จะกลายเป็นธารน้ำใส ถ้าหากพระชรายอมโยนไม้เท้าทิ้ง เขาก็จะขึ้นสวรรค์ได้แล้ว
ขอทานดีใจมาก จึงถามคำถามที่3 ท่านตอบว่า ถ้าเด็กสาวได้พบคนที่เธอรัก เธอก็จะพูดได้เอง และทันใดนั้นพระพุทธองค์ก็หายไป?
ขอทานรู้สึกว่า ปัญหาของตัวเองไม่มีอะไรสำคัญ กลับไปขอทานตามเดิมดีกว่า แล้วจึงรีบเดินทางกลับ ขอทานกลับมาถึงริมแม่น้ำ เต่าแก่คำนวนว่าขอทานน่าจะมาถึงแล้ว จึงรีบถามว่าพระพุทธองค์ตรัสว่ายังไง ขอทานพูดว่า เจ้าพาข้าข้ามแม่น้ำไปก่อน ข้าจะเล่าให้ฟัง เต่าพาขอทานข้ามแม่น้ำไป ขอทานเล่าสาเหตุให้ฟัง เต่าฟังแล้วเข้าใจทันที จึงถอดกระดองออกยกให้ขอทานและพูดว่า ในนี้มีไข่มุกราตรี24เม็ด เป็นของที่หาค่ามิได้ สำหรับข้าไม่มีประโยชน์แล้ว ข้าขอยกให้เจ้า เต่าแก่จึงกลายเป็นมังกร บินหายไป
ขอทานเอาไข่มุกราตรี24เม็ด รีบเดินทางกลับมาถึงบนเขาพบกับพระชรา พระชรารีบถามว่าพระพุทธองค์ท่านตรัสว่าอย่างไร ขอทานเล่าสาเหตุให้ฟัง พระชราได้ฟังดีใจมาก จึงมอบไม้เท้าวิเศษให้แก่ขอทาน พระชราจึงขี่เมฆบินขึ้นท้องฟ้าหายไป
ขอทานเดินทางมาถึงหน้าบ้านเศรษฐี ทันใดนั้น มีหญิงสาววิ่งออกมาและตะโกนเสียงดังว่า คนที่ไปถามพระพุทธองค์กลับมาแล้ว เศรษฐีก็วิ่งออกมา เขาตกใจมากที่อยู่ๆลูกสาวเขาพูดได้ ขอทานถ่ายทอดคำตรัสพระพุทธองค์ เศรษฐีดีใจมาก จึงให้ลูกสาวแต่งงานกับขอทาน
ความรักที่ให้ออกไป ความรักก็จะย้อนกลับคืนมา
ความสุขที่ให้ออกไป ความสุขก็จะย้อนกลับคืนมา
คิดเผื่อคนอื่น ย่อมจะต้องมีคนคิดถึงคุณ
นี่คือเหตุและผล นี่คือกฏเกณฑ์
เมื่อท่านอ่านบทความนี้จบ ท่านมี2ทางเลือก
เครดิต ;
ขอบคุณข้อมูลจาก http://www.share-si.com/2017/01/blog-post_622.html
วันพฤหัสบดีที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2563
ยิ่งให้ยิ่งได้
ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก
ยิ่งให้ยิ่งได้ ยิ่งหวงยิ่งอด เราไม่หวงเราไม่อด หมดเดี๋ยวก็มา
วันอังคารที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2563
คาถาขับรถปลอดภัย
ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก
ยิ่งให้ยิ่งได้ ยิ่งหวงยิ่งอด เราไม่หวงเราไม่อด หมดเดี๋ยวก็มา
คาถาขับรถปลอดภัย
ตั้งนะโม 3 จบแล้วสวดคาถา เพื่อภาวนาให้เดินทางแคล้วคลาดปลอดภัยจากอุบัติเหตุต่างๆ ตลอดการเดินทาง
๑. “เมตตัญ จะ สัพพะโล กัสสะมิง มานะ สัมภาวะเย อัปปะริมานัง”
หลวงพ่อจรัญ ท่านเคยบอกไว้ว่า เวลาขับรถให้ภาวนาพระคาถาบทนี้ แต่จะสวดเป็นหัวใจก็ได้ คือ “เมตตา คุณณัง อรหัง เมตตา” เป็นการแผ่เมตตา สวดแล้ว คนก็รัก หมาก็รัก ผีก็รักครับ ท่านว่างี้น่ะครับ ขับรถก็บริกรรมไป ท่านว่า ปลอดภัยดี ผีสางเทวดาช่วยดู
**************************
คาถาเดินทางปลอดภัย ไร้อุปสรรค
คาถานี้เป็นคาถาหลวงปู่ศุข วัดมะขามเฒ่า โดยตั้งจิตให้เป็นสมาธิ ตั้งนะโม 3 จบ แล้วสวดก่อนเดินทาง ช่วยให้เดินทางปลอดภัย ไร้อุปสรรคตลอดการเดินทาง
๒.“สัตถา เทวะมะนุสสานัง พุทโธ ภะคะวาติ มะ อะ อุ”
**************************
คาถาเดินทางแคล้วคลาดปลอดภัย
๓.“อิติปิโส ภะคะวา ยาตรายามดี วันนี้ชัยศรี สวัสดีลาโภ นะโมพุทธายะ
อิติปิโส ภะคะวา ยาตรายามดี (วันที่เดินทาง หรือกล่าวว่าวันนี้) ชัยศรีสวัสดีลาโภ นะโมพุทธายะ
อิติปิโส ภะคะวา ยาตรายามดี พระชัยศรี สวัสดีลาโภ นะโมพุทธายะ ขอให้ข้าพเจ้า และคณะเดินทางโดยปลอดภัย ปราศจากอุบัติเหตุ เภทภัยทั้งหลายทั้งปวง ทั้งยานพาหนะ (รถ เรือ เครื่องบิน และอื่น ๆ) และตัวข้าพเจ้า (และคณะ) เองด้วยเทอญ
วันจันทร์ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563
พระแสงขรรค์ชัยศรี
ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก
ยิ่งให้ยิ่งได้ ยิ่งหวงยิ่งอด เราไม่หวงเราไม่อด หมดเดี๋ยวก็มา
"พระแสงขรรค์ชัยศรี"
พระแสงขรรค์ชัยศรีซึ่งเป็นหนึ่งในเครื่องเบญจราชกกุธภัณฑ์สำคัญนั้น ตามประวัติกล่าวว่า เมื่อ พ.ศ. 2327 ชาวประมงเมืองเสียมราฐได้ทอดแหในทะเลสาบเขมร และได้พระแสงขรรค์นี้ขึ้นมา เห็นว่าเป็นของโบราณที่มีความประณีตงดงามมาก เกินกว่าจะเป็นของสามัญชน กรมการเมืองเสียมราฐจึงได้นําพระขรรค์นี้ไปมอบให้กับเจ้าพระยาอภัยภูเบศร (แบน) ผู้สําเร็จราชการเมืองพระตะบองและเสียมราฐ ในขณะนั้น ต่อมาเจ้าพระยาอภัยภูเบศรจึงได้นําขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช
มีตำนานเรื่องเล่าเกี่ยวกับเหตุการณ์อัศจรรย์ของพระแสงขรรค์ชัยศรีไว้ว่า เมื่อวันที่เชิญพระแสงขรรค์มายังพระบรมมหาราชวังนั้นได้เกิดพายุอย่างหนัก มีอสนีบาตหรือฟ้าผ่าลงที่ศาลาลูกขุนใน และกล่าวกันว่ามีอสนีบาตตกในพระนคร ตามเส้นทางที่อัญเชิญพระขรรค์มาถึง 7 แห่ง
แม้กระทั่งในพระบรมมหาราชวังก็เกิดอสนีบาตตกที่ประตูวิเศษชัยศรี และประตูพิมานชัยศรีขณะที่อัญเชิญพระแสงขรรค์ผ่านเข้าไป พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชจึงพระราชทานนามพระแสงขรรค์องค์นี้ว่า “พระแสงขรรค์ชัยศรี” และเนื่องด้วย “เหตุอัศจรรย์” นี้ ประตูพระบรมมหาราชวังทั้ง 2 แห่งจึงมีสร้อยนามเหมือนพระแสงขรรค์ชัยศรี
ต่อมาพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทรงพระกรุณาโปรด เกล้าฯ ให้ช่างหลวงทําด้ามและฝักของพระแสงขรรค์ชัยศรีขึ้นใหม่ ทําด้วยทองคําลงยาลายเทพนมประดับอัญมณี โคนพระแสงที่ต่อกับด้ามสลักเป็นรูปพระนารายณ์ ทรงครุฑคร่ำทอง พระแสงขรรค์องค์นี้เฉพาะส่วนที่เป็นองค์พระขรรค์ยาว 64.5 เซนติเมตร เมื่อประกอบด้ามแล้วยาว 89.9 เซนติเมตร หนัก 1,300 กรัม เมื่อสวมฝึกแล้วยาว 101 เซนติเมตร หนัก 1,900 กรัม
พระแสงขรรค์ชัยศรีจึงเป็นหนึ่งในเครื่องเบญจราชกกุธภัณฑ์อันเป็นสัญลักษณ์ที่แสดงถึงพระราชอํานาจ ความกล้าหาญ และพระราชอาญาสิทธิ์ในการปกครองแผ่นดิน
เครดิต;
ข้อมูลจาก
ผศ. ดร. พัสวีสิริ เปรมกุลนันท์ “เครื่องประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษก”, เสวยราชสมบัติกษัตรา, สำนักพิมพ์ มติชน 2562
มหาปูริสลักษณะ
ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก
ยิ่งให้ยิ่งได้ ยิ่งหวงยิ่งอด เราไม่หวงเราไม่อด หมดเดี๋ยวก็มา
พระพุทธรูป “สัญลักษณ์แห่งมหาบุรุษผู้ทรงพุทธานุภาพพิชิตมาร” ที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศไทย
“มหาปุริสลักขณะ – มหาปุริสลักษณะ” (Mahapurisalakkhana - Mahāpuruṣa Lakṣaṇa) หรือ “มหาบุรุษ” 32 ประการ (Thirty-two Characteristics of a Great Man – Buddha) ในคติความเชื่อทางพุทธศาสนา คือลักษณะสำคัญของ "พระโพธิสัตว์" ผู้ที่จะมาตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า
ลักษณะแห่งมหาบุรุษ ปรากฏในพระสูตรคัมภีร์ของทั้งฝ่ายมหายาน (Mahāyāna Buddhism) และฝ่ายสถวีรวาทิน-วิภาชยวาทิน – หีนยาน ที่พัฒนามาเป็นนิกาย “เถรวาท” (Sthāvirīya - Vibhajjavāda - Hīnayāna - Theravāda ) ทั้ง “ลลิตวิสตระสูตร” (Lalitavistara Sūtra) คัมภีร์พุทธประวัติที่เก่าแก่ที่สุดในโลก ที่มีเรื่องราวอำนาจปาฏิหาริย์ของพระมหาโพธิสัตว์-พระศากยุมนี เริ่มต้นจาก “นิกายสรวาสติวาท” (Sarvāstivāda) ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 5 -6 พัฒนามาเป็นพุทธประวัติสำคัญของฝ่ายมหายาน จนถึงปัจจุบัน
ลักษณะแห่งมหาบุรุษ 32 ประการ ยังปรากฏใน “ลักขณสูตร” พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค และ “คัมภีร์ชินมหานิทาน” รวมถึงข้อปลีกย่อยแห่งมหาบุรุษอีก 80 ประการ ใน “"อสีตยานุพยัญชนะ - อนุพยัญชนะ” ของฝ่ายนิกายเถรวาท
---------------------------------------------
*** ในพุทธประวัติตอน “ผจญมาร” (Assualt of Mara) ที่ถือเป็นช่วงเวลาวิกฤตครั้งสำคัญที่พระโพธิสัตว์กำลังจะตรัสรู้พระสัพพัญญุตญาณเป็นพระพุทธเจ้า แต่ต้องเผชิญกับพญามารวัสวดีและพลพยุหเสนา (อวิชชาทั้งปวง) ดังความในลลิตวิสตระสูตร ว่า “...พญามารได้นำไพร่พลเข้าโจมตีพระโพธิสัตว์ “....จัดเสนาองค์ 4 ขนาดใหญ่ เลือกที่เป็นนักเลงกล้าหาญในสงครามมีกำลังมาก น่ากลัว เป็นที่น่าขนลุกขนพอง เทวดาและมนุษย์ไม่เคยเห็นไม่เคยได้ยิน เปลี่ยนแปลงหน้าตาด้วยวิธีต่าง ๆ ...” พระโพธิสัตว์ได้เรียกพระภูมิเทวีแห่งโลกมาเป็นสักขีพยานในคุณธรรม “แผ่นดินเอ๋ย ...จงให้ความเป็นพยานให้แก่เราในที่นี้”
“....เราอยู่บนอาสนะในที่นี้ จะบรรลุโพธิอันปราศจากธุลี คือ เกลศ ดูกรมารา เราจะชนะท่านผู้ซึ่งถูกทำลายแล้วพร้อมทั้งไพร่พลพร้อมทั้งกองทัพ และเราเว้นแล้วซึ่งเหตุเป็นแดนเกิดและการเกิดแห่งโลกนี้ นิรวาณเป็นความระงับทุกข์และเป็นความเย็น...”(ลลิตวิสตระ – มหายาน)
“...เทวดามากมายถึงขนาดนี้ละทิ้งเราไว้ผู้เดียวแล้วก็พากันหนีไป ในที่นี้ พระชนกพระชนนีหรือพระภาดา ตลอดจนพระประยูรญาติคนใดคนหนึ่งของเราไม่มีเลย ก็พระบารมีทั้งสิบเหล่านี้แหละเปรียบเสมือนปริชนของเรามานานนักหนา เพราะฉะนั้นเราควรเอาบารมีทำเป็นโล่กำบังแล้วรบกับพระยามารด้วยศัตราวุธ คือ บารมีแล้วกำจัดหมู่พลมารให้พ่ายแพ้ไป....” (ชินมหานิทาน – เถรวาท)
เมื่อพญามารและเหล่าพยุหเสนาเข้าโจมตีพระโพธิสัตว์ “....เครื่องอาวุธเหล่านั้น พอยกขึ้นทุ่มก็เป็นเหมือนพวงมาลัยดอกไม้หลายอย่าง เป็นเหมือนเพดานดอกไม้สถิตอยู่ และดอกไม้แก้วมุกดาทั้งหลายก็เกลื่อนกลาดแผ่นดิน พวงมาลัยและเครื่องแขวนทั้งหลายก็ประดับต้นโพธิแล้ว...” (ลลิตวิสตระ – มหายาน)
“...พระยามารก็บันดาลให้ฝนเครื่องประหารตั้งขึ้นอีกศัตราวุธต่าง ๆ เป็นต้นว่า ดาบ หอก และมีดโกนมีคมข้างเดียว หรือสองข้างก็ลุกโพลงรุ่งโรจน์ขึ้นลอยมาทางอากาศ พอมาถึงพระโพธิสัตว์ก็ได้กลายเป็นดอกไม้ทิพย์ ถ่านเพลิงมีสีเหมือนดอกทองกวาวลอยมาทางอากาศ พอมาถึงพระโพธิสัตว์ก็กลายเป็นดอกไม้ทิพย์ ตกลงใกล้บาทมูลของพระโพธิสัตว์...” (ชินมหานิทาน – เถรวาท)
พญามารยังได้เพียรส่งบุตรสาวทั้ง 3 เข้าทำลายพระโพธิสัตว์ “...ครั้นนั้นแล มารชั่วร้ายได้เรียกธิดาของตนมาว่า เจ้าทั้งหลายผู้เป็นสาวงาม จงเข้าไปยังควงต้นโพธิ์ จงเข้าไปทดลองพระโพธิสัตว์ว่ายังคงนิยมในราคะอยู่หรือไม่ ครั้งนางทั้งสามเข้าไปยืนต่อหน้าพระโพธิสัตว์แล้ว จึงได้แสดงมารยาสตรี 32 ประการ....” (ลลิตวิสตระ – มหายาน)
พระโพธิสัตว์ผู้พร้อมด้วยหมาบุรุษ 32 ประการ ได้แสดงพุทธานุภาพ “...รัศมีกำจัดมณฑลสรรพมารของพระโพธิสัตว์ออกมาจากพระอุณาโลม ที่อยู่ระหว่างพระโขนง ซึ่งเป็นรัศมีฉวัดเฉวียนเขย่าแสงสว่าง ในพิภพของมารทั้งปวงในโลกธาตุ คือ เทวโลกและมนุษย์ให้สั่นสะเทือนและรัศมีนี้ได้แผ่ไปด้วยแสงสว่างอันใหญ่ยิ่งคือโลกธาตุ คือ เทวโลกและมนุษยโลกทั่วไปและมารชั่วร้ายได้ยินเสียงเช่นนี้ด้วยแสงสว่างนั้น...” (ลลิตวิสตระ – มหายาน)
“...มีตาข่ายเลิศประดับในมือขวา มีเล็บแดงงาม มีลายกงจักรซึ่งมีซี่ตั้งพันบันเทิงด้วยบุญญาอันงามเหมือนรัศมีทองชมพูนุท ตั้งแต่พระเศียรถึงพระบาทมีสัมผัสนุ่มนวล” (ลลิตวิสตระ – มหายาน)
“...ทรงลูบพระกายของพระองค์ด้วยพระหัตถ์ขวา ซึ่งสะสมเครื่องอุปกรณ์คือกุศลมูลหาประมาณมิได้ตลอดกัลป์ไม่มีสิ้นสุด พระหัตถ์ขวานั้น อ่อน นุ่ม นิ่ม ประดับด้วยเล็บแดงงามที่สุด ปกคลุมด้วยเพดานข่าย กลางพระหัตถ์ มีสังข์ ธงชัย ปลา กลศ สวัสติกะ ขอช้าง จักร คทา...” (ลลิตวิสตระ – มหายาน)
ในมหาปุริสลักขณะ 32 ประการ กล่าวว่า พระโพธิสัตว์ทุกพระองค์ มีพื้นภายใต้ฝ่าพระบาททั้งสองข้างมีลายรูปจักรอันวิจิตร (สีขาวมีประกายเหมือนเปลวไฟ) มีซี่กำได้ข้างละพัน มีกงมีดุม บริบูรณ์ด้วยอาการทั้งปวง และที่กลางพระนลาฏ มีขนอ่อนเกิดที่ระหว่างพระขนง (อุณาโลม - อุณณาโลม) สีขาวเหมือนน้ำค้างหรือเงินยวง อ่อนนุ่มเหมือนนุ่นสำลี (อูรฺณา- ในภาษาสันสกฤตแปลว่านุ่น)
*** สัญลักษณ์ของลักษณะความเป็นมหาบุรุษในช่วงของการต่อสู้กับพญามารนี้ จึงได้ปรากฏขึ้นอย่างเด่นชัดที่สุด
---------------------------------------------
*** พระพุทธรูปสลักหินองค์หนึ่ง พบจากจังหวัดบุรีรัมย์ เคยถูกใช้เป็นหน้าปกของงานนิทรรศการ “ศิลปะทวารวดี ต้นกำเนิดพุทธศิลป์ในประเทศไทย” ที่จัดขึ้นในช่วงปลายปี พ.ศ. 2552 ปัจจุบันจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร ได้แสดงรูปแบบทางศิลปะที่สะท้อนคติพุทธประวัติตอนมารผจญ ได้อย่างงดงาม ทั้งยังเป็นปรากฏสัญลักษณ์ของมหาบุรุษ (ผู้ทรงอานุภาพ) พิชิตมาร อย่างชัดเจน
พุทธลักษณะเป็นพระพุทธรูปประทับนั่งในท่าวัชรปรรยงค์ (ขัดสมาธิเพชร) แสดง “ภูมิสปรรศมุทรา” (Bhūmiśparṣa Mudrā) โดยวางพระหัตถ์เลยลงมาจากพระเพลา ให้พระองคุลี (นิ้ว) แตะที่พสุธา (ฐาน) ครองจีวรห่มเฉียง ทิ้งชายผ้าสังฆาฏิจากพระอังสาทบเป็นริ้วซ้อน อีกฝั่งหนึ่งคลี่ออกเป็นริ้วเหมือนผ้าจริง คลุมพระกรลงมาถึงพระเพลาซ้าย พระอุทรโค้งอ้วน
ส่วนพระเศียรเป็นงานพุทธศิลป์แบบวัฒนธรรมทวารวดี ที่มีใบพระพักตร์ที่ป้านกลม พระพระนลาฏ (หน้าผาก) แบนแคบ พระขนงต่อกันเป็นรูปปีกกา พระเนตรโปน เบิกพระเนตรกว้าง มีเส้นพระกาฬเนตร พระนาสิกเป็นสัน พระโอษฐ์ล่างหนา ติ่งพระกรรณยาวเป็นร่อง ขมวดพระเกศาเป็นก้นหอยใหญ่วางตัวสับหว่างต่อขึ้นไป ไม่ปรากฏอุษณีษะชัดเจน
ที่กลางพระนลาฏปรากฏสัญลักษณ์ “อุณาโลม” (Unalome) แสดงความเป็นมหาบุรุษ ขีดรูปศิลปะเป็นเส้น “หอยสังข์” (Sankha) อันเป็นสัญลักษณ์มงคล (Sacred Symbols) จากคติฮินดูโบราณ ที่ฝ่าพระหัตถ์และฝ่าพระบาทยังแสดงสัญลักษณ์รูป “จักร” (Cakra) ขีดลายเส้นโค้งตวัดออกมาทั้ง 4 ด้าน ในความหมายของการเปล่ง “พลังออร่า” (Aura) หรือ “ฉัพพรรณรังสี” (Prabashvara) พลังพุทธานุภาพเพื่อกำราบพญามาร
งานศิลปะที่แสดงรูปสัญลักษณ์แห่งพลังอำนาจทั้งอุณาโลมที่กลางพระนลาฏ จักระที่กลางฝ่าพระหัตถ์และฝ่าพระบาท การแสดงภูมิสปรรศมุทรา การนั่งแบบโยคะในท่าขัดสมาธิเพชร ที่สอดรับตรงกับคติมหาปุริสลักขณะ 32 ประการ และการแสดงพุทธานุภาพแห่งมหาบุรุษในพุทธประวัติตอนมารผจญที่ปรากฏในลลิตวิสตระสูตรของฝ่ายมหายาน ล้วนเป็นหลักฐานที่ได้แสดงความสำคัญของประติมากรรมพระพุทธรูปสลักหินจากจังหวัดบุรีรัมย์องค์นี้ ว่า เป็นงานพุทธศิลป์ “มหาบุรุษผู้ทรงพุทธานุภาพพิชิตมาร” ที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศไทย และอาจเป็นเพียงพระพุทธรูปองค์เดียวในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่สร้างขึ้นตามพุทธประวัติมารผจญใน “ลลิตวิสตระสูตร” ของฝ่ายมหายาน
เป็นพระพุทธรูปที่สร้างขึ้นตามคติความเชื่อของฝ่ายมหายานที่ได้รับอิทธิพลมาจากราชวงศ์ปาละ (Pala Dynasty) วัฒนธรรมทวารวดีในช่วงกลางพุทธศตวรรษที่ 14 ที่ได้แผ่อิทธิพลจากลุ่มน้ำเจ้าพระยาเข้าไปในดินแดนอีสานใต้พร้อม ๆ กับคติพุทธศาสนาฝ่ายคณะมหาวิหาร-ลังกา
เครดิต; FB
วรณัย พงศาชลากร
EJeab Academy
เพราะทุกที่มีเรื่องราวและเรื่องเล่า
Ref : สมบัติ สมศรีพลอย ลักษณะพระโพธิสัตว์จากคัมภีร์พุทธประวัติ ตอน “ผจญมาร”
ตามแนวคิดแบบเถรวาทและมหายาน 2561
วันศุกร์ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563
ภาวนาปธาน
ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก
A giver is always be love.
ยิ่งให้ยิ่งได้ ยิ่งหวงยิ่งอด เราไม่หวงเราไม่อด หมดเดี๋ยวก็มา
" ภาวนาปธาน "
"...คำว่า " ภาวนา " แปลว่า ทำให้เกิด ให้มี ให้เป็น คือ ทำกาย วาจา ใจ ให้เป็น สมาธิ ปัญญา หรือทำขันธสันดานของตนที่เป็นปุถุชน ให้เป็นพระอริยบุคคลในพระพุทธศาสนา นับว่ากระทำให้เป็นไปในพระธรรมวินัยแปดหมื่นสี่พันพระธรรมขันต์ทีเดียว ที่มาแห่งภาวนามี ๔ ประการ คือ
๑. ปหานปธาน เพียรสละบาปอกุศล ให้ขาดจากสันดาน
๒. สังวรปธาน เพียรสำรวมระวังรักษา ไม่ให้บาปเกิดขึ้นในสันดาน
๓. ภาวนาปธาน เพียรภาวนา ให้บุญกุศลเกิดขึ้นในสันดาน
๔. อนุรักขนาปธาน เพียรรักษาบุญกุศลที่เกิดขึ้นแล้ว ไม่ให้เสื่อมสูญอันตรธาน
การ " ภาวนาปธาน " นั้นจำเป็นต้องบำเพ็ญภาวนาปธานทุกคนตลอดไป จึงเป็นไปเพื่อพ้นจากทุกข์ในวัฏสงสาร สำเร็จมรรคผลธรรมวิเศษ บรรลุจตุปฏิสัมภิทาญาณแตกฉานในห้องพระไตรปิฏก
ถ้าไม่ได้บำเพ็ญภาวนาปธานนี้แล้ว ก็ไม่สำเร็จพระนิพพานเลยเป็นอันขาด การภาวนาปธานนี้ เป็นยอดแห่งปฏิบัติดีปฏิบัติชอบทั้งปวง..."
หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต
เครดิต;
FB:อมตะธรรม ประเทศไทย
วันพฤหัสบดีที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563
เขาพระสุเมรุ
ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก
ยิ่งให้ยิ่งได้ ยิ่งหวงยิ่งอด เราไม่หวงเราไม่อด หมดเดี๋ยวก็มา
เขาพระสุเมรุ
มหาคีรีกลางนทีสีทันดร
ตามหนังสือตำราของหลวงพ่อสดวัดปากน้ำ ท่านได้อธิบายถึงแผนที่จักรวาลในหนึ่งจักรวาลว่าประกอบไปด้วย
1.เขาพระสุเมรุ เป็นเขาที่สูง 84,000 โยชน์ กว้าง 84,000 โยชน์
2.ปุพพวิเทหทวีป ทวีปใหญ่ที่อยู่ตรงกับไหล่เขาพระสุเมรุทางด้านทิศตะวันออก กว้าง 2,740,000 โยชน์ มีพื้นเป็นเงิน แสงสีเงินสะท้อนไปยังทวีปซีกนั้น
3.ชมพูทวีป ทวีปใหญ่ที่อยู่ตรงกับไหล่เขาพระสุเมรุทางด้านทิศใต้ กว้าง 2,740,000 โยชน์ มีพื้นเป็นมรกต แสงสีเขียวสะท้อนไปยังทวีปซีกนั้น
4.อปรโคยานทวีป ทวีปใหญ่ที่อยู่ตรงกับไหล่เขาพระสุเมรุทางด้านทิศตะวันตก กว้าง 2,740,000 โยชน์ มีพื้นเป็นแก้วผลึก แสงใสๆ สะท้อนไปยังทวีปซีกนั้น
5.อุตตรกุรุทวีป ทวีปใหญ่ที่อยู่ตรงกับไหล่เขาพระสุเมรุทางด้านทิศเหนือ กว้าง 2,740,000 โยชน์ มีพื้นเป็นทองคำ แสงสีทองสะท้อนไปยังทวีปซีกนั้น
6.ทวีปเล็ก ซึ่งเป็นบริวารของทวีปใหญ่ทั้ง 4 ทวีป โดยทวีปเล็กด้านหนึ่งมี 125 ทวีป เมื่อรวม 4 ด้านของทวีปใหญ่เป็นทวีปเล็กบริวารจำนวน 500 ทวีป แล้วรวมทวีปใหญ่ทั้ง 4 ด้าน ด้านละ 500 ทวีป สรุปทวีปเล็กเป็นบริวารรวมทั้งหมด 2,000 ทวีป
7.ทวีปทั้ง 4 มีสีของต้นไม้ ใบไม้ น้ำในทะเล มหาสมุทร ท้องฟ้า ตามสีของรัตนะที่ไหล่เขาพระสุเมรุสะท้อนแสงมา และมนุษย์ที่อาศัยอยู่ในทวีปเล็กนั้น ก็จะมีความเป็นอยู่ต่างๆ ที่เหมือนกับผู้คนที่อยู่ในทวีปใหญ่
8.ทวีปเล็กบริวารนั้น ใน 1 ทวีป มีความกว้าง 270,000 โยชน์
9.ระยะห่างจากเขาพระสุเมรุไปถึงทวีปเล็กไกลกัน 84,000 โยชน์
10.ตั้งแต่ทวีปเล็กถึงทวีปใหญ่ไกลกัน 84,000 โยชน์ เท่ากันทุกทวีป
11.จักรวาลนี้ วัดตัดกลางเหมือนผ่าลูกมะนาวได้ 700 อสงไขยโยชน์
12.นับเขาพระสุเมรุได้ 700 อสงไขย 4 ด้าน คือ ด้านหน้า ด้านหลัง ด้านขวา ด้านซ้าย ของเขาพระสุเมรุจักรวาลนี้ได้ 2,800 อสงไขยเขา
13.เขาพระสุเมรุนั้น ตั้งอยู่ตรงกันเรียงแถวยืดยาวออกไป เป็นแนวเดียวกันทั้ง 4 ด้าน ด้านละแนว แนวละ 700 อสงไขยเขา (เอาเขาพระสุเมรุจักรวาลนี้เป็นหลัก)
14.แปลนแผนที่จักรวาลนี้เป็นฉันใด แปลนแผนที่จักรวาลอื่นก็ดี แปลนแผนที่นิพพานก็ดี ทั้งกามภพ รูปภพ อรูปภพ อบายภพ นรก และโลกันตร์ก็ดี ล้วนมีแปลนแผนที่เป็นแบบเดียวกันหมด ไม่ผิดแปลกจากกันเลย
15.ขอบจักรวาล 1 จักรวาลนั้น มีภูเขาล้อมรอบเป็นขอบเขต และจักรวาล 1 จักรวาลนั้น ตั้งอยู่ใกล้กันบ้าง ไกลกันบ้าง และความว่าง (สุญญตา) ระหว่างจักรวาล 1 จักรวาลนั้น จะมีแต่อากาศที่เป็นหมอกเต็มไปหมด
16.ในจักรวาลแต่ละ 1 จักรวาลนั้น ก็จะมีมนุษย์ สวรรค์ นิพพาน กามภพ รูปภพ อรูปภพ อบายภพ นรก และโลกันตร์ กล่าวคือ มีเหมือนกันทุกประการ
จักรวาลมีสัณฐานกลม มีภูเขาเป็นเขตล้อมรอบ โดยภายในจักรวาลมีนิพพานอยู่ส่วนเบื้องบน เบื้องกลาง คือ ภพสาม สำหรับเบื้องล่าง คือ โลกันตร์ เป็นราก
นิพพานมีลักษณะสัณฐานกลมดังลูกกระสุน โดยรอบนอกก้อนกลมนั้น เป็นอากาศว่างสะอาดและละเอียดบริสุทธิ์ กล่าวคือ ก้อนกลมนั้นลอยอยู่กับอากาศ และมีอากาศที่สะอาดละเอียดรองรับอยู่
ภายในก้อนกลมนั้น เป็นเมืองนิพพาน เป็นที่เสด็จประทับอยู่ของพระพุทธเจ้า และพระอรหันต์ขีณาสพทั้งหลาย ซึ่งมีมากกว่าเมล็ดทรายในท้องมหาสมุทรทั้งสี่
โดยมหาสมุทรทั้ง 4 นั้น ไม่ใช่มหาสมุทรที่อยู่บนโลก หากแต่เป็นมหาสมุทรทั้ง 4 แห่งจักรวาล อันประจำอยู่ในทวีปใหญ่ทั้ง 4 ได้แก่
๑.ขีรสาคร มหาสมุทรสีเงิน
(ปุพพวิเทหทวีป)
๒.ผลึกสาคร มหาสมุทรสีแก้วผลึก
(อปรโคยานทวีป)
๓.ปิตสาคร มหาสมุทรสีทอง
(อุตตรกุรุทวีป)
๔.นิลสาคร มหาสมุทรสีน้ำเงินแกมเขียว
(ชมพูทวีป)
สำหรับภพสามนั้นมีอรูปภพเป็นที่สุดอยู่เบื้องบน และมีอเวจีเป็นที่สุดอยู่เบื้องล่าง ส่วนโลกันตร์นั้น จะอยู่นอกภพสามตั้งแต่ขอบล่างจักรวาลนี้ออกไป เป็นที่รองรับสัตว์ที่ประกอบกรรมชั่วที่สุด ประกอบด้วยมิจฉาทิฏฐิอย่างแรงกล้า แม้แต่อเวจีก็ไม่สามารถจะรองรับไว้ได้ เมื่อตายลงจึงถูกอายตนะโลกันตร์นี้ดึงดูดไป เป็นภพที่อยู่ขอบล่างสุดของจักรวาล กล่าวคือ อยู่ระหว่างล่างที่สุดของจักรวาลทั้งหลาย มีลักษณะที่มืดมิด มองไม่เห็นกัน
สัตว์โลกันตร์พวกนี้เกิดจากการกระทำกรรมหนัก เป็นมิจฉาทิฏฐิแล้วก็ทำผิดระดับหนักๆ เป็นมิจฉาทิฏฐิอย่างแรงกล้า เช่น พวกสัสสตทิฏฐิที่เห็นผิดว่าโลกเที่ยง หรือพวกอุจเฉททิฏฐิที่เห็นผิดว่าโลกสูญ เป็นต้น พอตายจากกายมนุษย์ไปก็มาอยู่ที่นี่ กล่าวได้ว่า กว่าจะได้มาผุดมาเกิดในภพสามนี้อีก ก็ลืมกันได้เลยทีเดียว
อย่างดีก็แค่มาเกิดเป็นสัตว์ชั้นต่ำ สัตว์เซลล์เดียว เช่น พวกไฮดรา อะมีบา พวกเชื้อโรค พวกไวรัสต่างๆ เป็นต้น ซึ่งเจ้าพวกนี้ส่วนมากมาจากโลกันตร์ทั้งสิ้น และถ้าร้ายกาจไปกว่านั้น ก็จะไปเป็นธาตุธรรมของภาคดำที่อยู่ฝ่ายตรงกันข้ามกับภาคขาว
สำหรับจักรวาลนี้ที่โลกมนุษย์เราตั้งอยู่ในปัจจุบันนี้ชื่อว่ามงคลจักรวาล อันเป็นจักรวาลเดียวที่มีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จอุบัติขึ้นในโลก
ในมงคลจักรวาลนี้ เป็นเสมือนแกนกลาง แล้วก็ยังมีจักรวาลอื่นๆ ที่ล้อมรอบอยู่โดยรอบ เรียกว่าแสนโกฏิจักรวาล แสนโกฏิจักรวาลนี้ก็นับจากศูนย์กลางของมงคลจักรวาล โดยรัศมีออกไปถึงแสนโกฏิจักรวาล นี่ส่วนหนึ่ง แล้วเลยไปอีกเรียกว่าอนันตจักรวาล
สองส่วนนี้มีความแตกต่างกัน คือ มีความแตกต่างกันในข้อที่ว่า เมื่อเกิดกัปวินาศด้วยธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ ในยุคที่เรียกว่าสังวัฏฏฐายีอสงไขยกัป โลกถูกทำลาย ไม่ว่าจะเป็นกามภพขึ้นไปถึงรูปภพชั้นสุภกิณหาภูมิ ก็ล้วนถูกทำลายด้วยกันทั้งแสนโกฏิจักรวาล แต่จะไม่เลยไปถึงอนันตจักรวาล แต่ในเขตแสนโกฏิจักรวาลจะโดนไปด้วยกัน
ซึ่งในแสนโกฏิจักรวาลก็มีสภาวะความเป็นไปของสัตว์โลกที่คล้ายๆ กัน คือ มีครบทั้งกามภพ รูปภพ อรูปภพ เหมือนกัน มีมนุษย์ มีเทวดา มีพรหม มีอรูปพรหม เหมือนกัน แต่พระพุทธเจ้าจะเสด็จอุบัติเฉพาะที่มงคลจักรวาลนี้เท่านั้น ด้วยเหตุนี้ พวกเราทั้งหลายนับว่ามีบุญบารมีพอสมควร ที่ได้เกิดมาพบพระพุทธศาสนาในมงคลจักรวาลนี้
จักรวาล 1 จักรวาลนั้น โดยเฉพาะมงคลจักรวาลนี้ มีเขาพระสุเมรุตั้งอยู่เป็นแกนกลาง บนยอดเขาพระสุเมรุเป็นสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ มีนครแห่งเทพที่ชื่อนครไตรตรึงษ์ มีท้าวสักกะหรือพระอินทร์เป็นผู้ปกครองทำหน้าที่เป็นเทวราชผู้อภิบาลโลกและพิทักษ์คุณธรรมให้แก่มนุษย์ ที่อยู่ของพระอินทร์เรียกว่าไพชยนต์มหาปราสาท ตรงกลางเป็นที่ประดิษฐานแท่นบัณฑุกัมพล อันเป็นทิพยอาสน์ และใต้เขาพระสุเมรุลงไปอีกจะเป็นที่อยู่ของอสูร เรียกว่าอสุรกาย โดยอสูรมีอยู่ 3 ประเภท คือ
1.เทวอสุรา ได้แก่ เทวดาอสูร คือ อสูรที่เป็นเทวดา
2.เปตติอสุรา ได้แก่ เปรตอสูร คือ อสูรที่เป็นเปรต
3.นิรยอสุรา ได้แก่ นิรยอสูร คือ อสูรที่เป็นสัตว์นรก
ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นของทิพย์ ทั้งเขาพระสุเมรุทั้งภพภูมิพวกนี้ล้วนเป็นของทิพย์ คือ ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าของมนุษย์ มีเขาพระสุเมรุเป็นแกนหลัก มีความกว้างยาวลึก 168,000 โยชน์ ตั้งอยู่เป็นแกนกลางจักรวาล แล้วก็จมลงไปในมหาสมุทรสีทันดรที่ล้อมรอบอยู่อีกครึ่งหนึ่ง เหลือ 84,000 โยชน์
มหาสมุทรสีทันดรกินเขตแล้วห่างออกไปอีกครึ่งหนึ่ง คือ 84,000 โยชน์ ก็จะเป็นภูเขาล้อมรอบอีกชั้นหนึ่ง ชื่อ เขายุคันธร แล้วก็มีน้ำล้อมรอบลดหลั่นลงไป แล้วก็มีเทือกเขาล้อมรอบเขาพระสุเมรุ ล้อมเป็นชั้นๆ ไป
ชั้นแรกก็เขายุคันธร ห่างออกจากเขาพระสุเมรุ 84,000 โยชน์ แล้วก็จมลงไปในมหาสมุทรสีทันดรอีกครึ่งหนึ่ง แล้วต่อไป ก็มีมหาสมุทรสีทันดรอีก ก็ล้อมรอบอีกชั้นหนึ่งไปอีกครึ่งหนึ่ง ก็จะมีภูเขาต่อๆ ไป เช่น เขาอิสินธร เขากรวิก เขาสุทัศนะ เขาเนมินธร เขาวินันตกะ และเขาอัสกัณ ไปเจ็ดชั้นรวมเรียกว่าสัตบริภัณฑ์ โดยมีเทพจาตุมหาราชิกาและบริวารสถิตอยู่
ภูเขาที่เป็นเทือกเขาล้อมรอบเขาพระสุเมรุในจักรวาลนั้น จะลดหลั่นกันไปครึ่งหนึ่งกับอีกครึ่งหนึ่ง และในแต่ละเทือกเขานั้น ก็จะจมลงไปในมหาสมุทรสีทันดรอีกครึ่งหนึ่งกับอีกครึ่งหนึ่ง ซึ่งจะเห็นได้ว่าแม้แต่ระดับน้ำในมหาสมุทรก็ลดลงในแต่ละส่วนของเทือกเขา
แล้วไปจนถึงเขาอัสกัณสุดท้าย ใกล้กับขอบจักรวาล ตรงนี้เป็นผืนแผ่นดิน ซึ่งมีอยู่โดยรอบ ในส่วนทางด้านทิศใต้ชื่อว่าชมพูทวีป คือ โลกมนุษย์ของเรานี้เอง
แล้วทางด้านทิศตะวันออกเป็นปุพพวิเทหทวีป ทางด้านทิศเหนือเป็นอุตตรกุรุทวีป ทางด้านทิศตะวันตกก็เป็นอปรโคยานทวีป และทวีปทั้ง 4 ก็มีน้ำล้อมรอบ มีทะเลน้ำเค็มเหมือนกันหมด
มนุษย์ที่อยู่ในชมพูทวีปอย่างพวกเรานี้ มีหน้ารูปไข่ ส่วนมนุษย์ในปุพพวิเทหทวีป มีหน้าทรงกลม มนุษย์ในอุตตรกุรุทวีป มีหน้ารูปสี่เหลี่ยม และมนุษย์ในอปรโคยานทวีป มีหน้าครึ่งวงกลม
มนุษย์ชาวชมพูทวีปในยุคพระโคตมพุทธเจ้ามีร่างกายสูงใหญ่ประมาณ 4 ศอก (2 เมตร) ซึ่งสามารถลดลงหรือเพิ่มขึ้นได้ ส่วนอายุขัยของมนุษย์ชาวชมพูทวีปอาจยาวหรือสั้นก็ได้เช่นเดียวกัน เพราะเหตุที่บางครั้ง มนุษย์ชาวชมพูทวีปทั้งหลายบางทีมีศีลธรรม บางทีไม่มี ถ้ามนุษย์ทั้งหลายมีศีลธรรม ย่อมกระทำบุญและปฏิบัติธรรม ยำเกรงผู้อาวุโส บิดามารดา และสมณพราหมณาจารย์ อายุของมนุษย์เหล่านั้นจะยาวขึ้นๆ ส่วนมนุษย์ที่ไม่ได้จำศีล ไม่ได้ทำบุญ ไม่ยำเกรงผู้อาวุโส บิดามารดา สมณพราหมณ์อุปัชฌาย์อาจารย์นั้น อายุของคนเหล่านั้นจะสั้นลงๆ เพราะเหตุดังกล่าว ทำให้อายุขัยของมนุษย์ในชมพูทวีปนี้จึงกำหนดตายตัวไม่ได้
แต่ถ้าจะให้สรุปอายุขัยของมนุษย์ชาวชมพูทวีปอย่างตายตัว ก็ขอกล่าวง่ายๆ ว่า อายุขัยของมนุษย์ในชมพูทวีปสูงสุด คือ 1 อสงไขยปี ต่ำสุด คือ 10 ปี
มนุษย์ในปุพพวิเทหทวีปมีร่างกายสูงใหญ่ประมาณ 9 ศอก (4.5 เมตร) และมีอายุยืนได้ 700 ปี จึงตาย ส่วนมนุษย์ในอปรโคยานทวีปมีร่างกายสูงใหญ่ประมาณ 6 ศอก (3 เมตร) และมีอายุยืนได้ 500 ปี จึงตาย ส่วนมนุษย์ในอุตตรกุรุทวีปมีร่างกายสูงใหญ่ประมาณ 13 ศอก (6.5 เมตร) และมีอายุยืนได้ 1,000 ปีจึงตาย
เมื่อกล่าวโดยรวมแล้วมนุษย์ใน 3 ทวีปข้างต้น (ยกเว้นชมพูทวีป) เฉพาะแต่ละทวีป มีรูปร่าง สัณฐาน หน้าตา อยู่ในลักษณะเดียวกัน ต่างกันที่ขนาด ความได้สัดส่วน และความประณีตสวยงาม
แล้วความสวยงามของผู้คนใน 3 ทวีปนั้น ก็มีความสวยงามไม่แตกต่างกัน เนื่องจากมนุษย์โดยทั่วไป มีคุณธรรมในจิตใจเสมอเหมือนกัน มีเพียงเฉพาะในชมพูทวีปเท่านั้นที่ผู้คนมีความสวยงามมากน้อยต่างกัน ตามแต่กุศลกรรมที่ตัวเองได้ทำไว้ในอดีต
โดยถ้าว่ากันจริงๆ แล้วนั้น ทวีปทั้ง 4 ในช่วงแรกที่โลกมนุษย์เจริญ หรือในช่วงที่มีมนุษย์ต้นกัปนั้น ไม่ว่ามนุษย์ในทวีปใด ก็ล้วนมีอายุถึง 1 อสงไขยปีทั้งสิ้น เพราะจิตใจของมนุษย์ในสมัยนั้นมีกิเลสเบาบาง ทำให้สิ่งแวดล้อม ดิน ฟ้า อากาศ และอาหารของมนุษย์สมบูรณ์ จึงเป็นเหตุทำให้อายุขัยมนุษย์ยืนยาว
ครั้นต่อมามนุษย์ในทวีปทั้ง 4 มีอกุศลจิตเกิดขึ้น ทำให้สิ่งแวดล้อมต่างๆ เริ่มเปลี่ยนแปลงผิดปกติไปจากเดิม กล่าวคือ เมื่อหนาวก็หนาวเกิน เมื่อร้อนก็ร้อนเกิน ฝนก็ไม่ตกตามฤดูกาล คุณค่าทางอาหารก็ลดน้อยลง สิ่งเหล่านี้ทำให้อายุขัยของมนุษย์ลดลงตามลำดับ เมื่ออายุขัยลดลงถึง 1,000 ปี มนุษย์ที่อยู่ในอุตตรกุรุทวีปก็คงที่เพียงนั้น ไม่ลดลงอีก เพราะไม่มีกิเลสเพิ่มขึ้นอีก ในทำนองเดียวกัน อายุขัยของมนุษย์ที่อยู่ในปุพพวิเทหทวีปจะคงที่อายุขัยไว้ที่ 700 ปี ส่วนอปรโคยานทวีป อายุขัยของมนุษย์ทวีปนี้จะคงไว้ที่ 500 ปี โดยจะมีเพียงแต่มนุษย์ในชมพูทวีปเท่านั้น ที่อายุขัยจะยังคงลดลงเรื่อยๆ เพราะมีกิเลสแกร่งกล้าไม่สิ้นสุด และจะลดลงจนกระทั่งเหลือ 10 ปี
มนุษย์ในชมพูทวีป มีความเป็นอยู่ที่แตกต่างกันมาก บางคนสุขสบาย บางคนลำบาก บางคนปานกลาง ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับกรรมของแต่ละคนแต่ละยุคในชมพูทวีป ซึ่งอาจกล่าวได้ว่า มนุษย์ในชมพูทวีปนี้มีความแตกต่างกันมากที่สุดก็ว่าได้ในบรรดาเหล่ามนุษย์อีก 3 ทวีป
และมนุษย์โลกที่มีหน้าตาเหมือนแบบเราๆ นี้ เว้นจากอีกสามทวีปนี้ไป ก็ยังมีอีกมาก ดังนี้
ในขอบเขตจักรวาลหนึ่งมีกำหนดเท่ากับโอกาสที่พระจันทร์และพระอาทิตย์โคจรทั่วทิศสว่างไสวรุ่งโรจน์ ประกอบด้วยเขาพระสุเมรุ 1 แห่ง มหาสมุทร 4 แห่ง ทวีป 4 ทวีป คือ ชมพูทวีป อุตตรกุรุทวีป ปุพพวิเทหทวีป อปรโคยานทวีป มีสวรรค์ 6 ชั้น รูปพรหม 16 ชั้น และอรูปพรหม 4 ชั้น
อันนี้คือ 1 จักรวาล และโลกธาตุมี 3 ขนาด ได้แก่
1.สหัสสีจูฬนิกาโลกธาตุ (โลกธาตุขนาดเล็ก) มี 1,000 จักรวาล
2.ทวิสหัสสีมัชฌิมิกาโลกธาตุ (โลกธาตุขนาดกลาง) มี 1,000,000 จักวาล
3.ติสหัสสีมหาสหัสสีโลกธาตุ (โลกธาตุขนาดใหญ่) มีแสนโกฏิจักรวาล หรือ 1,000,000,000,000 จักรวาล
ซึ่งโลกธาตุขนาดเล็กจะมีพระอาทิตย์ 1,000 พระจันทร์ 1,000 โลกแบบที่เราอยู่ (ชมพูทวีป) 1,000 เขาพระสุเมรุ 1,000 และทวีปอีก 3 ทวีป คือ อุตตรกุรุทวีป ปุพพวิเทหทวีป อปรโคยานทวีป มีมหาสมุทร 4 แห่ง มีสวรรค์ 6 ชั้น รูปพรหม 16 ชั้น และอรูปพรหม 4 ชั้น ทั้งหมดอย่างละ 1,000
ดังนั้น จักรวาลในทางวิทยาศาสตร์ ถ้าเทียบกับความหมายของจักรวาลในทางพุทธศาสนาแล้วนั้น ก็เปรียบเทียบกันไม่ได้ อุปมาดั่งจงอยปากยุงที่ไม่สามารถวัดความลึกของมหาสมุทรได้
ส่วนโลกกลมๆ ที่เราอยู่นี้ ที่เดินสองขา มีสองแขน หัวตั้งอยู่บนคอเรียก “คน” หรือ “มนุษย์” ถ้ารูปร่างทำนองนี้คืออยู่ในโลกนี้ แต่ถ้าภูมิจิตต่ำไปกว่านี้ ก็มีโลกอันหนึ่งอยู่ของเขา รวมกันแบบอยู่ในโลกนี้ แต่เป็นอีกโลกหนึ่ง อยู่ในโลกเดียวกัน เช่น ภูมิจิตในระดับสัตว์เดรัจฉานก็อาศัยในโลกนี้ ทั้งในและบนแผ่นดิน ในน้ำ และในอากาศ เช่น หมู หมา กา ไก่ ช้าง ม้า วัว ควาย หลายประเภทไปจนถึงยุงอยู่ในป่า ไส้เดือนอยู่ในดิน นกบินอยู่ในท้องฟ้า ไปจนถึงวาฬที่อยู่ในมหาสมุทร เชื้อโรคจุลินทรีย์อยู่ในน้ำครำน้ำสกปรก และจุลินทรีย์ที่ล่องลอยอยู่ในอากาศ นี่โลกของเขาเรียกว่าโลกของสัตว์เดรัจฉาน แต่ว่าภูมิจิตต่ำแตกต่างกันไปนั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง
เปรตก็อาศัยอยู่ในโลกนี้เหมือนกัน แต่ว่าเรามองไม่เห็น เปรตนั้นมีจริงและมีเยอะด้วย ถ้าเข้าถึงธรรมกายแล้วจะได้ดูได้รู้ว่าเปรตเป็นอย่างไร
ซึ่ง "เปรต" (Preta) นี้เป็นเผ่าพันธุ์อมนุษย์ที่พุทธอุตรนิกายจัดให้อยู่ในการปกครองของท้าววิรุฬหก โดยสามารถเรียกในภาษาตะวันตกได้ว่า "อันเดด" (Undead)
พวกเปรตมีหลายประเภท และความเป็นอยู่ของเปรตแต่ละจำพวกก็แตกต่างกันตามอกุศลกรรมที่ตนได้สร้างเอาไว้ โดยบางพวกมีตัวใหญ่โตน่ากลัว บางพวกตัวเล็กเท่ามนุษย์ บางพวกอดข้าวอดน้ำ บางพวกต้องไปหากินเศษอาหารที่ชาวบ้านทิ้งไว้ตามที่โสโครก บางพวกกินเสมหะ นํ้าลาย อุจจาระ ส่วนเปรตบางพวกอาศัยอยู่ตามภูเขา บางพวกถูกขังไว้ก็มี หรือบางพวกหยิบอาวุธเข้าต่อสู้ประหัตประหารกันก็มี เช่น อาวุธิกเปรต เป็นต้น
ส่วนสิ่งมีชีวิตหรือเผ่าพันธุ์อื่นๆ ที่อยู่อีกมิติ เช่น "ภูต" (Bhuta) อมนุษย์แห่งธรรมชาติในตำนานตะวันออกอย่างพวกภุมเทวดา อารามเทวดา รุกขเทวดา ติณเทวดา วนเทวดา นทีเทวดา อากาศเทวดา ฯลฯ ก็คือ "แฟรี่" (Fairy) ในตำนานตะวันตก
นอกเหนือจากนี้ยังมีอีกมากมายหลายเผ่าพันธุ์ที่มีอยู่ในตำนานทั่วทั้งโลก อย่างกุมภัณฑ์ (Kumbhanda) ก็คือ "โอเกอร์" (Ogre)
"รากษส" (Rakshasa) คือ "โทรลล์" (Troll) ส่วน "ยักษ์" (Yaksha) คือ "ไจแอนต์" (Giant) "หุ่นพยนต์" (Vyanta) คือ "โกเลม" (Golem)
"วิทยาธร" (Vidyadhara) คือ "วิซาร์ด" (Wizard) "วิทยาธรี" (Vidyadhari) คือ "วิช" (Witch) และ "นักสิทธิ์" (Siddha) คือ "ซอเซอเรอร์" (Socerer) โดยภาษาจีนเรียกนักสิทธิ์ว่า "เซียน" (仙)
"พมน" (Vamana) คือ "ดวอฟ" (Dwarf) "ม้าพลาหก" (Valahaka) คือ "ม้าเพกาซัส" (Pegasus) "ปีศาจ" (Pishaca) คือ "เดวิล" (Devil)
"ครุฑ" (Garuda) คือ "กริฟฟิน" (Griffin) "นกการเวก" (Karavika) คือ "นกฟีนิกซ์" (Phoenix) ไทยนำมาทำเป็นตราสัญลักษณ์ของธนาคารกรุงไทย
"นาค" (Naga) คือ "ดรากอน" (Dragon) อย่างนันโทปนันท์นาคราชที่เข้าต่อสู้กับพระโมคคัลลานะ สามารถเรียกในภาษาอังกฤษได้ว่า The Dragon King Nandopananda
"มังกร" (Makara) คือ "แคปริคอร์น" (Capricorn) ส่วน "กอร์กอน" (Gorgon) ของตำนานกรีกนั้น ในภาษาพุทธเรียกว่า "มโหราค" (Mahoraga) อย่างเมดูซา (Medusa) นางก็คือ Gorgon หรือ Mahoraga นั่นเอง โดยเรียกอีกแบบตามภาษาอังกฤษปัจจุบันได้ว่า Reptilian
"คนธรรพ์" (Gandharva) คือ "เอลฟ์" (Elf) และ "กินนร" (Kinnara) คือ "ครึ่งคนครึ่งสัตว์" (Half-Human, Half-Beast)
ตรงนี้ หลายคนมักจะรู้จักกินนรในรูปแบบตัวเป็นคนท่อนล่างเป็นนก (ยุโรปเรียกว่า Harpy) แต่ความจริงแล้วกินนรนั้นมีหลายชนิดมาก กล่าวคือ ถ้าสัตว์หิมพานต์ใดมีร่างกายบางส่วนเป็นมนุษย์อันชวนให้เกิดความฉงนใจว่านี่เป็นคนหรือเปล่า เราก็เรียกว่ากินนรทั้งสิ้น โดยบางชนิดก็อาจมีชื่อเรียกแยกย่อยต่างหากออกไปอีก เช่น นรสิงห์ (Narasimha) ที่ยุโรปเรียกว่า "สฟิงซ์" (Sphinx) หรืออย่าง "วานรินทร์" (Vanarinda) ที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า "Monkey King" ภาษาจีนเรียก "孫悟空" (Sūn Wùkōng) ก็เป็นหนึ่งในประเภทกินนรเช่นกัน เป็นต้น
ลิงก์หลักฐานกินนรประเภทมฤค (Satyr) ที่ปรากฏอยู่ในคัมภีร์พระไตรปิฎกบาลี
https://84000.org/tipitaka/pitaka_item/m_siri.php?B=27&siri=504%E2%80%8E
สำหรับ "ดาวดึงส์" (Tavatimsa) ก็คือ "โอลิมปัส" (Olympus) ในตำนานกรีก เป็น "แอสการ์ด" (Asgard) ในตำนานนอร์ส และคือ "นิบิรุ" (Nibiru) ในตำนานสุเมเรียน (ไม่ได้เป็นมนุษย์ต่างดาวอะไรทั้งสิ้น เป็นเทพเป็นทิพย์ล้วนๆ)
ในศาสนานอร์ส (Norse) ต้นไม้อิกดราซิล-เขาพระสุเมรุ (Yggdrasil-Sumeru) หรือต้นไม้แกนกลางจักรวาลที่คอยเชื่อมโยงโลก (ภพภูมิ) ต่างๆ เข้าไว้ด้วยกัน มีภพภูมิของเหล่าทวยเทพอยู่ 2 วงศ์ด้วยกัน โดยเทพทั้งสองพวกนี้ทำสงครามสู้รบกันมาตั้งแต่ดึกดำบรรพ์ คือ "เอซีร์" (Aesir) กับ "วานีร์" (Vanir)
ซึ่งคำว่า "Aesir" (เอซีร์) มีรากคำเดียวกับ "Asura" (อสูร) ในภาษาบาลี-สันสกฤต
ส่วนคำว่า "Vanir" (วานีร์) ก็มีรากคำเดียวกับ "Deva" (เทพ) ในภาษาบาลี-สันสกฤต
กล่าวคือ เทพทั้งสองวงศ์นี้ Aesir-Vanir และ Deva-Asura มีอำนาจเท่ากันหรือศักดิ์เสมอกัน หรืออธิบายตามหลักพุทธศาสนาของเราแบบง่ายๆ ก็คือ อสูรมีบรรดาศักดิ์และอำนาจทัดเทียมเสมอกับเทพดาวดึงส์นั่นเอง เราจึงมักอ่านเห็นอสูรแห่งเขาตรีกูฏยกกองทัพขึ้นไปทำสงครามกับเทพบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์อยู่บ่อยๆ ในพระไตรปิฎก
ต่อมา เป็นเรื่องเล่าจากเด็กน้อยผู้ได้ธรรมกายแล้วไปท่องเที่ยวอวกาศ ในเว็บบอร์ด Dhammakaya.org
เรื่องมีอยู่ว่า มีครูคนหนึ่งนึกอยากสอนนักเรียนนั่งสมาธิ ก็สอนพื้นฐานไล่ฐานทั้ง 7 แต่นิมิตให้เห็นเป็นดวงดาวกับน้อง ป.6 คนหนึ่ง ซึ่งน้องเขาฝึกอยู่เดือนเดียวก็เข้าถึงกายมนุษย์ละเอียด (กายที่ 2 ใน 18 กาย) จนสามารถพูดคุยกับกายมนุษย์ละเอียดได้คล่องแคล่ว และไม่นานก็เข้าถึงกายทิพย์ (กายที่ 3 ใน 18 กาย) เมื่อถึงระดับนี้ครูคนนั้นจึงอยากรู้เรื่องราวจักรวาลและมนุษย์ต่างดาว จึงขอให้น้องเขาช่วยตรวจดู เริ่มจากดาวศุกร์ น้องก็เข้าสมาธิไปด้วยกายมนุษย์ละเอียด (กายที่ 2) ปรากฏว่าพื้นดินที่ดาวศุกร์นี้ไม่เสถียร คือ บางแห่งนึกจะยุบก็ยุบเอาดื้อๆ ไม่มีกายหยาบอาศัยอยู่
ต่อมาจึงลองให้มาดาวอังคาร น้องบอกว่าภายนอกของดาวอังคารมีบรรยากาศเบาบางเป็นสีส้ม แต่จะมีจุดหนึ่งสามารถลงไปยังใต้ดินได้ ซึ่งลึกประมาณ 10 กิโลเมตร โดยข้างในเป็นเมืองที่กว้างใหญ่เท่าๆ ทวีปเอเชีย มีความ Hi-Tech มีตึกรามบ้านช่อง มีป้ายโฆษณา มีออฟฟิศ มีห้างสรรพสินค้า แต่หน้าตาชาวดาวอังคารไม่เหมือนเรา คือ ตาโต ปากเล็ก มีสามนิ้ว สูงประมาณ 2-2.3 เมตร มีเครื่องแต่งกายใกล้เคียงกับชาวโลกเรา นักธุรกิจก็มี ทหารก็มี วัยรุ่นจับกลุ่มกินฟาสฟู้ดในห้างก็มี ที่นาวิกโยธิน ฐานยานบินทุกลำจะมีเครื่องยิงรูหนอน เพื่อย่นเวลาการเคลื่อนที่ในอวกาศ
โดยสรุปคือคล้ายโลกเราทุกอย่าง แต่เทคโนโลยีก้าวล้ำกว่าเรา น้องบอกว่าการไปด้วยกายมนุษย์ละเอียดนั้นเห็นอะไรชัดกว่าตามนุษย์หยาบมาก อยากมองอะไรไกลๆ ภาพจะซูมเข้ามาใกล้อัตโนมัติ เมื่ออ่านตัวหนังสือของชาวดาวอังคาร ก็สามารถเข้าใจได้เลยว่าเขาเขียนว่าอะไร ตอนน้องเดินไปในเมืองดาวอังคาร ไม่มีใครมองเห็นน้อง และน้องสามารถเดินทะลุตัวคนและตึกรามบ้านช่องไปได้สบายๆ
ส่วนอุตตรกุรุทวีป อปรโคยานทวีป และปุพพวิเทหทวีป ก็เคยให้น้องตรวจดู น้องก็บอกว่าเป็นกายหยาบเหมือนอย่างมนุษย์โลกเรา หน้าตาก็เหมือนชาวโลกเราแต่โครงหน้าจะเป็นสี่เหลี่ยมคล้ายทักษิณ (อันนี้น้องยกตัวอย่างเอง) หรือครึ่งวงกลม หรือเป็นวงกลมๆ น้องบอกหน้าครึ่งวงกลมดูดีสุด คือคางเขาจะแหลมๆ คล้ายสามเหลี่ยม ส่วนเทคโนโลยีความเป็นอยู่ก็ใกล้เคียงกับโลกเรา แต่จิตใจจะดีกว่าเยอะมาก (จบ)
ในตำนานกัมมาสธัมมะ พระอรรถกถาจารย์แต่โบราณได้เล่าเอาไว้ว่า อดีตกาลนานมาแล้วในยุคสมัยของพระเจ้าจักรพรรดิมันธาตุ ชาวปุพพวิเทหะ ชาวอปรโคยานะ และชาวอุตตรกุรุ รู้กันดีว่า ชมพูทวีปนี้เป็นโลกที่อุดมสมบูรณ์ เป็นสถานที่เกิดของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า และพระเจ้าจักรพรรดิ จึงขอพระเจ้าจักรพรรดิมันธาตุมาอยู่อาศัยที่ชมพูทวีป
ผู้ที่ตามมาจากปุพพวิเทหะ อปรโคยานะ และอุตตรกุรุ ไม่รู้จะไปอยู่ที่แห่งใด จึงเข้าไปหาขุนพลแก้วเอ่ยปากขอที่อาศัย ขุนพลแก้วจึงบอกให้คนเหล่านั้นแยกไปอยู่ตามชนบทต่างๆ
ผู้อพยพจากปุพพวิเทหทวีปไปอยู่ในวิเทหรัฐ ผู้อพยพจากอปรโคยานทวีปไปอยู่ในอปรันตชนบท ผู้อพยพจากอุตตรกุรุทวีปไปอยู่ในแคว้นกุรุ
ซึ่งตำนานนี้พระครูวิลาศกาญจนธรรม (เล็ก สุธมฺมปญฺโญ) เจ้าอาวาสวัดท่าขนุน จ.กาญจนบุรี ได้เคยมีโยมมาปุจฉาและท่านก็วิสัชนาไปว่า
ถาม : เคยเจอมนุษย์ต่างดาวไหมคะ
ตอบ : ถามว่าเคยเจอมนุษย์ต่างดาวไหม บอกได้ว่าไม่เพียงแต่อาตมาที่เคยเจอเท่านั้น โยมทุกคนก็ต้องเคยเจอมาแล้ว เพียงแต่บางทีไม่รู้ว่าเขาเป็นมนุษย์ต่างดาว พระพุทธเจ้าของเราก็มีเชื้อสายมนุษย์ต่างดาว
ถาม : อย่างนี้ต้องอธิบายยาวแล้วค่ะ
ตอบ : คือว่าในช่วงที่โลกมีพระเจ้าจักรพรรดิอยู่ โดยธรรมเนียมแล้วต้องปราบได้ในทวีปทั้ง 4 ทวีปทั้ง 4 ก็คือบรรดาดาวต่างๆ นี้เอง เมื่อปราบในทวีปทั้ง 4 ได้แล้ว ก็จะนำเอาประชากรของทวีปนั้นๆ มา เพื่อเป็นการแสดงออกถึงพระราชอำนาจ ท่านก็จะกวาดต้อนคนจำนวนหนึ่งมาไว้ในโลกมนุษย์นี้
พวกอุตตรกุรุทวีปนี้เขาก็จะอยู่ที่กัมมาสะธัมมะนิคมในแคว้นกุรุเคยได้ยินใช่ไหม ต้นกำเนิดของมหาสติปัฏฐานสูตรเลย พวกอปรโคยานทวีปจะอยู่ที่เมืองอมรปุระ พวกปุพพวิเทหทวีปจะอยู่ที่เมืองเทวทหะ เทวทหะนี่เป็นเมืองแม่พระพุทธเจ้าใช่ไหม แปลว่าพระพุทธเจ้าท่านมีเชื้อสายมาจากมนุษย์ต่างดาว เพราะเทวทหะเป็นเมืองแม่ของท่าน มนุษย์ต่างดาวเดินอยู่รอบตัวเลยจ้ะ ไม่ได้รู้เรื่องเลย
ถาม : แล้วมนุษย์ต่างดาวนี่ไม่ใช่แบบหัวโตๆ ตัวเล็กๆ แบบที่ในโทรทัศน์
ตอบ : ถ้าหากว่าคุณใส่หมวกกันน็อกไปให้เขาเห็น เขาจะว่าคุณหัวกลมเหม่งแล้วก็มีลูกตากลมๆ ใหญ่ๆ
เครื่องแต่งกายของเขาจ้ะ เราเองเห็นบางทีก็ว่าไม่ตรงเหมือนกัน ลักษณะหน้าตารูปร่างของเขาคล้ายของเรา ส่วนใหญ่จะสวยกว่าทั้งนั้น ที่เราเห็นนั่นคือชุดท่องอวกาศของเขานี่แหละ
ถาม : แล้วชาวโลกแท้หน้าตาเป็นอย่างไรครับ
ตอบ : ชาวโลกแท้มีเขาจ้ะ ...(หัวเราะ)... จำได้ไหมโฆษณาปุ๋ยไข่มุกชาวโลกแท้ต้องมีเขาจ้ะ
ชมพูทวีปของเราหน้าเป็นรูปไข่ แต่เขาบอกว่าเหมือนลูกหว้า หน้าทรงรีๆ
หลวงพ่อเล็กยังกล่าวต่ออีกว่า มีใครรู้จักปุพพวิเทหทวีปบ้าง ชาวปุพพวิเทหทวีปมีใบหน้าเหมือนจันทร์เสี้ยว ก็คือลักษณะคางแหลมๆ จมูกแหลมๆ เหมือนอย่างกับแม่มณีทุกวันนี้ ก็คือถ้าตอนนี้ชาวปุพพวิเทหทวีปท่านมาเที่ยวบ้านเรา (ประเทศไทย) ก็จะสงสัยว่าทำไมเชื้อสายตัวเองมีเยอะแท้
คราวนี้ในเรื่องของมนุษย์ทั้ง 4 ทวีป อยู่ปะปนกันมาตั้งแต่โบราณเลย ในเมื่อ 4 เชื้อสายนี้ปะปนกันมาตั้งแต่ดึกดำบรรพ์ ใครอยากรู้ว่าดีเอ็นเอของตัวเองมีเชื้อสายดวงดาวไหน ก็สังเกตคร่าวๆ ดู ถ้าไม่ได้ไปทุบหน้ามาก็พอดูได้ ถ้าไปทุบหน้ามาแล้วก็ดูไม่ออก สมัยนี้พอทุบหน้าแล้วตกแต่งเพิ่มหน่อย ก็ออกมาเป็นเชื้อสายของปุพพวิเทหทวีปไปหมด เพียงแต่ว่าของเขาสวยตามธรรมชาติ ส่วนของเราสวยด้วยมีดหมอ จึงดูหลอกตา ดูอย่างไรก็ดูไม่ดี
หลักธรรมหลายอย่างในพระไตรปิฎก พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนคนทั่วๆ ไป แต่ว่าสอนเฉพาะบุคคล สอนเฉพาะสถานที่นั้น อย่างเช่นมหาสติปัฏฐานสูตร พระพุทธเจ้าสอนชาวกัมมาสธัมมะนิคมแคว้นกุรุ (ชาวอุตตรกุรุ) ไม่ได้สอนคนทั่วไป
ชาวกัมมาสธัมมะนิคมแคว้นกุรุนั้น มีความฉลาดมาก สนทนาในเรื่องหลักธรรมกันทั้งวัน ขนาดนกแขกเต้าที่ภิกษุณีเลี้ยงไว้โดนเหยี่ยวโฉบไป นางภิกษุณีกระโดดปรบมือร้องเสียงดัง เหยี่ยวตกใจปล่อยนกแขกเต้าคืนมา นกแขกเต้าถ้าเราไม่รู้จัก โบราณเขาเรียกว่านกแก้วหัวแพร เป็นนกพูดได้ นางภิกษุณีถามว่ารู้สึกอย่างไรบ้าง นกแขกเต้าบอกว่า รู้สึกเหมือนร่างกระดูกกำลังจะเอาร่างกระดูกไปกิน นั่นขนาดนกยังทรงอัฏฐิกอสุภกรรมฐานเป็นปกติ แล้วชาวบ้านเขาจะขนาดไหน
เหตุที่ชาวบ้านประกอบไปด้วยความฉลาดขนาดนั้น เพราะว่าพวกเขาเป็นมนุษย์ต่างดาว ไม่ใช่คนทั่วๆ ไป ในสมัยที่โลกมีพระเจ้าจักรพรรดิราช จะต้องแสดงพระราชอำนาจด้วยการปราบทวีปทั้ง 4 นั่นคือโลกที่เราอยู่ซึ่งเรียกว่าชมพูทวีปและโลกอื่น เพราะฉะนั้น ในเมื่อพระพุทธเจ้าแสดงธรรมสอนมนุษย์ต่างดาวที่ฉลาดมาก เทคโนโลยีล้ำหน้าเราไปเป็นแสนๆ ปี ถ้าหากเราไปอ่านมหาสติปัฏฐานสูตรเราก็จะได้แค่บรรพแรกๆ อย่างกายในกาย เช่น อานาปานสติ อิริยาบถ สัมปชัญญะ พอไปถึงเวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม เราก็ไปกันไม่เป็นแล้ว ความฉลาดไม่พอ หัวสมองมีความจุแรมน้อยไปหน่อย
ในธรรมะแปดหมื่นพระธรรมขันธ์ มีหลายส่วนที่พระพุทธเจ้าท่านสอนเฉพาะ อย่างพระมหาสติปัฏฐาน ท่านก็สอนแต่เฉพาะชาวกุรุ ชาวกุรุมีพื้นฐานมาจากอุตตรกุรุทวีป ซึ่งมาจากต่างดาว พวกเขามีความฉลาดมาก ซึ่งถ้าใครไปศึกษาในมหาสติปัฏฐานหมวดท้ายๆ ถ้าเราไม่ได้ปฏิบัติมาอย่างช่ำชอง จะปฏิบัติได้ยากมาก เรียกได้ว่าเกาะไม่ติดเลย แสดงว่าเราฉลาดสู้มนุษย์ต่างดาวไม่ได้
ในเมื่อเขามีความฉลาดมากพระพุทธเจ้าก็เทศน์ธรรมะที่เหมาะแก่จริต เหมาะแก่อัธยาศัยที่เขามีอยู่ในช่วงนั้น เพราะฉะนั้น ถ้าเราไม่ได้ปฏิบัติมาในระดับที่เข้าใจในจุดนั้น ปฏิบัติไปก็ไม่รู้เรื่อง
ที่พระพุทธเจ้าท่านจำเป็นต้องสอนตั้ง 84,000 พระธรรมขันธ์ ก็เพราะเป็นไปตามจริตของผู้ฟัง ในเมื่อเป็นไปตามจริตของผู้ฟัง ก็แปลว่าถึงจะเหมาะกับบุคคลประเภทหนึ่ง ก็ไม่แน่ว่าจะเหมาะกับบุคคลอีกประเภทหนึ่ง อย่างมหาสติปัฏฐานสูตร อาตมาว่าพระพุทธเจ้าท่านสอนมนุษย์ต่างดาว คนก็ว่าพระอาจารย์เล็กเพี้ยน
เราจะสังเกตว่าพอกล่าวถึงกายในกาย เราก็ได้อานาปานบรรพ คือลมหายใจเข้าออก กิริยาบถบรรพ สัมปชัญญบรรพ พวกนี้พอแตะถึง แต่พอไปถึงเวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม บางคนไปไม่เป็นเลย ก็เพราะท่านสอนเฉพาะชาวกุรุ เราเอาแค่อานาปานบรรพ คือลมหายใจเข้าออกก็พอแล้ว เพราะว่าทุกบรรพหรือว่าทุกตอน แต่ละตอนพระองค์ท่านลงท้ายจุดจบไว้ให้หมดแล้ว ทำจบก็เป็นพระอรหันต์ได้
นอกจากนี้ หลวงพ่อเล็กยังกล่าวถึงเรื่องปฏิทินว่า ถ้าว่ากันตามหลักฐานที่ค้นพบแล้ว ปฏิทินเป็นสิ่งที่ชาวมายาซึ่งเป็นชนเผ่าโบราณในอเมริกากลางคิดค้นขึ้นมาได้ก่อน
พวกชาวมายากับพวกชาวแอซเท็กเป็นอารยธรรมที่อยู่ๆ ก็โผล่ขึ้นมา แล้วอยู่ๆ ก็สูญไป จนกระทั่งเขาเชื่อว่าความเจริญต่างๆ เป็นสิ่งที่มนุษย์ต่างดาวมาแนะนำให้ เพราะว่าหลายอย่างไม่ใช่สิ่งที่ภูมิปัญญาของคนโบราณยุคนั้นจะคิดได้
อย่างเช่น ระบบประปาบนภูเขาที่มาชูปิกชู เมืองบนภูเขาแต่มีระบบประปา แต่คราวนี้วิทยาศาสตร์เขาไม่รู้ว่าต่างดาวมีมนุษย์อยู่เป็นปกติอยู่แล้ว เขาจึงพยายามอธิบายปรากฏการณ์ต่างๆ ให้ออกมาในลักษณะที่สามารถจับต้องได้ เป็นสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์ยอมรับได้ ด้วยความที่ว่าไม่มีหลักฐานชัดเจนว่ามีมนุษย์ต่างดาว ก็เลยทำให้เขาไม่เชื่อเรื่องนี้
ชาวอินคา ชาวมายา ชาวแอซเท็ก ชาวโรมัน เป็นอารยธรรมที่รุ่งเรืองมากๆ ในที่สุดก็วกเข้าไปหาไตรลักษณ์ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป ไม่มีอะไรให้ยึดถือมั่นหมายได้ รุ่งเรืองแล้วก็ดับสลาย
วัดธรรมศาลานครปฐม
ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก
ยิ่งให้ยิ่งได้ ยิ่งหวงยิ่งอด เราไม่หวงเราไม่อด หมดเดี๋ยวก็มา
“สืบจากซาก” รูปแบบเจดีย์ทวารวดี ที่วัดธรรมศาลา นครปฐม
ภายใน "วัดธรรมศาลา" ที่ตั้งอยู่ใกล้กับถนนเพชรเกษม ก่อนถึงสะพานข้ามคลองพระยากง ที่จะแยกเข้าสู่ตัวเมืองนครปฐมประมาณ 3 กิโลเมตร มีพระวิหารจัตุรมุขยอดแหลมสูงใหญ่เป็นจุดสังเกตสำคัญทางซ้ายมือ มีสถูปเจติยะในยุควัฒนธรรมทวารวดีอยู่ภายในวัดองค์หนึ่ง
การขุดเปิดหน้าดินที่เนินดินสถูปในช่วงปลายปี พ.ศ.2555 ได้แสดงให้เห็นร่องรอยหลักฐานสำคัญของโครงสร้างทางสถาปัตยกรรม การสร้างซ้อนทับอย่างน้อยอีก 2 ยุคสมัย ปูนปั้นประดับและงานเขียนสีโบราณ ที่ยังคงเหลือติดอยู่กับผนังก่ออิฐ รูปแบบสถาปัตยกรรมการยกเก็จของชั้นฐาน ลำดับชั้นที่ซับซ้อนของการจัดวางชุดฐาน “เวทีพันธะ – อธิษฺฐานะ” (Vedībandha - Adhiṣṭhaāna) ซึ่งก็ไม่ค่อยจะได้พบแบบชัด ๆ อย่างนี้มากนักในเขตภาคกลาง ที่เชื่อกันว่าเป็นศูนย์กลางของวัฒนธรรมลูกผสมอินเดีย/ทวารวดี ด้วยเพราะส่วนมากจะหลุดร่อน กระจัดกระจายแตกป่นเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยไปตามสภาพอากาศร้อนชื้น แถมยังถูกขโมยเซาะไปขายหรือถูกแกะออกจากตัวอาคารภายหลังจากการบูรณะในแต่ละยุคสมัย
----------------------------------------------
*** เมื่อ “สืบจากซาก” ด้วยวิธีการมานุษย-มโนวิทยาแบบนอกกรอบ จากซากที่หลงเหลืออยู่ของสถูปธรรมศาลา พอมโนได้ว่า เจดีย์ทวารวดีองค์นี้มีผังรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส ส่วนฐานล่างมีขนาดประมาณ 20 * 20 เมตร ( ฐานพระประโทณเจดีย์ ที่เป็นมหาธาตุเมืองนครปฐมโบราณ มีขนาดประมาณ 40 * 40 เมตร) ฐานชั้นซ้อนส่วนบนประมาณ 10 * 10 เมตร และอาจมีเส้นผ่าศูนย์กลางองค์ระฆังประมาณ 6-7เมตร หันหน้าไปทางทิศตะวันออกเฉียงขึ้นไปทางเหนือเล็ก แบบเดียวกับจุลประโทนเจดีย์ มีอายุการก่อสร้างประมาณต้นพุทธศตวรรษที่ 13 ในช่วงเดียวกับพระประโทณเจดีย์
ปูนปั้นที่ยังคงฉาบติดอยู่กับผนังและที่แตกหักร่วงหล่นได้แสดงให้เห็นว่า พระเจดีย์ในยุคทวารวดีมีการก่ออิฐ และขูด-ถากผนังอิฐให้เป็นรูปทรงตามที่ต้องการ ฉาบปูนบนพื้นผิวอิฐ ปั้นลายประดับและมีการลงสีเป็นลวดลายทับบนปูนปั้นด้วยรงค์สีแดง-น้ำตาล ดำ-เทา เหลือง-ส้ม
เมื่อนำร่องรอยหลักฐานที่เหลืออยู่มาประกอบกัน มโนขึ้นเป็นสถาปัตยกรรม จะเห็นว่าส่วนฐานและฐานชั้นซ้อนนั้นมีแผนผังรูปสี่เหลี่ยม ยกเก็จเป็นกระเปาะออกมาตรงกลาง (เก็จประธาน) และตรงมุมรวมเป็น 8 กระเปาะ ผนังของฐานยกสูง ชจัดวางเป็นชั้นแตกต่างกัน รวมเรียกว่า “เวทีพันธะ – อธิษฺฐานะ” โดยเริ่มจากชั้นล่างที่เป็นฐานเรียบหรือฐานเขียงเป็นผนังสูง เรียกว่า ฐาน “ชคตี” (Jagatī) รองรับฐานเส้นลวดเหลี่ยม “อุปานะ” (Upāna) 2 ชั้น หน้าชั้นบนประดับลาย“ดอกสี่กลีบในกรอบสี่เหลี่ยม” หรือ “ลายประจำยามดอกจันทน์” ต่อเนื่องโดยรอบฐาน ถัดขึ้นไปเป็นฐานโค้งใหญ่ เรียกว่า “กุมุท” (Kumuda) หรือ “บัววลัย” (Bua Valai) ซึ่งเป็นเส้นลวดขนาดใหญ่จากอิทธิพลของสถาปัตยกรรมในอินเดียใต้ (ในอินเดียเหนือเรียก “กลศ” (kalasa) แต่จะเป็นทรงหม้อน้ำคอดที่ส่วนล่าง) มีการปั้นปูนปะดับเป็นลวดลายอันวิจิตร “คาดรัด” ในแนวตั้ง เป็นลายดอกไม้สี่กลีบภายในกรอบสี่เหลี่ยมข้าวหลามตัด (มีลายลูกปัดกลมและลายผักกูดหรือใบไม้ม้วนล้อมรอบ) สลับกับลายดอกไม้กลม ขนาบข้างด้วยลายลูกปัดกลมมีเส้นลวดคาดแบ่ง ลายนอกสุดทำเป็นกระหนกใบไม้ขนาดใหญ่ ลายคาดบนบัววลัยนี้ จัดวางตกแต่งไว้เป็นระยะที่เท่ากัน 3 ลายต่อ 1 ช่วง ทั้งช่วงที่เป็นฐานปกติและช่วงที่ยกเก็จเป็นกระเปาะออกมา
ลวดลายดอกไม้ต่อเนื่องแบบสี่เหลี่ยมข้าวหลามตัดสลับดอกไม้กลม ปรากฏคติความนิยมในงานศิลปะนิยมในยุคคุปตะ – วากาฏกะ ในอินเดียตะวันตก และงานศิลปะแคว้นอานธระในอินเดียใต้ ตั้งแต่ช่วงพุทธศตวรรษที่ 11 – 12
ถัดขึ้นไปเป็นลวดเหลี่ยมเรียบล่างเรียกว่า “กัมภะ” (Kampa) ยุบผนังเข้าไปเป็นท้องไม้แคบ ๆ ที่เรียกว่า “กัณฑะ” (Kaṇṭha) ที่เจาะเป็นช่องสลับลึกเข้าไปแบบขื่อปลอม ตกแต่งปูนปั้นเป็นรูปดอกไม้จันทน์ในกรอบสี่เหลี่ยม คาดด้านข้างด้วยลายเม็ดลูกปัด สลับช่องว่างกับลายเสากลมที่มีลักษณะคล้ายหม้อ “กลศกฤต” (Kalasakriti) สัญลักษณ์มงคล หมายถึงความเจริญงอกงามและอุดมสมบูรณ์ เหนือขึ้นมาเป็นลวดเหลี่ยมเรียบบน ปั้นปูนประดับเป็นลายสังวาลอัญมณีสี่เหลี่ยมต่อเนื่อง
เหนือขึ้นไปเป็นฐานอุปานะรองรับผนังเรือนขนาดใหญ่ เรียกว่า “กาชา” (Gaḷa) หรือ “ปาฏะพันธะ” (Pādabandha) คั่นด้วยเสาอิงกว้างสลับช่องว่าง ภายในช่องอาจเคยมีการปั้นปูนประดับหรืออาจมีการลงสีภาพเรื่องราวทางพุทธศาสนา
ด้านบนสุดเป็นชุดหลังคาของฐานล่าง ประกอบด้วยลวดกัมภะเหลี่ยมล่าง ท้องไม้กัณฑะที่มีขื่อปลอมสี่เหลี่ยมสลับกับช่องยุบสี่เหลี่ยม ลวดเหลี่ยมปิดด้านบนสุดที่เรียกว่า “เวทิกา” (Vedikā) หรือ “ปฺรติ” (Parti)
------------------------------------
*** ถัดขึ้นมา ปรากฏฐานบัววลัยแคบ ๆ ระหว่างฐานล่างและฐานซ้อน บริเวณมุมทิศใต้เฉียงตะวันตก เป็นฐานยกเก็จล้อตามแบบฐานล่าง เหลือร่องรอยปูนปั้นประดับที่ฐานอุปานะ ฐานล่างเป็นลายดอกไม้สี่เหลี่ยมข้าวหลามตัดสลับลายดอกไม้สี่กลีบรูปสี่เหลี่ยม ฐานเป็นลายดอกไม้มีกลีบรูปกลมสลับดอกไม้ในกรอบสี่เหลี่ยม เหนือขึ้นไปเป็นบัววลัย ที่มีเส้นคาดตั้ง เป็นลายสังวาลกลมสลับเหลี่ยมขนาบด้วยลูกปัดกลมและลายใบไม้ แตกต่างจากลายคาดบัววลัยของฐานล่าง
--------------------------------------
*** ฐานชั้นซ้อน คงเหลือผนังให้เห็นทางตะวันออกและบางส่วนทางทิศใต้ มีการจัดวางชั้นลวดบัวและงานปูนปั้นลงสีประดับแบบเดียวกันกับฐานล่างแต่มีขนาดเล็กกว่า ส่วนผนังเรือน “กาชา-ปาฏะ” เว้นช่องด้วยเสาอิง มีการประดับรูปของยักษ์แบกอยู่โดยรอบ
งานปูนปั้นประดับเจดีย์ทวารวดีที่วัดธรรมศาลา เป็นงานศิลปะที่สะท้อนความเชื่อความศรัทธา ความตั้งใจในเชิงช่างเพื่อการบูชาพระสถูป ด้วยการปั้นรูปพวงมาลัย ดอกไม้มงคล (ในความหมายของกลิ่นหอม) ร้อย/คาด/รัดเข้าประดับไว้ที่ชั้นบัววลัย/บัวกุมุท แทนความหมายของความเจริญรุ่งเรืองและอุดมสมบูรณ์
-------------------------------------------
*** ฐานเหนือชั้นซ้อน เป็นฐานแคบ ๆ คงเหลือให้เห็นเป็นแนวเล็ก ๆ ทางทิศตะวันออกและทิศใต้ ชั้นล่างทำเป็นฐานเขียงสี่เหลี่ยมไม่ยกเก็จ ต่อด้วยฐานอุปานะ (เขียง) เรียบยกเก็จรองรับลวดบัววลัย ชุดลวดกัมภะยุบเป็นท้องไม้ ทำเป็นช่องสลับซี่ฟันเฟืองแบบขื่อปลอม ด้านบนเป็นหน้ากระดานเวทิกา-ปฺรติ หรือหลังคาปลอมตามแบบชุดฐานล่าง
-------------------------------------------
*** ชั้นบนสุดถูกรื้อดัดแปลงให้กลายเป็นฐานของปรางค์ในสมัยอยุธยาช่วงพุทธศตวรรษที่ 20 แต่เดิมนั้น คงเป็นเนินโดมรูปโอคว่ำ หรือแบบหม้อน้ำคอดที่ส่วนฐาน (ปากระฆัง) ตามรูปแบบเจดีย์ที่พบในอินเดีย ด้านบนเนินคงมีฐานบัลลังก์ที่เรียกว่า “หรรมิกา” (Harmikā) ขนาดใหญ่ รองรับก้าน “ฉัตรวลี” (Chatravali- Chhatri-Chattra Spire) มีฐานเป็นบัวกลุ่มรองรับหน้ากระดานลายใบม้วนใหญ่สลับช่องว่าง หม้อน้ำเชิงลายกลีบบัว ก้านฉัตรด้านบนเป็นแท่งวงแหวนต่อระยะห่างกันลดหลั่นขึ้นไปจนถึงยอดลูกแก้ว
ด้วยเพราะมีการขุดพบส่วนประกอบของยอดฉัตรวลีที่มีส่วนของหม้อเชิงฐานและชิ้นส่วนประกอบจำนวน 5 ชุด เป็นหลักฐานแสดงว่า เจดีย์ทวารวดีที่วัดธรรมศาลาเป็นเจดีย์แบบ 5 ยอด ตามคติ ไตรภูมิ - โลกสัณฐาน (Tribhumi - lokasaṇṭhāna) ของฝ่ายคณะมหาวิหารจากลังกา ฐานซ้อน 3 ระดับ จึงอาจมีความหมายถึงระดับภพภูมิทั้ง 3
เครดิต;FB
วรณัย พงศาชลากร
EJeab Academy
เพราะทุกที่มีเรื่องราวและเรื่องเล่า
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)