วันพุธที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2563

พญาช้างฉัททันต์

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก ยิ่งให้ยิ่งได้ ยิ่งหวงยิ่งอด เราไม่หวงเราไม่อด หมดเดี๋ยวก็มา

          ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้าประทับอยู่วัดเชตวัน เมืองสาวัตถี ทรงปรารภภิกษุณีสาวรูปหนึ่ง ผู้นั่งฟังธรรมระลึกถึงอดีตชาติได้แล้วแสดงอาการเดี๋ยวหัวเราะเดี๋ยวร้องไห้ ได้ตรัสอดีตนิทานมาสาธก ว่า...
          กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีช้างประมาณ ๘,๐๐๐ เชือกมีฤทธิ์เหาะไปในอากาศได้ อาศัยสระฉันททันต์อยู่ในป่าหิมพานต์ครั้งนั้น พระโพธิ์สัตว์เกิดเป็นลูกช้างของช้างหัวหน้าโขลง มีสีขาวปลอด ปากและเท้าสีแดง เมื่อเติบโตขึ้นมีร่างกายใหญ่โตมากกว่าช้างเชือกอื่น ๆ ที่งามีแสงรัศมี ๖ ประการเปล่งประกายออกมา
          อยู่ต่อมาเมื่อบิดาเสียชีวิตแล้ว พระโพธิสัตว์ได้เป็นหัวหน้าช้างแทน มีชื่อว่า พญาช้างฉัททันต์ มีภรรยา ๒ เชือก คือมหาสุภัททาและจุลลสุภัททา วันหนึ่งในฤดูร้อน ป่ารังมีดอกบานสะพรั่ง พญาช้างฉัททันต์ได้พาบริวารไปหากินที่ป่ารัง ใช้กระพองชนต้นรังให้ดอกหล่นลงมา นางช้างจุลลสุภัททายืนอยู่เหนือลมจึงถูกใบรังเก่า ๆ ติดกับกิ่งไม้แห้งมีมดดำมดแดงตกใส่ร่างกาย ส่วนนางช้างมหาสุภัททายืนอยู่ใต้ลมเกสรดอกไม้และใบสด ๆ จึงโปรยปรายใส่ร่างกาย นางช้างจุลลสุภัททาเห็นเช่นนั้นจึงเกิดความน้อยใจว่าสามีโปรดปรานและรักใคร่แต่นางช้างมหาสุภัททา ส่วนตนมีแต่มดดำมดแดงร่วงใส่ จึงผูกความอาฆาตในพญาช้างฉัททันต์
          ต่อมาอีกวันหนึ่ง พญาช้างฉัททันต์เมื่ออาบน้ำในสระเสร็จแล้ว ขึ้นมายืนบนฝั่งขอบสระ มีนางช้างทั่งสองยืนเคียงข้าง ขณะนั้นมีช้างเชือกหนึ่งได้นำดอกบัวมีกลีบ ๗ ชั้นดอกหนึ่งขึ้นมามอบให้พญาช้าง พญาช้างโปรยเกสรลงบนกระพองแล้ว ยื่นดอกบัวให้แก่นางช้างมหาสุภัททา เป็นเหตุให้นางช้างจุลลสุภัททาเห็นแล้วคิดน้อยใจว่า "พญาช้างให้ดอกบัวแก่ภรรยาที่รักและโปรดปรานเท่านั้น ส่วนเราไม่เป็นที่รักที่โปรดปรานจึงไม่ให้" จึงผูกเวรในพญาช้างอีก
          อยู่มาวันหนึ่งเป็นวันอุโบสถ พญาช้างได้ไปอุปัฏฐากถวายน้ำผึ้งแก่พระปัจเจกพุทธเจ้า นางช้างจุลลสุภัททาถวายผลไม้แล้วตั้งความปรารถนาไว้ว่า "สาธุ ถ้าดิฉันตายไปแล้วขอให้ไปเกิดเป็นอัครมเหสีของพระราชาผู้มีอำนาจ สามารถฆ่าพญาช้างนี้ได้ด้วยเทอญ" นับแต่วันนั้นนางก็อดหญ้าอดน้ำ ร่างกายผ่ายผอม ไม่นานก็ล้มป่วยตายไปเกิดเป็นธิดาของพระราชาในแคว้นมัททรัฐ เมื่อเจริญวัยแล้ว ก็ได้เป็นอัครมเหสีของพระเจ้าเมืองพาราณสี เป็นที่รักใคร่โปรดปรานมาก ระลึกชาติหนหลังได้ วันหนึ่งจึงทำทีเป็นประชวรไข้หนักบรรทมอยู่ พระราชาเสด็จมาตรัสถามว่า "น้องนางดูนัยน์ตาเจ้าก็แจ่มใส แต่เหตุไรหนอ น้องนางจึงดูโศกเศร้าซูบผมไปละจ๊ะ"
          มเหสี "เสด็จพี่ หม่อมฉันแพ้ครรภ์ ฝันเห็นสิ่งที่หาได้ยากพระเจ้าคุณ แต่ถ้าไม่ได้สิ่งนั้น ชีวิตของหม่อมฉันคงอยู่ไม่ได้เช่นกัน"
          พระราชา "น้องนาง มีอะไรในโลกนี้ที่หาได้ยากบอกพี่มาเถิดจะจัดหามาให้"
          มเหสี "เสด็จพี่ ถ้าจะกรุณาหม่อมฉัน โปรดรับสั่งให้ประชุมนายพรานป่าทุกสารทิศเข้าประชุมกันที่ท้องพระโรง มีนายพรานป่าประมาณ ๖๐,๐๐๐ คนมาประชุมกัน พระเทวีเมื่อพระราชาเปิดโอกาส จึงตรัสว่า "ท่านนายพรานทั้งหลาย ฉันฝันเห็นช้างเผือก ที่งามีรัศมี ๖ ประการ ฉันต้องการงาคู่นั้น ถ้าไม่ได้ชีวิตฉันก็คงอยู่ไม่ได้ ขอให้พวกท่านนำมาถวายเถิด"
          พวกนายพรานทูลว่า "ขอเดชะอาญาไม่พ้นเกล้า ตั้งแต่เป็นพรานมาก็ไม่เคยได้ยินปู่ทวดกล่าวถึงพญาช้างเผือก งามีรัศมี ๖ ประการเลย ขอพระองค์ได้ตรัสบอกที่อยู่ของพญาช้างด้วยเถิดพะยะค่ะ"
          พระเทวีได้ตรวจดูพรานป่าทั้งหมด เห็นพรานป่าคนหนึ่งชื่อโสณุตระ มีเท้าใหญ่ เข่าโต หนวดดก เคราแดง ตาเหลืองเป็นสัญลักษณ์ของพรานผู้โหดร้าย จึงมีรับสั่งให้เข้าเฝ้าแล้วตรัสบอกทิศทางไปว่า "จากนี้ไปทางทิศเหนือ ข้ามภูเขา ๗ ลูก มีภูเขาสูงที่สุดลูกหนึ่งชื่อ สุวรรณปัสสคีรี เจ้าจงขึ้นไปบนภูเขาลูกนั้นมองดูตามเชิงเขา จะเห็นต้นไทรใหญ่ต้นหนึ่งมีกิ่งก้านสาขาหนาทึบมีพญาช้างเผือกเชือกหนึ่งอาศัยอยู่ มีงาสวยงามมาก มีบริวารอยู่มาก เจ้าจงระวังตัวให้ดี พวกมันระวังรักษาแม่แต่ธุลีก็ไม่ให้แตะต้องพญาช้างได้"
          นายพรานเกิดความกลัวตายทูลว่า "ข้าแต่พระเทวี พระแม่เจ้าทรงประสงค์จะฆ่าพญาช้าง เอางามาประดับหรือว่าจะให้พญาช้างฆ่าพวกนายพรานเสียกระมัง"
          พระเทวี "นายพราน..เรามีความริษยาและความน้อยใจเมื่อนึกถึงความหลัง ขอเพียงท่านทำตามคำของเรา จะได้บ้านส่วยเก็บภาษี ๕ ตำบล ไปเถิดอย่ากลัวเลย" พร้อมกับชี้แจงที่อยู่ของพญาช้างให้แจ่มแจ้งยิ่งขึ้น มอบทรัพย์ให้พันหนึ่งแล้วนัดให้มาอีก ๗ วัน แล้วรับสั่งช่างเหล็กให้ทำอาวุธ ช่างหนังให้ทำกระสอบหนังใส่สัมภาระ ในวันที่ ๗ นายพรานโสณุตระเข้าเฝ้าทูลอำลาเข้าป่าไป
          นายพรานปีนยอดเขา ๗ ลูก จนเข้าไปถึงที่อยู่ของพญาช้างเห็นพญาช้างเผือกงามีรัศมี ๖ ประการ ลงอาบน้ำในสระอยู่ เมื่อถึงเวลากลางคืนจึงขุดหลุมสี่เหลี่ยมเพื่อใช้เป็นที่แอบดักยิงพญาช้างในเวลาใกล้รุ่ง คลุมร่างกายมิดชิดด้วยผ้าเหลืองแล้วลงไปยืนถือธนูมีลูกอาบยาพิษแอบอยู่ในหลุมนั้น รอการมาของพญาช้าง
          วันนั้น พญาช้างได้พาบริวารออกหากินตามปกติ เมื่อลงอาบน้ำแล้วก็ขึ้นมายืนบนฝั่งใกล้หลุมนั้น ทันใดนั้นเองก็ร้องขึ้นสุดเสียงเมื่อถูกลูกศรของนายพราน ฝูงช้างได้ยินเสียงร้องของพญาช้างต่างตกใจวิ่งหนีเข้าป่าไป พญาช้างตัวเดียวเหลียวดูที่มาของลูกศรแล้วพลิกกระดานขึ้นเห็นนายพรานเท่านั้น คิดจะจับขึ้นมาฆ่าพอเห็นผ้าเหลืองพันกายนายพรานเท่านั้น ความโกรธก็หายไป ด้วยตระหนักว่า "ผ้าเหลืองคือธงชัยแห่งพระอรหันต์ บัณฑิตไม่ควรทำลาย ควรสักการะเคารพอย่างเดียวโดยแท้" จึงกล่าวเป็นคาถาว่า
          "ผู้ใดยังไม่หมดกิเลส ปราศจากทมะ และสัจจะ ผู้นั้น ไม่ควรจะนุ่งห่มผ้าเหลือง ส่วนผู้ใดคลายกิเลสได้แล้วตั้งมั่นอยู่ในศีลประกอบด้วยทมะและสัจจะ ผู้นั้นแล ควรนุ่งห่มผ้าเหลือง"
          แล้วถามนายพรานว่า "เพื่อนเอ๋ย ท่านยิงเราเพื่อต้องการอะไร เพื่อตนเอง หรือคนอื่นใช้ให้มาฆ่าเรา" นายพรานตอบว่า "พญาช้าง พระนางสุภัททามเหสีของพระเจ้ากาสีกราช ได้ทรงสุบินเห็นท่าน จึงใช้ให้ข้าพเจ้ามาเพื่อประสงค์งาทั้งคู่ของท่าน"
          พญาช้างก็ทราบโดยทันทีถึงการผูกเวรของนางจุลลสุภัททา จึงกล่าวว่า "เพื่อนเอ๋ย พระนางสุภัททามิใช่จะต้องการงาทั้งสอง ของเราดอก ประสงค์จะฆ่าเราเท่านั้น ถ้าเช่นนั้นก็เชิญเถิดนายพราน จงหยิบเลื่อยมาตัดงาเราขณะที่ยังมีชีวิตอยู่เถิด"
          นายพรานจึงใช้เลื่อยตัดงาทั้งคู่แล้วรับถือกลับเมืองไป พญาช้างมอบงาให้นายพรานแล้วตั้งจิตอธิษฐานให้ได้บรรลุพระสัพพัญญุตญาณ แล้วตั้งจิตเมตตาให้นายพรานเดินทางกลับเมืองด้วยความปลอดภัย แล้วก็ล้มลงขาดใจตาย
          ฝ่ายนางช้างมหาสุภัททาพร้อมฝูงช้างวิ่งหนีไปได้ระยะทางหนึ่ง เมื่อไม่เห็นศัตรูตามมาก็พากันกลับเห็นพญาช้างสิ้นใจตายแล้ว ก็พากันร่ำไห้คร่ำครวญอยู่ ณ ที่ตรงนั้น ส่วนนายพรานก็นำงาทั้งคู่เข้าถวายพระนางสุภัททาพระนางรับคู่งาอันวิจิตรมีรัศมี ๖ ประการวางไว้ที่พระเพลาทอดพระเนตรดูงาของสามีสุดที่รัก เกิดความเศร้าโศกสลดในอย่างยิ่งทันใดนั้นเองดวงหทัยของพระนางก็ได้แตกสลายสวรรคตในวันนั้นเช่นกัน

มหากปิชาดก

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก ยิ่งให้ยิ่งได้ ยิ่งหวงยิ่งอด เราไม่หวงเราไม่อด หมดเดี๋ยวก็มา

มหากปิชาดก
ผลบาปของผู้ทำร้ายผู้มีคุณ
พระศาสดาเมื่อเสด็จประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรงปรารภการกลิ้งศิลาของพระเทวทัต ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มี ดังนี้
ความโดยย่อว่า เมื่อภิกษุทั้งหลายพากันกล่าวติเตียนพระเทวทัต เพราะใช้นายขมังธนู เพราะกลิ้งศิลาในเวลาต่อมา พระศาสดาจึงตรัสว่า ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย ใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้น ก็หามิได้ แม้ในชาติก่อน พระเทวทัตก็กลิ้งศิลาเพื่อฆ่าเราเหมือนกัน แล้วทรงนำอดีตนิทานมาตรัสแสดงดังต่อไปนี้.
ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติ ในพระนครพาราณสี ในหมู่บ้านกาสิกคาม พราหมณ์ชาวนาผู้หนึ่ง ไถนาเสร็จแล้วปล่อยโคไป เริ่มทำการงานขุดหญ้าพรวนดินด้วยจอบ ฝูงโคเคี้ยวกินใบไม้ที่พุ่มไม้แห่งหนึ่งแล้วก็พากันหนีเข้าไปสู่ดงไปหมด พราหมณ์นั้นคะเนว่าถึงเวลาแล้ว ก็วางจอบเหลียวหาฝูงโคไม่พบ เกิดความโทมนัส จึงเที่ยวค้นหาในดงเข้าไปจนถึงป่าหิมพานต์ พราหมณ์นั้นหลงทิศทางในป่าหิมพานต์ อดอาหารถึงเจ็ดวัน เดินไปพบต้นมะพลับต้นหนึ่ง จึงขึ้นไปเก็บผลรับประทาน พลัดตกลงมาจากต้นมะพลับ เลยตกลงไปในเหวดุจขุมนรกลึกตั้ง ๖๐ ศอก พราหมณ์ตกอยู่ในเหวล่วงไปได้สิบวัน
คราวนั้น พระโพธิสัตว์บังเกิดในกำเนิดวานร กำลังเคี้ยวกินผลาผล เหลือบเห็นบุรุษนั้นเข้า จึงผูกเชือกเข้าที่หิน ช่วยบุรุษนั้นขึ้นมาได้ แต่เมื่อวานรโพธิสัตว์กำลังหลับอยู่นั้น พราหมณ์นั้นก็ได้เอาหินมาทุ่มลงที่ศีรษะพระโพธิสัตว์ แม้เมื่อพระมหาสัตว์เจ้ารู้การกระทำของเขาอย่างนั้นแล้วแต่ก็ยังช่วยเหลือเขาผู้นั้นโดยกระโดดขึ้นไปบนกิ่งไม้ แล้วกล่าวว่า แน่ะบุรุษผู้เจริญ ท่านจงเดินไปตามพื้นดิน ข้าพเจ้าจักเดินบอกหนทางแก่ท่านบนกิ่งไม้ แล้วพาบุรุษนั้นออกจากป่าจนถึงหนทาง แล้ววารพระโพธิสัตว์จึงเข้าไปสู่บรรพตตามเดิม
บุรุษนั้นล่วงเกินพระมหาสัตว์เจ้าแล้วเกิดโรคเรื้อน กลายเป็นมนุษย์เปรตในปัจจุบันทันตาเห็นทีเดียว เขาถูกความทุกข์เบียดเบียนอยู่เจ็ดปี เที่ยวเร่ร่อนไปถึงมิคาชินอุทยาน เขตพระนครพาราณสี ลาดใบตองลงภายในกำแพง นอนเสวยทุกขเวทนา คราวนั้น พระเจ้าพาราณสีทรงแวดล้อมไปด้วยมิตรและอำมาตย์ เสด็จไปยังมิคาชินอุทยาน.ณ ที่นั้นได้ทอดพระเนตรเห็นพราหมณ์ ซึ่งเป็นโรคเรื้อน ขาวพราวเป็นจุด ๆ ตามตัว มากไปด้วยกลากเกลื้อน เรี่ยราดด้วยเนื้อที่หลุดออกมาจากปากแผล เช่นกับดอกทองกวาวที่บาน ในเรือนร่างทุกแห่งมีเพียงกระดูกซูบผอม สะพรั่งไปด้วยเส้นเอ็น.แล้วดำรัสถามว่า เจ้าเป็นใคร ทำกรรมอะไรไว้ จึงต้องรับทุกข์เช่นนี้? ฝ่ายเปรตนั้นได้กราบทูลเรื่องราวทั้งมวลโดยพิสดารดังนี้
ขอเดชะ เมื่อข้าพระพุทธเจ้า เที่ยวตามโคที่หายไปคนเดียวได้หลงทางเข้าไปในป่าหิมพานต์ อันแสนจะกันดารเงียบสงัด อันหมู่กุญชรชาติท่องเที่ยวไปมา.ข้าพระองค์หลงทางเข้าไปในป่าทึบ อันหมู่มฤคร้ายกาจท่องเที่ยวไปมา ต้องทนหิวระหาย เที่ยวไปในป่านั้นตลอด ๗ วัน
ณ ป่านั้น ข้าพระพุทธเจ้ากำลังหิวจัด ได้เห็นต้นมะพลับต้นหนึ่ง ตั้งอยู่หมิ่นเหม่ เอนไปทางปากเหวมีผลดกดื่น
ทีแรก ข้าพระพุทธเจ้า เก็บผลที่ลมพัดหล่นมากินก่อน เมื่อข้าพระพุทธเจ้ากินผลที่หล่นมาเหล่านั้นรู้สึกพอใจ ยังไม่อิ่มจึงปีนขึ้นไปบนต้น ด้วยหวังใจว่าจะกินให้สบายบนต้นนั้น
ข้าพระพุทธเจ้ากินผลที่หนึ่งเสร็จแล้ว ปรารถนาจะกินผลที่สองต่อไป เมื่อข้าพระพุทธเจ้าเหยียดมือคว้าเอาผลที่ต้องการ ทันใดนั้น กิ่งไม้ที่ขึ้นเหยียบอยู่นั้น ก็หักขาดลง ดุจถูกตัดด้วยขวานฉะนั้น
ข้าพระพุทธเจ้า พร้อมด้วยกิ่งไม้นั้น ตีนชี้ฟ้าหัวหกตกลงไปในห้วงเหวภูเขาอันขรุขระ ซึ่งไม่มีที่ยึดที่เหนี่ยวเลย
ข้าพระพุทธเจ้าหยั่งไม่ถึงเพราะน้ำลึก ต้องไปนอนไร้ความเพลิดเพลิน ไร้ที่พึ่งอยู่ในเหวนั้น ๑๐ราตรีเต็ม ๆ
ภายหลังมีลิงตัวหนึ่ง มีหางดังหางโค เที่ยวไปตามซอกเขา เที่ยวไต่ไปตามกิ่งไม้ หาผลไม้กิน ได้มาถึงที่นั้น มันเห็นข้าพระพุทธเจ้าผอมเหลือง ได้เอ็นดูกรุณาในข้าพระพุทธเจ้า.ถามว่า พ่อชื่อไร ทำไมจึงมาทนทุกข์อยู่ที่นี่อย่างนี้ เป็นมนุษย์หรืออมนุษย์ ขอได้โปรดแนะนำตนให้ข้าพเจ้าทราบด้วย
ข้าพระพุทธเจ้าจึงได้ประนมอัญชลีไหว้ลิงตัวนั้นแล้วกล่าวว่า เราเป็นมนุษย์ถึงแล้วซึ่งหายนะ เราไม่มีหนทางที่จะไปจากที่นี่ได้ เพราะเหตุนั้น เราจึงบอกให้ท่านทราบไว้ ขอท่านจงมีความเจริญ อนึ่ง ขอท่านโปรดเป็นที่พำนักของข้าพเจ้าด้วย
ลิงนั้นเที่ยวไปหาก้อนหินก้อนใหญ่ในภูเขามา แล้วผูกเชือกไว้ที่ก้อนหิน ร้องบอกข้าพระพุทธเจ้าว่า มาเถิดท่าน จงขึ้นมาเกาะหลังข้าพเจ้า เอามือทั้งสองกอดคอไว้ เราจักพาท่านกระโดดขึ้นจากเหวโดยเต็มกำลัง
ข้าพระพุทธเจ้าได้ฟังคำของพญาพานรินทร์ตัวนั้นแล้ว จึงขึ้นเกาะหลัง เอามือทั้งสองโอบคอไว้.ลำดับนั้น พญาวานรก็พาข้าพระพุทธเจ้ากระโดดขึ้นจากเหว โดยความยากลำบากทันที
ครั้นขึ้นมาได้แล้ว พญาวานรได้ขอร้องข้าพระพุทธเจ้าว่า แน่ะสหาย ขอท่านจงคุ้มครองข้าพเจ้าด้วย ข้าพเจ้าจักงีบสักหน่อย.ราชสีห์ เสือโคร่ง เสือเหลือง หมี และเสือดาวสัตว์เหล่านั้น พึงเบียดเบียนข้าพเจ้าซึ่งกำลังหลับอยู่ ถ้าท่านเห็นพวกมันจงป้องกันเราไว้จากสัตว์เหล่านั้น
เพราะข้าพระพุทธเจ้าช่วยป้องกันให้อย่างนั้น พญาวานรจึงหลับไปสักครู่หนึ่ง คราวนั้น โดยที่ข้าพระพุทธเจ้าขาดความคิด กลับได้มีความคิดเห็นอันลามกว่า ลิงนี้ก็เป็นอาหารของมนุษย์ทั้งหลาย เท่ากับมฤคอื่น ๆ ในป่านี้เหมือนกัน อย่ากระนั้นเลย เราควรฆ่าวานรนี้กินแก้หิวเถิด.อนึ่ง อิ่มแล้ว จักถือเอาเนื้อไปเป็นเสบียงเดินทาง เราจักต้องผ่านทางกันดาร เนื้อก็จักได้เป็นเสบียงของเรา
ทันใดนั้น ข้าพระพุทธเจ้า จึงได้หยิบเอาหินมาทุ่มศีรษะลิง แต่เนื่องจากข้าพระพุทธเจ้าลำบากเพราะอดอาหาร กำลังก้อนหินที่ข้าพระพุทธเจ้าทุ่มลงจึงมีแรงน้อย
ลิงนั้นผลุดลุกขึ้น ทั้ง ๆ ที่ตัวอาบไปด้วยเลือด ร่ำไห้มองดูข้าพระพุทธเจ้า ด้วยตาอันเต็มไปด้วยน้ำตา พลางกล่าวว่า นายอย่าทำข้าพเจ้าเลย ขอท่านจงมีความเจริญ แต่ท่านได้ทำกรรมอันหยาบช้าเช่นนี้ และท่านก็รอดตายมีอายุยืนมาได้เพราะข้าพเจ้า สมควรจะห้ามปรามสัตว์อื่นมิให้มาทำร้ายข้าพเจ้า แน่ะ ท่านกลับเป็นผู้กระทำกรรมอันยากที่บุคคลจะทำลงได้ น่าอดสูใจจริงๆ ข้าพเจ้าช่วยให้ท่านขึ้นจากเหวลึก ซึ่งยากที่จะขึ้นได้เช่นนี้
ชีวิตท่านท่านนั้นเหมือนข้าพเจ้านำกลับมาจากปรโลก ยังคิดจะฆ่าข้าพเจ้าเสีย ด้วยจิตอันเป็นบาปธรรม แม้เมื่อเป็นอย่างนี้ท่านเป็นผู้ไม่มีธรรม ข้าพเจ้าต้องประสบทุกขเวทนาเช่นใด เวทนาอันเผ็ดร้อนเช่นนี้อย่าถูกต้อง ท่านเลย บาปกรรมนั้นอย่าฆ่าท่าน ดังขุยไผ่ฆ่าไม้ไผ่เลย ขอเดชะพระมหาราชเจ้า พญาวานรเอ็นดูข้าพระพุทธเจ้าอย่างบุตรสุดที่รักด้วยประการฉะนี้
ทีนั้น ข้าพระพุทธเจ้ากล่าวกะพญาวานรว่า ข้าแต่เจ้า ท่านอย่ากระทำสิ่งที่ ข้าพเจ้ากระทำเลย ท่านอย่าให้ข้าพเจ้าผู้เป็นอสัตบุรุษต้องฉิบหายเสียในป่าอย่างนี้เลย ข้าพเจ้าหลงทิศไม่รู้หนทาง โปรดอย่าทำให้กุศลกรรมที่ท่านทำไว้แล้วให้พินาศเสีย โปรดให้ชีวิตเป็นทานแก่ข้าพเจ้า ช่วยนำข้าพเจ้าออกจากป่า ไปดำรงอยู่ในถิ่นฐานแดนมนุษย์เถิด
เมื่อข้าพระพุทธเจ้ากล่าวอย่างนี้แล้ว พญาวานรนั้นจึงกล่าวว่า นับแต่วันนี้ไป เรากับท่านไม่มีความคุ้นเคยกัน แน่ะบุรุษผู้เจริญ เราจะไม่เดินทางไปกับท่าน แต่ท่านจงมาเถิด ท่านจงเดินไปพอเห็นร่างไม่ห่างจากหลังเรา เราจักเดินไปทางปลายยอดไม้ เท่านั้น
ขอเดชะมหาราชเจ้า ลำดับนั้น พญาวานร ได้นำข้าพเจ้าออกจากป่าแล้วกล่าวว่า แน่ะบุรุษผู้เจริญ ท่านพ้นจากเงื้อมมือสัตว์ร้ายแล้ว.มาถึงถิ่นของมนุษย์แล้ว นี่ทาง ท่านจงไปตามทางนั้นเถิด
วานรนั้น ครั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว ก็ล้างเลือดที่ศีรษะ เช็ดน้ำตาเสร็จแล้วก็กระโดดขึ้นไปยังภูเขา.ข้าพระพุทธเจ้า เป็นผู้อันวานรนั้นอนุเคราะห์แล้ว ถูกความกระวนกระวายเบียดเบียน ร้อนเนื้อตัวได้ลงไปยังห้วงน้ำแห่งหนึ่งเพื่อจะดื่มกินน้ำ.ห้วงน้ำก็เดือดพล่าน เหมือนถูกต้มด้วยไฟ นองไปด้วยเลือด คล้ายกับน้ำเลือดน้ำหนองฉะนั้น ทุกสิ่งทุกอย่างปรากฏแก่ข้าพระพุทธเจ้าอย่างเห็นชัด
หยาดน้ำตกต้องกายของข้าพระพุทธเจ้ามีเท่าใดฝีก็ผุดขึ้นเท่านั้น มีสัณฐานเหมือนมะตูมครึ่งลูก ฝีก็แตกในวันนั้นเอง น้ำเลือดน้ำหนองของข้าพระพุทธเจ้าก็ไหลออกมา มีกลิ่นเหม็นดุจซากศพ
อนึ่ง ข้าพระพุทธเจ้าจะเดินไปทางไหน ในบ้านและนิคมทั้งหลาย พวกมนุษย์ทั้งหญิงแลชาย พากันถือท่อนไม้ห้ามกันข้าพระองค์ ผู้ฟุ้งไปด้วยกลิ่นเหม็นว่า อย่าเข้ามาข้างนี้นะ
บัดนี้ ข้าพระพุทธเจ้าได้เสวยทุกขเวทนา เห็นปานนี้ อยู่ ๗ ปี ซึ่งเป็นผลกรรมชั่วของตนในปางก่อน เพราะเหตุนั้น ข้าพระองค์จึงกราบทูลให้พระองค์ทรงทราบ ขอความเจริญจงมีแก่ท่านทั้งหลายที่มาประชุมกันอยู่ในที่นี้ ขอพระองค์อย่าได้ประทุษร้ายมิตร เพราะว่าผู้ประทุษร้ายมิตรจัดเป็นคนเลวทราม ในโลกนี้ ผู้ที่ประทุษร้ายมิตร ย่อมเป็นโรคเรื้อนเกลื้อนกลาก เมื่อตายไปแล้ว ย่อมเข้าถึงนรก
เมื่อบุรุษนั้น กำลังกราบทูลพระราชาอยู่ แผ่นดินก็แยกช่องให้ เขาก็จุติไปบังเกิดในอเวจีมหานรก ในขณะนั้นเอง พระราชาก็เสด็จออกจากพระราชอุทยาน เสด็จสู่พระนคร
พระบรมศาสดา ครั้นทรงนำอดีตนิทานนี้มาแสดงจบแล้ว ตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย ใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้น ก็หามิได้ แม้ในชาติก่อน พระเทวทัตก็กลิ้งศิลา ประทุษร้ายเราเหมือนกันแล้วทรงประชุมชาดกว่า บุรุษผู้ประทุษ ร้ายมิตรในครั้งนั้น ได้มาเป็นพระเทวทัต พญาวานร ได้มาเป็นเราผู้ ตถาคต ฉะนี้แล

ชื่อจังหวัดเดิมในไทย

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก ยิ่งให้ยิ่งได้ ยิ่งหวงยิ่งอด เราไม่หวงเราไม่อด หมดเดี๋ยวก็มา
ภาคเหนือ
1. เชียงราย – เวียงชัยนารายณ์
2. เชียงใหม่ – นพบุรีศรีนครพิงค์เชียงใหม่ หรือ เวียงพิงค์
3. น่าน – นันทบุรี เมืองน่าน เมืองนาน
4. พะเยา – เมืองภูกามยาว พยาว
5. แพร่ – พลนคร เวียงโกศัย
6. แม่ฮ่องสอน – แม่ร่องสอน
7. ลำปาง – เขลางค์นคร
8. ลำพูน – หริภุญไชย
9. อุุตรดิตถ์ – บางโพธิ์ท่าอิฐ (สมัยก่อนเป็นแค่ตำบล ไม่ได้เป็นจังหวัด)
ภาคอีสาน
10. กาฬสินธุ์ – บ้านแก่งสำเริง หรือบ้านแก่งสำโรง
11. ขอนแก่น – ขามแก่น
12. ชัยภูมิ – บ้านหลวง
13. นครพนม – มรุกขนคร และเปลี่ยนเป็น ศรีโคตรบูรณ์
14. นครราชสีมา – โคราช โคราฆะ เสมา
15. บึงกาฬ – ชัยบุรี
16. บุรีรัมย์ – โนนม่วง เมืองแปะ
17. มหาสารคาม – บ้านลาดกุดยางใหญ่
18. มุกดาหาร – เมืองมุกดาหาร
19. ยโสธร – สมัยก่อนเป็นหมู่บ้านชื่อบ้านสิงห์ท่า
20. ร้อยเอ็ด – สาเกตนคร ร้อยเอ็จประตู
21. เลย – หมู่บ้านแฮ่ เมืองเลย
22. สกลนคร – หนองหานหลวง สกลทวาปี
23. สุรินทร์ – ประทายสมันต์
24. ศรีสะเกษ – ขุขันธ์
25. หนองคาย – บ้านไผ่
26. หนองบัวลำภู – นครเขื่อนขันธ์กาบแก้วบัวบาน เมืองกมุทธาสัย
27. อุดรธานี – บ้านหมากแข้ง หรือ บ้านเดื่อหมากแข้ง
28. อุบลราชธานี – ดอนมดแดง ดงอู่ผึ้ง
29. อำนาจเจริญ – เมืองค้อ
ภาคตะวันตก
30. กาญจนบุรี – ปากแพรก ศรีชัยยะสิงหปุระ
31. ตาก – เมืองตาก
32. ประจวบคีรีขันธ์ – บางนารม หรือ นารัง เมืองกุย
33. เพชรบุรี – พริบพรี หรือ ศรีวัชรบุรี
34. ราชบุรี – ราชบุรี หรือ ภาคกลาง
35. กำแพงเพชร – ชากังราว นครชุม
36. ชัยนาท – เมืองแพรก หรือเมืองสรรค์
37. นครนายก – นายก
38. นครปฐม – นครไชยศรี หรือศรีวิชัย
39. นครสวรรค์ -พระบาง ชอนตะวัน
40. นนทบุรี – บ้านตลาดขวัญ เมืองนนทบุรีศรีมหาสมุทร เมืองนนทบุรีศรีมหาอุทยาน เมืองนนทบุรีศรีเกษตราราม
41. ปทุมธานี – สามโคก ประทุมธานี
42. อยุธยา – กรุงเก่า มณฑลกรุงเก่า มณฑลอยุธยา
43. พิจิตร – สระหลวง โอฆะบุรี 
44. พิษณุโลก – สองแคว
45. เพชรบูรณ์ – เพชบุระ
46. ลพบุรี – ละโว้
47. สมุทรปราการ – พระประแดง นครเขื่อนขันธ์
48. สมุทรสงคราม – แม่กลอง
49. สมุทรสาคร – บ้านท่าจีน สาครบุรี
50. สิงห์บุรี – สิงหราชาธิราช สิงหะราชา สิงห์
51. สุโขทัย – ศรีสัชนาลัย
52. สุพรรณบุรี – ทวารวดีศรีสุพรรณภูมิ หรือพันธุมบุรี สองพันบุรี อู่ทอง
53. สระบุรี – สระบุรี
54. อ่างทอง – วิเศษชัยชาญ
55. อุทัยธานี – อู่ไทย อุไทย
ภาคตะวันออก
56. จันทบุรี – ควนคราบุรี กาไว จันทบูร
57. ฉะเชิงเทรา – แปดริ้ว
58. ชลบุรี – พระรถ ศรีพโล พญาแร่ บางปลาสร้อย พนัสนิคม บางละมุง
59. ตราด – กราด หรือ ตราด
60. ปราจีนบุรี – พระรถ ศรีมโหสถ อวัธยปุระ
61. ระยอง – ราย็อง
62. สระแก้ว – แต่ก่อนเป็นกิ่งอำเภอ ตั้งชื่อจากสระน้ำกลางเมือง
ภาคใต้
63. กระบี่ – แขวงเมืองปกาสัย
64. ชุมพร – ชุมนุมพล
65. ตรัง – ทับเที่ยง
66. นครศรีธรรมราช – ตามพรลิงค์ ศิริธรรมนคร ศรีธรรมราช
67. นราธิวาส – มะนาลอ บางนรา ระแงะ
68. ปัตตานี – ตานี
69. พังงา – ภูงา หรือ บ้านกระพูงา พิงงา
70. พัทลุง – คูหาสวรรค์
71. ภูเก็ต – บูกิต ภูเก็จ จังซีลอน ถลาง
72. ระนอง – แร่นอง
73. สตูล – มูเก็มสโตย-ละงู นครีสโตย มำบังนังคะรา
74. สงขลา – สิงหนคร สิงหลา สิงขร
75. สุราษฎร์ธานี – ไชยา กาญจนดิษฐ์
76. ยะลา – ยาลอ

วัดราชนัดดา

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก ยิ่งให้ยิ่งได้ ยิ่งหวงยิ่งอด เราไม่หวงเราไม่อด หมดเดี๋ยวก็มา

พระเสฏตมมุนี
พระประธาน​พระอุโบสถ
วัดราชนัดดาราม
วัดราชนัดดารามเป็นวัดที่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่​หัว​โปรดให้สร้างพระราชทานแก่พระเจ้าหลานเธอ​ พระองค์​เจ้าโสมนัสวัฒนาวดี​ เป็น​1​ใน​ 3​ วัด​ ที่ทรง​สร้างขึ้นใหม่
พระประธาน​พระอุโบสถ​วัดราช​นัดดา​ราม​นี้​ หล่อพร้อมกันกับพระประธาน​พระอุโบสถ​วัด​เฉลิมพระ​เกียรติ​ ด้วยทองแดงที่ขุดได้จากอำเภอจันทึก​ เมืองนครราชสีมา
พระเสฏตมมุนี​ เป็นพระพุทธรูป​องค์​ใหญ่ขนาดหน้าตัก​ 6​ ศอก​ มีพุทธ​ลักษณะ​ที่เป็นเอกลักษณ์​ของพระพุทธ​รูป​ที่พระบาทสมเด็จ​พระ​นั่ง​เกล้า​เจ้า​อยู่​ทรงสร้างคือ​ นิ้วพระหัตถ์​ที่เสมอกันนั้นกลมเป็นลำเทียน​ และทรงนุ่งห่มเป็นปริมณฑล​คือ​ ห่มจีวรแนบพระกัจฉา(รังแร้)​ ปิดพระถัน(นม)​เรียบร้อย​ ไม่เหมือนพระพุทธ​รูป​สมัยอื่นๆอย่างพระสุโขทัย​เชียงแสนอู่ทอง​ ฯลฯ​ ซึ่ง​ห่มจีวรตกลงมาเห็นหัวนมอย่างเท่ๆ
เมื่อชักลากพระพุทธรูป​นี้จากโรงหล่อในพระ​บรมมหาราชวังมาที่วัดราชนัดดาราม​ ได้เกิดอุบัติเหตุ​เจ้าพระยายมราช​ (บุนนาค)​ ซึ่งเป็นผู้​อำนวยการชักพระ​ ถูกตะเฆ่รองรับองค์​พระทับถึงแก่ความตาย
วัดราชนัดดารามมีชื่อเสียงเป็นพิเศษ​ เนื่องมาจากมีโลหะปราสาทแห่งเดียวในโลก

15 วิธีฝึกสมาธิ

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก ยิ่งให้ยิ่งได้ ยิ่งหวงยิ่งอด เราไม่หวงเราไม่อด หมดเดี๋ยวก็มา
15 วิธีฝึกสมาธิ 
สำหรับคนไม่ชอบนั่งสมาธิ 
1. ฝึกอ่านหนังสือ หรือบทความยาวๆ เป็นประจำ
2. ฝึกเขียนบันทึกประจำวัน 
   หรือเขียนอะไรด้วยดินสอ และปากกา
3. ปิดโทรทัศน์ วิทยุ อินเทอร์เน็ต และเครื่องมือสื่อสารทุกชนิด
   แล้วอยู่กับตนเองเงียบๆ ทำทุกวันให้เป็นนิสัย
4. ฟังเพลงบรรเลงที่ไม่มีเนื้อร้อง (ทั้งในรถยนต์ และที่บ้าน)
5. วิ่งหรือออกกำลังกายแบบนับลมหายใจไปด้วย
6. ฟังคลิปธรรมะ ติดต่อกันเป็นเวลานานๆ เป็นประจำ
7. หาอุปกรณ์ที่สร้างจังหวะมาวางข้างๆ
   แล้วหลับตาฟัง เช่นฟังเสียงเข็มนาฬิกา เป็นต้น
8. ทำทุกอย่างให้ช้าลง เดินให้ช้าลง เคลื่อนไหวให้ช้าลง
    แล้วรู้สึกถึงการเคลื่อนไหวของตนเอง
9. จินตนาการถึงการทำงานของโครงกระดูกของตนเอง
    ในขณะที่เคลื่อนไหว ว่าแต่ละครั้งที่เคลื่อนไหวนั้น
    โครงกระดูกของเราอยู่ในลักษณะใด
10. รับประทานสิ่งใด กินให้รู้รสของสิ่งนั้น
      อยู่กับสิ่งที่เรากำลังกิน อย่าพูดคุยขณะที่อาหารเข้าปาก
      แต่ให้สังเกตการรับรู้ของลิ้นและความรู้สึก
11. ใช้โซเชียลเน็ตเวิร์คอย่างเหมาะสม
      มีเวลาจำกัด อย่าใช้ทุกเวลาตามที่ใจต้องการ
12. หาต้นไม้มาปลูกที่บ้าน รดน้ำ พรวนดิน
      และสังเกตความเปลี่ยนแปลงของต้นไม้
13. พูดให้น้อยลง สังเกตสิ่งรอบตัวให้มากขึ้น
14. เปลี่ยนจากเดินห้าง ไปเดินสวนสาธารณะ
      ชมงานศิลปะ หรือชมธรรมชาติในสถานที่เงียบๆ
15. ศึกษา ค้นคว้า จนเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่า
      สมาธิมีส่วนเกี่ยวข้องกับชีวิตของเราอย่างไร
      เพราะเมื่อเรารู้เข้าใจอย่างแท้จริง เราจะเห็นถึงคุณประโยชน์
      เปิดใจรับ และตัดสินใจลงมือทำมันด้วยตนเอง
เครดิต ;
พศิน อินทรวงค์
Prasop Dhammachot

วันอังคารที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2563

พระพุทธมหาจักรพรรดิวัดนางนอง

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก ยิ่งให้ยิ่งได้ ยิ่งหวงยิ่งอด เราไม่หวงเราไม่อด หมดเดี๋ยวก็มา

พระพุทธมหาจักรพรรดิ (พระหน้าหุ่น)
และงานศิลปะไทยจีนสมัยรัชกาลที่ 3 ที่วัดนางนองฯ
วัดนางนองวรวิหาร เป็นวัดเก่าแก่ สันนิษฐานว่ามีมาตั้งแต่สมัยพระเจ้าเสือแห่งกรุงศรีอยุธยา ราวปี พ.ศ. 2245–2252 ต่อมาในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ สมเด็จพระนั่งเกล้าฯ รัชกาลที่ 3 ได้โปรดให้บูรณะปฏิสังรณ์ขึ้นใหม่ และสถาปนาเป็นพระอารามหลวง ประกอบพิธีผูก พัทธสีมาพระอุโบสถเมื่อ พ.ศ. 2384 
วัดนางนอง โดดเด่นด้วยศิลปะไทยผสมจีน อันเป็นพระราชนิยมในรัชกาลที่ 3 มีการก่ออิฐถือปูนเป็นซุ้มประตูแบบจีน หน้าบันลวดลายปูนปั้นวิจิตรงดงาม มีการประดับกระเบื้องเคลือบตามส่วนต่างๆของวัด ภายในพระอุโบสถมีภาพจิตรกรรมฝาผนังอันสวยงาม เป็นลายไทยและจีน ได้แก่ ลายฮกลกซิ่วที่เบื้องหน้าพระประธาน ลายค้างคาวที่ขอบหน้าต่าง ลายวรรณกรรมจีนเรื่องสามก๊ก โดยเขียนเป็นลายกำมะลอ (เขียนสีบนรักแบบจีน) และยังมีลายไทยในลักษณะของลายรดน้ำ (ลงรักปิดทอง) บนบานประตู เช่น ลายครุฑ ลายนาค ฯลฯ และเนื่องจากพระประธานเป็นพระทรงเครื่องมหาจักรพรรดิราช จิตรกรรมฝาผนังในพระอุโบสถและหน้าต่างจึงเป็นภาพเกี่ยวข้องกับพระจักรพรรดิราช นอกจากนั้นลวดลายรดน้ำปิดทองประดับบนบานประตูทั้ง 4 บาน รอบพระอุโบสถแสดงรูปแก้วทั้ง 7อันเป็นสมบัติของพระจักรพรรดิราช
พระพุทธมหาจักรพรรดิ พุทธศิลป์ชิ้นเอกแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ 
พระพุทธมหาจักรพรรดิ เป็นพระพุทธรูปทรงเครื่อง ปางมารวิชัย พระพักตร์เป็นพุทธศิลป์สมัยสุโขทัย โดยมีฉายาว่า “พระหน้าหุ่น” เนื่องจากพระพักตร์คล้ายหุ่นหลวงฝีพระหัตถ์ของรัชกาลที่ 2 (ปัจจุบันจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติพระนคร) เครื่องทรงและเครื่องประดับตกแต่งทุกชิ้น ประดิษฐ์ขึ้นด้วยฝีมือช่างอันวิจิตร แล้วจึงนำมาสวมบนองค์พระ ฐานชุกชีปั้นลายปิดทองประดับกระจก ถือเป็นงานประติมากรรมชิ้นเอก ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่มีความงามอย่างวิจิตรอลังการเป็นทีสุด แต่มงกุฎของพระพุทธมหาจักรพรรดิองค์ที่สวมอยู่นี้เป็นองค์ที่ 2 องค์แรกนั้นพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้อัญเชิญขึ้นประดิษฐานบนยอดนภศูลพระปรางค์วัดอรุณราชวราราม เมื่อครั้งทรงปฏิสังขรณ์พระปรางค์วัดให้สูงขึ้นจากเดิม
วัดนางนองวรวิหารมีพระปรางค์คู่ ถ้ามองจากคลองด่าน ซึ่งเป็นด้านหน้าวัด พระปรางค์คู่นี้จะขนาบพระเจดีย์ประธานไม้ยี่สิบ เยื้องลงไปด้านหลังเล็กน้อย องค์แรกอยู่หลังวิหารหลวงพ่อผุดเป็นพระปรางค์ด้านเหนือ องค์ที่สองอยู่หลังวิหารศาลาการเปรียญ เป็นพระปรางค์ด้านใต้ ลักษณะทรงแปดเหลี่ยมอยู่บนฐานกลมยอดนภศูล ซุ้มประตูและกำแพงแก้ว ล้อมรอบพระอุโบสถและเป็นเขตพุทธาวาส ทำซุ้มประตูยอดโค้ง มีอิทธิพลจีนผสมฝรั่ง จึงเป็นศิลปกรรมที่ผสมผสานความงามของหลากหลายอารยธรรมไว้อย่างงดงามลงตัว
ที่อยู่วัดนางนอง
76 ถนน วุฒากาศ แขวง บางค้อ เขตจอมทอง กรุงเทพมหานคร

คาถาหลวงพ่ออินทร์โนนสูง

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก ยิ่งให้ยิ่งได้ ยิ่งหวงยิ่งอด เราไม่หวงเราไม่อด หมดเดี๋ยวก็มา
หลวงพ่ออินท์ วัดบัว
คาถาให้แฟนคืนดีกัน
หาเศษข้าวหมา+แมวที่กินด้วยกัน ตากแห้งบดเป็นผง
ตั้งนะโม ๓ จบ
นะเมตตา โมกรุณา พุทธปราณี ธายินดี ยะเอ็นดู
มะสมสู่ ให้เราทั้งสอง เอ่ยชื่อ ... อยู่ด้วยกัน อยู่ดีกินดี จนกระทั่งวันตาย
( นึกในใจ ... ถ้าหมากับแมวยังอยู่ด้วยกันแล้ว ข้ากับเจ้าต้องอยู่ด้วยกัน )
*******************
คาถาเรียกแม่ธรณี
แม่ธรณีเจ้าข้าฯ( 3 หน)
อยู่แล้วหรือยัง .........(ตัวเองตอบเองว่า... อยู่)
ถ้าอยู่ก็ให้มาช่วยลูก
โลกังกะวิทู เมรุมุอิฯ
*******************
เศกสีผึ้งหลวงพ่อ
พุทธังชอบ
ธัมมังชอบ
สังฆังชอบ
ขอให้เขาไม่ชอบฉันทั้งผู้หญิงและผู้ชาย
พุทธะสิทธิสวาหะชอบฯ
*******************
คาถาเมตตา
พุทธัง จังงัง สง่า
ธัมมัง จังงัง  ราชา
สังฆัง จังงัง  เสนา
ยะหายแห่งกู
ให้คนเอ็นดู ชนะทุกที
*******************
#หลวงปู่อินทร์ หรือ #หลวงตาอินทร์ #วัดบัว ที่ชาวโคราชเรียกกัน หาใช่พระธรรมดาหลวงตาพรรษาน้อยไม่ แท้จริงคือกระบี่คมในฝักแห่งเมืองโคราช สืบวิชาจากครูบาอาจารย์รุ่นใหญ่มาครบถ้วน หลวงปู่บวชตั่งแต่อายุได้ 20 ปี ตั้งแต่ปี พ.ศ.2491 รวม 65 พรรษา อายุ 85 ปี สมัยเป็นพระหนุ่มเข้าไปขอเรียนวิชาจาก หลวงพ่อพรหมสร(รอด) วัดบ้าไพ โดยตกกลางคืนก็เข้าไปบีบนวดให้ท่าน ท่านก็ให้คาถามาหนึ่งบท ทำอย่างนี้ทุกคืน จนได้วิชามาพอสมควร ต่อมาเข้าไปเรียนวิชากับหลวงปู่แจ้ง วัดใหม่สุนทร ซึ่งมีศักดิ์เป็นลุง หลวงลุงก็สอนวิชาให้จนหมด เข้าไปเรียนกับหลวงพ่อเกิด หลวงปู่เสี่ยง วัดเสมาใหญ่ ท่านเหล่านี้ก็สอนให้จนหมดไม่มีอะไรจะสอนแล้ว สุดท้ายไปขอเรียนวิชากับหลวงพ่อคูณ วัดบ้านไร่ หลวงพ่อคูณสอนให้เยอะโดยเฉพาะวิชาทำเครื่องรางของขลัง และวิชาหาของหาย วิชานี้เมื่อเรียนเสร็จหลวงปู่อินทร์กลับมาที่วัด พอดีมีลูกศิษย์ทำของหาย หลวงปู่อินทร์ก็ลองวิชาเลย ปรากฏว่าของที่หายหาได้จริงภายในสามวัน ไปเล่าให้หลวงพ่อคูณฟัง หลวงพ่อคูณหัวเราะชอบใจใหญ่ บอกกูลองครั้งแรกตั้งเจ็ดวันกว่าจะได้คืน จึงนับได้ว่าในบรรดาศิษย์สายหลวงพ่อคูณที่เป็นพระสงฆ์ยังมีชีวิตอยู่ในปัจจุบัน หลวงปู่อินทร์อาวุโสที่สุด ที่เป็นพี่ใหญ่ในศิษย์สายหลวงพ่อคูณ วัดบ้านไร่ โดยสมัยก่อนผู้คนที่มาจากโนนสูง ขอนแก่น ไปกราบหลวงพ่อคูณ ท่านจะกล่าวว่า " พวกมึงนี่โง่ ที่โนนสูงมีพระเก่ง พระดี เป็นไข่มุกดำแห่งภาคอีสานเลยเชียว มาหากูทำไม " และเมื่อถามว่าพระสงฆ์รูปนั้นคือใคร หลวงพ่อคูณจะกล่าวตอบว่า " หลวงตาอินทร์ วัดบัว ที่โนนสูงไง เก่งไม่แพ้กูเลย " ซึ่งสมัยนั้นหลวงปู่อินทร์ยังไม่มีชื่อเสียง เมื่อหลวงพ่อคูณพูดถึงท่านบ่อยๆ จริงทำให้หลายๆคน ตามเข้าไปกราบนมัสการหลวงปู่อินทร์ และเรียกท่านว่า หลวงตาอินทร์ วัดบัวตามที่หลวงพ่อคูณพูดประจำ ทุกวันนี้แม้หลวงปู่อินทร์ จะมีอายุถึง 85 ปี แต่ยังคงรับศรัทธาสาธุชนอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเจิมรถ ลงนะหน้าทอง(อันนี้ขอบอกว่าสุดยอด ไปกราบท่านอย่าลืมเด็จขาด) พรมน้ำมนต์ ปลุกเสกวัตถุมงคล เป่าหัว ท่านทำให้หมด ขออะไรท่านทำให้ด้วยเมตตา แต่ท่านไม่ค่อยพูด วันหนึ่งพูดไม่กี่ประโยค ถ่อมตัวไม่โอ้อวด เหมือนดังคนโบราณมีคำพูดว่า " ของจริงนิ่งเป็นใบ้ ของพูดได้คือของไม่จริง !!! "