“นาคเกี้ยว” เรื่อง งู ๆ ใต้กอบัว ที่ปราสาทพระขรรค์แห่งกำปงสวาย
ภาพวาดลายเส้นภาพหนึ่งในช่วงทศวรรษที่ 2400 ของ “หลุยส์ เดอลาพอร์ต” (Louis Delaporte) นักสำรวจและจิตรกรชาวฝรั่งเศส เป็นภาพบริเวณเชิงสะพานข้ามคูเมือง ชาลาทางเดินเข้าสู่นครใหญ่ “พระขรรค์แห่งกำปงสวาย” (Preah Khan Kampog Svay) (ปราสาทบากัน เมืองขนาดใหญ่ทางตะวันออกของเมืองศรียโศธระปุระ ห่างจากเมืองเสียมเรียบประมาณ 160 กิโลเมตรตามเส้นทางถนน) ที่แสดงให้เห็นถึงความสมบูรณ์ของซากปราสาทในไพรสณฑ์ สะพานชาลาทางเดินข้ามคูน้ำและภาพแกะสลักอันวิจิตรบรรจงบนผนังด้านข้าง
ถึงแม้เดอลาพอร์ต อาจจะได้เคยเดินทางมาสำรวจที่ซากเมืองร้างแห่งนี้ แต่ภาพวาดสะพานของเขาก็ได้แสดงให้เห็นว่า เขาอาจจะไม่ได้เดินเท้าลงไปพินิจพิจารณาดูรายละเอียดด้วยตนเอง แต่คงยืนมองดูในระยะที่ห่างมากพอสมควร จึงวาดภาพออกมาแบบจินตนาการ แตกต่างไปจากความเป็นจริงเป็นอยากมาก นั่นคือ เขาได้วาดเป็นรูปบุคคลอยู่เหนืองู/หรือนาคชูคอสามตัวในรูปแบบเดียวกัน มีปากและหน้าเป็นรูปครุฑเหิน ที่มีแผงคอและไรขนตามแบบศิลปะบายน กำลังทำท่ายกแขนแบกฐานหน้ากระดานของราวบันไดด้านบนเอาไว้ หน้าอกเป็นรูปลักษณ์หน้าอกถันของผู้หญิง เหมือนจะวาดเป็นรูปครุฑยุดนาค ระหว่างรูปครุฑนั้นก็วาดเป็นรูปเทพพนม แทรกเรียงสลับกันไปจนสุดปลายสะพาน
แต่ในความเป็นจริงที่เห็นในปัจจุบัน ภาพสลักที่ผนังข้างสะพานข้ามคูเมืองพระขรรค์แห่งกำปงสวายที่มีความยาว 55 เมตร กว้างประมาณ 12 เมตรนั้น สลักเป็นรูปหงส์เหิน ส่วนหัวมีไรขนซ้อน 3 ชั้นดูเป็นเทริด กางปีกชี้ปลายขึ้นแสดงการบินทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า ในความหมายเชิงนามธรรมว่าสะพานข้ามเข้าสู่เมืองนั้นก็คือสะพานสวรรค์ หรือ “สะพานสายรุ้ง หงส์ที่กำลังบินอยู่ ก็ยังอยู่ใต้ (แบก) สะพานสายรุ้งที่อยู่เหนือกว่าขึ้นไป
รูปสลักหงส์บนผนังสะพานมีรูปแบบทางศิลปะที่เหมือนกันทุกตัว อาจมีจำนวนเล็บต่างกัน 3 บ้าง 5 บ้าง เรียงรายยาวต่อเนื่องไปจนตลอดผนัง ปลายปีกด้านข้างของรูปหงส์เหินกางมาชนกัน เกิดเป็นช่องว่างพื้นที่สามเหลี่ยมด้านล่างระหว่างปีก ซึ่งช่างแกะสลักก็ได้เลือกเอารูปของ นาค-งู และกอบัวในน้ำ มาสลักคั่นระหว่างรูปหงส์เหิน
แต่รูปลักษณ์ของ “นาค-งูและกอบัว” นั้น กลับไม่ได้เป็นไปตามขนบแบบแผน ที่ต้องแกะสลักเป็นรูปแบบเหมือนกัน สลับวางกับรูปหงส์เหินตามความนิยมอย่างที่ควรเป็น แต่ช่างฝีมือที่พระขรรค์แห่งกำปงสวายนี้กลับได้ฉีกกฎเกณฑ์การจัดวางรูปสลัก ไม่เอาตามแบบแผนศิลปะช่างหลวง พวกเขาได้เอาเรื่องราวของงูและกอบัวในน้ำ ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากธรรมชาติแวดล้อมอันอุดมสมบูรณ์ของเมืองอุตสาหกรรมถลุงเหล็กขนาดใหญ่แห่งอาณาจักร นครที่มีแหล่งน้ำ บารายและคูคลองน้ำอันอุดมสมบูรณ์ มีบัวขึ้นดาษดื่น เป็นที่อาศัยของงู โดยรอบปราสาทอย่างชุกชม รูปลักษณ์ของพญานาคมีกระบังเทริดมีแผงคอในงานศิลปะบายนชั้นสูง ได้ถูกลดมาเป็นรูปงูใหญ่น้อยธรรมดา ทั้งแบบที่มีแม่เบี้ยพังพานจนถึงแบบงูธรรมดาจริง ๆ
ภาพสลักงูและกอบัวบนผนังสะพานแต่ละช่องนั้น ยังเป็นภาพของงูที่มีท่าทางอิริยาบถแตกต่างกันไปในแต่ละภาพ ไม่เหมือนกัน ไม่มีแบบแผน ไม่มีลำดับความสำคัญชัดเจน ภาพสลักหินจึงดูเหมือนเป็นภาพที่มีชีวิต เหมือนงูกำลังเคลื่อนไหวอยู่ใต้กอบัวอยู่ตามธรรมชาติจริง ๆ เป็นเสน่ห์และความงดงาม ที่หาได้ยากในงานศิลปะของอาณาจักรเขมรโบราณทั้งหมดครับ
--------------------------------------
*** รูปศิลปะของภาพสลักงูใต้กอบัวบนผนังสะพานมีประมาณ 15 แบบ (หรืออาจมากกว่านั้น) แตกต่างกันไปแต่ละช่อง แต่เมื่อได้นำมาจัดเรียบเรียงเพื่อมาเล่าเรื่องราวของงูตามจินตนาการของผู้เขียน ก็คงจะเล่าไปตามภาพที่เห็น โดยอิงเข้ากับเรื่องราวความรักของหนุ่มสาวและชายหญิงในเชิงสัญลักษณ์วิทยา (Symbology) ของลาย “นาคเกี้ยว-นาคเกี่ยวพัน” อันจะเป็นเนื้อความที่จะสร้างความเข้าใจได้โดยง่ายกว่า
รูปแรก เป็นแบบ “เด็กน้อยมาจีบกันใต้กอบัว” มีใบบัวมองภาพตัดทางขวาง (จึงดูเป็นเส้น) เป็นภาพสลักงูตัวเรียบหางสั้นสองตัว มีให้เห็นอยู่หลายรูป
แบบที่สอง เป็นภาพ “วัยกระเตาะมาจีบกันใต้กอบัว” เป็นภาพสลักงูตัวเรียบหางสั้นสองตัว คล้ายกับแบบแรก แต่ยกหัวสูงกว่า
แบบที่สาม “ความรักมักมีอุปสรรค” โดนผู้ใหญ่กีดกัน เป็นภาพงูขนาดเขื่อง มีเกล็ดชัดเจนสองตัว ลำตัวถูกเล็บเท้าของหงส์เหินกำลังจิกยุดเอาไว้ เอาปลายหางตวัดรัดขาหงส์
แบบที่สี่ “ความรักที่ไม่สมหวัง” โดนจับแยกทางกัน ปลายหางของงูทั้งสองถูกเล็บเท้าของหงส์เหินจิกเอาไว้ ลากแยกออกมาห่างจากกัน จนเห็นสายบัวชูช่อทั้งสามสาย ดูน่าสงสารจัง รูปแบบนี้มีอยู่มากที่สุด
แบบที่ห้า “บัวน้อยคอยรัก” งูหนุ่มสาวมาเจอกัน ยกหางขึ้นเหมือนกัน เหมือนจะต้องชะตาถูกใจกันและกันปากเกือบชิดกันใต้กอบัวแห่งความรัก ที่ช่างได้สลักเสลาสื่อความหมายเป็นก้านสายบัวตูมและบัวบานให้ไขว้เข้ามาสลับกันเป็นตัว X มีคู่นกบินอยู่ด้านบน
แบบที่หก “รักแรกพบ” เป็นรูปงูสองตัว ม้วนปลายหางโค้งเข้าด้านในเข้ามาหากัน ปากเกือบชิดกันใต้กอบัว
แบบที่เจ็ด “หัวใจรักเราทั้งสอง” เป็นภาพงูหนุ่มสาวบรรจงจุ๊บ ๆ กัน เอียงตัวสลับกันเป็นรูปหัวใจ
แบบที่แปด “เชยคาง” นอกจากจะเอียงตัวสลับกันเป็นรูปหัวใจแล้ว ภาพสลักแบบนี้หลายภาพแสดงให้เห็นว่า งูฝ่ายหนึ่ง (หญิง) กำลังเงยหน้า เอียงคางขึ้นแบบเคลิ้ม ๆ ลำตัวแนบอิงกับงูอีกตัวหนึ่ง (ฝ่ายชาย)
แบบที่เก้า “คลอเคลียใต้กอบัว” รูปแบบนี้ ยังเห็นอยู่รูปเดียว เป็นรูปงูสองตัว (หนุ่มสาว) ที่กำลังมีความรักต่างกอดรัดพัดเหวี่ยงกันใต้กอบัวที่เบ่งบาน ก้านสายบัวม้วนพันตามงู
แบบที่สิบ “ดื่มด่ำอภิรมย์” ภาพงูทั้งสองตัวพันกัน แต่ส่วนหางแยกกันไปอย่างผ่อนคลาย ส่วนหัวแยกออกชูโค้งเป็นรูปหัวใจในท่าทางกำลังจุมพิต
แบบที่สิบเอ็ด “ฮันนี่มูน” เป็นงูสองตัวกำลังพันกันเป็นเกลียวใต้ดอกบัวตูมใหญ่ ตวัดหางขึ้นด้านบน พบที่ปลายสะพานขาเข้าฝั่งทิศใต้มากที่สุด
แบบที่สิบสอง “โล้สำเภา” ลักษณะคล้ายกับรูปแบบที่สิบเอ็ด เป็นงูสองตัวกำลังพันกันเป็นเกลียว แต่การพันตัวของงูทั้งสองสลับด้านกัน ตวัดหางโค้งขึ้นด้านบนคล้ายท้องเรือ ภายใต้กอบัวตูมที่มีใบบัวชูขึ้นอยู่
แบบที่สิบสาม “มือที่สาม - มีกิ๊ก !!!”เป็นภาพของงู 3 ตัว กำลังพันตูกัน โดยมีงูใหญ่ด้านขวาบนพันตัวงูอีกสองตัวไว้ (มีตัวที่สามเข้ามาในชีวิต) แบบนี้เห็นอยู่เพียง 2 รูป
แบบที่สิบสี่ “ปรองดองกันเถอะนะ” เป็นภาพสลักสลักที่อยู่ติดกันเชิงสะพานฝั่งซ้ายก่อนข้ามเข้าเกาะเมือง มีภาพงูสามตัว ตัวกลางชูคอตั้งสูง มีก้านสายบัวพันตัว (ยุ่งเหยิง – วุ่นวาย) เหมือนกำลังขวางงูอีกสองตัวที่ขดหางเป็นวง หันเข้าประจันหน้ากันอยู่ (ไม่ให้ทะเลาะกัน)
แบบที่สิบห้า “ผู้ประสบความสำเร็จ” เป็นภาพสลักที่พบบริเวณปลายสะพานฝั่งเกาะเมือง เป็นรูปงูสามตัว งูใหญ่มีพังพานแบบงูจงอางหรืองูเห่า พันรัดงูขนาดเล็กกว่าที่ขนาบอยู่ด้านข้างทั้งสองฝั่ง (งูด้านข้างมีความสูงอย่างเท่าเทียมกัน เหมือนจะบอกว่า รักทั้งคู่นะ อยู่ด้วยกันอย่าทะเลาะกันเลย) มีรูปงูตัวเล็กหรือลูก ๆ แทรกอยู่ในกอบัวด้วย
------------------------------
*** ในทางมานุษยวิทยาและคติชนวิทยา ภาพสัญลักษณ์ “นาคเกี้ยว-นาคเกี่ยวพัน” งู กอบัว (ในน้ำ) เป็นคติที่เกี่ยวข้องกับเรื่องราวการสังวาสของชายและหญิง ในความหมายเรื่อง “ความอุดมสมบูรณ์” (Fertility rite) และ “ความเจริญรุ่งเรือง” ตามความเชื่อของผู้คนในยุคโบราณครับ
เครดิต ; FB
วรณัย พงศาชลากร
EJeab Academy
.....................................................
ยังมีสาระเรื่องราวดี ๆ ที่อยากเล่าตามมาดูเราได้ที่ ;
My blogs link 👆
https://sites.google.com/site/dhammatharn/
http://abhinop.blogspot.com
http://abhinop.bloggang.com
.....................................................
ททมาโน ปิโยโหติ #ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก
A giver is always be love.
.....................................................
วันจันทร์ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2564
นาคเกี้ยว
วันอาทิตย์ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2564
เมืองครุฑ
“เมืองครุฑ” เมืองบายนโบราณที่สาบสูญ กลางหุบเขาแควน้อย กาญจนบุรี
เมื่อราวปี 2534 กรมศิลปากรได้เริ่มทำการสำรวจเนินดินขนาดไม่ใหญ่นัก บริเวณที่ราบใกล้กับช่องเขาครุฑห่างไปทางตะวันออกจากปราสาท-เมืองสิงห์ประมาณ 5 กิโลเมตร กลางเมืองโบราณที่มีร่องรอยคูน้ำคันดินสัณฐานรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดประมาณ 600 * 350 เมตร
ผู้คนในท้องถิ่นแควน้อยจะเรียกบริเวณนี้ว่า “เมืองครุฑ” เพราะในสมัยก่อนนั้น เคยมีรูปประติมากรรมครุฑโผล่ขึ้นมาจากเนินดิน
เมืองครุฑ อยู่ห่างจากอุทยานประวัติศาสตร์เมืองสิงห์ตามเส้นทางถนนดิน ไปทางตะวันออกประมาณ 16 กิโลเมตร เข้าไปในที่โดดเดี่ยวเกือบใจกลางหุบเขาที่มีเขาเมืองครุฑ เขาแก้วใหญ่ เขาแก้วน้อยล้อมรอบ มีลำน้ำห้วยมะไฟผ่านเมืองด้านข้างทางทิศตะวันตกฝั่งติดชายเขาเมืองครุฑ ซึ่งบริเวณลำห้วยนี้ ยังพบหินศิลาแลงที่นำมาก่อเป็นแนวกำแพงหลงเหลืออยู่บ้าง
ชาวบ้านในท้องถิ่นเล่ากันว่าได้พบเห็นร่องรอยสิ่งก่อสร้างที่เป็นหินศิลาแลงกันมานานแล้ว จนเมื่อมีคนภายนอกเข้ามาลักลอบขโมยขุดหาสมบัติโบราณตรงบริเวณเนินดินใหญ่ที่มีศาลเพียงตาเก่า ๆ ตั้งอยู่ เผอิญมีชาวบ้านนำสัตว์เลี้ยงผ่านมาพอดี เหล่าขโมยก็เลยทิ้งหลุมขุดนั้นไว้ ซึ่งก็ทำให้ได้เห็นชิ้นส่วนของรูปสลักหินทรายขนาดใหญ่ผังจมดินอยู่ในกองหินศิลาแลง แต่ส่วนหัวของครุฑที่อยู่ด้านบนของเนินนั้นได้หายไปแล้ว
หลังปี พ.ศ. 2535 กรมศิลปากรได้ดำเนินการขุดค้นเนินดินกลางใจเมือง ได้พบกับฐานของสิ่งก่อสร้างขนาดไม่ใหญ่นัก รวมทั้งพบชิ้นส่วนที่ประกอบกันเป็นรูป "พญาครุฑ" จมดินอยู่จนเกือบครบทุกชิ้นส่วน เมื่อนำชิ้นส่วนมาประกอบกันและประมาณค่าความสูงของหัวรูปสลักที่หายไปแล้ว พบว่ามีความสูงรวมทั้งตัวเกือบ 3 เมตร ส่วนเนินดินนั้นเป็นอาคารส่วนฐานอัดดินและผนังแผ่นหลังของรูปครุฑที่ใช้ศิลาแลงเป็นวัสดุก่อสร้าง ส่วนประกอบอื่น ๆ อย่างเครื่องไม้และภาชนะดินเผา ได้สูญสลายแตกหักไปมากแล้ว
ประติมากรรมครุฑหินทรายนี้ แกะสลักขึ้น จากหินทรายที่หาได้ยากในท้องถิ่น อาจต้องขนมาจากที่อื่น ๆ ที่อยู่ในภาคกลาง ตามศิลปะนิยมแบบบายนในท้องถิ่น ร่วมสมัยกับปราสาทเมืองสิงห์ ในยุคคติความเชื่อแบบวัชรยาน-โลเกศวร สมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ช่วงราวกลางพุทธศตวรรษที่ 18 อย่างไม่ต้องสงสัย
และเป็นรูปสลักครุฑแบบ "ลอยตัว" ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทยอีกด้วย
ฐานก่อศิลาแลงที่เหลืออยู่คงทำหน้าเป็นวิหาร (Chapel) ศูนย์กลางของเมือง เพราะปรากฏร่องรอยของเศษชิ้นส่วนเครื่องกระเบื้องจำนวนหนึ่งแตกหักกระจาย ที่อาจเคยใช้ในการประกอบพิธีกรรมและการอยู่อาศัยในช่วงระยะเวลาหนึ่ง ก่อนการทิ้งร้างไปด้วยเพราะสภาพความแห้งแล้ง ธรรมชาติรอบข้างไม่เอื้ออำนวยและสงคราม
ระหว่างเมืองสิงห์ หรือ “ศรีชยสิงหปุรี” (Śrí Jaya-Siṃhapurí) ในจารึกปราสาทพระขรรค์กับเมืองครุฑ เคยมีถนนดินยกระดับตัดตรงระหว่างกันเรียกกันว่า "ถนนขาด" แต่ปัจจุบันได้แปรสภาพกลายเป็นไร่สำปะหลังไปจนหมด ไม่เห็นร่องรอยอีกแล้ว
ในอดีต เมืองครุฑคงเป็นเมืองบริวารหน้าด่านของเมืองสิงห์ ที่ขยายเข้าไปยังเขตหุบเขา ทั้งเป็นเมืองหน้าด่านสำคัญป้องกันศัตรูจากทิศตะวันออกเฉียงเหนือ เชื่อมโยงเส้นทางเชื่อมต่อระหว่างชุมชนแม่น้ำแควน้อยกับแม่น้ำแควใหญ่ที่ปากแพรก เข้าสู่ช่องเขาเมืองครุฑ รวมทั้งเป็นเมืองเพื่อเป็นฐานในการเก็บเกี่ยวทรัพยากรจากป่าในพื้นที่ใกล้เคียงให้กับเมืองสิงห์
รูปประติมากรรมครุฑขนาดใหญ่นี้ อาจมาจากคติความเชื่อเรื่อง "ครุฑ” ผู้ทรงพลานุภาพ ในความหมายของตัวแทนแห่งองค์อวตาร เป็นการประกาศพระราชอำนาจแห่งองค์พระโพธิสัตว์ชัยวรมันที่ 7 ผู้เปรียบประดุจพระวิษณุผู้พิชิต ในความหมายว่านี่คือเขตอำนาจแห่งจักรวรรดิบายนที่ได้แผ่ขยายตามเส้นทางการค้าโบราณมาถึงลุ่มน้ำแควน้อย ในเขตแดนตะวันตก
----------------------------
*** ภายหลังการล่มสลายและสาบสูญไปจนเป็นเมืองร้าง ประมาณช่วงพุทธศตวรรษที่ 19 จนผู้คนกลุ่มใหม่ โดยเฉพาะกลุ่มคนลาวในช่วงต้นรัตนโกสินทร์ได้ย้ายเข้ามาอาศัยตั้งถิ่นฐาน จึงแต่งนิทานกำเนิดของเมืองครุฑ โดยนำโครงเรื่องจากนิทานลาว มาสวมทับชื่อของเมืองร้างที่ตนได้พบเห็น กลายมาเป็นนิทานเรื่องเมืองครุฑและเมืองสิงห์ ที่เล่ากันว่า
“....เมื่อกาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีฤๅษีองค์หนึ่งอาศัยอยู่ที่ภูเขางิ้วดำ ทางทิศเหนือของเมืองตามพรลิงค์ มีลูกศิษย์ 2 คนคือท้าวอู่ทองและท้าวเวสสุวรรณโณ พระฤๅษีห้ามมิให้ลูกศิษย์ทั้งสองไปเล่นที่บ่อเงิน บ่อทองและบ่อกรด ...วันหนึ่งฤๅษีต้องไปทำธุระข้างนอก ปล่อยให้ลูกศิษย์ทั้งสองอยู่ตามลำพัง แต่ด้วยเพราะความอยากรู้อยากเห็น จึงนำให้ทั้งสองมาที่บ่อต้องห้ามทั้งสาม แล้วตกลงกันว่า หากใครลงไป อีกคนหนึ่งจะต้องอยู่ปากบ่อเป็นคนคอยดึงขึ้น
...ท้าวอู่ทองลงไปก่อน คือลงไปในบ่อเงินและบ่อทอง พลันเมื่อขึ้นมาแล้ว น้ำในบ่อก็แห้งไปทั้งหมด ส่วนท้าวเวศสุวรรณโณ เมื่อลงไปบ่อที่สามที่เหลืออยู่ ซึ่งเป็นบ่อกรด ก็ละลายหายไป ท้าวอู่ทองตกใจ จึงหนีลงมาจากเขางิ้วดำ...
...เมื่อฤๅษีกลับมา เห็นบ่อทั้งสามถูกล่วงล้ำและพบเศษซากของท้าวสุวรรณโณ จึงช่วยเหลือโดยการชุบตัวท้าวเวสสุวรรณโณขึ้นมาใหม่ ท้าวเวสสุวรณโณแค้นใจท้าวอู่ทองมาก (เพราะทิ้งกัน.....เห็น ๆ) จึงออกตามล่าเพื่อแก้แค้น...
....ท้าวอู่ทองหนีไป ก็สร้างเมืองไป เมื่อท้าวสุวรรณโณจะมาถึง ก็หนีไปและสร้างเมืองใหม่ขึ้นอีก เมืองที่ท้าวอู่ทองสร้าง มีชื่อว่าเมืองสระสี่มุมหรือสระโกสินารายณ์ (ที่มีโบราณสถานจอมปราสาทตั้งอยู่) เมืองกลอนโก และเมืองครุฑ...
...แต่ยังสร้างไม่ทันเสร็จซักแห่ง ท้าวเวสสุวรรณโณก็ตามมาถึงทุกที จนในที่สุดท้าวอู่ทองก็ได้สร้างเมืองสิงห์ขึ้นจนสำเร็จและสร้างกำแพงเมืองไว้อย่างแน่นหนา อย่างที่หลงเหลือให้เห็นในปัจจุบัน...
...ท้าวเวสสุวรรณโณก็ใช้อุบายปลอมตัวเข้ามาในเมือง แล้วจับท้าวอู่ทองกินซะให้หายแค้น รวมทั้งกินผู้คนในเมืองสิงห์จนสิ้น เมืองสิงห์จึงร้างไปนับแต่นั้นมา...."
---------------------------
*** ปัจจุบัน รูปสลักประติมากรรมหินทรายรูปครุฑ จัดแสดงอยู่ที่บริเวณลานจอดรถของปราสาทเมืองสิงห์ ตรงทางเข้าศูนย์ข้อมูล ส่วนตัวอาคารศิลาแลงกลางเมืองครุฑในปัจจุบันนั้น เป็นเนินดินที่มีต้นไม้ขึ้นรกปกคลุม มีไร่อ้อย ไร่มันปลูกอยู่ล้อมรอบ เข้าไปเที่ยวตอนนี้ก็จะไม่เห็นอะไรเป็นชิ้นเป็นอันแล้ว ไปให้หนามตำเล่นเปล่า ๆ
เครดิต ; FB
วรณัย พงศาชลากร
EJeab Academy
.....................................................
ยังมีสาระเรื่องราวดี ๆ ที่อยากเล่าตามมาดูเราได้ที่ ;
My blogs link 👆
https://sites.google.com/site/dhammatharn/
http://abhinop.blogspot.com
http://abhinop.bloggang.com
.....................................................
ททมาโน ปิโยโหติ #ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก
A giver is always be love.
.....................................................
วันศุกร์ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2564
ความบังเอิญไม่มีในโลก
• ไม่มีคำว่า "บังเอิญ" ในทางพุทธศาสนา
โลกนี้ไม่มีอะไรที่เกิดมาด้วยความบังเอิญนะ ทุกสิ่งทุกอย่าง ที่เกิดขึ้นกับชีวิตของเราทั้งดี และ ไม่ดี ไม่มีอะไรบังเอิญนะ มันมีเหตุ และ ผล ที่ทำให้เกิด
พระราชสังวรญาณ หลวงพ่อพุธ ฐานิโย ท่านได้เคยสอนว่า ทุกอย่างล้วนถูกจัดสรร ตามเหตุ และ ผล เปลี่ยนแปลงได้ด้วยบุญกุศล
หากศึกษาเรื่องธรรมะดีๆนะ จะเข้าใจว่า ไม่มีคำว่า "บังเอิญ" ใดๆ ทั้งสิ้น "กรรม" นี้แม่นยำยิ่งกว่าเรด้าตรวจจับของนาซ่าอีกนะ พระพุทธเจ้าเคยตรัสว่า "เราเกิดมาแล้วนับชาติไม่ถ้วน น้ำตาที่เสียจากความพลัด พรากจากคนที่เรารักนับรวมกันได้มากกว่ามหาสมุทร ทั้ง 4 ดังนั้น เราจึงได้เคยพบปะผู้คนมามากมาย จนผู้คนที่เดินบนถนนไปมานี้ต่างก็เคยเกิดมาเป็นพี่น้องเราทั้งสิ้น"
จากคำอธิบายข้างต้น เป็นเหตุให้ "กรรม" จัดสรรให้เราได้พบเจอ รู้จัก พึ่งพา มาเกิดเป็นพ่อ แม่ ลูก พี่น้อง เพื่อน แฟน คู่รัก มิตร ศัตรู ครู ลูกศิษย์ เมียหลวง เมียน้อย ฯลฯ เนื่องจาก เคยเกี่ยวพัน มีความสัมพันธ์ และประกอบกรรมร่วมกันมาก่อนนะ จึงได้มาเจอกันอีก เพื่อชดใช้กรรม หรืออาจอธิษฐานให้มาพบกันอีกในชาติต่อๆ ไป หรือเคยอาฆาตพยาบาทกันมาก่อน บางคนก็เคยอุปถัมภ์ ค้ำชู หรือเคยพึ่งพาอาศัยกันมาก่อน ดังนี้ เป็นต้น จึงไม่มีคำว่า "บังเอิญ" ในพระพุทธศาสนา
หากใครเคยไปในสถานที่ใด แล้วรู้สึกคุ้นเคยกับสถานที่นั้นโดยไม่เคยไปมาก่อนรู้สึกคุ้นๆ กับเหตุการณ์นั้น โดยที่เราไม่เคยมีส่วนร่วมมาก่อน เคยรู้สึกประทับใจใคร รู้สึกเกลียดใคร อยากอยู่ใกล้ใคร หรืออยากหนีหน้าใคร โดยที่ไม่เคยพบเจอรู้จักกันมาก่อน สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นสัญญาเก่า (การจำได้หมายรู้) ที่ติดตัวมาแต่เก่าก่อน
พระบาลีพุทธวจนะ เป็นภาษาเมื่อหลายพันปีมาแล้ว คำว่า "บังเอิญ" ดูเหมือนไม่มีในภาษาบาลี มีแต่คำว่า "เหตุ - ปัจจัย"
พระพุทธศาสนา เป็นเรื่องของเหตุและผล ทุกสิ่งไม่ได้เกิดขึ้นลอยๆ หรือเป็นเรื่องบังเอิญ ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นล้วนมีเหตุให้เกิดขึ้นทั้งสิ้น ดังที่ท่านพระอัสสชิ แสดงธรรมแก่ท่านพระสารีบุตรว่า "ธรรมทั้งหลายย่อมเกิดจากเหตุ" นั่นคือ การที่ทุกคนเกิดมาแตกต่างกัน เป็นเพราะได้กระทำเหตุ คือ ทำกรรมมาแตกต่างกัน กรรมที่ได้กระทำไว้แล้วนั่นเอง เป็นเหตุให้มีรูปร่างหน้าตา ผิวพรรณ ฐานะ ต่างกัน มีอุปนิสัยดีเลวต่างกัน กรรมที่ได้กระทำไว้แล้วนั่นเอง เป็นเหตุให้ได้ลาภเสื่อมลาภ ได้ยศเสื่อมยศ ได้รับความสุข ทุกข์ สรรเสริญ นินทา
อนาคตเป็นสิ่งที่ถูกกำหนดไว้แล้วจากกรรมในอดีตนานนับไม่ได้ แต่เป็นสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้น เพราะต้องมีเหตุในปัจจุบันร่วมด้วย ความพยายามในปัจจุบันนั่นแหละ จึงจะทำให้เกิดผลในอนาคตที่สมบูรณ์ แม้จะเปลี่ยนแปลงไม่ได้ทั้งหมด แต่ก็เปลี่ยน แปลงได้บางส่วน คนเราจึงไม่ควรละความพยายามตลอดชีวิตที่เกิดมานะ
การกระทำทุกอย่างย่อมมีผล เราเรียกผลนั้นว่า "วิบาก" สิ่งใดจะเกิดได้ต้องมีเหตุปัจจัยประชุมพร้อม กรรมจึงสามารถส่งผล หรือให้วิบากได้
ไม่มีโชคลาภเกิดขึ้นได้โดยไม่อาศัย บุญ กรรม โชคลาภ ไม่สามารถจะเกิดขึ้นลอยๆ หรือบังเอิญ โดยไม่มีเหตุปัจจัย
ทุกปัญหาเกิดขึ้นอย่างมีสาเหตุทั้งนั้น กิ่งไม้ตกใส่หัว หกล้ม ฯลฯ ล้วนเกิดจากกรรม เหมือนกับคำว่า "ใครกินคนนั้นก็อิ่ม คนอื่นอิ่มแทนไม่ได้"
เกลือ เค็มเหมือนกันหมด ไทย ฝรั่ง ลาว แขก กินเกลือในที่ลับ ที่แจ้งก็เค็ม เหมือนกัน เกลืออย่างไร กรรมก็อย่างนั้น ทุกชาติศาสนา
ความบังเอิญไม่มีในโลก ทุกสิ่งถูกลิขิตจากกรรมทั้งกุศล และอกุศลที่สัตว์โลกได้กระทำไว้ทั้งในอดีต และปัจจุบัน ขึ้นอยู่กับว่า กรรมอันไหนจะส่งผลก่อนกัน
เครดิต ; FB
อมตะธรรม หลวงปู่ดู่
.....................................................
ยังมีสาระเรื่องราวดี ๆ ที่อยากเล่าตามมาดูเราได้ที่ ;
My blogs link 👆
https://sites.google.com/site/dhammatharn/
http://abhinop.blogspot.com
http://abhinop.bloggang.com
.....................................................
ททมาโน ปิโยโหติ #ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก
A giver is always be love.
.....................................................
วันพฤหัสบดีที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2564
นภศูล
“นภศูล”ยอดปรางค์ (น้อย) เหนือตรีมุขปรางค์วัดพระราม เก่าแก่ที่สุดในประเทศไทย
ยอดโลหะ “นภศูล” (Naba Shula – Sky Spear) ประดับพระปรางค์องค์เล็กสร้างขึ้นเหนือเรือนมณฑป “ตรีมุข” หน้าเรือนธาตุของพระปรางค์ใหญ่วัดพระราม หรือวัดรามาวาส ? บนเกาะเมืองกรุงศรีอยุธยา ที่อาจสร้างขึ้นในช่วงกลางพุทธศตวรรษที่ 21 เป็นงานศิลปะประดับยอดปรางค์ที่ยังคงรักษารูปลักษณ์ตามแบบแผนศิลปะอยุธยาตอนต้น ที่ได้รับอิทธิพลมาจากงานประดับปราสาทเขมรโบราณ เป็นนภศูลที่เก่าแก่ที่สุดจากทั้งหมดที่เหลืออยู่ในประเทศไทย จัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติวังจันทรเกษม พระนครศรีอยุธยา
นภศูลยอดปรางค์จากวัดพระรามนี้ คงได้หักพังลงมาในช่วงรัชกาลที่ 5 ก่อนหน้าที่ตัวอาคารมณฑปตรีมุขที่มียอดปรางค์นี้อยู่ข้างบนจะพังทลายลงมาทั้งหมด พระยาโบราณราชธานินท์ (พร เตชะคุปต์) เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งสมุหเทศาภิบาลมณฑลกรุงเก่า ได้ให้นำมาเก็บรักษาไว้ที่พระราชวังจันทรเกษม (พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติจันทรเกษม) ประมาณทศวรรษที่ 2440 จนถึงในปัจจุบันครับ
นภศูล มาจากคำว่า “นภา” ที่แปลว่าท้องฟ้า และคำว่า “ศูล” (shula -śūl) ที่แปลว่า อาวุธที่แหลมคม เครื่องประดับส่วนยอด เป็นสัญลักษณ์ชี้พุ่งขึ้นไปบนท้องฟ้า แสดงความหมาย “ความเป็นที่สูงสุด” ของยอดปรางค์ ซึ่งก็คือสวรรค์เขาพระสุเมรุนั่นเอง
องค์ประกอบสำคัญของนภศูล ส่วนยอดสุดคือ“ศูล” หรืออาวุธ เรียกว่า “หลาว” ตัวแกนกลาง เรียกว่า “ลำภุขัน” หรือด้ามของอาวุธ มี "กิ่ง" เป็นรูป “ดาบ ฝักเพกา หรือ ลิ้นฟ้า” แยกออกจากตัวแกน ลดหลั่นขึ้นไป 3 ชั้น แต่ละชั้นมีกิ่งแยกออกไป 4 ทิศต่อชั้น
นภศูลของยอดปรางค์อยุธยา มีพัฒนาการมาจากเครื่องประดับเรือนยอดปราสาทหินในงานศิลปะเขมรโบราณ ทั้งที่เรียกว่า ตรีศูล ปัญจศูล และทศศูล ดังตัวอย่างของชิ้นส่วนนภศูลที่พบจากปราสาทกู่โพนระฆัง จังหวัดร้อยเอ็ด อโรคยศาลาในยุคจักรวรรดิบายน (อาจจัดได้ว่าเป็นชิ้นส่วนยอดนภศูลแบบเขมรที่เก่าที่สุด ที่พบเพียงชุดเดียวในประเทศไทย) จะมีกิ่งโค้งหยักเป็นรูป “แง่งขิง” หรือ “สลัดได” 5 ขยัก แตกต่างไปจากปรางค์ไทยในยุคหลัง ที่มีกิ่งเป็นรูปฝักเพกาหรือดาบครับ
นภศูลวัดพระราม มีแกนเป็นเสาโลหะปลายแหลมต่อด้วยแกนกลางเป็นลำยาว ตั้งปักเข้ากับรูเดือยมีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 15 - 20 เซนติเมตร ยังคงมีรูปของ “กิ่ง” ตามแบบนภศูลปราสาทเขมร คือเป็นโค้งแง่งขิง (มีหนาม) 5 ขยัก แกนลำภุขันเป็นสันคม 4 มุม ต่อกันเป็นปล้องขึ้นไป 3 ชั้น ปลายเป็นรูปหลาว คล้ายพระขรรค์ 4 คม ศูลหรือหลาวของปรางค์ไทย มีลักษณะทรงชะลูดสูงรูปอาวุธ ไม่เป็นกลุ่มบัวยอดแหลมแบบที่พบจากปราสาทเขมร ซึ่งรูปแบบของยอดนภศูลนี้ เป็นลักษณะเด่นของปรางค์ไทยยุคเริ่มแรก ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 20 - 21 ที่ยังคงแบบแผนนภศูลของปราสาทเขมรเอาไว้ แต่ได้ดัดแปลงให้ชะลูดสูงไปตามรูปทรงงาเนียมและทรงฝักข้าวโพดของเรือนยอดปรางค์ไทย
---------------------------
*** ซึ่งในช่วงเวลาต่อมา นภศูลในงานศิลปะอยุธยาได้มีการเปลี่ยนแปลงรูปทรงของส่วนแกนลำภุขัน จากสันเหลี่ยมคมแบบพระขรรค์ มาเป็นทรงกลมหรือทรงกระบอก โดยมีการเพิ่มหม้อประดับ “อมลกะ” ตรงบริเวณจุดแตกออกของกิ่งทั้ง 3 ชั้น ต่อเนื่องเรื่อยมาจนถึงงานศิลปะในช่วงยุคต้นรัตนโกสินทร์ ดังตัวอย่างแกนลำภุขันยอดนภศูลจากวัดมหาธาตุเพชรบุรี (ไม่มีกิ่งเหลือ) นภศูลของวัดพระศรีรัตนมหาธาตุพิษณุโลก วัดมหาธาตุสุพรรณบุรี และอย่างที่ยอดปรางค์วัดอรุณฯ
เครดิต; FB
วรณัย พงศาชลากร
EJeab Academy
.....................................................
ยังมีสาระเรื่องราวดี ๆ ที่อยากเล่าตามมาดูเราได้ที่ ;
My blogs link 👆
https://sites.google.com/site/dhammatharn/
http://abhinop.blogspot.com
http://abhinop.bloggang.com
.....................................................
ททมาโน ปิโยโหติ #ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก
A giver is always be love.
.....................................................
วันพุธที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2564
ท้าวเวสสุวรรณ
เมื่อท้าวกุเวร (ฮินดู) กลายเป็น ท้าวเวสสุวรรณ (พุทธ) ครั้งแรกในประเทศไทย
ชื่อนามของ “ท้าวกุเวร - พระกุเวร (Kubera) เทพเจ้าแห่งความมั่งคั่งและราชาแห่งเหล่าอมนุษย์ (Half-Man) ทั้ง “ยักษา- ยักษิณี” (Yakshas – Yakshinis) “คนแคระ – คุหยกะ” (Guhyaka - Dwarf) กินระ – กิณรี (Kinnara – Kinnari) และ “คนธรรพ์” (Gandharva) ปรากฏขึ้นครั้งแรกในคัมภีร์ “อาถรรพเวท” (Atharvaveda) และ “ศัทธปถะพราหมณ์” ( Śatapathabrāhmaṇa) ที่มีอายุวรรณกรรมประมาณ 2,800 ปี ในฐานะบุตรแห่งพระเวสสุวรรณ (Vaiśravaṇa) ผู้ปกครองภูตผี วิญญาณชั่วร้าย โจรและอาชญากร
ในเวลาต่อมา ท้าวกุเวรผู้ปกครองนคร "อลกา" (Alaka) บนเขาหิมาลัย ถูกลำดับให้เป็นหนึ่งในกลุ่มพระโลกบาล (Lokapāla) ผู้ปกป้องทิศทั้ง 8 แห่งจักรวาล ที่เรียกว่า “อัษฏทิศปาลกะ-ทิศปาล” (Aṣṭadikpālaka -Dikpālas -Dikpālakas) จากวรรณกรรมรามายณะ (Rāmāyaṇa Sanskrit epic) ที่มีอายุตั้งแต่ประมาณ พุทธศตวรรษที่ 2 – 5 และในคัมภีร์ “อัคนีปุราณะ” (Agni Purāṇa) มีอายุของการประพันธ์อยู่ในราวพุทธศตวรรษที่ 12 เป็นคัมภีร์ของฝ่ายฮินดูที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในอินเดียเหนือ มาเป็นเทพเจ้าผู้รักษาทิศเหนือ ร่วมกับ “พระอินทร์” (Indrā) ผู้รักษาทิศตะวันออก พระวรุณ (Varuṇa) ผู้รักษาทิศตะวันตก “พระยม” (Yama) ผู้รักษาทิศใต้ “พระอีศาน” (Īśāna) ผู้รักษาตะวันออกเฉียงเหนือ “พระวายุ” (Vāyu) ผู้รักษาทิศตะวันตกเฉียงเหนือ “พระอัคนี” (Agni) ผู้รักษาทิศตะวันออกเฉียงใต้ “พระนิรฤติ” (Nairrita-Nirṛti) ผู้รักษาทิศตะวันตกเฉียงใต้ โดยมีพระพรหม – (Brahmā) เป็นผู้รักษาทิศเบื้องบน และ เศษะนาค-อนันตะนาคราช (Ananta-Shesha) รักษาทิศเบื้องล่าง
----------------------------
*** คติท้าวกุเวรผู้รักษาทิศเหนือของฝ่ายฮินดู ปรากฏครั้งแรก ๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ช่วงต้นพุทธศตวรรษที่ 16 ( พ.ศ. 1505) ปรากฏชื่อนามเทพทิศปาลกะทั้ง 8 ในจารึกปราสาทแปรรูป (K. 806) ที่กล่าวถึงการสถาปนารูปพระศิวลึงค์ “ราชเชนทรภัทเรศวร” (Rājendrabhadreśvara) ปรากฏเป็นรูปงานศิลปะครั้งแรก ๆ ในท่านั่งในท่านั่ง “มหาราชาลีลาสนะ” (Mahārājalīlāsana – ชันเข่าขึ้นด้านหนึ่ง อีกข้างหนึ่งงอพับ) บนบัลลังก์ปัทม์ ถือดอกบัว ดังที่พบหน้าบันทิศเหนือของปราสาทประธานหลังกลาง ปราสาทบันเตียเสรย (บันทายศรี-อิศวรปุระ) ที่สร้างขึ้นในช่วงต้นพุทธศตวรรษที่ 16
แต่การกำหนด “วาหนะ-พาหนะ” (Vāhana-Vehicle-Mount) ด้วยสัตว์ประเภทต่าง ๆ ให้กับเหล่าเทพเจ้าทิศปาลกะนั้น แต่ละคัมภีร์ปุราณะในอินเดียก็ดูจะแตกต่างกันไป และยังมีการเปลี่ยนแปลงเพิ่มเติมไปตามยุคสมัย โดยให้พระอินทร์ผู้รักษาทิศตะวันออกทรงช้างเอราวัณ พระอีศานทรงโค พระวรุณทรงหงส์ (แต่ก็มีบางปุราณะระบุให้ไปทรงมกร หรือนาค) พระยมทรงกระบือ-ควาย พระอัคนีทรงระมาด-แรด (แต่ก็มีบางปุราณะระบุให้ไปทรงแกะ) และพระนิรฤติทรงรากษส-อมนุษย์-อสูร พระวายุทรงละมั่ง (แต่ก็มีบางปุราณะระบุให้ไปทรงแพะ ไปเหมือนกับพระอังคารในกลุ่มเทพนพเคราะห์ (Navagrahas – Nine Planets)) ส่วนท้าวกุเวรนั้น ในปุราณะหลายเล่มระบุต่างกันว่า มีทั้ง หมูป่า พังพอน (เอาชนะนาค-งู) นร (Nara-วิญญาณมนุษย์เพศชาย) ช้างสวรรค์ “สำรฺวเภำม – สำรวโภม” (sārvabhauma) และม้า (ไปเหมือนกับพระศุกร์ในกลุ่มเทพนพเคราะห์) เป็นสัตว์วาหนะ
ในงานศิลปะเขมรโบราณ ศิลปะของสัตว์วาหนะตามคติเรื่องอัษฏทิศปาลกะที่รับมาจากอินเดีย ได้จัดให้ พระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ พระวรุณทรงหงส์-นาค พระยมทรงกระบือ พระอีศานทรงโค พระอัคนีทรงแรด-ระมาด พระนิรฤติทรงรากษส โดยได้เปลี่ยนแปลงให้พระวายุไปทรงม้าแทนละมั่ง (อาจด้วยเหตุเพราะจะได้ไม่สับสนกับพระพฤหัสทรงกวางในกลุ่มเทพนพเคราะห์)
*** ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 16 รูปท้าวกุเวรในงานศิลปะเขมร ยังคงประทับบนบัลลังก์ ไม่นิยมวางเหนือรูปสัตว์วาหนะใด ๆ
ต่อมา เพื่อป้องกันความสับสน ช่างเขมรโบราณจึงได้จัดให้“คชสีห์-คชสิงห์” (Gajasimha) มาเป็นสัตว์วาหนะประจำท้าวกุเวร อาจเพราะเพื่อป้องกันความสับสนกับพระนิรฤติ ในกลุ่มทิศปาลกะด้วยกัน ที่มีรากษส (อมนุษย์) เป็นวาหนะแบบเดียวกับท้าวกุเวรในบางปุราณะ และ "พระเกตุ-อสุรา " (Kethu Asura) ในกลุ่มเทพนพเคราะห์ ที่มีวาหนะในงานศิลปะเป็นรูปสิงห์
รูปท้าวกุเวรผู้รักษาทิศเหนือประทับบนคชสีห์ เป็นงานศิลปะที่นิยมในช่วงต้นพุทธศตวรรษที่ 17 – ต้นพุทธศตวรรษที่ 18 อย่างที่พบจากปราสาทนครวัด ปราสาทบันทายสำเหร่-บันเตียซอมเรย (Banteay Samre) “ปราสาทเบงมาเลีย” (Beng Mealea Pr.) “ปราสาทธมมานนท์” (Thommanon Pr.) “ปราสาทเจ้าสายเทวดา” (Chay say Tevoda Pr.) ปราสาทหินพนมรุ้ง ปราสาทพิมายและปราสาทศีขรภูมิ
ในช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 17 ภาพสลักนูนต่ำผนังฝั่งทิศเหนือ ด้านปีกตะวันตกของปราสาทนครวัด ได้แสดงภาพของท้าวกุเวรมีสัตว์วาหนะเป็นรูปสิงห์ ประกอบอยู่ในเรื่องราว “ศึกเทพเจ้ากับอสูร” (Battle of Devas and Asuras)
----------------------------
*** เมื่อพุทธศาสนามหายาน – วัชรยาน ได้รับความนิยมในราชสำนักยุคพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ในช่วงกลางพุทธศตวรรษที่ 18 คติเรื่อง “ท้าวเวสสุวรรณ –เวสวัณ” (Vessavana-Vaiśravaṇa) จึงได้เข้ามาแทนที่ท้าวกุเวร ถึงการก่อสร้างปราสาทในยุคนี้ ยังคงรักษาสถาปัตยกรรมแบบฮินดูเดิม รวมทั้งการประดับรูปพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ พระยมทรงกระบือ และพระวรุณทรงหงส์ เป็นเครื่องปัก “บันแถลง” (Small Gable –Antefixes on Roof Stage -Vimāna) ตามแบบอย่างการประดับหน้า “ซุ้มบัญชร” (Palse Window) เดิมในแต่ชั้นวิมานที่เรียงซ้อนขึ้นไปแบบศิขระวิมาน (Śikhara) แต่รูปของท้าวกุเวรเดิม อาจได้ถูกอิทธิพลจากวรรณกรรมของฝ่ายพุทธศาสนา เปลี่ยนแปลงให้เป็น “ท้าวเวสสุวรรณ” หรือ “ท้าวไพศรพณ์” โดยได้มีการเปลี่ยนรูปของสัตว์วาหนะในงานศิลปะ จากเดิมที่เคยเป็นคชสิงห์หรือสิงห์ในยุคนครวัด กลายมาเป็นรูปของบุคคล ที่เป็นได้ทั้งอมนุษย์ – นร (วิญญาณมนุษย์ชาย) หรือรากษส บนบันแถลงประดับปราสาทในช่วงยุคศิลปะบายน อย่างที่พบจากปราสาทปรางค์สามยอด หรือปราสาทโต๊ปตะวันตก
-----------------------------
*** การเปลี่ยนแปลงรูปสัตว์วาหนะของท้าวกุเวรในยุคบายนนี้ อาจเป็นการปรากฏตัวครั้งแรกของท้าวเวสสุวรรณ (ท้าวกุเวร) ทรงรากษส ในคติและงานศิลปะเขมรโบราณ ซึ่งต่อมาก็ได้รับความนิยมในอาณาจักรกรุงศรีอยุธยามาจนถึงในปัจจุบันครับ
เครดิต ; FB
วรณัย พงศาชลากร
EJeab Academy
.....................................................
ยังมีสาระเรื่องราวดี ๆ ที่อยากเล่าตามมาดูเราได้ที่ ;
My blogs link 👆
https://sites.google.com/site/dhammatharn/
http://abhinop.blogspot.com
http://abhinop.bloggang.com
.....................................................
ททมาโน ปิโยโหติ #ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก
A giver is always be love.
.....................................................
ท้าวกุเวร
ท้าวกุเวร
ท้าวกุเวรหรือท้าวเวสสุวรรณพญายักษ์ผู้เป็นเจ้าแห่งขุมทรัพย์ เป็นพี่ต่างมารดาของทศกัณฐ์ เป็นโลกบาลประจำทิศเหนือ คนจีนเรียกว่า "โต้เหวน" หรือ "โต้บุ๋น" ในศาสนาพุทธ รู้จักกันมากในนามว่า ท้าวเวสสุวรรณ อดีตชาติ ในยุคสมัยของพระกัสสปพุทธเจ้า ท้าวกุเวรเกิดเป็นพราหมณ์ ชื่อ กุเวรพราหมณ์ ร่ำรวยขึ้นมาจากการมีไร่อ้อยจำนวนมาก ได้สร้างศาลาที่พักให้กับผู้คนที่เดินทางผ่านไปมาถึง 10 แห่ง และแจกน้ำอ้อยแก่ผู้ที่มาพัก เป็นผู้ที่ทำทานอย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต แต่ด้วยเหตุที่เป็นผู้มากด้วยโทสะจึงได้ไปเกิดเป็นพญายักษ์ มีชื่อว่าท้าวกุเวร มีผิวกายสีเขียว สีทอง และสีดั่งน้ำอ้อย ปกครองพวกยักษ์ อยู่ในสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกา ทางด้านทิศเหนือ ท้าวกุเวรมีกระบอง เป็นอาวุธชื่อว่า มหากาล สามารถทำลายล้างโลกธาตุได้ มีพาหนะ ช้าง ม้า รถ ปราสาททองคำ อาภรณ์มงกุฎประดับ ดำรงอิสริยยศเป็นเจ้าแห่งยักษ์ มีบริวารแสนโกฏิ ในทางพุทธศาสนา ท้าวกุเวร มีนามที่เรียกกันอีกหลายพระนามอาทิ พระชัมภละ พระธเนศวร พระธนบดี ฯลฯ ถือเป็นพระโพธิสัตว์องค์หนึ่ง
ท้าวกุเวรสถิตอยู่ณยอดเขายุคนธรอีสานราชธานี มีสระโกธาณีใหญ่ 1 สระ ชื่อ ธรณี กว้าง 50 โยชน์ ในน้ำ ดารดาษไปด้วยประทุมชาติ และคลาคล่ำไปด้วย หมู่สัตว์น้ำต่างพรรณ ขอบสระมีมณฑปชื่อ "ภคลวดี" กว้างใหญ่ 12 โยชน์ สำหรับเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจ ปกคลุมด้วยเครือเถาภควดีลดาวัลย์ ซึ่งมีดอกออกสะพรั่งห้อยย้อยเป็นพวงพู ณ สถานที่นี้ เป็นสโมสรสถานของเหล่ายักษ์บริวาร และยังมีนครสำหรับเป็นที่แปรเทพยสถานอีก 10 แห่ง ท้าวกุเวรมียักษ์เป็นเสนาบดี 32 ตน ยักษ์รักษาพระนคร 12 ตน ยักษ์เฝ้าประตูนิเวศ 12 ตน ยักษ์ที่เป็นทาส 9 ตน
.....................................................
ยังมีสาระเรื่องราวดี ๆ ที่อยากเล่าตามมาดูเราได้ที่ ;
My blogs link 👆
https://sites.google.com/site/dhammatharn/
http://abhinop.blogspot.com
http://abhinop.bloggang.com
.....................................................
ททมาโน ปิโยโหติ #ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก
A giver is always be love.
.....................................................
วันอังคารที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2564
พระเจ้ากรุงธนบุรี
พระราชประวัติสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีมหาราช
สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีมหาราช หรือพระบรมราชาที่ 4 หรือสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช
ชาวไทยได้ถวายการเรียกขานพระนามด้วยความจงรักภักดีสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันไม่อาจจะบรรยายออกมาได้
จนกระทั่งใช้คำว่าพ่อตาก ที่แสดงถึงความสนิทชิดเชื้อกับพระองค์ท่านต่อมาเมื่อรู้เรื่องราวในประวัติศาสตร์มากขึ้นจึงขนานนามพระองค์ใหม่ว่า พระเจ้าตากสิน เพื่อให้สมกับ ที่เคารพบูชา
ชาติกำเนิดพระเจ้าตากสินทรงพระราชสมภพเมื่อวันที่ 17 เมษายนพุทธศักราช 2277 ตรงกับวันอาทิตย์ขึ้น 15 ค่ำเดือน 5 ปีขาลจุลศักราช 1096 เวลาประมาณ 11:00 น
ในแผ่นดินของกรุงศรีอยุธยาศรีรามเทพนคร พระเจ้าตากสินกำเนิดจากสามัญชนคนธรรมดาในสมัยของสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 3 หรือสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศในพ.ศ 2275 ถึง 2301 ซึ่งในสมัยนั้นการค้ากับเมืองจีนมีความรุ่งเรืองราบรื่น อีกครั้งสัมพันธภาพระหว่าง 2 ราชสำนักนั้นมีความสนิทแน่นแฟ้นกันดี
ราชพงศาวดาร ฉบับหลวง พบว่า
พระเจ้าตากสินทรงเป็นสามัญชน ถือกำเนิดในตระกูลแซ่แต้ มีพระนามเดิมว่า สิน พระบิดานั้น เป็นคนจีนชื่อไหฮอง มาจากเมือง เฉาโจว แซ่แต้ เมื่อมาถึงเมืองไทย เปลี่ยนเป็น หยง
จีนหยง อพยพมาตั้งถิ่นฐานในประเทศไทยและได้สมรสกับหญิงไทยเมืองราชบุรีชื่อ นกเอี้ยง จีนหยงเป็นคนขยันขันแข็งและการทำอาหารกินฉลาดมีความสามารถทางการค้าต่อมาได้เข้ามาอาศัยพึ่งบุญบารมีของเจ้าพระยาจักรี (โรงฆ้อง)
จีนหยง ได้ปลูกเรือนอยู่ตรงข้ามกับบ้านของเจ้าพระยาจักรี มีความสนิทสนมคุ้นเคยกันมาก เจ้าพระยาจักรีจึงเสนอทางการให้แต่งตั้งจีนหยงเป็นนายอากรบ่อนเบี้ย ดูแลบ่อนการพนันมีบรรดาศักดิ์เป็นขุนพัฒน์
จึงเป็นคหบดีมีฐานะความเป็นอยู่ที่ค่อนข้างร่ำรวยมีข้าทาสบริวารหญิงชายมากมายปัจจุบันบ้านของเจ้าพระยาจักรีคือบริเวณโรงแรมศรีอยุธยาธานี บ้านขุนพัฒน์คือบริเวณที่ตั้งพิพิธภัณฑ์ปรีดีพนมยงค์
ในปีพศ. 2277 นางนกเอี้ยงฝันว่าชีปะขาวนำแก้วมณีสดใสขาววาวจับใจมามอบให้ 1 ดวงนางนั้นน้อมรับด้วยความเต็มใจ และเมื่อตั้งครรภ์ได้ครบ 10 เดือนได้คลอดออกมาเป็นเด็กผู้ชายมีรูปพรรณงดงามรูปกายนั้นมีลักษณะสี่เหลี่ยมจัตุรัส ตามตำราว่า ด้วย "มหาปุริสลักษณะ"
กุมารบุตรจีนมีลักษณะตามตำรามหาปุริสลักษณะ กล่าวคือวัดจากฝ่าเท้าถึงศูนย์กลางสะดือเท่ากับสะดือถึงหน้าผาก วัดจากปลายสุดนิ้ว กลางมือซ้ายถึงปลายสุดนิ้วกลางมือขวาเท่ากับวัดจากฝ่าเท้าถึงหน้าผาก เรียกว่า "จัตุรัสกาย"
และในวันคลอดฟ้าผ่าลงมาที่เสากลางเรือนที่คลอด แต่ไม่มีผู้ใดได้รับบาดเจ็บ ต่อมาอีก 3 วันบิดามารดาพบงูเหลือมตัวใหญ่ เท่าคนขาผู้ใหญ่ขดอยู่รอบกายกุมารในกระด้งเป็นทักษิณาวรรต (เวียนขวา)
เครดิต ; FB ต้นสาระ
ดร .สุวิจักขณ์ ภานุสรณ์ฐากูร
.....................................................
ยังมีสาระเรื่องราวดี ๆ ที่อยากเล่าตามมาดูเราได้ที่ ;
My blogs link 👆
https://sites.google.com/site/dhammatharn/
http://abhinop.blogspot.com
http://abhinop.bloggang.com
.....................................................
ททมาโน ปิโยโหติ #ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก
A giver is always be love.
.....................................................