วันพฤหัสบดีที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564

พระป่า

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก ยิ่งให้ยิ่งได้ ยิ่งหวงยิ่งอด เราไม่หวงเราไม่อด หมดเดี๋ยวก็มา

"พระป่า" หรือ "พระธุดงคกรรมฐาน" สายท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต มีต้นเค้าดั้งเดิม ประมาณว่า เริ่มแต่พระอาจารย์สีทา ชัยเสโน อดีตเจ้าอาวาสวัดบูรพา อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี  สำหรับพระเถระผู้มีบทบาทในการสร้างหลักปักธงชัยพระกรรมฐานในแผ่นดินที่ราบสูงแดนอีสาน ได้แก่ ท่านเจ้าคุณพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจันโท) วัดบรมนิวาส กรุงเทพฯ   หลวงปู่เสาร์ กันตสีโล วัดเลียบ อุบลราชธานี และ หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ซึ่งกาลต่อมาท่านได้ให้การอบรมสั่งสมบารมีธรรมแก่พระภิกษุสามเณรจนมีศิษย์เป็นพระธุดงคกรรมฐานผู้ทรงคุณธรรม สัมมาปฏิบัติ ออกจาริกธุดงค์ เผยแผ่ธรรมนำศรัทธาสาธุชนได้ผลดีเป็นอันมากต่อกิจการงานพระศาสนาสร้างสำนักป่า วัดวา ศาสนสถานในพระพุทธศาสนา ตามแบบที่เรียกว่า "วัดป่า" ที่เน้นธรรมชาติ ความเรียบง่าย สะอาด สงบ สว่างด้วยแสงธรรม

     พระสายนี้ ชาวบ้านศรัทธาเรียกว่า พระธุดงคกรรมฐาน  หรือ  พระป่าสายท่านพระอาจารย์มั่น  ภูริทัตโต ซึ่งดำเนินปฏิปทาตามแนวพ่อแม่ครูอาจารย์   พระป่าพระธุดงคกรรมฐานจะปฏิบัติต่อครูอาจารย์ที่เรียกท่านด้วยความเคารพอย่างสูงว่า   "พ่อแม่ครูอาจารย์"  ด้วยความเคารพนับถือ ดุจบิดรมารดาและครูอาจารย์   ผู้เป็นพ่อแม่ ครูอาจารย์ ก็จะปกครอง อบรมดูแล ลูกศิษย์ด้วยความเมตตาดุจพ่อแม่ แลครูอาจารย์เช่นกัน

     ประมาณปี พ.ศ. ๒๔๕๙ เป็นต้นมา พระป่าสายท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต เริ่มทยอยเพิ่มจำนวนมากขึ้น ขยายงานการเผยแผ่ในภาคอีสาน โดยเฉพาะทางจังหวัดอุดรธานี หนองคาย นครพนม สกลนคร อุบลราชธานี  นครราชสีมา ขอนแก่น และตามภูมิภาคต่าง ๆ ที่รังสีธรรมแห่งกองทัพธรรมพระกรรมฐาน สายท่านพระอาจารย์มั่น  ภูริทัตโต ได้แผ่ไปถึง
พระป่าทุกองค์จะต้องรักษาศีลอย่างบริสุทธิ์ในกระบวนไตรสิกขา คือ ศีล สมาธิ ปัญญานั้น ศีล เป็นข้อที่ง่ายที่สุดและเท่ากับเป็นเครื่องทดสอบสมณะเพศ เพราะการรักษาศีลต้องการศรัทธา ความตั้งใจ ถ้าผู้ใดรักษาศีลให้บริสุทธิ์ไม่ได้ ก็อย่าหวังเลยที่จะก้าวหน้าในทางธรรมชั้นสูง

     พระธุดงคกรรมฐาน หรือพระป่าสายท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต แต่ละรูปตามประวัติได้เคยบุกป่าฝ่าดงไปตามป่าเขา เผชิญกับสิงสาราสัตว์ที่ดุร้าย ผจญกับภัยธรรมชาติ และมนุษย์ที่ตั้งตนเป็นศัตรู  แต่ด้วยศีลที่บริสุทธิ์ของท่านได้เป็นเกราะแก้ว คุ้มกันพิทักษ์ รักษาพระคุณเจ้า ประสพสวัสดิภาพด้วยดี  ด้วยศีล  ด้วยบุญกุศล

     พระป่าสายท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต เป็นพระสุปฏิปันโนที่มีปฏิปทา คือข้อวัตรข้อปฏิบัติต่างๆ ที่น่าเลื่อมใสศรัทธา เป็นปฏิปทาที่ทำได้ไม่ง่าย เพราะเป็นปฏิปทาที่ทวนกระแสโลก ทั้งทางกาย วาจา และใจ ซึ่งหลักปฏิปทานี้ คือ ธุดงควัตร ๑๓ ขันธวัตร ๑๔ เป็นเครื่องบำเพ็ญทางกาย และมี กรรมฐาน ๔๐ เป็นเครื่องบำเพ็ญทางใจสัมพันธ์เกี่ยวเนื่องกันไปในอริยาบทต่าง ๆ ของความเพียร ทั้งนี้เพราะธุดงควัตร ๑๓ และวัตรต่าง ๆ ตลอดจนกรรมฐานทั้งมวล ล้วนเป็นธรรม เครื่องอบรมบ่มนิสัยที่ติดกายมาตั้งแต่ครั้งเป็นฆราวาส    และเป็นธรรมที่จะทำลายล้างข้าศึกภายในใจ คือกิเลสตัณหาให้หมดสิ้นไป  การถือธุดงค์ของพระป่าพระธุดงคกรรมฐาน เป็นเจตนาที่แสดงออกเพื่อประหารกิเลสของตน เกี่ยวกับเรื่องเครื่องนุ่งห่ม อาหารการขบฉัน ที่อยู่อาศัย และความเพียรด้วยข้อปฏิบัติ "ธุดงควัตร"

ธุดงควัตร  ๑๓ คือ องค์คุณเครื่องกำจัดกิเลส เป็นชื่อข้อปฏิบัติประเภทวัตร ที่ผู้สมัครใจจะพึงสมาทานประพฤติได้ เป็นอุบายขัดเกลากิเลส ส่งเสริมความมักน้อยสันโดษ เป็นต้น มี ๑๓ ข้อ ได้แก่
๑. ถือการนุ่งห่มผ้าบังสุกุลเป็นวัตร
๒. ถือการนุ่งห่มผ้าสามผืนเป็นวัตร
๓. ถือการบิณฑบาตเป็นวัตร
๔. ถือการบิณฑบาตไปโดยลำดับแถวเป็นวัตร
๕. ถือการฉันจังหันมื้อเดียวเป็นวัตร
๖. ถือการฉันในภาชนะเดียวคือฉันในบาตรเป็นวัตร
๗. ถือการห้ามภัตตาหารที่เขานำมาถวายภายหลังเป็นวัตร
๘. ถือการอยู่ป่าเป็นวัตร
๙. ถือการอยู่โคนต้นไม้เป็นวัตร
๑๐. ถือการอยู่ที่อัพโภกาสที่แจ้งเป็นวัตร
๑๑.  ถือการอยู่ป่าช้าเป็นวัตร
๑๒. ถือการอยู่ในเสนาสนะตามมีตามได้เป็นวัตร
๑๓.  ถือเนสัชชิกังคธุดงค์ คือการไม่เอนหลังลงนอนเป็นวัตร
.....................................................
ยังมีสาระเรื่องราวดี ๆ ที่อยากเล่าตามมาดูเราได้ที่ ;
My blogs link 👆
https://sites.google.com/site/dhammatharn/
http://abhinop.blogspot.com
http://abhinop.bloggang.com
.....................................................
ททมาโน ปิโยโหติ #ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก
A giver is always be love.
.....................................................


คาถาเงินล้าน

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก ยิ่งให้ยิ่งได้ ยิ่งหวงยิ่งอด เราไม่หวงเราไม่อด หมดเดี๋ยวก็มา

ท่องแล้วเฮง! สวดแล้วรวย! รวม 5 คาถาเงินล้าน กระเป๋าตุงรัวๆ
1. คาถาเงินล้าน (หลวงพ่อฤาษีลิงดำ วัดท่าซุง จ.อุทัยธานี)
เริ่มต้น ตั้งนะโม 3 จบ และกล่าว
"สัมปจิตฉามิ นาสังสิโม
พรหมา จะ มหาเทวา สัพเพยักขา ปะรายันติ
พรหมา จะ มหาเทวา อภิลาภา ภะวันตุ เม
มหาปุญโญ มหาลาโภ ภะวันตุ เม มิเตพาหุหะติ
พุทธะ มะอะอุ นะโมพุทธายะ
วิระทะโย วิระโคนายัง วิระหิงสา
วิระทาสี วิระทาสา วิระอิตถิโย
พุทธัสสะ มานีมามะ พุทธัสสะ สวาโหม
สัมปติจฉามิ เพ็งๆ พาๆ หาๆ ฤาๆ"
สวดบูชา 9 จบ และอธิษฐานขอให้มีเงินมีทองไหลมาเทมา พร้อมกับแผ่เมตตา อุทิศส่วนบุญส่วนกุศลให้กับเจ้ากรรมนายเวรเรื่องการเงินด้วย
.........
2. คาถาเรียกทรัพย์ (หลวงพ่อปาน วัดบางนมโค จ.พระนครศรีอยุธยา)
เริ่มต้น ตั้งนะโม 3 จบ และกล่าว
"พุทธะ มะอะอุ นะโมพุทธายะ (1 จบ)
วิระทะโย วิระโคนายัง วิระหิงสา
วิระทาสี วิระทาสา วิระอิตถิโย
พุทธัสสะ มาณีมามะ พุทธัสสะ สะวาโหม"
ใช้สวดภาวนาเรียกทรัพย์ เรียกเงินเรียกทอง จะสวด 3 จบ 5 จบ 7 จบ 9 จบก็ได้ แถมว่าเวลาตื่นนอน ก่อนนอน หรือใส่บาตร รวมถึงเวลาค้าขาย ก็สามารถสวดได้เช่นกัน
.........
3. คาถามหาลาภ (หลวงพ่อรวย ปาสาทิโก วัดตะโก จ.พระนครศรีอยุธยา)
เริ่มต้น ตั้งนะโม 3 จบ และกล่าว
"สัมพุทธชิตา จะสัจจานิ
เกรัตสะ พระพุทธชิตา
สัพพโส คุณะวิภา
สัมปัจโต นะรุตตะโม
มหาลาภัง สัพพะสิทธิ
ภะวันตุ เม"
สวดภาวนาเพื่อขอโชคขอลาภ และทำมาหากินให้ร่ำรวยๆ
.........
4. คาถาเรียกเงินเข้าบ้าน
เริ่มต้น ตั้งนะโม 3 จบ และกล่าว
"โอม มหาลาโภ โชคะวันตัง เอหิ จงมา ธะนะปาตัง
มากะมายังอักขะโต ปาระติโย วันทิตตะวา นะมามิหัง"
แนะนำให้สวดภาวนาทุกวัน เพื่อให้เรียกเงินเรียกทองเข้าบ้าน จะได้ร่ำรวยๆ
.........
5. คาถาร่ำรวย
เริ่มต้น ตั้งนะโม 3 จบ และกล่าว
"ธะนัง โภคัง ทุสะมะนิ
นะนัง โภคัง ทุสะมะนิ
อุมิอะมิ มะหิสุตัง สนะพุทธัง
อะสุนะอะ นะมะพะทะ จะภะกะสะ"
สวดคาถานี้เพื่อเสริมโชคลาภ โดยสวดภาวนากับน้ำสะอาด จากนั้นนำมาประพรมให้ทั่วบ้าน และร้านค้า ทำเป็นประจำจะช่วยให้ค้าขายดีและร่ำรวยเร็วยิ่งขึ้น
.....................................................
ยังมีสาระเรื่องราวดี ๆ ที่อยากเล่าตามมาดูเราได้ที่ ;
My blogs link 👆
https://sites.google.com/site/dhammatharn/
http://abhinop.blogspot.com
http://abhinop.bloggang.com
.....................................................
ททมาโน ปิโยโหติ #ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก
A giver is always be love.
.....................................................


วันพุธที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564

ปราสาทเขาพนมรุ้ง

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก ยิ่งให้ยิ่งได้ ยิ่งหวงยิ่งอด เราไม่หวงเราไม่อด หมดเดี๋ยวก็มา

ไม่เคยมีเรื่อง “พิธีเบิกพรหมจรรย์” ที่ปราสาทเขาพนมรุ้ง
ในจารึกพนมรุ้งหลักที่ 9 (K. 384)  ด้านแรก ได้กล่าวถึงเรื่องราวการสดุดี “ท่านนเรนทราทิตย์” ผู้สถาปนาปราสาทพนมรุ้ง เทวาลัยอันงดงาม ในช่วงต้นพุทธศตวรรษที่ 17 ว่า
(โศลกที่ 2) “..ผู้มีเครื่องบูชาอันบริสุทธิ์ เขาไปพร้อมฝูงชนที่เป็นกลุ่มทั้งผู้ดีและไพร่ยังคนหนึ่งซึ่งกำลังทำแพที่ถูกงูกัด ได้รับความเจ็บปวดเพราะพิษอันร้ายแรงให้ขึ้นจากสระ แล้วรักษาด้วยเวทมนต์...”
(โศลกที่ 3) “....เขาชื่อนเรนทราทิตย์  ซึ่งเป็นคุรุแห่งโลกทั้งมวล ได้ประดิษฐานคุรุทั้งสามไว้ ในสถานที่ ชื่อ นทราคาม”
(โศลกที่ 4) “...เขาได้ถวายชิงช้า ซึ่ง มีชื่อว่า “อินฺทฺรโทล” แด่อิศวรที่ชื่อ “ภัทเรศวร” และนอกจากนี้ยังได้ถวาย ยานใหญ่แด่พระศัมภุ (ศิวะ) ซึ่งสถิตบนภูเขาใหญ่อีกด้วย...”
(โศลกที่ 5) “...เขาได้ถวายชิงช้าทองอันดีมีค่า ซึ่งบรรทุกด้วยยาน สำหรับโล้แด่พระเทวีในราชคูหา เพื่อความสุขแด่มารดาที่เคารพ...”
-------------------------------------
*** ที่หน้าบันปีกชั้นลดของอาคารอรรธมณฑปด้านหน้า ทั้งฝั่งทิศเหนือและทิศใต้ของปราสาทประธาน ปราสาทเขาพนมรุ้ง มีภาพสลักที่สอดคล้องกับเรื่องราวในจารึกสลักไว้อยู่อย่างชัดเจน
หน้าบันชั้นลด-ปีกทางทิศเหนือ เป็นภาพเรื่องราวของขบวนแห่ “ชิงช้า” หรือ “กระเช้าทองคำ” ดังความที่ปรากฏในโศลกที่ 4 และ 5 มีภาพของนักบวชและขบวนแห่กระเช้า (ยาน) บรรทุกของมีค่า (ชิงช้าทองคำ) บุคคลชายกำลังแบกคานหาม ซ้อนด้านหลังด้วยภาพผู้หญิง (เห็นแค่มวยผม) เทินหม้อเป็นชั้น ๆ ไว้ที่ศีรษะ โดยมีภาพของฉัตรและเสาที่มีริ้วธงใหญ่ 3 ชาย อยู่ด้านบน แสดงความเป็นขบวนแห่อันมีความสำคัญ ตามที่กล่าวถึงในจารึก
ส่วนหน้าบันปีกชั้นลดที่ฝั่งทิศใต้ ภาพสลักแตกตรงนี้กะเทาะหายไปมาก แต่จากรอยเส้นของหินที่กะเทาะออกไปเชื่อมโยงกับส่วนที่เหลือ ได้แสดงให้เห็นว่า เป็นเรื่องราว 2 เรื่องที่ต่อเนื่องกันตามจารึก โดยเป็นเรื่องก่อนหน้าในโศลกที่ 2 ที่ท่านนเรนทราทิตย์ ได้รักษาคนต่อแพที่ถูกงูกัด ด้วยเวทย์มนต์ ส่วนด้านบนของภาพเป็นภาพริ้วธงยาวตั้งปลายแหลมลู่ลม 7 ทิว สลับกับฉัตรดอกไม้ 3 คัน ซึ่งก็คงชัดเจนว่า นี่คือ “ขบวนแห่แหนอันมีความสำคัญ” หันไปตามภาพขบวนทางปีกทิศเหนือที่เป็นขบวนแห่ชิงช้าทองคำตามความในจารึก
ด้านล่างของภาพ ร่องรอยหินที่แตกกะเทาะได้แสดงให้เห็นว่า มีบุคคลกำลังนั่งก้มหน้าเอื้อมมือมาจับ “ข้อมือ” ของบุคคลที่นอนอยู่ ซึ่งก็อาจหมายถึงท่านนเรนทราทิตย์ (ในรูปนักบวช) กับชายต่อแพ มีข้าราชบริพารยืนอยู่ด้านหลัง ที่มือของท่านนเรนทราทิตย์ ถือไม้เท้ายาว มีหัวไม้เป็นรูป “หัวนาค” อย่างชัดเจน (ไม่ใช่แท่งศิวลึงค์) แต่ส่วนปากของนาคกะเทาะแตกออกไป
ถัดเข้าไปเป็นภาพของบุคคลชาย (นุ่งเส้นผ้าเตี่ยว) ประคองมือผู้หญิง (นุ่งผ้าชักชายซิ่น) ตรงเหนือหัวของคู่ชายหญิง มีร่องรอยของชายผ้าซิ่นของกลุ่มนางในที่เดินอยู่ในขบวนอย่างน้อย 2 คน ปรากฏลายเส้นหมี่ของผ้าซิ่น อยู่ด้านข้างของรูปผู้หญิงนั่งอย่างชัดเจน
ด้านล่าง ยังคงเห็นขาคู่หนึ่งของคนต่อแพอยู่ครบทั้งสองข้าง เหนือขาขึ้นไปเป็นรอยแตกกะเทาะโครงรูปแขนของคนที่กำลังประคองคนต่อแพ ซึ่งภาพของบุคคลที่กำลังประคองส่วนนี้มีสภาพแตกกะเทาะจากการถูกทุบหลายครั้ง  ต้นขาของคนนอนยกขึ้น แสดงว่ามีอีกคนหนึ่ง ประคองส่วนลำตัวและรองรับส่วนศีรษะของคนต่อแพที่ทอดแขนวางมือพาดบนหมอน (แตกกะเทาะฝั่งหนึ่ง) โดยยังคงเหลือส่วนของมวยผมแหลมไปติดอยู่กับชายซิ่นของผู้หญิงในขบวนด้านบน ซึ่งรูปผู้หญิงที่เหลืออยู่ในภาพสลักก็กำลังเทินหม้อซ้อนชั้นสูง เช่นเดียวกับภาพสลักปีกทิศเหนือ
เมื่อดูรูปจากรอยแตกของหินที่ได้นำภาพแบบละเอียดมาแสดงแล้ว ช่วยลองพิจารณากันอีกซักนิด  ถ้าจะช่วยกันกรุณา “เลิก” เล่าเรื่อง “ดูถูกผู้หญิง" แบบมันปาก (คือพยายามเล่าให้เพศหญิงฟัง อาศัยเรื่องติดเรทเอ็กซ์ เชิงสังวาส เพื่อสร้างความบันเทิงในระหว่างการท่องเที่ยว ที่เรียกว่า – “ข่มขืนหู”) จากเรื่องเล่าที่ไปเอานิยายเบิกพรหมจรรย์ (กันกลางแจ้ง มีให้มีผู้คนมายื่นดูกันมากมายเนี่ยนะ) อ้างมาจากบันทึกโจวต้ากวานกันซะที มันคนละเรื่อง คนละเวลา คนละบริบทกัน
เพราะที่นี่ คือ “รมยคีรี – วฺนํรุง” สถานที่อันศักดิ์สิทธิ์แห่งปศุปตะ ไม่ใช่ในบ้านหรือที่รโหฐานตามท้องเรื่องของบันทึกโจวต้ากวาน ที่บันทึกว่า ... หากบ้านไหนมีลูกสาวเมื่อลูกสาว อายุครบ 7 ถึง 9 ปี  และอายุได้ 1 ปี  จะมีการนิมนต์พระภิกษุหรือดาบส ทำพิธีทำลายพรหมจารี ...บิดามารดาจะเป็นผู้เลือกพระภิกษุหรือดาบส (นักบวชฮินดู)  ส่วนมากพระภิกษุหรือดาบสจะมีขาประจำ ...พระภิกษุซึ่งมีคุณธรรมสูงนั้นจะถูกจองตัวไว้ล่วงหน้า  ....พอตกค่ำพวกเขาจะนำคานหาม มีกลด ดนตรี ไปรับพระภิกษุ แล้วสร้างศาลาขึ้น 2 หลัง  โดยใช้ผ้าแพรสร้างขึ้นหลังหนึ่งสำหรับพระภิกษุ อีกหลังหนึ่งสำหรับหญิงสาว ผู้บันทึก (เพียง) ได้ยินมาว่าเมื่อภิกษุเข้าไปในห้อง จะใช้นิ้วมือทำลายเยื่อพรหมจรรย์ แล้วเอาไปใส่ในเหล้า แล้วให้เอาเหล้านั้นไปแต้มที่หน้าผากบิดามารดาญาติพี่น้องเพื่อนบ้าน บ้างก็ว่าใช้ปากชิมดู บ้างก็ว่าพระภิกษุประกอบเมถุนกรรมกับเด็กหญิง บ้างก็ว่าไม่ใช่ เพราะเหตุว่าเขาไม่ยอมให้ชาวจีนเข้าไปดูในพิธีนี้เลย พอใกล้รุ่งก็เอาคานหาม  กลด  ดนตรี  นำพระภิกษุกลับวัด  ภายหลังต้องเอาผ้าขาวมาไถ่ตัวเด็กหญิงคืนมา  หากไม่มาไถ่เด็กหญิงก็จะตกเป็นของพระภิกษุตลอดไป  และจะแต่งงานกับชายใดไม่ได้อีก....”
จากบันทึกก็ชัดเจนว่า โจวต้ากวาน เองก็ไม่เคยเห็นพิธีนี้ แค่ฟังเขาเล่ามาอีกทีเท่านั้น
กลับดูให้ชัด ๆ ที่ตำแหน่งตัว Y - อวัยวะเพศหญิง มือหนึ่งของท่านนเรนทราทิตย์ (?) กำลังจับแขนคนป่วย และอีกมือก็กำลังถือไม้เท้า (ย้ำนะครับ ดูกันให้ชัด ๆ ยังเหลือส่วนสลักที่ไม่ได้แตกหักออกไป เป็นส่วนของเป็นด้ามจับยาว ต่อออกไปจากมือจับที่เหนือหัวเข่า ไม่ใช้หินรูปลึงค์ (สิ่งของมงคลในคติปศุปตะ) ที่ขุดกันได้แถวนั้น แล้วอ้างผสมโรงกันสนุกปาก ถ้ายาวขนาดนั้น คงไม่ใช่เบิกพรหมจรรย์กันแล้ว แหกตายหมด) ตาของท่านและข้าราชบริพารด้านหลังก็มองลงมาที่จุดใช้เวทมนต์ (พญานาคกำราบพิษงู) ตามที่ปรากฏในจารึกตรง ๆ 
ฝ่ายหญิงก็ไม่ได้กำลังจับถกซิ่นขึ้น ไม่ได้กำลังแหกขาและยอมให้ใครเอาไม้เท้าหัวนาค เข้าไปเบิกอีปิของตัวเอง
เลิกเล่า เรื่องนี้ กันได้แล้วครับ
---------------------------------------
*** ในมุมมองทางมานุษยวิทยา วัฒนธรรมความเชื่อแบบเขมรโบราณโดยเฉพาะจากคติ “ตันตระ” และ“จารวากยะ” ที่ได้รับอิทธิพลมาจากอินเดียนั้นจะไม่มีเรื่องลามก เสพสังวาสหรือภาพอนาจาร อย่างศิลปะต้นทางในอินเดียเลย ซึ่งในอินเดียเองก็จะพบเฉพาะช่วงหลังพุทธศตวรรษที่ 16 – 17 ที่ผู้ปกครองเกิดความนิยมในคติเรื่องกามาสูตรา (Kama Sutra) เท่านั้น
ก็เพราะสังคมบรรพกาลในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะให้ความสำคัญและให้ความเคารพกับเพศหญิงหรือเพศแม่เป็นอย่างมาก ในขณะที่สังคมและคติความเชื่อของชนชั้นนำอินเดียยังคงดูถูก มองเพศหญิงต่ำชั้นกว่าเพศชาย
ลองหาดูสิครับว่าเคยเห็นมีภาพสลัก ที่ส่อไปทางลากมกอนาจาร ในงานศิลปะเขมรโบราณบ้างไหม ?
ถ้าไม่มี ก็อย่าเอาไปโยง แบบพวกฟังเข้าเล่ามาเลยครับ ปรัชญาฝ่ายฮินดูเขาจะมองว่าเป็นการประพฤติแบบ “ชั้นต่ำ”
เครดิต ; FB
วรณัย พงศาชลากร
EJeab Academy
.....................................................
ยังมีสาระเรื่องราวดี ๆ ที่อยากเล่าตามมาดูเราได้ที่ ;
My blogs link 👆
https://sites.google.com/site/dhammatharn/
http://abhinop.blogspot.com
http://abhinop.bloggang.com
.....................................................
ททมาโน ปิโยโหติ #ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก
A giver is always be love.
.....................................................


วัดมหาธาตุ

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก ยิ่งให้ยิ่งได้ ยิ่งหวงยิ่งอด เราไม่หวงเราไม่อด หมดเดี๋ยวก็มา

วัดมหาธาตุ
จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
เป็นพระอารามหลวง ตั้งอยู่ใกล้วัดราชบูรณะ ในบริเวณอุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา สร้างในสมัย สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 1 (ขุนหลวงพะงั่ว กษัตริย์องค์ที่ 3) เมื่อปี พ.ศ. 1917 แต่ไม่แล้วเสร็จ ทรงเสด็จสวรรคตเสียก่อน และได้สร้างเพิ่มเติมจนเสร็จ ในสมัย สมเด็จพระราเมศวร (กษัตริย์องค์ที่ 2) เมื่อครั้งพระองค์ได้กลับมาครองราชสมบัติอีกครั้ง โดยได้โปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระปรางค์ประธาน และอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุมาบรรจุไว้ใต้ฐานพระปรางค์ประธานของวัดมหาธาตุ เมื่อปี พ.ศ. 1927 ซึ่งเป็นจุดที่พระองค์เคยทอดพระเนตรเห็น พระบรมสารีริกธาตุเปล่งแสงสว่างและลอยขึ้นสู่ท้องฟ้า

          ความสำคัญของวัดมหาธาตุนั้น นอกจากจะเป็นที่ประดิษฐานองค์พระบรมสารีริกธาตุแล้ว ยังถือเป็นวัดที่เป็นศูนย์กลางเมืองและเป็นสถานที่จัดพระราชพิธีต่างๆ ของกรุงศรีอยุธยาอีกด้วย โดยมีสมเด็จพระสังฆราช ฝ่ายคามวาสีประทับอยู่ภายในวัด ส่วนพระสังฆราช ฝ่ายอรัญวาสีนั้น ประทับอยู่ที่วัดป่าแก้ว (วัดใหญ่ชัยมงคล) อีกทั้งยังมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ตามพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา คือได้เคยเป็นสถานที่ๆ พระศรีสิน (สมเด็จพระเจ้าทรงธรรม) และจมื่นศรีเสาวรักษ์พร้อมคณะ ได้ซุ่มพลที่ปรางค์วัดมหาธาตุ ก่อนยกพลเข้าพระราชวังทางประตูมงคลสุนทร เพื่อจับกุมพระศรีเสาวภาคย์ (กษัตริย์องค์ที่ 20) ต่อมาในรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม (กษัตริย์องค์ที่ 21) ยอดพระปรางค์องค์ใหญ่ได้ทลายลงบางส่วน และได้มีการบูรณะอีก 2 ครั้ง ในสมัยสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง (กษัตริย์องค์ที่ 24) เมื่อปี  พ.ศ. 2176 และในสมัยสมเด็จพระเจ้าบรมโกศ เมื่อปี  พ.ศ. 2275 - 2301
เมื่อคราวเสียกรุงศรีอยุธยา ครั้งที่ 2 ในปี พ.ศ. 2310 นั้น วัดมหาธาตุได้ถูกเพลิงไหม้เสียหายเป็นอันมาก จนถูกทิ้งร้างตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
.....................................................
ยังมีสาระเรื่องราวดี ๆ ที่อยากเล่าตามมาดูเราได้ที่ ;
My blogs link 👆
https://sites.google.com/site/dhammatharn/
http://abhinop.blogspot.com
http://abhinop.bloggang.com
.....................................................
ททมาโน ปิโยโหติ #ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก
A giver is always be love.
.....................................................


วันอังคารที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564

พระพุทธบาทสลักไม้

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก ยิ่งให้ยิ่งได้ ยิ่งหวงยิ่งอด เราไม่หวงเราไม่อด หมดเดี๋ยวก็มา

“พระพุทธบาทสลักไม้” ที่งดงามและเก่าแก่ที่สุดในประเทศไทย วัดพระรูป จังหวัดสุพรรณบุรี
“รอยพระพุทธบาทจำลอง” ตามคติความเชื่อฝ่ายพุทธศาสนาในช่วงต้นพุทธกาลก่อนการเกิดรูปลักษณ์ของพระพุทธรูป  เป็นบริโภคเจดีย์ที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นสัญลักษณ์แทนความหมายของ “การประสูติ” ทั้งยังเป็นเจติยสถานหรือปูชนียวัตถุเพื่อการระลึกถึงพระพุทธองค์ เพื่อการแสดงความเคารพบูชามาเป็นเวลายาวนาน
พระพุทธบาท (จำลอง) ในพุทธศาสนาที่เก่าแก่ที่สุด ก็คือพระพุทธบาทคู่ที่สลักอยู่บนเสาลูกกรงรั้วเวทิกา เสาและคานประตูโตรณะของ“มหาสถูปสาญจี” (Sanchi Great Stupa)  ตั้งอยู่บนยอดเขาวิทิศคีรี  ห่างจากเมืองเวทิศา (Vidisha) ศิลปะในช่วงราชวงศ์ศุงคะ (Shunga Dynasty) ปลายพุทธศตวรรษที่ 4
การสร้างรอยพระพุทธบาท (จำลอง) ในยุคเริ่มแรก  มีข้อกำหนดในคติความเชื่อให้มีความแตกต่างไปจากรอยเท้ามนุษย์ธรรมดาโดยทั่วไป อย่างเช่นใน “ลักขณสูตร” ในพระสุตตันตปิฎกของทีฆนิกาย ที่กำหนดขึ้นตามคติ “มหาปุริสลักษณะ (มหาบุรุษ) 32 ประการ”  คือกำหนดให้พระพุทธบาทจำลองจะต้องมีพื้นฝ่าพระบาทเรียบเสมอกัน ใต้ฝ่าพระบาททั้งสองมีธรรมจักรที่มีซี่กำหนึ่งพัน มีกง มีดุม พร้อมสมบูรณ์ ส้นพระบาทยาว นิ้วพระบาทยาวอ่อน หลังพระบาทมีมังสะอูม ฝ่าพระบาทอ่อนนุ่มและมีลายเส้นตาข่าย 
ราวพุทธศตวรรษที่  6-7  ได้มีการพัฒนางานพุทธศิลป์ในรอยพุทธบาทเพิ่มมากขึ้น โดยเริ่มมีการใส่รูปสัญลักษณ์มงคลตามคตินิยมในหลายยุคสมัยอย่างรูป ธรรมจักร ตรีรัตนะ ดอกบัว สวัสดิกะและภัทรบิฐ ร่วมเข้าไปไว้ในฝ่าพระบาทด้วยเป็นครั้งแรก
ในช่วงยุคปลายยุคคันธาระและยุคคุปตะ งานพุทธศิลป์ในพระพุทธบาท ได้มีการใส่รูปสัญลักษณ์มงคลประกอบเข้าไปในฝ่าพระบาทมากขึ้น ตามคติเรื่องมงคล 8 ประการ แทนด้วยสัญลักษณ์ ตรีรัตนะ ศรีวัตสะ สวัสดิกะ คันฉ่อง อังกุศ ปลาคู่ หม้ อกลศ และวัทธมาน รวมทั้งการใส่รูปของตรีศูล และการเพิ่มฐานรองพระพุทธบาทเป็นรูปกลีบบัว ฐานปัทม์ (บัวคว่ำบัวหงาย)
แต่ด้วยเพราะพุทธศาสนาในอินเดียเหนือนั้นได้ถูกทำลายจนสิ้นสุดลง ในช่วงหลังพุทธศตวรรษที่ 10 – 11 งานพุทธศิลป์ของพระพุทธบาทจึงได้ย้ายมามีพัฒนาการต่อในเกาะลังกา จนถึงในราวพุทธศตวรรษที่ 14 – 15 จึงเกิดการสร้างรูปสัญลักษณ์มงคล 108 ประการบนฝ่าพระบาทขึ้นเป็นครั้งแรก ด้วยอิทธิพลของฝ่ายอภียคีรีวิหาร ที่ต้องการสร้างเรื่องราวให้พระพุทธเจ้านั้นมีความเป็นอภินิหารและอยู่เหนือความเป็นมนุษย์/เหนือโลกตามแบบมหายานมากขึ้น (เหยียบอยู่อยู่เหนือโลกุตรทั้งปวงในอดีต) ดังปรากฏภาพสัญลักษณ์ 108 มงคล (อัฏฐุตรสตมงคล) ในคัมภีร์ชินลังการฎีกา ที่ประกอบด้วย หอก, แว่นส่องหน้า, ที่อยู่ของพระศรี, ดอกพุด, สวัสติกะ, พวงมาลัย, ภาชนะราชูปโภค, แท่นที่ประทับ,ขอสับช้าง, ปราสาท, ซุ้มประตู, เศวตรฉัตร,พระขรรค์, พัดใบตาล, กำหางนกยูง, แส้หางจามร, มงกุฎประดับเศียร, แก้วมณี, บาตร, พวงมาลัย, มาลัยมะลิ, ดอกบัวสี น้ำเงิน, ดอกบัวสีแดง, ดอกบัวหลวงสีแดง, ดอกบัวหลวงสีชมพู, ดอกบัวหลวงสีขาว,หม้ อที่มีน้ำเต็ม, ถ้วย, ภาชนะที่มีของบรรจุเต็ม, มหาสมุทรทั้ง 4,จักรวาล, ป่าหิมพานต์, เขาพระสุเมรุ, ดวงอาทิตย์, ดวงจันทร์, กลุ่มดาวนักษัตร 27 ดวง, ทวีปใหญ่ทั้ง 4  พระเจ้าจักรพรรดิและข้าราชบริพาร 7 ประการ, สังข์ทักษิณาวัต, ปลาทองคู่, จักรคู่, แม่น้ำสำคัญ 7 สาย, ภูเขาสำคัญ 7 ลูก, สระใหญ่ทั้ง 7 ในป่าหิมพานต์, พระยาครุฑทอง, จระเข้  ,รูปธง, เสลี่ยงทอง, พัดโบกทอง (จามร), เขาไกรลาส, พระยาราชสีห์, พระยาเสือโคร่ง, พระยาม้าวลาหก ,พระยาช้างอุโบสถ, พระยาช้างฉัททันต์, พระยานาควาสุกี, พระยาหงส์, พระยาโคอุสุภราช, พระยาช้างเอราวัณ, มังกรทอง, เรือใหญ่, แม่โคและลูก, กินนร, กินนร , นกดุเหว่า, นกการวิก, พระยานกยูง, พระยานกกระเรียน, พระยานกจากพราก, พระยานกไก่ฟ้า, เทวโลกกามาพจร 6 ชั้น และ รูปพรหมโลก 16 ชั้น เข้ามาจัดวางอยู่ภายในฝ่าพระพุทธบาทเป็นครั้งแรก
อิทธิพลงานพุทธศิลป์รูปพระพุทธบาทที่มีสัญลักษณ์มงคล 108 ประการจากลังกา คงได้แพร่หลายเข้าสู่ พุกาม มาตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 17 ดังที่พบจากเจดีย์โลกนันทและเจดีย์ชเวสิกอน ที่สร้างในสมัยของพระเจ้าอโนรธา  และคงได้ส่งต่ออิทธิพลในคติแบบพุกามที่มีคติแตกต่างไปจากลังกา เข้ามาสู่สุโขทัย อยุธยา และสุพรรณภูมิในช่วงต้นพุทธศตวรรษที่ 19 เป็นต้นมา
รอยพระพุทธบาทในพุทธศิลป์สุโขทัยล้านนาและเขมร ยังคงนิยมจัดวางรูปศิลปะของรูปสัญลักษณ์มงคลเป็นแบบตาราง ทั้งแบบมีเส้นลวดและไม่มีเส้นลวดแบ่งตามแบบคตินิยมแบบในลังกา ตรงกลางของรอยพระพุทธบาทเป็นรูปธรรมจักรหรือดอกบัว จัดวางสุคติภูมิแห่งจักรวาลในมิติด้านตั้ง (ถือนิ้วพระบาทเป็นด้านบน) มีโสฬสพรหมโลกอยู่ในระดับสูงที่สุด ไล่ลงมาเป็นเทวโลก เขาพระสุเมรุ ทวีป จักรวาลและมหาสมุทร โลกมนุษย์ ไล่ระดับลดหลั่นลงมา ซึ่งการจัดวางรูปมงคลแบบนี้เป็นคติที่ยังคงความนิยมต่อเนื่องมาจนถึงในปัจจุบัน
แต่ก็ยังมีการจัดวางรูปสัญลักษณ์มงคลอีกแบบหนึ่ง จากรอยพระพุทธบาทสำริดวัดเสด็จ จังหวัดกำแพงเพชรคือจัดวางลายมงคลเป็นแนวล้อมรอบกลุ่มบัวตรงกลางในมิติราบ ในคติแผนผังของจักรวาทิน โดยมีเขาพระสุเมรุเป็นรูปวงกลมหรือบัวบานอยู่กลางฝ่าพระบาท ล้อมรอบด้วยเทือกเขาและมหาสมุทร 7 ชั้น ต่อด้วยแนวโคจรของพระอาทิตย์ พระจันทร์ สัตว์หิมพานต์ พืชพรรณ ทวีป มนุษย์ เครื่องสูงสุดและสมบัติของพระมหาจักรพรรดิ โดยมีเทวโลกและพรหมโลกอยู่รอบนอกสุด ซึ่งเป็นลักษณะแบบเดียวกับพระพุทธบาทสลักหินทรายที่พบจากวัดพระราม พระนครศรีอยุธยา แต่มีการจัดวงแตกต่างไปคือ วางรูปพรหมโลกและเทวโลก ไว้ด้านใน ส่วนดวงดาว ทวีป โลก มนุษย์ สัตว์หิมพานต์ แม่น้ำ ภูเขา และดอกไม้เครื่องสูง วางสัญลักษณ์ความอุดมสมบูรณ์และลาภยศไว้วงด้านนอกสุด
ลักษณะพระพุทธบาทจากวัดพระรามนี้ มีลักษณะการจัดวางแผนผังรูปสัญลักษณ์มงคล แบบล้อมรอบศูนย์กลางในคติจักรวาล ที่มีเขาพระสุเมรุและเขาสัตตบริภัณฑ์คีรีล้อมรอบ ตามแบบเดียวกับพระพุทธบาทไม้ ที่วัดพระรูป จังหวัดสุพรรณบุรีครับ
-------------------------------------------
*** พระพุทธบาทสลักไม้ วัดพระรูป แกะสลักขึ้นจากไม้ประดู่ มีความกว้าง 74 ซม.  ความยาว 215 ซม. หนา 10 ซม. แกะสลักทั้ง 2 ด้าน ด้านหนึ่งทำเป็นพระพุทธบาท มีรูปของเทวดาสวมศิราภรณ์ทรงเทริดนั่งในท่ามหาราชลีลาสนะ (ชันเข่า) ถือพระขรรค์ ข้างฝั่งละ 2 องค์  อีกด้านหนึ่งทำเป็นรูปพุทธประวัติตอนผจญมาร  (Assualt of Mara)
พุทธศิลป์ของพระพุทธบาทเป็นไปตามลักษณะของคตินิยม คือมีนิ้วพระบาทเท่ากัน แต่ละนิ้วแบ่งเป็นสามปล้อง แต่ละปล้องขีดเป็นวงเส้นถี่ ๆ จากเล็กออกมาใหญ่แบบก้นหอย ฝ่าพระบาททําเป็นลายเส้นลวดถี่ ๆ ตื้น ๆ ตามแบบนิ้วพระบาทวนไปจนเต็มพื้นที่ ตรงกลางทำเป็นลายสัญลักษณ์มงคล 108 สิ่งล้อมรอบเขาพระสุเมรุในคติจักรวาล ตามแบบพระพุทธบาทสำริดที่พบจากกำแพงเพชรและพระพุทธบาทสลักหินที่พบจากวัดพระราม โดยจัดวางรูปสัญลักษณ์มงคลทั้ง 108 สิ่ง ออกเป็นสามวง วงนอก 44 รูป วงกลาง 40 รูป ในสุด 24 รูป
แต่การจัดวางรูปองค์ประกอบของรูปสัญลักษณ์มงคลของพระพุทธบาไม้ที่วัดพระรูป ดูแตกต่างไปจากพระพุทธบาททั้งจากวัดเสด็จและที่วัดพระราม คือสลับเอาเทวโลกและรูปพรหม 22 ชั้น ออกมาวางไว้ด้านนอกสุด ผสมกับกับรูปสรรพสัตว์มงคลและรูปสัญลักษณ์มงคล เหมือนไม่ได้ตั้งใจเรียงต่อกันเป็นแบบแผนของการจัดหมวดหมู่ในความหมายเดียวกัน
รูปเทวดาถือพระขรรค์ในท่านั่งของราชาลีลาสนะ มีความหมายแสดงฐานะของเทวดาเหล่านั้นว่าเป็นระดับราชา ที่ควรเป็น พระโลกบาล” (Lokapalas) หรือ “จตุโลกบาล (Cātum-Lokapala) ผู้รักษาคุ้มครองโลกใน 4 ทิศ สถิตอยู่บนสวรรค์ “จาตุมหาราชิกา (Cātummahārājika,)  ซึ่งเป็นชั้นแรกและเป็นชั้นล่างที่สุดในฉกามาพจร ที่ตั้งอยู่บริเวณเชิงเขาพระสุเมรุโดยตรง
การวางรูปศิลปะอยู่ข้างพระพุทธบาทด้านนอกสุดทั้งสองฝั่งของรูปจตุโลกบาลทั้ง 4 จึงสอดรับเข้ากันกับกับคติเขาพระสุเมรุศูนย์กลางของจักรวาล ซึ่งเป็นคติสำคัญของการจัดวางลำดับรูปสัญลักษณ์มงคลของรอยพระพุทธบาทนี้
จตุโลกบาลทั้ง 4 ถือพระขรรค์ตามแบบคติความเชื่อของพุกาม (ที่รับมาจากลังกาแล้วมาผสมใหม่จนกลมกล่อม) แต่รับอิทธิพลทางศิลปะการนั่งและถือพระขรรค์มาจากฝ่ายเขมร ดังปรากฏรูปท้าวจตุโลกบาลบนใบเสมาจำนวนมากในยุคหลังบายน ช่วงพุทธศตวรรษที่ 19
------------------------------
*** แต่ลวดลายดอกไม้ประดับทั้งหมดของพระพุทธบาทสลักไม้ที่วัดพระรูปนี้ กลับเป็นลายดอกไม้และเครือเถาที่มีความงดงามไปตามอิทธิพลทางศิลปะจีน อย่างลายช่อดอก ลายดอกโบตั๋นแย้ม ลายดอกโบตั๋นบานแบบประยุกต์ ที่มีอายุของพัฒนาการทางศิลปะหรือได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก ในช่วงต้นพุทธศตวรรษที่ 21 ในสมัยของพระบรมไตรโลกนาถ
ลายดอกโบตั๋นแบบประยุกต์นี้ ยังไปรากฎในงานปูนปั้นประดับปรางค์วัดมหาธาตุ ทั้งที่กรอบเฟื่องอุบะ (รูปสามเหลี่ยมมีกรอบลายหยักโค้ง  ประดับลายช่อดอกบัวหรือดอกโบตั๋นบานเป็นส่วนประธาน) และ ลายดอกโบตั๋นบานในกรอบช่องกระจกหรือลายกรอบคดโค้ง  บนหน้ากระดานของลวดบัวชั้นรัดประคดขององค์ปรางค์ซึ่งจัดเป็นเอกลักษณ์งานปูนปั้นในอิทธิพลของศิลปะจีนแบบสุพรรณภูมิอีกด้วย
*** พระพุทธบาทอันงดงามและเป็นงานพุทธศิลป์สลักไม้ที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศไทยจากวัดพระรูปนี้ จึงควรมีอายุการสร้างอยู่ในสมัยของพระบรมไตรโลกนาถ
เครดิต ; FB
วรณัย พงศาชลากร
EJeab Academy
.....................................................
ยังมีสาระเรื่องราวดี ๆ ที่อยากเล่าตามมาดูเราได้ที่ ;
My blogs link 👆
https://sites.google.com/site/dhammatharn/
http://abhinop.blogspot.com
http://abhinop.bloggang.com
.....................................................
ททมาโน ปิโยโหติ #ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก
A giver is always be love.
.....................................................


ปราสาทบายน

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก ยิ่งให้ยิ่งได้ ยิ่งหวงยิ่งอด เราไม่หวงเราไม่อด หมดเดี๋ยวก็มา

“มนุษย์เงือก” เคยมีอยู่จริง ? ที่ปราสาทบายน
ภาพสลักกลุ่มหนึ่งบนผนังระเบียงคดชั้นสอง ทางทิศตะวันออกปีกทิศเหนือของปราสาทบายน (ติดกับซุ้มประตูขึ้นสู่ชั้น 3) ที่ยังไม่มีการตีความ-มโนกันได้อย่างสมเหตุสมผลว่า เป็นเรื่องอะไรกันแน่ (ฟะ) ด้วยเป็นภาพเรือสองลำที่มีผู้คนกำลังแห่พระพุทธรูนั่งมีรัศมีประภามณฑล (ถูกสกัดทำลาย) ตรงกลางคานหาม มีคนถือไม้ยาวที่อาจเป็นหอกหรืออาวุธ และคนลงไปที่หน้าเรือ กำลังจับบางสิ่งที่อยู่ในน้ำบริเวณตรงกลางของกลุ่มภาพ
เมื่อพิจารณาอย่างละเอียด ก็จะเห็นว่าเป็นรูปปลาที่มีหัวเป็นมนุษย์เพศชาย (มีเครา เกล้าผมแบบนักบวช) และเพศหญิง (ผมสั้น ใส่ตุ้มหูใหญ่) ยกแขนกำลังแสดงท่าทางให้ความเคารพ (สาธุการ ?) ในท่ามกลางสัตว์มากมาย
ดูยังไง ๆ ก็คงเป็น “มนุษย์เงือก” (Mermaids) ได้อย่างเดียวเท่านั้น คงไม่ใช่การลงไปช่วยคนที่กำลังถูกปลากลืนกินอย่างแน่นอน
ภาพสลักนี้ แม้แต่ ศ.ยอร์ช เซเดส์ (George Coedès) ผู้เชี่ยวชาญแห่งสำนักฝรั่งเศสปลายบุรพทิศ ยังบ่นอุทานเบา ๆ ออกมาว่า “เป็นการยากมากที่จะอธิบาย (ว่ามันเป็นเรื่องอะไรกันแน่ นะจ๊ะ)” (Absolutely inexplicable) แต่คุณไทสัน โรเบิร์ต (Tyson R. Robert) แห่งสถาบันสมิธโซเยี่ยน ได้อธิบายภาพนี้ ในปี พ.ศ. 2545 ว่า อาจเกี่ยวพันกับภาพสลักที่มีคนงานและช้างกำลังปลดปล่อยเทพธิดาออกจากภูเขาบนผนังที่อยู่ติดกัน โดยอ้างถึงตำนานโบราณที่เล่าเรื่องราวของเจ้าชายไปได้ยินเสียงร้องเพลงจากจากเจ้าหญิงนาคีที่ถูกกักขังในภูเขา จึงให้ผู้คนปลดปล่อยเธอออกมา ทั้งสองเกิดความรักต่อกัน แต่การปลดปล่อยก็ทำให้ทั้งสองต้องคำสาป ถ้าจะแต่งงานกันทั้งสองจนต้องกลายเป็นตัวเงือก
แต่นักวิชาการฝรั่งเศสบางท่านก็มโน-สันนิษฐานว่า นี่คือภาพการแต่งงานระหว่าง “พราหมณ์เกาฑิณยะ” (Brahmin Kauṇḍinya) กับ “เจ้าหญิงนาคโสมะ” (Soma Nagi Princess) ในตำนานการกำเนิดกัมพูชาอันเก่าแก่... ก็ว่ากันไป
------------------------------
*** สำหรับผม บอกตรง ๆ ก็ไม่รู้จะไปเทียบเอาปุราณะ-ปกรณัม-วรรณกรรม-คติความเชื่อ-นิทานพื้นบ้าน ฯลฯ จากตรงไหนในเขมรและประเทศเพื่อนบ้านแสนดีมาอธิบายภาพนี้ เอาแค่ที่เห็นจากภาพสลักก็มโนว่าคงไม่ใช่การแต่งงานกันหรอกครับ คงไม่มีใครไปจับเงือกมาคลุมถุงชนหรือบังคับให้แต่งงานกันด้วยอาวุธครบมือกันขนาดนี้
ในภาพคงเป็นการเล่าเรื่อง “การจับมนุษย์เงือกทั้งชายและหญิง” (มีอยู่จริงหรือ ?) ทั้งสองคงเป็นราชาและราชินีของเหล่าสัตว์น้ำ โดยมิได้ตั้งใจสังหารให้ตายพราะถ้าสังหารคงตายไปแล้ว นำขึ้นมาให้สัตย์สาบานแสดงความเคารพพระพุทธเจ้า (เทพเจ้าองค์ใหม่) แห่งอาณาจักร อาจเพราะเหล่าเงือกผู้เป็นใหญ่แห่งทะเลสาบ (โตนเลสาบ) เป็นพวกนอกรีต ไม่เคารพพระพุทธศาสนา (วัชรยาน) เลยต้องกำราบ ควบคุมตัวขึ้นมาจากน้ำ ให้มายอมรับพระศาสนา ผ่านรูปดอกบัวและกอบัวเหนือรูปมนุษย์เงือก ที่เป็นบุคลาธิษฐานในการยอมรับด้วยความยินดี-บริสุทธิ์ครับ
มนุษย์เงือกในภาพสลัก ยังอาจหมายถึง “อำนาจเหนือธรรมชาติ” (Animism) ในทะเลสาบเขมร ปรากฏการณ์ที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้คนทั้งในการประมงและการเดินทาง ช่างโบราณจึงได้จิตนาการรูปเงือกชายหญิง (ถูกคุมตัว) มาบูชาพระพุทธเจ้า แสดงพลังอำนาจใหม่ที่เหนือกว่า เพื่อการควบคุมอำนาจเหนือธรรมชาติ (ในความเชื่อ) ของอาณาจักร
เครดิต ; FB
วรณัย  พงศาชลากร
EJeab  Academy
.....................................................
ยังมีสาระเรื่องราวดี ๆ ที่อยากเล่าตามมาดูเราได้ที่ ;
My blogs link 👆
https://sites.google.com/site/dhammatharn/
http://abhinop.blogspot.com
http://abhinop.bloggang.com
.....................................................
ททมาโน ปิโยโหติ #ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก
A giver is always be love.
.....................................................


วันจันทร์ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564

เหตุห้ามภิกษุฉันเนื้อมนุษย์

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก ยิ่งให้ยิ่งได้ ยิ่งหวงยิ่งอด เราไม่หวงเราไม่อด หมดเดี๋ยวก็มา

อุบาสิกาสุปปิยาถวายเนื้อขา ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ในพระนครราชคฤห์ ตามพระพุทธาภิรมย์ แล้วเสด็จพระพุทธดำเนินไปทางพระนครพาราณสี เสด็จพระพุทธดำเนินผ่านระยะทางโดยลำดับ ถึงพระนครพาราณสีแล้ว ทราบว่า พระองค์ประทับอยู่ ณ อิสิปตนมฤคทายวันเขตพระนคร พาราณสีนั้น สมัยนั้น อุบาสกสุปปิยะและอุบาสิกาสุปปิยา ๒ คน เป็นผู้เลื่อมใส เป็นทายก กัปปิยการก บำรุงพระสงฆ์อยู่ในพระนครพาราณสี วันหนึ่ง อุบาสิกาสุปปิยาไปสู่อาราม เที่ยว เยี่ยมวิหารและบริเวณทั่วทุกแห่ง แล้วเรียนถามภิกษุทั้งหลายว่า ภิกษุรูปไรอาพาธ ภิกษุรูปไร โปรดให้ดิฉันนำอะไรมาถวาย เจ้าข้า. ครั้งนั้น ภิกษุรูปหนึ่งดื่มยาถ่ายและได้บอกอุบาสิกาสุปปิยาว่า ดูกรน้องหญิง อาตมา ดื่มยาถ่าย อาตมาต้องการน้ำเนื้อต้ม อุบาสิกาสุปปิยารับคำว่า ดิฉันจักนำมาถวายเป็นพิเศษ เจ้าข้า แล้วไปเรือนสั่งชายคน รับใช้ว่า เจ้าจงไปหาซื้อเนื้อสัตว์ที่เขาขายมา ชายคนรับใช้รับคำอุบาสิกาสุปปิยาว่า ขอรับกระผม แล้วเที่ยวหาซื้อทั่วพระนครพาราณสี ก็มิได้พบเนื้อสัตว์ที่เขาขาย จึงได้กลับไปหาอุบาสิกาสุปปิยาแล้วเรียนว่า เนื้อสัตว์ที่เขาขายไม่มี ขอรับ เพราะวันนี้ห้ามฆ่าสัตว์ จึงอุบาสิกาสุปปิยาได้มีความปริวิตกว่า ภิกษุอาพาธรูปนั้นแล เมื่อไม่ได้ฉันน้ำเนื้อต้ม อาพาธจักมากขึ้นหรือจักถึงมรณภาพ การที่เรารับคำแล้วไม่จัดหาไปถวายนั้น เป็นการไม่สมควร แก่เราเลย ดังนี้ แล้วได้หยิบมีดหั่นเนื้อมาเชือดเนื้อขาส่งให้หญิงคนรับใช้สั่งว่า แม่สาวใช้ ผิฉะนั้น แม่จงต้มเนื้อนี้แล้วนำไปถวายภิกษุรูปที่อาพาธอยู่ในวิหารหลังโน้น อนึ่ง ผู้ใดถามถึงฉัน จงบอกว่าป่วย แล้วเอาผ้าห่มพันขา เข้าห้องนอนบนเตียง. ครั้งนั้น อุบาสกสุปปิยะไปเรือนแล้วถามหญิงคนรับใช้ว่า แม่สุปปิยาไปไหน? หญิงคนรับใช้ตอบว่า คุณนายนอนในห้อง เจ้าข้า. จึงอุบาสกสุปปิยะเข้าไปหาอุบาสิกาสุปปิยาถึงในห้องนอน แล้วได้ถามว่า เธอนอนทำไม อุบาสิกา. ดิฉันไม่สบายค่ะ อุบาสก. เธอป่วยเป็นอะไร. ทีนั้น อุบาสิกาสุปปิยาจึงเล่าเรื่องนั้นให้อุบาสกสุปปิยะทราบ ขณะนั้น อุบาสกสุปปิยะร่าเริงดีใจว่า อัศจรรย์นักชาวเราไม่เคยมีเลยชาวเรา แม่สุปปิยา นี้มีศรัทธาเลื่อมใสถึงแก่สละเนื้อของตนเอง สิ่งไรอื่นทำไมนางจักให้ไม่ได้เล่า แล้วเข้าไปเฝ้า พระผู้มีพระภาค. ถวายบังคมนั่งอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง อุบาสกสุปปิยะนั่งเรียบร้อยแล้ว ได้กราบทูลคำนี้แด่พระผู้มีพระภาคว่า พระพุทธเจ้าข้า ขอพระผู้มีพระภาคพร้อมด้วยพระสงฆ์ จงทรงกรุณาโปรดรับภัตตาหารของข้าพระพุทธเจ้าในวันพรุ่งนี้เพื่อเจริญมหากุศล และปิติปราโมทย์ แก่ข้าพระพุทธเจ้าด้วยเถิด พระผู้มีพระภาคทรงรับนิมนต์โดยดุษณีภาพ ครั้นอุบาสกสุปปิยะ ทราบการรับนิมนต์ของพระผู้มีพระภาคแล้วลุกจากที่นั่ง ถวายบังคมพระผู้มีพระภาค ทำประทักษิณ แล้วกลับไป และสั่งให้ตกแต่งของเคี้ยวของฉันอันประณีตโดยผ่านราตรีนั้น แล้วให้คนไป กราบทูลภัตกาลแด่พระผู้มีพระภาคว่า ถึงเวลาแล้ว พระพุทธเจ้าข้า ภัตตาหารเสร็จแล้ว. ขณะนั้นเป็นเวลาเช้า พระผู้มีพระภาคทรงครองอันตรวาสก แล้วถือบาตรจีวรเสด็จไปสู่ นิเวศน์ของอุบาสกสุปปิยะ ครั้นถึงแล้วประทับนั่งเหนือพุทธอาสน์ที่เขาจัดถวายพร้อมด้วย พระสงฆ์ จึงอุบาสกสุปปิยะเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค ถวายบังคมแล้วได้ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วน ข้างหนึ่ง พระผู้มีพระภาคได้ตรัสถามอุบาสกสุปปิยะผู้ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งว่า อุบาสิกา สุปปิยาไปไหน? อุ. นางป่วย พระพุทธเจ้าข้า พ. ถ้าเช่นนั้น เชิญอุบาสิกาสุปปิยามา อุ. นางไม่สามารถ พระพุทธเจ้าข้า พ. ถ้าเช่นนั้น พวกเธอช่วยกันพยุงพามา ขณะนั้น อุบาสกสุปปิยะได้พยุงอุบาสิกาสุปปิยามาเฝ้า พร้อมกันนางได้เห็นพระผู้มี พระภาค แผลใหญ่เพียงนั้นได้งอกเต็ม มีผิวพรรณเรียบสนิท เกิดโลมชาติทันที จึงอุบาสกสุปปิยะ และอุบาสิกาสุปปิยา พากันร่าเริงยินดีว่า อัศจรรย์นักชาวเรา ไม่เคยมีเลยชาวเรา พระตถาคต ทรงมีฤทธิ์มาก ทรงมีพระอานุภาพมาก เพราะพอเห็นพระองค์เท่านั้น แผลใหญ่โตยังงอกขึ้น เต็มทันที มีผิวพรรณเรียบสนิท เกิดโลมชาติ แล้วอังคาสภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข ด้วยขาทนียโภชนียาหารอันประณีตด้วยมือของตน จนยังพระผู้มีพระภาคผู้เสวยเสด็จแล้ว ทรงนำ พระหัตถ์ออกจากบาตรให้ห้ามภัตรแล้ว นั่งอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง. พระผู้มีพระภาค ทรงชี้แจงให้อุบาสกสุปปิยะและอุบาสิกาสุปปิยา เห็นแจ้ง สมาทาน อาจหาญ ร่าเริงด้วยธรรมีกถาแล้ว ทรงลุกจากที่ประทับเสด็จกลับ. ประชุมสงฆ์ทรงสอบถาม
ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาครับสั่งให้ประชุมภิกษุสงฆ์ในเพราะเหตุเป็นเค้ามูลนั้น ในเพราะเหตุแรกเกิดนั้น แล้วทรงสอบถามภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุรูปไหน ขอเนื้อต่ออุบาสิกาสุปปิยา. เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสเช่นนี้แล้ว ภิกษุรูปนั้นได้ทูลรับต่อพระผู้มีพระภาคว่า ข้าพระพุทธเจ้า ได้ขอเนื้อต่ออุบาสิกาสุปปิยา พระพุทธเจ้าข้า พ. เขานำมาถวายแล้วหรือ ภิกษุ ภิ. เขานำมาถวายแล้ว พระพุทธเจ้าข้า พ. เธอฉันแล้วหรือ ภิกษุ ภิ. ฉันแล้ว พระพุทธเจ้าข้า พ. เธอพิจารณาหรือเปล่า ภิกษุ ภิ. มิได้พิจารณา พระพุทธเจ้าข้า ทรงติเตียน พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงติเตียนว่า ดูกรโมฆบุรุษ ไฉนเธอจึงไม่ได้พิจารณา แล้วฉัน เนื้อเล่า เธอฉันเนื้อมนุษย์แล้ว การกระทำของเธอนั่น ไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใสของชุมชน ที่ยังไม่เลื่อมใส .... ครั้นแล้วทรงทำธรรมีกถารับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า
๑.พระพุทธบัญญัติห้ามฉันเนื้อมนุษย์ ดูกรภิกษุทั้งหลาย บรรดาคนที่มีศรัทธาเลื่อมใสมีอยู่ เขาสละเนื้อของเขาถวายก็ได้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงฉันเนื้อมนุษย์ รูปใดฉัน ต้องอาบัติถุลลัจจัย อนึ่ง ภิกษุยังมิได้ พิจารณา ไม่พึงฉันเนื้อ รูปใดฉัน ต้องอาบัติทุกกฏ.
๒. พระพุทธบัญญัติห้ามฉันเนื้อช้าง ก็โดยสมัยนั้นแล ช้างหลวงล้มลงหลายเชือก สมัยอัตคัดอาหาร ประชาชน พากันบริโภคเนื้อช้าง และถวายแก่พวกภิกษุผู้เที่ยวบิณฑบาต ภิกษุทั้งหลายฉันเนื้อช้าง ประชาชนจึงเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนพระสมณะเชื้อสายพระศากยบุตรจึงได้ฉัน เนื้อช้างเล่า เพราะช้างเป็นราชพาหนะ ถ้าพระเจ้าอยู่หัวทรงทราบคงไม่ทรงเลื่อมใสต่อพระสมณะ เหล่านั้นเป็นแน่ ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค. พระผู้มีพระภาคทรงบัญญัติ ห้ามแก่ภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงฉันเนื้อช้าง รูปใดฉัน ต้องอาบัติทุกกฏ.
๓. พระพุทธบัญญัติห้ามฉันเนื้อม้า สมัยต่อมา ม้าหลวงตายมาก สมัยอัตคัดอาหาร ประชาชนพากันบริโภคเนื้อม้า และ ถวายแก่ภิกษุผู้เที่ยวบิณฑบาต ภิกษุทั้งหลายฉันเนื้อม้า ประชาชนจึงเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนพระสมณะเชื้อสายพระศากยบุตรจึงได้ฉันเนื้อม้าเล่า เพราะม้าเป็นราชพาหนะ ถ้าพระเจ้าอยู่หัว ทรงทราบ คงไม่เลื่อมใสต่อพระสมณะเหล่านั้นเป็นแน่ ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มี พระภาค. พระผู้มีพระภาคทรงบัญญัติห้ามแก่ภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงฉัน เนื้อม้า รูปใดฉัน ต้องอาบัติทุกกฏ.
๔. พระพุทธบัญญัติห้ามฉันเนื้อสุนัข สมัยต่อมา ถึงคราวอัตคัดอาหาร ประชาชนพากันบริโภคเนื้อสุนัข และถวายแก่พวก ภิกษุผู้เที่ยวบิณฑบาต ภิกษุทั้งหลายฉันเนื้อสุนัข ประชาชนจึงเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนพระสมณะเชื้อสายพระศากยบุตรจึงได้ฉันเนื้อสุนัขเล่า เพราะสุนัขเป็นสัตว์น่าเกลียด น่าชัง ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค. พระผู้มีพระภาคทรงบัญญัติห้ามแก่ภิกษุทั้งหลาย ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงฉันเนื้อสุนัข รูปใดฉัน ต้องอาบัติทุกกฏ.
๕.พระพุทธบัญญัติห้ามฉันเนื้องู สมัยต่อมา ถึงคราวอัตคัดอาหาร ประชาชนพากันบริโภคเนื้องู และถวายแก่พวกภิกษุ ผู้เที่ยวบิณฑบาต ภิกษุทั้งหลายฉันเนื้องู ประชาชนจึงเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉน พระสมณะเชื้อสายพระศากยบุตรจึงได้ฉันเนื้องูเล่า เพราะงูเป็นสัตว์น่าเกลียดน่าชัง แม้พระยานาค ชื่อสุปัสสะก็เข้าไปในพุทธสำนักถวายบังคมพระผู้มีพระภาคแล้วได้ยืนอยู่ ณ ที่ส่วนข้างหนึ่ง ได้กราบทูลคำนี้แด่พระผู้มีพระภาคว่า พระพุทธเจ้าข้า บรรดาที่ไม่มีศรัทธา ไม่เลื่อมใสมีอยู่ มันคงเบียดเบียนพวกภิกษุจำนวนน้อยบ้าง ขอประทานพระวโรกาส พระพุทธเจ้าข้า ขอพระคุณเจ้าทั้งหลายโปรดกรุณาอย่าฉันเนื้องู ลำดับนั้นพระผู้มีพระภาคทรงชี้แจงให้พระยานาคสุปัสสะ เห็นแจ้ง สมาทาน อาจหาญ ร่าเริงด้วยธรรมีกถา ครั้นพระยานาคสุปัสสะอันพระผู้มีพระภาค ทรงให้เห็นแจ้งสมาทาน อาจหาญ ร่าเริงด้วยธรรมีกถาแล้วถวายบังคมพระผู้มีพระภาคทำ ประทักษิณกลับไป ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคทรงทำธรรมีกถา ในเพราะเหตุเป็นเค้ามูลนั้น ในเพราะเหตุ แรกเกิดนั้น แล้วรับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงฉันเนื้องู รูปใดฉัน ต้องอาบัติทุกกฏ.  ๖.พระพุทธบัญญัติห้ามฉันเนื้อราชสีห์ สมัยต่อมา พวกพรานฆ่าราชสีห์แล้วบริโภคเนื้อราชสีห์ และถวายแก่พวกภิกษุผู้เที่ยว บิณฑบาต พวกภิกษุฉันเนื้อราชสีห์แล้วอยู่ในป่า ฝูงราชสีห์ฆ่าพวกภิกษุเสีย เพราะได้กลิ่นเนื้อ ราชสีห์ ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค. พระผู้มีพระภาคทรงบัญญัติห้ามภิกษุ ทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงฉันเนื้อราชสีห์ รูปใดฉัน ต้องอาบัติทุกกฏ.
๗. พระพุทธบัญญัติห้ามฉันเนื้อเสือโคร่ง สมัยต่อมา พวกพรานฆ่าเสือโคร่งแล้วบริโภคเนื้อเสือโคร่งและถวายแก่พวกภิกษุผู้เที่ยว บิณฑบาต พวกภิกษุฉันเนื้อเสือโคร่งแล้วอยู่ในป่า เหล่าเสือโคร่งฆ่าพวกภิกษุเสียเพราะได้กลิ่นเนื้อ เสือโคร่ง ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค. พระผู้มีพระภาคทรงบัญญัติห้าม ภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงฉันเนื้อเสือโคร่ง รูปใดฉัน ต้องอาบัติทุกกฏ.
๘. พระพุทธบัญญัติห้ามฉันเนื้อเสือเหลือง สมัยต่อมา พวกพรานฆ่าเสือเหลือง แล้วบริโภคเนื้อเสือเหลืองและถวายแก่พวกภิกษุ ผู้เที่ยวบิณฑบาต พวกภิกษุฉันเนื้อเสือเหลืองแล้วอยู่ในป่า เหล่าเสือเหลืองฆ่าพวกภิกษุเสีย เพราะได้กลิ่นเนื้อเสือเหลือง ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค. พระผู้มีพระภาค ทรงบัญญัติห้ามภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงฉันเนื้อเสือเหลือง รูปใดฉัน ต้องอาบัติทุกกฏ.  ๙.พระพุทธบัญญัติห้ามฉันเนื้อหมี สมัยต่อมา พวกพรานฆ่าหมีแล้วบริโภคเนื้อหมี และถวายแก่พวกภิกษุผู้เที่ยวบิณฑบาต พวกภิกษุฉันเนื้อหมีแล้วอยู่ในป่า เหล่าหมีฆ่าพวกภิกษุเสียเพราะได้กลิ่นเนื้อหมี ภิกษุทั้งหลายกราบทูล เรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค. พระผู้มีพระภาคทรงบัญญัติห้ามภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงฉันเนื้อหมี รูปใดฉัน ต้องอาบัติทุกกฏ.
๑๐. พระพุทธบัญญัติห้ามฉันเนื้อเสือดาว สมัยต่อมา พวกพรานฆ่าเสือดาวแล้วบริโภคเนื้อเสือดาว และถวายแก่พวกภิกษุผู้เที่ยว บิณฑบาต พวกภิกษุฉันเนื้อเสือดาวแล้วอยู่ในป่า เหล่าเสือดาวฆ่าพวกภิกษุเสีย เพราะได้กลิ่น เนื้อเสือดาว ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค. พระผู้มีพระภาค ทรงบัญญัติ ห้ามภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงฉันเนื้อเสือดาว รูปใดฉัน ต้องอาบัติทุกกฏ. สุปปิยภาณวาร ที่ ๒ จบ. --------------------------------------------------
เนื้อความพระไตรปิฎก เล่มที่ ๕
บรรทัดที่ ๑๓๗๒-๑๕๐๘ หน้าที่ ๕๕-๖๑
.....................................................
ยังมีสาระเรื่องราวดี ๆ ที่อยากเล่าตามมาดูเราได้ที่ ;
My blogs link 👆
https://sites.google.com/site/dhammatharn/
http://abhinop.blogspot.com
http://abhinop.bloggang.com
.....................................................
ททมาโน ปิโยโหติ #ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก
A giver is always be love.
.....................................................