วันอาทิตย์ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2564

พญาไก่ป่า

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก A giver is always beloved.

พญาไก่ป่า ( กุกกุฏชาดก )
ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้าประทับอยู่วัดเชตวัน เมืองสาวัตถี ทรงปรารภภิกษุผู้กระสันจะสึกรูปหนึ่ง ได้ตรัสอดีตนิทานมาสาธก ว่า...
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว พระโพธิ์สัตว์เกิดเป็นพญาไก่ป่า มีไก่เป็นบริวารหลายร้อยตัว อาศัยอยู่ในป่าแห่งหนึ่ง มีนางแมวตัวหนึ่งอาศัยอยู่ในที่ไม่ไกลจากที่อยู่ของไก่ป่านั้น มันเที่ยวใช้อุบายล่อลวงจับไก่ป่ากินเป็นอาหารเกือบหมด พญาไก่ป่าทราบว่าบริวารถูกนางแมวจับกินไปเกือบหมดก็ไม่ไปใกล้ที่อยู่ของมัน
หลายวันต่อมา เมื่อไม่เห็นไก่ตัวใดไปใกล้ที่อยู่ของตน นางแมวจึงต้องดั้นด้นมาหาไก่เสียเอง มันเดินย่องเข้าไปใต้คอนไม้ที่พญาไก่ป่าจับอยู่ พร้อมกับพูดขึ้นว่า
"พ่อไก่น้อยสีแดง ผู้มีขนสวยงาม เจ้าลงมาจากกิ่งไม้เถิด เราจะยอมเป็นภรรยาท่าน"
พญาไก่ป่ารู้ทันเล่ห์เหลี่ยมของมันจึงตอบไปว่า "นางแมวเอ๋ย เจ้าเป็นสัตว์ ๔ เท้าที่สวยงาม ส่วนเราเป็นสัตว์ ๒ เท้า แมวกับไก่อยู่ร่วมกันไม่ได้ดอก เชิญท่านไปหาผู้อื่นเป็นสามีเถิด"
นางแมวไม่ลดละความพยายามยังพูดออดอ้อนว่า "พ่อไก่น้อย ฉันจะเป็นภรรยาผู้สวยงาม ร้องเสียงไพเราะเพื่อเจ้า เจ้าจะรู้ว่าฉันเป็นภรรยาสาวพรหมจรรย์ที่สวยงาม ร้องเสียงไพเราะเพื่อเจ้า เจ้าจะรู้ว่าฉันเป็นภรรยาสาวพรหมจรรย์ที่สวยงามและมีความสุขที่สุด"
พญาไก่ป่าจึงพูดขู่นางแมวไปว่า "นางแมวเอ๋ย เจ้ากินซากศพ ดื่มเลือด กินไก่บริวารของเราแล้ว จงไปเสียเถอะ"
นางแมวเมื่อรู้ว่าพญาไก่ไม่หลงกล ก็รีบวิ่งหนีกลับไปอย่างผู้ผิดหวังและไม่กลับไปหากินที่นั่นอีกเลย
พระพุทธองค์เมื่อตรัสอดีตนิทานจบ ได้ตรัสพระคาถาว่า
"ผู้ใดรู้ไม่เท่าทันเหตุที่เกิดขึ้นโดยฉับพลัน ผู้นั้นจะตกอยู่ในอำนาจของศัตรู และจะเดือดร้อนภายหลัง ส่วนผู้ใดรู้เท่าทันเหตุที่เกิดขึ้นโดยฉับพลัน ผู้นั้นจะพ้นจาการเบียดเบียนของศัตรู เหมือนไก่พ้นจากนางแมวฉะนั้น"
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า : ผู้มีปัญญารู้เท่าทันเหตุการณ์ย่อมสามารถรู้รักษาตัวรอดได้
เครดิต ; www.dhammathai.org
ยังมีสาระเรื่องราวดี ๆ ที่อยากเล่าตามมาดูเราได้ที่ ;
My blogs link 👆
https://sites.google.com/site/dhammatharn/
http://abhinop.blogspot.com
http://abhinop.bloggang.com
.......................................................
ททมาโน ปิโยโหติ #ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก
A giver is always beloved.


ดีแต่สอนคนอื่น

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก A giver is always beloved.

ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้า ประทับอยู่วัดเชตวัน เมืองสาวัตถี ทรงปรารภภิกษุณีผู้พร่ำสอนรูปหนึ่งมักห้ามภิกษุณีรูปอื่นๆไปในที่หวงห้ามแต่ตนเองกลับไป เป็นเหตุให้ประสบเหตุร้าย ได้ตรัสอดีตนิทานมาสาธกว่า...
   กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว พระโพธิสัตว์เกิดเป็นนกป่า จ่าฝูงของนกนับร้อยตัว อาศัยอยู่ในป่าหิมพานต์ วันหนึ่ง มีนางนกจัณฑาลตัวหนึ่ง แตกฝูงไปหากินไกลถิ่น ที่ทางใหญ่กลางดง ได้เมล็ดข้าวเปลือกและถั่วที่ตกหล่นจากเกวียนชาวบ้านเป็นอาหาร เกิดความโลภอยากเก็บไว้กินผู้เดียว เมื่อกลับมาหาฝูงจึงให้โอวาทแก่ฝูงนกว่า " ธรรมดาทางใหญ่ในดงลึก มีภัยเฉพาะหน้ามาก ทั้งจากฝูงช้าง ม้าและยวดยานที่เทียมโค ถ้าไม่โผบินขึ้นได้เร็ว ก็อย่าไปที่นั้นนะ " ฝูงนกจึงตั้งชื่อให้นางนกนี้ว่า แม่อนุสาสิกา
   ต่อมาวันหนึ่ง นางกำลังหากินอยู่ ได้ยินเสียงยานแล่นมาด้วยความเร็ว ก็เหลียวดูนึกว่า ยังอยู่ไกลตัว ทันใดนั่นเอง ยานพลันถึงตัวนาง ด้วยความเร็วปานลมพัด นางไม่อาจโผบินขึ้นได้ทัน จึงถูกล้อยานทับตัวขาดเป็นสองท่อน นอนตายอยู่ตรงนั้น
   นกจ่าฝูง เมื่อไม่เห็นนางกลับมาเข้าฝูง จึงเรียกประชุมนกและให้ออกติดตามหา ไปพบนางในที่นั้น จึงกล่าวคาถาว่า
     " นางนกป่าชื่ออนุสาลิกา พร่ำสอนนกตัวอื่นอยู่เนืองนิตย์
       แต่ตัวเองกลับโลภจัด จึงถูกล้อรถบดขยี้ขาดเป็น ๒ ท่อน นอนอยู่ที่หนทางใหญ่ "
เครดิต ; www.dhammathai.org
ยังมีสาระเรื่องราวดี ๆ ที่อยากเล่าตามมาดูเราได้ที่ ;
My blogs link 👆
https://sites.google.com/site/dhammatharn/
http://abhinop.blogspot.com
http://abhinop.bloggang.com


คนระลึกชาติได้

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก A giver is always beloved.

คนระลึกชาติได้ (สาเกตชาดก)
ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้า ประทับอยู่วัดอัญชนวัน เมืองสาเกต ทรงปรารภพราหมณ์ผู้หนึ่ง เรื่องมีอยู่ว่า ...
เช้าตรู่วันหนึ่ง พระพุทธองค์ พร้อมหมู่ภิกษุสงฆ์ ได้เข้าไปบิณฑบาตในเมืองสาเกตพบพราหมณ์ผู้หนึ่งเดินสวนไปนอกเมือง แล้วกรูเข้ามาหมอบแทบเท้าจับข้อเท้าไว้แน่นแล้วพลางกล่าวว่า
" ลูก ธรรมดาบุตร ต้องปรนนิบัติมารดาบิดา ในยามแก่ชรามิใช่หรือ ทำไม ลูกจึงไม่มาเยี่ยมเราเลย ไป พ่อจะพาไปพบแม่เจ้า "
แล้วจึงนำไปเรือนของตน
พระพุทธองค์ประทับนั่งเหนืออาสนะพร้อมภิกษุสงฆ์ นางพราหมณีมาหมอบแทบเท้าแล้วร่ำไห้คร่ำครวญเช่นกันกับพราหมณ์แล้วแนะนำให้บุตรธิดาไหว้พี่ชาย วันนั้น ครอบครัวของพราหมณ์ได้ถวายมหาทานแก่พระพุทธองค์และพระภิกษุสงฆ์ พระพุทธองค์ได้ตรัสชราสูตรทำให้พราหมณ์ทั้งสองเป็นอนาคามีแล้วเสด็จกลับวัด
ตอนเย็นพวกภิกษุตั้งความสงสัยว่า
" ทำไม พราหมณ์ทั้งสองจึงเรียกตนเองว่า เป็นพ่อเป็นแม่ของพระตถาคต "
พระพุทธองค์จึงตรัสว่า
" พราหมณ์เคยเป็นพ่อของเรา ๕๐๐ ชาติ เป็นอา ๕๐๐ ชาติ เป็นปู่ ๕๐๐ ชาติ นางพราหมณีเคยเป็นมารดาของเรา ๕๐๐ ชาติ เป็นน้า ๕๐๐ ชาติ เป็นย่า ๕๐๐ ชาติติดต่อกันไม่ขาดสาย "
แล้วได้ตรัสพระคาถาว่า
" บุคคลมีจิตใจจดจ่อและเลื่อมใสอยู่ในผู้ใด บุคคลพึงคุ้นเคยสนิทสนมในผู้นั้น
แม้ทั้ง ๆ ที่ ไม่เคยเห็นกันมาก่อนเลย "
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า : คนจะเป็นญาติมิตรสหายกันเป็นเรื่องอดีตชาติแต่ปางก่อน
เครดิต ; www.dhammathai.org
ยังมีสาระเรื่องราวดี ๆ ที่อยากเล่าตามมาดูเราได้ที่ ;
My blogs link 👆
https://sites.google.com/site/dhammatharn/
http://abhinop.blogspot.com
http://abhinop.bloggang.com


เรือนจำที่แท้จริง

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก A giver is always beloved.

เรือนจำที่แท้จริง (พันธนาคารชาดก)
ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้าประทับอยู่วัดเชตวัน เมืองสาวัตถีทรงปรารภเรือนจำสำหรับคุมขังผู้ตน ตรัสว่า
"ภิกษุทั้งหลายเครื่องจองจำเหล่านั้นไม่นับว่าเป็นเรือนจำที่แท้จริง ส่วนเครื่องผูกคือกิเลสตณหาในทรัพย์สมบัติ บุตรและภรรยา ถือเป็นเรือนจำที่แท้จริง มั่นคงยิ่งกว่า ตัดได้ยากกว่า โบราณบัณฑิตได้ตัดเรือนจำนี้ได้แล้วออกบวช"
แล้วได้ตรัสอดีตนิทานมาสาธก ว่า...
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว พระโพธิสัตว์เกิดเป็นลูกชายโทนของตระกูลคหบดีเก่าแก่ แต่ยากจนตระกูลหนึ่ง พอบิดาเสียชีวิตแล้วเขาก็ได้ออกรับจ้างหาเลี้ยงมารดา อยู่ต่อมาพอเขาแต่งงานแล้วมารดาก็เสียชีวิตไปอีกคน ใจจริงแล้วเขาไม่อยากจะแต่งงานอยากบวชมากกว่า เพราะมองเห็นความลำบากของตนเอง แต่ก็ต้องแต่งงานตามใจมารดาเท่านั้น
ต่อมาไม่นาน ภรรยาของเขาตั้งครรภ์ เขาไม่รู้ว่านางตั้งครรภ์จึงพูดกับนางในวันหนึ่งว่า
"นี่น้อง เธอจงดูแลตัวเองนะ พี่จะไปบวชละ"
ภรรยาบอกว่า "พี่..ฉันท้องแล้วนะ เมื่อฉันคลอดลูกแล้วพี่ค่อยบวชเถิด"
เขาจึงอยู่ต่อจนนางคลอดลูกแล้วจึงพูดอำลานางอีกว่า
"น้อง..พี่จะออกบวชแล้วนะ ขอให้เธอดูแลลูกน้อยนะ" นางขอร้องว่า "พี่..ขอให้ลูกหย่านมก่อนเถอะ พี่ค่อยไป"
ต่อมาอีกสองสามเดือนภรรยาก็ตั้งครรภ์อีก เขาคิดว่า
"ถ้าขืนเรามัวแต่อำลานางอยู่เช่นนี้ก็คงจะไม่ได้บวชหรอก เราต้องหนีไปบวชในคืนนี้ละ"
พอถึงเวลาเที่ยงคืนก็แอบหนีออกจากบ้านไปบวชเป็นฤาษีบำเพ็ญเพียรอยู่ที่ป่าแห่งหนึ่ง
วันหนึ่ง ฤาษีนั้นขณะนั่งบำเพ็ญเพียรได้รำลึกถึงชีวิตของตนเอง จึงเปล่งอุทานเป็นคาถาว่า
"นักปราชญ์ไม่กล่าวเครื่องผูกที่ทำด้วยเหล็ก ทำด้วยไม้ และทำด้วยหญ้าปล้องว่าเป็นเครื่องผูกที่มั่นคง ส่วนความกำหนัดยินดีในแก้วมณีและต่างหูก็ดี ความห่วงใยในบุตรและภรรยาก็ดี, นักปราชญ์กล่าวเครื่องผูกที่ประกอบด้วยกิเลสนั่นว่าเป็นเครืองผูกที่มั่นคง ทำให้สัตว์ตกต่ำ ย่อหย่อนแก้ได้ยาก นักปราชญ์ทั้งหลายตัดเครื่องผูกนั้นได้ขาด หมดความห่วงใย ละกามสุข หลีกออกไปได้"
ฤาษีบำเพ็ญเพียรอยู่เช่นนี้จนสิ้นชีวิตไปเกิดที่พรหมโลกในที่สุด
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า : เรือนจำ (เครื่องผูก) ที่แท้จริงของมนุษย์คือ ลูกภรรยา สามี และทรัพย์สินศฤงคาร
เครดิต ; www.dhammathai.org
ยังมีสาระเรื่องราวดี ๆ ที่อยากเล่าตามมาดูเราได้ที่ ;
My blogs link 👆
https://sites.google.com/site/dhammatharn/
http://abhinop.blogspot.com
http://abhinop.bloggang.com


เต่าตายเพราะปาก

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก A giver is always beloved.

เต่าตายเพราะปาก (กัจฉปชาดก)
ในสมัยหนึ่งพระพุทธเจ้าประทับอยู่วันเชตวัน เมืองสาวัตถีทรงปรารภพระโกกาลิกะผู้เดือดร้อนเพราะปาก ได้ตรัสอดีตนิทานมาสาธก ว่า...
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว พระโพธิสัตว์เกิดเป็นอำมาตย์ผู้สอนธรรมแก่พระเจ้าพรหมทัต ผู้ครองเมืองพาราณสี โดยปกติพระราชาเป็นคนพูดมาก อำมาตย์พยายามหาอุบายกล่าวตักเตือนพระองค์อยู่แต่ก็ยังหาไม่ได้ สมัยนั้นที่สระแห่งหนึ่งในป่าหิมพานต์มีเต่าตัวหนึ่งอาศัยอยู่ มันเป็นเพื่อนกันกับลูกหงส์ ๒ ตัว
วันหนึ่ง ลูกหงส์ได้มาเยี่ยมเต่าและชักชวนมันไปเที่ยวที่ถ้ำทองด้วย โดยให้เต่าคาบไม้ตรงกลางแล้วหงส์จะคาบปลายทั้งสองข้างบินไป ก่อนไปได้ตกลงกับเต่าว่า
"สหาย ท่านต้องอดทนไม่พูดอะไรกับใครจนกว่าจะถึงถ้ำของเรานะ มิเช่นนั้นท่านจะร่วงลงพื้นดินแน่ๆ จะหาว่าเราไม่เตือน"
เต่ารับคำอย่างมั่นเหมาะพอหงส์บินผ่านเมืองพาราณสี เด็กชาวบ้านได้พากันชี้และตะโกนว่า
"เฮ้ ๆ พวกเรามาดูหงส์หามเต่า เร็ว ๆ"
เต่าได้ฟังเช่นนั้นโกรธจึงปล่อยไม้เอ่ยปากว่า
"เจ้าเด็กร้าย เราต่างหากหามหงส์ไป" มันได้ร่วงตกลงไปตายที่ท้องพระลานหลวง
ขณะนั้นอำมาตย์กำลังเข้าเฝ้าพระราชาอยู่พอดี พอมีเสียงคนว่า
"มีเต่าตกจากอากาศมาตายตัวหนึ่ง"
เท่านั้น พร้อมด้วยพระราชาได้ไปที่นั้น พระราชาตรัสถามถึงสาเหตุที่เต่าตกลงมาตายอำมาตย์โพธิสัตว์ได้โอกาสจึงให้โอวาทพระราชาเป็นคาถาว่า
"เต่าพออ้าปากจะพูด ได้ฆ่าตนเองแล้วหนอ เมื่อคาบท่อนไม้อยู่ดีแล้ว กลับฆ่าตนเองเสียด้วยคำพูดของตนเองนั่นแหละ ข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐในหมู่วีรชน บุรุษผู้เป็นบัณฑิต เห็นเหตุวันนี้แล้วควรพูดให้ดี ไม่ควรพูดให้เกินเวลา ขอพระองค์ทรงทอดพระเนตรเต่าผู้ถึงความพินาศเพราะพูดมาก"
พระราชาทราบว่าอำมาตย์พูดถึงพระองค์จึงตรัสถามว่า
"ที่ท่านพูดหมายถึงเราใช่ไหม ?"
อำมาตย์โพธิสัตว์จึงกราบทูลว่า
"มหาราชเจ้า..ไม่ว่าพระองค์หรือใครคนไหนๆ เมื่อพูดเกินประมาณย่อมถึงความพินาศกันทั้งนั้น"
ตั้งแต่วันนั้นมา พระราชาได้ทรงตรัสแต่น้อยลง
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า : ควรพูดให้ถูกกาละเทศะและพูดแต่คำที่เป็นประโยชน์เท่านั้น อย่างเป็นคนพูดมาก เข้าทำนองน้ำท่วมทุ่ง ผักบุ้งโหรงเหรง
เครดิต ; www.dhammathai.org
ยังมีสาระเรื่องราวดี ๆ ที่อยากเล่าตามมาดูเราได้ที่ ;
My blogs link 👆
https://sites.google.com/site/dhammatharn/
http://abhinop.blogspot.com
http://abhinop.bloggang.com


การร่วมมือกัน

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก A giver is always beloved.

การร่วมมือกัน (กรุงคมิคชาดก)
ในสมัยหนึ่งพระพุทธเจ้าประทับอยู่วัดเชตวัน เมืองสาวัตถี ทรงปรารภพระเทวทัตผู้พยายามปลงพระชนม์พระองค์ ได้ตรัสอดีตนิทานมาสาธก ว่า...
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว พระโพธิสัตว์เกิดเป็นกวางตัวหนึ่ง อาศัยอยู่ในป่าละเมาะแห่งหนึ่ง ในที่ไม่ไกลจากนั้นมีสระน้ำสระหนึ่ง เต่าตัวหนึ่งอาศัยอยู่ และใกล้ ๆ สระน้ำนั้นมีนกสตปัตตะทำรังอยู่ สัตว์ทั้ง ๓ เป็นเพื่อนรักกันมาก วันหนึ่งกวางออกหากินได้ติดบ่วงนายพรานตอนเที่ยงคืนจึงร้องเรียกให้เพื่อนมาช่วย เต่าและนกสตปัตตะมาเห็นแล่วตกลงกันว่าให้เต่าใช้ปากกัดบ่วงให้ขาดก่อนฟ้าสว่าง ส่วนนกพยายามไม่ให้นายพรานออกจากบ้านก่อนสว่างเช่นกัน เมื่อตกลงกันตามนั้นนกสตปัตตะจึงพูดเตือนเต่าว่า
"เต่าเพื่อนรัก ท่านต้องรีบกัดบ่วงให้ขาดเร็ว ๆ นะ เราจักหาวิธีไม่ให้นายพรานมาถึงที่นี่เร็วได้" ว่าแล้วก็บินไป
ฝ่ายเต่าได้เริ่มแทะเชือกบ่วกนั้นทันที ส่วนนกสตปัตตะได้บินไปจับที่ต้นไม้หน้าบ้านนายพราน พอถึงเวลาตี ๕ นายพรานลุกขึ้นเดินถือหอกออกมาทางประตูหน้าบ้าน นกเห็นเช่นนั้นก็บินโฉบลงไปจิกนายพราน เขาถูกนกจิกไปหลายทีจึงคิดว่าเราถูกนกกาฬกรรณีจิกแล้ว โชคไม่ดีเลยเวลานี้ กลับเข้าไปนอนต่ออีกสักหน่อยดีกว่า"
เวลาผ่านไปเล็กน้อยนายพรานได้เปลี่ยนไปออกทางประตูหลังบ้าน นกสตปัตตะก็ไปดักที่ประตูหลังบ้านเช่นกัน เขาถูกนกจิกอีกเป็นครั้งที่ ๒ จึงกลับเข้าบ้านไปพร้อมกับบ่นว่า
"นกบ้านี่ร้ายจริง ๆ ไว้ให้สว่างก่อนค่อยไปก็ได้วะ"
พอสว่างแล้ว นายพรานเดินถือหอกออกจากบ้านไป นกสตปัตตะได้บินไปบอกกวางและเต่าล่วงหน้าแล้ว ปรากฏว่าเต่าแทะเชือกบ่วงทั้งคืนจนปากระบมเปื้อนไปด้วยเลือดยังเหลือเชือกเกลียวเดียวก็จะขาด กวางจึงใช้กำลังดิ้นให้เชือกขาดหลุดหนีเข้าป่าไปได้อย่างหวุดหวิด ปล่อยให้เต่านอนหมดแรงอยู่ตรงนั้น นายพรานมาเห็นเฉพาะเต่านอนอยู่จึงใส่กระสอบแขวนเต่าเอาไว้บนกิ่งไม้ กวางได้ปรากฎตัวให้นายพรานเห็นแล้วล่อให้นายพรานวิ่งตามไปจนไกลลิบ แล้ววิ่งย้อนกลับคืนมาช่วยเต่า โดยใช้เขายกกระสอบลงมาแล้วกล่าวขอบคุณเต่าและนกสตปัตตะที่ได้ช่วยเหลือชีวิต และต่างคนต่างแยกย้ายกันหลบซ่อนและหาที่อยู่ใหม่เพื่อความปลอดภัย เต่าได้หนีลงน้ำ กวางหนีเข้าป่าลึก ส่วนนกสตปัตตะไปถึงต้นไม้แล้วก็พาลูก ๆ ไปอยู่ในทีห่างไกล
นายพรานกลับมาถึงที่นั้นอีกไม่เห็นเต่าในกระสอบ ก็ได้แต่ถือกระสอบขาดกลับบ้านไป สัตว์ทั้ง ๓ ได้เป็นเพื่อนรักกันจนตราบเท่าชีวิต
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า : น้ำพึ่งเรือเสือพึ่งป่า ดินดีเพราะป่าปก ป่ารกเพราะดินดี คบคนไว้มากมายย่อมมีประโยชน์ในยามตกทุกข์ได้ยาก
เครดิต ; www.dhammathai.org
ยังมีสาระเรื่องราวดี ๆ ที่อยากเล่าตามมาดูเราได้ที่ ;
My blogs link 👆
https://sites.google.com/site/dhammatharn/
http://abhinop.blogspot.com
http://abhinop.bloggang.com


วันเสาร์ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2564

พระปรางค์วัดมหาธาตุราชบุรี

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก A giver is always beloved.
“พระปรางค์วัดมหาธาตุราชบุรี” พระปรางค์ทรงงาเนียมกับการสิ้นสุดรัฐสุพรรณภูมิที่ลุ่มน้ำแม่กลอง 
ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 16-18 กลุ่มเมืองตะวันตกของลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา ทั้ง เมืองศัมพูกปัฏฏนะ (จอมปราสาท ราชบุรี) เมืองชยสิงหปุระ (เมืองสิงห์ กาญจนบุรี) ชยราชปุรี (ราชบุรี) และศรีชยวัชรบุรี (เพชรบุรี) อาจเคยเป็นกลุ่ม “รัฐตันหลิวไหม” (Deng Liu Mei) ตามชื่อนามใน “บันทึกซูฟันชิ” (Zhu Fan Zhi) ช่วงราชวงศ์ซ่ง และยังอาจหมายถึง “เหล่าพระราชาในแดนตะวันตก” จากจารึก “จารึกปราสาทตอว์” (K.692) ในช่วงกลางพุทธศตวรรษที่ 18 ที่กล่าวถึงการกลับเข้ามาครอบครองดินแดนตะวันตกและที่ราบภาคกลางในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ที่เป็นถิ่นฐานของกลุ่มชาวรามัญ-ทวารวดี เช่นเดียวกับการทำสงครามกับอาณาจักรจามปา (Campāpura) ทางตะวันออก 
.
“...พระองค์ทรงมีชัยชนะเหนือจามปา …และเหล่าพระราชาในแดนตะวันตก (King of the west- inam aparaṃ) ...” (โศลกที่ 35, 45)
.
จนเมื่อสิ้นสุดจักรวรรดิบายนในช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 18 กลุ่มรัฐนี้อาจได้พัฒนามาเป็นรัฐ “ปี้ชาปู้หลี” (Bi Cha Bu Li) จากบันทึก“ต้าเต๋อ หนานไห่จื้อ” (Ta děi Nan hi tchih) หรือภูมิศาสตร์ทะเลใต้สมัยต้าเต๋อ ที่บันทึกโดย “เฉินต้าเจิ้น” (Chen Ta-Chin) ตามบันทึกราชวงศ์หงวนที่กล่าวถึงการส่งเครื่องบรรณาการของกลุ่มรัฐนี้ โดยมีศูนย์กลางราชสำนักอยู่ที่เมืองเพชรบุรี (ศรีชยวัชรบุรีเดิม) และราชบุรี (ชยราชปุรี) นครชุมทางใหญ่บนเส้นทางการค้าข้ามคาบสมุทรมาลายู (Malay Peninsula) ทั้งเส้นทางบกลงไปยังรัฐตามพรลิงค์และคุมเส้นทางช่องเขาตะนาวศรีออกไปฝั่งทะเลเบงกอล เดินทางไปสู่โลกตะวันตกครับ
เมื่ออำนาจจากราชสำนักบายน ที่มีศูนย์กลางอยู่ที่เมืองพระนครศรียโสธระปุระหมดลง กลุ่มชนในลุ่มเจ้าพระยาและลุ่มน้ำสาขาตอนบน ทั้งกลุ่มตระกูลไทเลืองที่ศรีสัชนาลัยสุโขทัย (ซั่งสุ่ยสูกูตี่) กลุ่มลูกผสมรัฐละโว้และเมืองท่าอโยธยา (รัฐหลอหู่) กลุ่มรามัญ-ทวารวดีเดิมรัฐสุพรรณภูมิ-สุวรรณปุระ (เสียน กั๋ว กวั่น) รวมไปถึงนครบนเส้นทางการการค้ารัฐเพชรบุรี (ปี้ชาปู้หลี) ที่ต่างก็เคยเป็น “ขอมเจ้าพระยา” มีความสัมพันธ์ร่วมในจักรวรรดิเดียวกันมาก่อน ต่างก็ได้แยกตัวออกเป็นรัฐอิสระแบบกลุ่มเครือญาติไปตามภูมิภาค ยังไม่มีการรวมรัฐเล็กรัฐน้อยขึ้นเป็นอาณาจักรใหญ่
.
*** ในช่วงต้นพุทธศตวรรษที่ 19 กลุ่มรัฐเพชรบุรี (ปี้ชาปู้หลี – ลูกครึ่งเขมร/รามัญ) อาจได้ถูกกลุ่มรัฐสุพรรณภูมิ-สุวรรณปุระที่เป็นรัฐของชาวรามัญ-ทวารวดีเดิมจากทางเหนือเข้ายึดครองด้วยการดองญาติระหว่างผู้ปกครอง แต่ก็อาจมีการสงครามที่รุนแรง โดยเฉพาะเมืองบายนเดิมในกลุ่มลุ่มน้ำแม่กลองและต้นน้ำสาขา ที่ หลายแห่งถูกทำลาย ไม่มีร่องรอยการอยู่อาศัยหรือสร้างศาสนสถานต่อเนื่องมาในยุคหลัง     
.
รัฐเพชรบุรี รวมทั้งเมืองชยราชปุรี ได้ผนวกรวมเข้ากับรัฐสุพรรณภูมิ ตามเขตวัฒนธรรมและเส้นทางการค้าของชาวรามัญ-ทวารวดีเดิมก่อนอิทธิพลเขมร กลับกลายเป็นรัฐใหญ่ในช่วงกลางพุทธศตวรรษที่ 19 ตามชื่อนาม “เสียน” จากบันทึกในยุคราชวงศ์หยวนและราชวงศ์หมิงครับ 
.
-----------------------------------   
*** ที่เมืองชยราชปุรี ในช่วงกลางพุทธศตวรรษที่ 19 เมื่อรัฐสุพรรณภูมิ (รามัญ-ทวารวดีเดิม) ที่นิยมการสร้างพระเจดีย์ทรง 8 เหลี่ยม จากอิทธิพลเจดีย์ทรงถะแบบจีนที่ผ่านมาทางเมืองหริภุญชัยและพุกามได้กลับเข้ามาครอบครองเมืองราชบุรีอีกครั้ง กลุ่มราชสำนักใหญ่ได้มีการปรับเปลี่ยนศาสนสถานศูนย์กลางของเมือง ที่เคยเป็น “ปราสาทหิน” ในงานสถาปัตยกรรมแบบเขมรในยุคบายน มาเป็นพระเจดีย์ในคติ “มหาธาตุ” กลางนครตามความเชื่อของฝ่ายเถรวาทรามัญ โดยสร้างพระเจดีย์ 8 เหลี่ยมใหญ่ ตามแบบเจดีย์ประธานวัดมรกตและวัดเจดีย์หักและเจดีย์บริวารของวัดมหาธาตุสุพรรณบุรี ที่เป็นเจดีย์ทรงสูงชะลูด ส่วนฐานเขียง-ฐานตรีมาลาวางผัง 8 เหลี่ยมต่อขึ้นมาถึงเรือนธาตุผนังสูงที่ซ้อนขึ้นไป 2 – 3 ชั้น รองรับองค์ระฆังเรียวสูงคล้ายทรงลอมฟาง (ลูกฟักผ่าครึ่ง) จากอิทธิพลพุกาม-หริภุญชัย บนฐานปัทม์กลมหรือ 8 เหลี่ยม ด้านบนไม่มีชั้นบัลลังก์ (หรรมิกา) หรืออาจมีบัลลังก์ 8 เหลี่ยมไม่มีเสาหาน ต่อก้านฉัตรปล้อง-ไฉน-ฉัตรวลี เป็นวงแหวนลดหลั่นแบบแยกห่างกันขึ้นไปถึงปลียอด วางเจดีย์ประธานใหญ่และเจดีย์บริวารไว้ทางด้านหลังปราสาทหินบายนที่เป็นศูนย์กลางเดิม
.
ถึงช่วงกลางพุทธศตวรรษที่ 20 ราชสำนักสุพรรณภูมิที่เมืองราชบุรี ที่มีอิสระจากราชสำนักสุพรรณภูมิที่เมืองสุพรรณบุรี-สรรค์บุรีในระดับหนึ่ง ก็ได้ถูกผนวกรวมเข้ากับรัฐอยุทธยา-ละโว้ (หลอหู่) จึงได้มีการเปลี่ยนแปลงพระมหาธาตุกลางนคร จากเจดีย์ทรง 8 เหลี่ยม มาเป็นพระปรางค์แบบอยุทธยา โดยได้รื้อปราสาทเขมรเดิมด้านหน้า นำวัสดุมาใช้สร้างวิหารหลวงขนาดใหญ่และได้นำมาใช้เป็นวัสดุสร้างเจดีย์ทรงปราสาท-พระปรางค์ ขึ้นครับ
.
ฐานล่างของปรางค์ประธานที่สร้างขึ้นแทนเจดีย์ทรง 8 เหลี่ยมยุคสุพรรณภูมิเดิม ทำเป็นฐานเขียง (อุปานะ) สูง ซ้อนด้วยฐานปัทม์ซ้อนชุดฐานลดหลั่นขึ้นไป 3 ชั้นแบบพีระมิด ท้องไม้แต่ละชั้นคาดแถบบัวลูกฟักเหลี่ยมขนาดใหญ่คับท้องไม้ จนดูเหมือนว่าเป็นการ “เซาะร่อง” ท้องไม้เป็นเส้นติดกับลวดบัวคว่ำบัวหงายมากกว่า มีรูปแบบเดียวกับการคาดแถบบัวลูกฟักที่ท้องไม้และการยกชั้นฐานสูงของปรางค์ประธานวัดพระราม แต่แตกต่างไปจากชั้นฐานบัวลูกฟักของวัดราชบูรณะ ที่ยังคงรักษาขนบตามแบบปราสาทเขมร-ละโว้อย่างชัดเจน  
.
ด้านบนฐานสูงเป็นเรือนธาตุเป็นทรงปราสาทสี่เหลี่ยม ยกเก็จประธานซ้อน 4 กระเปาะ จนเกิดเป็นการยกมุมถี่แตกต่างไปจากการยกมุมเก็จของปราสาทเขมรละโว้ ตรงกลางยกซุ้มประตูซ้อนเพียง 2 ชั้นหน้าบัน เหนือบัวรัดเกล้าเป็นชั้นอัสดงที่ไม่มีรูปประติมากรรมครุฑเหินขนาดใหญ่ประดับมุม (ครุฑยุดนาครับไขรา) แต่กลายเป็นมุมหลักที่ประดับด้วยกลีบขนุนแบบชะลูดแหลม (แตกต่างไปจากกลีบขนุนแบบละโว้ที่ยังอ้วนป้อมกว่า) ปั้นปูนรูปรูปทวารบาล –หรือเทพเจ้าในซุ้มบัญชร ยกชั้นวิมาน (รัดประคด-เชิงบาตร) แยกจากกันเป็นชั้น ๆ ขึ้นไป 6 ชั้น ประดับกลีบขนุน (บัวกาบขนุน) เรียงชิดกัน เหลือช่องว่างระหว่างกลีบเพียงเล็กน้อยตามการยกมุมของแต่ละชั้นวิมาน กลีบขนุนของมุมหลักในแต่ละชั้นยังมีขนาดใหญ่กว่ามุมย่อย แผ่นบรรพแถลงวางในระดับเดียวกับกลีบขนุนเหนือลวดบัวเชิงบาตรของมุขหน้าเก็จประธานในแต่ละชั้นทำเป็นรูปใบเสมา ขนาดเท่ากับกลีบขนุน ซึ่งทั้งหมดก็ล้วนเป็นลักษณะเด่นของพระปรางค์ไทย ที่หลุดออกจากงานสถาปัตยกรรมเขมร-ละโว้แล้วครับ 
.
------------------------------
*** และเมื่อพิจารณาแผนผังเปรียบเทียบระหว่างปรางค์ประธานวัดมหาธาตุสุพรรณในยุคแรก ที่สร้างขึ้นในสมัยพระบรมไตรโลกนาถ กับปรางค์ประธานวัดมหาธาตุราชบุรี จะพบว่า องค์ประกอบของทั้งสองพระปรางค์มีขนาดของระเบียงคด ปรางค์ประธาน ใกล้เคียงกัน มีการจัดวางวิหารที่มีท้ายจระนำแทรกเข้ามาภายในระเบียงคด รวมทั้งตำแหน่งของเจดีย์ 8 เหลี่ยมคู่แบบสมมาตรทั้งภายในระเบียงคดและนอกระเบียงคด ล้วนแต่มีการจัดวางตำแหน่งเดียวกัน 
ลวดลายภาพเขียนสีอดีตพระพุทธเจ้าตามคติเถรวาทลังกาวงศ์ภายในห้องคูหาประธาน (Cella) ยังปรากฏลวดลายดอกไม้ทิพย์-ดอกบัว ลายเมฆริ้วหรือลายเครือเถาจากอิทธิพลศิลปะจีน ที่นิยมในช่วงพุทธศตวรรษที่ 20 ลายปราสาทยอดแหลมในคติคันธกุฏีวิหาร รูปพระสาวกขนาบข้าง ลายเครื่องแต่งกายกษัตริย์ แสดงอิทธิพลของงานศิลปะแบบพุกาม-รามัญ ของงานช่างศิลปะเดิมที่นิยมในภูมิภาคครับ  
.
อีกทั้งรูปแบบของปรางค์ที่มีลักษณะเด่นของ “พระปรางค์ทรงงาเนียม” (หลังคาทรงวิมานอ้วนป้อมสอบโค้งเข้า เพิ่มชั้นวิมาน-เชิงบาตรมากกว่า มีการปรับจำนวนชั้นและการจัดเรียงบัวกาบขนุน (กลีบขนุน) ให้กระชับเข้ามาชิดกันตามจำนวนมุมที่เพิ่มขึ้น แตกต่างไปจากทรงวิมานแบบเขมร-ละโว้ ที่นิยมในอยุทธยาเดิมอย่างเห็นได้ชัด) ฐานยกสูง 3 ชั้นบนฐานไพทีใหญ่ การวางแถบบัวลูกฟักใหญ่เต็มท้องไม้ ที่เป็นพระราชนิยมในสมัยพระบรมไตรโลกนาถ อย่างพระปรางค์ประธานวัดพระศรีรัตนมหาธาตุสุพรรณบุรี พระปรางค์ประธานวัดพระศรีรัตนมหาธาตุเชลียงและพระปรางค์ประธานวัดพระศรีรัตนมหาธาตุพิษณุโลก อีกทั้งการจัดวาง “ทับหลังปลอม” ภายในช่องจระนำของซุ้มประตู รวมทั้งการเปลี่ยนเครื่องปักมุมชั้นอัสดงจากรูปประติมากรรมลอยตัว อย่างครุฑยุดนาคมุมไขราและรูปทวารบาลเดิมมาเป็นกลีบขนุน ตามรูปแบบสถาปัตยกรรมของพระปรางค์ประธานวัดพระราม ที่สร้างขึ้นในช่วงต้นพุทธศตวรรษที่ 21 
.
ต่อมาได้มีการต่อเติมเพิ่มมุขฐานปัทม์คาดบัวลูกฟักแถบใหญ่ล้อตามแบบฐานเดิม ต่อเติมเป็นอาคารคูหายาว ด้านหน้า รวมทั้งเพิ่มมุขฐานเฉพาะชั้นล่างตรงกับหน้าซุ้มประตูยาวออกไปทั้ง 3 ด้าน สร้างเป็นพระปรางค์บริวารที่ปลายมุขฐาน ซึ่งน่าจะสร้างขึ้นต่อเนื่องในช่วงปลายของกลางพุทธศตวรรษที่ 21 ช่วงสมัยของสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 ครับ
.
ซึ่งในช่วงเวลาเดียวกันนี้ ภายหลังจากการสร้างปรางค์บริวารจึงได้มีการก่อฐานไพทีสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่ขึ้นใหม่ถมทับส่วนฐานเขียงของพระปรางค์ใหญ่ ปรางค์บริวารและฐานล่างของเจดีย์ 8 เหลี่ยมบริวารเดิมที่อยู่ตามมุมทั้งหมด ซึ่งในปัจจุบัน (ภายหลังจากการบูรณะ) ได้มีการเปิดส่วนฐานให้เห็นร่องรอยการก่อถมฐานไพทีให้เห็นอยู่ที่มุมตะวันตกเฉียงใต้ 
.
*** พระปรางค์วัดมหาธาตุราชบุรี มหาธาตุกลางนครชยราชปุรี จึงควรถูกสร้างขึ้นในช่วงต้นพุทธศตวรรษที่ 21 ปลายสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ เพื่อแสดงพระราชอำนาจอันยิ่งใหญ่ ที่ได้ทรงผนวกรวมรัฐสุพรรณภูมิกลุ่มสุดท้ายที่ลุ่มน้ำแม่กลอง เข้ามาอยู่ในอาณาจักรกรุงศรีอยุทธยาอย่างสมบูรณ์ครับ
เครดิต ; FB
วรณัย พงศาชลากร
EJeab Academy

ยังมีสาระเรื่องราวดี ๆ ที่อยากเล่าตามมาดูเราได้ที่ ;
My blogs links 👆
https://sites.google.com/site/dhammatharn/
http://abhinop.blogspot.com
http://abhinop.bloggang.com
ททมาโน ปิโยโหติ #ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก
A giver is always beloved.