วันพฤหัสบดีที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564

เจดีย์ทรงระฆัง วัดไชยวัฒนาราม

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก A giver is always beloved.
เจดีย์ทรงระฆังวัดไชยวัฒนาราม ...“สมเด็จพระไชยราชาธิราช” ? 

บนฐานไพทีใหญ่ ยกระดับสูงจากระดับพื้นเดิม (ระดับเดียวกับเจดีย์ใหญ่ย่อมุมไม้สิบสองด้านหน้า ริมแม่น้ำ) ประมาณ 1.2 เมตร เป็นฐานสูงก่อเอ็นอัดดินบดรองรับกลุ่มอาคารปรางค์ประธาน เมรุราย เมรุทิศ ระเบียงคด โบสถ์ ที่สร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าปราสาททอง โดยมีกลุ่มเจดีย์อุทิศขนาดเล็ก 4 องค์ ตั้งอยู่มุมตะวันออกเฉียงเหนือของฐาน ซึ่งในปัจจุบันคงเหลือแต่เจดีย์ทรงระฆังองค์หนึ่งตั้งอยู่เท่านั้น
.
ฐานปัทม์ผังสี่เหลี่ยมที่คาดเส้นลวดบัว “ลูกแก้วอกไก่”กลางท้องไม้ ของเจดีย์ทรงระฆัง ฝังจมลงไปภายในฐานใหญ่ที่ถูกสร้างขึ้นพร้อมกับการสร้างวัดไชยวัฒนารามในยุคหลัง คงลอยขึ้นมาบนพื้นเพียงชั้นบัวหงายและหน้ากระดานบน ส่วนท้องไม้และเส้นลวดนูนแบบสันแหลมอกไก่นั้น หลายส่วนจมอยู่ใต้ดิน สามารถสังเกตเห็นได้อย่างชัดเจน จนดูเหมือนว่าเจดีย์เป็นฐานเตี้ยครับ 
.
ส่วนล่างของฐานปัทม์ (ท้องไม้ ลวดบัวคว่ำและหน้ากระดานล่าง) รวมฐานเขียงอีก 1-2 ชั้น ที่เคยตั้งอยู่บนระดับพื้นดินเดิม จมอยู่ภายในฐานไพทีใหญ่ (ที่ยกขึ้นสูง) แสดงให้เห็นว่าเจดีย์ทั้ง 4 องค์ ( 3 องค์เหลือแต่ฐาน) นี้ เป็นเจดีย์ที่สร้างขึ้นมาก่อนการสร้างวัดไชยวัฒนารามในปี พ.ศ. 2173 
.
*** กลุ่มเจดีย์อุทิศนี้ สร้างมาตั้งแต่เมื่อใด มีความสำคัญอย่างไร จึงไม่ถูกรื้อเมื่อมีการสร้างวัดซ้อนทับแบบยกฐานไพทีสูง แต่ยังคงเว้นเจดีย์กลุ่มนี้ฝังคาลงไว้ในฐานเท่านั้น ? 
.
เมื่อพิจารณาตามรูปแบบทางสถาปัตยกรรมของเจดีย์ที่มีฐานล่างผังสี่เหลี่ยมจัตุรัส ฐานเขียงผังกลม 3 ชั้น  แบบ “ตรีมาลา” (Trimālā) ฐานปัทม์ผังกลมที่มีท้องไม้ใหญ่ คาดแถบบัวลูกฟักซ้อนลูกแก้วสันคม (อกไก่) ซ้อนด้วยชั้นฐานเขียงกลมแบบตรีมาลาแคบ 3 ชั้น รองรับฐานชั้นมาลัยเถา (บัวลูกแก้ว) 3 วง ฐานบัวปัทม์/ปากระฆัง คาดเส้นลวดอกไก่ตรงกลางไม่มีผนังท้องไม้รองรับระฆังทรงชะลูด ปากผายออกเล็กน้อย บนยอดระฆังเป็นบัลลังก์ผังสี่เหลี่ยมยอมุม 12 กลม มีท้องไม้ใหญ่คาดแถบบัวลูกฟักซ้อนลูกแก้วสันคม ก้านฉัตรใหญ่ ใต้บัวฝาละมี ต่อด้วยปล้องไฉน (บัวลูกแก้วกลม/ฉัตรวรี) เว้นระยะห่างระหว่างปล้องวง ขึ้นไปจบที่ปลียอด ( หักหายไป) ครับ
.
***  ฐานตรีมาลา ฐานปัทม์ผังกลมที่มีท้องไม้ใหญ่ ชั้นมาลัยเถา บัวปากระฆังและปล้องไฉนซ้อนเว้นระยะห่างระหว่างวง เป็นเอกลักษณ์ทางสถาปัตยกรรมที่สำคัญของเจดีย์ทรงลังกาในงานศิลปะแบบอยุธยาในยุคสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 ช่วงกลางพุทธศตวรรษที่ 21 
.
*** แต่ทรวดทรงของเจดีย์กลับชะลูดเพรียวสูง เหมือนกับองค์ระฆังแบบลอมฟางของรัฐสุพรรณภูมิ แตกต่างจากระฆังของเจดีย์ลังกาในยุคสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 ที่จะอ้วนป้อมและสั้นกว่า อย่างเจดีย์ประธานวัดนางพญา ที่มีรูปทรงเดียวกับเจดีย์ประธานวัดพระศรีสรรเพชญ  
.
ปูนปั้นบัวปากระฆังปั้นเป็นลายกลีบบัวซ้อนสับหว่างอย่างงดงาม 3 ชั้น ทั้งลาดบัวคว่ำและหงาย บัลลังก์เหนือองค์ระฆังที่เป็นฐานปัทม์แผนผัง 4 เหลี่ยม ยอมุม เป็นรูปแบบที่พบจากเจดีย์เมืองโบราณกำแพงเพชร หรือ อยุธยาหมวดกำแพงเพชร ที่รับอิทธิพลจากเจดีย์แบบล้านนา มีอายุความนิยมเริ่มต้นในช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 20 เป็นต้นมาครับ    
.
*** เจดีย์ทรงระฆังที่วัดไชยวัฒนาราม มีการยืดทรงลังกาเดิมจนชะลูดสูงและรับอิทธิพลรูปแบบเจดีย์ล้านนาจากเมืองกำแพงเพชรแล้ว จึงควรมีอายุการสร้างประมาณปลายพุทธศตวรรษที่ 21 เกี่ยวเนื่องกับช่วงสมัยสมเด็จพระไชยราชาธิราชที่ทรงปกครองเมืองพิษณุโลกในฐานะพระมหาอุปราชา ทำสงครามกับรัฐล้านนาที่เชียงไกร/เชียงกราน (เขตแดนเมืองตาก) ตีลำพูนและปราบกบฏที่เมืองกำแพงเพชร
.
---------------------------
*** ก่อนหน้าการสร้างวัดไชยวัฒนารามในสมัยพระเจ้าปราสาททอง บริเวณนี้เคยเป็นที่ตั้งของวัดเก่าที่อาจเคยมีการใช้ชื่อนาม “วัดชัยวัฒนาราม/วัดไชยวัดธนาราม" (พงศาวดารพันจันทนุมาศ ตอนเสียกรุง/กฎหมายตราสามดวง หมวดมรดก) ตามพระนามสมเด็จพระไชยราชา ? มาก่อนแล้ว เมื่อมีการสร้างวัดซ้อนทับวัด (ขยายวัด) จึงได้มีการนำชื่อนามวัดที่เป็นนามมงคลเดิมมาใช้ ซึ่งกลุ่มเจดีย์รายนี้จะต้องมีความสำคัญมากในความทรงจำของราชสำนักอยุธยา จึงไม่ได้ถูกรื้อถอนออกไปทั้งหมด เช่นเดียวกับสิ่งก่อสร้างอื่น ๆ ของวัด ทั้งโบสถ์ วิหารและเจดีย์ประธานครับ
.
มโนหนักอีกนิด หรือพระเจดีย์อุทิศในวัดไชยเก่านี้ จะเกี่ยวข้องกับการเสด็จสวรรคตของสมเด็จพระไชยราชาธิราช ในปี พ.ศ. 2089 หลังจากเสด็จกลับมาจากศึกเมืองเชียงใหม่ ?
.
คงต้องให้เป็นหน้าที่ของสายมูเท่านั้น ที่จะหาคำตอบได้ครับ
เครดิต : FB
วรณัย  พงศาชลากร
EJeab  Academy

ศรนาคบาศ

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก A giver is always beloved.
“Garuda Man” ฮีโร่ผู้พิชิตศรนาคบาศ   

ในวรรณกรรม “มหากาพย์รามายณะ” (Rāmāyaṇa) ภาค “ยุทธกัณฑ์หรือลงกาภัณฑ์” (Lanka Kanda) ได้เล่าถึงช่วง “ศึกอินทรชิต” ว่า
.
...เมื่อ “นละ” (Nala)  และ "นีละ”(Nila) นำไพร่พลวานรขุดหินภูเขามาจองถนน ข้ามมหาสมุทรไปจนถึงฝั่งกรุงลงกา ได้พบกับ “พิเภก/วิภีษณะ” (Vibhishana)  พระอนุชาของท้าวราพณ์ (ราวาณะ) เข้ามาร่วมทัพ ได้เริ่มเข้าสัประยุทธ์กับกองทัพรากษส/ยักษ์กันครั้งแรก จนทัพฝ่ายลงกาพ่ายแพ้อย่างยับเยิน ท้าวราพณ์จึงให้ “อินทรชิต” (Indrajit) หรือ “เมฆานาถ” (Meghanāda) พระราชโอรสผู้มีสุรเสียงประดุจฟ้าคำราม นำกองทัพเข้าต่อสู้ขับไล่ผู้รุกรานในทันที 
ในวันแรกของการต่อสู้ อินทราชิตผู้เคยพิชิตพระอินทรา ได้เข้าจู่โจมกองทัพขององค์รามอย่างรวดเร็ว แต่ก็พ่ายแพ้ต่อ “องคต” (Aṅgada) จนต้องล่าถอย เมื่อรวมทัพกลับขึ้นใหม่ได้ อินทรชิตสามารถเอาชนะพลวานรของพญาสุครีพ (Sugriva) จนแตกพ่าย ... 
.
...อินทรชิตประกาศท้าทายด้วยเสียงฟ้าคำราม ให้องค์รามและองค์ลักษมัณออกมารบด้วยตนเอง ด้วยเพราะอยากแก้แค้นให้กับลุงและพี่น้องของเขา เมื่อองค์รามและองค์ลักษมัณนำกองทัพมาถึง อินทรชิตได้บังคับเมฆให้เข้าบดบังแสงอาทิตย์ และล่องหนด้วยมนตราวิเศษ ฝ่ายองค์รามก็ให้เหล่าขุนทัพวานรผู้เก่งกล้าขึ้นไปตามหา แต่ก็หาไม่พบ เมื่อได้จังหวะอินทรชิตจึงแผลง “ศรนาคบาศ” (Nāgapāśa) อันเกรียงไกร แผ่เป็นร่างแหของงูนับล้านเต็มท้องฟ้าเข้าใส่พลวานร พุ่งเข้ามัดตรึงร่างขององค์รามและองค์ลักษมัณจนล้มลงบนปัฐพีประดุจดังสิ้นชีวิตในทันที...
.
...เหล่าวานรต่างรู้สึกตกใจ ท้อแท้และเศร้าโศกเสียใจ ส่วนอินทรชิตก็คิดว่าองค์รามและองค์ลักษมัณได้สิ้นชีวิตแล้ว จึงกลับกรุงลงกา แจ้งข่าวชัยชนะแก่ท้าวราพณ์ จึงได้ให้นางตรีชฎา (Trijata) พานางสีดา ขึ้นบุษบกวิมาน(Pushpaka Vimana) เหาะมาดูความตายขององค์รามและองค์ลักษมัณ นางสีดาสำคัญว่าพระรามตายจริง กำลังจะโศกเศร้า แต่นางตรีชฎาได้ปลอบนางสีดาโดยชี้แจงว่า ถ้าหญิงที่ผัวตายแล้วขึ้นบุษบกวิมานจะไม่ลอยขึ้น... 
.
...หนุนามได้เหาะขึ้นไปสวดภาวนาแก่พญาครุฑ พระพาหนะของพระวิษณุ ผู้เป็นลุงของ “นกสดายุ” (Jatayu) และ “นกสัมพาที” (Sampati) พญาครุฑจึงได้บินลงมายังสนามรบ เข้ากินบ่วงนาคราชที่รัดอยู่ เหล่าศรนาคที่เหลือก็พากันตกใจเลื้อยหนีไปทั้งหมด องค์รามและองค์ลักษมัณรวมทั้งเหล่าวานรจึงเป็นอิสระและได้ขอบคุณพญาครุฑอย่างจริงใจในความช่วยเหลือครั้งสำคัญนี้...
.
...เมื่ออินทรชิตได้ยินว่าองค์รามและองค์ลักษมัณหลุดรอดจากพิษศรนาคบาศก็โกรธจัด ด้วยก้าวย่างอันโกรธเกรี้ยว เขาเดินทางกลับไปที่สนามรบ ส่งเสียงคำรามท้าทายองคร์รามและองค์ลักษมันอีกครั้ง...
.
-----------------
*** “ปราสาทกุกเขว็ด” (Kuk/Kok Khvat) ทางเหนือของแพรกแม่น้ำโขงกับแม่น้ำโตนเลสาบ เหนือกรุงพนมเปญ ในเขตจังหวัดกำปงจาม เป็นปราสาทก่อศิลาแลงแบบหลังเดี่ยวบนเนินสูง ที่ถูกสร้างขึ้นมาในยุคพระวิหาร ช่วงประมาณกลางพุทธศตวรรษที่ 16 แต่ยังสร้างทิ้งค้างคาไว้ไม่แล้วเสร็จ เพิ่งถูกแกะสลักลวดลายขึ้นใหม่เฉพาะส่วนทับหลังและเชิงเสาประดับกรอบประตูในช่วงกลางพุทธศตวรรษที่ 17 เป็นภาพแกะสลักอันวิจิตรที่แสดงความสำคัญของพญาครุฑในศึกอินทรชิต/ศรนาคบาศอันโดดเด่น ตามแบบวรรณกรรมรามายณะ
.
*** โดยทางฝั่งซ้ายแสดงภาพของ“พิเภก/วิภีษณะ”กำลังประคองพระเศียรขององค์รามและองค์ลักษมัณ ที่ต้องศรนาคบาศด้วยกันทั้งสองพระองค์ ในท่ามกลางความแตกตื่นและเศร้าโศกเสียใจของเหล่าพลวานร พญาหนุมานเหาะขึ้นไปวิงวอนขอให้พญาครุฑผู้เป็นศัตรูของนาคลงมาช่วย ตรงกลางแสดงภาพของพญาครุฑ ประดุจฮีโร่คนสำคัญ ล้อมรอบด้วยเหล่าเทพยดานางฟ้า โดยมีองค์รามและองค์ลักษมัณนั่งแสดงอัญชุลีขอบคุณอย่างจริงใจ พิเภกยกมือกุมไว้ที่หน้าอกเพื่อแสดงความเคารพ ภาพด้านขวาเป็นกลุ่มพลวานรกำลังร้องรำทำเพลงแสดงความดีใจครับ
เครดิต : FB
วรณัย  พงศาชลากร
EJeab  Academy

สิงห์ทวารบาล วัดธรรมิกราช

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก A giver is always beloved.
“สิงห์ทวารบาล/สิงหปราการ” ล้อมรอบฐานพระเจดีย์องค์แรกของโลก ที่วัดธรรมิกราช 

ประมาณช่วงกลางพุทธศตวรรษที่ 20 สมัย “สมเด็จพระนครินทราธิราช (เจ้านครอินทร์)” ปกครองอาณาจักรอยุทธยา พุทธศาสนาฝ่ายลังกาวงศ์/รามัญนิกาย ที่ผ่านเข้ามาในรัฐสุพรรณภูมิ ได้ส่งอิทธิพลต่อเนื่องไปยังเมืองท่าอยุทธยา อาณาจักรใหม่ที่เพิ่งเกิดราชสำนักกษัตริย์ผู้ปกครองแบบรวมศูนย์อำนาจไม่นานนัก รูปแบบเจดีย์ทรงระฆังเตี้ย (ฟองน้ำ) แบบลังกา ที่มีฐานตรีมาลาและฐานปัทม์ท้องไม้ในแผนผังกลม และมาลัยเถา/บัวลูกแก้วสามชั้นรองรับฐานบัวปากระฆัง ได้ถูกผสมผสานเข้ากับเจดีย์แบบสุพรรณภูมิ ทรงสูงเพรียวมีเรือนธาตุก่อเป็นผนังสูงผัง 8 เหลี่ยมซ้อนกัน 3 ชั้น รองรับองค์ระฆังแบบลอมฟางเป็นครั้งแรก 
.
*** เจดีย์ประธานวัดธรรมิกราช ทางเหนือของเกาะเมืองอยุธยา อาจเป็นตัวอย่างอันดีของการผสมผสานเจดีย์แบบลังกาฐานปัทม์มีท้องไม้ในผังกลม องค์ระฆังเตี้ยป้อม กับเรือนธาตุแบบ 8 เหลี่ยมของรัฐสุพรรณภูมิ โดยเปลี่ยนฐานเขียง/ตรีมาลา/บุปผาปธาน” (Mālāsana-Trimālā) แบบผังกลม 3 ชั้น มาเป็นแบบ 8 เหลี่ยม 3 ชั้น ฐานปัทม์ชุดบัวคว่ำ/ท้องไม้/บัวหงาย จากผังกลมแบบลังกา ถูกเปลี่ยนเป็นฐานปัทม์ผัง 8 เหลี่ยมที่ยืดชั้นท้องไม้ให้กว้าง คาดลวดบัวลูกฟัก ลูกแก้วหรืออกไก่ 2 เส้น ห่างกัน ซ้อนขึ้นไป 3 ชั้น กว่าเดิมเลียนแบบเรือนธาตุเจดีย์สุพรรณภูมิ ที่เหมือนถูกกดชั้นเรือนธาตุให้เตี้ยลงครับ
.
ส่วนขององค์ระฆังยังคงเป็นผังกลม อาจมีทั้งแบบลอมฟาง (ชะลูดสูงแบบพุกาม) และแบบฟองน้ำ (เตี้ยป้อมแบบลังกา) แต่ไม่มีมาลัยเถา (บัวลูกแก้วเป็นวงแหวน 3 ชั้น) ตามแบบสุพรรณภูมิ มีบัวปากระฆังทรงกลมรองรับองค์ระฆัง  
*** เหนือองค์ระฆัง เป็นฐานบัลลังก์แบบฐานปัทม์ ที่ถูกเปลี่ยนรูปบัลลังก์ผัง 4 เหลี่ยมใหญ่ มาเป็น “บัลลังก์ผัง 8 เหลี่ยม” อันเป็นเอกลักษณ์สำคัญของเจดีย์แบบรัฐสุพรรณภูมิในช่วงเวลาแรกของการเข้าครอบครองเมืองท่าใหม่แห่งนี้ครับ 
.
ถัดขึ้นไปเป็นก้านฉัตรที่มีขนาดกลมใหญ่ บัวฝาละมีที่มีพื้นใต้ล่างโค้งงอนขึ้นไปรับกับลาดบัวโค้งด้านบน แตกต่างจากพื้นล่างของแบบบัวฝาละมีแบบลังกา ต่อด้วยปล้องไฉนกลมที่เว้นช่องว่างเป็นท้องไม้ ส่วนปลียอดและลูกแก้วยอดสุดของพระเจดีย์  
.
*** เจดีย์ลูกผสมแบบลังกาและสุพรรณภูมิ จึงเกิดขึ้นครั้งแรก ๆ ที่วัดธรรมิกราชนี้เองครับ
.

*** ต่อมาในช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 20 คติลังกาวงศ์แบบสีหลภิกขุ/กัลยาณีภิกขุ จากลังกาและสุโขทัยได้ส่งอิทธิพลเข้ามาอีกระลอก เกิดการสร้างพระเจดีย์ทรงระฆังอ้วนป้อมประดับฐานมาลัยเถา ฐานเตี้ยแบบลังกา  อย่างเจดีย์ประธานวัดมเหยงคณ์  ที่สร้างขึ้นในสมัยสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 2 (เจ้าสามพระยา) ตามแบบสถูป“มหิยังคณะสถูป” พระมหาเจดีย์องค์สำคัญในลังกา  
.
ในรัชกาลเดียวกัน เมื่ออาณาจักรอยุทธยาพิชิตเมืองพระนครศรียโศธระปุระได้ในปี พ.ศ. 1974 มีการนำรูปประติมากรรม “สิงห์” ที่เคยประดับเป็นคู่บริเวณหน้าบันไดทางเข้าสู่ศาสนสถานแบบเขมรโบราณ ในความหมายของ “ทวารบาล” และคติการวางฐานประทักษิณยกพื้นแบบ “หัตถีปราการ” (Hatthī-Prākāra) ของลังกา อย่างวัดช้าง วัดมเหยงคณ์และวัดหัสดาวาส ที่มีการประดับรูปช้างล้อม/ช้างรอบ มาเสริมฐานประทักษิณแบบลานกว้างแบบเดียวกับวัดมเหยงคณ์ ล้อมประกบรอบเจดีย์ 8 เหลี่ยมองค์เดิมที่สร้างขึ้นในยุคพระราชบิดา โดยวางรูปสิงห์ล้อมรอบที่หมายถึง “ผู้ปกป้องพระสถูปเจดีย์” แทนรูปช้างล้อม/ช้างรอบ ที่หมายถึงการค้ำจุนพระพุทธศาสนาตามคติความหมายของฝ่ายลังกาครับ   
.
*** พระเจดีย์ 8 เหลี่ยมที่วัดธรรมิกราช จึงได้มีกลายมาเป็นพระเจดีย์ที่มีฐานประทักษิณแบบ “สิงห์ล้อม” (สิงหปราการ /Siṃha-Prākāra) เป็นองค์แรกของของโลก (?) ในช่วงเวลาไล่เลี่ยกับการประดับรูปสิงห์ทวารบาลล้อมฐานเจดีย์วัดสามปลื้มและวัดสามวิหาร  
.
ประติมากรรมปูนปั้นสิงห์ล้อมฐานประทักษิณเจดีย์ประธานวัดธรรมิกราช มีจำนวนด้านละ 12 ตัวและตรงมุมทั้ง  4 ทิศ รวมเป็น 52 ตัว ผนังฐานด้านหลังตัวสิงห์ทำเป็นเสาอิงแบ่งเป็นช่องตามจำนวน (ไม่ชัดเจนว่ามีหลังคาซุ้มหรือไม่) เป็นสิงห์คำราม (อ้าปากไม่มาก แยกให้เห็นเขี้ยวแหลมคล้ายว่ากำลังขู่ให้กลัว) ปั้นปูนประดับรายละเอียดตามแบบงานแกะสลักหินทรายรูปสิงห์ทวารบาลที่พบงานศิลปะเขมรโบราณและละโว้  สองขาหน้าเหยียดตรง ขาหลังนั่งยองไม่ติดพื้นในความหมายของการเตรียมพร้อมกระโจนเข้าใส่ แผงขนส่วนหัวถูกประยุกต์เป็นลายกระหนกจนดูเป็นเทริดหรือกระบังหน้า แผงขนส่วนหน้าอกและส่วนอื่น ๆ ก็ทำเป็นลายกระหนก ลำตัวสวมกรอศอ กุณฑลและรัดข้อเท้าด้วยกำไลพาหุรัด แบบเดียวกับเครื่องประดับของรูปบุคคล ส่วนหางปั้นโค้งลู่แนบขึ้นมากับกลางแผ่นหลัง (จะได้ไม่หักง่าย) ครับ
.
ตรงกลางของฐานประทักษิณในแต่ละด้านทำเป็นบันไดทางขึ้นลานด้านบนตามแบบแผนผังเจดีย์ประธานวัดมเหยงค์ ประดับด้วยพญานาคหัวราวบันได 5 เศียร ตามคติบันไดนาคแบบเขมร ซึ่งในการบูรณะช่วงปลายกรุงศรีอยุธยา ได้มีการปั้นปูนเพิ่มยักษ์แบกเพิ่มเข้าไปที่ส่วนฐานของหัวพญานาค 
.
*** ปูนปั้นรูปสิงห์คงชำรุดเสียหายจนต้องมีการซ่อมแซม ใส่ลวดลายประดิษฐ์ใหม่ปั้นปูนพอกทับปูนเก่า จนถึงขั้นปั้นเป็นรูปสิงห์ทั้งตัวเลียนแบบของเดิมขึ้นใหม่มาวางแทนที่ จนดูเหมือนว่าสิงห์แต่ละตัวนั้นมีรายละเอียดของลวดลายแตกต่างกันไปไม่ได้เหมือนกันทุกตัวครับ
เครดิต : :FB
วรณัย  พงศาชลากร
EJeab Academy

วันพุธที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564

เจดีย์วัดจงกรม สุพรรณบุรี

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก A giver is always beloved.
“พระเจดีย์วัดจงกรม” ชะลูดสูงแบบสุพรรณภูมิ ครอบเจดีย์ทรงลังกาองค์แรกในอยุทธยา

ตั้งแต่กลางพุทธศตวรรษที่ 18 อิทธิพลในคติความเชื่อและงานศิลปะของพุทธศาสนาแบบ “ลังกาวงศ์” ได้เริ่มเข้ามาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จากร่องรอยหลักฐานที่กล่าวถึงพระราหุลเถระชาวลังกาและพระฉปัฏเถระชาวพุกาม พระเถระอีก 4 รูป และคณะพระสงฆ์อีกหลายคณะได้เดินทางไปศึกษาพระธรรมวินัยยังเกาะลังกา และชักชวนพระสงฆ์ชาวลังกากลับมาที่พุกามและนครศรีธรรมราช จนราชสำนักตามพรลิงค์/ศรีวิชัยเดิม (จันทรภาณุ/ปทุมวงศ์) ที่เคยนิยมในนิกายมหายาน เกิดความเลื่อมใสศรัทธา จึงได้เกิดมีการสร้างพระสถูปเจดีย์ทรงโอคว่ำ (ฟองน้ำ) แบบเจดีย์ลังกาบนฐานประทักษิณสี่เหลี่ยม มีชุดฐานเริ่มจากฐานปัทม์ (มีท้องไม้) สัณฐานกลม 3 ชั้น รองรับส่วนอัณฑะ (ระฆัง) บัลลังก์ด้านบนผังสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่ เช่นเดียวกับพระเจดีย์ฉปัฏในอาณาจักรพุกาม พระมหาธาตุเจดีย์นครศรีธรรมราช จึงเป็นพระเจดีย์ในคติ “มหาธาตุ” ของฝ่ายลังกาวงศ์องค์แรกในประเทศไทยครับ
.
ในช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 19 ยังมีคณะพระสงฆ์จากสุโขทัย เดินทางผ่านเมืองรามัญไปยังลังกา ดังความในชินกาลมาลีปกรณ์ว่า “...พระสุมนเถระชาวเมืองสุโขทัยไปเมืองอโยชชปุระ (หริภุญชัย ?) แล้วเล่าเรียนพระธรรมในสำนักครูหลายครูแล้วกลับมาเมืองสุโขทัยอีก ครั้งนั้นพระมหาสามีชื่ออุทุมพรมาจากลังกาทวีปสู่รัมมนะ (รามัญ) ประเทศ พระสุมนเถระทราบข่าวนั้นแล้วจึงไปรัมมนะประเทศกับพระภิกษุผู้เป็นสหาย (พระอโนมทัสสี) ได้บวชอีกครั้งหนึ่งในสำนักของพระอุทุมพรมหาสามีแล้วเล่าเรียนพระธรรม (ที่เมืองพัน/เมาะตะมะ - Martaban)...”
.
ในช่วงปลายสุดของพุทธศตวรรษที่ 19 คณะพระสงฆ์ฝ่ายรามัญนิกายในอิทธิพลพุกาม/ลังกาวงศ์ จากกรุงสุโขทัยเดินทางลงมาเผยแพร่พุทธศาสนาในกรุงศรีอยุธยา และได้รับการยอมรับจากราชสำนักและผู้คนในเขตรัฐอยุธยา ยกย่องให้เป็นมหาสวามีองค์สำคัญ  
.
เจดีย์ทรงระฆังแบบลังกา/รามัญนิกายจึงเกิดขึ้นในกรุงศรีอยุธยาเป็นครั้งแรกครับ
*** เจดีย์สุโขทัย มีรูปแบบที่คล้ายคลึงกับเจดีย์ในลังกาแต่รับอิทธิพลผสมผสานมาจากพุกาม มีลักษณะเด่นคือ ส่วนฐานล่างสุดนิยมทำเป็นผังสี่เหลี่ยมจัตุรัส ฐานเขียง 2 – 3 ชั้นรองรับฐานตรีมาลากลม ฐานบัวคว่ำแบบมีท้องไม้คั่นคล้ายปลายฉัตรหรือลาดหลังคา ที่เรียกว่า“บัวถลา” 3 ชั้น
.    
ใต้องค์ระฆังทำเป็น “บัวปากระฆัง” ทำเป็นฐานบัวคว่ำบัวหงายแบบไม่มีช่องท้องไม้ ใต้องค์ระฆังทรงโอคว่ำขนาดใหญ่ อ้วนป้อม (ทรงฟองน้ำ) ตามแบบลังกา ไม่นิยมทำปากผาย บัลลังก์เหนือองค์ระฆังเป็นฐานปัทม์ผังรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสมีเส้นลวด 2 เส้นคาดที่ท้องไม้ เหนือขึ้นไปเป็นก้านฉัตรผังกลมใหญ่ รองรับปล้องไฉน (ฉัตรวลี) มีบัวฝาละมี ปล้องไฉนและปลียอดครับ 
.
ซึ่งชุดประดับฐานเรือนอัญฑะอย่างบัวถลา บัวปากระฆัง ระฆังทรงโอคว่ำไม่ผายปากและฐานบัลลังก์ใหญ่มีเส้นลวด คือลักษณะเด่นของเจดีย์ทรงระฆังแบบลังกา/รามัญนิกาย ที่เป็นงานศิลปะนิยมจากรัฐสุโขทัยโดยตรง 
.
ในช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 19 ถึง ต้นพุทธศตวรรษที่ 20 เจดีย์ประธานในศาสนสถานของเขตเกาะเมืองใหม่ ยังคงนิยมเจดีย์ทรงปราสาทแบบรัฐละโว้/ศรีเทพ เจดีย์ 8 เหลี่ยม/ระฆังทรงลอมฟาง (ไม่มีบัลลังก์) แบบรัฐสุพรรณภูมิ ยังไม่ปรากฏความนิยมในการสร้างเจดีย์ทรงระฆังขึ้นแต่อย่างใดครับ 
.
--------------------------
*** “วัดจงกรม” ตั้งอยู่ในเขตชุมชนโบราณคลองสระบัว ทางตอนเหนือนอกเกาะเมืองกรุงศรีอยุธยา เจดีย์ประธานของวัดเป็นเจดีย์ทรงเพรียวชะลูด ก่ออิฐสอดิน สูงถึงยอดลูกแก้วประมาณ 30 เมตร ฐานล่างเป็นฐานเขียง ผัง 8 เหลี่ยม 3 ชั้น (ตรีมาลา)  เรือนธาตุใหญ่ผังแปดเหลี่ยมท้องไม้กว้าง 2 ชั้น รองรับฐานปัทม์กลมที่มีการเสริมจระนำซุ้มประดิษฐานพระพุทธรูป (ในยุคหลัง) เหนือขึ้นไปเป็นชั้นมาลัยเถา (บัวลูกแก้ววางห่าง) รองรับองค์ระฆังทรงชะลูดสูง (แบบลอมฟาง/สุพรรณภูมิ) ฐานบัลลังก์แปดเหลี่ยมสูง (ท้องกว้าง) ก้านฉัตรใหญ่ (มีการเพิ่มเสาหานเข้ามาจากการปฏิสังขรณ์ในยุคหลัง) 
.
โครงสร้างเจดีย์ก่ออิฐแบบทิ้งน้ำหนักลงผนัง ช่องว่างภายในเรือนธาตุชั้นแรกเป็นรูปกลม เรือนธาตุชั้นบนขึ้นไปเป็นรูปสี่เหลี่ยมผนังสอบเข้าหากันจนถึงส่วนระฆัง ใช้ขื่อไม้ใหญ่ค้ำทแยงตรงค้ำยันผนังอิฐจากภายในขึ้นไปหลายจุด  ห้องคูหามีการเสริมผนังทำเป็นช่องโค้งประดิษฐานพระพุทธรูป 7 ช่อง (เว้นช่องประตู) ครับ
.
*** การขุดแต่งในปี พ.ศ. 2542 - 2544 แสดงให้เห็นว่า เจดีย์ประธานวัดจงกรมนี้ อาจสร้างขึ้นมาตั้งแต่ในช่วงกลาง-ปลายพุทธศตวรรษที่ 20 และมีการก่อพอกปฏิสังขรณ์ต่อเติมหลายครั้ง
.
*** เจดีย์ประธานทรงสูงที่เห็นอยู่ จึงควรถูกสร้างขึ้นในสมัยของสมเด็จพระนครินทราธิราช (เจ้านครอินทร์/จากเมืองสุพรรณบุรี/สุพรรณภูมิ) หรือในช่วงต้นสมัยของพระบรมราชาธิราชที่ 2 (เจ้าสามพระยา/จากเมืองสุพรรณบุรี) ก่อนเกิดความนิยมเจดีย์ทรงปราสาทในช่วงหลังครับ
.
แต่พระเจดีย์ประธานของวัดจงกรมที่เห็นอยู่ในปัจจุบันก็สร้างครอบทับเจดีย์ขนาดเล็กองค์หนึ่ง ปรากฏช่องทางเข้าไปภายในองค์เจดีย์เป็นซุ้มโค้งยอดแหลม (ก่ออิฐแบบเหลือมซ้อน) ที่ผนังทางด้านตะวันออก ภายในห้องคูหาแคบ ๆ มีเจดีย์ทรงระฆัง ส่วนฐานล่าง (ห้องกรุ) ถูกฝังจมลงไปในพื้นของฐานเจดีย์ใหญ่ที่ก่อส่วนฐานขึ้นมาประสานจนเจดีย์เล็กได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างฐานใหม่ ส่วนที่ลอยอยู่เหนือพื้นในคูหาเป็นเจดีย์ขนาดไม่ใหญ่นัก ฐานประดับลวดบัวถลาแบบสุโขทัย 2 ชั้น บัวปากระฆัง องค์ระฆังแบบฟองน้ำลังกาไม่ผายปาก ฐานบัลลังก์ใหญ่คาดลวดซ้อน (อกไก่บนลูกฟัก) 2 เส้น ส่วนยอดหักพังทลาย (จากโครงขื่อไม้ด้านบนที่ค้ำทรงเจดีย์ใหญ่จากภายในที่ผุพังลงมา) ซึ่งเป็นเจดีย์ในศิลปะนิยมแบบรัฐสุโขทัย  
.
*** เจดีย์เล็กภายในเจดีย์ใหญ่วัดจงกรม เป็นเจดีย์ทรงระฆังลังกาจากอิทธิพลคติความเชื่อแบบรามัญนิกายและงานสถาปัตยกรรมแบบรัฐสุโขทัยองค์แรกของอยุทธยา สอดรับกับช่วงเวลาที่พระปิยทัสสีเดินทางลงมาเผยแพร่พุทธศาสนาลังกาวงศ์/รามัญนิกายในกรุงศรีอยุธยา ช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 19 –ต้นพุทธศตวรรษที่ 20 และยังได้มีการเจดีย์ทรงระฆังแบบสุโขทัยในคติเดียวกันขนาดไม่ใหญ่นักที่วัดสมณโกฏฐาราม ทางตะวันออกของเกาะเมือง ในช่วงเวลาใกล้เคียงกันครับ
เครดิต : FB
วรณัย  พงศาชลากร
EJeab Academy

มหาธาตุเชลียง ศรีสัชนาลัย

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก A giver is always beloved.
“ซุ้มประตูยอดปราสาทเฟื้อง” มหาธาตุเชลียง ศรีสัชนาลัย ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับหน้าบายน
“ซุ้มประตูยอดปราสาทเฟื้อง” วัดพระศรีรัตนมหาธาตุเชลียง/วัดพระปรางค์หรือวัดพระบรมธาตุเมืองเชลียง  ทางตะวันออกของเมืองโบราณศรีสัชนาลัย/เชียงชื่น เป็นซุ้มประตูศิลาแลงที่ดูแปลกตาแตกต่างไปจากซุ้มประตูวัดโบราณอื่น ๆ ที่พบในรัฐสุโขทัย ด้วยเพราะมีการใช้แท่งหินศิลาแลงขนาดใหญ่ 2  ชิ้นยกขึ้นวางเป็นคานระหว่างเสาศิลาแลงขนาดใหญ่ 3 ต้น ดูจากการบากแต่งหินแล้วคงต้องใจทำเป็นหลังคาวิหาร โดยบากเป็นหน้าบันสามเหลี่ยมแบบซ้อนชั้นจำลองตามรูปหลังคาเครื่องไม้ ปลายหินที่สลักเป็นรูปสามเหลี่ยมเคยมีการวางหิน “ป้านลมที่มียอดแหลมชะลูด” ปั้นปูนประดับเป็นรูปราหูอมจันทร์ (อย่างที่คงเหลืออยู่ชิ้นหนึ่งทางทิศใต้ในปัจจุบัน) วางประกบทับอยู่ทั้ง 4 หน้าบัน ตรงกลางวางหินฐานสามเหลี่ยมจั่วขนาดใหญ่ครอบประกบเข้ากับสันหลังคาจำลอง ทิ้งน้ำหนักทับบนคานทั้ง 2 เพื่อกดล็อคตรงรอยต่อระหว่างคานหินกับเสารองรับด้านล่าง โดยด้านบนทำเป็นเรือนยอดทรงปราสาท
.
รั้วกำแพงของวัด (ส่วนตะวันออก) ยังใช้แท่งหินศิลาแลงทรงกระบอกขนาดใหญ่ปักเรียงชนกัน โดยวางหินทรงลาดหลังคาทับหลังอยู่ด้านบน รวมความสูงประมาณ 2 เมตร ซึ่งการสร้างซุ้มประตูและกำแพงรั้วด้วยหินศิลาแลงขนาดใหญ่ที่มีความหนาและแข็งแรงนี้ อาจมีเหตุผลเพื่อการป้องกันต้นไม้ใหญ่และเศษสวะที่ไหลมาในช่วงฤดูน้ำหลาก (รุนแรง) ไม่ให้หลุดเข้าไปกระแทกกับสิ่งก่อสร้างภายในกำแพงครับ 
.
*** ชื่อนาม “ปราสาทเฟื้อง” มาจากคำเรียกเครื่องบนประดับตกแต่งหลังคาในงานสถาปัตยกรรมล้านนา  หมายถึง “ปราสาทย่อขนาด/ปราสาทขนาดเล็ก/ปราสาทจำลอง/ช่อฟ้า” ที่นิยมตั้งประดับอยู่กลางสันหลังคาวิหาร ในความหมายของเขาพระสุเมรุหรือปราสาทไพชยนต์ อันเป็นศูนย์กลางแห่งจักรวาลในคติพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาท   
.
รูปแบบสถาปัตยกรรมของปราสาทเฟื้อง อาจพิจารณาได้จากซุ้มประตูด้านตะวันตกที่แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า เป็น “เจดีย์แบบเรือนธาตุยอดบัวตูม” ตามความนิยมของรัฐสุโขทัย ที่เริ่มต้นในสมัยพญาฦๅไทย/ลิไท ตามอิทธิพลรูปทรงเจดีย์แบบนิกายละโว้/กัมโพชสงฆ์ปักขะ  มุม 4 ด้านประดับด้วยบัวกาบ (กลีบขนุน) แบบเตี้ย   ยอดปราสาทเฟื้องฝั่งตะวันออก ยกเก็จซุ้มบัญชรเฉพาะชั้นเรือนธาตุ มีรูปบุคคลสวมเครื่องประดับ พระหัตถ์ทั้งสองวางลงบนพระเพลา (ไม่ใช่ปางสมาธิหรือมารวิชัย) เหนือขึ้นไปหน้ากระดานไม่ยกเก็จ โกลนเป็นรูปดอกบัวตูมแบบเดียวกับฝั่งตะวันตก ไม่ใช่ทรงยอดวิมานแบบปราสาท ปูนปั้นประดับทั้งที่หน้าบันและกาบล่าง /บัวกาบ/กลีบขนุน แสดงลวดลายตามแบบล้านนา (โดยเฉพาะลายเม็ดอัญมณี มีรูตรงกลาง วางห่างไม่ติดกัน) สลับกับลายดอกซีกดอกซ้อน/ประจำยาม และ รูปหน้าบุคคลขนาดใหญ่ 4 ด้าน ตามศิลปะแบบสุโขทัย (อิทธิพลงานช่างเขมรในรัฐสุโขทัยเดิม) ครับ
.
*** ความหมายของรูปบุคคล 4 หน้าบนยอดบัวตูม หมายถึงสวรรค์ชั้นชั้นโสฬสพรหมและอรูปภูมิ ที่อยู่ยอดบนสุดตามวรรณกรรม “เตภูมิกถา/ไตรภูมิกถา/ไตรภูมิโลกวินิจฉัย/ไตรภูมิโลกสัณฐาน” รูปบุคคลนั่งในซุ้มบัญชร คือ “พระจตุโลกบาล/จตุมหาราชิกา (Cātum-Lokapala /Cātummahārājika) บนสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกาซึ่งเป็นชั้นแรกของแดนเทวภูมิ เรียกว่า “ชั้นฉกามาพจร/จาตุม” ที่มีอยู่ 6 ชั้น ตั้งอยู่เชิงเขาพระสุเมรุ/สิเนรุราช ประกอบด้วยท้าวธตรฐราช มีบริวารเป็นคนธรรพ์ เมืองตะวันตกมีท้าววิรูปักษ์ ปกครองเหล่าครุฑและนาค เมืองทิศใต้มีท้าววิรุฬหกราช ปกครองเหล่ายักษ์กุมภัณฑ์ (เป็นยักษ์ท้องใหญ่มีอัญฑะเหมือนหม้อ) เมืองทางทิศเหนือ มีท้าวไพศรพณ์มหาราช ปกครองเหล่ายักษ์และรากษส 
.
ฐานล่างประดับปูนปั้นด้วยรูปเทวดาแสดงอัญชุลี และนางฟ้าแสดงการร่ายรำ หมายถึงชั้นเทวภูมิ/ฉกามาพจรเดียวกับพระจตุโลกบาล ที่อยู่ของเหล่าเทวดาและนางฟ้า เหนือแดน “มนุสสภูมิ/มนุษยภูมิ” และ “อบายมุขภูมิ” ครับ
.
*** รูปแบบสถาปัตยกรรมและงานศิลปะของปราสาทเฟื้อง จึงสอดรับกับคติ “ไตรภูมิกถา” ในช่วงยุคพรฺญาฦๅไทย/พรฺญาลิไท อย่างชัดเจน มิได้เกี่ยวข้องกับยอดวิมานที่มีพระพัตร์ 4 ด้านแบบบายน ถึงจะมีความคล้ายคลึงกันทางศิลปะก็ตามครับ
.
เมื่อพิจารณาลวดลายปูนปั้นประดับรูปราหูอมจันทร์เหนือรวยตัวนาคกลางจั่วและแท่งสอบแหลม แสดงให้เห็นรูปแบบการประดับซุ้มบัญชรชั้นซ้อนของเจดีย์วัดป่าสัก เมืองโบราณเชียงแสน ที่วางรูปราหูอมจันทร์ไว้กลางหน้าจั่ว โดยมี  “ใบเพกากลีบยาว” หรือ “ซุ้มเคล็ก” (Clec) แบบพุกาม ประดับเป็นยอดแหลมอยู่ด้านบนไม่แตกต่างกัน ในขณะที่รัฐสุโขทัยจะนิยมหน้ากาล/เกียรติมุขคายมาลัยแบบลังกา
.
การวางปราสาทเฟื้องกลางสันหลังคาวิหาร เครื่องแต่งกายและรัศมีของรูปเทพพนม นางฟ้าร่ายรำ รูปเทวดาประดับหัวเสา ลายกรอบกลมหยักใน (กรอบกระจก)และลายกรอบสามเหลี่ยมแบบ“หัวหยู่อี้” บนเฟื่องอุบะ ลวดลายปูนปั้นและรูปทรงของกลีบขนุนแบบกาบประดับมุม ก็ล้วนแต่แสดงรูปแบบงานศิลปะนิยมแบบล้านนาที่ผสมผสานเข้ามาครับ
.
ประกอบกับความสัมพันธ์อันแนบแน่นระหว่างรัฐสุโขทัยและรัฐล้านนาในสมัยมหาธรรมราชาฦๅไทย/พรฺญาลิไท กับ พรฺญากือนา ที่เชื่อมความสัมพันธ์ด้วยการส่งพระสุมนเถระขึ้นไปเผยแพร่พุทธศาสนาแบบลังกาวงศ์/รามัญนิกาย จนเกิดเป็นวัดและนิกายสวนดอกขึ้นในเชียงใหม่
.
*** ซุ้มประตูยอดปราสาทเฟื้อง มหาธาตุเชลียง จึงควรอาจมีอายุการสร้างอยู่ในช่วงต้นพุทธศตวรรษที่ 20 เป็นงานสถาปัตยกรรมเจดีย์ยอดดอกบัวตูมแบบสุโขทัยที่สอดรับกับคติไตรภูมิกถา โดยได้รับอิทธิพลจากคติและงานศิลปะแบบล้านนา (พุกามและจีน) เข้ามาผสมผสานอย่างชัดเจนครับ
เครดิต : FB
วรณัย  พงศาชลากร
EJeab  Academy

วันอังคารที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564

มหานิบาตชาดก

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก A giver is always beloved.
“มหานิบาตชาดก”ลังกาวงศ์เริ่มแรกในจักรวรรดิบายน

ความแตกแยกระหว่างนิกายต่าง ๆ ในลังกาที่ยาวนานกว่า 500 ปี จนถึงต้นพุทธศตวรรษที่ 18 จึงได้เกิดการปฏิรูปฟื้นฟูพระพุทธศาสนาในลังกาครั้งใหญ่ ในสมัยของพระเจ้าปรากรมพาหุมหาราช ทรงโปรดให้มีการสังคายนาพระไตรปิฎก กำหนดพระธรรมวินัยขึ้นใหม่จนเกิดพุทธศาสนานิกายเถรวาทแบบ “ลังกาวงศ์” (Theravāda/Lankavong Buddhism) ขึ้นเป็นครั้งแรก 
.
คติลังกาวงศ์ ได้เริ่มส่งอิทธิพลเข้ามายังเมืองตามพรลิงค์/ตมฺลิงคะ (Tamlinga)/นครศรีธรรมราช ผ่านต่อไปยังเมืองพระนครศรียโสธรปุระตามเส้นทางการค้าและความสัมพันธ์ระหว่างราชสำนัก ดังปรากฏหลักจากจารึก “พระเจ้านิสสังกมัลละ” (Nissanka Malla) แห่งนครโปโลนนารุวะ ที่ระบุว่าอาณาจักรสิงหลได้มีไมตรีกับรามัญเทศะและกัมโพชเทศะ ทั้งยังได้ส่งคณะสงฆ์เข้ามาเผยแพร่พุทธศาสนาลังกาวงศ์ในอาณาจักรทั้งสอง ซึ่งในอาณาจักรกัมพุชเทศะจะตรงกับช่วงแรกของสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ครับ
.
นิกายลังกาวงศ์ในยุคแรกที่เข้าไปสู่รามัญเทศะ ได้พัฒนาไปเป็น “รามัญนิกาย” หรือ นิกายอรัญวาสี /อุทุมพรคีรี/ทิมพลุคละ” (Āraṇya-vāsī/Udumbaragiri Dimbulagala) หรือ “ลังกาวงศ์ยุคที่ 2” มีศูนย์กลางเมืองนครพัน/พะอัน/เมาะตะมะ (Pa-an /Martaban) ส่งต่ออิทธิพลมาไปยังกลุ่มรัฐต่าง ๆ ทางตะวันออก ทั้งในเขตล้านนา สุโขทัย สุพรรณภูมิ ละโว้ เข้าไปยังราชสำนักเมืองพระนคร ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 19
.
*** ถึงแม้ว่าในช่วงกลางพุทธศตวรรษที่ 18 ราชสำนักบายนให้ความนิยมในคติความเชื่อนิกายมหายาน/วัชรยานตันตระ  (Mahāyāna/Vajrayāna Tantric Buddhism) เน้นหนักไปที่ลัทธิ “โลเกศวร” (Lokeśvara) ก็ตาม แต่อิทธิพลของพุทธศาสนาเถรวาทลังกาวงศ์รุ่นแรกที่ยังไม่ได้รับความนิยม ยังได้แทรกเข้าไปสู่ราชสำนักเมืองพระนครธมเช่นเดียวกัน อย่างการปรากฏเจดีย์แบบลังกา/โปโลนนารุวะ องค์ระฆังเตี้ยอ้วนป้อม ฐานปัทม์สามชั้น บัลลังก์ใหญ่ ประดิษฐานภายในปราสาทประธานของปราสาทพระขรรค์ (Jayaśrí) ปราสาทที่ถูกสถาปนาขึ้นเพื่ออุทิศถวายแด่พระราชบิดา บริเวณที่ได้รับชัยชนะต่อกองทัพเรือจามปาครับ   
.
โดยเฉพาะการปรากฏรูปงานศิลปะที่แสดงเรื่องราว “มหานิบาตชาดก/ทศชาติชาดก”” (Mahānipāta jātaka) อันเป็นชาดกเรื่องใหญ่ 10 พระชาติสุดท้ายจาก “อรรถกถาชาดก”(Jātakatthavaṇṇanā) ในภาษาบาลีทั้งหมด 547 (550) เรื่อง เป็นตัวอย่างในการปฏิบัติบำเพ็ญบารมีธรรมของพระโพธิสัตว์ในแต่ละภพชาติก่อนจะมาตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า เพื่อเปรียบเทียบให้เห็นถึงการกระทำความดีและความชั่วผ่านเรื่องเล่าแบบนิทาน อันเป็นคตินิยมของฝ่ายเถรวาทโดยตรง 
.
*** ภาพสลักเรื่องราวในมหานิบาตชาดก ที่พบในช่วงจักรวรรดิบายน เป็นเรื่อง  “พระเวสสันดร” (Vessantara Jātaka) ที่ปราสาทตาพรหม ปราสาทพระขรรค์ ปราสาทตาพรหมแห่งโตนเลบาตี ปราสาทตาไนย ปราสาทบันเตียสำเหร่  นิยมสลักเป็นภาพตอนที่พระเวสสันดรพระราชทานกัญหาและชาลีให้กับชูชก และตอนพระราชทานช้างแก้วปัจจัยนาเคนทร์ ให้แก่พราหมณ์ทั้ง 8 จากเมืองกลิงครัฐครับ 

เรื่อง “สุวรรณสาม” (Sāma Jātaka) พบที่ปราสาทบายน  เป็นภาพตอนที่สุวรรณสามออกมาตักน้ำที่แม่น้ำมิคสัมมตาให้กับบิดามารดาที่ตาบอดเพราะพิษงู แต่ถูกพระเจ้ากบิลยักขราช แผลงศรมาสังหาร เพราะเข้าใจผิดคิดว่าเป็นร่างแปลงของนาคป่า เทพยาแห่งป่าหิมวันต์
.
พุทธศาสนาแบบลังกาวงศ์ในราชสำนักบายน ยังได้ปรากฏความนิยมในการสร้างพระพุทธรูป ที่เปลี่ยนรูปแบบจากการนั่งไขว้ข้อพระชงฆ์ประสานขัดสมาธิเพชร แบบการปฏิบัติโยคะที่เรียกว่า “วัชราสนะ” (Vajrāsana) ตามศิลปะนิยมของฝ่ายมหายาน จากอิทธิพลศิลปะราชวงศ์ปาละ มาเป็นการนั่งแบบขัดสมาธิราบ “วีราสนะ/ปรยังกาสนะ” (Vīrāsana /Paryaṅkasana) ตามแบบลังกา โปโลนนารุวะทั้งหมด
.
*** พระพุทธรูปในงานสิลปะแบบบายนที่ควรนั่งขัดสมาธิเพชรตามศิลปะฝ่ายมหายาน/วัชรยาน กลับนิยมสลักเป็นรูปนั่งสมาธิราบตามแบบลังกาวงส์ทั้งหมดครับ
เครดิต : FB
วรณัย พงศาชลากร 
EJeab Academy 

วันจันทร์ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564

จารึกปราสาทเมืองสิงห์

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก A giver is always beloved.
ชื่อพระนามกษัตริย์แห่งศรีชยสิงหปุรีองค์สุดท้าย ใน “จารึกปราสาทเมืองสิงห์” ?

บนฐานรูปเคารพสนานโทรณีหินทรายขนาดกลางชิ้นหนึ่ง ที่พบในระหว่างการขุดแต่งปราสาทประธาน ปราสาทเมืองสิงห์ ตำบลสิงห์ อำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี เมื่อปี พ.ศ. 2521 (ปัจจุบันจัดแสดงที่อาคารจัดแสดง อุทยานประวัติศาสตร์เมืองสิงห์) ปรากฏข้อความจารอยู่บนขอบนูนด้านบน หันหัวออกจากแกนกลาง อ่านข้อความได้จากมุขรางสรงน้ำด้านหน้า เป็นชื่อนามสั้น ๆ ว่า “พรฺญาไชยกร”     
.
*** จารึกบนฐานรูปเคารพนี้ ยังคงเป็นจารึกเดียวที่พบจากปราสาทเมืองสิงห์ในปัจจุบัน และถือได้ว่าเป็นจารึกในรูปแบบอักษรและออกเสียงภาษาเขมรโบราณ ที่พบอยู่ไกลสุดจากศูนย์กลางอำนาจเมืองพระนครธม (ศรียโสธระปุระ) ทางตะวันตกครับ  
.
ชื่อนามที่พบในจารึกไม่ใช่ชื่อนามของรูปเคารพ ด้วยเพราะตามขนบแบบแผนและคติเขมรโบราณ นิยมใช้คำว่า “กมฺรเตงฺชคต” (Kamarateṇ Jagatta ผู้เป็นใหญ่เหนือสัตว์โลก) นำหน้าชื่อนามศักดิ์สิทธิ์ของรูปเคารพ ส่วนชื่อนามของกษัตริย์จะใช้คำนำหน้าพระนามว่า “วฺระ ปาท/ธุลี วฺระปาท/ธุลีเชงฺ (Vraḥ pāda) นำหน้า “กมฺรเตงฺ อญฺ” (Kamarateṇ Añ) ตามด้วย “ศรี” (Śrī) ชื่อพระนาม ลงท้ายด้วย “วรฺมฺม/วรมัน” (Varmma) และ “เทวะ” (Deva) ปิดท้ายชื่อพระนาม  
.
หากเป็นเชื้อพระวงศ์ ผู้ปกครองนครในอาณาจักร/จักรวรรดิและบุคคลสำคัญ จะมีคำนำหน้าเพียง “วฺระกมฺรเตงฺ อญฺ /พระกมรเตงอัญ” ศรีและชื่อนาม และลงท้ายด้วยลงท้ายด้วย “วรฺมฺม/วรมัน” ไม่มีคำว่าเทวะครับ  
.
ตำแหน่งผู้ปกครองวิษัยนครและสฺรุกชุมชน อาจใช้เพียงคำหน้า “กมฺรเตงฺอญฺ /กมรเตงอัญ” ส่วนตำแหน่งต่าง ๆ นั้น ไล่ลงมาจาก “อมฺรเตงฺ/อมรเตง” “มฺรเตงฺ/มฺรตาญ”  “กํเสฺตงฺ อัญฺ” (กำเสตงอัญ) “เสฺตงฺ อญฺ” (สเตงอัญ) “เสฺตงฺ”  “เตงฺตฺวนฺ” โดยมีตำหน่ง “เตงฺ” ในลำดับท้ายสุด
.
*** อีกทั้งยังมีตำแหน่งของผู้ตัดสินคุณโทษหรือผู้พิพากษา จะเรียกว่า “สภาปติ” (Sabhāpati)  จะมีนาม “ศรี” นำหน้าชื่อ มีคำว่า “ปณฺฑิตฺ/บัณฑิต” (Paṇḍita) ปิดท้าย และคำว่า “วฺระกมฺรเตงฺ อญฺ คุรุ” ที่หมายถึงตำแหน่งพระอาจารย์คนสำคัญในราชสำนัก ครับ
.
------------------------
*** ชื่อตำแหน่ง “พรฺญา” ในจารึกปราสาทเมืองสิงห์ จึงไม่ใช่ชื่อตำแหน่งตามแบบเมืองพระนคร แต่เป็นคำที่นิยมใช้ในกลุ่มรัฐขอมเจ้าพระยาและลุ่มน้ำสาขาตอนบนทางตะวันตกช่วงหลังพุทธศตวรรษที่ 18 โดยนำเสียงในภาษารามัญ/ทวารวดี (Rāmaṇya) มาใช้ในรูปอักษร/ภาษาเขมรโบราณ มีความหมายถึง “กษัตริย์/ผู้เป็นใหญ่” หรือผู้ปกครองนคร/รัฐ ดังชื่อพระนามกษัตริย์ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 19 พรฺญาฦๅไทย/พรฺญาไสฦๅ (ไทย)/พรฺญามังราย/พรฺญางำ ฯ ทั้งยังส่งอิทธิพลจากราชสำนักอยทธยากลับไปยังราชสำนักเขมรหลังยุคเมืองพระนครในช่วงพุทธศตวรรษที่ 20 อย่าง “พญาคำขัด/พญายาต(ญาติ)” อีกด้วย 
.
*** ส่วนคำว่า “เจ้าพระยา/พระยา” ในสมัยกรุงศรีอยุธยา เป็นชื่อตำแหน่งที่เกิดขึ้นภายหลังคำว่า “พรฺญา/พญา” อาจจะมาจากคำว่า “พระ+ออกญา/อาญา/อาชญา” ในความหมายของผู้มีอำนาจอย่างกว้างขวาง/ขุนนางระดับสูง ไม่ใช่หมายถึงกษัตริย์ผู้ปกครองครับ
.
ถึงแม้ว่าอักษรและเสียงภาษาในจารึกปราสาทเมืองสิงห์ อาจมีอายุอักษรเก่าแก่ขึ้นไปถึงช่วงต้นพุทธศตวรรษที่ 18 แต่จากบริบทของความหมายของคำว่า “พรฺญา” ที่นิยมในเขตรัฐเจ้าพระยาช่วงพุทธศตวรรษที่ 19 การพัฒนารูปอักษรที่ทันสมัยแตกต่างไปจากเดิม ฐานรูปประติมากรรมที่พบในเขตสำคัญที่สุดของปราสาทและร่องรอยหลักฐานการสิ้นสุดความเป็นเมืองจนทิ้งร้างที่สอดรับเวลากับการเติบโตขึ้นของรัฐสุพรรณภูมิ จากขั้วอำนาจกลุ่มชนลูกผสมรามัญทวารวดีเดิมในช่วงต้นพุทธศตวรรษที่ 19 ที่ได้รุกกลับเข้ามาทวงคืนดินแดนตะวันตก (Inam aparaṃ) คืนจากจักรวรรดิบายนที่มีอายุสั้นเพียงประมาณ 30 ปี 
.
*** ชื่อพระนาม “พรฺญาไชยกร” ในจารึกปราสาทเมืองสิงห์ จึงควรเป็นชื่อนามของกษัตริย์แห่งนครศรีชยสิงหปุรี (Śrí Jaya-Siṃhapuri) พระองค์สุดท้ายในดินแดนที่เคยอยู่ในอิทธิพลของชาวกัมพุชะเทศะจากเมืองพระนครธม ที่ได้ถูกหลงลืมและละทิ้งไว้ในแดนตะวันตก ได้เพียงเท่านั้นครับ
เครดิต : FB
วรณัย  พงศาชลากร
EJeab  Academy