วันพุธที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2554

วัดพระธาตุลำปางหลวง

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก ยิ่งให้ยิ่งได้ ยิ่งหวงยิ่งอด เราไม่หวงเราไม่อด หมดเดี๋ยวก็มา



จังหวัดลำปาง
วัดพระธาตุลำปางหลวง
สถานที่ตั้ง ตั้งอยู่ริมทางหลวงหมายเลข ๑๐๓๔ (ห้างฉัตร-เกาะคา) ตำบลลำปางหลวง อำเภอเกาะคา จังหวัดลำปาง ห่างจากตัวเมืองลำปางประมาณ ๑๘ กิโลเมตร
ประวัติความเป็นมา
....................วัดพระธาตุลำปางหลวงเป็นวัดที่สำคัญที่สุดของเมืองลำปาง เชื่อกันว่าสร้างมาก่อนที่พระเจ้าอนันตยศ โอรสของพระนางจามเทวี แห่งนครหริภุญชัยจะมาสร้างเมืองลำปาง วัดพระธาตุลำปางหลวงได้รับการบูรณะปฏิสังขรณ์ และสร้างศาสนสถาน และสักการะบูชาจากกษัตริย์หลายพระองค์ในดินแดนล้านนา อาทิเช่น
พ.ศ. ๑๙๕๖ เจ้ามหาเทวี เสวยราชย์ ณ เมืองเชียงใหม่ได้เสด็จไปทัพที่แม่สลิด ตอนเสด็จกลับได้มา สักการะเจดีย์ ถวายเงินทองบูรณะเจดีย์ พร้อมทั้งขุดบ่อน้ำเลี้ยงไว้ด้านเหนือของวัด
พ.ศ. ๑๙๙๒ เจ้าหาญแต่ท้อง มาครองนครลำปาง ทรงบูรณะปฏิสังขรณ์วัดเสริมพระเจดีย์ให้กว้าง และสูงกว่าเดิม
พ.ศ. ๒๐๑๙ เจ้าหมื่นคำเพชร ได้สร้างพระวิหารและกำแพง
พ.ศ. ๒๐๓๙ เจ้าหาญศรีทัตถมหาสุรมนตรี ได้เสริมฐานเจดีย์กว้าง ๑๒ วา สูง ๑๒ วา วัดพระธาตุลำปางหลวง มีความเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ ที่สำคัญของนครลำปาง กล่าวคือ ในปี พ.ศ. ๒๒๗๕ เป็นยุคที่ลำปางว่างจากเจ้าผู้ครองนคร ท้าวมหายศจากนครลำพูนซึ่งขณะนั้นอยู่
ภายใต้การปกครองของพม่า ได้ยกกองทัพมาตีนครลำปาง และมาตั้งค่ายทหารในวัดพระธาตุลำปางหลวง เหตุการณ์ครั้งนี้หนานทิพย์ช้างวีรบุรุษของเมืองลำปาง ได้แข็งข้อนำกำลังเข้าต่อสู้โดยได้แอบเข้ามาที่วัด พระธาตุลำปางหลวง ใช้ปืนยิงท้าวมหายศตาย และได้ตีทัพลำพูนแตกพ่ายไป ปัจจุบันยังปรากฏรอยลูกปืน
อยู่บนเสารั้วทองเหลืองที่ล้อมองค์ พระธาตุเจดีย์ วีรกรรมของหนานทิพย์ช้างครั้งนี้ทำให้หนานทิพย์ช้าง ได้สถาปนาขึ้นมาเป็นเจ้าพระยาสุลวะลือไชย ครองเมืองนครลำปาง เป็นบรรพบุรุษของสกุลเจ้าเจ็ดตน
ความสำคัญต่อชุมชน
.......................นอกจากจะเป็นวัดประจำหมู่บ้านของชาวบ้านลำปางหลวงแล้ว วัดพระธาตุลำปางหลวง ยังถือว่าเป็นวัดที่สำคัญยิ่งของชาวจังหวัดลำปาง ตามประวัติศาสตร์ที่บันทึกไว้ เจ้าผู้ครองนครลำปาง ลำพูน เชียงใหม่ ในอดีต ได้มา เคารพสักการะ ตลอดจนบูรณะซ่อมแซมต่อเนื่องกันมาโดยตลอด เป็นเวียงทองทางศาสนาที่เป็น ศูนย์รวมจิตใจและศรัทธาของผู้คนที่มีต่อพุทธศาสนา ในวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาจะมีชาวบ้านมาร่วม
ทำบุญและกราบไหว้ พระธาตุเป็นจำนวนมาก นอกจากนี้แล้ว ศิลปะและสถาปัตยกรรมต่าง ๆ ที่สร้างขึ้นในวัด ก็ได้รับการดูแลรักษา จนเหลือเป็นหลักฐานให้เห็นถึงเอกลักษณะทางศิลปและสถาปัตยกรรมของท้องถิ่น เมืองลำปางรวมทั้งของ ภาคเหนือด้วยเป็นอย่างดี
ลักษณะทางสถาปัตยกรรม
.......................สิ่งก่อสร้างที่ถือว่าเป็นผลงานทางสถาปัตยกรรมของวัดพระธาตุลำปางหลวงที่สำคัญมีหลายอย่างด้วยกัน คือ
๑. เจดีย์ เป็นเจดีย์ทรงระฆังที่ได้รับอิทธิพลจากศิลปะพุกามผ่านมาทางสุโขทัย และมีการพัฒนารูปร่างให้เพรียวขึ้นจนลงตัวโดยผสมผสานศิลปะในหลายรูปแบบ
๒. วิหารหลวง เป็นวิหารประธานของวัด เป็นวิหารแบบล้านนาที่มีขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่ปรากฏในจังหวัดลำปาง วิหารที่เห็นในปัจจุบัน ได้รับการบูรณะในสมัยรัตนโกสินทร์นี้เอง เป็นที่ตั้งของมณฑปปราสาท ที่ประดิษฐานพระพุทธรูปสำคัญ คือ พระเจ้าล้านทอง มีผนังเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า กว้างประมาณ ๑๗ เมตร ยาวประมาณ ๓๖ เมตร มีเสารวม ๔๖ ต้น ตามจารึกที่เขียนไว้วิหารหลวงน่าจะสร้างในปี พ.ศ. ๒๐๓๙
๓. วิหารน้ำแต้ม เป็นวิหารโถงขนาดกว้าง ๗.๕๐ เมตร ยาว ๒๑ เมตร สูงประมาณ ๗ เมตร ด้านหน้า และด้านข้างเปิดโล่งไม่มีผนังปิดกั้น จึงทำให้ไม่มีประตูหน้าต่าง นักวิชาการได้สันนิษฐานว่าวิหารหลังนี้มีอายุ ประมาณพุทธศตวรรษที่ ๒๒ ความสำคัญของวิหารน้ำแต้มอยู่ที่รูปทรงทางสถาปัตยกรรมที่ลงตัวมีความพอดี
สวยงาม นอกจากนี้ยังมีรูปเขียนเป็นจิตรกรรมฝาผนังที่เก่าแก่ อายุพอ ๆ กับตัววิหาร
๔. ซุ้มประตูโขง เป็นซุ้มประตูทางเข้าเขตพุทธาวาส ด้านหน้าวิหารหลวงสันนิษฐานว่าคงจะสร้างขึ้นใน สมัยเจ้าหมื่นคำเพชร เจ้าเมืองลำปาง ซึ่งได้ทำการบูรณะซ่อมแซมวัดพระธาตุลำปางหลวงพร้อมกันหลาย ๆ รายการ ลักษณะทางสถาปัตยกรรมของโบราณสถานต่าง ๆ ในวัดพระธาตุลำปางหลวง ถือว่าเป็นตัวอย่างของ สถาปัตยกรรมแบบล้านนา โดยเฉพาะสกุลช่างลำปาง เป็นสถาปัตยกรรมของหลวงที่มีความงดงาม ประณีต ไม่ใช่เป็นแบบชาวบ้าน จึงสามารถยกมาเป็นแบบอย่างได้
เส้นทางเข้าสู่วัดพระธาตุลำปางหลวง
........................จากตัวเมืองลำปาง ตามทางหลวงหมายเลข ๑ ลำปาง-เถิน เลี้ยวขวาที่หลักกิโลเมตรที่ ๕๘๖ ไปจนถึง ที่ว่าการอำเภอเกาะคา จากนั้นเลี้ยวขวาไปอีก ๒ กิโลเมตร วัดจะอยู่ทางด้านซ้ายมือ หรือจะใช้เส้นทางสาย ลำปาง-เชียงใหม่ ทางหลงหมายเลขที่ ๑๑ แยกซ้ายมือที่สี่แยกห้างฉัตรเข้าทางหลวงหมายเลข ๑๐๓๔
ประมาณ ๑๒ กิโลเมตร วัดจะอยู่ด้านขวามือ

วัดพระแก้วดอนเต้า ลำปาง

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก ยิ่งให้ยิ่งได้ ยิ่งหวงยิ่งอด เราไม่หวงเราไม่อด หมดเดี๋ยวก็มา


จังหวัดลำปาง
วัดพระแก้วดอนเต้าสุชาดารามวรวิหาร
สถานที่ตั้ง ตำบลเวียงเหนือ อำเภอเมือง จังหวัดลำปาง
ประวัติความเป็นมา
..................วัดพระแก้วดอนเต้าสุชาดารามวรวิหาร เกิดจากการวมตัวของ วัดพระแก้วดอนเต้ากับวัดสุชาดาราม ซึ่งทั้งสองวัดนี้มีอาณาเขตติดต่อกัน และได้ยกฐานะเป็นพระอารามหลวงเรียกรวมกันเป็น" วัดพระแก้วดอนเต้าสุชาดารามวรวิหาร " วัดพระแก้วดอนเต้ามีประวัติความเป็นมายาวนาน จนเป็นที่รู้จักของคนโดยทั่วไปในจังหวัดลำปาง มี ตำนานเก่าแก่เล่ากันมาว่าในสมัยก่อนลำปางมีชื่ออีกชื่อหนึ่งว่า กุกกุฏนคร มีมหาเถระรูปหนึ่งจำพรรษาอยู่ที่
วัดนี้ มีจิตศรัทธาอยากจะสร้างพระพุทธรูปไว้บูชา แต่ยังหาวัสดุไม่ได้ จนกระทั่งมีอุบาสิกาชื่อ นางสุชาดา ได้ นำแตงโมขนาดใหญ่มาถวาย เมื่อพระมหาเถระผ่าแตงโมก็พบแก้วมรกตอยู่ภายใน จึงได้นำไปแกะเป็น พระพุทธรูป ในตำนานเล่าว่ามีเทวดามาช่วยเนรมิตให้ ชาวเมืองจึงมาสักการะบูชากันอย่างไม่ขาดสาย ใน ขณะเดียวกันก็มีพวกเสนาอำมาตย์ที่ไม่ชอบพระมหาเถระ ได้ไปฟ้องเจ้าเมืองว่าพระมหาเถระเป็นชู้กับนางสุชาดา เจ้าเมืองจึงให้เอานางไปประหารชีวิต ก่อนจะถูกประหารนางได้อธิษฐานว่า ถ้าหากนางมีความผิด ขอให้เลือดนางตกถึงดิน เมื่อเพชฌฆาตลงดาบ ศีรษะนางขาด เลือดก็พุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าหายไป ต่อมาจึงได้มี
การสร้างวัดสุชาดารามคู่กับวัดพระแก้ว เพื่อเป็นการไว้อาลัยให้กับนางสุชาดาและพระเจ้าแก้วที่เทวดาเนรมิต ให้นั้น ต่อมาพระมหาเถระได้นำมาถวาย ไว้ที่วัดพระธาตุลำปางหลวงและประดิษฐานอยู่จนถึงปัจจุบัน ชาวลำปางจะนำออกมาแห่ในวันสงกรานต์และเมื่อมีเทศกาลสำคัญของบ้านเมือง เชื่อกันว่าพระเจ้าแก้วนั้นศักดิ์
สิทธิ์ยิ่งนัก เมื่อนำออกมาแห่คราวใดก็จะทำให้ฟ้าฝนตก ทำให้ชุ่มชื้นอุดมสมบูรณ์ นอกจากนี้วัดพระแก้วดอนเต้า ได้เคยเป็นที่ประดิษฐานพระมหามณีรัตนปฏิมากรหรือพระแก้วมรกตที่ อัญเชิญมาจากเชียงราย แต่ช้างที่อัญเชิญพระแก้วมรกตไม่ยอมเดินทางต่อ จึงนำมาประดิษฐานไว้ที่วัดนี้เป็น เวลา ๓๒ ปี จนถึง พ.ศ.๒๐๑๑ จึงได้อัญเชิญไปประดิษฐานที่เชียงใหม่
ลักษณะทางสถาปัตยกรรม
........................บริเวณวัดมีเจดีย์องค์ใหญ่บรรจุพระเกศาของพระพุทธเจ้า กว้างด้านละ ๑๓ วา สูง ๒๕ วา ติดทองจังโก้ (ทองเหลืองผสมทองแดง) ที่ฐานมีซุ้มประดิษฐานพระพุทธรูป ๗ องค์ ข้างๆ เจดีย์มีมณฑปและวิหารเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปปางไสยาสน์ซึ่งมีอายุเก่าแก่คู่กับวัด และที่สวยงามสะดุดตาอีกอย่างหนึ่ง ของวัดพระแก้ว คือ มณฑป ที่อยู่ทางด้านตะวันออกเฉียงใต้ของเจดีย์เป็นศิลปะแบบพม่าซึ่งเชื่อกันว่าจำลอง
แบบมาจากเมืองมัณฑเลย์
ความสำคัญต่อชุมชน
........................ วัดพระแก้วดอนเต้าสุชาดารามวรวิหาร เป็นพระอารามหลวงที่ประชาชนชาวลำปางจัดกิจกรรม ในวันสำคัญต่าง ๆ ของจังหวัดเป็นประจำ และยังเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญเนื่องจากความงดงามของ สถาปัตยกรรมที่รับอิทธิพลศิลปะแบบพม่าและพิพิธภัณฑ์วัดพระแก้วดอนเต้า ซึ่งจัดแสดง พระพุทธรูปเก่า ๆ
สิ่งของเครื่องใช้ต่าง ๆ ได้รับความสนใจทั้งจากชาวไทยและชาวต่างประเทศ อันเป็นผลให้ได้รับการเอาใจใส่ จากทางราชการและเอกชน ได้มีการบูรณะซ่อมแซมอยู่เสมอ
เส้นทางเข้าสู่วัดพระแก้วดอนเต้าสุชาดารามวรวิหาร
........................ จากศาลากลางจังหวัดหลังเก่า ไปทางทิศเหนือตามถนนบุญวาทย์ เลี้ยวซ้ายที่สะพานเขลางค์นครตรงไปจนถึงสี่แยกวัดแสงเมืองมา (สี่แยก ออป.) เลี้ยวขวาผ่านโรงเรียน เทศบาล ๑ ก็จะถึงวัดพระแก้วดอนเต้า สุชาดาราม ระยะทางประมาณ ๒ กิโลเมตร

พระธาตุดอยกองมู แม่ฮ่องสอน

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก ยิ่งให้ยิ่งได้ ยิ่งหวงยิ่งอด เราไม่หวงเราไม่อด หมดเดี๋ยวก็มา



จังหวัดแม่ฮ่องสอน
วัดพระธาตุดอยกองมู
สถานที่ตั้ง บนยอดดอยกองมู ตำบลจองคำ อำเภอเมือง จังหวัดแม่ฮ่องสอน
ประวัติความเป็นมา
.................... วัดพระธาตุดอยกองมู เดิมชื่อว่าวัดปลายดอย ก่อนจะมีการสร้างวัด เป็นที่ซ่องสุมของโจรผู้ลี้ภัย ต่อมา เมื่อมีการปราบปรามจึงสร้างวัดขึ้น บริเวณวัดมีพระเจดีย์ ๒ องค์ พระเจดีย์องค์ใหญ่ สร้างโดยศรัทธา จองต่อสู่ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๐๓ พระเจดีย์องค์เล็ก สร้างโดยพญาสิงหนาทราชา เมื่อ พ.ศ. ๒๔๑๗ วัดได้รับพระราชทาน
วิสุงคามสีมา เมื่อวันที่ ๑๖ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๑๙
ความสำคัญต่อชุมชน
.................... เป็นวัดที่สำคัญคู่บ้านคู่เมืองแม่ฮ่องสอนมานาน ทุกปีในวันออกพรรษาจะมีการตักบาตรเทโวจาก พระธาตุดอยกองมู ลงมาสู่ตัวเมือง ในเดือน ๑๒ มีงานประเพณีนมัสการพระธาตุดอยกองมู และลอยกระทงสวรรค์ จะมีผู้คนมาร่วมทำบุญจากทั่วทุกแห่ง เชื่อกันว่าผู้ใดที่มาเมืองแม่ฮ่องสอน มาทำบุญและตีระฆังจะได้
กลับมาอีกครั้งหนึ่ง
การเดินทางขึ้นไปสู่วัดพระธาตุดอยกองมู
...................... จากตัวเมืองไปทางทิศตะวันตก โดยแยกจากทางหลวงสาย ๑๐๘ ตรงบริเวณอนุสาวรีย์พระยาสิงหนาทราชา ทางซ้ายมือ มีถนนคอนกรีตขึ้นสู่วัดระยะทางราว ๓ กิโลเมตร และมีทางเดินเป็นขั้นบันไดระยะ ทางราว ๑.๕ กิโลเมตร

ผาตั้ง แพร่

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก ยิ่งให้ยิ่งได้ ยิ่งหวงยิ่งอด เราไม่หวงเราไม่อด หมดเดี๋ยวก็มา



จังหวัดแพร่
ตำนานวัดถ้ำโบราณผาตั้ง
เนื้อเรื่อง
................พระอาจารย์มนตรี ธมเมธี พระอธิการวัดพระธาตุสุโทนมงคลคีรีสามัคคีธรรม เล่าถึงตำนานวัดโบราณ ผาตั้งว่า เจ้าพ่อพญาปานได้หลงรักเจ้าแม่นางแก้ว แต่เจ้าแม่นางแก้วไม่ได้ให้ความสนใจ เจ้าพ่อพญาปาน จึงโกรธ ได้ไปหาบเอาก้อนดินมาจากภูเขาปู่ละหึ่ง หวังเพื่อเอาไปกั้นน้ำยมที่วังหินให้น้ำยมไหลเข้ามาท่วมเด่น
ชัยให้คนเด่นชัยตายเพราะถูกน้ำท่วม แต่พอไปถึงบริเวณนั้น (บ้านไทรย้อย หมู่ ๒ ตำบลไทรย้อย อำเภอเด่นชัย จังหวัดแพร่) คานหาบได้หักลงหินผาจากภูเขาปู่ละหึ่ง จึงตกลงตั้งกับพื้นจึงกลายเป็นหินผาตั้งอยู่ กลางพื้นราบอยู่จนเท่าทุกวันนี้ แต่เดิมภูเขาผาตั้งแห่งนี้มีอยู่ด้วยกันหลายลูก แต่เนื่องจากเป็นภูเขาหินปูนจึงมีการระเบิดเอาหินปูนมา
เผาทำเป็นปูนขาว จนใบปัจจุบันเหลืออยู่เพียงลูกเดียว วัดถ้ำโบราณผาตั้ง เป็นภูเขาสูงอยู่กลางทุ่งนาสามารถมองเห็นได้จากถนนใหญ่หน้าโรงเรียนไทรย้อย
ภายในภูเขาเป็นอุโมงค์หรือถ้ำสวยงาม เดิมเคยมีพระธุดงค์มาจำวัดอยู่ในถ้ำนี้และต่อมาชาวบ้านได้ช่วยกันปรับปรุงพื้นถ้ำ ให้เป็นลานตกแต่งผนังถ้ำด้านในสุด ให้เป็นแท่นตั้งองค์พระพุทธรูปบูชา ประดับกระจกสีดูคล้ายเสาโบสถ์ เพื่อใช้เป็นที่ประกอบศาสนพิธี มีทางเดินขึ้นสู่ถ้ำทางทิศตะวันตกได้สะดวก บริเวณรอบๆ ภูเขาหรือวัดเป็นลานกว้างสามารถเป็นที่จอดรถได้ แต่ปัจจุบันนี้มีการสร้างวัดในหมู่บ้านขึ้น วัดถ้ำโบราณผาตั้งแห่งนี้จึงกลายเป็นวัดร้าง ในอุโมงค์เป็นที่อาศัยของค้างคาว ซึ่งหากไม่มีการจัดให้เป็นสถานที่ประกอบพิธี ทางศาสนามาก่อน ภูเขาลูกนี้คงจะกลายเป็นปูนขาวไปหมดแล้ว
คติ / แนวคิด
...................ตำนานวัดถ้ำโบราณผาตั้งนี้ ให้ข้อคิดในแง่ว่าความโกรธทำให้คนขาดสติสามารถคิดทำร้ายคนอื่นได้ และทำให้ขาดสติในการทำงาน
จากการทำลายทรัพยากรธรรมชาติที่สวยงาม โดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของ ผู้ประกอบการ จัดเป็นอุทาหรณ์ว่า เป็นสิ่งที่เกือบทำให้จังหวัดแพร่สูญเสียแหล่งท่องเที่ยวที่ สวยงามไปอีกแหล่งหนึ่ง

พระธาตุช่อแฮ แพร่

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก ยิ่งให้ยิ่งได้ ยิ่งหวงยิ่งอด เราไม่หวงเราไม่อด หมดเดี๋ยวก็มา



จังหวัดแพร่
วัดพระธาตุช่อแฮ
เมืองแพร่มีมิ่งขวัญอันศักดิ์สิทธิ์ เสถียรสถิตบูรพารุ่งราศี
พุทธเกศาบรรจุไว้ในเจดีย์ ตำนานมีศรีสง่าพุทธาราม
พระบรมสารีริกธาตุ อภิวาทจิตผ่องแผ้วแก้วทั้งสาม
อีกพระเจ้าทันใจเกริกไกรนาม ทุกเขตคามศรัทธาสาธุการ
(สุนทร คำวังจันทร์ ... ประพันธ์)
สถานที่ตั้ง ตั้งอยู่หมู่ที่ ๕ ตำบลป่าแดง อำเภอเมืองแพร่ จังหวัดแพร่ มีพื้นที่ทั้งหมดประมาณ ๑๗๗ ไร่
ประวัติความเป็นมา
................. พระธาตุช่อแฮ เป็นปูชนียสถานศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองของชาวจังหวัดแพร่มาเป็นเวลาช้านาน มีตำนาน กล่าวไว้หลายทาง กล่าวคือ
๑. ตามพระราชพงศาวดารว่าด้วยกรุงสุโขทัย กล่าวถึงพระธาตุช่อแฮว่า สร้างใน พ.ศ.๑๘๗๙-๑๘๘๑ สมัยที่พระยาลิไททรงเป็นมหาอุปราช ได้ให้ขุนลัวะอ้ายก้อมนำพระเกศาและพระบรมสารีริกธาตุไปบรรจุไว้ในฐานเจดีย์ ที่สร้าง เพื่อให้คนทั้งหลายกราบไหว้บูชาแทนพระพุทธองค์อยู่บริเวณยอดดอยโกสิยธชัค ต่อมาครูบาศรีวิชัย ได้เป็นองค์ประธานในการปฏิสังขรณ์ โดยได้รื้อเอาทองเหลือง (จังโก) ออก แล้วเสริมสร้างองค์ พระเจดีย์ให้กว้างและสูงขึ้น โดยฐานกว้างประมาณ ๑๐ เมตรและสูง ๓๓ เมตร
๒. อีกทางหนึ่งกล่าวว่าสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้เสด็จมาประทับใต้ต้นหมากบนดอยโกสิยธชัค เห็นว่าเป็นสถานที่ร่มรื่นเหมาะสมที่จะตั้งเป็นสถานที่ในพระพุทธศาสนา ได้แสดงอิทธิปาฏิหาริย์แก่ขุนลัวะ อ้ายก้อม ซึ่งเป็นเจ้าลาวมากราบไหว้และได้ประทานพระเกศาเส้นหนึ่ง มีรับสั่งให้เอาไปไว้ในถ้ำที่อยู่ใกล้ บริเวณนี้ เมื่อพระองค์ปรินิพพานไปแล้ว ให้เอาธาตุศอกข้างซ้ายมาบรรจุไว้ ณ สถานที่นี้และต่อไปภายหน้า จะได้ชื่อว่าเมืองแพร่เป็นเมืองใหญ่ ในสมัยของพระเจ้าอโศกมหาราชเป็นเวลา ๒๑๘ ปี หลังจากพระพุทธเจ้า เสด็จดับขันธ์ปรินิพพานไปแล้ว พระองค์กับพระอรหันต์ได้ร่วมกันอธิษฐานขออัญเชิญพระบรมธาตุไปสถิตย์ อยู่ในสถานที่ซึ่งพระพุทธเจ้าได้ทรงหมายไว้นั้นเถิด เมื่ออธิษฐานจบแล้วพระธาตุทั้งหลายก็เสด็จออกจากโกศ โดยทางอากาศไปตั้งอยู่ในแหล่งต่าง ๆ ในที่หมายรวมทั้ง ที่พระธาตุช่อแฮด้วย
ความสำคัญต่อชุมชน
................... พระธาตุช่อแฮเป็นศาสนสถานอันศักดิ์สิทธิ์ เป็นที่เคารพสักการะของชาวจังหวัดแพร่ และจังหวัดใกล้เคียงมาโดยตลอด ดังนั้นในวันขึ้น ๑๑ ค่ำเดือน ๖ เหนือ (เดือน ๔ ใต้) ถึงวันขึ้น ๑๕ ค่ำเดือน ๖ ทุกปี จังหวัดแพร่จะจัดงานนมัสการพระธาตุช่อแฮเป็นเวลา ๕ วัน ๕ คืน
ลักษณะทางสถาปัตยกรรม
..................... ลักษณะขององค์พระธาตุเป็นเจดีย์รูปแปดเหลี่ยม ศิลปะแบบเชียงแสน บุด้วยทองดอกบวบ สูง ๓๓ เมตร ฐานสี่เหลี่ยมกว้างด้านละ ๑๐ เมตร ตั้งอยู่บนเนินเขา มีบันไดขึ้น ๔ ทาง นอกจากนั้นในวัดยังมีพระเจ้าทันใจ เป็นพระพุทธรูปปางสมาธิ พอกปูนลงรักปิดทอง หน้าตักกว้าง ๓๐ นิ้ว สูงประมาณ ๘ ศอก
และมีวิหารจตุรมุข ๑ หลัง
เส้นทางเข้าสู่วัดพระธาตุช่อแฮ
...................ห่างจากศาลากลางในทางทิศตะวันออก ตามเส้นทางถนนสายตรงประมาณ ๙ กิโลเมตร

แพะเมืองผี แพร่

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก ยิ่งให้ยิ่งได้ ยิ่งหวงยิ่งอด เราไม่หวงเราไม่อด หมดเดี๋ยวก็มา



จังหวัดแพร่
ชื่อ แพะเมืองผี
แพะเมืองผี แพะคือชื่อของป่า
สายธาราสาดไหลเซาะเลาะรอยรู
ดินแกร่งยัง ดินอ่อนกร่อนร่วงพรู
ที่เหลืออยู่มีรูปร่างช่างแปลกตา
(พรเพ็ญ ปลูกเพาะ ... ประพันธ์)
สถานที่ตั้ง
ตั้งอยู่ที่ตำบลน้ำชำ อำเภอเมือง จังหวัดแพร่
สิ่งดึงดูดใจ
................... เป็นเสาดินที่เกิดจากการกัดเซาะของน้ำฝน ที่ดูลึกลับซับซ้อน มีรูปร่างต่างๆ เช่น รูปดอกเห็ด รูปจอมปลวก รูปเจดีย์ มีซอกเป็นหลืบเป็นมุมสวยงามตามธรรมชาติ
คำว่า แพะ หมายถึงป่าละเมาะ แพะเมืองผีแห่งนี้ชาวบ้านเชื่อว่าเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ในสมัยโบราณ ถ้าฝนแล้งจะมาทำพิธีขอฝน และมีเรื่องเล่าว่ามีหญิงชาวบ้านได้เข้าไปหาของป่าและได้พบขุมทอง จึงเก็บใส่หาบแต่เอาออกมาไม่ได้คล้ายกับมีคนดึงไว้ จึงกลับบ้านชวนเพื่อนกลับไปเอาแต่ปรากฏว่าทองหายไป และพบรอยเท้าหายไปในเสาดิน ก็คิดว่าเป็นการกระทำของภูตผีปีศาจ จึงเรียกบริเวณนั้นว่า แพะเมืองผี
สิ่งอำนวยความสะดวกในแพะเมืองผี
.......................แพะเมืองผีได้รับการประกาศให้เป็นวนอุทยานเมื่อวันที่ ๒ มีนาคม ๒๕๒๔ อยู่ในความดูแลของ ศูนย์ฝึกอบรมข้าราชการกรมป่าไม้ โดยได้มีการดูแล ตกแต่งสถานที่ให้มีไม้ดอกไม้ประดับสวยงาม มีศาลาที่พักร้านอาหาร, ห้องน้ำสะดวกสบายต่อการเข้าไปเยี่ยมชมอย่างยิ่ง
เส้นทางเข้าสู่แพะเมืองผี
.......................เดินทางออกจากอำเภอเมืองไปตามถนนสายยันตรกิจโกศลมุ่งไปทางอำเภอร้องกวาง ทางหลวงหมายเลข ๑๐๑ ถึงบนเนินสามแยกเลี้ยวขวา เข้าบ้านน้ำชำ (โจ้โก้แม่หล่าย) แล้วเลี้ยวขวาเข้าไปอีกประมาณ ๖ กิโลเมตร

ตำนานรักพระลอ แพร่

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก ยิ่งให้ยิ่งได้ ยิ่งหวงยิ่งอด เราไม่หวงเราไม่อด หมดเดี๋ยวก็มา


จังหวัดแพร่
ตำนานรักพระลอ
เสียงลือเสียงเล่าอ้าง อันใด พี่เอย
เสียงย่อมยอยศใคร ทั่วหล้า
สองเขือพี่หลับไหล ลืมตื่น ฤาพี่
สองพี่คิดเองอ้า อย่าได้ถามเผือ
..........................ตำนานรักพระลอ เป็นนิยายรักอมตะ ที่มีชื่อเสียงที่สุดเรื่องหนึ่งที่เขียนไว้ในวรรณคดีเรื่องลิลิตพระลอ เชื่อกันว่าเป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นในเขตอำเภอสอง จังหวัดแพร่ เพราะมีหลักฐานหลายอย่างสอดคล้องกันเช่น เมืองสรอง ซึ่งเป็นเมืองของพระเพื่อนพระแพงผู้เลอโฉม สันนิษฐานว่าคือ เมืองสอง (อ.สอง) ของจังหวัดแพร่
ในปัจจุบัน มีแม่น้ำกาหลงไหลผ่าน มีเด่นนางฟ้อน บ้านแดนชุมพล ถ้ำปู่เจ้าสมิงพราย ผาปี่ผาน้อง และที่ เวียงสรองยัง ปรากฎซากแนวกำแพงเมืองถึง ๓ ชั้น ให้เห็นอย่างชัดเจน
ส่วนบริเวณที่ติดกับอำเภอสอง คือจังหวัดพระเยา มีทุ่งลอ นักวิชาการเชื่อกันว่าเป็นดินแดนเมืองแมนสรวงของพระลอ เมื่อคิดคำนวณระยะทางในการเดินทัพของพระลอมายังเมืองสรอง ในยุคนั้น ก็ใกล้เคียง สอดคล้องกับที่พรรณนาไว้ในลิลิตพระลอ จึงน่าเชื่อว่าเป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นในอาณาเขตจังหวัดแพร่ น่าน พะเยา และลำปาง
............................เนื้อเรื่อง ตำนานรักพระลอ ความว่า เดิมเจ้าราชวงศ์แมนสรวงกับเจ้าราชวงศ์สรองเป็นปรปักษ์ต่อกัน แต่โอรสและธิดาของ ๒ เมืองนี้เกิดรักกันและยอมตายด้วยกัน ฝ่ายชายคือพระลอเป็นกษัตริย์แห่งเมือง แมนสรวง มีพระชายาชื่อนางลักษณวดี พระลอเป็นหนุ่มรูปงามมากเป็นที่เลื่องลือไปทั่วจนทำให้พระเพื่อน พระแพงเกิดความรักและปรารถนาที่จะได้พระลอมาเป็นสวามี
พี่เลี้ยงของพระเพื่อนพระแพง ชื่อนางรื่นนางโรย ได้ออกอุบายส่งคนไปขับซอยอโฉมพระเพื่อนพระแพง ให้พระลอฟัง และให้ปู่เจ้าสมิงพรายทำเสน่ห์ให้พระลอเกิดความรักหลงใหลคิดเสด็จไปหานาง ฝ่ายพระนางบุญเหลือชนนีของพระลอทราบ จึงหาหมอแก้เสน่ห์ได้ แต่ปู่เจ้าสมิงพรายได้เสกสลาเหิน (หมากเหิน) มาให้พระลอเสวยในตอนหลังอีก ถึงกับหลงใหลธิดาทั้งสองมากขึ้น จึงทูลลาชนนีและพระนาง
ลักษณวดีไปยังเมืองสรอง พร้อมกับนายแก้วนายขวัญพี่เลี้ยง เมื่อมาถึงแม่น้ำกาหลงได้เสี่ยงทายกับแม่น้ำ แม่น้ำกลับวนและเป็นสีเลือด ซึ่งทายว่าไม่ดี แต่พระลอก็ยังติดตามไก่ที่ปู่เจ้าสมิงพรายเสกมนต์ล่อพระลอให้ หลงเข้าไปในสวนหลวง แล้วแอบได้พระธิดาทั้งสองเป็นชายา นายแก้วนายขวัญก็ได้กับนางรื่นนางโรยพี่เลี้ยง
..........................เมื่อพระพิชัยพิษณุกร พระบิดาของพระเพื่อนพระแพงทราบเรื่องก็ทรงกริ้ว แต่พอทรงพิจารณาเห็นว่า พระลอมีศักดิ์เสมอกันก็หายกริ้ว แต่พระเจ้าย่า (ย่าเลี้ยง) ของพระเพื่อนพระแพงโกรธมาก เพราะแค้นที่ พระบิดาของพระลอได้ประหารท้าวพิมพิสาคร พระสวามีในที่รบ พระเจ้าย่าถือว่าพระลอเป็นศัตรู จึงสั่งทหาร
ให้ไปล้อมพระลอที่ตำหนักกลางสวน และสั่งประหารด้วยธนู ทั้งพระลอ พระเพื่อน พระแพง และนายแก้ว นายขวัญ นางรื่น นางโรย ร่วมกันต่อสู้ทหารของพระเจ้าย่าอย่างทรหด จนสุดท้ายถูกธนูตายในลักษณะพิงกัน ตายด้วยความรักทั้ง ๓ องค์
..........................ท้าวพิชัยพิษณุกร ทรงทราบว่าพระเจ้าย่าสั่งให้ทหารฆ่าพระลอพร้อมพระธิดาทั้งสององค์ ทรงกริ้วและ สั่งประหารพระเจ้าย่า (เพราะมิใช่ชนนี) เสีย แล้วโปรดให้จัดการพระศพพระลอกับพระธิดาร่วมกันอย่าง สมเกียรติ และส่งทูตนำสาส์นไปถวายพระนางบุญเหลือ ชนนีของพระลอที่เมืองสรวง สุดท้ายเมืองสรองกับ
เมืองแมนสรวงกลับมีสัมพันธไมตรีกันต่อมา
คติและแนวคิด
...........................ตำนานรักพระลอเป็นนิยายพื้นบ้านที่ให้รสวรรณคดีทุกรส ได้แก่ ความรัก ความโศก กล้าหาญ และเสียสละ ทั้งยังสะท้อนให้เห็นถึงผลเสียของความแค้น ความอาฆาต พยาบาท ตลอดจนอนุภาพแห่งความรักที่เป็นอมตะรักของพระลอ พระเพื่อนพระแพง