วันพฤหัสบดีที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2563

คาถาดับพิษสัตว์

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก ยิ่งให้ยิ่งได้ ยิ่งหวงยิ่งอด เราไม่หวงเราไม่อด หมดเดี๋ยวก็มา
คาถาดับพิษสัตว์ 
พระคาถาของหลวงพ่อเดิม
ตั้งนะโม ๓ จบ

พุทธัง กากๆ 
ธรรมมัง กากๆ 
สังฆัง กากๆ

ให้เอาใบมะนาว ๗ ใบเคี้ยวพ่นและทา บริเวณทีโดนพิษ สัตว์กัดต่อย

ถ้ำฤๅษีเขางูราชบุรี

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก ยิ่งให้ยิ่งได้ ยิ่งหวงยิ่งอด เราไม่หวงเราไม่อด หมดเดี๋ยวก็มา
ถ้ำฤาษีเขางูราชบุรี
ผู้ใช้เฟซบุ๊กที่ชื่อว่า Gunkavee Sirisuwanno Sila ได้มีการโพสต์รูปภาพพร้อมทั้งระบุข้อความเอาไว้ว่า “พระปุญณะ พระรูปเเรกของประเทศไทย ทูลเชิญองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เสด็จมา ณ สถานที่นี้ พระพุทธทรงแสดง เงาพระพุทธเจ้า เพื่อเป็นอนุสรณ์ ครั้งนึงพระองค์เสด็จมา ได้รับคำยืนยันเป็นพระพุทธรูปองค์แรกของประเทศไทย อายุราว 2600 ปี”
ปรางค์พรหมเทศนาธรรม องค์เหนือหัว ร.9 พร้อมสมเด็จย่า อีกทั้งเชื้อพระวงศ์เสด็จการส่วนพระองค์ สถานที่นี้น้อยคนจะรู้ เรื่องราวต้นกำเนิด ศาสนาพุทธ ของประเทศไทย ในดินแดนสุวรรณภูมิเเห่งนี้ ณ วัดราชสิงขร (ถ้ำฤาษีเขางู) จ.ราชบุรี”
สำหรับ ประวัติถ้ำฤๅษีเขางู จ.ราชบุรี กำเนิดศาสนาพุทธ ในประเทศไทย (คัดลอกจากหนังสือตามรอยพระพุทธบาท เล่ม ๑)
ณ ถ้ำแห่งนี้เคยเป็นสถานที่สำคัญมาก่อนคือ เป็นสถานที่ พระปุณณเถระ นำเสด็จ สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า ประทับและบรรทม เมื่อเดือนอ้าย ขึ้น 10 ค่ำ พุทธพรรษา 22 (หลังตรัสรู้ได้ 22 ปี) (คราวนั้น พระพุทธองค์เสด็จมาโปรดประทานธรรมเทศนาแก่ชาวไทยเป็นเวลา 8 วัน เมื่อเดือนอ้าย ขึ้น 8 ค่ำ ถึง 15 ค่ำ พุทธพรรษา 22 เริ่มที่บ้านแม่กุน พริบพลี คือที่บริเวณ วัดเพชรพลี จ.เพชรบุรี ในปัจจุบันนี้)
เรื่องถ้ำฤาษีเขางูนี้ สมเด็จพระบรมศาสดาได้ทรงพยากรณ์ไว้กับ “พระปุณณเถระ” อีกว่า “คูหาที่ตถาคตอาศัยนี้ ต่อไปจะมีชื่อว่า “ถ้ำฤๅษี” จะมีคนเชื่อถือมาเคารพในวันข้างหน้าและ “พุทธเงา” ในถ้ำนี้ เมื่อคนทำเป็น “พุทธนิมิต” ขึ้น… ”
ฉาย (พุทธเงา) สลักองค์พระพุทธรูปองค์ใหญ่กลางภายในถ้ำ ในพุทธลักษณะประทับนั่งห้อยพระบาทแสดงธรรม ยกพระหัตถ์ขวาวงเป็น ” วงล้อธรรมจักร ” จึงนับว่าเป็น ” พระพุทธรูปไทย ” องค์แรกของประเทศไทย ภายในแกะสลักคือ เงาพระพุทธเจ้าโดยตรง เเต่ถูกแกะสลักทับไว้ เพื่อรักษาเงา และบูรณะตามยุค ตามสมัย ตามกาลเวลา


หมู่พระมณเฑียรในพระบรมมหาราชวัง

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก ยิ่งให้ยิ่งได้ ยิ่งหวงยิ่งอด เราไม่หวงเราไม่อด หมดเดี๋ยวก็มา
พระบรมมหาราชวัง
พระมหามณเฑียร เป็นหมู่พระที่นั่งภายในพระบรมมหาราชวังโดยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2325 เพื่อทรงใช้เป็นที่ประทับและเป็นพระราชพิธีมณฑลในพระราชพิธีปราบดาภิเษก เดิมเป็นพระที่นั่งขนาดใหญ่เชื่อมต่อกัน 3 องค์ ชื่อว่า "พระที่นั่งจักรพรรดิพิมาน" ต่อมา พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานนามพระที่นั่งใหม่สำหรับแต่ละองค์โดยเป็นนามที่คล้องจองกัน ได่แก่ พระที่นั่งจักรพรรดิพิมาน พระที่นั่งไพศาลทักษิณ พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัยมไหสูรยพิมาน

ปัจจุบัน พระมหามณเฑียรได้ใช้เป็นพระราชพิธีมณฑลสำหรับประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษกและพระราชพิธีสำคัญอื่น ๆ ในพระมหากษัตริย์ทุกรัชกาลในราชวงศ์จักรีสืบเนื่องกันมา

ประวัติ
หมู่พระมหามณเฑียร เป็นหมู่พระที่นั่งที่ใช้ที่ประทับและเสด็จออกว่าราชการของพระมหากษัตริย์ โดยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2325 เพื่อทรงใช้เป็นพระราชพิธีมณฑลในพระราชพิธีปราบดาภิเษกและประทับอยู่ตลอดรัชกาล หลังจากนั้นพระมหามณเฑียรได้ใช้เป็นพระราชพิธีมณฑลสำหรับประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษกของพระมหากษัตริย์ สืบเนื่องกันมาทุกรัชกาลในราชวงศ์จักรี

หมู่พระมหามณเฑียรเป็นพระที่นั่งขนาดใหญ่หมู่แรกที่สร้างขึ้นในพระบรมมหาราชวัง หันหน้าไปทางทิศเหนือ สร้างเป็นแนวตรง และแนวขวางต่อเนื่องกัน โดยมีมุขแล่นถึงกันโดยตลอด ประกอบด้วย หมู่พระวิมานที่บรรทมและท้องพระโรงสำหรับเสด็จออก มีท้องพระโรงหลัง พระปรัศว์ซ้าย พระปรัศว์ขวา หมู่พระมหามณเฑียรนี้สร้างเป็นแบบสถาปัตยกรรมไทย มีช่อฟ้า ใบระกา หางหงษ์ ตั้งอยู่ต่อเนื่องในเขตพระราชฐานชั้นในและชั้นกลาง เดิมเป็นพระที่นั่งขนาดใหญ่ เชื่อมต่อกัน 3 องค์ ชื่อว่า "พระที่นั่งจักรพรรดิพิมาน" ครั้นต่อมาในรัชสมัยรัชกาลที่ 3 ได้พระราชทานนามแยกออกเป็นหลัง ๆ คล้องจองกัน คือ พระที่นั่งจักรพรรดิพิมาน พระที่นั่งไพศาลทักษิณ พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัยมไหสูรยพิมาน

สิ่งก่อสร้างภายในหมู่พระมหามณเฑียร

แผนผังหมู่พระมหามณเฑียรอย่างคร่าว ๆ
พระที่นั่งจักรพรรดิพิมาน
พระที่นั่งจักรพรรดิพิมาน เป็นพระที่นั่งองค์ประธานของพระที่นั่งในหมู่พระมหามณเฑียร ก่อสร้างในรูปลักษณะของสถาปัตยกรรมไทยองค์พระที่นั่งก่ออิฐถือปูน สร้างเป็น 3 องค์แฝด ภายนอกเป็นระเบียงรายล้อมด้วยเสานางจรัลอยู่ทุกด้าน เป็นพระวิมานที่บรรทมของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก เสด็จประทับอยู่เป็นประจำ

พระที่นั่งไพศาลทักษิณ
พระที่นั่งไพศาลทักษิณ เป็นพระที่นั่งต่อกับท้องพระโรงหน้าพระที่นั่งจักรพรรดิพิมาน ทางทิศเหนือ ทรงใช้เป็นที่ประทับทรงพระสำราญหรือให้ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท และใช้เป็นพระราชพิธีมณฑลในการประกอบพิธีบรมราชาภิเษกในทุกรัชกาล พระที่นั่งไพศาลทักษิณเป็นที่ประดิษฐานของปูชนียวัตถุสำคัญ 3 อย่าง คือ

พระสยามเทวาธิราช ประดิษฐานอยู่ในพระวิมานตอนกลางองค์พระที่นั่ง ตรงพระทวารเทวราชมเหศวร
พระที่นั่งอัฐทิศอุทุมพรราชอาสน์ เป็นที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกทรงประทับรับน้ำอภิเษกในการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ประดิษฐานอยู่เกือบสุดองค์พระที่นั่ง ด้านทิศตะวันออก
พระที่นั่งภัทรบิฐ เป็นที่ประทับรับเครื่องเบญจราชกกุธภัณฑ์ เครื่องบรมราชูปโภคอันเป็นโบราณมงคล รับพระแสงราชศัสตราวุธ และพระแสงอัษฎาวุธในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ประดิษฐานอยู่ตอนหน้าสุดองค์พระที่นั่ง ด้านทิศตะวันตก
พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัยมไหยสูรยพิมาน
พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัยมไหยสูรยพิมาน อยู่ติดกับพระที่นั่งไพศาลทักษิณ ทางทิศเหนือ เป็นท้องพระโรงสำหรับเสด็จออกฝ่ายหน้า เช่น เสด็จออกขุนนาง ออกมหาสมาคม ออกทรงบำเพ็ญพระราชกุลต่าง ๆ พระที่นั่งองค์นี้ใช้เป็นพระราชพิธีมณฑลในวันเฉลิมพระชนมพรรษา ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ มีพระราชบัลลังก์ตั้งอยู่ 2 องค์ คือ

พระที่นั่งบุษบกมาลามหาจักรพรรดิพิมาน พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้น เป็นบุษบกประกอบท้ายเกรินทั้ง 2 ข้าง ที่ท้ายเกรินปักฉัตรลายทอง 7 ชั้น ประดิษฐานอยู่ที่ พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย สำหรับพระมหากษัตริย์เสด็จขึ้นประทับ ในวโรกาสเสด็จออกฝ่ายหน้าในงานมหาสมาคม หรือประดิษฐานปูชนียวัตถุในพระราชพิธี ปัจจุบันใช้ประดิษฐานพระพุทธรูปประจำพระชนมวารของพระมหากษัตริย์ อัครมเหสี ในการพระราชพิธีสำคัญ
พระที่นั่งพุดตานกาญจนสิงหาสน์ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นเป็นพระราชบัลลังก์ทองขนาดย่อม เมื่อมีพระราชพิธีจะเชิญมาทอดบนพระราชบัลลังก์ภายใต้พระนพปฏลมหาเศวตฉัตรอีกชั้นหนึ่ง ใน พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย พระมหากษัตริย์จะเสด็จขึ้นประทับบนพระราชบัลลังก์นี้ เพื่อเสด็จออกมหาสมาคมเป็นครั้งแรกในรัชกาลของพระองค์ และในวันเฉลิมพระชนมพรรษาของทุกปี เพื่อรับการถวายพระพรชัยมงคล
พระที่นั่งเทพสถานพิลาศและพระที่นั่งเทพอาสน์พิไล
พระที่นั่งเทพสถานพิลาศและพระที่นั่งเทพอาสน์พิไล เดิมคือ เรือนพระปรัศว์ซ้ายและขวาที่ต่อกับท้องพระโรงหลังแห่ง พระที่นั่งจักรพรรดิพิมาน สร้างขึ้นตั้งแต่รัชสมัย พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช พระปรัศว์ขวาอยู่ทางะวันออกของท้องพระโรงและพระปรัศว์ซ้ายอยู่ทางตะวันตกของท้องพระโรง พระที่นั่งทั้ง 2 ใช้เป็นที่ประทับของฝ่ายใน ต่อมา พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชทานนามพระที่นั่งทั้ง 2 องค์ โดย พระที่นั่งองค์ทิศตะวันออกพระราชทานนามว่า พระที่นั่งเทพยสถานพิลาศ ต่อมาเปลี่ยนเป็น "พระที่นั่งเทพสถานพิลาศ" และพระที่นั่งองค์ทิศตะวันตกพระราชทานนามว่า "พระที่นั่งเทพอาสน์พิไล"[1]

ลักษณะสถาปัตยกรรมของพระที่นั่งเป็นสถาปัตยกรรมไทยเลียนแบบพระที่นั่งจักรพรรดิพิมาน ยกพื้นสูงกว่า 50 เซนติเมตร หลังคามุงกระเบื้องไม่เคลือบสี พระทวารและพระบัญชรไม่มีซุ้มเรือนแก้ว พระปรัศว์ทั้งสองมีกำแพงแก้วล้อมรอบ กำแพงด้านนอกมีหอน้อยเป็นศาลาเล็ก ๆ

ในวันที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2468 สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี พระราชธิดาพระองค์เดียวใน พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ประสูติ ณ พระที่นั่งเทพยสถานพิลาศแห่งนี้ ซึ่งนับเป็นพระหน่อพระองค์แรกและเป็นเพียงพระองค์เดียวที่ประสูติในหมู่พระมหามณเฑียร

พระที่นั่งดุสิตาภิรมย์
พระที่นั่งดุสิตาภิรมย์ เป็นพระที่นั่งที่สร้างขึ้นเพื่อเป็นพลับพลาเปลื้องเครื่องในโอกาสเสด็จพระราชดำเนินขึ้นทรงพระคชาธารหรือทรงพระราชยาน เสด็จพระราชดำเนินโดยกระบวนพยุหยาตรา นอกจากนี้ ยังใช้เป็นพิธีมณฑลในการพระราชพิธีต่าง ๆ ในบางโอกาสด้วย

พระที่นั่งราชฤดี ด้านหลังพระที่นั่ง คือ หอพระสุราลัยพิมาน
พระที่นั่งราชฤดี
พระที่นั่งราชฤดี เป็นพระที่นั่งทรงไทยแบบพลับพลาตรีมุข เป็นพระที่นั่งโถง ยกพื้นสูง 70 เซนติเมตร ประดับช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ นาคสะดุ้งปิดทอง หลังคามุงกระเบื้องดินเผาเคลือบสี หน้าบันเป็นไม้จำหลักลายรูปพระนารายณ์ทรงสุบรรณ มีกระหนกก้านขดหัวนาคเป็นลายประกอบบนพื้นกระจกสี มีชานยื่นเลยจากองค์พระที่นั่งสองด้าน ด้านเหนือเป็นที่สำหรับพระมหากษัตริยาธิราชเจ้าเสด็จฯ ออกทรงประกอบพิธีสังเวยเทพยดา ด้านทิศตะวันตกเป็นที่ตั้งแท่นสรงพระมูรธาภิเษกสนาน

พระที่นั่งสนามจันทร์ ด้านหลังเป็นหอพระธาตุมณเฑียรซึ่งสามารถสังเกตเห็นสีหบัญชรบริเวณมุขกระสัน สำหรับพระมหากษัตริย์เสด็จออกให้เข้าเฝ้าเป็นการฉุกเฉินในเวลาวิกาล
พระที่นั่งสนามจันทร์
พระที่นั่งสนามจันทร์ ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัยมไหยสูรยพิมาน รัชกาลที่ 2 โปรดเกล้าฯ ให้สร้างเป็นที่ประทับสำราญพระอริยาบถ ทรงงานช่างตามที่โปรดปรานเป็นนิจ บางครั้งเป็นที่เสด็จออกขุนนาง แทนการเสด็จออกที่พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัยมไหสูรยพิมาน เป็นสถานที่สำหรับกรมพระราชวังบวรสถานมงคล หรือวังหน้าประทับพักก่อนเข้าเฝ้าฯ ในห้องพระโรง เนื่องจากพระที่นั่งสนามจันทร์ ตั้งอยู่ทางทิศเหนือของหอพระธาตุมณเฑียร อันเป็นที่ประดิษฐานพระโกศพระบรมอัฐิ จึงโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งเครื่องนมัสการ สำหรับถวายบังคมพระบรมอัฐิในการพระราชพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา ณ พระที่นั่งสนามจันทร์อีกแห่งหนึ่งด้วย

หอพระสุราลัยพิมาน
หอพระสุราลัยพิมาน ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของพระที่นั่งไพศาลทักษิณ เป็นที่ประดิษฐานปูชนียวัตถุ เช่น พระบรมสารีริกธาตุ พระมหามณีรัตนปฏิมากรแก้วมรกตองค์น้อย พระชัยเนาวโลหะ พระชัยวัฒนประจำรัชกาล และพระพุทธปฏิมากรสำคัญอื่น ๆ

หอพระธาตุมณเฑียร
หอพระธาตุมณเฑียร ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของพระที่นั่งไพศาลทักษิณ ก่อสร้างและตกแต่งเหมือนกับหอพระสุราลัยพิมานทุกประการ เป็นที่ประดิษฐานพระบรมอัฐิพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 1, 2, 3

ระหว่างหอพระธาตุมณเฑียรกับองค์พระที่นั่งไพศาลทักษิณ มีมุขกระสันต่อเนื่องกัน ผนังด้านเหนือเจาะเป็นช่องพระบัญชรเปิดออกสู่ลานข้างพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย ด้านทิศตะวันตก เรียกว่า "สีหบัญชร" ใช้เป็นที่พระมหากษัตริย์เสด็จออกให้เข้าเฝ้าเป็นการฉุกเฉินในเวลาวิกาล

หอศาสตราคม
หอศาสตราคม หรือ หอพระปริตร ตั้งอยู่ในกำแพงแก้วด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือของพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัยมไหยสูรยพิมาน ตรงข้ามกับพระที่นั่งดุสิตาภิรมย์ รัชกาลที่ 1 โปรดเกล้าฯ ให้สร้างเห็นพระที่นั่งโถง ลักษณะเดียวกับพระที่นั่งดุสิตาภิรมย์ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าให้รื้อพระที่นั่งองค์เดิมแล้วสร้างหอศาสตราคม เพื่อให้พระสงฆ์ฝ่ายรามัญนิกาย ทำพิธีสวดพระพุทธมนต์สัตปริตรคาถาเสกน้ำพระพุทธมนต์ สำหรับสรงพระพักต์ และ น้ำสรง ตลอดทั่งประพรมรอบพระมหามณเฑียร ในอดีตเมื่อมีการศึกสงครามได้ประกอบพิธีปลุกเสกเครื่องรางของขลัง เพื่อมอบเป็นขวัญกำลังใจให้แก่ทหารในการรบ ด้วยเหตุนี้จึงเขียนลายเครื่องอาวุธโบราณไว้ที่บานประตูหน้าต่างทุกบาน

เก๋งนารายณ์
เก๋งนารายณ์ ตั้งอยู่ในกำแพงแก้วของพระที่นั่งจักรพรรดิพิมานด้านตะวันตกระหว่างพระที่นั่งจักรพรรดิพิมานและพระที่นั่งไพศาลทักษิณ หลังหอพระธาตุมณเฑียร สันนิษฐานว่า เป็นเก๋งที่พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย โปรดเกล้าฯ ให้สร้างในปลายรัชสมัย สำหรับเป็นที่ทรงงานศิลปกรรม

เก๋งนารายณ์มีลักษณะเป็นอาคารโถงขนาดเล็ก ทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า รูปแบบสถาปัตยกรรมจีน มีฝาสามด้าน ด้านหลังเป็นด้านประธาน มีแท่นก่ออิฐฉาบปูน ภายในประดิษฐานรูปปั้นเจ้าแม่ทับทิม และบริวาร

พระศรีอาริยเมตไตรย์

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก ยิ่งให้ยิ่งได้ ยิ่งหวงยิ่งอด เราไม่หวงเราไม่อด หมดเดี๋ยวก็มา
“พระพุทธเจ้าเมไตรย-ศรีอริยเมตไตรย์” ประติมากรรมสำริดชิ้นเอกอุที่พบในประเทศไทย จากยุคหลังบายน   

ในช่วงยุคหลังบายน (Post-Bayon Period) ตั้งแต่ปลายพุทธศตวรรษที่ 18 และในช่วงพุทธศตวรรษที่ 19ก่อนนครอยุทธยาจะเกิดขึ้นเป็นศูนย์กลางของอาณาจักร กลุ่มบ้านเมืองในลุ่มน้ำเจ้าพระยาและสาขาตอนบน รวมถึงลุ่มน้ำแม่กลอง ลุ่มน้ำเพชรบุรี  ที่ประกอบด้วย ลโวทยปุระ สุวรรณปุระ- ศรีชยวัชรปุรีและศรีชยเกษมปุรี ราชสำนักขอมเจ้าพระยา (รัฐลูกครึ่งเขมร-รามัญ) ได้หันมานิยมในคติความเชื่อและศิลปะพุทธศาสนาแบบเถรวาท (Theravāda ) นิกาย “กัมโพชสงฆ์ปักขะ” (Kambojsanghapakkha)  โดยมีมีศูนย์กลางอยู่ที่เมืองลพบุรี (ละโว้) และ เมืองสุวรรณปุระ (บ้านหนองแจง จังหวัดสุพรรณบุรี) ในภาคกลางของประเทศไทย 
.
ภาพถ่ายและบทความของ Tidnull  โดยการอนุญาตจากพิพิธภัณฑ์เอกชนคิมแบลอาร์ต (Kimbell Art Museum) รัฐเท็กซัส สหรัฐอเมริกา ได้แสดงให้เห็นรูปประติมากรรมสำริดขนาดใหญ่ ที่ใช้เทคนิคการประกอบชิ้นส่วนเข้าด้วยกัน 13 ส่วน ความสูงจากฐานถึงยอดตรีศูลประมาณ 2 เมตร เป็นพระพุทธรูปทรงเครื่องขนาดความสูงประมาณ 1 เมตร แสดงปางมารวิชัย (Bhūmiśparṣa Mudrā - ภูมิสปรรศมุทรา) ประทับนั่งบนปัทมะบัลลังก์หน้าแผงประภาวลี (Altarpiece) แบบโปร่ง รูปซุ้มเรือนแก้ว-รัตนโพธิบัลลังก์ (ปรกโพธิ์อยู่ด้านบนสุด) อธิบายว่าได้มาจากจังหวัดชัยภูมิ (ซึ่งหาพิจารณาตามรูปแบบศิลปะ ก็ไม่น่าจะใช่) ครับ 
.
พุทธศิลป์อันงดงามของรูปประติมากรรมสำริดแสดงถึงการผสมผสานระหว่างงานศิลปะแบบบายน คติวัชรยานตันตระ กับคติความเชื่อแบบเถรวาทรามัญนิกายและศิลปะแบบปาละ-เสนะ ในช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 18 ในเขตภาคกลางของเจ้าพระยา ที่จะพบรูปงานพุทธศิลป์สำริดในรูปแบบเดียวกันเป็นจำนวนมากที่เมืองโบราณหนองแจง จังหวัดสุพรรณบุรี   
.
รูปประติมากรรมสำริดเป็นพระพุทธรูปทรงเครื่องในความหมายของ “พระพุทธเจ้าเมไตรย” ในคติมหายาน และ “พระพุทธเจ้าศรีอริยเมตไตรย์” ในคติเถรวาท ซึ่งเป็นคติที่ใกล้เคียงกันของทั้งสองนิกายทางพุทธศาสนา    
พระพักตร์ยังคงเค้าเหลี่ยม พระขนงเชื่อมกันเกือบเป็นเส้นตรงที่นิยมในงานศิลปะบายน มีอุณาโลมที่พระนลาฏ สวมศิราภรณ์อุณหิสทรงเทริด  แต่ประดับลายแตกต่างไปจากแบบบายนเดิม มวยพระเกศาทรงกรวยเป็นบัวกลุ่มซ้อนชั้น สวมกุณฑล (ตุ้มหู)  เปลือยพระอุระ ทรงกรองศอ-พาหุรัด-ข้อพระกร นุ่งผ้าสบง รัดพระองค์ด้วยผ้าแถบมีพู่ระย้าห้อย ชักชายผ้าด้านหน้าออกมาที่ขอบบน ประทับบนฐานปัทมบัลลังก์ ตกแต่งหน้ากระดานด้วยลายประจำยาม บัวคว่ำบัวหงาย ท้องไม้เป็นรูปบุคคลที่อาจหมายถึงกองทัพมารหรือผู้แบกฐานครับ  
.
ซุ้มเรือนแก้วปรกโพธิ์ มีลวดลายที่ละเอียดอลังการตามแบบฉบับศิลปะขอมลุ่มเจ้าพระยา บนซุ้มทำเป็นก้านขดใหญ่ 4 หยัก ตรงกลางยอดเป็นพุ่มดอกไม้กลีบซ้อน ปลายซุ้มทั้งสองข้างทำเป็นรูปสิงห์ทะทานที่มีแผงขนคอเรียงกันแบบศิลปะบายน โค้งแอ่นทองออกมาจากปลอกรัดข้อ รองรับด้วยเสาซุ้มที่มีบัวหัวเสาตามแบบปราสาทเขมร มีพระพุทธรูปปางสมาธิในซุ้มเรือนแก้วเล็กบนยอดเสา อาจแทนความหมายของพระพุทธเจ้าสามพระองค์ ตามคติการจัดวางรูปเคารพแบบเรียงสามองค์ (Trinity) บนระนาบเดียวกันตามคติ “รูปวิภัติ 3 เพศ (ลิงค์)” จากอิทธิพลของฝ่ายตันตระเดิมจากยุคบายน ข้างเสาทำเป็นเปลวรัศมีรูปกระหนกใบไม้ ด้านละ 10 พวย มีรูปอดีตพระพุทธเจ้าปางมารวิชัย (ตรัสรู้ – ผจญมารไปแล้ว) แทรกภายในอยู่ 
.
เหนือหน้าซุ้มเรือนแก้วทำเป็นรัศมีรูปกระหนกใบไม้ด้านละ 6 พวยใบ ภายในเป็นรูปอดีตพระพุทธเจ้าที่ตรัสรู้ไปแล้วปางมารวิชัย พุ่มใบตรงกลางเป็นพระสมณโคตมปางมารวิชัยใต้ต้นศรีมหาโพธิ์ (ที่ได้ชนะมารไปแล้ว) ปรกด้านบนด้วยศิลปะของกิ่งโพธิ์และใบโพธิ์เรียวอันเป็นลักษณะเด่นเฉพาะของกลุ่มรัฐขอมเจ้าพระยาที่แตกต่างไปจากขนบใบระกาพวยใบไม้ต่อก้านในงานศิลปะบายน ยอดบนสุดเป็นนภาศูลรูปตรีศูลที่นิยมในงานศิลปะบายนครับ
.
------------------------------------
*** งานประติมากรรมสำริดพระพุทธเจ้าไมเตรยะ (ในงานศิลปะหลังบายน-ขอมเจ้าพระยา) ที่กลายมาเป็นพระศรีอาริยเมตไตรย์ (ในคติเถรวาท) อันมีพุทธศิลป์อันงดงามเป็นเอกอุและมีขนาดใหญ่นี้ จึงน่าเป็นงานฝีมือในระดับราชสำนักของกษัตริย?ผู้ปกครอง จากชุมชนในรัฐโบราณของเขตภาคกลางของเจ้าพระยา โดยเฉพาะจากเมืองละโว้ (กัมโพช) ศูนย์กลางที่มีการผสมผสานระหว่างคติเถรวาทและศิลปะวัชรยานบายนเป็นครั้งแรก หรือ เมืองสุวรรณปุระ (บ้านหนองแจง สุพรรณบุรี) ที่มีการขุดพบรูปประติมากรรมสำริดในคติและศิลปะหลังบายนแบบเดียวกันนี้เป็นจำนวนมากครับ 
เครดิต:
วรณัย  พงศาชลากร
EJeab Academy
เพราะทุกที่มีเรื่องราวและเรื่องเล่า

พระพุทธเจ้า๕พระองค์

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก ยิ่งให้ยิ่งได้ ยิ่งหวงยิ่งอด เราไม่หวงเราไม่อด หมดเดี๋ยวก็มา
พระพุทธเจ้า ๕ พระองค์
ต้นกำเนิดพระพุทธเจ้า 5 พระองค์
ประวัติพระพุทธเจ้า 5 พระองค์ ที่ตรัสรู้ในภัทรกัปปัจจุบันนี้
     ในสมัยต้นปฐมกัป มีพญากาเผือก 2 ตัวผัวเมียทำรังอยู่ที่ต้นมะเดื่อริมฝั่งแม่น้ำคงคา อันเป็นธรรมชาติสถานที่รื่นรมย์ ในเวลาต่อมาพระโพธิสัตว์ได้ทรงปฏิสนธิเกิดในครรภ์ แม่พญากาเผือกพร้อมกันถึง 5 พระองค์ เมื่อครบทศมาสแม่กาเผือกก็เกิดออกไข่ ณ ที่รัง ต้นมะเดื่อจำนวน 5 ฟอง (สถานที่นี่ในกาลต่อมาเรียกชื่อว่า วัดพระเกิด ) แม่กาเผือกคอยเฝ้าฟักดูแลรักษาไข่ด้วยความทะนุถนอมเป็นอย่างดี
      ครั้นอยู่มาวันหนึ่งพญากาเผือก ได้ออกไปหากิน ถิ่นแดนไกล ได้ไปถึงสถานที่ หนึ่งอันอุดมสมบูรณ์ด้วยพืชพรรณธรรมชาติ พืชพรรณธัญญาหาร แม่กาเผือกได้เพลิดหากินอาหาร ชื่นชม ธรรมชาติอันรื่นรมย์จนมืดค่ำ พอดีฝนตกฟ้าคะนองพายุใหญ่พัดกระหน่ำทำให้มืดครึ้มทั่วไปหมด ทำให้พญากาเผือกหาหนทางออกไม่ถูกจึงหลงในบริเวณสถานที่นั้นๆ ( สถานที่นั้นต่อมา จึงได้ชื่อว่า เวียงกาหลง )
 แม่กาเผือกได้พักอยู่ที่เวียงกาหลงคืนหนึ่ง รุ่งอรุณเบิกฟ้า แม่กาเผือกจึงรีบถลาบินกลับสถาน ที่พัก ณ ที่รังต้นมะเดื่อริมฝั่งแม่น้ำ แต่ปรากฏว่ากิ่งไม้มะเดื่อ ที่ทำรังอยู่ได้ถูกลมพายุใหญ่ พัดหักล้มลงไปในแม่น้ำ แม่กาเผือกตกใจรีบบินถลาหาลูกไข่ทั้ง ๕ ในแม่น้ำ แต่ อนิจจาหาเท่าไหร่ก็ไม่พบ แม่กาเผือกพยามหาไข่ลูกของตนไปในทุกสถานที่ ตามลำน้ำจนเหนื่อยอ่อนเมื่อยล้า ด้วยความโศกเศร้าเสียใจในความรักลูกอย่างสุดซึ้ง จึงไม่สามารถระงับความอาลัยทุกข์ได้ในที่สุดก็สิ้นใจ ไปอย่างน่าสงสาร
 ด้วยอานิสงส์ที่มีความเมตตารักลูกอันบริสุทธิ์ กับทั้งทิ่ลูกของแม่กาเผือก เป็นโพธิ์สัตว์ถึง ๕ พระองค์ จึงเป็นบุญกุศลหนุนส่งให้แม่กาเผือกตายไปเกิดอยู่แดนพรหมโลก ชั้นสุธาวาสมีวิมานทองคำสดใสบริสุทธิ์ งดงามตระการตา ได้พระนามชื่อว่า “ ฆติกามหาพรหม” จักได้เป็นผู้ถวายอัฏฐะบริขารบวชแก่ลูกทั้ง ๕ พระองค์ เมื่อได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ส่วนไข่ทั้ง ๕ ได้ถูกลมพัดตกน้ำไหลไปในสถานที่ต่างๆ
ไข่ฟองที่ ๑ มีไก่เก็บไปดูแลรักษา
ไข่ฟองที่ ๒ แม่นาคราชเก็บไปดูแลรักษา
ไข่ฟองที่ ๓ แม่เต่าเก็บไปดูแลรักษา
ไข่ฟองที่ ๔ แม่โคเก็บไปดูแลรักษา
ไข่ฟองที่ ๕ แม่ราชสีห์เก็บไปดูแลรักษา
     ครั้งในกาลเวลาต่อมา พระโพธิสัตว์ ทั้ง ๕ ก็ประสูติออกจากไข่ทั้ง ๕ ปรากฏเป็นมนุษย์ รูปร่างสวยสดงดงาม ทั้ง ๕ พระองค์
 ในเวลาเดียวกันตามลำดับของแม่เลี้ยงทั้ง ๕ ที่นำไข่ไปเก็บ ดูแลรักษา พระโพธิสัตว์ทั้ง ๕ ได้เจริญเติบโตอยู่กับแม่เลี้ยงดัวยความกตัญญู จึงรู้ทำหน้าที่ ทุกอย่างทดแทนบุญคุณแม่เลี้ยงเป็นอย่างดีจนถึงอายุได้ ๑๒ ปี ด้วยบุญกุศลเก่าหนุนส่ง ก็มีจิตคิด ที่จะออกบวชเนกขัมบารมี เป็นฤาษีอยู่ในป่าจึงได้อำลาแม่เลี้ยงของตนเหมือนกันทั้ง ๕ พระองค์
ฝ่ายแม่เลี้ยงถึงจะมีความรักความอาลัยในลูกสักเพียงใด แต่ก็ไม่ขัดความประสงค์์เจตนาที่เป็น บุญกุศลอันยิ่งใหญ่ของลูกจึงได้อนุญาตให้ลูกไปบวชเป็นฤาษีบำเพ็ญบารมีอยู่ในป่าด้วยความ อนุโมทนา ด้วยปณิธานอันแน่วแน่ของพระโพธิ สัตว์ทั้ง ๕ พระองค์ ที่มุ่งมั่นจะบำเพ็ญบานมี พระโพธิญาณ เพื่อเป็นพระพุทธเจ้าโปรดสัตว์โลก ให้พ้นจากกองทุกข์ภัยในวัฏฏะสงสาร
  แม่เลี้ยง ทั้ง ๕ เห็นปณิธาน อย่างนั้นจึงฝากนามของแม่เลี้ยง ไว้กับลูกเพื่อเป็นอนุสรณ์ ตำนานไว้แก่โลกต่อไปในภาคหน้าเมื่อลูกได้ตรัสรู้เป็นพุทธเจ้าโปรดโลกแล้วตามลำดับ พระนามดังนี้
1. องค์ที่ ๑ มีพระนามว่า พระกกุสันโธ เพราะตามนามแม่เลี้ยงที่เป็นไก่
2. องค์ที่ ๒ มีพระนามว่า พระโกนาคมโน เพราะตามนามแม่เลี้ยงเป็นนาค
3. องค์ที่ ๓ มีพระนามว่า พระกัสสโป เพราะตามนามแม่เลี้ยงเป็นเต่า
4. องค์ที่ ๔ มีพระนามว่า พระโคตโม เพราะตามนามแม่เลี้ยงเป็นโค
5. องค์ที่ ๕ มีพระนามว่า พระศรีอริยเมตไตรโย เพราะตามนามแม่เลี้ยงที่ เป็นราชสีห์
ในกัปป์นี้ได้ชื่อว่าภัทรกัปเป็นกัปที่เจริญที่สุดเพราะมีพระพุทธเจ้า
เกิดขึ้นในโลกนี้ถึง๕ พระองค์
มีพระนามตามที่กล่าวมาแล้วนั้นทั้ง ๕ พระองค์ จึงเป็นที่มาของคำว่า “ นโมพุทธายะ”

นะ คือ พระกกุสันโธ โม คือ พระโกนาคมโน พุทธ คือ พระกัสสะโป
ธา คือ พระโคตโม ยะ คือ พระศรีอริยเมตไตยโย
จนเป็นคาถาสืบต่อกันมาเป็นพุทธบูชาแก่พระพุทธเจ้าทั้ง ๕ พระองค์
ฝ่ายพระโพธิสัตว์ทั้ง ๕ พระองค์ เมื่อออกบวชเป็นฤาษีได้บำเพ็ญเพียรพระกัมมัฏฐาน จนสำเร็จญาณ อภิญญาสมบัติ จึงสามารถเหาะไปหาอาหาร ผลไม้ด้วยฤทธิ์ทุกพระองค์ อยู่มาวันหนึ่งได้เหาะไปหาอาหารผลไม้ และ บำเพ็ญเพียรธรรมที่ป่าดอยสิงกุตตระ ณ ใต้ต้นนิโครธอันร่มเย็นด้วยกิ่งไม้สาขาใหญ่ด้วยเหตุปัจจัยในกุศลบารมีธรรม ฤาทั้ง ๕
ได้มาพบกัน ณ ที่ นี้ โดยไม่ได้นัดหมาย รู้จักกันมาก่อน จึงสอบถามความเป็นมาของกันและกัน จึงได้รู้แต่ว่า แต่ละองค์มีแต่แม่เลี้ยง แม่ที่แท้จริวอยู่ที่ไหนก็ไม่รู้ ฤาษีทั้ง ๕ จึงได้ร่วมกันตั้ง สัจจะอธิฐาน ขอให้ได้พบแม่บังเกิดเกล้าที่แท้จริง ด้วยอำนาจสัจจะอธิฐาน ธรรมอันบริสุทธิ์ของ ฤาษีทั้ง ๕ จึงดังก้องไปถึงพรหมโลกเป็นเหตุให้ท้าวฆติกามหาพรหมซึ่งเป็นแม่กาเผือกตาย และได้มาเกิดเป็นพรหม ทราบเหตุการณ์ทั้งหมด จึงจำแลงเพศเป็นแม่กาเผือกขนสวยงาม ยิ่งนัก มาปรากฏอยู่ข้างหน้าฤาษีทั้ง ๕ ฝ่าย ฤาษีทั้ง 
๕ ก็รู้ด้วยญาณ ทัศนะทันทีว่า นี่แหละ เป็นแม่บังเกิดเกล้าที่แท้จริง จึงสอบถามแม่กาเผือกถึงความเป็นมาตั้งแต่ต้นว่า เรื่องเป็นมาอย่างไร แม่กาเผือกจึงเล่าความเป็นมาแต่หนหลังครั้งทำรังอยู่ต้นมะเดื่อฝั่งแม่น้ำคงคา อยู่มาวันหนึ่ง ได้ออกมาหาอาหารกินถิ่นแดนไกลถึงสถานที่ที่หนึ่ง ซึ่งอุดมสมบูรณ์ด้วยพืชพันธ์ธัญญาหาร
เป็นธรรมชาติอันสวยงามสงบร่มเย็น บังเกิดพายุใหญ่ ได้พัดกิ่งไม้ฝนตกฟ้าคะนอง จนมือค่ำจึงหลงทางอยู่หาทางออกไม่ถูก จนกระทั่งอรุณรุ่งวันใหม่ฝนฟ้าพายุสงบลง จึงรีบบินกลับมาที่พักมาหาลูกที่รังด้วยความเป็นห่วง แต่ปรากฎว่าคืนที่ผ่านมาฝนตกหนัก พายุใหญ่ได้พัดกิ่งไม้มะเดื่อหักทำให้รังไข่ทั้ง ๕ ลูกแม่กาเผือกตกลงไปในน้ำและได้ถูกน้ำพัด ไหลไปในที่ต่างๆ หาเท่าไหร่ก็ไม่พบจนหมดความสามารถ ในที่สุดด้วยความรักความอาลัย อันบริสุทธิ์ที่มีต่อลูกก็สิ้นใจตาย ได้เกิดเป็นพระพรหมแดนพรหมโลก
ชั้นสุธาวาส มีวิมารทองคำเป็นที่อยู่ ด้วยอานิสงส์ความรักอันเมตตาอันบริสุทธิ์กับทั้งลูกเป็นพระโพธิญาณ มีบุญญาธิมาก จึงได้เกิดมาเป็นพรหมและได้จำแลงเพศเป็นแม่กาเผือกให้ลูกฤาษีทั้ง ๕ ได้ทราบถึงความเป็นมาทั้งหมด
เมื่อลูกฤาษีได้ทราบเหตุ เช่นนั้นแล้้วก็รู้สึกสลดสังเวชใจเป็นอย่างยิ่งและสำนึก ในบุญสร้างคุณอันใหญ่หลวง ของแม่กาเผือก จึงน้อมกราบนมัสการ ฆติกามหาพรหม ผู้เป็นแม่ที่ให้กำเนิดชีวิตลูกได้สร้างบุญบาร
มีพระโพธิญาณ จึงกราบขอสัญลักษณ์อนุสรณ์ ของแม่กาเผือกผู้บังเกิดเกล้าอาไว้บูชา พระแม่กาเผือกจึงประทานผ้าฝ้ายเป็นด้ายฟั่น เป็นตีนกา
สัญญาลักษณ์อนุสรณ์ของแม่กาเผือก ประทานให้ลูกฤาษีทั้ง 5 ไว้ใช้เป็นไส้ประทีปจุดบูชาทุก วันพระ และต่อมาเป็นประเพณีจุดประทีปตีนกาบูชาแม่กาเผือก ในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 12 ลอยกระทง เป็นตำนานสืบไว้ในโลกาตลอดกาลนาน เมื่อแม่กาเผือกฆติกามหาพรหมประทาน สัญลักษณ์ ไว้ให้ลูกฤาษีโพธิสัตว์ทั้ง 5 แล้วก็อาลูกกลับเทวสถาน วิมานของตนบนพรหมโลก ตามเดิม

ฤาษีโพธิสัตว์ทั้ง 5 ต่างก็พากันตั้งหน้าบำเพ็ญเพียรรักษาศีลธรรมภาวนามิได้ขาด ทุกวันพระก็จุดประทีบตีนกาบูชา พระแม่กาเผือกฆติกามหาพรหมผู้เป็นแม่อยู่เสมอ เป็นเวลา นานหลายปีชีวีฤาษีทั้ง 5 ก็ดับขันธ์ได้ไปเกิดบนเทวโลกชั้นดุสิตพิภพอันเป็นที่อยู่ขององค์เทพ พระโพธิสัตว์ทั้งหลาย ได้เสวยทิพยสมบัติอยู่ในที่นั้น และในกาลต่อมาก็วนเวียนบำเพ็ญบารมี ทุกภพชาติที่กำเนิดเกิดในสังสารวัฏฏ์นี้ จนบารมีเต็มเปี่ยมสมบูรณ์ทั้ง 30 ทัศแล้ว ก็จะได้ตรัสรู้ เป็นพระพุทธเจ้า เมื่อพระองค์ไหนจะมาตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า ฆติกามหาพรหมผู้เป็นแม่ต้นกัปโลกาก็จะนำเอาบริขารคือ บาตรไตรจีวร มาถวายลูกโพธิสัตว์ทั้ง 5 พระองค์ในชาติสุดท้าย ที่จะได้เป็น พระพุทธเจ้าโปรดโลกทุกพระองค์ กาลเวลาอันยาวนานผ่านไปจนถึงปัจจุบันนี้ พระโพธิสัตว์ลูกแม่กาเผือกต้นปฐมกัปป์ก็ได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า โปรดโลกไปแล้วถึง 5 พระองค์
ตามลำดับดังนี้คือ

1. พระกกุสันโธพุทธเจ้า เมื่อสมัย เป็นพระโพธิสัตว์หลังจากนั้น 8 อสังไขยแสนกัป ได้สร้างบารมีกับพระพุทธเจ้าอีกประมาณ 37,024 พระองค์ เป็นศรัทธาพุทธเจ้า อายุไขย 40,000 พรรษา มีเขมวตีนคร ของพระเจ้าเขมะเป็นราชธานี
พระสรีระสูง 40 ศอก หรือ 20 เมตร บำเพ็ญทุกกิริยาชาติสุดท้าย 10 เดือน พุทธรังสีสร้านไปไกล 10 โยชน์ (160 กิโลเมตร)

2. พระโกนาคมโนพุทธเจ้า หลังจากได้รับพุทธพยากรณ์เป็นครั้งแรกจากพระพุทธเจ้า เมื่อสมัยเป็นพระโพธิสัตว์หลังจากนั้น 8 อสงไขยแสนกัป ได้สร้างบารมีกับพระพุทธเจ้าอีกประมาณ 37,024 พระองค์ เป็นศรัทธาพุทธเจ้า อายุไขย 30,000 พรรษา มีโสภวตีนครของพระเจ้าโสภะเป็นราชธานี พระสรีระสูง 30 ศอก หรือ 15 เมตร บำเพ็ญทุกกิริยาชาติสุดท้าย 1 เดือน พุทธรังสีสร้านไปไกล ตามแต่พระประสงค์

3. พระกัสสโปพุทธเจ้า หลังจากได้รับพุทธพยากรณ์เป็นครั้งแรกจากพระพุทธเจ้า เมื่อสมัยเป็นพระโพธิสัตว์หลังจากนั้น 8 อสงไขยแสนกัป ได้สร้างบารมีกับพระพุทธเจ้าอีกประมาณ 37,024 พระองค์ เป็นศรัทธาพุทธเจ้า อายุไขย 20,000 พรรษา มีพาราณสีนครของพระเจ้ากิงกิเป็นราชธานี พระสรีระสูง 20 ศอก หรือ 10 เมตร บำเพ็ญทุกกิริยาชาติสุดท้าย 7 วัน พุทธรังสีสร้านไปไกล ตามแต่พระประสงค์

4. พระศากยมุนีโคดโมพุทธเจ้า (องค์ปัจจุบัน) เมื่อสมัยเป็นพระโพธิสัตว์หลังจากนั้น 4 อสงไขยแสนกัป
ได้สร้างบารมีกับพระพุทธเจ้าอีก 24 พระองค์ ซึ่งน้อยมาก เป็นปัญญาพุทธเจ้า อายุไขย 80 พรรษา มีกบิลพัสดุ์นครของพระเจ้า สุทโธทนะเป็น ราชธานี พระสรีระสูง 4 ศอก หรือ 2 เมตร บำเพ็ญทุกกิริยาชาติสุดท้าย 6 ปี
พุทธรังสีสร้านไปข้างละ 1 วา เป็นปกติ

5. พระอริยเมตตรัยโยพุทธเจ้า หลังจากได้รับพุทธพยากรณ์เป็นครั้งแรกจากพระพุทธเจ้า เมื่อสมัยเป็นพระโพธิสัตว์หลังจากนั้น 16 อสงไขยแสนกัป ได้สร้างบารมีกับพระพุทธเจ้าอีกประมาณ 477,029 พระองค์
เป็นวิริยะพุทธเจ้า อายุไขย 80,000 พรรษา พระสรีระสูง 80 ศอก หรือ 40 เมตร
บำเพ็ญทุกกิริยาชาติสุดท้าย 7 วัน พุทธรังสีสร้านไปไกล ยังกำหนดไม่ได้

ส่วนพระโพธิสัตว์องค์ที่ 5 อันเป็นลูกองค์สุดท้ายของแม่กาเผือกคือ พระศรีอริยเมตไตรย จักเป็นพระพุทธเจ้าองค์ที่ 5 ในภัททกัปนี้จะมีอายุถึง 8 หมื่นปี ในยุคของพระศรีอริยเมตไตรย์นั้น สภาพสังคมมนุษย์โลกจะอุดมสมบูรณ์พูนสุขมาก เพราะผู้คนมีศีลธรรมอยู่ด้วยกันได้เมตตาธรรม มีศีล 5 บริสุทธิ์ ทุกคน จึงมีทรัพย์สมบัติมาก มีอายุ ยืนยาว ไม่มีโรคภัยไข้เจ็บ มีรูปร่างสวยสดงดงาม หน้าตาผ่องใสเบิกบานด้วยกันหมด เพราะผู้คนในยุคนั้นได้สร้างบุญบารมี ให้ทาน รักษาศีล ภาวนา กันมาสมบูรณ์ดีหมดและเพราะพระบารมีของพระพุทธเจ้าศรีอริยเมตไตรยที่สั่งสมบารมี เพื่อ ความ สันติสุขของโลกซึ่งมีพระเจ้าสังขจักรพรรดิทรงปกครองบ้านเมืองโดยชอบธรรมในเมืองเกตุมวดีนคร แผ่ธรรมจักรพรรดิให้คนรักษาศีล 5 ทั้งโลก เมื่อพระศรีอริยเมตไตรยได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าแล้ว ผู้คนจึงได้ฟังพระธรรมจักรได้ดื่มรส อมตธรรมแห่งพระศรีอริยเมตไตรย์ ได้บรรลุเข้าถึงสวรรค์นิพพานโดยแท้ ผู้คนในยุคนั้นจึงโชคดีที่สุดที่เกิดมาเพื่อสันติสุข เข้าถึง ศีลธรรมอันดีงามทั้งหมด

ขอให้ทุกคนจงพากเพียร ให้ทาน รักษาศีล ภาวนา จะได้ไปเกิดในพระศาสนาพระศรีอาริย์ หากเข้าสู่นิพพานยุคนี้ยังไม่ได้ ท่านก็ยังมีโอกาสได้พบพระพุทธเจ้าอีกพระองค์หนึ่งอย่างแน่นอน คือพระศรีอริยเมตไตรย์ลูกแม่กาเผือกองค์สุดท้าย การเกิดมาพบพระพุทธศาสนาเป็นของหายาก การเกิดมาพบพระพุทธเจ้าก็แสนยาก บางครั้งโลกนี้ว่าง จากพระพุทธเจ้าเป็นล้านปีสัตว์โลกไม่มีโอกาสเห็น หนทางพระนิพพานเลย ขอให้พวกเราอย่าได้ประมาท จงหมั่นขยันสร้างบุญบารมี ด้วยการให้ทาน รักษาศีล ภาวนา ทำนุบำรุง รักษาพระพุทธศาสนา ก็จะเข้าถึงศีลธรรม สันติสุข ได้ทุกคนและได้ร่วมสายบุญบารมีพระพุทธเจ้า


พุทธศิลป์ปางป่าลิไลยก์ ทรงเครื่ององค์แรกในโลก

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก ยิ่งให้ยิ่งได้ ยิ่งหวงยิ่งอด เราไม่หวงเราไม่อด หมดเดี๋ยวก็มา
พุทธศิลป์ปางป่าลิไลยก์ ทรงเครื่ององค์แรกในโลก ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติมหาวีรวงศ์
พุทธศิลป์ปางป่าเลไลยก์ –ปาลิเลยยกะ (Pārileyyaka) ในช่วงยุคราชวงศ์คุปตะในอินเดียเหนือ ราวพุทธศตวรรษที่ 10 -11 ยังคงนิยมสร้างงานศิลปะตามพุทธประวัติตอนโปรดพระยาวานรที่กูฎาคารศาลาในป่ามหาวัน เมืองเวสาลี (Vaishali) ทางเหนือของกรุงปัตนะ สลักทำเป็นรูปปางประทานพร หรือรูปประทับนั่งถือบาตร ประกอบรูปพญาวานรถวายรวงผึ้งเท่านั้น 
ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 12 พุทธประวัติแบบเถรวาท ลังกาวงศ์ ได้สร้างคติเรื่องช้างถวายผลไม้และลิงถวายรวงผึ้ง (The elephant bringing fruit and the monkey bringing a honeycomb) เข้ามาแทนที่พุทธประวัติตอนโปรดพญาวานร  เกิดเป็นพุทธศิลป์ปางป่าเลไลยก์ขึ้นเป็นครั้งแรก และได้ส่งอิทธิพลความนิยมมาสู่งานศิลปะและคติของราชวงศ์ปาละและพุทธศาสนาฝ่ายรามัญมาตั้งแต่ช่วงพุทธศตวรรษที่ 13 – 14 แต่ก็ยังคงนิยมเป็นปางประทับนั่งสมาธิเพชรแบบขัดตะหมาดครับ 
.
ต่อมาความนิยมในปางป่าเลไลยก์ได้ส่งต่อมายังศิลปะพุกาม ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 17 – 18 ซึ่งในงานศิลปะพุกาม ได้นำท่านั่ง “ปรลัมพปาทาสนะ” หรือนั่งห้อยขาแบบยุโรปบนภัทรบิฐ -บัลลังก์มีขาตั้งพนักพิงแบบเก้าอี้ ที่นิยมในการสร้างรูปปางปฐมเทศนาในงานศิลปะแบบราชวงศ์ปาละ ทำพระหัตถ์ทั้งสองข้างวางบนพระเพลาอุ้มบาตรตามแบบปางโปรดพญาวานรในศิลปะคุปตะ- ปาละเดิม ประกอบรูปช้างและรูปลิงขึ้นเป็นครั้งแรก 
.
พุทธประวัติฝ่ายเถรวาทลังกาวงศ์ได้เล่าถึงปางป่าเลไลยก์- ปาลิเลยยกะไว้ว่า  ครั้งหนึ่งพระพุทธองค์ได้ไปประทับอยู่ที่ป่าลิไลยกะ (Pārileyyaka Forest) หรือป่ารักขิต  ในแคว้นเจตี (Cedi) ทางใต้ของนครโกสัมพี (Kosambhi) มีโขลงช้างและฝูงลิงคอยปรนนิบัติถวายภัตตาหารทั้งน้ำสะอาดและผลไม้ ครั้งหนึ่งที่ทรงประทับใต้ต้นสาละ ได้มีลิงตัวหนึ่งได้นำรวงผึ้ง (Honeycomb) มาถวาย แต่พระองค์มิได้รับไว้ ด้วยในรวงผึ้งนั้นมีตัวอ่อนที่ยังมีชีวิตเป็นจำนวนมากครับ
.
ลิงนั้นไม่ได้ละความพยายาม เขาได้นำรวงผึ้งมาบรรจงแคะเอาตัวอ่อนออกทีละช่องจนหมด ซึ่งพระพุทธองค์ก็ได้เห็นถึงความพยายามนั้น เมื่อลิงได้นำรวงผึ้งมาถวายอีกครั้ง จึงได้ทรงรับเอาไว้ แต่กระนั้นพระองค์ก็มิได้ฉัน ด้วยเพราะเป็นการเบียดเบียนชีวิต
.
แต่กระนั้น ลิงก็มีความตื่นเต้นในใจที่พระพุทธเจ้าทรงรับรวงผึ้งที่เขาตั้งใจถวาย เขากระโดดจากต้นไม้หนึ่งไปอีกต้นหนึ่งแล้วก็พลัดตกลงมา กระแทกไม้แหลมจนสิ้นชีวิต อย่างไรก็ตาม ด้วยกุศลผลบุญจากความตั้งใจในการกระทำบุญ จากความเอื้ออาทรของเขาที่บริสุทธิ์ใจแก่ผู้อื่น ลิงจึงได้เกิดใหม่เป็นเทพบุตรบนสรวงสวรรค์ไตรตรึงษ์ (Trāyastriṃśa) ครับ
------------------------------------
*** พุทธศาสนาเถรวาทสายรามัญ-พุกาม ก็ยังไม่ปรากฏความนิยมในคติปางป่าเลไลยก์อย่างชัดเจนในงานศิลปะของฝ่ายไทย จนมาถึงช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 22 จึงได้เริ่มปรากฏความนิยมการสร้างพระพุทธรูปปางป่าเลไลยก์ เป็นช่วงแรก ๆ ในกรุงศรีอยุธยา ซึ่งช่างปฏิมากรฝ่ายอยุธยาก็ได้เปลี่ยนแปลงการวางพระหัตถ์ขึ้นใหม่ โดยวางปลายพระกรขวาและซ้ายแนบไปบนพระเพลา หงายพระหัตถ์ขวาขึ้นเหนือพระชานุด้านหนึ่ง (มีทั้งซ้ายและขวา) ในความหมายว่า เป็นฝั่งที่พระพุทธเจ้าทรงรับน้ำและผลไม้จากช้าง โดยจะมีการวางรูปประติมากรรมช้างชูงวงถวายกระบอกไม้ไผ่ใส่น้ำไว้ทางด้านหน้าเยื้องไปทางพระหัตถ์นั้น อีกพระหัตถ์หนึ่งเหนือพระชานุจะวางคว่ำลง ในความหมายว่าไม่ทรงรับรวงผึ้งจากลิง ที่ก็จะมีการวางรูปประติมากรรมลิงไว้ทางด้านหน้าเยื้องไปทางพระหัตถ์ขององค์พระพุทธรูปนั่งห้อยพระบาท
.
การเกิดความนิยมในการสร้างพุทธศิลป์ปางป่าเลไลยก์ ในช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 22 ของกรุงศรีอยุธยา สอดรับกับหลักฐานวรรณกรรมคำฉันท์สรรเสริญพระเกียรติสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงปราสาททอง (2543)  ที่พระเจ้าปราสาททองทรงกล่าวอ้างว่า ในอดีตชาติพระองค์คือช้างป่าลิไลยก์ (ช้างป่าลิไลหัตถี) ทรงเป็นพระโพธิสัตว์ที่ลงมาปกครองกรุงศรีอยุธยาเพื่อให้ผ่านพ้นจากกลียุค และจะทรงได้ตรัสรู้เป็นพระสุมงคลพุทธเจ้า (อนาคตโตทศพุทธ-อนาคตา ทสพุทฺธ-อนาคตพระพุทธเจ้า) ครับ
.
จากร่องรอยพระราชนิยมของพระเจ้าปราสาททองจากคำฉันท์สรรเสริญพระเกียรติ ยังสอดรับกับความนิยมการสร้างพระพุทธรูปทรงเครื่องจักรพรรดิ ในความหมายของพระอนาคตพุทธเจ้า (สุมงคลพุทธเจ้า) ในช่วงสมัยพระเจ้าปราสาททอง และยังอาจหมายถึง พระมหาจักรพรรดิ” ในปางทรมานพระยามหาชมพู”  ที่ปรากฏใน “ชมพูบดีสูตร” ที่มีความนิยมมาตั้งแต่ครั้งสมเด็จพระเจ้าปราสาททองอีกด้วย 
.
----------------------------------------------------
*** พระพุทธรูปสลักไม้ทรงเครื่องปางป่าเลไลยก์องค์หนึ่ง จัดแสดงอยู่ภายในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติมหาวีรวงศ์ จังหวัดนครราชสีมา (พระครูสิริธรรมาทร เจ้าอาวาสวัดสะแก เป็นผู้มอบให้) เป็นพระพุทธรูปที่สร้างขึ้นตามคติพระอนาคตพุทธเจ้า (สุมงคลพุทธเจ้า) และปางป่าเลไลยก์ผสมกันในองค์เดียว สอดคล้องกับหลักฐานพระราชนิยมในยุคพระเจ้าปราสาททอง มีพุทธลักษณะเป็นพระพุทธรูปทรงเครื่องใหญ่ทับจีวร (ลงสีแดงชาด) ประทับนั่งบนฐานบัวหงาย ประทับห้อยพระบาททั้งสองข้างบนฐานสี่เหลี่ยมยกสูง พระหัตถ์ขวาคว่ำเหนือพระชานุขวา พระหัตถ์ซ้ายหงายเหนือพระชานุซ้าย สวมศิราภรณ์อุณหิสยอดชฎาประดับกระจก ยอดกลีบซ้อน 4 ชั้น บนสุดเป็นพระเกศมาลาทรงเปลว กรรเจียกจร กรองศอ สังวาลคู่แต่งด้วยกระจังใบเทศ กลางพระอุระประดับตาบทับทรวง รัดพระองค์ พาหุรัดและทองพระกร 3 ชุด สวมพระธำมรงค์ทุกนิ้วพระหัตถ์ ฉลองพระบาท
.
พระพุทธรูปสลักไม้ทรงเครื่องปางป่าเลไลยก์  มีพระพักตร์กลมรูปไข่ พระขนงเป็นวงโค้ง พระเนตรเหลือบมองต่ำ ปลายพระเนตรชี้ขึ้น พระนาสิกโด่ง ตามแบบงานศิลปะช่างหลวงสมัยพระเจ้าปราสาททอง แต่มีพระโอษฐ์เล็ก คล้ายงานพุทธศิลป์ท้องถิ่นของฝ่ายลาว-ล้านช้าง คงถูกสร้างขึ้นในช่วงต้นพุทธศตวรรษที่ 23 สมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ที่ได้ทรงโปรด ฯ ให้ย้ายเมืองโคราชเดิมจากอำเภอสูงเนินมาสร้างใหม่ โดยให้ช่างชาวฝรั่งเศสออกแบบเมืองที่มีป้อมปราการแบบตะวันตก  ซึ่งก็ได้การสร้างวัดวาอารามขึ้นหลายแห่งทั้งภายในและรอบกำแพงเมือง ทั้ง วัดกลางนคร (วัดพระนารายณ์มหาราช) วัดบูรพ์ วัดอิสาน วัดพายัพ วัดสระแก้ว วัดบึงและวัดสะแก
.
พุทธศิลป์ปางป่าลิไลยก์ทรงเครื่อง ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติมหาวีรวงศ์ จึงนับเป็นงานพุทธศิลป์ชิ้นเอกอุที่สอดรับกับคติพระราชนิยมและงานศิลปะในสมัยพระเจ้าปราสาททอง แต่คงถูกสร้างขึ้นในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแก่พระราชบิดา เป็นพระพุทธรูปองค์สำคัญในความหมายของพระพุทธรูปฉลองพระองค์ ที่ได้ทรงโปรด ฯ ให้สร้างไว้ที่เมืองราชสีมา ในคราวสถาปนาเมืองนครราชสีมาขึ้นใหม่ และยังเป็นพุทธรูปแบบปางป่าลิไลยก์ทรงเครื่ององค์แรกที่มีการสร้างขึ้นโลกครับ
เครดิต :
วรณัย  พงศาชลากร
EJeab  Academy
เพราะทุกที่มีเรื่องราวและเรื่องเล่า

เหตุข้างขึ้นข้างแรม

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก ยิ่งให้ยิ่งได้ ยิ่งหวงยิ่งอด เราไม่หวงเราไม่อด หมดเดี๋ยวก็มา
ข้างขึ้นข้างแรม
เพราะพระจันทราเทพ มีเรื่องกับพระคเณศ จึงเกิดเป็น “ข้างขึ้น – ข้างแรม”  

"พระจันทราเทพ" หรือ “เทพโสมะ” (Chandra deity – Soma Deva) เป็นเทพเจ้าในกลุ่มเทพนพเคราะห์ทั้ง 9 (Navagraha) ที่ในปกรณัมฮินดูเล่าว่ากำเนิดจากฤๅษีอัตริกับพระนางอนสูยา (บางสำนวนก็ว่า ฤๅษีกศยปะเทพบิดรและนางอทิติ) มีกายสีเหลืองอ่อน ซึ่งในปกรณัมของฝ่ายไทยเล่าว่า พระจันทร์ถูกสร้างขึ้นมาจากที่พระอิศวรทรงนำมหาอัปสราทั้ง 15 นาง มาบดป่นเป็นผง ห่อผ้าสีขาวนวล ประพรมด้วยน้ำอมฤต
.
พระจันทราเทพจะทรงราชรถบุษบกเรือนแก้ว มีเพียง 3 ล้อ เทียมด้วยม้าขาวนวลดั่งสีมุกดา 10 ตัว ถือบัวขาบอันเป็นสัญลักษณ์แห่งความบริสุทธิ์ บ่วงบาศและคทา ทรงเป็นสัญลักษณ์ของความอ่อนเยาว์ นุ่นนวล ความงดงามชวนให้หลงใหลรัญจวนในยามค่ำคืนครับ
.
พระจันทราเป็นผู้ส่องสว่างแสงโสมะ (แสงนวลอ่อน ๆ) ในทุกราตรี ซึ่งในปุราณะฮินดูจะเล่าว่า แต่เดิมพระจันทราจะอยู่ในรูปกลมเต็มดวง ส่องสว่างอยู่เสมอ ไม่เคยมีข้างขึ้นและข้างแรม (lunar phase) แบบเว้า ๆ แหว่ง ๆ อย่างที่เห็น แต่ด้วยเพราะดันไปมีเรื่องกับพระคเณศ (Ganesha)  โดยเล่ามาว่า “ในวันเกิดของพระคเณศคราวหนึ่ง ซึ่งจัดงานเฉลิมฉลองที่จัดถวายโดยท้าวกุเวร (Kubera) โดยในงาน มีขนมโมทกะ (Modaks) ของโปรดของพระคเณศมาถวายมากมาย พระองค์ได้เสวยอย่างเอร็ดอร่อย เสวยมากจนรู้สึกแน่นท้อง
.
“เราได้ทานโมทกะมากเกินไปแล้ว จนรู้สึกไม่สบายตัว”
.
“เราต้องการไปสูดอากาศภายนอก จงพาเราไปด้วยเถิด” พระองค์ได้กล่าวกับหนูเกราญจะ (Krauncha) ผู้เป็นวาหนะของพระองค์
.
คืนนั้น พระจันทร์สุกสว่างและงดงามเหมือนเช่นในทุกวัน หนูเการาญจะ (มุสิกะ) จึงพาพระคเณศ เหินลอยไปในนภา แต่ในทันใดก็ปรากฏพญางู (นาค) พุ่งเข้ามาตัดตรงหน้าอย่างกะทันหัน จนพระองค์เสียหลักกระเด็นตกมาจากหลังหนูเกราญจะ กระแทกพื้นอย่างรุนแรง ทรงอาเจียนขนมโมทกะที่ได้เสวยไปแล้ว (บ้างก็ว่าท้องแตก) ออกมากระจายไปทั่ว พญางูได้รีบก้มลงขอขมาต่อพระคเณศ
.
“ข้าไม่ได้มีประสงค์ร้ายต่อพระองค์และวาหนะ มันเป็นอุบัติเหตุที่สุดวิสัย”  พระคเณศเห็นว่าพญางูไม่ตั้งใจ ก็ทรงให้อภัย
.
แต่พระจันทราเทพที่ส่องสว่างอยู่และได้เห็นเรื่องราวทั้งหมด กลับได้แสดงอาการขบขัน หัวเราะเยาะอย่างสนุกสนานในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และไม่มีที่ท่าว่าจะหยุดหย่อน พระคเณศรู้สึกโกรธที่ถูกเย้ยหยัน พระองค์ได้นำพญางูมาเคียนมัดไว้ที่รอบเอวเพื่อเป็นการลงโทษ (บ้างก็ว่ารัดท้องที่แตก) (รูปประติมากรรมพระคเณศในบางศิลปะ จะพบปั้นเหน่งเป็นรูปพญางูรัดอยูที่พระอุทร) แล้วได้ทรงหักงาด้านขวา ซัดเป็นหอกพุ่งเข้าใส่พระจันทราในทันที
.
“เจ้าจันทราผู้โง่เขลา เจ้าได้บังอาจดูถูกเราผู้เป็นใหญ่ ข้าขอสาปเจ้าให้หายไปจากจักรวาล บัดเดี๋ยวนี้เลย”
.
ในทันใดนั้น โลกในยามค่ำคืนที่เคยมีแสงจันทราอันโสมะอันนุ่มนวล ก็มืดมิดลง ผู้คนบนโลกต่างหวาดกลัวและตั้งคำถามว่าเกิดอะไรขึ้นกับพระจันทร์ ผู้สร้างความกล้าหาญแก่มวลมนุษย์
.
พระจันทราเทพจึงได้สำนึกความผิดต่อพลังอำนาจแห่งองค์พระคเณศ เหล่าเทพเจ้าจึงได้นำมาเข้าเฝ้าพระคเณศเพื่อทูลขออภัยโทษ “.. ข้าได้รับบทเรียน และจะไม่กระทำเช่นนั้นอีก..” พระอินทรา จึงได้ทูลขอให้ถอนคำสาป เพื่อให้โลกในยามค่ำคืนกลับมาสุกสว่าง ไม่มืดมิดอย่างที่กำลังเป็นอยู่
.
แต่องค์พระคเณศ ไม่อาจสามารถถอนคำสาปของพระองค์เองได้ แต่พระองค์ได้บรรเทาคำสาปด้วยการให้พรสำทับแก่พระจันทราเทพว่า
.
“...ถึงเจ้าจะไม่ได้มีแสงสุกสว่างในทุกค่ำคืน แต่เจ้าจะมีคืนที่สุกสว่างสร้างความกล้าหาญให้กับมวลมนุษย์ในหนึ่งวันและกลับเป็นวันที่เจ้าหายไป ซึ่งจะเป็นคืนที่มืดมิด สลับกันเป็นดิถีทุกเดือนตลอดไป...”
.
ซึ่งนั่นก็คือการเกิดขึ้นของ "ปรากฏการณ์ข้างขึ้น-ข้างแรม" (Lunar's Phases) นั่นเองครับ
.
------------------------------------
*** ในวันแรม 4 ค่ำ เดือน 9 และวันแรม 4 ค่ำ เดือน 10 ซึ่งถือว่าเป็นวันเกิดขององค์พระคเณศ  “คเณศจตุรถี – วินายะกะจตุรถี” (Ganesha Chaturthi - Vināyaka Chaturthī) ชาวฮินดูเชื่อว่า หากเงยหน้ามองพระจันทร์ในวันนี้ จะต้องคำสาปให้ชีวิตมืดมน จึงห้ามไม่ให้มองพระจันทร์ในวันพิธีคเณศจตุรถีอย่างเด็ดขาด หากผู้ใดพลาดเผลอเงยหน้าขึ้นไปมองพระจันทร์อย่างตั้งใจ ก็จะถูกคนรอบข้างรีบเข้าไปด่าว่าและสาปแช่งอย่างรุนแรง เพื่อจะช่วยให้ผู้นั้นพ้นจากคำสาปจากองค์พระคเณศที่ศักดิ์สิทธิ์ได้ (เป็นการแย่งสาปแทน เพราะคำด่าว่าสาปแช่งของคนทั่วไปไม่มีอำนาจเช่นคำสาปแช่งของพระคเณศ)

*** เล่ากันว่า งาของพระคเณศ ที่ปักอยู่บนดวงจันทร์ คือปล่องภูเขาไฟขนาดใหญ่ เป็นจุดด่างดำที่มองเห็นได้จากโลกนั่นเองครับ
เครดิต :
วรณัย พงศาชลากร
EJeab Academy
เพราะทุกที่มีเรื่องราวและเรื่องเล่า