วันพฤหัสบดีที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2563

เลขบัตรประจำตัวประชาชน

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก ยิ่งให้ยิ่งได้ ยิ่งหวงยิ่งอด เราไม่หวงเราไม่อด หมดเดี๋ยวก็มา
เลขประจำตัวประชาชนไทย
บทความนี้ยังต้องการเพิ่มแหล่งอ้างอิงเพื่อพิสูจน์ความถูกต้อง คุณสามารถพัฒนาบทความนี้ได้โดยเพิ่มแหล่งอ้างอิงตามสมควร เนื้อหาที่ขาดแหล่งอ้างอิงอาจถูกลบออก
เลขประจำตัวในบัตรประชาชนของคนไทย มีด้วยกัน 13 หลัก โดยแต่ละหลัก มีความหมายแตกต่างกันไป ทั้งนี้ ผู้อำนวยการสำนักทะเบียนกลาง กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย มีหน้าที่ในการกำหนดเลขประจำตัว แก่บุคคลที่อยู่ในราชอาณาจักร คนละหนึ่งเลขโดยไม่ซ้ำกัน และอาจยกเว้นแก่บุคคลบางจำพวก[1] เช่นสมเด็จพระราชินี และพระบรมวงศานุวงศ์ชั้นพระองค์เจ้า เป็นต้น
โดยเมื่อวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2527 กรมการปกครอง ซึ่งเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบทะเบียนราษฎร ประกาศกำหนดให้บุคคลภายในประเทศไทย ต้องมีเลขประจำตัวประชาชน ปรากฏในทะเบียนบ้านและบัตรประจำตัวประชาชน และกำหนดให้ต้องดำเนินการจนเสร็จสิ้นทั้งหมด ภายในวันที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2547 เนื่องจากก่อนหน้านี้ ประเทศไทยยังไม่เคยกำหนดเลขประจำตัวเช่นนี้มาก่อน ดังนั้นจึงกำหนดระยะเวลาดังกล่าว เพื่อจัดระบบทะเบียนราษฎรให้เทียบเท่านานาประเทศ โดยบุคคลภายในประเทศไทยทั้งหมด จะต้องมีเลขประจำตัวประชาชน เพื่อแสดงตนว่าเป็นบุคคลประเภทใด โดยดูตามเงื่อนไขในแต่ละกรณี
ตัวเลขหลักที่ 1
1 2345 67890 12 3
แสดงตัวเลขหลักที่ 1
หมายถึงประเภทบุคคล ซึ่งมีอยู่ 9 ประเภท ได้แก่
ประเภทที่ 1
คือคนที่เกิดและมีสัญชาติไทยและได้แจ้งเกิดภายในกำหนดเวลา หมายความว่า เด็กคนใดก็ตามที่เกิดตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2527 เป็นต้นไป อันเป็นวันเริ่มแรกที่กรมการปกครอง ประกาศให้ประชาชนทุกคนต้องมีเลขประจำตัว 13 หลัก เมื่อพ่อแม่ผู้ปกครองไปแจ้งเกิดที่อำเภอหรือสำนักทะเบียนในเขตที่อยู่ภายใน 15 วัน นับแต่เกิดมาตามที่กฎหมายกำหนด เด็กคนนั้นก็ถือเป็นบุคคลประเภท 1 และจะมีเลขประจำตัวขึ้นด้วยเลข 1 เช่น เด็กหญิงส้มจี๊ด เกิดเมื่อวันที่ 2 มกราคม 2527 และพ่อไปแจ้งเกิดที่เขตดุสิตภายในวันที่ 17 มกราคม 2527 เด็กหญิงส้มจี๊ด ก็จะมีหมายเลขประจำตัวขึ้นต้นด้วยเลข 1 และก็ต่อด้วยเลขหลักอื่นๆ อีก 12 ตัว เป็น 1 1001 01245 29 9 เป็นต้น ซึ่งเลขนี้จะเป็นเลขประจำตัว ปรากฏในทะเบียนบ้าน และจะปรากฏบนบัตรประจำตัวประชาชน เมื่อส้มจี๊ดไปทำบัตรประชาชนตอนอายุ 15 ปี
ปัจจุบัน พระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2554 ประกาศในราชกิจจานุเบกษา วันที่ 10 พฤษภาคม 2554 กำหนดให้เด็กอายุครบ 7 ปี ต้องยื่นคำขอมีบัตรประชาชนครั้งแรก ภายใน 60 วัน[3] จากเดิมคือต้องเป็นผู้มีอายุครบ 15 ปี ทั้งนี้ คำนำหน้าชื่อบนบัตรของเด็กอายุ 7-14 ปี ยังคงเป็น ด.ช. หรือ ด.ญ. ตามเดิม
ประเภทที่ 2
คือคนที่เกิดและมีสัญชาติไทยได้แจ้งเกิดเกินกำหนดเวลา หมายความว่า เด็กคนใดก็ตามที่เกิดตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2527 เป็นต้นไป แล้วผู้ปกครองลืมหรือติดธุระไม่สามารถไปแจ้งเกิดที่อำเภอหรือเขตภายใน 15 วันตามกำหนด เมื่อไปแจ้งภายหลังเด็กคนนั้นก็จะกลายเป็นบุคคลประเภท 2 มีตัวเลขตัวแรกในทะเบียนบ้านขึ้นด้วยเลข 2 เช่น ในกรณีส้มจี๊ด หากพ่อไปแจ้งเกิดให้ ในวันที่ 18 มกราคม 2527 หรือเกินกว่านั้น ส้มจี๊ดก็จะมีเลขประจำตัวเป็น 2 1001 01245 29 9 ในทะเบียนบ้าน และเมื่อไปทำบัตรประชาชนในภายหน้า
ประเภทที่ 3
คือคนไทยและคนต่างด้าวที่มีใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าวและมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในสมัยเริ่มแรก (คือตั้งแต่ก่อนวันที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2527) หมายความว่า บุคคลใดก็ตามไม่ว่าจะเป็นคนไทยหรือคนต่างด้าวที่มีใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าว และมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน ณ ที่ใดที่หนึ่งในประเทศไทยมาตั้งแต่ก่อนวันที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2527 คนนั้นถือว่าเป็นบุคคลประเภท 3 และก็จะมีเลขประจำตัวขึ้นต้นด้วยเลข 3 เช่น ส้มจี๊ด เกิดเมื่อวันที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2501 และมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านแล้ว ส้มจี๊ดก็จะมีเลขประจำตัวในทะเบียนบ้าน และบัตรประชาชนเป็น 3 1001 01245 29 9
ประเภทที่ 4
คือคนไทยและคนต่างด้าวที่มีใบสำคัญคนต่างด้าว แต่แจ้งย้ายเข้าโดยยังไม่มีเลขประจำตัวประชาชนในสมัยเริ่มแรก หมายความว่า คนไทยหรือคนต่างด้าวที่มีใบสำคัญคนต่างด้าว ที่อาจจะเป็นบุคคลประเภท 3 คือมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านเดิมอยู่แล้ว แต่ยังไม่ทันได้เลขประจำตัวก็ขอย้ายบ้านไปเขตหรืออำเภออื่นก่อนช่วง 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2527 ก็จะเป็นบุคคลประเภท 4 ทันที
ประเภทที่ 5
คือคนไทยที่ได้รับอนุมัติให้เพิ่มชื่อเข้าไปในทะเบียนบ้านในกรณีตกสำรวจหรือกรณีอื่น ๆ เช่น คนที่ถือ 2 สัญชาติ
ประเภทที่ 6
คือผู้ที่เข้าเมืองโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และผู้ที่เข้าเมืองโดยชอบด้วยกฎหมายแต่อยู่ในลักษณะชั่วคราว กล่าวคือ คนที่มาอาศัยอยู่ในประเทศไทยแต่ยังไม่ได้สัญชาติไทยเพราะทางการยังไม่รับรองทางกฎหมาย เช่น ชนกลุ่มน้อยตามชายแดนหรือชาวเขา กลุ่มนี้ถือว่าเป็นผู้เข้าเมืองโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ส่วนบุคคลที่เข้าเมืองโดยชอบด้วยกฎหมายแต่อยู่ชั่วคราว เช่น นักท่องเที่ยวหรือชาวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศไทย แม้บางคนจะถือพาสปอร์ตประเทศของตน แต่อาจจะมีสามีหรือภรรยาคนไทยจึงไปขอทำทะเบียนประวัติเพื่อให้มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านสามีหรือภรรยา คนทั้งสองแบบที่ว่านี้ถือว่าเป็นบุคคลประเภท 6
ประเภทที่ 7
คือบุตรของบุคคลประเภทที่ 6 ซึ่งเกิดในประเทศไทย คนกลุ่มนี้ในทะเบียนประวัติจะมีเลขประจำตัวขึ้นต้นด้วยเลข 7
ประเภทที่ 8
คือคนต่างด้าวที่เข้าเมืองโดยถูกต้องตามกฎหมาย คือผู้ที่ได้รับใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าวหรือคนที่ได้รับการแปลงสัญชาติเป็นสัญชาติไทย และคนที่ได้รับการให้สัญชาติไทยตั้งแต่หลังวันที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2527 เป็นต้นไปจนปัจจุบัน
คนทั้งแปดประเภทนี้จะมีเพียงประเภทที่ 3, 4 และ 5 เท่านั้นที่จะมีบัตรประจำตัวประชาชนได้เลย ส่วนประเภทที่ 1 และ 2 จะมีบัตรประจำตัวประชาชนได้ก็ต่อเมื่อมีอายุถึงเกณฑ์ทำบัตรประจำตัวประชาชน คืออายุ 7 ปี แต่สำหรับบุคคลประเภทที่ 6, 7 และ 8 ที่ยังไม่ได้รับสัญชาติไทย จะมีเพียงทะเบียนประวัติเล่มสีเหลืองเท่านั้น จะไม่มีการออกบัตรประจำตัวประชาชนให้ บุคคลประเภทที่ 8 ที่ได้รับสัญชาติไทยจะมีบัตรประจำตัวประชาชนได้
ประเภทที่ 9
หมายถึงบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียนราษฎร ไม่มีสัญชาติและยังไม่ได้รับการให้สัญชาติไทย ได้รับการผ่อนผันให้อาศัยอยู่ในประเทศไทยได้ชั่วคราว
ตัวเลขหลักที่ 2 ถึงหลักที่ 5
1 2345 67890 12 3
แสดงตัวเลขหลักที่ 2-5
หมายถึงรหัสของสำนักทะเบียนหรืออำเภอที่มีชื่ออยู่ในทะเบียนขณะที่ให้เลข กล่าวคือ เลขหลักที่ 2 เป็นเขตการปกครองของไทยโดยอ้างตามเขตรับผิดชอบของกรมการปกครองและตำรวจ ที่มีตั้งแต่ภาค 1-9 และ เลขหลักที่ 3 จะหมายถึงจังหวัดที่อยู่ในภาคนั้น ๆ ส่วนหลักที่ 4 และ 5 หมายถึงเขตหรืออำเภอในจังหวัดนั้น ๆ โดยที่เลขอำเภอจะเริ่มจากเลข 01ไล่ลงไป เช่นเลข 01 คืออำเภอเมือง และถ้าเป็นเขตเทศบาลจะเริ่มจากเลข 99 ย้อนลงมา
ตัวเลขหลักที่ 6 ถึงหลักที่ 10
1 2345 67890 12 3
แสดงตัวเลขหลักที่ 6-10
หมายถึงกลุ่มของบุคคลแต่ละประเภทตามหลักแรก ซึ่งทางสำนักทะเบียนในแต่ละแห่งก็จะจัดกลุ่มเรียงไปตามลำดับหรือหากเป็นเด็กเกิดใหม่ในปัจจุบันเลขดังกล่าวก็จะหมายถึงเล่มที่ของสูติบัตร (ใบแจ้งเกิดที่อำเภอหรือเขตออกให้) ซึ่งก็คือเลขประจำตัวในทะเบียนบ้านของเด็กที่แต่ละอำเภอหรือเขตออกให้ และจะปรากฏในบัตรประชาชนเมื่อถึงอายุต้องทำบัตรนั่นเองแต่ถ้ายังไม่ถึงเกณฑ์เลขนี้ก็จะปรากฏอยู่แค่ในทะเบียนบ้านของเด็กเท่านั้น
ตัวเลขหลักที่ 11 ถึงหลักที่ 12
1 2345 67890 12 3
แสดงตัวเลขหลักที่ 11-12
หมายถึงลำดับที่ของบุคคล
ตัวเลขหลักที่ 13
ตัวเลขหลักที่ 13 เป็นตัวเลขตรวจสอบความถูกต้องของเลขทั้ง 12 หลักแรก
การคำนวณเลขหลักที่ 13 ของเลขประจำตัวประชาชน ใช้หลักการคำนวณเลขคณิตมอดุลาร์ จากเลข 12 หลักแรก
ให้เลขหลักแรกทางซ้ายคือ N1 หลักต่อไปคือ N2 ไปเรื่อย ๆ
N13 คือหลักที่ต้องการคำนวณ
1 2345 67890 12 3
แสดงตัวเลขหลักที่ 13
จากสมการแสดงให้เห็นว่า x ได้จากการ 13×เลขหลักที่ 1 โดยตัวตั้งจะลดลงมาถึงเลข 2 และตัวคูณคือเลขประชาชนตั้งแต่หลักแรกถึงหลักที่ 12 ตามลำดับ จากนั้นนำผลคูณแต่ละหลักรวมกันแล้วนำไปหารด้วย 11 โดยผลลัพธ์จะได้ค่ามอดูลัส นั่นหมายถึงเศษของผลหารที่ได้จากการนำผลรวมจากการคูณแต่ละหลักหารด้วย 11 เช่น 200 หารด้วย 11 จะเหลือเศษคือ 2 นั่นคือผลของมอดูลัส x จะมีค่าเป็นจำนวนเต็มตั้งแต่ 0 ถึง 10 จากนั้นก็ทำตามเงื่อนไขโดย
ถ้าค่า x น้อยกว่าหรือเท่ากับ 1 ให้ 1−x จะได้ผลของเลขหลักที่ 13 เช่น 1−1 = 0ถ้าค่า x มากกว่า 1 ให้ 11−x จะได้ผลของเลขหลักที่ 13 เช่น 11−2 = 9
ตัวเลขหลักที่ 6 ถึงหลักที่ 13
หมายเหตุ
อ้างอิง

แหล่งข้อมูลอื่น

แก้ไขล่าสุดเมื่อ 2 ปีก่อนโดย MildyManUnited

หน้าที่เกี่ยวข้อง
หนังสือเดินทางชนิดอ่านด้วยเครื่องได้
บัตรประจำตัวประชาชนจีน
บัตรประจำตัวประชาชนไทย
เนื้อหาอนุญาตให้เผยแพร่ภายใต้ CC BY-SA 3.0 เว้นแต่ระบุไว้เป็นอื่น

นโยบายความเป็นส่วนตัวข้อกำหนดการใช้งานคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ


หลักการบริหารทรัพย์

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก ยิ่งให้ยิ่งได้ ยิ่งหวงยิ่งอด เราไม่หวงเราไม่อด หมดเดี๋ยวก็มา
#หลักการบริหารทรัพย์4ส่วน ของพระพุทธเจ้า
พระพุทธเจ้าท่านสอนเรื่องการใช้สอยทรัพย์ที่หามาได้ไว้ คือ ให้แบ่งทรัพย์ออกเป็น 4 ส่วน คือ 
1.ใช้หนี้เก่า 
2.ใช้หนี้ใหม่ 
3.ฝังดินไว้ 
4.ทิ้งลงเหว โดยแต่ละส่วนไม่จำเป็นต้องเท่ากัน แต่ให้เราพิจารณาตามความเหมาะสม ถูกต้อง ตรงธรรม ไม่แบ่งตามอำนาจของกิเลส
ต้องรู้จักประมาณ รู้ทางเจริญทรัพย์ และทางเสื่อมแห่งโภคทรัพย์ แล้วเลี้ยงชีพพอเหมาะ 
     #ใช้หนี้เก่า หมายความว่า ให้พ่อแม่ ผู้มีพระคุณ ตอบแทนบุญคุณที่ท่านเลี้ยงดูและสั่งสอนเรามา ทำให้เราสามารถมีชีวิตอยู่ได้
     #ใช้หนี้ใหม่ หมายความว่า ให้ครอบครัว ลูกเมีย หรือผู้อยู่ในปกครอง ที่เราสร้างขึ้นมาทีหลัง
     #ฝังดินไว้ หมายความว่า ให้ทำบุญ ทำทาน แบ่งปัน สร้างสาธารณะประโยชน์ ช่วยเหลือสังคม เพื่อนฝูง เผื่อภายภาคหน้าอาจจะได้พึ่งพิง เงินส่วนนี้คือเงินที่จะสร้างอนาคตที่ดีให้เราในวันหน้า จนถึงชาติหน้า
     #ทิ้งลงเหว หมายความว่า ใช้จ่ายตามจำเป็น กิน อยู่ ซื้อหาปัจจัยสี่ หรือสิ่งของที่ต้องการ สาเหตุที่ท่านเรียกว่า “ทิ้งเหว” เพราะเงินในส่วนนี้ใช้เท่าไหร่ก็ไม่เคยพอ ยิ่งใช้กิเลสก็ยิ่งงอก ท่านจึงให้ใช้แค่พอประมาณ ใช้อย่างมีสติ ไม่เป็นผู้ประมาทต่อการใช้จ่าย

เงินสี่ส่วนนี้ท่านไม่ได้จำกัดว่า ต้องแบ่งส่วนไหนมากส่วนไหนน้อย ดังนั้นจึงควรพิจารณาอย่างระมัดระวัง แบ่งไปตามเหตุผลที่ถูกต้องตรงธรรม ไม่ใช่แบ่งไปตามอำนาจของกิเลส นอกจากนี้ท่านยังกล่าวเตือนในเรื่องการกู้หนี้ยืมสินว่า เรื่องการกู้หนี้ยืมสินนั้น จะก่อให้เกิดความทุกข์ใจกับผู้ครองเรือนเป็นอย่างยิ่ง ทางที่ดีไม่ควรเป็นหนี้โดยเด็ดขาด!!!

เมื่อเรารู้วิธีการหาบริหารทรัพย์แล้ว ก็ให้นำมาใช้นะ อย่าประมาทว่าเราหาได้มาก ก็ใช้มาก เพราะถ้าเราใช้โดยไม่รู้ประมาณ เราก็ต้องเป็นทาสของทรัพย์นั้นไปตลอด คือต้องทำงานหนักเพื่อหาทรัพย์อยู่เรื่อยไป

อานิสงส์ทานต่างกัน

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก ยิ่งให้ยิ่งได้ ยิ่งหวงยิ่งอด เราไม่หวงเราไม่อด หมดเดี๋ยวก็มา

ผู้ให้ทาน14ประเภท
คนบางคนในโลกนี้ เข้าใจผิด คิดว่า ให้ทานแก่ใครก็ได้บุญเท่ากัน
แต่ความจริง พระพุทธเจ้าทรงจำแนกการให้ทานแก่ ผู้รับทาน และผลของทาน ไว้ดังนี้

#พุทธวจน
คำสอนของพระพุทธเจ้า
เรื่อง การให้ทาน ในผู้รับทาน ๑๔ ประเภท
ผลบุญที่ได้ย่อมแตกต่างกัน
ดังนี้

[๗๑๐]  ดูกรอานนท์  ก็ทักษิณาเป็นปาฏิปุคคลิกมี  ๑๔  อย่าง  คือ  
- ให้ทานในตถาคต
อรหันตสัมมาสัมพุทธ  นี้เป็นทักษิณาปาฏิปุคคลิกประการที่  ๑  
- ให้ทานในพระปัจเจกสัมพุทธ นี้เป็นทักษิณาปาฏิปุคคลิกประการที่  ๒  
- ให้ทานในสาวกของตถาคตผู้เป็นพระอรหันต์  นี้เป็นทักษิณา ปาฏิปุคคลิกประการที่  ๓  
- ให้ทาน  ในท่านผู้ปฏิบัติเพื่อทำอรหัตผลให้แจ้ง  นี้เป็นทักษิณาปาฏิปุคคลิก
ประการที่  ๔
- ให้ทานแก่พระอนาคามี  นี้เป็นทักษิณาปาฏิปุคคลิกประการที่  ๕  
- ให้ทานในท่านผู้ปฏิบัติเพื่อทำอนาคามิผลให้แจ้ง  นี้เป็นทักษิณาปาฏิปุคคลิกประการที่  ๖  
- ให้ทาน  แก่พระสกทาคามี
 นี้เป็นทักษิณาปาฏิปุคคลิกประการที่  ๗  
- ให้ทานในท่านผู้ปฏิบัติเพื่อทำสกทาคามิผลให้แจ้ง  นี้เป็น ทักษิณาปาฏิปุคคลิกประการที่  ๘  
- ให้ทานในพระโสดาบัน  นี้เป็นทักษิณาปาฏิปุคคลิกประการที่  ๙
- ให้ทานในท่านผู้ปฏิบัติเพื่อทำโสดาปัตติผลให้แจ้ง  นี้เป็นทักษิณาปาฏิปุคคลิกประการที่  ๑๐
- ให้ทาน  ในบุคคลภายนอกผู้ปราศจากความกำหนัดในกาม  นี้เป็นทักษิณาปาฏิปุคคลิกประการที่  ๑๑
- ให้ทานในบุคคลผู้มีศีล  นี้เป็นทักษิณาปาฏิปุคคลิกประการที่  ๑๒
- ให้ทานในปุถุชนผู้ทุศีล  นี้เป็นทักษิณาปาฏิปุคคลิกประการที่  ๑๓  
- ให้ทานในสัตว์เดียรัจฉาน  นี้เป็นทักษิณาปาฏิปุคคลิกประการที่  ๑๔  ฯ
 [๗๑๑]  ดูกรอานนท์  ใน  ๑๔  ประการนั้น  
- บุคคลให้ทานในสัตว์เดีย  รัจฉาน  พึงหวัง
ผลทักษิณาได้ร้อยเท่า  
- ให้ทานในปุถุชนผู้ทุศีล  พึงหวังผลทักษิณาได้พันเท่า  
- ให้ทานในปุถุชนผู้มีศีล  พึงหวังผลทักษิณาได้แสนเท่า  
- ให้ทานในบุคคลภายนอกผู้ปราศจากความกำหนัดในกาม
พึงหวังผลทักษิณาได้แสนโกฏิเท่า  
- ให้ทานในท่านผู้ปฏิบัติเพื่อทำโสดาปัตติผลให้แจ้ง  พึงหวังผลทักษิณา จนนับไม่ได้จนประมาณไม่ได้  
จะป่วยกล่าวไปไย
- ในพระโสดาบัน  
- ในท่านผู้ปฏิบัติเพื่อทำสกทาคามิผลให้แจ้ง  
- ในพระสกทาคามี  
- ในท่านผู้ปฏิบัติเพื่อทำอนาคามิผลให้แจ้ง  
- ในพระอนาคามี  
- ในท่านผู้ปฏิบัติเพื่อทำอรหัตผลให้แจ้ง  
- ในสาวกของตถาคตผู้เป็นพระอรหันต์  
- ในพระปัจเจกสัมพุทธ  และ
- ในตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธ  ฯ

บุญเกิดที่ใจ

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก ยิ่งให้ยิ่งได้ ยิ่งหวงยิ่งอด เราไม่หวงเราไม่อด หมดเดี๋ยวก็มา
บุญเกิดที่ใจ
"...บุญ... เกิดที่ใจ ใช่ที่รูป
ใช่ที่ธูป ใช่ที่เทียน ใช่ดอกไม้
ใช่ที่เงิน มหาศาล ทำทานไป
ทำบุญแล้ว อวดใครใคร ไม่ได้บุญ
บุญเกิดจาก ศรัทธา ที่กล้าแกร่ง
เกิดจากแรง ภาวนา มาเกื้อหนุน
ทำสมาธิ เกิดปัญญา มาค้ำจุน
ทานและศีล คือต้นทุน หนุนจิตดี
รักษากาย วาจาใจ ให้สะอาด
อย่าให้ขาด ซึ่งศีลห้า พาสุขี
ทำบุญแล้ว แผ่เมตตา เพิ่มบารมี
อีกอย่างที่ บุญมากโข อโหสิกรรม"

วัดบ้านถ้ำท่าม่วงกาญฯ

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก ยิ่งให้ยิ่งได้ ยิ่งหวงยิ่งอด เราไม่หวงเราไม่อด หมดเดี๋ยวก็มา

#สะกิดมาพาเที่ยววัด จะพาเที่ยวชม #วัดบ้านถ้ำ ๛
🛕 วัดบ้านถ้ำ ต.เขาน้อย อ.ท่าม่วง จ.กาญจนบุรี
บันไดขึ้นถ้ำมี 269 ขั้น จากหัวนาคถึงมังกร 114 ขั้น จากปากมังกรถึงหาง 105 ขั้น เดินเข้าถ้ำ 50 ขั้น
🛕หันมองด้านล่าง จากด้านหน้าหัวมังกร  หลวงพ่อใหญ่ชินราช ในถ้ำคูหามังกรสวรรค์ หรือถ้ำนางบัวคลี่ ด้านซ้ายมีปล่องเพดานส่องแสงสว่างให้แก่ถ้ำและถ่ายเทอากาศ จุดชมวิวบนยอดเขา จากพื้นรวม 707 ขั้นบันได เบื้องหน้าคือแม่น้ำแม่กลอง 
🛕ถ้ำม่านวิจิตร อยู่เหนือถ้ำคูหามังกรสวรรค์ ทางลงจากปากถ้ำค่อนข้างแคบและเป็นแนวดิ่ง
🛕พิสูจน์แรงศรัทธา ขึ้นบันได 269 ขั้น สักการะบูชาหลวงพ่อชินราช(หลวงพ่อใหญ่)ในถ้ำคูหามังกรสวรรค์ วัดบ้านถ้ำ ต.เขาน้อย อ.ท่าม่วง จ.กาญจนบุรี เป็นวัดเก่าแก่สมัยสุโขทัย ด้านหลังจรดเขา ด้านหน้าจรดแม่น้ำแม่กลอง มีชายหาดสวยงามอยู่หน้าวัด ภูเขาที่ตั้งถ้ำสูงราวๆ 200 กว่าเมตร ภูเขาลูกนี้เป็นเทือกเดียวติดต่อกันหลายยอดเป็นพืด ไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือสุดปลายเขาที่เขาแหลมและเขาตกถ้ำมังกรทอง การเที่ยวชมถ้ำให้ครบทั้งหมด วันเดียวรับรองว่าไม่หมดแน่
🛕ปูชนียวัตถุและสถานที่ควรเที่ยวชม
อุโบสถหลังเก่า ในอุโบสถมีพระพุทธรูปปางสมาธิพร้อมด้วยพระโมคคัลลาน์ พระสารีบุตร ซึ่งทำด้วยหินทรายลงรักปิดทองเป็นของเก่ามีมาแต่เดิม
🛕อุโบสถหลังใหม่ ซึ่งมีพระพุทธชินราชจำลอง
พิพิธภัณฑ์วัดบ้านถ้ำ มีพระพุทธรูปเก่าที่ย้ายเอาลงมาจากถ้ำใหญ่หลายองค์ ถ้วยชามของเก่า
🛕ถ้ำคูหามังกรสวรรค์ หรือถ้ำนางบัวคลี่ ในถ้ำเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปองค์ใหญ่ปางมารวิชัยสมัยยุคสุโขทัยนามว่า “หลวงพ่อใหญ่ชินราช” แต่ชาวบ้านทั่วไปเรียกว่า หลวงพ่อใหญ่ หน้าตักกว้าง 8 ศอก สูง 11 ศอกเศษ ด้านหลังหลวงพ่อใหญ่ มีซอกเศษหินเป็นโพลงใหญ่ ที่ผนังมีรอ ถูกปิดมาช้านานจนกลายเป็นหินเนื้อเดียวกัน คนแต่เก่าเล่าว่าเป็นช่องทางเดินไปใต้บาดาลของหลวงพ่อองค์ที่มาอยู่สมัยสุโขทัย(อ่านเพิ่มเติมด้านล้าง “เรื่องเล่า วัดบ้านถ้ำ”  ทางขวาของหลวงพ่อใหญ่เป็นที่เก็บชิ้นส่วนต่างๆ ของพระพุทธรูปแตกหักอยู่เกลื่อนไป ที่โขดหินใหญ่มีหินย้อยลงมาจากเพดานถ้ำใกล้ประตู ตอนส่วนบนเป็นที่ตั้งผาหินจะมีป้ายบอกว่า “เจ้าแม่บัวคลี่” มีที่ตั้งสักการบูชา ที่ผาหินจะเห็นสีนวลมีรูปร่างเป็นคนยืนมีผมยาวสูงราวเมตรเศษ รูปนี้เป็นสัญลักษณ์ของถ้ำที่ชาวบ้านนับถือว่าเป็นที่สิงสถิตดวงวิญญาณของนางบัวคลี่ เมียขุนแผนที่ถูกผ่าท้องเอาลูกทำเป็นกุมารทอง
🛕ถ้ำม่านวิจิตร ถ้ำนี้อยู่เหนือถ้ำคูหามังกรสวรรค์ไปหน่อย มีทางขึ้นวกไปวนมาจนถึงปากถ้ำ ค้นพบเมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2521 ถ้ำนี้มีหินงอกหินย้อยคล้ายฉากม่านโรงละคร และรูปร่างอื่นๆ
🛕ถ้ำขุนแผน ถ้ำนี้มีทางแยกซ้ายมือตรงหน้าถ้ำม่านวิจิตร ถ้ำประวัติศาสตร์แห่งขุนแผนเมืองกาญจนบุรี ถ้ำนี้ค้นพบเมื่อ 1 พฤศจิกายน 2521 ไฟฟ้าไปถึงแล้ว
🛕ถ้ำดอกจอก การเดินทางไปถ้ำนี้ต้องเดินข้ามเขาถ้ำม่านวิจิตรไปลงหุบเขาแล้วเดินไปตามไหล่เขาประมาณ ครึ่งชั่วโมงก็ถึง ในถ้ำมีหินย้อยห้อยระเกะระกะไปหมดน่าดูน่าชมถ้ำหนึ่ง ค้นพบเมื่อ 18 กันยายน 2521 ไฟฟ้ายังไปไม่ถึง
🛕อุทยานถ้ำดุสิต ถ้ำนี้เป็นถ้ำที่ใหญ่และสวยงามที่สุดในบรรดาถ้ำทั้งหลายในทิวเขานี้ มีห้องถึง 5 ห้องการเดินทางไปชมถ้ำนี้ต้องเดินทางไปเส้นทางเดียวกับถ้ำดอกจอกแต่อยู่เลยไปหน่อยหนึ่ง ทางที่ดีควรให้คนของวัดนำทางไปทั้งถ้ำดอกจอกและอุทยานหินถ้ำดุสิต เพราะไฟฟ้ายังไปไม่ถึงต้องเตรียมไฟฉายและเทียนไปด้วยพร้อมทั้งน้ำดื่ม ค้นพบเมื่อวันที่ 13 กันยายน  2521
🛕ถ้ำหมื่นหาญ อันเป็นถ้ำประวัติศาสตร์เกี่ยวกับขุนโจรหมื่นหาญ บิดาของนางบัวคลี่
🛕ถ้ำนางนวล ในถ้ำมีหินย้อยเป็นรูปหมอนข้างตั้งและหินย้อยเป็นรูปดอกไม้ที่งดงาม ทั้งสองถ้ำเป็นถ้ำเตี้ยอยู่หลังอุโบสถหลังใหม่ ไฟฟ้าเข้าถึง
🛕ถ้ำนางนอน เป็นถ้ำเปิดใหม่ล่าสุดเมื่อ 13 เมษายน 2522 ภายในมีหินงอกหินย้อยน่าชมถ้ำหนึ่งในบรรดาถ้ำเตี้ยๆ ไม่อยู่สูงเกินไปนัก 

ข้อมูลที่เกี่ยวข้อง
วัดบ้านถ้ำ เปิดให้นักท่องเที่ยวและประชาชนเยี่ยมชมและสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทุกวันระหว่างเวลา 07.00 - 17.00 น.
...........................................

Madame Tussauds Bangkok

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก ยิ่งให้ยิ่งได้ ยิ่งหวงยิ่งอด เราไม่หวงเราไม่อด หมดเดี๋ยวก็มา
MamameTussaudsBangkok
หลายคนอาจจะคุ้นหู หรือรู้จักกันอยู่แล้วเป็นอย่างดีกับ พิพิธภัณฑ์ระดับโลก “มาดาม ทุสโซ” (Madame Tussauds Bangkok)ตั้งอยู่กลางใจเมืองที่ ชั้น 5 สยามดิสคัฟเวอรี่ สยาม เปิดตัวในเมืองไทยมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2554 พิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งมาดามทุสโซ มีหุ่นขี้ผึ้งที่เหมือนจริง !
พิพิธภัณฑ์นั้นจะแบ่งออกเป็นหลายโซนด้วยกันคสำหรับที่นี่จะมีหุ่นมาแสดงถึง 90 ตัวด้วยกัน และมีหุ่นที่เป็นคนไทยอยู่ถึง 30 กว่าตัว
จากโซนแรกก็คือห้องจัดแสดงหุ่นของสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมชนก และสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี และข้อมูลต่างๆ เกี่ยวกับราชวงศ์จักรี เพราะสยามดิสคัฟเวอรี่นี้เป็นส่วนหนึ่งของวังสระปทุมนั่นเอง และแน่นอนว่ามีเฉพาะในประเทศไทยเท่านั้น
ถัดมาจะเป็น โซนประวัติศาสตร์ บุคคลที่มีชื่อเสียงของโลก รวมถึงของไทยเราด้วย เช่น ท่านพุทธทาสภิกขุ, จอมพล ป.พิบูลสงคราม, เจ้าหญิงไดอาน่า แห่งราชวงศ์อังกฤษ ฯลฯ ซึ่งนอกเหนือจากหุ่นขี้ผึ้งที่เหมือนจริงมากๆ อย่างไม่ผิดเพี้ยนแล้ว ยังมีเรื่องราวประวัติของบุคคลสำคัญ รวมถึงเรื่องอื่นๆ อย่างอาหารจานโปรดของท่านประธานเหมา 
โซนที่ 3 เป็น ห้องจัดแสดงหุ่นผู้นำจากประเทศต่างๆ ทั้งบารัค โอบามา, วลาดีมีร์ ปูติน, ชินโซ อาเบะ รวมไปถึง สมเด็จพระราชินีนาถอลิซาเบธที่ 2 แห่งสหราชอาณาจักร และแต่ละจุดที่หุ่นจัดแสดงอยู่เราสามารถเข้าไปถ่ายรูปอย่างใกล้ชิดกับหุ่นได้ เหมือนได้กระทบไหล่คนดังเลย และที่สำคัญหุ่นขี้ผึ้งนี้เหมือนจริงมากๆ เพราะจากข้อมูลเลยจะเห็นได้ว่า จะมีจากวัดตัวผู้เป็นแบบถึง 500 จุดเพื่อให้หุ่นออกมาเหมือนตัวจริงมากที่สุด
เดินต่อไปอีกหน่อยก็จะถึงโซนที่ 4 เป็น ห้องศิลปะและวิทยาศาสตร์ ในห้องนี้จะจัดแสดงหุ่นของสุนทรภู่ กวีเอกของไทยเรา, ปิกัสโซ จิตรกรเอกของโลก, แพทย์หญิง คุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์, ไอสไตน์, ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี รวมไปถึงคนดังทางดนตรีอย่างบีโธเฟนหุ่นละตัวนั้นใช้เวลาของการปั้นถึง 350 ชม. ยังไม่รวมการทำแม่พิมพ์ที่ใช้เวลาอีก 170 ชม. ทาสีดวงตาอีก 14 ชั่วโมงในแต่ละคู่ ทั้งฟัน และเส้นผม ที่เหมือนจริงมากๆ แน่นอนว่าใช้เวลายาวนานไม่แพ้กัน เส้นผมนี่ใช้เวลาถึง 140 ชม.ทีเดียว เรียกได้ว่าเหมือนยิ่งกว่าเหมือนเสียอีก
ห้องถัดมาเป็น โซนกีฬา แน่นอนว่าสาวกนักเตะต้องไม่พลาด ทั้งเวย์น รูนี่ย์, โรนัลโด, เบ็คแฮม Steven George Gerrard รวมไปถึงกีฬาอื่นๆ ทั้งเขาทราย แกแล็คซี่ และนักบาสในตำนานอย่างเหยา หมิง ก็รวมอยู่ที่นี่
จากห้องกีฬามาอีกหน่อยก็จะเป็น ห้องดนตรีแน่นอนว่า นักร้องในดวงใจอย่างพุ่มพวง ดวงจันทร์ ก็อยู่ที่นี่ด้วย และยังมีนักร้องคนอื่นๆ เช่น แอ๊ด คาราบาว, บี้ เดอะสตาร์, นิชคุณ, เจย์ โชว์, ไมเคิล แจ็คสัน และนักร้องขวัญใจมหาชนอีกมากมายทีเดียว แถมยังมีมุมแต่งตัวให้ได้สนุกๆ ถ่ายรูปเล่นกัน รวมถึงมีมุมคาราโอเกะด้วยนะ
ออกจากห้องดนตรี โซนต่อมาเอาใจคอหนังกันด้วย โซนภาพยนตร์  เข้ามาเราก็จะเห็น มาริโอ้ ที่รับบทบาทเป็นพี่มาก จากเรื่อง พี่มาก พระโขนง หลายคนที่เคยดูหนังเรื่องนี้ต้องอยากไปถ่ายรูปคู่กับพี่มากแน่ๆ  รวมไปถึงยังมีสไปร์เดอร์แมน, วูฟเวอรีน, กัปตันอเมริกา ฮีโร่ขวัญใจหลายคนอีกด้วย
ห้องสุดท้ายในการจัดแสดงหุ่นขี้ผึ้งก็คือ ห้องดาราภาพยนตร์ แน่นอนว่ามีทั้งดาราแนวหน้าของไทย อย่างแอน ทองประสม, เคน ธีรเดช แล้วยังมีดาราระดับฮอลีวู้ดอีกด้วยหลายคนเลย ทั้ง จอห์นนี่ เดปป์, แองโจลิน่า และแบรด พิท, เฉินหลง :)
พิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้ง มาดาม ทุสโซ กรุงเทพฯ
สยามดิสคัฟเวอรี่ ชั้น 6
989 ถนนพระราม 1 เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ
โทร.0-2658-0060
เปิดทุกวัน เวลา 10.00-21.00 น.

วัดมังกรกมลาวาส

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก ยิ่งให้ยิ่งได้ ยิ่งหวงยิ่งอด เราไม่หวงเราไม่อด หมดเดี๋ยวก็มา
วัดมังกรกมลาวาส หรือ วัดเล่งเน่ยยี่ เป็นวัดในสังกัด
คณะสงฆ์จีนนิกายแห่งประเทศไทย ตั้งอยู่บนถนนเจริญกรุง
เป็นที่คุ้นเคยในหมู่ชาวไทยเชื้อสายจีน และชาวจีนจาก
ต่างประเทศ นักแสวงบุญมักมาขอพรเพื่อสิริมงคล 
สะเดาะเคราะห์สำหรับผู้ที่เกิดปีชงในแต่ละปี
วัดนี้ บางคนเรียกว่า "วัดมังกร" เพราะคำว่า "เล่ง" หรือ 
"เล้ง" ในภาษาจีนแต้จิ๋ว แปลว่ามังกร (คำว่า “เน่ย” แปล
ว่า ดอกบัวและคำว่า “ยี่” แปลว่า วัด) ชื่อวัดอย่างเป็น
ทางการคือ "วัดมังกรกมลาวาส" พระราชทานจาก
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ 
16 กุมภาพันธ์ ร.ศ. 130
วัดนี้ก่อตั้ง เมื่อปี พ.ศ. 2414 ใช้เวลาก่อสร้าง 8 ปีกว่า
จะแล้วเสร็จ มีลักษณะสถาปัตยกรรมเป็นแบบทางจีนตอน
ใต้ของสกุลช่างแต้จิ๋ว โดยวางแปลนตามแบบวัดหลวง คือ 
มีวิหารท้าวจตุโลกบาลเป็นวิหารแรก ตรงกลางเป็นพระ
อุโบสถ ข้างหลังพระอุโบสถเป็นวิหารเทพเจ้า การสร้าง
ใช้ไม้และอิฐเป็นวัสดุสำคัญ
จากประตูทางเข้า เข้าไปจะถึงวิหารท้าวโลกบาลทั้ง 4 
มีเทวรูปเทพเจ้า 4 องค์ (ข้างละ 2 องค์) ในชุดนักรบจีน
และถืออาวุธและสิ่งของต่าง ๆ กัน เช่น พิณ ดาบ ร่ม เจดีย์
 ชาวจีนเรียกว่า "ซี้ไต๋เทียงอ้วง" หมายถึงเทพเจ้าที่ปกปักษ์
รักษา คุ้มครอง ทิศต่างๆ ทั้ง 4 ทิศ ถัดจากวิหารท้าวจตุ
โลกบาล คือ อุโบสถ เป็นที่ประดิษฐานของพระประธาน
ของวัด คือ พระโคตมพุทธเจ้า พระอมิตาภพุทธะ 
พระไภษัชยคุรุพุทธะ ทั้งหมด 3 องค์ หรือ "ซำป้อหุกโจ้ว" 
พร้อมพระอรหันต์อีก 18 องค์ หรือที่เรียกว่า 
"จับโป๊ยหล่อหั่ง"
ทางด้านขวามีเทพเจ้าต่าง ๆ หลายองค์ เช่น เทพเจ้า
คุ้มครองดวงชะตา หรือ "ไท้ส่วย เอี๊ยะ" เทพเจ้าแห่งยา
หรือหมอเทวดา "หั่วท้อเซียงซือกง" และที่นิยมไหว้ขอพร
มากคือ เทพเจ้าแห่งโชคลาภ "ไฉ่ซิ้งเอี๊ยะ" เทพเจ้าเฮ่งเจีย 
หรือ "ไต่เสี่ยหุกโจ้ว" พระเมตไตรยโพธิสัตว์หรือ "ปู๊กุ่ยหุก
โจ้ว"ซึ่งคล้ายกับพระมหากัจจายนะ "กวนอิมผู่สัก" 
(หรือพระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์) "แป๊ะกง" และ "แป๊ะม่า" 
รวมเทพเจ้าในวัด จะมีทั้งหมด 58 องค์