วันศุกร์ที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2563

คาถาเป่าตะพั่น

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก ยิ่งให้ยิ่งได้ ยิ่งหวงยิ่งอด เราไม่หวงเราไม่อด หมดเดี๋ยวก็มา

คาถาเป่าตะพั่น

ต้นตระกูล พ่อลิ แทนรินทร์

ตั้งนะโม 3 จบ
โอม พระพุทธะสิทธิ ข้าวของทางนี้ แต่งไว้สิ้นเสร็จ แม่ซื่อทั้งหลายรายวันทั้งเจ็ด พระสีสารเพชร ขอให้น้ำประสิทธิ์ แม่ซื่อวันอาทิตย์ชื่อนางจิตนะจันทร์ แม่ซื่อวันจันทร์ชื่อนางนงคาร แม่ซื่อวันอังคารชื่อนางบริสุทธิ์ แม่ซื่อวันพุธชื่อนางสมุททัด แม่ซื่อวันพฤหัสชื่อนางโลกาวัตถุ แม่ซื่อวันศุกร์ชื่อนางเอคฆะมะลัย ถ้าต้องผู้ใดสูเคลื่อนคลาดสูเร่งออกไป สูอย่าได้เวียนวน ฝ่ายมหาทนอยู่ใต้พสุธา แม่ซื่อไยไพรนะยายพรหมาแม่ซื่อใจกล้า ลงมาทำร้าย กูรู้จักกำเนิด สูเกิดทั้งหลาย จูจนคนไพรกูไม่เมตตาปราณี สูย่อมอำพราง สูบอกอีนางว่าลูกเขาตาย สูเอาลูกเขามากินต่างผักเป็นสาธาร รู้ถึงพระบาท พระราชกุมารกูเป็นนายท่าน ภูตพรายหลายคน แม่ซื่อฝูงผี ปีเดือนวันคืน แม่ซื่ออยู่น้ำกลับมาอยู่บก แม่ซื่ออยู่ลก กลับมาอยู่ชุม แม่ซื่อยู่ชุมไปได้ทั่วทิศสาแม่ซื่อสินลาทองแข็งเป็นดาน แม่ซื่อลากพานนก กะติงวิ่งไวแม่ซื่อรากไทร นกกะยางตีนเทียน แม่ซื่อโนรีงามดีตะละเขียน อย่าได้วนเวียน เร่งไปสถานไปเล่ามุนี ยุลีสังหาร อย่าอยู่ช้านานกะบ้องลาหู ช้าทำหน้าตาโต้ กล่ำตีนมือกำกะสั่มกะสาย โอมกูจะเป่ากำพั่น อีนั่น ...(ชื่อ)...ชัก แหงนส้อนไม่กินนม แม่เคี้ยวข้าวป้อน มักซ่อนมักอม ทำหน้าตามกหมม จนค่ำจนรุ่ง สะดุ้ง ตื่นมาหันใจเข้าใจออก กรอกไปกรอกมา โอมมะลู มะลู สวะหาย ยะ
คาถาเป่าตะพั่น ดีนักแลฯ

วันพฤหัสบดีที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2563

บุญจากการสวดมนต์

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก ยิ่งให้ยิ่งได้ ยิ่งหวงยิ่งอด เราไม่หวงเราไม่อด หมดเดี๋ยวก็มา
บุญจากการสวดมนต์ 
     อาตมา (สมเด็จโต) ได้เห็นอานิสงส์ของการสวดมนตร์ด้วยตัวอาตมาเอง ในสมัยที่อาตมาได้ออกเดินธุดงค์ในป่าเป็นเวลา 15 ปี โดยอาศัยอยู่ในเขตดงพญาไฟ ซึ่งเป็นเขตที่อยู่ใกล้ชายแดนของประเทศเขมร ในสมัยนั้นเต็มไปด้วยสิงสาราสัตว์ และภูตผีวิญญาณ ตลอดจนชาวบ้านที่มีเวทมนต์คาถา และเล่นคุณไสยกันอยู่อย่างมากมายในอาณาบริเวณชายแดนแห่งประเทศสยามในตอนนั้น
อาตมาได้เดินธุดงค์แต่เพียงลำพัง ในช่วงนั้นอาตมามิได้ศึกษาในพระเวทมนตร์คาถาอาคมใดเลย
นอกจากคำว่า
พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ
สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ
ซึ่งมีความหมายว่า ข้าพเจ้าขอยึดมั่น พระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่ง
พระธรรมเป็นที่พึ่ง พระสงฆ์เป็นที่พึ่ง
อาตมาไปที่แห่งหนตำบลใดก็จะกล่าวเพียงคำนี้ ตลอดเวลาของจิตใจอันเป็นที่พึ่งของอาตมา อาตมาเดินทางเข้าสู่หมู่บ้านชายแดนแห่งประเทศสยาม ในดงพญาไฟขณะนั้น ในหมู่บ้านมีชาวบ้านอาศัยอยู่เพียงเล็กน้อย อาตมาจึงได้ปักกลดอยู่ที่ท้ายหมู่บ้าน มีชาวบ้านนำอาหารมาถวายตามกำลังที่เขาจะพอทำได้ เมื่อเห็นมีพระภิกษุมาปักกลดในที่แห่งนั้น อาตมาอาศัยอยู่ที่นั้นเป็นระยะเวลาหลายปี และ ณ ที่แห่งนั้น อาตมาจึงได้พบคุณวิเศษแห่งการสวดมนต์
มีชาวบ้านผู้หนึ่งได้เข้ามาสนทนากับอาตมาหลังจากได้ถวายอาหารแล้ว ชาวบ้านผู้นั้นอาตมาทราบชื่อภายหลังว่าชื่อ นายผล นายผลได้เล่าให้อาตมาฟังว่า เขาเป็นผู้ฝึกเวทมนตร์คาถาอาคม
เล่าเรียนจนมีญาณแก่กล้า และมักจะทดสอบเวทมนตร์คาถาอาคมแก่พระภิกษุสงฆ์ที่เดินทางมาปักกลด ณ บริเวณนี้เป็นประจำ เขาเล่าให้อาตมาฟังว่าเขาได้ส่งอำนาจคุณไสยเข้ามาทำร้ายอาตมาทุกคืน แต่ไม่ได้หวังทำร้ายเป็นบาปเป็นกรรมถึงตาย เพียงแต่ต้องการทดสอบดูว่าภิกษุรูปนั้น จะมีวิชาอาคมแก่กล้าสามารถที่จะต่อสู้กับคุณไสยเขาได้หรือไม่ นายผลก็ได้ทำคุณไสยใส่อาตมาถึง 7 วัน เต็มๆ ไม่ว่าจะเป็นการปล่อยควายธนู หรือปล่อยหนังควาย ปล่อยตะขาบ
ตลอดจนภูติพรายเข้ามาทำร้ายอาตมา แต่ปรากฏสิ่งที่ปล่อยมา ก็ไม่สามารถเข้ามาทำร้ายอาตมาได้เลย
วันนี้จึงได้มากราบเพื่อสนทนาแลกเปลี่ยนวิชาความรู้กับอาตมา อาตมาจึงได้บอกว่าตัวอาตมาเองไม่ได้ศึกษาพระเวทมนตร์คาถา หรือคุณไสยใด นายผลก็ไม่ยอมเชื่อหาว่าอาตมาโกหก
ถ้าหากไม่มีของดีแล้วไซร้ไฉนอำนาจคุณไสยดำที่เขาส่งมาจึงกลับมายังเขา ซึ่งเป็นผู้กระทำ
ไม่สามารถทำร้ายอาตมาได้อาตมาก็พยายามชี้แจงให้เขารู้ว่า อาตมาไม่มีวิชาเหล่านี้จริง ๆ ทำให้นายผลสงสัยยิ่งนักว่าเหตุใดอาตมา จึงไม่ได้รับภัยอันตรายจากอำนาจเวทมนตร์คุณไสยดำที่เขาส่งมาทำร้ายได้ อาตมาได้บอกกล่าวแก่เขาว่า เมื่ออาตมาจะนอน อาตมาก็จะสวดแต่คำว่า
พุทธังสะระณัง คัจฉามิ
ธัมมังสะระณัง คัจฉามิ
สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ
จนจิตมีความสงบนิ่งแล้ว จึงได้แผ่ส่วนกุศลไปให้แก่สรรพสัตว์ทั้งหลาย จงอย่าได้มีความทุกข์กายทุกข์ใจเลยอย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย อย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย และอาตมาก็จำวัดนอนเป็นปกติ
นายผล เมื่อได้ฟังดังนั้น จึงได้บอกแก่อาตมาว่า ข้าแต่ท่านอาจารย์ ถ้าเช่นนั้น ข้าพเจ้าขอร้องให้ท่านในวันนี้ ก่อนที่ท่านจะจำวัดจงหยุดการสวดมนต์สัก 1 คืนได้หรือไม่ ข้าพเจ้าต้องการจะพิสูจน์ว่าการสวดมนตร์ของท่านเช่นนี้ จะเป็นเกราะคุ้มครองภัยท่านหรือเป็นเพราะอำนาจเวทมนตร์คาถาในภูตผีปิศาจ ของข้าพเจ้าเสื่อมกันแน่ ข้าพเจ้าขอรับรองว่า จะไม่ทำอันตรายแก่ท่านอาจารย์อย่างเด็ดขาด เพียงแต่ต้องการที่จะทดสอบให้ความรู้แจ้งเห็นจริงว่าเกิดอะไรขึ้น
อาตมาก็ตกลงรับปากแก่นายผลว่า คืนนี้จะไม่ทำการสวดมนต์ นายผลจึงได้ลากลับไป
ครั้นถึงเวลาพลบค่ำอาตมาก็นอนโดยมิได้ทำการสวดมนตร์ตามที่ได้ปฎิบัติเป็นปกติ เมื่ออาตมานอนหลับไป อาตมารู้สึกตัวขึ้นอีกครั้งหนึ่ง เมื่อปรากฏว่าอาตมาได้ยินเสียง กุกกัก กุกกัก ดังขึ้นมา
จึงได้จุดเที่ยนและพบตะขาบใหญ่ยาวเท่าขาของอาตมากำลังเลื้อยเข้ามาอยู่ใกล้ตัว ของอาตมามาก อาตมารู้สึกตกใจถึงหน้าถอดสี และด้วยสัญชาติญาณจึ่งกล่าวคำสวดมนต์
พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ
สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ
ด้วยจิตยึดมั่นในพระพุทธองค์เป็นที่พึ่งเป็นเวลานานเท่าใดไม่ทราบได้ เสียงกุกกักและตะขาบที่อยู่ข้างหน้าก็อันตรธานหายไป จากนั้นอาตมาจึงได้จำวัดนอนเป็นปกติ ในวันรุ่งขึ้น นายผลก็มาหาอาตมาและได้กล่าวว่า เมื่อคืนนี้ข้าพเจ้าได้ปล่อยตะขาบเข้าไปในกลดที่ท่านพักพำนักอยู่
อาตมาบอกว่าอาตมาได้ตื่นมาและตกใจ จึงได้สวดมนต์ภาวนา ตะขาบตัวนั้น ก็อันตรธานหายไป
นายผลจึงได้ยกมือพนมขึ้น แล้วกล่าวว่า บัดนี้ข้าพเจ้าเชื่อแล้วว่า อำนาจเวทมนตร์คาถา และคุณไสยใดๆ ของข้าพเจ้ามิอาจทำร้ายท่านได้ ก็เพราะอำนาจแก่การสวดมนตร์ภาวนาของท่านเป็นเกราะคุ้มครองภัยอันตรายต่างๆ ได้
ที่อาตมา (สมเด็จโต) ได้เล่าให้ท่านทั้งหลายในที่นี้ได้ฟังกัน เพื่อให้เป็นอานิสงส์ของการสวดมนตร์ว่า เหล่าพรหมเทพได้มาฟังการสวดมนตร์จริงดังที่อาตมาได้เทศน์ไว้ เพราะถ้าไม่ใช่เหล่าพวกพรหมเทพแล้วไซร้ ก็คงไม่สามารถที่จะขับไล่สิ่งที่เกิดจากอำนาจคุณไสย ที่นายผลส่งมาเล่นงานอาตมาได้อย่างแน่นอน ท่านเจ้าพระยา และ อุบาสก อุบาสิกา ในที่นั้น
เมื่อได้ฟังคำเทศนาแล้วต่างก็ยกมือขึ้นสาธุว่า อานิสงส์ของการสวดมนตร์มีคุณค่าสูงส่งยิ่งนัก

วัดศาลาลอยย่าโมโคราช

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก ยิ่งให้ยิ่งได้ ยิ่งหวงยิ่งอด เราไม่หวงเราไม่อด หมดเดี๋ยวก็มา
#วัดศาลาลอย
วัดศาลาลอยอยู่จังหวัดนครราชสีมา เป็นวัดเก่าแก่ที่ท้าวสุรนารีสร้างขึ้น กับ พระยาสุริยเดช หรือ ปลัดทองคำ ปลัดเมืองนครราชสีมา ผู้เป็นสามี หลังจากที่รบชนะกองทัพของเจ้าอนุวงศ์ เมื่อปี พ.ศ. 2370 หลังจากเสร็จศึกสงครามที่ทุ่งสัมฤทธิ์ ขณะยกทัพกลับเมืองนครราชสีมา คุณหญิงโมได้แวะพักบริเวณท่าตะโก และได้สั่งให้ทหารทำแพเป็นรูปศาลาเสี่ยงทายลอยไปตามลำตะคอง พร้อมตั้งจิตอธิฐาน หากแพรูปศาลานี้ ลอยไปติดอยู่ ณ ที่แห่งใด จะสร้างวัดไว้เป็นอนุสรณ์ ซึ่งแพได้ลอยไปติดอยู่ริมฝั่งขวาของลำตะคอง ซึ่งเป็นวัดร้าง จึงได้สร้างพระอุโบสถขึ้น เป็นวัดศาลาลอยในปัจจุบัน 
     ท้าวสุรนารี ถึงแก่อสัญกรรมเมื่อเดือน เมษายน พ.ศ. 2395 (เดือน 5 ปีชวด จัตวาศก จศ. 1214) สิริรวมอายุได้ 81 ปี เมื่อท้าวสุรนารีถึงแก่กรรม เจ้าพระยามหิศราธิบดีได้จัดการฌาปนกิจศพที่ วัดศาลาลอยและเจ้าพระยามหิศราธิบดี ได้ก่อเจดีย์ (สถูป)บรรจุอัฐิท้าวสุรนารีไว้ ณ ตรงข้ามหน้าโบสถ์หลังเก่า วัดศาลาลอย ที่ท้าวสุรนารีสร้างไว้ เจดีย์ดังกล่าวยังคงมีอยู่ ณ ปัจจุบัน และที่หน้าอุโบสถหลังเก่านี้ ปัจจุบันก็มีรูปปั้น เจ้าพระยามหิศราธิบดี หรือ ปลัดทองคำ สามีย่าโม อยู่ด้วย

วันพุธที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2563

ไก่ชนพระนเรศวร

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก ยิ่งให้ยิ่งได้ ยิ่งหวงยิ่งอด เราไม่หวงเราไม่อด หมดเดี๋ยวก็มา
ไก่ชนพระนเรศวร
CR: คอลัมภ์ "คัมภีร์จากแผ่นดิน" ไทยรัฐ 24 มีนาคม 2556 "บาราย"

เมืองพิษณุโลก สมัยสมเด็จพระนเรศวร การตีไก่เป็นกีฬาที่ทรงโปรดมาแต่ทรงเยาว์วัย เมื่อเสด็จไปประทับที่พม่า...ก็ทรงนำไก่ชนไปด้วย พม่าสมัยนั้น การตีไก่ถือเป็นกีฬาในวัง บรรดาเชื้อพระวงศ์นิยมเลี้ยงไก่ชนกันแทบทุกตำหนัก

ประยูร พิศนาคะ พรรณนาการตีไก่ ระหว่างสมเด็จพระนเรศวรกับไก่พระมหาอุปราชของพม่า ไว้ในหนังสือสมเด็จพระนเรศวร ฉบับออกอากาศ ว่า

“ขณะที่ไก่ฟาดแข้งกันอย่างอุตลุดพัลวัน สายตาทุกคู่ต่างก็เอาใจช่วย และแทบว่าจะไปชนแทนไก่ก็ว่าได้ คล้ายกับว่าไก่ชนกันไม่ได้ดังใจตน

เมื่อทั้งสองไก่พัวพันกันอยู่พักหนึ่ง ไก่ของพระมหาอุปราชก็มีอันล้มกลิ้งไปต่อหน้าต่อตา ไก่ของพระนเรศวรกระพือปีกอย่างทะนงและขันเสียงใส พระมหาอุปราชถึงสะอึก สะกดพระทัยไว้ไม่ได้ ตรัสว่า

“ไก่เชลยตัวนี้เก่งจริงหนอ”

“ไก่เชลยตัวนี้ อย่าว่าแต่จะตีกันอย่างกีฬาในวังเหมือนอย่างวันนี้เลย ตีพนันบ้านเมืองกันก็ยังได้”

พระนเรศวรตรัสตอบ

พ.ต.พิทักษ์ บัวเปรม บันทึกไว้ว่า ราวปี พ.ศ.2500 ได้อ่านตำราชนไก่จากสมุดข่อยได้ ความว่า ไก่ที่พระนเรศวรนั้นทรงนำมาจาก “บ้านกร่าง” เดิมเรียกว่า “บ้านหัวแท” อยู่ห่างตัว เมืองพิษณุโลกไปทางทิศตะวันตกประมาณ 9 กม.

ชุดความรู้นี้ตรงกับของ พล.ต.ต.ผดุง สิงหเสนีย์ ที่เคยเขียนไว้ว่า บ้านกร่าง แดนไก่ชนพระนเรศวร เป็นหมู่บ้านเก่าแก่ สืบเชื้อสายมาจากบรรพบุรุษไทยโบราณ ปัจจุบันพบซากปรักหักพังของวัดวาอารามเป็นจำนวนมาก บอกถึงความเจริญรุ่งเรืองและความสำคัญทางประวัติศาสตร์ในอดีต

ปัจจุบันผู้คนในหมู่บ้านก็ยังสืบทอดขนบธรรมเนียมโบราณ เมื่อมีงานเทศกาล ก็จะนัดชนไก่กันที่วัดประจำหมู่บ้าน

นายชิต เพชรอ่อน อายุ 90 ปี (พ.ศ.2535) ชาวบ้านกร่าง ร่างกายยังแข็งแรง ตาดี หูตึง พูดเสียงดัง เป็นนักเลงชนไก่ระดับตำนาน สืบสายเลือดการชนไก่มาแต่พ่อและปู่ เล่าว่า บ้านกร่างเลี้ยงไก่ชนไว้มาก เป็นไก่ชนที่ชนชนะชื่อเสียงโด่งดัง เป็นที่ต้องการของนักเลงชนไก่ต่างถิ่น

ไก่บ้านกร่าง เป็นไก่อูตัวใหญ่ สีเหลือง หางขาว “ปู่เคยบอกพ่อว่า ไก่เหลืองหางขาวไก่เจ้าเลี้ยง”

ลักษณะไก่ชนบ้านกร่าง พิษณุโลก คล้ายไก่ชนพันธุ์ดีของภาคใต้ สารานุกรมพัฒนาภาคใต้ พ.ศ.2529 เล่ม 3 กล่าวถึงไก่เหลืองหางขาวว่า เป็นไก่เหลืองใหญ่ ลักษณะขนสีแดงอ่อน คล้ายสีทอง ขนปีกขาว ปากขาว หางขาว ปากเป็นร่อง เกล็ดเป็นผิวหวายตะกร้า (ขาวแกมเหลือง) นับเป็นยอดไก่

เกรียงไกร ไทยอ่อน เขียนไว้ในตำราไก่ชนว่า ไก่เหลืองหางขาว เป็นไก่มีสกุล มีประวัติเด่นมาก มีลำหักลำโค่นดี แทงแม่นยำ อาจแทงเข้าตาหรือเข้ารูหูพอดี รูปร่างยาว 2 ท่อน สูงระหง สีสร้อยเป็นสีเหลือง ปากสีเหลือง เนื้อชมพูอมแดง แข้งเหลืองอมขาว เล็บและเดือยสีเหลืองอมขาว

ยังมีผู้รู้อีกหลายท่านให้ความรู้เพิ่มเติมอีกว่า

ไก่เหลืองหางขาว ต้องมีลักษณะดูเป็นพิเศษโดยทั่วไปอีก คือ

หน้าหงอนบาง กลางหงอนสูง สร้อย ระย้า หน้านกยูง

แต่ถ้าเป็นไก่เหลืองหางขาว ไก่ชั้นเยี่ยมของภาคใต้ ต้องมีลักษณะ อกชัน หวั้นชิด หงอนบิด ปากร่อง พัดเจ็ด ปีกสิบเอ็ด เกล็ดยี่สิบสอง

อกชัน คือ อกเชิดท้ายลาด หวั้นชิด คือ ขั้วหางชิดกับบั้นท้ายก้นเชิงกราน หงอนบิด คือ หงอนไม่ตรง ปิดกระหม่อม ปากร่อง คือปากบนมีร่อง ตั้งแต่โคนตรงรูจมูกสองข้าง พัดเจ็ด คือ ขนหางพัดมีข้างละ 7 เส้น ปีกสิบเอ็ด คือ ขนปีกท่อนนอก มีข้างละ 11 อัน เกล็ดยี่สิบสอง คือ เกล็ดนิ้วกลาง มี 22 เกล็ด

สำหรับไก่ชนพระนเรศวร พ.ต.พิทักษ์ บัวเปรม สรุปลักษณะไว้ดังต่อไปนี้

สี ...สร้อยเหลือง ทั้งสร้อยคอ สร้อยปีกและสร้อยหลัง ลักษณะสร้อยประบ่า ระย้าประก้น หาง ยาวเหมือนฟ่อนข้าว กะลวยหางสีขาวยาวโค้งไปด้านหลัง ปลายห้อยตกลงมาสวยงาม หน้า แหลมยาว สร้อยหน้านกยูง

ปาก ขาวอมเหลือง มีร่องสองข้างจะงอยปาก ปีก ใหญ่ยาว มีขนขาวแซมทั้งสองข้าง อก ใหญ่ตัวยาว ยืนขาห่างกัน ตะเกียบ คู่แข็ง กระดูกใหญ่ แข้ง ขาวอมเหลือง เล็ก นิ้วยาวเรียว เดือยงอน คันช้อน

ขัน เสียงใหญ่ยาว ยืน ท่าผงาดดังราชสีห์ เกล็ดที่แข้งและนิ้วเท้าต้องเรียบ

สรุปลักษณะพิเศษ...เสือซ่อนเล็บ เหน็บชั้นใน ไชบาดาล เกล็ดผลาญศัตรู

ความนิยมไก่ชนพระนเรศวร แพร่หลาย กระจายพันธุ์ไปทั่วประเทศ ทั้งมีการผสมข้ามเหล่าข้ามพันธุ์ และข้ามสี จนมีไก่ชนหลากสี สุดแท้แต่ไก่ตัวไหนจะเก่ง

การค้นหาไก่เหลืองหางขาวให้มีลักษณะพิเศษครบทุกอย่าง ... เป็นไปได้ยาก จนกล่าวกันว่า ไก่ชนพระนเรศวรนั้น คงมีของพระนเรศวรอยู่ตัวเดียวเท่านั้น.

เจ้าสามพระยา

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก ยิ่งให้ยิ่งได้ ยิ่งหวงยิ่งอด เราไม่หวงเราไม่อด หมดเดี๋ยวก็มา
เรื่องเก่า เล่าสนุก 
ยุทธหัตถีครั้งแรกของกรุงศรีอยุธยา! ๒ พี่น้องเปิดศึกชิงราชบัลลังก์ น้อง ๓ ได้ขึ้นครองราชย์!!
เผยแพร่: 28 ก.ย. 2561 10:34   โดย: โรม บุนนาค

เมื่อสมเด็จพระนครินทราธิราช หรือ เจ้านครอินทร์ กษัตริย์พระองค์ที่ ๖ ของกรุงศรีอยุธยาขึ้นครองราชย์ใน พ.ศ.๑๙๕๒ ทรงโปรดเกล้าฯให้สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอพระองค์แรก คือ เจ้าอ้ายพระยา ไปครองเมืองสุพรรณบุรี เจ้ายี่พระยา องค์ที่ ๒ ไปครองเมืองแพรกศรีราชา ซึ่งก็คืออำเภอสรรคบุรี จังหวัดชัยนาทในปัจจุบัน ส่วนเจ้าสามพระยา องค์ที่ ๓ ไปครองเมืองชัยนาทบุรี หรือพิษณุโลก

สมเด็จพระนครินทราธิราชครองราชย์อยู่ ๑๕ ปีสวรรคต เจ้ายี่พระยาทราบข่าวก่อนจึงยกกำลังมาตั้งที่วัดชัยภูมิ ทางจะเข้าตลาดเจ้าพรหม หวังจะขึ้นครองราชย์บัลลังก์ต่อจากพระราชบิดา ฝ่ายเจ้าอ้ายพระยาทราบว่าพระอนุชายกกองทัพมารอขึ้นครองราชย์ที่กรุงศรีอยุธยาแล้ว จึงยกกำลังมาตั้งที่วัดพลับพลาชัย ตำบลป่ามะพร้าว หวังจะทวงสิทธิ์ขึ้นครองราชย์ในฐานะพระเชษฐา เมื่อทั้งสองพระองค์ทรงช้างต้นมาพบกันที่เชิงสะพานป่าถ่าน จึงทรงพุ่งช้างเข้าทำยุทธหัตถีกัน และทั้งสองพระองค์ก็ทรงมีฝีพระหัตถ์ที่ไม่แพ้กัน ต่างฟันพระแสงง้าวถูกพระศอคู่ต่อสู้ขาดพร้อมกัน มุขมนตรีรีบไปเฝ้าพระเจ้าสามพระยาที่เมืองพิษณุโลก กราบทูลที่พระเชษฐาทั้งสองพระองค์ขาดคอช้าง แล้วเชิญเสด็จมาเสวยราชสมบัติ ทรงพระนาม สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๒ หรือรู้จักกันในพระนาม เจ้าสามพระยา

คำว่า “ป่า” ของคนกรุงศรีอยุธยาในยุคนั้น หมายถึงย่านใดเป็นที่ชุมนุมของสิ่งใด ก็เรียกว่าเป็นป่าของสิ่งนั้น เช่น ป่าตะกั่ว เป็นที่ขายโซ่แหและเครื่องตะกั่ว ป่ามะพร้าว เป็นที่ขายมะพร้าว ป่าผ้าเหลือง เป็นที่ขายผ้าไตรจีวร ป่าตอง ก็เป็นตลาดขายกล้วยและใบตอง เป็นต้น ป่าถ่าน จึงหมายถึงตลาดขายถ่าน

เจ้าสามพระยาทรงนำพระศพของพระเชษฐาทั้งสองพระองค์ถวายพระเพลิงที่วัดมหาธาตุ ใกล้สะพานป่าถ่าน และตรงที่สร้างพระเมรุถวายพระเพลิงศพนั้น โปรดให้สร้างขึ้นเป็นวัดราชบูรณะ ทั้งก่อพระเจดีย์สององค์ขึ้นที่เชิงสะพานป่าถ่านตรงที่ทำยุทธหัตถี พร้อมกับให้สร้างพระปรางค์ใหญ่ขึ้นเพื่อบำเพ็ญพระราชกุศลแด่สมเด็จพระราชบิดาในวาระนั้นด้วย

เจ้าสามพระยาก็คือกษัตริย์พระองค์ที่ ๗ ของกรุงศรีอยุธยา แม้จะได้ราชสมบัติมาอย่างบังเอิญ แต่ก็ทรงเป็นกษัตริย์ที่เข้มแข็ง ปรีชาสามารถทั้งการรบและการปกครอง ทรงเอาใจใส่ทุกข์สุขของราษฎร สร้างความมั่นคงเป็นปึกแผ่นให้ประเทศชาติอย่างมาก พระองค์ทรงได้รับการจารึกไว้ว่าเป็นผู้พิชิตขอม ปิดฉากการเป็นผู้ยิ่งใหญ่ในย่านนี้ โดยยึดได้นครธม เมืองพระนครหลวงของขอม แล้วสถาปนาพระราชโอรสคือ พระนครอินทร์เจ้า เสวยราชสมบัตินครหลวง กวาดต้อนขุนนางขอมพร้อมครอบครัว กับทรัพย์สมบัติจำนวนมากมากรุงศรีอยุธยา กวาดล้างขอมจนหมดสิ้นไปจากเมืองนครหลวง ทำให้ว่างศึกจากการรบกวนในด้านนี้ถึง ๑๐๐ ปี

พระองค์ยังทรงรวบรวมอาณาจักรสุโขทัยและศรีอยุธยาเข้าเป็นแผ่นดินเดียวกันด้วยกุศโลบายทางการเมืองโดยส่งพระราเมศวร พระราชโอรสที่ประสูติจากพระมเหสีองค์หนึ่งที่เป็นเจ้าหญิงของราชวงศ์สุโขทัย ขึ้นไปครองเมืองพิษณุโลก ซึ่งครอบคลุมการปกครองไปถึงอาณาจักรสุโขทัยด้วย เมื่อพระราเมศวรขึ้นครองราชย์ต่อจากเจ้าสามพระยา เป็น สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ อาณาจักรสุโขทัยจึงถูกรวมเข้ากับกรุงศรีอยุธยาโดยสมบูรณ์ตั้งแต่บัดนั้น

อีกเรื่องหนึ่งที่ทำให้มีกล่าวถึงเจ้าสามพระยาอย่างมากจนถึงปัจจุบัน ก็คือภายใต้พระปรางค์องค์ใหญ่ที่วัดราชบูรณะ ที่พระองค์ทรงสร้างถวายพระราชกุศลแด่สมเด็จพระราชบิดานั้น ได้ถูกเปิดเผยเมื่อ พ.ศ.๒๔๙๙ มานี่เองว่า มีห้องลับใต้ดินถึง ๓ ชั้น เก็บสมบัติล้ำค่า ทั้งพระบรมสารริกธาตุ พระพุทธรูปศิลปะอยุธยา
พระแสงขรรค์ เครื่องราชกกุธภัณฑ์ และเครื่องประดับทองคำของพระมหากษัตริย์มากมาย ประมาณว่าเครื่องทองราชูปโภคจากกรุวัดราชบูรณะนี้มีน้ำหนักราว ๑๐๐ กิโลกรัม ซึ่งตามกลับคืนมาจากกลุ่มขโมยที่ลักลอบขุดได้ราว ๒๐ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น สมบัติส่วนนี้รวมกับที่กรมศิลปากรขุดได้ภายหลัง จัดแสดงไว้ที่ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา  จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

จดหมายเหตุจอง วันวลิต พ่อค้าชาวฮอลันดาที่อยู่กรุงศรีอยุธยาหลายปี ได้บันทึกถึงเจ้าสามพระยาไว้ว่า

“พระองค์ทรงเป็นนักเสรีนิยม ทรงสร้างและบูรณะวัดหลายแห่งทรงให้ความช่วยเหลือทั้งพระและคนยากจน
พระองค์เป็นกษัตริย์ที่มีความเมตตามากที่สุดเท่าที่ประเทศสยามเคยมี”

วันอังคารที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2563

กฐิน

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก ยิ่งให้ยิ่งได้ ยิ่งหวงยิ่งอด เราไม่หวงเราไม่อด หมดเดี๋ยวก็มา
หลังวันออกพรรษา (วันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๑) ก็ย่างเข้าสู่ “กฐินกาล”  หรือฤดูกาลทอดกฐินสามัคคี โดยมีระยะเวลารวมทั้งหมด ๓๐ วัน คือ นับตั้งแต่ วันแรม ๑ ค่ำ  เดือน ๑๑ (วันตักบาตรเทโว) ไปจนถึง วันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๒ (วันลอยกระทง) 
“กฐินกาล” เป็นประเพณีที่อยู่คู่กับพุทธศาสนิกชนไทยมาช้านาน นับตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัยเป็นราชธานี โดยสันนิษฐานว่าเริ่มมีมาแต่แรกรับพระพุทธศาสนานิกายเถรวาท(นับถือตามอาจารย์) เข้ามาในดินแดนสุวรรณภูมิ ซึ่งแท้จริงแล้วอาจมีมาตั้งแต่สมัยทวราวดี เพียงแต่มาปรากฏหลักฐานชัดเจน ดังปรากฏความในศิลาจารึกหลักที่ ๑ 
     คำว่า “กฐิน” หมายถึง กรอบไม้แม่แบบ (สะดึง) สำหรับทำจีวร และ เป็นชื่อเรียก “ผ้าไตรจีวร” ที่ถวายแด่พระสงฆ์เพื่อกรานกฐิน ที่พระพุทธเจ้าทรงมีพุทธานุญาตให้ภิกษุผู้อยู่จำพรรษาครบ ๓ เดือนแล้ว สามารถรับมานุ่งห่มได้ โดยให้ภิกษุกรานกฐินได้เพียง ๑ เดือน คือ จากวันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๑๑ ถึงวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๒ เท่านั้น หลังจากนั้นแล้วไม่นับเป็นกฐินค่ะ
     ปฐมเหตุที่ทรงอนุญาตกฐิน
     ในสมัยที่พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จประทับอยู่ ณ วัดเชตวันมหาวิหาร หรือวัดพระเชตวัน เมืองสาวัตถี มีพระภิกษุชาวเมืองปาฐา ประมาณ ๓๐ รูป ล้วนถือธุดงควัตรทั้ง ๑๓ ข้อ อาทิเช่น อารัญญิกังคธุดงค์ คือ ถือการอยู่ป่าเป็นวัตร, ปิณฑปาติกังคธุดงค์ คือ ถือการบิณฑบาตเป็นวัตร, และเตจจีวริกังคธุดงค์ คือ ถือผ้า ๓ ผืน (ไตรจีวร) มีความตั้งใจจะพากันไปเข้าเฝ้าพระพุทธองค์ ซึ่งจำพรรษาในเมืองสาวัตถี แต่ต้องเดินทางไกล และเผอิญถึงฤดูกาลเข้าพรรษาเสียก่อน เดินทางต่อไปไม่ได้ จึงตกลงกันอธิษฐานใจอยู่จำพรรษา ณ เมืองสาเกต ตลอดไตรมาส ครั้นล่วง ๓ เดือนออกพรรษาทำปวารณาเสร็จแล้วก็เดินทางไปเมืองสาวัตถีโดยเร็ว
     ครั้งนั้นพระพุทธองค์ได้ตรัสถามถึงสุขทุกข์และความก้าวหน้าแห่งการปฏิบัติธรรม พระภิกษุเหล่านั้นต่างพากันกราบทูลให้ทรงทราบถึงความลำบากตรากตรำในระหว่างเดินทางของตน เพราะอยู่ในช่วงฤดูฝน มีจีวรเก่า พากันเดินเหยียบย่ำโคลนตม จีวรเปรอะเปื้อนโคลนเปียกชุ่มด้วยน้ำฝน พระพุทธองค์ทรงทราบความลำบากของพระภิกษุเหล่านั้นจึงทรงอนุญาตให้พระภิกษุผู้ที่อยู่จำพรรษาครบ ๓ เดือนแล้ว รับผ้ากฐินของผู้มีจิตศรัทธาถวายได้

วันจันทร์ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2563

เปรตวัดสุทัศน์

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก ยิ่งให้ยิ่งได้ ยิ่งหวงยิ่งอด เราไม่หวงเราไม่อด หมดเดี๋ยวก็มา
เปรตวัดสุทัศน์ “กัญจิกาสูรเปรต -นางเวมานิกเปรต” ภาพจิตรกรรมในวิหารหลวงวัดสุทัศน์ ฯ
จารึก 15 ที่เชิงเสาด้านขวาของพระศรีศากมุนี พระประธานในวิหารหลวง วัดสุทัศนเทพวรารามราชวรมหาวิหาร ฝั่งทิศใต้ (ด้านติดหน้าต่าง) มีข้อความบรรยายภาพจิตรกรรมว่า “...เรื่องโลกย์สันถานเหลี่ยมนี้ มีมหาสมุทพานิชแบ่น (แล่น) สำเภาหลงทางไป จะเข้าหาฝั่งมิได้ มาพบนางเวมานิกเปรตในวิมานทองอยู่ที่เกาะแห่งหนึ่ง จึ่งถามนาง ๆ ชี้บอกทางให้พานิชทั้งหลาย จึ่งใช้ใบมาสู่ประเทษมานุษได้ ....อนึ่ง มีกัญจิกาสูรเปรตกายยาวได้ ๑๒ โยชน์ นอนอยู่กับปัถพีแทบฝั่งสมุทร ดุจศิลา อดเข้าอดน้ำมาถึงพุทธันดรหนึ่ง วันหนึ่งภิกขุอรั(ญ)ญิกธุดงค์ ๕๐๐ รูป  เที่ยวจาริกมาในที่นั้น เหนเปรตทนเวทนาอยู่ ผู้เปนเจ้าทั้งหลายจึ่งเอาบาตทัง ๕๐๐ ลงตักน้ำเทลงในปากแห่งเปรต น้ำมิอาจไหลลงในมุขทวารแห่งเปรตได้แต่สักหยาดหนึ่ง ด้วยอกุศลกรรม์แต่ปางก่อนให้ผล ปลายเสายอดเขาจักรวาฬ...”
ภาพวาดจิตรกรรมบนเสา 8 ต้น ภายในวิหารหลวง วาดขึ้นมาตั้งแต่ช่วงรัชกาลที่ 3 ได้มีการซ่อมแซมต่อเนื่องมาหลายครั้ง แต่ละด้านของเสาจะมีจารึกบรรยายกำกับภาพวาดที่โคนเสาทั้ง 32 ด้าน โดยภาพที่วาดนั้นเป็นเรื่องราว “โลกสัณฐาน” ในไตรภูมิโลกวินิจฉยกถา (ไตรภูมิฉบับหลวง) อรรถกถานิบาตชาดก พระสูตรและอรรถกถา ปัญญาสชาดก รามเกียรติ์ สมุดภาพไตรภูมิ ธรรมนิทาน นิทานปกรณัมและมหาวงศ์ โดยที่ผนังด้านในของพระวิหารทั้ง 4 ด้าน ยังวาดภาพจิตรกรรมเรื่องพุทธประวัติของอดีตพระพุทธเจ้า 27 พระองค์ครับ  
ภาพวาดของเปรตขนาดใหญ่ที่นอนทอดกายยาวที่เสาด้านบน  มีกลุ่มพระธุดงค์กำลังพยายามป้อนน้ำในบาตรให้ดื่ม แต่เปรตดื่มไม่ได้ ด้วยบาปกรรมที่ทำเอาไว้ จึงหมายถึง “กัญจิกาสูรเปรต” ดังความบรรยายในจารึก
เล่ากันว่า แต่เดิมนั้นกัญจิกาสูรเปรตเป็นนักบวชชีเปลือยชื่อ “โกรักขัตติยะ” แต่ได้เสียชีวิตลงเพราะโรคอลสกะ หรือโรคอาหารไม่ย่อย ด้วยเพราะรับประทานอาหารมากจนเกินไป จึงไปเกิดเป็นเปรตที่มีรูปร่างหน้าตาอัปลักษณ์ มีตาโตใหญ่แต่มีปากเล็กเท่ากับรูเข็ม เวลาจะกินอาหารต้องดูดกิน กินเท่าไหร่ก็ไม่อิ่มสักที เพราะปากเล็กเท่ารูเข็ม ตัวก็ลีบผอมแห้งเหมือนกับใบไม้แห้ง ตัวสูงแต่หิวโซ จะร้องโอดครวญด้วยความทุกข์ทรมานจากความหิวกระหายอยู่ตลอดเวลาครับ 
สำหรับ “นางเวมานิกเปรต” ในวิมานทอง ที่ปรากฏความในจารึก ที่ 15 และ 16 ยังปรากฏความในจารึกของเสาต้นเดียวกันฝั่งด้านทิศตะวันตก “...เรื่องโลกย์สันถานเหลี่ยมนี้ เมืองพาราณศี พระราชบุตรบรมกระษัตรทรงม้า พระธินั่งยกพลออกประภาษเนื้อในป่า หลงทางมาแต่พระองค์กับม้ามาถึงวิมานนางเวมานิกเปรต ก็ได้กระทำสังวาสกิจด้วยนางนั้น วันหนึ่งเพลาราตรีเที่ยงคืน พระราชบุตรบันทมหลับสนิจ นางเวมานิกเปรตลงจากวิมานมาเสวยกาม์ให้สุนักข์ เต่า ช้างสาร อดมางษะบริโภค ครั้นพระราชบุตรตื่นขึ้นก็ติดตามนางมาเหนเปนรูปเปรตสุนักข์กัดอยู่ เธอก็ฟันสุนักข์ด้วยพระขรรค์กายสุนักข์ขาดออกขี่ท่อนก็เปนรูปสุนักข์ขึ้นขบกัดเนื้อนางนั้นจนถึงหมื่นถึงพัน นางจึ่งทูลอุบายให้เธอถ่มเขละลงแล้วขยี้ด้วยพระบาท ฝูงสุนักข์ก็อันตรธารหาย ....กลางเสาเรื่องพระสุมณะสามเณร สำแดงฤทธ์ล้วงเอาจังโกฎอันใส่พระบรมธาตุแต่อุธรพญาสุละทัตนาคราช ปลายเสายอดเขาจักรวาฬ...”
ส่วนนางเวมานิกเปรตนั้น เคยเป็นหญิงโสเภณีที่มีความงดงามกว่าหญิงโสเภณีคนอื่น ๆ ในกรุงพาราณสี นางประพฤติผิดศีลแทบทุกข้อ ภายหลังจากที่นางโดนกลั่นแกล้งโดยทำให้ผมหลุดร่วง ศีรษะเกลี้ยงเกลาเหมือนกะโหลกจนหมดความงาม นางได้เปิดร้านขายสุราและน้ำมันงา อีกทั้งยังมีนิสัยชอบขโมยเสื้อผ้าและของมีค่าของคนขี้เมานำไปขายเป็นประจำครับ
ครั้งหนึ่งนางได้ถวายแป้งผสมกับน้ำมันงาแก่พระอรหันตเถระรูปหนึ่งที่บิณฑบาตผ่านมา ด้วยความเลื่อมใส จนเมื่อนางถึงแก่กรรม บุญกุศลที่นางได้เคยทำทานไว้กับพระอรหันต์ ส่งผลให้นางไปเกิดเป็นเวมานิกเปรตผู้โดดเดี่ยวอยู่ในวิมานทองกลางมหาสมุทร มีเส้นผมสวยงามสมปรารถนาดั่งที่เคยเป็น แต่ด้วยบาปกรรมที่ลักขโมยเสื้อผ้าและของมีค่าของคนอื่น ทำให้นางเธอต้องเป็นเปรตชีเปลือย ไม่มีภูษาอาภรณ์สวมใส่ เธอต้องตายแล้วเกิด ๆ อยู่อย่างนั้นหลายครั้งในวิมานทอง ตลอดถึง 1 พุทธันดร
จนถึงในสมัยพุทธกาล มีพ่อค้าชาวเมืองสาวัตถี 700 คนล่องเรือไปค้าขาย แล้วได้ถูกพายุพัดพาไปถึงเกาะกลางทะเล ซึ่งเป็นที่ตั้งของวิมานทอง ที่อยู่ของนางเวมานิกเปรตผู้โดดเดี่ยว นางเปรตชีเปลือยได้ปรากฏตัวขึ้น เหล่าพ่อค้าวาณิชทราบเรื่องราวก็สงสาร จึงได้ร่วมกันกระทำบุญอุทิศส่วนกุศลเป็นเสื้อผ้าและเครื่องหอมให้ นางจึงมีเสื้อผ้าที่งดงามสวมใส่  ซึ่งเหล่าพ่อค้าก็ได้แนะนำให้นางเวมานิกเปรต ได้กระทำบุญกุศลถวายแด่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า นางจึงได้เนรมิตอาหาร มอบผ้าทิพย์และรัตนชาติให้แก่พวกพ่อค้า ทั้งยังฝากผ้าทิพย์อีกคู่หนึ่งให้นำไปถวายพระบรมศาสดา จากนั้นนางก็ใช้ฤทธาอำนาจ ส่งพวกพ่อค้ากลับบ้านได้โดยสวัสดิภาพครับ
เหล่าพ่อค้าทั้งหลายจึงได้นำผ้าทิพย์ของนางไปถวายแด่พระพุทธองค์ที่วัดพระเชตวัน พร้อมกราบทูลเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้น ต่างร่วมกันถวายมหาทาน 7 วัน เพื่ออุทิศส่วนกุศลเจาะจงให้กับนางเวมานิกเปรตผู้เป็นเจ้าของทรัพย์  ผลบุญกุศลครั้งใหญ่นี้จึงได้ส่งผลให้นางหลุดพ้นจากความเป็นเปรต ไปบังเกิดบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ 
---------------------------------------
เรื่องราวของ “กัญจิกาสูรเปรต -นางเวมานิกเปรต” จากจารึกและภาพวาดจิตรกรรมบนเสาวิหารหลวง วัดสุทัศน์ ฯ จึงไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับเรื่อง "แร้งวัดสระเกศ เปรตวัดสุทัศน์" อันเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจากการระบาดของโรคห่าหรืออหิวาตกโรคในเมืองพระนคร ที่ทำให้มีผู้คนล้มตายไปเป็นจำนวนมากในช่วงรัชกาลที่ 3 – 4  ส่วนคำว่า “เปรตวัดสุทัศน์” นั้นถูกใช้เป็นคำประชดประชัน สำหรับพวกมิจฉาชีพที่ชอบออกมาหลอกลวงชาวบ้าน ให้หลงงมงายหรือพวกที่คอยมาซ้ำเติม รีดนาทาเร้น กลั่นแกล้งญาติพี่น้องคนตายที่กำลังขนศพมาหยุดรออยู่ที่หน้าวัดสุทัศน์ ฯ วัดสุดท้ายตามเส้นทางขนศพคนตายออกนอกพระนครนั่นเองครับ
เครดิต  :
วรณัย พงศาชลากร 
EJeab Academy
เพราะทุกที่มีเรื่องราวและเรื่องเล่า