วันอังคารที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2563

หลวงพ่อโสธร

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก ยิ่งให้ยิ่งได้ ยิ่งหวงยิ่งอด เราไม่หวงเราไม่อด หมดเดี๋ยวก็มา
หลวงพ่อพุทธ​โสธร   วัดโสธร​ว​รา​ราม​วรวิหาร
หนึ่งใน​ห้า​พระพุทธ​ปฏิมา​ที่​ขึ้นชื่อ​ใน​เรื่องความ​ศักดิ์​สิทธิ์​มี​ปาฏิหาริย์​สัมฤทธิ์ผล​ ดุจ​เทพ​บันดาล​  มีเทพยาดาอารักษ์​เฝ้าสถิตรักษา​จำนวนมาก​   เป็นพระพุทธรูปศักดิ์​สิทธิ์​คู่​บ้าน​คู่​เมือง​ของชาว​จังหวัดฉะเชิงเทรา​  และใกล้เคียงมาช้านาน​  ประดิษฐานอยู่ในพระอุโบสถวัดโสธรวรารามวรวิหาร อำเภอเมือง จังหวัดฉะเชิงเทรา 
ข้อมูลจากการตรวจสอบภายในหลวงพ่อโสธรโดยกรมศิลปากร พบว่า หลวงพ่อโสธรประกอบขึ้นจากหินทรายแปดชิ้น แล้วพอกปูนทับเป็นองค์​ จากวัสดุที่ใช้ และพุทธศิลป์ พบว่าเป็นศิลปะอยุธยาตอนต้น

 หลวงพ่อ​พุทธ​โสธร​ ได้รับการขนาดนามว่า​ เป็นหนึ่ง​ใน​ห้าพระพุทธ​ปฏิมาที่ขึ้นชื่อในเรื่องควา​มศัก​ดิ​์​สิทธิ์​ แต่ละวันมีสาธุชนจากทั่วสารทิศ​เดินทาง​ไปกราบไหว้สักการะขอพร​  มิขาดสาย​  

กล่าวถึง​ ๕​ พระพุทธ​ปฏิมา​ศักดิ์​สิทธิ์​
๕​ พระพุทธ​ปฏิมา​ที่​ขึ้นชื่อ​ใน​เรื่องความ​ศักดิ์​สิทธิ์​มี​ปาฏิหาริย์​มากมาย​ อัศจรรย์​ใจดุจเทพบันดาล​ แต่ละองค์​ล้วนมีเทพยดาอารักษ์​เฝ้าสถิตรักษา​จำนวนมาก​  อย่างน้อยครั้งหนึ่งในชีวิตต้องไปกราบขอพรให้ได้​  ศักดิ์​สิทธิ์​มาก​     มีดังนี้​ 

๑.หลวงพ่อพระพุทธ​ชินราช​ 
วัด​พระศรี​ร​ั​ตน​มหาธาตุ​ ต.ในเมือง​ อ.เมือง​ จ.พิษณุโลก

๒.หลวงพ่อพระพุทธ​โสธร​  
วัดโสธรวราราม​วรวิหาร​ อ.แปดลิ้ว  จ.ฉะเชิงเทรา

๓.หลวงพ่อพระใส​   
วัด​โพธิ์ชัย​   ต.ในเมือง​ อ.เมือง​ จ.หนองคาย

๔.หลวงพ่อสมปรารถนา​  
พุทธสถาน​สมปรารถนา​พุ​ทธาราม​ (วัด​หลวงพ่อ​สมปรารถนา)​ ต.ลำปาว​ อ.เมือง​ จ.กาฬสินธุ์​

๕.หลวงพ่อวัดบ้านแหลม​   วัดเพชร​สมุทร​
ต.แม่กลอง​ อ.เมือง​ จ.สมุทร​สงคราม

_________________
#พุทธลักษณะ​หลวงพ่อโสธร
หลวงพ่อโสธร เป็นพระพุทธรูปปางสมาธิ คือมีพระอิริยาบถนั่งขัดสมาธิราบ พระชงฆ์ขวาทับพระชงฆ์ซ้าย พระหัตถ์ขวาทับพระหัตถ์ซ้ายวางซ้อนกันอยู่บนพระเพลา มีส่วนสูง 6 ฟุต 7 นิ้ว พระเพลากว้าง 5 ฟุต 6 นิ้ว ปัจจุบันประดิษฐาน อยู่ในพระอุโบสถหลวงวัดโสธรวราราม จังหวัดฉะเชิงเทรา​ หลวงพ่อ​พุทธ​โสธร​ ได้รับการขนาดนามว่า​ เป็นหนึ่ง​ใน​ห้าพระพุทธ​ปฏิมาที่ขึ้นชื่อในเรื่องควา​มศัก​ดิ​์​สิทธิ์​ แต่ละวันมีสาธุชนจากทั่วสารทิศ​เดินทาง​ไปกราบไหว้สักการะขอพร​ มิขาดสาย​  

#ตำนานหลวงพ่อโสธร
ตำนานไม่ได้กล่าวไว้ว่าใครเป็นผู้สร้างหรือสร้างเมื่อใด ทราบตามที่เล่าต่อๆ กันมาแต่เพียงว่า ในจังหวัดหนึ่งทางภาคเหนือของไทย มีพระภิกษุสามองค์พี่น้อง เรียนพระธรรมวินัยแตกฉานแล้วก็จำแลงกายเป็นพระพุทธรูป

เมื่อมาถึงบริเวณหนึ่งก็ปรากฏองค์ขึ้น ชาวบ้านบริเวณนั้นพบเข้าก็พากันเอาเชือกมนิลามาฉุดขึ้น แต่ก็เอาขึ้นมาไม่ได้เพราะเชือกขาด ก่อนที่พระทั้งสามองค์จะจมหายไปบริเวณที่พระทั้งสามองค์ลอยทวนน้ำหนีนั้นเรียกว่า สามพระทวน ต่อมาได้เพี้ยนและเรียกว่า สัมปทวน อำเภอเมืองฉะเชิงเทราจนทุกวันนี้

ต่อมาได้มาผุดขึ้นที่คลองคุ้งให้ชาวบ้านแถวนั้นเห็นอีก ชาวบ้านก็พยายามฉุดขึ้นฝั่งแต่ไม่สำเร็จอีก สถานที่นั้นเรียกว่า บางพระ มาจนทุกวันนี้ แต่นั้นมาพระพุทธรูปทั้งสามองค์ก็ได้สำแดงอภินิหารในคลองเล็กๆ ตรงข้ามกองพันทหารช่างที่ 2 ฉะเชิงเทรา บริเวณนั้นเรียกว่า แหลมลอยวน คลองนั้นได้นามว่า คลองสองพี่น้อง ภายหลังก็เงียบไป

จวบจนองค์หนึ่งได้ลอยไปจนถึงแม่น้ำแม่กลอง และไปปรากฏขึ้นที่สมุทรสงคราม ชาวประมงได้พร้อมใจกันอาราธนาขึ้นไปประดิษฐานไว้ที่วัดบ้านแหลมหรือวัดเพชรสมุทรวรวิหาร เป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์เป็นที่นับถือของพุทธศาสนิกชนชาวสมุทรสงคราม เรียกกันว่า หลวงพ่อบ้านแหลม มาจนทุกวันนี้

องค์ที่สองได้ลอยวนไปวนมาและมาผุดขึ้นหน้า วัดหงษ์ เล่ากันว่า ที่วัดนี้เดิมมีเสาใหญ่มีหงษ์ทำด้วยทองเหลืองอยู่บนยอดเสานั้น จึงได้ชื่อว่าวัดหงษ์ ต่อมาหงษ์ที่ยอดเสาหักตกลงมาเสียชำรุด ทางวัดจึงเอาธงไปติดไว้ที่ยอดเสาแทนรูปหงษ์ จึงได้ชื่อว่าวัดเสาธง แล้วต่อมาก็เกิดมีพายุพัดเสานี้หักลงส่วนหนึ่ง จึงได้ชื่อว่าวัดเสาทอน และต่อมาชื่อนี้ได้กลายไปเป็นวัดโสธร

ประชาชนพลเมืองจำนวนมากได้พากันหลั่งไหลมาอาราธนาฉุดขึ้นฝั่งแต่ก็ไม่สำเร็จ ขณะนั้นมีอาจารย์ผู้ทรงคุณวิเศษผู้รู้คนหนึ่งสำเร็จไสยศาสตร์หรือเทพไสยรู้หลักและวิธีอาราธนา จึงได้ทำพิธีปลูกศาลเพียงตาบวงสรวง กล่าวคำอัญเชิญชุมนุมเทวดาอาราธนา และได้ใช้สายสิญจน์คล้องที่พระหัตถ์ของพระพุทธรูปก่อนจะค่อยฉุดลากขึ้นมาบนฝั่ง พระพุทธรูปจึงเสด็จขึ้นมาบนฝั่งเป็นที่ปิติยินดีเป็นอย่างยิ่งของชาวเมือง จึงได้พร้อมใจกันอัญเชิญไปประดิษฐานไว้ที่ในพระวิหารวัดโสธร และเรียกนามว่า พระพุทธโสธร หรือ หลวงพ่อโสธร ตั้งแต่นั้นมา

ส่วนองค์สุดท้ายได้ลอยไปอยู่ในแม่น้ำเจ้าพระยาประชาชนละแวกนั้นก็หลั่งไหลมาอาราธนาขึ้นฝั่งฉุดขึ้นเป็นการใหญ่แต่ก็ฉุดขึ้นไม่ได้ เล่ากันว่ามีประชาชนพากันมาฉุดนับได้ถึงสามแสนคน จึงเรียกสถานที่นั้นว่า สามแสน ภายหลังจึงเพี้ยนมาเป็น สามเสน และเรียกกันอยู่ทุกวันนี้ จากนั้นพระพุทธรูปองค์นี้ก็ลอยไปผุดขึ้นที่คลองสำโรง จังหวัดสมุทรปราการ ประชาชนจึงได้ได้อาราธนาขึ้นไปประดิษฐานไว้ที่วัดพลับพลาชัยชนะสงครามหรือวัดบางพลีใหญ่ในตราบจนทุกวันนี้ เป็นพระพุทธรูปที่ศักดิ์สิทธิ์มากอีกรูปหนึ่งของเมืองไทย คือ หลวงพ่อโต วัดบางพลีใหญ่ใน
________________
ข้อสันนิษฐาน​ทางประวัติศาสตร์​
หลวงพ่อโสธร​  นั้นน่าจะประดิษฐานอยู่ที่วัดโสธรฯมาตั้งแต่ช่วงต้นกรุงศรีอยุธยา ในราวรัชกาลสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่2​ (เจ้าสามพระยา) หรือประมาณ 500-600 ปีมาแล้ว เป็นพระพุทธรูปหินทรายประกอบสมัยอยุธยาตอนต้น(อู่ทองรุ่นที่ 2 ) ประทับบนพุทธบังลังก์ 4 ชั้น ปูลาดด้วยผ้าทิพย์ อันเป็นรูปแบบที่นิยมกันมากในช่วงอยุธยาตอนปลาย รวมถึงพระพุทธรูปบริวารอีก10 องค์ที่ประดิษฐานรวมกันบนชุกชี ก็มีพุทธลักษณะแบบอยุธยาเช่นเดียวกัน โดยจำนวน 2 ใน 10 องค์นั้นเป็นพระพุทธรูปปางนาคปรก สร้างขึ้นจากไม้มงคล มีพุทธลักษณะค่อนมาทางอยุธยาตอนปลาย ต่างจากพระพุทธรูปบริวารอีก 8 องค์ที่สร้างขึ้นจากหินทรายซึ่งเป็นที่นิยมกันมากในช่วงอยุธยาตอนต้น ทำให้สันนิษฐานได้ว่าวัดโสธรฯและองค์หลวงพ่อโสธรน่าจะตั้งอยู่บริเวณบ้านโสธรนี้มาเป็นเวลาช้านานและมีการบูรณะปฏิสังขรณ์ในยุคสมัยต่อมา เดิมที วัดนี้ก็ชื่อโสธร ตามชื่อคลองโสธร มานานแล้ว ไม่มีหลักฐานที่บอกว่าชื่อ วัดหงษ์ เพราะ เสาหงษ์หัก เลยชื่อ เสาทอน เพี้ยนมาเป็นโสธร ตามตำนานหลวงพ่อโสธร นิราศฉะเชิงเทราและโคลงนิราศปราจีนบุรี ที่แต่งในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อกวีเดินทางผ่านบ้านโสธร ก็กล่าวถึงเพียงวัดโสธรเท่านั้น ไม่ได้กล่าวถึงตำนานหลวงพ่อโสธรเลย

ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พ.ศ. 2416 พระยาวิเศษฤๅไชย(ช้าง) เจ้าเมืองฉะเชิงเทรา ได้สร้างพระอุโบสถวัดโสธรวรารามวรวิหาร และสร้างถนนดินจากหน้าเมืองมาวัดโสธร 26 เส้น นางมีภรรยาได้สร้างศาลาและขุดสระกึ่งกลางถนน สันนิฐานว่าการบูรณะครั้งนั้น ได้พอกปูนปั้นหลวงพ่อโสธรทำให้กลายเป็นพุทธศิลป์ล้านช้าง โดยกลุ่มช่างที่บูรณะมาจากเมืองพนมสารคาม หลังจากนั้นก็ได้ใช้พระอุโบสถเป็นที่ประกอบพิธีถือน้ำพิพัฒน์สัตยา  

ส่วนตำนานหลวงพ่อโสธรลอยน้ำมานั้น สันนิฐานว่ามาจากกลุ่มชาวมอญแถววัดโสธรที่นำตำนานพระลอยน้ำจากพระราชพงศาวดารเหนือ มาอธิบายประวัติหลวงพ่อโสธร

ข้อมูล​ วิกิพีเดีย

วันจันทร์ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2563

บังเอิญไม่มีในโลก

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก ยิ่งให้ยิ่งได้ ยิ่งหวงยิ่งอด เราไม่หวงเราไม่อด หมดเดี๋ยวก็มา

- โลกนี้ ไม่มีคำว่า บังเอิญ.. -
ไม่มีคำว่า "บังเอิญ" ในทางพุทธศาสนา
โลกนี้ไม่มีอะไรที่เกิดมาด้วยความบังเอิญนะ ทุกสิ่งทุกอย่าง ที่เกิดขึ้นกับชีวิตของเราทั้งดี และ ไม่ดี ไม่มีอะไรบังเอิญนะ มันมีเหตุ และ ผล ที่ทำให้เกิด 
พระราชสังวรญาณ หลวงพ่อพุธ ฐานิโย ท่านได้เคยสอนว่า ทุกอย่างล้วนถูกจัดสรร ตามเหตุ และ ผล เปลี่ยนแปลงได้ด้วยบุญกุศล 
หากศึกษาเรื่องธรรมะดีๆนะ จะเข้าใจว่า ไม่มีคำว่า "บังเอิญ" ใดๆ ทั้งสิ้น "กรรม" นี้แม่นยำยิ่งกว่าเรด้าตรวจจับของนาซ่าอีกนะ พระพุทธเจ้าเคยตรัสว่า "เราเกิดมาแล้วนับชาติไม่ถ้วน น้ำตาที่เสียจากความพลัด พรากจากคนที่เรารักนับรวมกันได้มากกว่ามหาสมุทร ทั้ง 4 ดังนั้น เราจึงได้เคยพบปะผู้คนมามากมาย จนผู้คนที่เดินบนถนนไปมานี้ต่างก็เคยเกิดมาเป็นพี่น้องเราทั้งสิ้น"
     จากคำอธิบายข้างต้น เป็นเหตุให้ "กรรม" จัดสรรให้เราได้พบเจอ รู้จัก พึ่งพา มาเกิดเป็นพ่อ แม่ ลูก พี่น้อง เพื่อน แฟน คู่รัก มิตร ศัตรู ครู ลูกศิษย์ เมียหลวง เมียน้อย ฯลฯ เนื่องจาก เคยเกี่ยวพัน มีความสัมพันธ์ และประกอบกรรมร่วมกันมาก่อนนะ จึงได้มาเจอกันอีก เพื่อชดใช้กรรม หรืออาจอธิษฐานให้มาพบกันอีกในชาติต่อๆ ไป หรือเคยอาฆาตพยาบาทกันมาก่อน บางคนก็เคยอุปถัมภ์ ค้ำชู หรือเคยพึ่งพาอาศัยกันมาก่อน ดังนี้ เป็นต้น จึงไม่มีคำว่า "บังเอิญ" ในพระพุทธศาสนา
     หากใครเคยไปในสถานที่ใด แล้วรู้สึกคุ้นเคยกับสถานที่นั้นโดยไม่เคยไปมาก่อนรู้สึกคุ้นๆ กับเหตุการณ์นั้น โดยที่เราไม่เคยมีส่วนร่วมมาก่อน เคยรู้สึกประทับใจใคร รู้สึกเกลียดใคร อยากอยู่ใกล้ใคร หรืออยากหนีหน้าใคร โดยที่ไม่เคยพบเจอรู้จักกันมาก่อน สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นสัญญาเก่า (การจำได้หมายรู้) ที่ติดตัวมาแต่เก่าก่อน
     พระบาลีพุทธวจนะ เป็นภาษาเมื่อหลายพันปีมาแล้ว คำว่า "บังเอิญ" ดูเหมือนไม่มีในภาษาบาลี มีแต่คำว่า "เหตุ - ปัจจัย" 
     พระพุทธศาสนา เป็นเรื่องของเหตุและผล ทุกสิ่งไม่ได้เกิดขึ้นลอยๆ หรือเป็นเรื่องบังเอิญ ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นล้วนมีเหตุให้เกิดขึ้นทั้งสิ้น ดังที่ท่านพระอัสสชิ แสดงธรรมแก่ท่านพระสารีบุตรว่า "ธรรมทั้งหลายย่อมเกิดจากเหตุ" นั่นคือ การที่ทุกคนเกิดมาแตกต่างกัน เป็นเพราะได้กระทำเหตุ คือ ทำกรรมมาแตกต่างกัน กรรมที่ได้กระทำไว้แล้วนั่นเอง เป็นเหตุให้มีรูปร่างหน้าตา ผิวพรรณ ฐานะ ต่างกัน มีอุปนิสัยดีเลวต่างกัน กรรมที่ได้กระทำไว้แล้วนั่นเอง เป็นเหตุให้ได้ลาภเสื่อมลาภ ได้ยศเสื่อมยศ ได้รับความสุข ทุกข์ สรรเสริญ นินทา
อนาคตเป็นสิ่งที่ถูกกำหนดไว้แล้วจากกรรมในอดีตนานนับไม่ได้  แต่เป็นสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้น เพราะต้องมีเหตุในปัจจุบันร่วมด้วย ความพยายามในปัจจุบันนั่นแหละ จึงจะทำให้เกิดผลในอนาคตที่สมบูรณ์ แม้จะเปลี่ยนแปลงไม่ได้ทั้งหมด แต่ก็เปลี่ยน แปลงได้บางส่วน คนเราจึงไม่ควรละความพยายามตลอดชีวิตที่เกิดมานะ
     การกระทำทุกอย่างย่อมมีผล เราเรียกผลนั้นว่า "วิบาก" สิ่งใดจะเกิดได้ต้องมีเหตุปัจจัยประชุมพร้อม กรรมจึงสามารถส่งผล หรือให้วิบากได้
     ไม่มีโชคลาภเกิดขึ้นได้โดยไม่อาศัย บุญ กรรม โชคลาภ ไม่สามารถจะเกิดขึ้นลอยๆ หรือบังเอิญ โดยไม่มีเหตุปัจจัย
     ทุกปัญหาเกิดขึ้นอย่างมีสาเหตุทั้งนั้น กิ่งไม้ตกใส่หัว หกล้ม ฯลฯ ล้วนเกิดจากกรรม เหมือนกับคำว่า "ใครกินคนนั้นก็อิ่ม คนอื่นอิ่มแทนไม่ได้"
     เกลือ เค็มเหมือนกันหมด ไทย ฝรั่ง ลาว แขก กินเกลือในที่ลับ ที่แจ้งก็เค็ม เหมือนกัน เกลืออย่างไร กรรมก็อย่างนั้น ทุกชาติศาสนา
     ความบังเอิญไม่มีในโลก ทุกสิ่งถูกลิขิตจากกรรมทั้งกุศล และอกุศลที่สัตว์โลกได้กระทำไว้ทั้งในอดีต และปัจจุบัน ขึ้นอยู่กับว่า กรรมอันไหนจะส่งผลก่อนกัน

หมดปัญหาข้าวบูดเร็ว

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก ยิ่งให้ยิ่งได้ ยิ่งหวงยิ่งอด เราไม่หวงเราไม่อด หมดเดี๋ยวก็มา
หมดปัญหาข้าวบูดเร็วคาหม้อ ง่ายนิดเดียว
วิธีที่ 1 ป้องกันไม่ให้ข้าวบูดคาหม้อ
วิธีนี้ง่ายมากใช้เกลือประมาณ 2 กำมือมาแช่และทาให้ทั่วหม้อข้าวทิ้งเอาไว้ประมาณ 3 โมง จากนั้นนำมาล้างน้ำเปล่าได้ตามปกติ นำไปผึ่งลมหรือแดดให้แห้ง และในครั้งต่อไปที่เราจะหุงข้าวให้ผสมเกลือใส่ลงไปเล็กน้อย จะช่วยยืดอายุของข้าวให้อยู่ได้นานไม่บูดง่าย
วิธีที่ 2 การแก้ปัญหาข้าวบูด
การใช้น้ำอุ่นล้างหม้อหุงข้าวให้สะอาด จากนั้นให้เติมน้ำส้มสายชูลงไปประมาณ 4-5 ช้อนโต๊ะ เกลือ 1 กำมือ และแช่หม้อทิ้งไว้ประมาณ 1-2 โมง จากนั้นนำหม้อมาล้างน้ำให้สะอาด เช็ดให้แห้งและสามารถนำไปหุงข้าวได้ตามปกติ
วิธีที่ 3 ใช้น้ำเดือดหรือน้ำอุ่นในการทำความสะอาด
การล้างหม้อหุงข้าวในทุกๆครั้งหากเราใช้น้ำเดือดหรือน้ำอุ่นในการล้างจะเป็นวิธีที่จะช่วย จัด ก า รกั บสิ่งต่างๆที่ติดและหลงเหลืออยู่ในหม้อหุงข้าวให้ออกหมดอ ย่ า งง่ าย ด าย
วิธีที่ 4 นำหม้อหุงข้าวไปตากแดด
เมื่อเราล้างหม้อหุงข้าวหรือจะใช้วิธีนำน้ำต้มเดือดใส่ลงไป จากนั้นแช่ทิ้งเอาไว้นานประมาณ 5 นาที แล้วให้นำไปตากแดดจัดประมาณ 2 แดด และนำมาล้างทำความสะอาดอีกครั้ง วิธีง่ายๆนี้จะช่วยแก้ปัญหาข้าวบูดได้
วิธีที่ 5 นำข้าวแช่ตู้เย็น
เมื่อเพื่อนๆนั้นทานข้าวไม่หมด อ ย่ าปล่อยให้ข้าวเหลือคาหม้อทิ้งไว้ข้ามคืน เพราะในตอนเช้าเราอาจจะได้กลิ่นที่ไม่ดีจากข้าวได้ ที่ดีคือให้ตักข้าวที่ทานไม่หมดจากหม้อนั้นใส่กล่องที่มีฝาปิด จากนั้นนำไปใส่ในตู้เย็น และนำออกมาอุ่นในตอนเช้าจะทำให้ข้าวเรานั้นไม่บูด สามารถเอามาทานต่อได้
เครดิต ;
108archeepparuay

หลวงพ่อโต พรหมรังสี

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก ยิ่งให้ยิ่งได้ ยิ่งหวงยิ่งอด เราไม่หวงเราไม่อด หมดเดี๋ยวก็มา

เราท่านทั้งหลาย จงเตือนใจไว้เสมอนะว่า ถ้าประสงค์ความสุข ความเจริญ โภคสมบัติ จงหมั่นสร้างบุญ สร้างกุศลไว้อย่างสม่ำเสมอ มากบ้าง น้อยบ้าง ตามกำลังศรัทธา เพราะเราไม่อาจจะรู้ได้ว่า อดีตชาติเราได้สร้างบุญหรือสร้างบาปไว้มากน้อยเพียงใด และผลของกรรมใดจะส่งผลก่อนหรือหลัง เพื่อความไม่ประมาท จึงควรจะสร้างบุญกุศลเป็นการเพิ่มเติมไว้เสมอ ถ้าอดีตทำไว้มากแล้ว ก็จะยิ่งมีมากขึ้น ย่อมให้ผลก่อนที่มีกำลังน้อยกว่า อันเป็นกฎธรรมชาติของกรรม ฉะนั้น ด้วยความไม่ประมาท จงระลึกไว้ว่า ถ้าตนเองไม่สะสมบุญวาสไว้แล้ว ใครที่ไหนจะช่วยเราได้ ตัวของเราจะมีอะไรไว้เป็นทุนเดินทางเวียนว่ายในวัฏฏทุกข์ที่ยังต้องผจญต่อไป ไม่รู้ว่าจะจบสิ้นเมื่อไหร่ กว่าจะรู้แจ้งพระสัทธรรม เข้าถึงบรมสุขคือพระนิพพาน 
จงระลึกไว้เสมอว่า วันนี้เราสะสมบุญ ความดี เตรียมตัวไว้เดินทางแล้วหรือยัง จะรอให้คนอื่นทำไปให้นั้น จะมั่นใจดีเท่ากับเราเตรียมหาไปเองหรือ
ครั้งหนึ่ง สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พฺรหฺมรํสี) 
ได้เทศนา สอนไว้ให้จดจำไว้ว่า 
“ลูกเอ๋ย..ก่อนจะเที่ยวไปขอบารมีหลวงพ่อองค์ใด เจ้าจะต้องมีทุนของตัวเองคือบารมีของตนลงทุนไปก่อน เมื่อบารมีของเจ้าไม่พอจึงค่อยขอยืมบารมีของคนอื่นมาช่วย มิฉะนั้นเจ้าจะเอาตัวไม่รอด เพราะหนี้สินในบุญบารมีที่เที่ยวไปขอยืมมาจนพ้นตัว...เมื่อทำบุญทำกุศลได้บารมีมา ก็ต้องเอาไปผ่อนใช้หนี้เขาจนหมด ไม่มีอะไรเหลือติดตัว...แล้วเจ้าจะมีอะไรไว้ในภพหน้าหมั่นสร้างบารมีไว้..แล้วฟ้าดินจะช่วยเอง”
“เจ้าจงจำไว้นะ...เมื่อยังไม่ถึงเวลาเทพเจ้าองค์ใดจะคิดช่วยเจ้าไม่ได้...ครั้นถึงเวลา...ทั่วฟ้าจบดินก็ต้านเจ้าไม่อยู่...จงอย่าไปเร่งเทวดาฟ้าดินเมื่อบุญเราไม่เคยสร้างไว้เลยจะมีใครที่ไหนมาช่วยเจ้า…”
ดังพุทธสุภาษิตท่านสอนไว้ว่า
อตฺตาหิ อตฺตโน นาโถ – ตนแล เป็นที่พึ่งแห่งตน”

ปรางค์แขกเมืองลพบุรี

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก ยิ่งให้ยิ่งได้ ยิ่งหวงยิ่งอด เราไม่หวงเราไม่อด หมดเดี๋ยวก็มา
“ปรางค์แขก” เมืองลพบุรี ปราสาทหินหลังแรกในลุ่มน้ำเจ้าพระยา-ลพบุรี 
ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 15 วัฒนธรรมเขมรโบราณจากศูนย์กลางเมืองยโสธระปุระ และแคว้นศรีจานาศะในอีสานใต้ เริ่มขยายตัวเข้ามาสู่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา ส่งอิทธิพลทั้งอำนาจทางการเมือง ศิลปะนิยมและคติความเชื่อ ปรากฏหลักฐานจาก “จารึกปักษีจำกรง” (K.286) ราวกลางพุทธศตวรรษที่ 15 ได้กล่าวถึงเขตแดนของพระเจ้ายโศวรมัน ที่ทรงมอบให้แก่ พระเจ้าหรรษวรมันที่ 1 ผู้สืบราชสมบัติ ว่า มีเขตตะวันตกจรดแดน Sūkṣmakāmrāta  (ศาสตราจารย์ยอร์ช เซเดส์ ตีความว่าเมืองพะโค (หงสาวดี) หรือเมืองสะเทิม แต่ในปัจจุบัน มีการสันนิษฐานว่าคือเมืองอู่ทอง) สอดรับกับชื่อพระนาม “พระเจ้าศรีหรรษวรมะ” และ “ศรีอีศานวรมะ” กษัตริย์เมืองพระนคร ในจารึกแผ่นทองแดง ที่พบจากจากเมืองโบราณอู่ทอง รวมทั้งทับหลังรูปเกียรติมุขคายท่อนพวงมาลัยในศิลปะแบบพะโค – บาแค็ง ช่วงต้นพุทธศตวรรษที่ 15 ที่พบในเขตจังหวัดลพบุรี
ในช่วงกลางพุทธศตวรรษที่ 15 อาจได้เริ่มมีการสร้างปราสาทหินขึ้นที่เมืองลวปุระ (ลพบุรี) ในเขตลุ่มน้ำเจ้าพระยา – ลพบุรี เป็นครั้งแรก เช่นเดียวกับการสร้างปราสาทเมืองแขก ปราสาทกู่บ้านปราสาทและปราสาทโนนกู่ ในเขตแคว้นศรีจานาศะ ที่ต่อเนื่องไปจนถึงช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 15    
---------------------------
*** ปราสาทหินแบบเมืองพระนครที่สร้างขึ้นหลังแรก คงเป็น “ปรางค์แขก” ในตัวเมืองโบราณลพบุรี ใกล้กับพระนารายณ์ราชนิเวศน์ ที่เป็นปราสาทก่ออิฐ 3 หลัง หันหน้าไปทางตะวันออก เรียงตัวในแนวเหนือ-ใต้ มีซุ้มประตูทางเข้าเพียงด้านเดียว อีก 3 ด้านทำเป็นประตู (หลอก) ประดับผนัง โดยที่ปราสาทประธานตรงกลางมีขนาดใหญ่กว่าปราสาทบริวารที่ขนาบข้าง ใช้เทคนิคการก่อเรียงอิฐแบบชิดแนบติดกันสอด้วยยางกรด ใช้หินทรายในส่วนโครงสร้างรองรับน้ำหนัก ทั้งกรอบประตูและประตูหลอก    
รูปแบบทางสถาปัตยกรรมของปรางค์แขก เป็นอาคารเรือนธาตุก่ออิฐผังสี่เหลี่ยม ยกเก็จ-เพิ่มมุม ด้านละหนึ่งกระเปาะ กลางเก็จยกเป็นซุ้มประตู เหนือกรอบประตูทำเป็นแผ่นทับหลังปลอม หน้าบันสูง ขึ้นไปในระดับเดียวกับบัวรัดเกล้าที่มีการวางชุดลวดบัวหลายชั้น
ถึงจะมีการเปลี่ยนแปลงรูปทรงไปจากเดิมในหลายส่วน แต่รูปแบบหน้าบันที่มีขนาดใหญ่สูง เว้นช่องสามเหลี่ยมตรงกลาง รวมทั้งรูปแบบเรือนธาตุของปรางค์แขกส่วนดั้งเดิมที่พอเห็นอยู่ได้แสดงให้เห็นว่า เรือนธาตุของปรางค์แขกนั้นมีความคล้ายคลึงกับเรือนธาตุปราสาทพะโค (Preah Ko) เมืองหริหราลัย (Hariharalaya)  ที่สร้างขึ้นในช่วงต้นพุทธศตวรรษที่ 19 และยังคงเป็นรูปแบบสถาปัตยกรรมที่นิยมมาถึงช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 15 อย่างเรือนธาตุของปราสาทกระวาน (Kravan) ทางตะวันออกเฉียงใต้ของนครธม ที่สร้างขึ้นในสมัยของพระเจ้าราเชนทรวรมัน ซึ่งเป็นช่วงศิลปะนิยมแบบแปรรูป  
ส่วนประกอบสำคัญของปราสาทปรางค์แขกอันได้แก่ทับหลัง กรอบประตู เสาประดับประตูและรูปประติมากรรม อาจได้สูญหายหรือถูกเคลื่อนย้ายออกไปตั้งแต่ที่เมืองละโว้ร้างผู้คนไปกว่า 200 ปี  จนถึงสมัยสมเด็จพระนารายณ์ ที่ได้ทรงโปรดให้ซ่อมแซมบูรณะตัวปราสาททั้งสามองค์ โดยน่าจะมีการก่อยอดวิมานที่พังทลายลงมาขึ้นไปใหม่ จึงมีรูปแบบทางสถาปัตยกรรมตามแบบปรางค์ไทยแบบอยุธยาตอนปลาย ไม่ใช่ทรงศิขระวิมานแบบเขมรเดิม พร้อมทั้งสร้างวิหารเล็กไว้ด้านหน้า เพื่อเปลี่ยนตัวปราสาทเป็นพระเจดีย์ทรงปรางค์ในพุทธศาสนาแบบเดียวกับปรางค์สามยอด
แต่มีทับหลังชิ้นหนึ่ง จัดแสดงที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติสมเด็จพระนารายณ์ ที่ใช้หินทรายสีน้ำตาลอ่อนเป็นวัสดุแกะสลักแบบเดียวกับส่วนกรอบวงกบประตูและอกเลาของประตูประดับที่ยังเหลือติดอยู่ในปรางค์แขก แต่ไปพบทับหลังนี้อยู่ที่วัดมหาธาตุ ซึ่งน่าจะเป็นทับหลังของตัวปราสาทปรางค์แขก ก่อนที่ยอดจะพังทลายลงมาและถูกเคลื่อนย้ายออกไปเก็บรักษาในฐานะที่เป็นสิ่งของศักดิ์สิทธิ์ มีความสำคัญมาจากยุคก่อน   
ทับหลังสลักรูปพระอินทร์ยกวัชระในพระหัตถ์ขวา ยกพระชงฆ์แบบมหาราชลีลาสนะแต่เขย่งตัวยกขึ้นเล็กน้อยคล้ายการร่ายรำบนช้างเอราวัณหัวเดียวตวัดงวงไปด้านข้าง มีสิงห์คู่คายท่อนพวงมาลัยแบบท่อนกลมคั่นด้วยกลีบบัวโค้งออกไป ส่วนปลายมีสิงห์คายกระหนกพุ่มใบม้วนตวัดตั้งขึ้นไปเป็นตัวจบลายที่ขอบ ทางด้านซ้ายเป็นรูปบุคคลถือคันธนู ที่อาจหมายถึง “พระอรชุน” (Arjuna) ที่เป็นบุตรของพระอินทร์ในวรรณกรรมมหาภารตะ กำลังแผลงศรสู้กับฝ่ายเการพ ทั้งองค์ภีษมะหรือกรรณะผู้เป็นพี่ร่วมมารดา (นางกุนตี) แต่ยังคงสลักเป็นโกลนค้างไว้  กระหนกใบไม้ตั้งแทรกรูปบุคคลอันหมายถึงเหล่าเทพเจ้าเข้าไปตรงกลาง ด้านบนเป็นแถวของมหาฤๅษีแห่งสวรรค์ทั้ง 7 “สัปตฤๅษี” (Saptarishis) ที่ยังแกะสลักไม่เสร็จ
รูปแบบทางศิลปะของทับหลังชิ้นนี้ เป็นศิลปะที่มีความนิยมในช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 15 ที่เรียกว่าศิลปะแบบ “เกาะแกร์ – แปรรูป” (Kohker – Prerup Style) ที่มีความนิยมอยู่ในช่วงประมาณ 30 – 40 ปี ซึ่งการใช้เรื่องราวในวรรณกรรมมหาภารตะมาประกอบในงานศิลปะเขมรนั้น ปรากฏความนิยมครั้งแรก ๆ ในช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 15 อย่างกลุ่มรูปประติมากรรมลอยตัว “การประลองคทายุทธ” ระหว่าง “ภีมะ – ภีมเสน” (Bhima) กับ“ทุรโยธน์” (Duryodhana) เคยตั้งอยู่โคปุระ ทิศตะวันตกของปราสาทเชิน (Prasat Chen) ปราสาทสามหลัง ที่เมือง “โฉกครรกยาร์” (Chok Gargya) “ลึงคปุระ” (Lingapura) หรือเมืองเกาะแกร์ (Koh ker – ป่ามรดก) ห่างจากเมืองเสียมเรียบไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือประมาณ 120 กิโลเมตร
-----------------------------
*** รูปแบบศิลปะและการจัดวางองค์ประกอบบนทับหลังรูปพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ เป็นหลักฐานสำคัญที่แสดงว่า ปราสาทปรางค์แขกนั้น ถูกสร้างขึ้นในช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 15 ตามรูปแบบเดียวกันกับทับหลังของปราสาทแม่บุญตะวันออก ทับหลังชิ้นหนึ่งที่จัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติปราจีนบุรี  และร่องรอยของโกลนสลักบนทับหลังแบบมีท่อนมาลัยโค้งจากปราสาทกู่บ้านปราสาท จังหวัดนครราชสีมา
เครดิต ;
วรณัย  พงศาชลากร
EJeab  Academy
เพราะทุกที่มีเรื่องราวและเรื่องเล่า

หลวงปู่แหวน

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก ยิ่งให้ยิ่งได้ ยิ่งหวงยิ่งอด เราไม่หวงเราไม่อด หมดเดี๋ยวก็มา
ถ้ากินเจมันประเสริฐเป็นบุญใหญ่นัก วัว ควาย ก็คงเป็นพระอรหันต์หมดแล้ว คนเราจะกินอะไรไม่สำคัญ สำคัญที่ว่ากิเลสตัณหาตัดได้หรือเปล่า แล้วการกินเจก็ไม่ช่วยให้กิเลสตัณหาลดลง แต่จะกินเพื่อสุขภาพละก็อนุโมทนา แต่การกินเจไม่ช่วยให้พ้นนรกได้หรอก คนกินเจลงนรกก็เยอะแยะ เพราะกิเลสตัณหายังเต็มหัวมันอยู่ ท่านดูใจของท่านเองก็ได้นี่ ว่ามันประเสริฐตรงไหนหรือยัง ถ้ายังไม่ประเสริฐให้รีบแก้ ราคะ โทสะ โมหะ ที่เผาหัวอยู่นั้นละ

มันเป็นสิ่งที่ท่านต้องแก้เสียโดยเร็วพลัน ไม่ใช่วัน ๆ เที่ยวแต่ชวนคนมากินผัก คนเรามันจะประเสริฐเลิศได้ด้วยความประพฤติมิใช่เพราะการกิน ถึงกินเจตลอดชีวิตแต่ไม่ทำทาน ไม่รักษาศีล ไม่เจริญภาวนา ก็กินเจเสียเปล่า หาประโยชน์มิได้ แล้วยังไม่ช่วยให้ตัวเองพ้นจากขุมนรก

หลวงปู่แหวน สุจิณโณ

วันเสาร์ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2563

อกุศลกรรมบถ๑๐

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก ยิ่งให้ยิ่งได้ ยิ่งหวงยิ่งอด เราไม่หวงเราไม่อด หมดเดี๋ยวก็มา
พระพุทธเจ้าทรงตรัสสอน อกุศลกรรมบถ ๑๐
เตือนว่าการประพฤติไม่เรียบร้อย
เป็นทางไปไดเกิดในอบายเปรตวิสัย เดรัจฉาน สัตว์นรก...
ดูกรพราหมณ์และคฤหบดีทั้งหลาย!
ความประพฤติไม่ เรียบร้อย คือ
ความไม่ประพฤติธรรม ทางกาย มี ๓ อย่าง!
(ความไม่ประพฤติธรรม) ทางวาจามี ๔ อย่าง!
(ความไม่ประพฤติธรรม) ทางใจ มี ๓ อย่าง!
ดูกรพราหมณ์และคฤหบดีทั้งหลาย!
ความประพฤติไม่เรียบร้อย คือ
ความไม่ประพฤติ ธรรมทางกาย ๓ อย่าง เป็นไฉน?
(๑) บุคคลบางคนในโลกนี้
เป็นผู้ฆ่าสัตว์ คือ
เป็นคนเหี้ยมโหด 
มีมือเปื้อนเลือด
พอใจในการประหารและการฆ่า 
ไม่มีความละอาย
ไม่ถึงความเอ็นดูในสัตว์ทั้งปวง
(๒) เป็นผู้ถือเอาทรัพย์ที่เขามิได้ให้ คือ
ลักทรัพย์เป็นอุปกรณ์เครื่องปลื้มใจของบุคคลอื่น
ที่อยู่ในบ้าน หรือที่อยู่ในป่า
ที่เจ้าของมิได้ให้ 
ซึ่งนับว่าเป็นขโมย
(๓) เป็นผู้ประพฤติผิดในกามทั้งหลาย คือ
ถึงความสมสู่ในพวกหญิง
ที่มารดารักษา ที่บิดารักษา
ที่มารดาและบิดารักษา
ที่พี่ชายรักษา ที่พี่สาวรักษา
ที่ญาติรักษา ที่มีสามี
ที่อิสรชนหวงห้าม
ที่สุดแม้หญิงที่เขาคล้องแล้ว
ด้วยพวงมาลัย (หญิงที่เขาหมั้นไว้)
ดูกรพราหมณ์และคฤหบดีทั้งหลาย!
ความประพฤติไม่เรียบร้อย คือ
ความประพฤติธรรมทางกาย ๓ อย่าง เป็นอย่างนี้แล!
ดูกรพราหมณ์และคฤหบดีทั้งหลาย!
ก็ความประพฤติไม่เรียบร้อย คือ
ความไม่ประพฤติ ธรรมทางวาจา ๔ อย่าง เป็นไฉน?
(๔) บุคคลบางคนในโลกนี้
เป็นผู้กล่าวเท็จคือ
ไปในที่ประชุม 
หรือไปในหมู่ชน
หรือไปในท่ามกลางญาติ
หรือไปในท่ามกลางขุนนาง
หรือไปในท่ามกลางราชสกุล
หรือถูกนำไปเป็นพยาน ถูกถามว่า
แน่ะบุรุษผู้เจริญ! เชิญเถิด!
ท่านรู้เรื่องใด ก็จงบอก เรื่องนั้น
เขาเมื่อไม่รู้ก็บอกว่า รู้บ้าง!
เมื่อรู้บอกว่า ไม่รู้บ้าง!
เมื่อไม่เห็น ก็บอกว่าเห็นบ้าง!
เมื่อเห็นก็บอกว่า ไม่เห็นบ้าง!
เป็นผู้กล่าวคำเท็จทั้งรู้อยู่
เพราะเหตุตนบ้าง
เพราะเหตุผู้อื่นบ้าง
เพราะเหตุเห็นแก่สิ่งเล็กน้อยบ้าง
(๕) เป็นผู้ส่อเสียด คือ
ได้ฟังข้างนี้แล้ว นำไปบอกข้างโน้น!
เพื่อทำลายพวกข้างนี้บ้าง!
หรือฟังข้างโน้นแล้ว นำไปบอกข้างนี้!
เพื่อทำลายพวกข้างโน้นบ้าง!
ยุพวกที่พร้อมเพรียงกันให้แตกกันไปบ้าง!
ส่งเสริมพวกที่แตกกันบ้าง!
ส่งเสริมพวกที่แตกกันแล้วบ้าง!
ชอบใจในคนที่แตกกันเป็นพวก!
ยินดีในความแตกกันเป็นพวก!
ชื่นชมในพวกที่แตกกัน
และกล่าววาจาที่ทำให้แตกกันเป็นพวก!
(๖) เป็นผู้มีวาจาหยาบ คือ
กล่าววาจาที่เป็นโทษหยาบ
อันเผ็ดร้อนแก่ผู้อื่น
อันขัดใจผู้อื่น
อันใกล้ต่อความโกรธ
ไม่เป็นไปเพื่อความสงบจิต
(๗) เป็นผู้กล่าวคำเพ้อเจ้อ คือ
พูดในเวลาไม่ควรพูด
พูดเรื่องที่ไม่เป็นจริง
พูดไม่เป็นประโยชน์
พูดไม่เป็นธรรม
พูดไม่เป็นวินัย
กล่าววาจา ไม่มีหลักฐาน
ไม่มีที่อ้าง ไม่มีที่สุด
ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ 
โดยกาลไม่สมควร
ดูกรพราหมณ์และคฤหบดีทั้งหลาย!
ความประพฤติไม่เรียบร้อย คือ
ความไม่ประพฤติธรรมทางวาจา ๔ อย่างเป็นอย่างนี้แล!
ดูกรพราหมณ์และคฤหบดีทั้งหลาย!
ก็ความประพฤติไม่เรียบร้อย คือ
ความไม่ประพฤติธรรมทางใจ ๓ อย่าง เป็นไฉน?
(๘) บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้มีความโลภมาก คือ
เพ่งเล็งทรัพย์
อันเป็นอุปกรณ์เครื่องปลื้มใจของผู้อื่นว่า
ขอของผู้อื่นพึงเป็นของเราเถิด ดังนี้!
(๙) เป็นผู้มีจิตพยาบาท คือ
มีความดำริในใจอันชั่วช้าว่า
ขอสัตว์เหล่านี้
จงถูกฆ่าบ้าง
จงถูกทำลายบ้าง
จงขาดสูญบ้าง
อย่าได้มีแล้วบ้าง ดังนี้!
(๑๐) เป็นผู้มีความเห็นผิด คือ
มีความเห็นวิปริตว่า
ผลแห่งทานที่ให้แล้ว ไม่มี
ผลแห่งการบูชา ไม่มี
ผลแห่งการเซ่นสรวง ไม่มี
ผลวิบากแห่งกรรมที่ทำดีและทำชั่ว ไม่มี
โลกนี้ ไม่มี โลกหน้า ไม่มี
มารดา ไม่มี บิดา ไม่มี
สัตว์ทั้งหลายที่เป็นอุปปาติกะ ไม่มี
สมณะและพราหมณ์ทั้งหลาย!
ผู้ดำเนินชอบ ปฏิบัติชอบ
ผู้ทำโลกนี้และโลกหน้าให้แจ้งชัด
ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง 
แล้วสั่งสอนให้ผู้อื่นรู้ 
ไม่มีอยู่ในโลก ดังนี้!
ดูกรพราหมณ์และคฤหบดีทั้งหลาย!
ความประพฤติไม่เรียบร้อย คือ
ความไม่ประพฤติธรรมทางใจ ๓ อย่าง เป็นอย่างนี้แล!
ดูกรพราหมณ์และคฤหบดีทั้งหลาย!
สัตว์บางพวกในโลกนี้
เข้าถึงอบายทุคติ วินิบาต และนรก
เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก
เพราะเหตุประพฤติไม่เรียบร้อย คือ
ไม่ประพฤติธรรม อย่างนี้แล!
พระไตรปิฎก(ฉบับหลวง)
เล่ม ๑๒ หน้า ๓๖๕