วันอังคารที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563

บุญจากการทำสมาธิ

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก ยิ่งให้ยิ่งได้ ยิ่งหวงยิ่งอด เราไม่หวงเราไม่อด หมดเดี๋ยวก็มา
'' ทำสมาธิ เป็นบุญที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ''
ทำสมาธิ เจริญสติ เป็นบุญที่ยิ่งใหญ่ที่สุด มากกว่าการบริจาคทานใดๆเป็นเพราะอะไร 
หลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญ  ท่านเคยพูดเสมอว่า
“อุปัชฌาย์ข้า (หลวงปู่กลั่น) สอนว่า ภาวนาได้เห็นแสงสว่างเท่าปลายหัวไม้ขีด ชั่วประเดี๋ยวเดียว เท่าช้างกระดิกหู งูแลบลิ้น ยังมีอานิสงส์มากกว่าตักบาตรจนขันลงหินทะลุ”
“หมั่นทำเข้าไว้ หมั่นทำเข้าไว้ ต่อไปจะได้เป็นที่พึ่งภายหน้า”
ท่านทั้งหลายลองคิดดูสิ ต้องตักรบาตร กี่เดือน กี่ปี ต้องเกิดมาตักบาตร อีกกี่ชาติ บาตรถึงจะทะลุ 
การนั่งสมาธิ ภาวนา จนจิตรวมลงเป็นสมาธิ 
ได้บุญมากก็เพระว่า ขณะที่เรานั่งสมาธิ อยู่เนี่ยนะ
เราไม่ได้ ก่อความเบียดเบียนใครใดๆเลย
ทั้งทางกาย วาจา และ ใจ  คิดไม่ดีกับใครก็ไม่คิด 
ด่าว่าใครเสียๆหายๆก็ไม่ได้ทำ ทำร้ายใครก็ไม่ได้ทำ 
มีสติอยู่กับปัจจุบัน มีศีลบริสุทธิ์ผุดผ่องเลยล่ะ 
ทั้งกาย วาจา ใจ ไม่ทำให้ตนเอง และ ผู้อื่นเดือดร้อนพระพุทธเจ้าท่านว่า เป็นมหาทาน อดีตที่ผ่านมาแล้ว ก็ไม่คิดถึง อนาคตเป็นสิ่งที่ยังมาไม่ถึง ก็ไม่ผว้าพะวง 
ใจไม่เศร้าหมอง เบิกบานใจ อิ่มอกอิ่มใจ 
ยิ่งพัฒนาสติ จนมีสติที่ตั้งมั่น จนเกิดปัญญา 
เข้าถึงวิปัสนาญาณ มองเห็นโลกตามความเป็นจริง
ด้วยปัญญา รู้ ตื่น เบิกบาน ทีนี้ล่ะนะ บุญอานิสงส์ยิ่งมากเป็นทวีคูณ 
บางคนไปวัด ทำบุญทำทาน ปฎิบัติธรรม 
แต่ไปพูดคุย นินทากัน พระให้รับศีล ก็รับศีล จิตก็คิด อยากว่าคนนั้น อยากว่าคนนี้ คนนั้นมันขวางหูขวางตาข้าซะจริงๆ คิดมากๆเข้าไม่มีสติ ขาดสติ 
ไหลไปตามความคิด ไปจับกลุ่มนินทากัน มีปัญหากันแล้วล่ะ จิตใจเศร้าหมอง ขุ่นเคืองใจ 
โบราณว่า มือถือสาก ปากถือศีล 
 นี่บาปกรรมแล้วนะ ท่านทั้งหลาย 
เห็นใหม อันใหนจะได้บุญมากกว่ากัน 
* ศีลจะบริสุทธิ์ ได้ต้อง ประกอบด้วย 3 อย่าง
* ไม่ทำให้ตนเอง และ ผู้อื่นเดือดร้อน  
* ทางกาย 
* ทางวาจา
* ทางใจ 
* ถ้าหากขาดอย่างใดอย่างนึงไปนั้นศีลยังไม่บริสุทธิ์ 
................................

จักรวาล

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก ยิ่งให้ยิ่งได้ ยิ่งหวงยิ่งอด เราไม่หวงเราไม่อด หมดเดี๋ยวก็มา
“จักรวาล” ในจินตนาการของช่างศิลป์ไทย 🪐
“พระคิริมานนทสูตร” อธิบายเกี่ยวกับจักรวาลไว้ว่า เบื้องล่างสุดใต้ชั้นลมลงไปเป็นความว่างเปล่าหาที่สุดมิได้ และเบื้องบนสุดเหนือพรหมโลกขึ้นไปก็เป็นความว่างเปล่าหาที่สิ้นสุดมิได้เช่นกัน
แต่ละจักรวาลประกอบด้วย เขาสิเนรุเป็นแกนกลาง เชิงเขามีทวีปใหญ่ 4 ทวีป ทวีปน้อย 2000 ทวีป เบื่้องล่างมีมหานรก 8 ขุม และนรกบริวาร บนเขาสิเนรุมีสวรรค์ 6 ชั้น มีพรหมโลก ประกอบด้วย รูปภูมิ 16 ชั้น และอรูปภูมิอีก 4 ชั้น โดยโลกมนุษย์ เป็นเพียงทวีปหนึ่งใน 4 ทวีปใหญ่เท่านั้น เรียกว่า "ชมพูทวีป"
ภูเขาจักรวาลที่โอบล้อมจักรวาลนั้นเป็นภูเขาทิพย์ สูง ๘๒,๐๐๐ โยชน์ จึงเรียกรวมสรรพสิ่งในขอบเขตของภูเขาลูกนี้ว่า “จักรวาล” และมีจักรวาลจำนวนมาก จึงมีขอบของเขาจักรวาล ๓ จักรวาลที่สัมผัสกัน ระหว่างจักรวาลทั้งสามนั้นจึงมีช่องว่าง เรียกว่า "โลกันตนรก" แปลว่า "นรกที่อยู่ระหว่างโลกธาตุ"
พระสูตรเดิม (จูฬนีสูตร) กล่าวถึงเขาสิเนรุว่า ยอดเขาสิเนรุเป็นที่ตั้งของสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ส่วนสวรรค์ชั้นอื่นๆ รวมไปถึงมหาทวีปทั้งสี่ ก็ตั้งอยู่รายล้อมขุนเขาแห่งนี้
สวรรค์ 6 ชั้น ได้แก่ 
๑. จตุมหาราชิกา 
๒. ดาวดึงส์ 
๓. ยามา 
๔. ดุสิต 
๕. นิมมานนรดี 
๖. ปรนิมมิตวสวตี เรียงตามลำดับความสูงจากน้อยไปมาก สวรรค์ชั้นจตุมหาราชิกา ปกครองโดยท้าวจตุโลกบาลทั้ง ๔ องค์ 
สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ มีพระอินทร์เป็นผู้ปกครอง และมี ‘พระจุฬามณีเจดีย์’ พระเจดีย์ที่บรรจุพระเกศาของเจ้าชายสิทธัตถะ สวรรค์ตั้งแต่ชั้นยามาเป็นต้นไปจะอยู่สูงกว่าดวงอาทิตย์ ทำให้ต้องอาศัยแสงสว่างจากแก้วทิพย์วิมานและรัศมีของเทพเท่านั้น 
พรหมโลก คือภพภูมิที่อยู่เหนือขึ้นไปจากสวรรค์ ผู้ที่สำเร็จฌานเมื่อตายก็จะเข้าถึงชั้นนี้ โดยพรหมโลกแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ “รูปาวจรภูมิ” มี 16 ชั้น พรหมในภูมินี้จะมีกายทิพย์ รูปร่างใหญ่โตงดงามเกินพรรณา และ “อรูปาวจรภูมิ” มี 4 ชั้น ที่พรหมจะเหลือเพียงดวงจิตไม่มีรูปร่าง

ทำบุญให้ได้อานิสงส์มาก

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก ยิ่งให้ยิ่งได้ ยิ่งหวงยิ่งอด เราไม่หวงเราไม่อด หมดเดี๋ยวก็มา
ทำบุญอย่างไรถึงจะมีบุญอานิสงส์มาก มารู้จัก "เนื้อนาบุญ" กัน 
พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ทรงแบ่งลำดับของเนื้อนาบุญ
ลำดับอานิสงส์ ต่ำสุดไปสูงสุด ดังนี้อานิสงส์ของทานตามลำดับ
1. ทำทานแก่สัตว์เดรัจฉาน 100 ครั้ง
ผลบุญ ยังไม่เท่ากับ ให้ทาน คนทุศีล เพียงครั้งเดียว
2. ทำทานแก่มนุษทุศีล(ไม่มีศีล) 100 ครั้ง
ผลบุญ ยังไม่เท่ากับ ให้ทาน ผู้ที่มีศีล 5 เพียงครั้งเดียว
3. ทำทานแก่ผู้ที่มีศีล๕ 100 ครั้ง
ผลบุญ ยังไม่เท่ากับ ให้ทาน ผู้ที่มีศีล 8 เพียงครั้งเดียว
4. ทำทานแก่ผู้ที่มีศีล ๘ 100 ครั้ง
ผลบุญ ยังไม่เท่ากับ ถวายทาน สามเณร เพียงครั้งเดียว
5. ถวายทานแก่สามเณร 100 ครั้ง
ผลบุญ ยังไม่เท่ากับ ถวายทาน พระสมมติสงฆ์ เพียงครั้งเดียว
6. ถวายทานแก่พระสมมติสงฆ์ 100 ครั้ง
ผลบุญ ยังไม่เท่ากับ ถวายทาน พระโสดาบัน เพียงครั้งเดียว
7. ถวายทานแก่พระโสดาบัน 100 ครั้ง
ผลบุญ ยังไม่เท่ากับ ถวายทาน พระสกิทาคามี เพียงครั้งเดียว
8. ถวายทานนแก่พระสกิทาคามี 100 ครั้ง
ผลบุญ ยังไม่เท่ากับ ถวายทาน พระอนาคามี เพียงครั้งเดียว
9. ถวายทานนแก่พระอนาคามี 100 ครั้ง
ผลบุญ ยังไม่เท่ากับ ถวายทาน พระอรหันต์ เพียงครั้งเดียว
10. ถวายทานแก่พระอรหันต์ 100 ครั้ง
ผลบุญ ยังไม่เท่ากับ ถวายทาน พระปัจเจกพุทธเจ้า เพียงครั้งเดียว
11. ถวายทานแก่พระปัจเจกพุทธเจ้า 100 ครั้ง
ผลบุญยังไม่เท่ากับ ถวายทาน องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
เพียงครั้งเดียว
12. ถวายทานแก่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า 100 ครั้ง
ผลบุญยังไม่เท่ากับ ถวายสังฆทานที่มีองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
เป็นประธาน เพียงครั้งเดียว
13. ถวายสังฆทานที่มีองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นประธาน
100 ครั้ง ผลบุญยังไม่เท่ากับ การถวายวิหารทาน เพียงครั้งเดียว
14. ถวายวิหารทาน 100 ครั้ง ผลบุญยังไม่เท่ากับการ ให้ธรรมทาน ให้ธรรมะ เพียงครั้งเดียว
15. การให้ธรรมทาน 100 ครั้ง ผลบุญ ยังไม่เท่ากับ การให้อภัยทาน แม้เพียงครั้งเดียว
-มีอะไรที่อานิสงส์มากกว่าสิ่งที่กล่าวมานี้อีกใหม
พระพุทธองค์ตอบว่ามี คือ มหาทาน
งดเว้นจากการเบียดเบียน ไม่ทำให้ตนเอง
และ ผู้อื่นเดือดร้อน มีศีลบริสุทธิ์ ด้วยตนเอง
เป็นมหาทาน อานิสงส์มากกว่าที่กล่าวมาทั้งหมด
และ มีอะไรอานิสงส์มากกว่ามหาทานอีกใหม
พระพุทธองค์ตอบว่ามี คือ การเห็นโลกตามความเป็นจริง
มีสัมมาสติ สัมมาสมาธิ เข้าสู่ญาณขั้นตามลำดับ จนถึงขั้นของวิปัสนาญาณ รู้แจ้งอริยสัจ 4 อานิสงส์มากที่สุด
**Credit : Tum Muanglung Tapan

พระแก้วมรกต

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก ยิ่งให้ยิ่งได้ ยิ่งหวงยิ่งอด เราไม่หวงเราไม่อด หมดเดี๋ยวก็มา
เปลี่ยนเครื่องทรง “พระแก้วมรกต” โบราณราชประเพณีแห่ง “จักรีบรมมหาราชวงศ์”
เครื่องทรงพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร เป็นเครื่องทรง 3 ฤดู ของพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากรหรือพระแก้วมรกต ซึ่งเป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ที่เป็นศูนย์รวมจิตใจของพุทธศาสนิกชน ประดิษฐานอยู่ ณ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม เครื่องทรงแรกเริ่มจัดสร้างขึ้นด้วยพระราชศรัทธาในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก และพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว แห่งพระบรมราชวงศ์จักรีวงศ์
ต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชเครื่องทรงฯ ทั้ง 3 ฤดู มีสภาพชำรุดยากแก่การซ่อมบูรณะให้สวยงามเหมือนเช่นอดีต ประจวบกับในขณะนั้นเป็นวโรกาสมหามงคลที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชทรงครองสิริราชสมบัติครบ 50 ปี ในวันที่ 9 มิถุนายน 2539 กรมธนารักษ์ผู้รับผิดชอบในการดูแลรักษาเครื่องทรงฯ ได้นำความขึ้นกราบบังคมทูลขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตดำเนินการจัดสร้างเครื่องทรงพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร 3 ฤดู ชุดใหม่แทนเครื่องทรงชุดเดิม เพื่อถวายเป็นพุทธบูชาและเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในโรกาสดังกล่าว โดยเครื่องทรงชุดใหม่นี้เป็นชุดที่ใช้ในพระราชพิธีเปลี่ยนเครื่องทรงในปัจจุบัน
พระมหากษัตริย์แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์จะทรงประกอบพระราชพิธีเปลี่ยนเครื่องทรงพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากรในวันเริ่มฤดูเป็นประจำทุกปี กรณีที่ทรงติดพระราชภารกิจอื่นไม่อาจเสด็จด้วยพระองค์เองได้ จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระบรมวงศานุวงศ์เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ สำหรับกำหนดเสด็จพระราชดำเนินในการพระราชพิธีเปลี่ยนเครื่องทรงพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร มีดังนี้
ฤดูร้อน กำหนดวันแรม 1 ค่ำ เดือน 4 ราวเดือนมีนาคม
ฤดูฝน กำหนดวันแรม 1 ค่ำ เดือน 8 ราวเดือนกรกฎาคม หรือหากปีใดเป็นปีอธิกมาส จะเลื่อนเป็นวันแรม 1 ค่ำ เดือน 8 หลัง ซึ่งจะตรงกับวันเข้าพรรษา ของทุกปี
ฤดูหนาว กำหนดวันแรม 1 ค่ำ เดือน 12 ราวเดือนพฤศจิกายน
องค์ประกอบของเครื่องทรงชุดปัจจุบัน
ฤดูหนาว - ใช้อัญมณีในการจัดสร้างเครื่องทรงพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากรฤดูหนาว ชุดใหม่ รวมทั้งหมด 15,868 เม็ด น้ำหนัก 2,863.44 กะรัต น้ำหนัก 572.68 กรัม น้ำหนักลงยา 27.69 กรัม น้ำหนักทองสุทธิ 5,579.50 กรัม รวมน้ำหนักเครื่องทรงพระพุทธมณีรัตนปฏิมากรฤดูหนาวชุดใหม่ 6,179.87 กรัม
ฤดูร้อน - ใช้อัญมณีในการจัดสร้างเครื่องทรงพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากรฤดูร้อน ชุดใหม่ รวมทั้งหมด 6,297 เม็ด น้ำหนัก 2,132.81 กะรัต น้ำหนัก 426.56 กรัม น้ำหนักลงยา 166.24 กรัม น้ำหนักทองสุทธิ 7,145.00 กรัม รวมน้ำหนัก 7,737.80 กรัม
ฤดูฝน - ใช้อัญมณีในการจัดสร้างเครื่องทรงพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากรฤดูฝน ชุดใหม่ รวมทั้งหมด 15,388 เม็ด น้ำหนัก 694.98 กะรัต น้ำหนัก 139.00 กรัม น้ำหนักลงยา 153.54 กรัม น้ำหนักทองสุทธิ 7,913.84 กรัม รวมน้ำหนัก 8,206.38 กรัม

วันจันทร์ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563

คาถาหลวงพ่อพรหมสร(รอด)บ้านไพ

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก ยิ่งให้ยิ่งได้ ยิ่งหวงยิ่งอด เราไม่หวงเราไม่อด หมดเดี๋ยวก็มา
๑ อุตธัง อัตโธ โทอุตธัง อัตอุดฯ(ของหลวงพ่อ) สำหรับใช้ในการทั่วไปแลฯ
ใช้ภาวนากลั้นใจเด็ดใบไม้ให้เป็นรูปพอพาน"พ" เวลาเข้าผจญอันตราย สู้ เหน็บไว้ข้างหน้า, ถอย ให้เหน็บไว้ด้านหลัง หรือบริกรรมควบกับเหรียญรูปเหมือนของท่านก็จะประเสริฐสุดแลฯ
.........
๒ พรหมสาโร กิตติคุโณ สิทธิกิจจัง
สิทธิกัมมัง สิทธิการิยะ พรหมสาโร
พุทธังโหม ธัมมังหอม สังฆังห้อมล้อม
ประสิทธิเม พุทธังคุ้ม ธัมมังกัน สังฆังรักษา สัพพะอันตะรายา ปิวินัสสันติฯ
สำหรับใช้ภาวนาก่อนนำเหรียญหลวงพ่อคล้องคอ ประเสริฐนักแลฯ
.........
๓ นะมะพะทะ นะชาลีติ ประสิทธิลาภา
ปะสันนะจิตตา สัทธาโหนติ
ปิยังปัพพะฯ
ใช้สวดมนต์ภาวนานอน และภาวนาหาลาภ และเศกน้ำล้างหน้าก่อนออกไปประกอบอาชีพดำเนินกิจการงานทั่วไป
ประเสริฐนักแลฯ
(อย่าลืมน้อมใจตั้ง นะโม ๓ จบ ก่อนภาวนาคาถาทุกครั้ง และทุกบทที่จะใช้คาถานี้)

อนุสติ ๑๐

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก ยิ่งให้ยิ่งได้ ยิ่งหวงยิ่งอด เราไม่หวงเราไม่อด หมดเดี๋ยวก็มา
อนุสสติ 10 หมายถึง กรรมฐานเป็นเครื่องระลึกถึง มี 10 อย่าง ได้แก่
๑. พุทธานุสสติ การระลึกถึงพระคุณของพระพุทธเจ้า (พุทธะ+อนุสสติ=พุทธานุสสติ)
๒. ธัมมานุสสติ การระลึกถึงพระคุณของพระธรรม
๓. สังฆานุสสติ การระลึกถึงพระคุณของพระสงฆ์
๔. สีลานุสสติ การระลึกถึงศีลที่ตนรักษา
๕. จาคานุสสติ การระลึกถึงทาน ความดีที่ตนสร้างไว้
๖. เทวตานุสสติ การระลึกถึงคุณที่ทำให้คนเป็นเทวดา เช่น หิริ โอตตัปปะ และพระคุณของพ่อแม่ที่เป็นเทวดาของบุตรธิดา เทวดาหรือบุคลที่เคารพนับถือ
๗. อุปสมานุสติ การระลึกถึงพระคุณของพระนิพพาน
๘. มรณสติ การระลึกถึงความตายที่สัตว์โลกย่อมประสบ
๙. อานาปานสติ การระลึกถึงลมหายใจเข้าออก (อานาปาน + อนุสสติ = อานาปานุสสติ)
๑๐. กายคตาสติ การระลึกถึงความไม่งามปฏิกูลของอาการ 32 มีผม ขน เล็บ ฟัน หนัง (ปัญจตจกรรมฐาน)
เป็น 10 กรรมฐานในกรรมฐาน 40 กองได้แก่ กสิน 10, อนุสสติ 10, อสุภะ 10, พรหมวิหาร 4, อรูปฌาน 4 จตุธาตุววัตถาน1 อาหาเรปฏิกูลสัญญา 1
วิสุทธิมรรคระบุว่า พุทธานุสสติ ธัมมานุสสติ สังฆานุสสติ สีลานุสสติ จาคานุสสติ เทวตานุสติ อุปสมานุสติ มรณานุสสติ เป็นอารมณ์นิมิตรทำสมาธิได้สูงสุดที่ระดับอุปจาระสมาธิ กายคตานุสสติเป็นอารมณ์นิมิตรทำสมาธิได้สูงสุดที่ระดับปฐมฌาน(ฌาน1) และอานาปานุสสติเป็นอารมณ์นิมิตรทำสมาธิได้สูงสุดที่ระดับจตุตถฌาน(ฌาน4)

วันอาทิตย์ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563

นกแขกเต้า

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก ยิ่งให้ยิ่งได้ ยิ่งหวงยิ่งอด เราไม่หวงเราไม่อด หมดเดี๋ยวก็มา
มีเรื่องเล่าว่า นกแขกเต้าฝูงหนึ่งบินไปกินข้าวในที่นาแห่งหนึ่งอยู่เป็นประจำ และในเวลากลับนกแขกเต้าตัวหนึ่งจะคาบเอารวงข้าวกลับไปด้วยวันละ ๓ รวง ชาวนาเกิดความสงสัยจึงดักจับนกตัวนั้นมาถาม นกแขกเต้าตอบว่า ข้าวทั้ง ๓ รวงที่คาบไปนี้ รวงหนึ่งเอาไป
๑.ใช้หนี้เก่า 
คือเอาไปให้พ่อแม่กิน เพราะท่านเป็นผู้ให้กำเนิดและเลี้ยงดูเราจนเติบโต จึงเป็นหนี้บุญคุณที่ต้องตอบแทน อีกรวงหนึ่งเอาไป ๒. ให้เขากู้ 
คือเอาไปให้ลูกหลานกิน ในฐานะที่เราเป็นผู้ให้กำเนิดก็ต้องเลี้ยงดูเขาให้ดี ต่อไปเขาจะได้กลับมาเลี้ยงดูเราบ้าง ส่วนอีกรวงหนึ่งเอา
๓. ไปฝังไว้ คือเอาไปฝากเพื่อนนกด้วยกัน เพราะบางตัวแก่ชรา บางตัวพิการ ต้องอดอยากน่าสงสาร จึงคาบเอาไปฝากนกพวกนี้ด้วย
ชาวนาได้ฟังคำอธิบายแล้วก็เกิดความเลื่อมใส