วันอังคารที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563

เจดีย์ศรีธาตุวัดเตาเหล็กพนมสารคาม

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก ยิ่งให้ยิ่งได้ ยิ่งหวงยิ่งอด เราไม่หวงเราไม่อด หมดเดี๋ยวก็มา
พุทธศิลป์ลาวแบบ “พระธาตุหลวงเวียงจันทน์” ที่วัดเตาเหล็ก พนมสารคาม 
อาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม ได้เคยกล่าวไว้ในบทความเรื่อง “ลาวเมืองไทย” ว่า “...การเข้ามาในดินแดนไทยของคนลาวนั้น อาจจะกล่าวได้ว่าเข้ามาในลักษณะสองอย่างด้วยกัน คืออย่างแรกเป็นการอพยพเข้ามาลี้ภัยตั้งเป็นบ้านเป็นเมือง ส่วนใหญ่จะกระจายอยู่ตามท้องถิ่นต่าง ๆ ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ส่วนอย่างที่สองคือถูกกวาดต้อนเข้ามา ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะถูกนำมาอยู่ในเขตจังหวัดภาคกลาง บรรดาคนลาวที่เข้ามาสองลักษณะนี้ หากทำการศึกษาให้ละเอียดแล้วก็จะพบว่าเป็นกลุ่มคนที่มีเผ่าพันธุ์และถิ่นฐานต่าง ๆ กัน หาได้เป็นพวกเดียวทั้งหมดไม่..."
ในช่วงกลางพุทธศตวรรษที่ 23  ณาจักรล้านช้าง หรือ “กรุงศรีสัตนาคนหุต” แยกออกเป็น 3 อาณาจักรคืออาณาจักรหลวงพระบาง อาณาจักรเวียงจันทน์และอาณาจักรล้านช้างจำปาศักดิ์  จนถึงสมัยของเจ้าอนุวงศ์แห่งนครเวียงจันทน์ ในปี พ.ศ. 2369 และปี พ.ศ. 2371 จึงได้เกิดสงครามครั้งใหญ่กับอาณาจักรสยาม ฝ่ายลาวพ่ายแพ้ หลังจากสงครามยุติลง พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงมีพระดำริให้ทำลายนครเวียงจันทน์ทิ้งเสีย เพื่อมิให้รวบรวมผู้คนได้อีก ดังพระราชดำรัสของสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวความว่า
 "... เมืองเวียงจันทน์นี้เป็นกบฏมาสองครั้งแล้ว ไม่ควรจะเอาไว้เป็นบ้านเป็นเมืองให้อยู่สืบไป ให้กลับไปทำลายล้างเสียให้สิ้น...” 
สงครามระหว่างราชอาณาจักรสยามและลาวในครั้งนั้นใหญ่หลวงมาก ตัวเมืองเวียงจันทน์ได้ถูกทำลายจนกลายเป็นเมืองร้าง ยกเว้นแต่วัดวาอารามบางแห่ง ผู้คนพลเมืองก็ถูกไล่กวาดเข้าต้อนเข้ามาอยู่ในประเทศสยาม    แยกกระจัดกระจายไปตามหัวเมืองต่าง ๆ  เช่น สระบุรี ลพบุรี พนัสนิคม ปราจีนบุรี นครชัยศรี ชัยนาท อุทัยธานี สุพรรณบุรี เพชรบุรี สุโขทัย ฯลฯ เพื่อลดอำนาจทางการทหารและการเมืองของล้านช้าง ทั้งยังเสริมกำลังแรงงานไพร่ให้กับทางกรุงเทพ ฯ อีกด้วย
พวกลาวจากเมืองเวียงจันทน์และเมืองพวนถูกกวาดต้อนครัวเรือนลงมาหลังสงครามเจ้าอนุวงศ์  ถูกนำไปไว้ทางตะวันออกของพระนคร โดยเฉพาะบริเวณเมืองนครนายก เมืองประจิมทบุรี (ปราจีนบุรี) เมืองฉะเชิงเทรา เมืองพนมสารคามและเมืองพนัสนิคม เพื่อใช้เป็นไพร่พลหากเกิดสงครามกับฝ่ายเขมรและญวน ซึ่งเชลยชาวลาวทุกคนจะถูกสักเลกข้อมือเพื่อสังกัดมูลนายในระบบไพร่ ตามแบบชาวสยาม โดยมีปลัดเมือง จางวางลาว นายกองลาวและปลัดกองลาวเป็นมูลนาย แต่ก็อยู่ใต้การปกครองของเสนาบดีเจ้าสังกัด เจ้าเมือง และกรมการเมืองที่เป็นชาวสยาม  เลก (ไพร่) ลาวเวียง- ลาวพวน ในเขตพนมสารคาม ได้รับหน้าที่เป็นแรงงานไพร่สม (ทำงานหลวง) เข้าเดือน ส่วยเร่ว (กระวาน - หมากแหน่ง) ส่วยทองคำ ส่วยช้าง โคกระบือ ส่วยผลผลิตจากไร่นา เป็นกองด่านรักษาเขตแดน เป็นแรงงานในการซ่อมแซมวัดและวัง
------------------------------------------------
*** กลุ่มชาวลาวที่เคยอาศัยอยู่ในเขตเมืองจันทบุรี – เวียงจันทน์ ศูนย์กลางของราชสำนักลาว ถูกเรียกว่า “ลาวเวียง” นิยมตั้งถิ่นฐานบนที่ราบลุ่มติดกับลำน้ำใหญ่เพื่อการเพาะปลูกข้าว เช่นเดียวกับการตั้งถิ่นฐานริมแม่น้ำโขง  ชาวลาวเวียงมีความเชื่อความศรัทธาในพระพุทธศาสนา  นิยมใช้ตัวไทยน้อย (ลาว) อักษรธรรม อักษรขอม ในภาษาบาลี ในการจดบันทึกเรื่องราวต่าง ๆ ในหนังสือผูกใบลานและสมุดไทยที่ทำมาจากกระดาษสา  ทั้งเรื่องราวเกี่ยวข้องกับพระธรรมทางพุทธศาสนา ตำนาน คาถา ยันต์ ตำรายา วิธีการรักษาโรค การดูฤกษ์ยาม โชคชะตา ชาดกและนิทานพื้นบ้าน อย่างเรื่องจำปาสี่ต้น การะเกด นางแตงอ่อน ไก่แก้วและเซียงเมี่ยง (ศรีธนญชัย)  เล่านิทานเป็นมุขปาฐะอย่างเรื่องพระรถ – เมรี ท้าวอู่ทอง - อู่ไท มีประเพณีสำคัญในอำนาจเหนือธรรมชาติและพุทธศาสนาตามคติ “ฮีต 12 คอง 14” ทั้งบุญข้าวเม่า สู่ขวัญข้าว บุญข้าวหลาม-ข้าวเกรียบ บุญบั้งไฟ บุญกลางบ้าน-เลี้ยงผีศาลปู่ตา บุญเข้าพรรษา-สู่ขวัญพระ บุญห่อข้าวประดับดิน บุญข้าวสาก บุญพระเวส บุญกฐิน บุญเข้ากำ บุญคูนลาน บุญข้าวจี่  บุญสรงน้ำ บุญซำฮะ บุญกระยาสารท (สารทลาว) บุญไต้หางประทีป (ออกพรรษา) 
ในช่วงต้นสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ พ.ศ. 2403 ได้ทรงโปรดเกล้าฯ ให้เกลี้ยกล่อมชาวลาวเวียงจากถิ่นอื่น ๆ ให้ย้ายมารวมกันที่เมืองพนมสารคามเป็นกลุ่มใหญ่ เป็นการเคลื่อนย้ายถิ่นฐานของชาวลาวเวียงเป็นครั้งสุดท้ายในหลักฐานบันทึกทางประวัติศาสตร์
------------------------------------
*** วัดเตาเหล็ก ตั้งอยู่ที่ริมคลองท่าลาด ตำบลพนมสารคาม อำเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นวัดที่สร้างขึ้นโดยชาวลาวเวียง ช่วงหลังปี พ.ศ. 2371  เป็นชุมชนที่ยังคงใช้ชื่อนาม “บ้านเตาเหล็ก” ตามชื่อบ้านเดิม ที่เคยเป็นชุมชนถลุงเหล็ก เมื่อครั้งยังอาศัยอยู่ในเวียงจันทน์
จุดเด่นของความเป็นลาวเวียง ที่คงเหลืออยู่ในปัจจุบันของวัดเตาเหล็กก็คือ “สิม” หรืออุโบสถแบบลาว ตั้งติดกับริมคลองท่าลาด ที่มีขนาดไม่ใหญ่นัก ปรากฏร่องรอยภาพเขียนสีบนผนังด้านนอกจากยุคเริ่มแรก เป็นเรื่องราวพระเวสสันดรชาดก ต่อมาก็มีการกลบสีและวาดรูปขึ้นใหม่ ส่วนด้านในมีร่องรอยของภาพการตั้งถิ่นฐานและขบวนภาพการขี่สัตว์นานาชนิด ที่เล่าว่าเป็นขบวนเดินทางอพยพของชาวลาวเวียง รวมทั้งภาพการต่อสู้ระหว่างควายแดงและควายดำควาย (ทรพีและทรพา) อีกทั้งยังมีพระพุทธรูปสำริดปางมารวิชัย “หลวงพ่อสัมฤทธิ์” ยอดพระเกตุมาลาแตกปลีแทรกหน่อเป็นพุ่มขนาดใหญ่เหนือพระเมาลี (หม่อมกะโหลก) พระดัชนีเรียวยาว ประดิษฐานบนฐานไม้สูงคอดเอวแบบขันหมากลาวที่สลักลายผ้าทิพย์สามเหลี่ยมล้อมรอบด้วยลายบัวรวน และพระยืนปางเปิดโลกสลักไม้ (หลวงพ่อหลวง) พุทธศิลป์นิยมแบบลาวพื้นเมืองหลงเหลืออยู่ 
เจดีย์ “ศรีธาตุ” ของวัดเตาเหล็ก เป็นพระเจดีย์ที่แสดงความเป็นลาวเวียงจันทน์ได้อย่างชัดเจนที่สุดของชุมชนลาวเวียงในเขตเมืองพนมสารคาม ด้วยเพราะยังคงรักษาสถาปัตยกรรมระดับช่างหลวง ตามแบบพระธาตุหลวงเวียงจันทน์ หรือ “พระเจดีย์โลกะจุฬามณี” ไว้อย่างชัดเจน
ภาพเก่าสุดของพระธาตุหลวงหลวงวียงจันทน์ เป็นภาพวาดของลายเส้นโดย “หลุยส์ เดอลาพอร์ต” (Louis Delaporte) นักสำรวจและจิตรกรชาวฝรั่งเศส ในคณะนักสำรวจแม่น้ำโขงของฝรั่งเศสในช่วงปี พ.ศ. 2409- 2411  ที่บันทึกว่า “... เวียงจันทน์ขณะนี้มีสภาพเป็นป่ารกทึบ เต็มไปด้วยต้นไม้ขึ้นปกคลุม ปราศจากผู้คนอยู่อาศัย...”  ต่อมาในช่วงปี พ.ศ. 2417 กองทัพจีนฮ่อจากทางเหนือได้ยกพวกเข้ามายึดเวียงจันทน์และข้ามแม่น้ำโขงมาตีเมืองหนองคาย เมืองเวียงจันทน์ได้ถูกกองทัพจีนเผาทำลายครั้งใหญ่ มีการปล้นสะดม ขุดเจดีย์เพื่อค้นหาของมีค่า ขุดจนพระธาตุหลวงเวียงจันทน์พังทลายลงมา แต่ในภายหลังจึงได้มีการสร้างขึ้นใหม่ตามรูปแบบเดิม    
พระธาตุหลวงเวียงจันทน์ เป็นงานสถาปัตยกรรมแบบลาว (ช่าง) หลวง มีฐานใหญ่เป็นอาคารผังสี่เหลี่ยม ขนาด 68 * 69 เมตร ลักษณะคล้ายอาคารอูบมุง ยกระเบียงขึ้นสูงโดยรอบ 2 ชั้น ประดิษฐานเจดีย์บริวารจำนวน 30 องค์  ทำให้เห็นแต่ส่วนหลังคาลาดโค้ง (หลังเต่า) มีสันสี่ด้าน เหนือหลังคาเป็นฐานบัวกลุ่ม ทำเป็นกลีบตั้งแบบกลีบบัวหงายซ้อน เหนือขึ้นไปเป็น ชุดฐาน “เอวขัน” (พาน-ขันหมากแบบลาว) คอดเอว (เอวขอดขันปากพาน) ปากพานผาย (เหวอ) ออกเป็นฐานรองรับจอมธาตุ ที่เป็นองค์ระฆังทรงโกศตั้ง – บัวเหลี่ยมหรือดวงปลี ยอดบนเป็นฝาโกศทรงโค้งหลังเต่า จบด้วยปราสาทซ้อนชั้นยอดแหลม
----------------------------------------------
*** เจดีย์ศรีธาตุที่วัดเตาเหล็ก ส่วนฐานทำเป็นพานขันหมากคอดเอว (ส่วนตีนลาดของขันหมากไม้ จะใหญ่กว่าส่วนปากพานที่ผาย-เหวอออก) เรียงซ้อนพานลดหลั่นขึ้นไป 3 ชุด รองรับฐานและองค์ระฆังทรงโกศลาว – ดวงปลี – บัวเหลี่ยม ยอดเป็นฝาสี่เหลี่ยมจบด้วยบัวกกลุ่มรองรับปลียอดแหลม
การใช้ “พาน-ขันหมากไม้แบบคอดเอว – เอวชัน (ขันธ์)”  มาประกอบในงานสถาปัตยกรรมเพื่อรองรับสิ่งของสำคัญบนยอดสุดของพาน เป็นเอกลักษณ์ของงานสถาปัตยกรรมแบบลาว (หลวง) เวียงจันทน์อย่างแท้จริง  
เจดีย์ศรีธาตุ วัดเตาเหล็ก เมืองพนมสารคาม  เป็นสถาปัตยกรรมของชาวลาวที่ถูกกวาดต้อนมาจากเมืองเวียงจันทน์ ที่พวกเขาได้สร้างพระธาตุล้อ (เลียนแบบ)  “พระธาตุหลวงเวียงจันทน์” ขึ้นเพื่อเป็นศูนย์รวมจิตใจในความเชื่อทางพุทธศาสนา ตามกำลังของกลุ่มชนลาวเวียงที่มีอยู่ริมลำน้ำท่าลาด ไว้ในยามคิดถึงบ้านที่ต้องพลัดพรากจากมาแสนไกล ไม่อาจจะหวนคืนกลับไป ...ได้อีกตลอดกาล
เครดิต;
วรณัย  พงศาชลากร
EJeab  Academy
เพราะทุกที่มีเรื่องราวและเรื่องเล่า  

วันอาทิตย์ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563

พระสทาศิวะ

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก ยิ่งให้ยิ่งได้ ยิ่งหวงยิ่งอด เราไม่หวงเราไม่อด หมดเดี๋ยวก็มา
ประติมากรรม “พระสทาศิวะ” คติฮินดูในอยุธยา 
“พระสทาศิวะ” (Sadāshiva –Sadāśiva) หรือ “สทาศิวะมูรติ” (Sadāśivamūrti)  คือ “องค์ปรเมศวร (Paraméshvara) - เทพผู้เป็นปฐมนิจนิรันดร์” ทรงเป็น “วิทยาเทศะ” (Vidyādeha) ผู้บริสุทธิ์ปราศจากมลทิน 
คติพระสทาศิวะในอินเดียโบราณ จะหมายถึงพลังทั้ง 3 อันประกอบ “ผู้สร้าง ผู้พิทักษ์และผู้ทำลาย”  ปรากฏรูปลักษณ์ทางศิลปะครั้งแรกเป็นรูปพระสทาศิวะ 3 พระพักตร์ ถือตรีศูล บนภาพวาดบนแผ่นดินเผา (Panel fragment) ในงานศิลปะแบบคันธาระ ยุคราชวงศ์กุษาณะ ในพุทธศตวรรษที่ 7 - 8  ซึ่งในเวลานั้น พระศิวะยังคงมีพระนามว่าเทพ Oesho 
ต่อมาเมื่อเกิดคณะอิศวร (Ishvara - Īśvara) ที่พัฒนาเป็น “ไศวะนิกาย” (Shaivism) ในช่วงต้นราชวงศ์คุปตะในอินเดียเหนือ คติความนิยมและรูปลักษณ์ทางศิลปะของพระสทาศิวะ (พระผู้เป็นปฐมปรมาตมันอันเป็นนิจนิรันดร์ – พระศิวะผู้เป็นใหญ่) ได้แตกออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือแบบ 3 พระพักตร์ตามแบบเดิมและแบบ 5 พระพักตร์ ที่พัฒนารายละเอียดในคติพระสทาศิวะมากขึ้นกว่าเดิม  โดยพระพักตร์ทั้ง 5 “ปัญจมุข” (Panchavaktra – Pancha mukha) หมายถึง “ เทพทั้ง 5 - ปัญจพราหมณ์ทั้ง 5 (Panchabrahmas) -ธาตุทั้ง 5-พลังทั้ง 5 (ปัญจกฤตยะ  – Panchakritya) -ทิศทั้ง 5 และปรัชญาทั้ง 5”  
1 พระพักตร์บนยอดเศียรคือพระพักตร์แห่ง “พระสทาศิวะ” (วรรณะสีคริสตัลใส)- พราหมณ์ อิศานมูรธะ (Īśānamūrdha) - อากาศธาตุ- พระภาคแห่งผู้ประทานพรศักดิ์สิทธิ์–ผู้ประทับอยู่เหนือสุด (ทิศบน) 
2. “พระมเหนทร-มหาเทพ” (Mahādeva- วรรณะขาวอมเหลือง) พราหมณ์ตัตปรุษศวัคตรา (Tatpuruṣavaktra) - ลม (วายุ –Vāyu)  พระภาคแห่งผู้ปกปักษ์รักษา- มองไปทางทิศตะวันออก
3. “พระไภรวะ” (Bhairava- วรรณะฟ้า) -พรามหณ์อโฆระหารัทยะ (Aghorahṛdaya) – ไฟ – พระภาคแห่งผู้ทำลาย-มองไปทางทิศใต้
4. “พระศักติ” (śakti – วรรณะม่วงหญ้าฝรั่น) พราหมณ์วามเทพคุหยะ (Vāmadevaguhya) – น้ำ – พระผู้สร้าง (ครรภะ) – มองไปทางทิศเหนือ
5.  “พระนนทิ” (Nandi – วรรณะแสงแห่งจันทรา) - พราหมณ์สัทโยชาตะมูรติบาท  (Sadyojātamurti (Pāda)-ดิน-พระผู้เป็นมายา-มองไปทางทิศตะวันตก
---------------------------------------------
*** ในอินเดียโบราณ กลับปรากฏความนิยมในรูปลักษณ์ทางศิลปะของพระสทาศิวะ-พระปฐมปรเมศวร ในรูปแบบ 3 พระพักตร์ แทบทั้งหมด อย่างรูปสลักประธานขนาดใหญ่ใน “ถ้ำเอเลเฟนต้า” (Elephanta Cave 1) บนเกาะช้าง ใกล้เมืองมุมไบ รัฐมหาราษฏระ (Maharashtra) ในยุคพระเจ้าภูตราราชา (Buddharāja) ราชวงศ์ฮินดูกาลาจูลี ในช่วงกลางพุทธศตวรรษที่ 12 สลักผนังถ้ำเฉพาะส่วนพระเศียร 3 พระพักตร์ ลงมาแค่พระอุระ พระพักตร์กลางคือพระภาคของพระศิวะ ในความหมายแห่งผู้สร้าง ถือ “ผลมาตุฤงคะ” (Matulunga - มะนาวควาย ส้มมะงั่ว) ด้านขวาเป็นพระภาคของพระศักติ ผู้ดูแลรักษา ถือ “ดอกบัว” (Padma) และทางซ้ายเป็นพระภาคพระรุทระ ผู้ทำลาย ถือ “งูใหญ่ ” (Bhujanga)  อีกทั้งยังมีรูปประติมากรรมพระสทาศิวะ 3 พระพักตร์ 4 กร ปรากฏไปทั่วอินเดีย ทั้งรูปศิลปะหลังคุปตะจากปากีสถาน ช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 13 รูปศิลปะจากยุคการาโคตา , (Karakota) แคชเมียร์ พุทธศตวรรษที่ 14  รูปศิลปะจากยุคราชวงศ์ปาฏิหาริย์ (Partihara Dynasty) ช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 15  จนถึงยุคราชวงศ์โจฬะ (Chola Dynasty) ราวต้นพุทธศตวรรษที่ 16 และยังปรากฏประติมากรรมพระสทาศิวะแบบ 3 พระพักตร์ ในศิลปะแบบชวา ยุคราชวงศ์สัญชัย (Sanjaya Dynasty) ต้นพุทธศตวรรษที่ 15 
งานศิลปะแบบ 5 พระพักตร์ ดูเหมือนจะเริ่มปรากฏความนิยมในช่วงราชวงศ์ปาละ – เสนะ ในเขตอินเดียตะวันออก ตั้งแต่ราวพุทธศตวรรษที่ 14 เป็นต้นมา โดยทำเป็นรูป 5 พระพักตร์ 10 พระกร มีพระรุทรเนตรกลางพระนลาฏ ถือสิ่งมงคลแตกต่างกันไป ตามความนิยมในแต่ละท้องถิ่น-ศิลปะ ทั้งตรีศูล (Trishula -Triśūl)  วัชระ (Vajra) ผลมาตุฤงคะ (Matulunga - มะนาวควาย ส้มมะงั่ว) ขวานคทา-ขัฏวางคะ (Khatavanga) ลูกประคำ-อักษมาลา (Akshamala) ประคำเมล็ดรุทรักษะ (Rudraksha rosary)  กลองบัณเฑาะห์ - ฑมรุ" (Damaru)  ดอกบัวนิโลทบล (Nilotpala) งูใหญ่ - ภุชังคะ (Bhujanga)  บ่วงบาศ-ปาศะ (Pasha) ขวาน-ปรศุ (Parasu) ขัฑคะ (Khadga)  ขอสับช้าง – อังกุศะ  (Ankusha)  กระดิ่ง-ฆัณฏะ (Ghanta) ไฟ-อัคนี (Agni)  การแสดงท่าอภัยมุทรา (Abhaya) และ วรทมุทรา-ประทานพร (Vāraḍa-Varadam)  
อิทธิพลงานศิลปะพระสทาศิวะ 5 พระพักตร์ จากอินเดียตะวันตก ในความหมายแห่งพระศิวะผู้สูงสุด (องค์ปฐม) ได้รับความนิยมในงานศิลปะเขมรโบราณตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 15 เป็นต้นมา ดังปรากฏรูปพระศิวะ 5 พระพักตร์ในรูปลักษณ์ต่าง ๆ ทั้งแบบเดี่ยวใน “ศิวนาฏราช” (Shiva Natarāja) หรือ “นฤตตมูรติ – นาฏะ มูรติ” (Nṛtyamūrti)  “สัณธยา ตาณฑวะมูรติ-ร่ายรำอย่างงดงาม” (Sandhya Tāṇḍavamūrti) ที่เคยอยู่ภายในคูหาซุ้มประตูปราสาทกรอฮอม (Prasat Krahom) ศิลปะแบบเกาะแกร์ ช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 15  และรูปลักษณ์ของผู้เป็นพระปฐม (ให้กำเนิดพระพรหมและพระวิษณุ) หรือผู้เป็นใหญ่สูงสุดในอำนาจทั้งสาม ตามคติ “ตรีมูรติ” (Trinity -Trimūrti) อย่างรูปประติมากรรม ที่พบจากเมืองเกาะแกร์ (ลึงคปุระ – โฉกครรกยาร์) จัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติกรุงพนมเปญ และ รูปสลักพระสทาศิวะ ผู้เป็นใหญ่เหนือพระตรีมูรติ ที่ผนังโขดหิน ประธานของอาคารเครื่องไม้ข้างมหาตีรถะแห่งปราสาทวัดพู ในช่วงต้นพุทธศตวรรษที่ 17 
รูปพระสทาศิวะ 5 พระเศียร 10 พระกร ประธาน (ผู้เป็นใหญ่)แห่งพระตรีมูรติในงานศิลปะเขมรยังคงความนิยมมาอย่างต่อเนื่องจนถึงช่วงพุทธศตวรรษที่ 19 ในยุคการฟื้นฟูลัทธิฮินดู ในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 8 และคงได้ลดความนิยมจากราชสำนักลงไป ด้วยเพราะอิทธิพลของพุทธศาสนาแบบเถรวาท จนในช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 20 เมื่อเสียเมืองพระนครให้แก่อาณาจักรอยุทธยา ได้มีการกวาดต้อนผู้คนในเมืองพระนครชยศรี (นครธม) กลับไปเป็นจำนวนมาก 
งานศิลปะเขมรเมืองพระนครยุคหลังบายน (พระปิถุ) ได้มาปรากฏความนิยมในอยุทธยาในช่วงต้นพุทธศตวรรษที่ 21 ด้วยเพราะเชลยที่เป็นนักบวชพราหมณ์และช่างฝีมือในชุมชมเขมรที่ยังคงศรัทธาในลัทธิฮินดู คงได้มีการสร้างรูปประติมากรรมพระสทาศิวะขึ้น โดยสลักหินทรายเป็นรูปนูนสูง มีแผ่นหลังยอดซุ้มโค้งคลื่นแบบเมฆ เพื่อวางประดิษฐานกับกำแพง เป็นรูป 10 กร 5 พระเศียร 3 พระเนตร คล้องสายยัชโญปวีต นุ่งผ้าชักชายผ้าปลายแหลมทิ้งเป็นทบด้านหน้าตามแบบศิลปะพระปิถุ แต่วางลวดลายประกอบเป็นงานศิลปะแบบอยุธยา สอดรับกับรูปประติมากรรมพระสทาศิวะสำริด 8 กร ขนาดเล็ก จัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาอตพระนคร ที่มีศิลปะการนุ่งภูษาสมพตขาสั้น ทิ้งชายผ้าเป็นชั้นทบปลายแหลมแบบเดียวกัน 
ต่อมา คติ “พระศิวะ – สทาศิวะ” จากฝ่ายเขมรคงได้หมดความนิยมลงในอยุธยา  ปรากฏพระนาม “พระอิศวร” ของฝ่ายพราหมณ์จากเมืองศรีธรรมราชเข้ามามีบทบาทแทนที่พระนาม “อิศวร – ปรเมศวร” ในช่วงก่อนหน้า  มีการสร้างรูปพระอิศวรสำริดที่มีเพียงพระพักตร์-เศียรเดียวมาโดยตลอด ไม่มีการสร้างรูปพระสทาอิศวร ส่วนในวรรณกรรมก็เริ่มปรากฏพระนามพระอิศวรที่ฐานรูปสำริดพระอิศวรเมืองกำแพงเพชร ในช่วงกลางพุทธศตวรรษที่ 21 และปรากฏพระนามในวรรณกรรมของอยุธยาอย่างชัดเจนในช่วงกลางพุทธศตวรรษที่ 22 
เครดิต;
วรณัย  พงศาชลากร
EJeab  Academy
เพราะทุกที่มีเรื่องราวและเรื่องเล่า

วันศุกร์ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563

วัดตระพังทองหลาง

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก ยิ่งให้ยิ่งได้ ยิ่งหวงยิ่งอด เราไม่หวงเราไม่อด หมดเดี๋ยวก็มา
ประติมากรรมปูนปั้น “มหาปาฏิหาริย์” ที่วัดตระพังทองหลาง กรุงสุโขทัย
วัดตระพังทองหลาง ตั้งอยู่ทางตะวันออกนอกเมืองโบราณสุโขทัย ห่างจากประตูเมืองประมาณ 1 กิโลเมตร บนเกาะกลางน้ำของตระพังทองหลางที่ได้ตื้นเขินไปมากแล้ว จึงทำให้ดูเหมือนว่าเป็นเพียงแค่คูน้ำล้อมรอบ ซากอาคารที่เหลืออยู่มีวิหารผนังโปร่งด้านหน้า มีเจติยะประธานรูปทรงมณฑปเรือนกล่องสี่เหลี่ยม (Cella – Cube) ไม่ลดสันมุม ภายในมีซากโกลนศิลาแลงพระพุทธรูปปางมารวิชัยนั่งเต็มพื้นที่ระหว่างผนัง 
ในช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 20 ราชสำนักสุโขทัยเกิดความนิยมในสถาปัตยกรรมเรือนปราสาทผังสี่เหลี่ยม ที่มียอดหลังคาก่ออิฐหน้าจั่ว-หลังคาลาด แทรกเข้าไประหว่างกลางตัววิหารและพระเจดีย์ที่เป็นประธานของวัด อย่างวัดสวนแก้วอุทยานน้อย เมืองโบราณศรีสัชนาลัย และมณฑปหลังคาทรงกรวยเหลี่ยม ซ้อนชั้นด้วยเครื่องไม้มุงกระเบื้องยอดแหลมเดี่ยว อย่างที่วัดศรีชุม ประดิษฐานพระพุทธรูปภายในอาคารแบบเต็มพื้นที่จนดูคับแคบตามคติ  “พระคันธกุฏี” (Gandha kuti) ที่ประทับของพระพุทธเจ้า จากอิทธิพลของงานสถาปัตยกรรมพุกาม – รามัญและล้านนา ผสมผสานงานศิลปะสุโขทัยเดิม ที่มีอิทธิพลของฝ่ายเขมรและเถรวาท-ลังกา จากยุคโปโลนารุวะ
คติความนิยมในพุทธประวัติแบบเถรวาทจากลังกาผสมผสานกับคติพุทธประวัติแบบ “อัษฏมหาปาฏิหาริย์ – อัฐฏมหาปาฏิหาริย์” (Aṣṭa Mahā Pāṭihāriya) จากสังเวชนียสถาน 8 แห่ง ที่เรียกว่า “อัษฏมหาสถาน” (Aṣṭa  Mahā sthāna- caitya) ที่เริ่มต้นความนิยมในยุคราชวงศ์คุปตะ ส่งต่อมายังราชวงศ์ปาละในอินเดียตะวันออก เข้าสู่อาณาจักรพุกามและล้านนา จนเกิดการสร้างศิลปะแบบ “ผสมผสาน” (Assimilation) ระหว่างคติและศิลปะจากลังกากับปาละขึ้นที่กรุงสุโขทัยอย่างกลมกล่อม
นอกจากการสร้างมณฑปเพื่อเป็นประธานของวัดแทนพระเจดีย์แล้ว ในช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 20 ถึงต้นพุทธศตวรรษที่ 21  ยังมีความนิยมในการสร้างเจดีย์เรือนกล่องสี่เหลี่ยมแบบพุกาม ยอดทรงปราสาทย่อมุมปลายยอดเป็นพุ่มดอกบัวตูมหรือเจดีย์ลังกาขึ้นหลายแห่ง ทั้งที่เจดีย์ราย วัดเจดีย์เจ็ดแถว เมืองโบราณศรีสัชนาลัย เจดีย์รายข้างเจดีย์ประธานวัดมหาธาตุสุโขทัย รวมทั้งการสร้างมณฑปที่มีความสูงใหญ่เพื่อประดิษฐาน “พระอัฏฺฐารส” ที่นิยมในรัฐสุโขทัยมาตั้งแต่ยุคก่อนหน้า
--------------------------------------
*** เจติยะทรงมณฑป เรือนธาตุทรงกล่องสี่เหลี่ยมแบบพุกามที่วัดตระพังทองหลาง ตั้งบนฐานบัว ลวดลูกฟักเหลี่ยมแคบคาดที่ท้องไม้ ด้านหน้าทำเป็นมุขอาคารยื่นออกมาเล็กน้อย ซ้อนชั้นด้วยซุ้มประตูชั้นลด ยอดซุ้มประตูโค้งแหลม (Arch) แบบใบหอก กลางผนังเรือนอีก 3 ด้าน ยกซุ้มแคบ ๆ ออกมาจากผนัง ในระดับต่ำกว่าซุ้มประตู โดยไม่ยกเก็จประธานที่ฐาน ซ้อนด้วยจระนำซุ้มเป็นชั้นลด ยอดซุ้มโค้งหน้านางในงานศิลปะลังกา ภายในช่องปั้นปูนประดับ เป็นเรื่องราวในพุทธประวัติที่เกี่ยวเนื่องกับกับกระทำปาฏิหาริย์-อภินิหารของพระพุทธเจ้าเจ้าในอัษฏมหาปาฏิหาริย์ ที่เป็นคติความนิยมจากอิทธิพลฝ่ายปาละผ่านมาทางพุกาม 
ซุ้มฝั่งตะวันออกด้านหน้าเป็นซุ้มประตูใหญ่เข้าสู่เรือนธาตุ ภายในประดิษฐานพระพุทธรูปปางมารวิชัยหรือภูมิสปรศมุทรา ตามพุทธประวัติ ตอนผจญมาร (Assualt of Mara)  ที่ทรงกระทำปาฏิหาริย์ แสดงพลังอำนาจกำราบกองทัพพญามารท้าววสวัตตีจนพ่ายแพ้
ซุ้มฝั่งทิศใต้ปั้นปูนเป็นรูปปางลีลา-เดิน (พระเจ้าหย่อนตีน) เส้นขวางในความหมายของบันได ที่มีพระอินทร์และพระพรหม 4 พักตร์ ถือเศวตรฉัตรกั้นที่ด้านข้าง เหล่าเทพยดา แสดงสาธุการอัญชลี  เป็นพุทธประวัติตอนเสด็จลงจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ (Buddha Descending from Tavatimsa - Trayastrimsa) โดยบันไดแก้วมณี ที่เมืองสังกัสสะ (Sankassa) ทรงกระทำปาฏิหาริย์เปิดโลกทั้งสาม เชื่อมพรหมโลก อเวจีมหานรก โลกมนุษย์และจักรวาลหลายแสนเป็นเนื้อเดียวกัน เทพยดาจึงได้แลเห็นพวกมนุษย์และสัตว์นรก มนุษย์ได้เห็นเทพยดาและสัตว์นรก สัตว์นรกได้เห็นมนุษย์และเทพยดา
ซุ้มฝั่งทิศตะวันตกปั้นปูนเป็นรูปพระพุทธเจ้าและพระอัครสาวก ในพุทธประวัติตอนโปรดช้างนาฬาคีรี (Nalagiri Elephant) ที่กรุงราชคฤห์ (Rajgriha) พระพุทธเจ้ายืนในปางประทานอภัยหรืออภยมุทรา (Abhaya Mudra) ในประภามณฑลยอดโค้งกลม พระรัศมีด้านในเป็นข้อสังวาลกลมและสี่เหลี่ยมต่อเนื่อง ด้านนอกเป็นเปลวเพลิวปลาย 5 แฉก คล้ายปลายพู่-ธงลู่ลม ซึ่งเป็นลักษณะเด่นของงานศิลปะแบบโปโลนาลุวะ (Polonnaruwa) จากลังกา พื้นหลังเป็นดอกมณฑารพ – มนฺทารว - มณฑาทิพย์ (Mandāra) ดอกไม้ทิพย์จากสวรรค์ คล้ายคลึงกับงานศิลปะดอกไม้ของล้านนาจากอิทธิพลจีน  โดยมีรูปช้างขนาดเล็กที่มุมล่างแต่กะเทาะหายไป ด้านหลังเป็นรูปพระอานนท์เถระแสดงอัญชลี
ด้านบนของซุ้มทางทิศตะวันตกนี้ ยังคงเหลือลวดลายปูนปั้นประดับแบบโค้งหน้านาง ตรงกลางเป็นหน้ากาลคายมาลัยที่ปลายเป็นรูปกินร – กินรี ตวัดกระหนกหางเป็นพุ่มใหญ่ ตามอิทธิพลของงานศิลปะลังกา ในขณะที่ปลายซุ้มมุขด้านบนยังคงนิยมทำเป็นหัวนาคปลายหน้าบันตามงานศิลปะสุโขทัย-เขมรเดิม   
ซุ้มทางฝั่งทิศใต้ ปั้นปูนเป็นรูปพระพุทธเจ้าปางลีลาในกรอบรัศมีโค้งบนยอดต้นมะม่วง (มีใบเรียวยาว) ในท่ามกลางเหล่าเทพยดาและนางฟ้า (มีประภามณฑลยอดแหลม) ควรเป็นพุทธประวัติตอน “มหาปาฏิหาริย์”  (Mahā Pāṭihāriya)  ที่เมืองสาวัตถี (Sravasti)  ความว่า เมื่อพระพุทธองค์ได้รับคำท้าทายจากเดียรถีย์ ทรงได้แสดงพระประสงค์จะอาศัยร่มไม้มะม่วงทำกระทำปาฏิหาริย์ เมื่อพวกเดียรถีย์รู้  ก็รีบพากันโค่นล้มต้นมะม่วงทั้งในเมืองและนอกเมืองจนหมดสิ้น แต่มีมะม่วงทวายมีมดแดงทำรังหุ้มอยู่กำลังสุกลูกหนึ่ง ที่นายคัณฑะ ผู้ดูแลพระราชอุทยานของพระเจ้าปเสนทิโกศลนำมาถวาย เมื่อพระพุทธเจ้าได้ฉันน้ำปานะที่เกิดแต่ผลมะม่วงแล้ว ได้ทรงส่งเมล็ดมะม่วงให้นายคัณฑะนำไปปลูก บังเกิดมหาปาฏิหาริย์ เป็น “ต้นคัณฑามพฤกษ์” ใหญ่ สูง 12 วา 2 ศอกแผ่กิ่งก้านยาวออกไปถึง 50 ศอก แต่ละช่อตกดอกออกผล ทั้งผลดิบและผลสุกแลอร่ามไปทั้งต้น ร่วงหล่นจนเกลื่อนไปทั่ว ซึ่งในบ่ายวันเดียวกันนั้น จึงทรงได้แสดง “ยมกปาฏิหาริย์” (Yamaka- Pāṭihāriya) กำราบพวกเดียรถีย์ที่ต้นคัณฑามพฤกษ์นี้
รูปปูนปั้นทรงกลมที่ล้อมรูปต้นมะม่วง จึงควรหมายถึงเมล็ดมะม่วงที่พระพุทธเจ้าได้แสดงมหาปาฏิหาริย์ปลูกขึ้น ส่วนปางลีลานั้น หมายถึงการเสด็จออกจากคันธกุฏี ไปยังต้นคัณฑามพฤกษ์ เพื่อแสดงยมกปาฏิหาริย์นั่นเอง
----------------------------------------------
*** ที่วัดตระพังทองหลาง ช่างผู้สร้างงานประติมากรรมปูนปั้นและพระพุทธรูปประธานภายในมณฑป ได้ เลือกพุทธประวัติตอนที่พระพุทธเจ้าได้ทรงแสดงมหาปาฏิหาริย์  4 เหตุการณ์ จากคติของฝ่ายปาละ–พุกาม-ล้านนา มาผสมผสานกับงานศิลปะนิยมแบบลังกา-สุโขทัย–เขมร ได้อย่างงดงามลงตัว    
เครดิต;
วรณัย พงศาชลากร 
EJeab Academy 
เพราะทุกที่มีเรื่องราวและเรื่องเล่า

วันพุธที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563

วัดพระสี่อิริยาบถ

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก ยิ่งให้ยิ่งได้ ยิ่งหวงยิ่งอด เราไม่หวงเราไม่อด หมดเดี๋ยวก็มา
ปูนปั้น “นารายณ์ทรงครุฑ” ที่หายไปจากวัดพระสี่อิริยาบถ กำแพงเพชร
ในปี พ.ศ. 2449 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าเจ้าอยู่หัว เสด็จประพาสต้นในเขตอรัญวาสี – อรัญญิก (Āraṇya-vāsī -Buddhist forest monastery - Forest renunciates) หรือวัดป่านอกเมือง ทางเหนือของเมืองป้อมกำแพงเพชรโบราณ ทรงมีพระราชนิพนธ์ ถึงวัดพระสี่อิริยาบถไว้ว่า           
“...ตั้งชื่อไว้ว่าวัดพระยืน มีสะพานข้ามคู...ชิ้นกลางเห็นจะเป็นวิหารยอดจัตุรมุข แต่สูงใหญ่เหลือเกิน มุขหน้าเป็นพระเดิน มุขหลังเป็นพระยืน มุขซ้ายเป็นพระนอน มุขขวาเป็นพระนั่ง ที่มุมปั้นเป็นรูปนารายณ์ขี่ครุฑใหญ่มาก จะรับหลังคาอย่างไรน่าคิด แต่พระเหล่านี้เป็นพระปั้นด้วยปูน ใครจะมาซ่อมมาทำเพิ่มเติมอย่างไรภายหลัง แต่รูปพรรณสัณฐานคงเป็นพระกำแพง ไม่ใช่ช่างเมืองอื่นมาทำ พระยืนนั้นขนาดพระโลกนาถวัดเชตุพน แต่ประเปรียวกว่า เห็นว่าให้ชื่อว่าวัดพระยืนไม่เข้าเค้า จึงเปลี่ยนให้เรียกว่าวัดพระเชตุพนไปพลาง กว่าจะมีชื่ออื่นดีกว่า เหตุด้วยเมืองสุโขทัยมีวัดเชตุพน บางทีเขาจะตั้งชื่อซ้ำกันบ้าง...”
ภาพถ่ายเก่าในครั้งเสด็จประพาสต้น ปรากฏรูปปูนปั้นนารายณ์ทรงครุฑขนาดใหญ่ในท่ามกลางรากไม้ใหญ่ชอนไชที่ยอดของสันมุมด้านหนึ่งฝั่งขวาของพระยืน อาจเป็นปางแสดงธรรม หรือปางประทานอภัย (พระกรฝั่งซ้ายตั้งฉาก มีร่องรอยของรูเดือยยึดโครงไม้ แต่ได้แตกหักหายไปทั้งหมด) อย่างชัดเจนครับ
ต่อมา พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อครั้งยังดำรงพระยศสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวิชราวุธ มกุฏราชกุมาร ได้เสด็จประพาสวัดในเขตอรัญวาสีนอกเมืองกำแพงเพชร ในปี พ.ศ. 2450 ได้ทรงมีพระราชนิพนธ์ ถึงวัดพระสี่อิริยาบถความว่า 
“…ที่วัดพระสี่อิริยาบถนั้น มีชิ้นสำคัญอยู่ คือวิหารสี่คูหา มีพระยืนด้านหนึ่ง พระนั่งด้านหนึ่ง พระลีลาด้านหนึ่ง พระไสยาสน์ด้านหนึ่ง พระยืน พระนั่ง พระลีลา ยังอยู่พอเป็นรูปร่างเห็นได้ถนัด แต่พระนอนนั้นชำรุดจนไม่เป็นรูป รอบวิหารมีผนังลูกกรงโปร่ง มองเข้าไปได้ทั้งสี่ด้าน แต่วัดนี้เหมือนวัดเชตุพนที่สุโขทัยเกือบจะไม่มีผิด…”
จากภายถ่ายเก่าเมื่อครั้งเสด็จประพาส ที่มุมสันของผนังแกนฝั่งขวาของพระพุทธรูปนั่ง ปางมารวิชัย (ที่ยังไม่พังทลายลงมา) ยังคงมีรากไม้ชอนไชอยู่เช่นเดิม ซึ่งนั้นก็ได้แสดงว่ารูปปูนปั้นพระนารายณ์ทรงครุฑยังไม่ได้หักพังหายไป 
แต่ภาพถ่ายเก่าประมาณปี พ.ศ. 2510 - 11 ภายหลังจากการบูรณะเมืองกำแพงเพชรเป็นครั้งแรก กลุ่มรากไม้ที่ชอนไชปกคลุมบริเวณมุมสันอาคารประธานและรูปปูนปั้นนารายณ์ทรงครุฑได้หายไปทั้งหมดครับ    
-----------------------------------------
*** วัดพระสี่อิริยาบถ  ตั้งอยู่ในเขตอรัญวาสี ทางทิศเหนือนอกเมืองป้อมกำแพงเพชร มีอาคารเจติยะประธาน เป็นมณฑปยอดเครื่องไม้หลังคาแหลม (?) ตรงกลางก่อเป็นผนังทึบระหว่างเสาใหญ่สี่ต้นบนฐานสี่เหลี่ยมผืนผ้า ยกสูง กลายเป็นอาคารรูปสี่เหลี่ยมแท่งสูงรองรับเรือนหลังคาเครื่องไม้ด้านบน มีเสาขนาดใหญ่รองรับคานโครงสร้างเครื่องไม้หลังคาออกไปด้านหน้าของผนังแต่ละด้านเป็นผังจัตุรมุข โดยทำผนังโค้งเว้าเข้าทั้ง 4 ด้าน ประดิษฐานพระพุทธรูป 4 อิริยาบถ คือ ปางเดิน (ลีลา) ทางด้านหน้าทิศตะวันออก ในพุทธประวัติตอนเสด็จลงจากดาวดึงส์ ปางยืน (แสดงธรรม) ทางตะวันตก ในพุทธประวัติตอนปฐมเทศนา (หรือปางประทานอภัย) ปางนั่ง (มารวิชัย) ทางทิศใต้ ในพุทธประวัติตอนตรัสรู้ และปางนอน (ไสยาสน์) ทางทิศเหนือ ในพุทธประวัติตอนปรินิพพาน
-----------------------------------------------
*** คติการสร้างพระ 4 อิริยาบถ ปรากฏในรัฐสุโขทัยครั้งแรกในช่วงต้นพุทธศตวรรษที่ 20  จากอิทธิพลการสร้างพระพุทธรูปขนาดใหญ่ ทั้ง 4 ที่ “กัลวิหาร”(Gal Vihara) - กัลวิหารรายา (Gal Viharaya) วัดอุตตราราม (Uttararama)  เมืองโปโลนนารุวะ (Polonnaruwa) ที่สร้างขึ้นตามคติสังเวชนียสถานในพุทธประวัติของพระสมณโคตม (Samaná Gautama) ฝ่ายเถรวาท-ลังกาวงศ์ ซึ่งได้มีการสังคยนาครั้งใหญ่โดยพระเจ้าปรากรมพาหุมหาราช (Parakramabahu I) ในช่วงต้นพุทธศตวรรษที่ 18 
แตกต่างไปจาก พระ 4 ทิศของฝ่ายรามัญนิกาย – พุกาม ที่มีความหมายถึงพระพุทธเจ้าทั้ง 4  ในภัทรกัลป์ (Bhadda-Kalpa) หรือในยุคปัจจุบัน ที่ประกอบด้วย พระกกุสันโธพุทธเจ้า พระโกนาคมนะพุทธเจ้า พระกัสสปะพุทธเจ้าและพระสมณโคตมพุทธเจ้าครับ
ความนิยมในคติพระ 4 อิริยาบถ ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 20 ยังพบที่วัดพระเชตุพนและวัดพระพายหลวง เขตเมืองโบราณสุโขทัย และยังส่งอิทธิพลไปยังงานศิลปะอยุธยาในช่วงต้นพุทธศตวรรษที่ 23 ที่ปรางค์วัดเชิงท่า
--------------------------------------------
*** รูปนารายณ์ทรงครุฑประดับยอดสันมุม คงได้ถูกปั้นปูนขึ้นในช่วงต้นพุทธศตวรรษที่ 21  เมื่อพระบรมไตรโลกนาถได้กลับเข้ามายึดเมืองกำแพงเพชรคืนจากอาณาจักรล้านนา เป็นงานศิลปะในคติพระวิษณุทรงครุฑตามแบบคติเขมร ที่เปรียบกษัตริย์ประดุจพระอวตารแห่งพระวิษณุ พัฒนามาเป็นคติ “พระรามาธิบดี” (พระราม) นิยมในงานศิลปะอยุธยามาตั้งแต่ช่วงกลางพุทธศตวรรษที่ 20 ดังปรากฏลวดลายปูนปั้นพระนารายณ์ทรงครุฑ (ยุดนาคน้อย) ประดับปลายหน้าบันตามแบบศิลปะละโว้ – เขมร ที่ปรางค์วัดจุฬามณี เมืองพิษณุโลก 
------------------------------
*** รูปนารายณ์ทรงครุฑจึงเป็นสัญลักษณ์อีกอย่างหนึ่งที่แสดงถึงอำนาจของกรุงศรีอยุทธยา ในการเข้าครอบครองดินแดนของรัฐสุโขทัยเดิมทั้งหมดได้โดยสมบูรณ์
เครดิต;
วรณัย  พงศาชลากร
EJeab  Academy
เพราะทุกที่มีเรื่องราวและเรื่องเล่า

วัดกัลยาณมิตรวรมหาวิหาร

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก ยิ่งให้ยิ่งได้ ยิ่งหวงยิ่งอด เราไม่หวงเราไม่อด หมดเดี๋ยวก็มา
วัดกัลยาณมิตรวรมหาวิหาร
สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 3 โดยเจ้าพระยานิกรบดินทร์ หรือเจ้าสัวโต (ต้นสกุล กัลยาณมิตร) เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งเป็นพระยาราชสุภาวดี เจ้ากรมพระสุรัสวดีกลาง ได้อุทิศบ้านเรือนและซื้อที่ดินบริเวณใกล้เคียง แล้วสร้างวัดขึ้นใน พ.ศ. 2368  โดยรัชกาลที่ 3 ทรงโปรดฯ ช่วยสร้างพระวิหารหลวงและพระองค์ทรงเสด็จพระราชดำเนินไปก่อพระฤกษ์ให้ ต่อมาทรงพระราชทานนามวัดแห่งนี้ว่า “วัดกัลยาณมิตร” 
ภายในวัดกัลยาณมิตร มีหลายจุดสำคัญที่มีเรื่องราวทางประวัติศาสตร์คือ;
1. พระเจดีย์ทรงยอดปรางค์ เป็นพระเจดีย์แบบจีน ออกแบบสร้างเป็นอาคารแปดเหลี่ยมซ้อนกัน ส่วนยอดทำเป็นปรางค์แบบไทย ส่วนฐานมีซุ้มที่มีประติมากรรมศิลารูปพระอรหันต์ 16 องค์
2. พระวิหารหลวง สักการะ “พระพุทธไตรรัตนนายก” หรือหลวงพ่อโต (ซำปอกง) พระพุทธรูปก่ออิฐถือปูนลงรักปิดทองที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในกรุงเทพฯ ปางมารวิชัย ซึ่งรัชกาลที่ 3 ทรงเสด็จพระราชดำเนินไปก่อพระฤกษ์ในวันที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2380 ด้วยมีพระราชประสงค์จะให้เหมือนกรุงเก่า คือมีพระโตอยู่นอกกำแพงเมืองอย่างเช่นวัดพนัญเชิงวรวิหาร พร้อมเกร็ดประวัติศาสตร์ ต้นกำเนิด “ใบเซียมซีภาษาไทย” ที่แรกในประเทศไทย ณ วัดกัลยาณมิตร
3. พระอุโบสถ  สักการะพระประธานปางปาลิไลย์ ซึ่งรัชกาลที่ 3 ทรงสร้างพระราชทานเจ้าพระยานิกรบดินทร์ ถือเป็นพระอารามเดียวในประเทศไทย ที่มีพระพุทธรูปหล่อสำริดปางปาลิไลย์ประดิษฐานเป็นพระประธานภายในพระอุโบสถ จากนั้นชมจิตรกรรมฝาผนังที่ไม่ได้เขียนขึ้นเป็นแค่เพียงภาพนิทานพุทธประวัติ แต่ช่างเขียนยังได้บันทึกเหตุการณ์ระทึกในหน้าประวัติศาสตร์ถึง 2 เหตุการณ์ ที่เป็นเรื่องโจษจันกันไปทั่วทั้งพระนครในสมัยรัชกาลที่ 3  
4. พระวิหารน้อย สักการะพระพุทธดิลกโลกเชษฐ์ พระพุทธรูปประธานปางมารวิชัย พร้อมชมจิตรกรรมฝาผนังเรื่องพระอดีตพุทธเจ้า และประวัติการค้นพบภาพเขียนบุคคลสำคัญในสมัยรัชกาลที่ 3 คือ “หมอบรัดเลย์และภรรยา” มิชชันนารีชาวอเมริกันคนสำคัญในหน้าประวัติศาสตร์สยาม
5. หอพระธรรมมณเฑียรเถลิงพระเกียรติ สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 4 เพื่อเป็นหอเก็บพระไตรปิฎกและคัมภีร์ของวัด โดยตั้งอยู่บนตำแหน่งที่เคยเป็นที่จอดแพของเจ้าขรัวเงินและกรมพระศรีสุดารักษ์ ผู้เป็นขรัวตาขรัวยายของพระองค์ จากนั้นชม ตู้พระไตรปิฎก ทรงจตุรมุขขนาดใหญ่ที่ประดับตกแต่งด้วยลวดลายพรรณพฤกษาแบบตะวันตกงานช่างหลวงสมัยรัชกาลที่ 4

วันอังคารที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563

พระประโทนเจดีย์

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก ยิ่งให้ยิ่งได้ ยิ่งหวงยิ่งอด เราไม่หวงเราไม่อด หมดเดี๋ยวก็มา
วัดพระประโทณเจดีย์วรวิหาร
วัดพระประโทณเจดีย์วรวิหาร ตำบลพระประโทน อำเภอเมืองนครปฐม จังหวัดนครปฐม ที่ตั้งของพระสถูปใหญ่ในคติ “มหาธาตุกลางนคร” อิทธิพลจากพุทธศาสนานิกายสถวีรวาท -หินยาน (Sthāvirīya - Hīnayāna) ที่นิยมในแคว้นอานธระ–อมราวดี ที่มีความสัมพันธ์เชิงแลกเปลี่ยนกันกับคณะมหาวิหาร–เถรวาท (Maha-vihāra - Theravāda) ในศิลปะแบบอนุราธปุระ (Anuradhapura)  จากลังกา ที่สร้างขึ้นในช่วงต้นพุทธศตวรรษที่ 13 
-----------------------------------
*** ที่ด้านหน้าเขตสังฆาวาส มีเจดีย์ขนาดเล็กองค์หนึ่ง ที่สร้างขึ้นโดยพระครูสมถกิตติคุณ (ชุ่ม) เจ้าอาวาสวัดพระประโทณเจดีย์ ในช่วงปี พ.ศ. 2474 โดยได้มีการนำโบราณวัตถุที่พบโดยรอบวัดพระประโทณเจดีย์ และในเมืองนครปฐมมาฝังผนังปูนซีเมนต์และวางไว้ ทั้ง โกลนพระพุทธรุปหินปูนเทา ใบเสมาหินทรายแดงศิลปะอยุธยา ศิวลึงค์แบบเขมร เศียรพระพุทธรูปดินเผา เศียรพระพุทธรูปปูนปั้น เศียรพระพุทธรูปหินทราย ศีรษะปูนปั้นบุคคล เศียรปูนปั้นพระพุทธรูป และลวดลายปูนปั้นประดับสถูป อีกทั้งยังมีถ้วยชามสังคโลก เครื่องลายครามติดผนังเจดีย์ไว้ด้านในซุ้มครับ
ที่ผนังกำแพงเจดีย์เล็ก ยังมีเครื่องใช้ที่ทำจากหิน ทั้งแม่พิมพ์เครื่องประดับ หินพิมพ์แผ่นดุนทองรูปบัว 8 กลีบ
หินบดผงมงคลรูปสี่เหลี่ยมและชิ้นส่วนของแผ่นหินมงคลใส่ “ผงจุณเจิม” เพื่อใช้ในพิธีกรรม
ผงจุณเจิม แปลว่า “ผงที่มีขนาดเล็ก” เป็นผงที่เกิดขึ้นจากการบดเครื่องบูชา ที่ผ่านการจุดไฟ (ภัสมะ- ขี้เถ้า) ในพิธียัชญะ ผงจากการบดดินขาว (โคปีจันทน์) มูลวัว (โคมัย) ไม้จันทน์หอม กระแจะจันทน์  ต้นตุลสี (กระเพรา) ใบมะตูม เครื่องหอม ขมิ้นผง (หริทฺรา) สนิมแดง (สินฺทูร) กุงกุมหรือโรลี ที่ทำจากพืชและแร่ (สีแดง – เลือด) แร่ไมก้า (อภรัก) ข้าวสาร (อกฺษตฺ) และอัษฏคัณธะ (ผงหอม 8 กลิ่น 8 สี) คล้ายคลึงกับ “ผงวิภูติ” (Vibhūti) ของฝ่ายฮินดู ที่จะใช้นิ้วกดผงวิภูติผสมน้ำศักดิ์สิทธิ์ (น้ำอบหอม) ให้ติดที่ปลายนิ้ว แล้วกดลง (เจิม) บนกลางหน้าผาก ที่เชื่อว่าเป็นศูนย์รวมจิตวิญญาณของมนุษย์ ในงานพิธีกรรมอันถือเป็นมงคลต่าง ๆ ทั้งในการอภิเษก การบูชาเทพเจ้า-การบูชาพระแม่เทวี งานมงคลสมรส ฯ 
----------------------------------
*** ชิ้นส่วนแตกหักของแผ่นหินที่ติดมุมตะวันออกเฉียงใต้ของเจดีย์เล็ก ได้แสดงให้เห็นหลุมใส่ผงจุณเจิม-วิภูติที่มุม มีรูปหัวช้างและธงไชย (หางปลา ?) เช่นเดียวกับ ภาพสลักบนแผ่นหินปูนที่พบจากพระปฐมเจดีย์ มีอายุตามคติประมาณพุทธศตวรรษที่ 11 – 12 ที่ยังคงมีความสมบูรณ์เพียงชิ้นหนึ่งในประเทศไทย
แผ่นหินนี้สลักภาพสัญลักษณ์ตามคติฮินดูและพุทธที่พบในอินเดียโบราณ รูปประธานตรงกลางเป็นสัญลักษณ์”คชลักษมี” (Gajalakshmi)  หรือ “อภิเษกพระศรี” ในความหมายของการอภิเษกด้วยน้ำบริสุทธิ์ เพื่อการเปลี่ยนผ่านไปสู่ความเป็นผู้บริสุทธิ์อย่างแท้จริง (ผู้อยู่เหนือปัทมะ) เป็นรูปพระเทวีลักษมี ประทับนั่งบนดอกบัว ถือก้านดอกบัวตูมทั้งสองพระหัตถ์ ขนาบข้างด้วยพญาช้าง 2 ช้าง สวมเครื่องคชาธารชูงวงถือหม้อน้ำปากพวยสูง เทน้ำลงมาเป็นรูปดอกบัวตูม 4 ก้าน
ขนาบข้างรูปคชลักษมีด้วย “สัญลักษณ์มงคล” (Sacred Symbols) จัดวางเป็นคู่แบบสมมาตร (Symmetry) ทั้งสองด้านตามรูปศิลปะ โดยมีสัญลักษณ์เครื่องสูงแห่งกษัตริย์ ประกอบด้วยแส้จามรคู่ (แส้ขนจามรี) ฉัตรคู่ พัดวาลวิชณี-บังสูรย์ สัญลักษณ์มงคลแห่งอำนาจ อันได้แก่รูปอังกุศคู่ (ขอสับช้าง) วิชราวุธ ปาศะ (บ่วงบาศ) สัญลักษณ์มงคลศักดิ์สิทธิ์ รูปมัตสยยุคมะ (ปลาคู่) ในความหมายของชายหญิง - ความอุดมสมบูรณ์ และหอยสังข์คู่ ในความหมายแห่งความศักดิ์สิทธิ์แห่งพระเวท 
มุมทั้งสี่ด้านมีช่องหลุมโค้งรับกับมุมฉาก ล้อมรอบด้วยกลีบบัวรวน (ฟันยักษ์) ตรงกลางแผ่นเป็นรูปบัวบาน โดยตรงกลางขูดเนื้อลงไปเป็นช่องหลุมกลม ล้อมรอบด้วยกลีบบัวรวน 2 ชั้น รองรับด้วยรูป “หม้อปูรณฆฏะ” (Pūrṇa-ghạta) ในความหมายแห่งความอุดมสมบูรณ์ที่พร้อมสรรพ (Perfects) 
รูปสัญลักษณ์และหลุมทั้ง 5 ที่ปรากฏบนแผ่นหินนี้ อาจเป็นคติที่ได้ได้แสดงความสำคัญของตัวงานศิลปะว่า เป็นแผ่นหินเพื่อใช้ในการ “เจิม” โดยใช้ผงจุณเจิม-วิภูติ เกี่ยวเนื่องกับอำนาจและความเป็นใหญ่ที่จะต้องเป็นพิธีกรรมที่มีความสูงส่งในระดับกษัตริย์-จักรพรรดิราช ที่ประกอบด้วยความอุดมสมบูรณ์ ความพรั่งพร้อม ความศักดิ์สิทธิ์และความเป็นมงคลในเวลาเดียว ซึ่งหากมีการใช้ผงจุณเจิม – วิภูติในหลุมทั้งสี่ของแผ่นหิน ก็อาจหมายถึง ผงศักดิ์สิทธิ์ – มงคลที่ได้มาจากแผ่นดินทั้ง 4 ทิศ โดยหลุมตรงกลางเป็นหลุมใส่น้ำเครื่องหอมศักดิ์สิทธิ์เพื่อใช้ในการผสมผงจุณเจิมจากหลุมทั้ง 4 มุม เจิมที่พระนลาฏของบุคคลสำคัญที่กำลังผ่านพิธีกรรมเพื่อ “การอภิเษก-บรมราชาภิเษก” (Abhiṣeka) หรือพิธีราชสูรยะตามขนบแบบแผนในอินเดีย เป็นกษัตริย์ของรัฐอินเดียโพ้นทะเลในลุ่มน้ำเจ้าพระยา-ท่าจีน
----------------------------
เครดิต;
วรณัย  พงศาชลากร
EJeab  Academy
เพราะทุกที่มีเรื่องราวและเรื่องเล่า

นรก สวรรค์มีจริงหรือ?

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก ยิ่งให้ยิ่งได้ ยิ่งหวงยิ่งอด เราไม่หวงเราไม่อด หมดเดี๋ยวก็มา
นรก สวรรค์ มีจริงหรือ?
โดยหลวงพ่อฤๅษี วัดท่าซุง
จากหนังสือ "สู่แสงธรรม" โดย พล.อ.ต.มนูญ ชมภูทีป
"...ถ้ายังงั้นนรก สวรรค์ ที่เขาพูดๆ กันนั้น ก็มีจริงใช่ไหมครับ"
...หลวงพ่อพูดยิ้มๆ แล้วกล่าวต่อ "ถ้าฉันบอกคุณในขณะนี้ว่า 
นรก สวรรค์ พรหม มีจริง คุณจะเชื่อหรือ? ยิ่งฉันบอกต่อไปว่า
มิใช่มีแต่โลกมนุษย์เพียงแห่งเดียว หากแต่ยังมีอบายภูมิ ๔
ซึ่งเป็นภูมิต่ำกว่ามนุษย์ ได้แก่ นรก เปรต อสุรกาย และสัตว์
เดียรัจฉานอีก และภูมิที่สูงกว่ามนุษย์ ก็ยังมีสวรรค์ภูมิ อีกถึง
๖ ชั้น ได้แก่ จาตุมหาราช ดาวดึงส์ ยามา ดุสิต นิมมานรดี
และปรนิมมิตวสวัสดี นอกจากนั้นยังมีพรหม อีกถึง ๒๐ ชั้น
คือ รูปพรหม ๑๖ ชั้น และ อรูปพรหมอีก ๔ ชั้น รวมกันแล้ว
เขาเรียกว่าไตรภูมิน่ะ คุณจะเชื่อหรือ?"

ยิ่งหากฉันบอกต่อไปว่า ยังมีแดนสูงสุดที่สูงยิ่งกว่าพรหม
คือพระนิพพานเข้าไปอีก คุณก็ยิ่งจะไม่เชื่อเข้าไปใหญ่
ทั้งนี้เพราะคุณยังเป็นมนุษย์ปุถุชนทั่วๆ ไป หลงคิดเอาว่า
มีแต่โลกมนุษย์ที่คุณอยู่เพียงแห่งเดียวเท่านั้น ใครจะ
พูดถึง นรก สวรรค์ พรหม นิพพาน แล้วเป็นไม่ยอมเชื่อ
เด็ดขาด เปรียบดังเช่นฝูงปลาที่หลงหนองน้ำเน่าไม่มีผิด
ไม่ว่าเต่าจะพูดชักชวนไปอยู่ที่ห้วยหนอง บึง ทะเลสาบ
ที่ดีกว่าเพียงไร ปลาเหล่านั้นก็หาเชื่อไม่ ด้วยคิดเอาว่า
โลกอันกว้างใหญ่ไพศาลของพวกตนนั้น ก็คือหนองน้ำ
เก่าที่ตนอยู่เพียงแห่งเดียวเท่านั้นเอง คุณเองก็เป็นเช่น
ปลาหลงหนองน้ำเน่านะ ที่ยังคิดว่ามีเพียงโลกมนุษย์
ที่คุณอยู่เพียงแห่งเดียว"
ข้าพเจ้าโดนหลวงพ่อสรุปให้เป็นปลาหลงหนองน้ำเน่า
เข้าให้แล้วอย่างจัง แต่ก็ไม่ยอมถอย หัวเราะแหะๆ ถาม
ย้ำเพื่อความแน่ใจอีกครั้งว่า "ผมอยากฟังจากปากของ
หลวงพ่อมากกว่าที่จะฟังจากคนอื่นน่ะครับ รวมความว่า
นรก สวรรค์ พรหม และนิพพาน นั้นมีจริงๆ ใช่ไหมครับ"
"เอ! คุณมนูญ นี่จะบังคับให้ฉันเป็นเต่าให้ได้นะ" หลวงพ่อ
พูดยิ้มๆ "เต่าน่ะเวลามันเดินคุณเห็นไหมว่ามันเดินส่ายหัว
และคุณรู้ไหมว่ามันส่ายหัวทำไม?" หลวงพ่อย้อนถามอีก
"เป็นธรรมชาติของเต่ามังครับ" ข้าพเจ้าตอบ
"ไม่ใช่! เต่าส่ายหัวเพราะมันเอือมระอาปลาหน้าโง่ ที่หลง
หนองน้ำเน่ายังไงล่ะ คุณจะให้ฉันต้องเดินส่ายหัว เพราะ
เอือมระอามนุษย์หลงโลกอย่างพวกคุณ เหมือนเต่าหรือ
ยังไง?" หลวงพ่อหัวเราะพอเห็นข้าพเจ้าหน้าเสีย ก็เมตตา
พูดต่อไปว่า
"เรื่อง นรก สวรรค์ พรหม และ นิพพาน มีจริงหรือไม่นั้น
ฉันในฐานะเป็นสาวกขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ขอยืนยันตามที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่ามีจริง และฉันเองก็
ตั้งใจไว้ว่าอีกไม่นาน ฉันจะพูดถึงเรื่องไตรภูมิ ออกอากาศ
ที่สถานีวิทยุกระจายเสียง ๐๔ ตาคลี ซึ่งคุณรับผิดชอบอยู่
คุณเตรียมจัดเวลาออกอากาศให้ฉันก็แล้วกัน หากคุณ
สนใจก็อัดเทปไว้ จะได้รู้โดยละเอียดถึงนรกขุมต่างๆ
สวรรค์ทั้ง ๖ ชั้น พรหมทั้ง ๒๐ ชั้น และพระนิพพานด้วย
ดีไหมล่ะ?"
"ดีซีครับหลวงพ่อ" ข้าพเจ้าตอบรับด้วยความดีใจ ในขณะที่
ข้าพเจ้าถามเรื่องนรก สวรรค์นี้ หนังสือเรื่องไตรภูมิ ยังมิได้
ออกอากาศที่สถานีวิทยุ ๐๔ และทันทีที่หลวงพ่อพูด
ออกอากาศ ข้าพเจ้าก็ให้พันจ่าอากาศเอกกริช บำรุงพงษ์
บันทึกเทปไว้ฟัง และต่อมาพลอากาศโท ม.ร.ว. เสริม ศุขสวัสดิ์
จึงได้มาขอเทปจากสถานีวิทยุ ๐๔ ไปถอดแล้วจัดพิมพ์
เป็นรูปเล่ม ให้ศิษย์รุ่นหลังๆ ได้อ่านกันมาจนทุกวันนี้
ซึ่งข้าพเจ้าเองก็แอบภาคภูมิใจ อยู่ลึกๆ เพราะด้วยคำถาม
เรื่องนรก สวรรค์ ของข้าพเจ้าข้อนี้เองได้มีส่วนช่วยผลักดัน
ให้หลวงพ่อต้องพูดถึงเรื่องไตรภูมิ
ดังนั้นท่านผู้สนใจเกี่ยวกับเรื่องนรก สวรรค์ พรหม และนิพพาน 
ก็จงรีบหาหนังสือเรื่องไตรภูมิ ของหลวงพ่อพระมหาวีระ ถาวโร 
อ่านเสีย แล้วจงใช้วิจารณญาณของท่านพิจารณาด้วยตนเอง
ต่อไปเถิด
เครดิต;
FB // BuddhaSattha