วันพุธที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2563

อายุเทวดา

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก ยิ่งให้ยิ่งได้ ยิ่งหวงยิ่งอด เราไม่หวงเราไม่อด หมดเดี๋ยวก็มา
อายุเทวดา    
     50 ปีของมนุษย์ เท่ากับ 1 คืน 1 วันของเทวดาเหล่าจาตุมหาราชิกา โดย 500 ปีทิพย์คืออายุโดยประมาณของเทวดาจาตุมหาราชิกา...
     100 ปีของมนุษย์ เท่ากับ 1 คืน 1 วันของเทวดาเหล่าดาวดึงส์ โดย 1,000 ปีทิพย์คืออายุโดยประมาณของเทวดาเหล่าดาวดึงส์...
     200 ปีของมนุษย์ เท่ากับ 1 คืน 1 วันของเทวดาเหล่ายามา โดย 2,000 ปีทิพย์คืออายุโดยประมาณของเทวดาเหล่ายามา...
     400 ปีของมนุษย์ เท่ากับ 1 คืน 1 วันของเทวดาเหล่าดุสิต โดย 4,000 ปีทิพย์คืออายุโดยประมาณของเทวดาเหล่าดุสิต...
     800 ปีของมนุษย์ เท่ากับ 1 คืน 1 วันของเทวดาเหล่านิมมานรดี โดย 8,000 ปีทิพย์คืออายุโดยประมาณของเทวดาเหล่านิมมานรดี...
     1,600 ปีของมนุษย์ เท่ากับ 1 คืน 1 วันของเทวดาเหล่าปรนิมมิตวสวัตดี โดย 16,000 ปีทิพย์คืออายุโดยประมาณของเทวดาเหล่าปรนิมมิตวสวัตดี...
__________________________________
ที่มา: เรียบเรียงจากพระไตรปิฎกและอรรถกถาแปล ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 34 (พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ภาค 1 เล่ม 3 มหาวรรค อุโปสถสูตร ข้อ 510), 2559, น.388-399

เห็นกรงจักรเป็นดอกบัว

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก ยิ่งให้ยิ่งได้ ยิ่งหวงยิ่งอด เราไม่หวงเราไม่อด หมดเดี๋ยวก็มา
เห็นกรงจักรเป็นดอกบัว
       ในอดีตกาล ครั้งศาสนาพระกัสสปทศพล ในเมืองพาราณสีเศรษฐีมีทรัพย์ ๘๐ โกฏิมีบุตรคนหนึ่ง ชื่อมิตตวินทุกะ มารดาบิดาของมิตตวินทุกะ เป็นพระโสดาบัน. แต่มิตตวินทุกะเป็นคนทุศีลไม่มีศรัทธา
เมื่อบิดาตายแล้วมารดาตรวจตราดูแลทรัพย์สมบัติ วันหนึ่งกล่าวกะเขาว่า ลูกรัก ความเป็นมนุษย์เป็นของที่ได้ยาก เจ้าก็ได้แล้วเจ้าจงให้ทานรักษาศีล กระทำอุโบสถกรรม ฟังธรรมเถิด 
มิตตวินทุกะกล่าวว่า แม่ ทาน ไม่เป็นประโยชน์แก่ฉัน แม่อย่าได้กล่าวอะไร ๆ กะฉัน ฉันจะไปตามยถากรรม ถึงแม้เขาจะกล่าวอยู่อย่างนี้ 
       วันหนึ่งเป็นวันบูรณมีอุโบสถ มารดาได้กล่าวกะเขาว่า ลูกรักวันนี้เป็นวันอภิลักขิตสมัยมหาอุโบสถ วันนี้เจ้าจงสมาทานอุโบสถ ไปวิหารฟังธรรมอยู่ตลอดคืนแล้วจงมา แม่จะให้ทรัพย์พันหนึ่งแก่เจ้า
เขารับคำของมารดาแล้ว ครั้นบริโภคอาหารเช้าแล้ว จึงไปวิหารอยู่ที่วิหารตลอดวัน แล้วนอนหลับอยู่ ณ ที่แห่งหนึ่งตลอดคืน โดยที่ธรรมแม้บทหนึ่ง ก็ไม่กระทบหู วันรุ่งขึ้นเขาล้างหน้าไปนั่งรอที่เรือนแต่เช้าทีเดียว. 
ฝ่ายมารดาของเขาคิดว่า วันนี้ลูกของเราฟังธรรมแล้ว จักพาพระเถระผู้ธรรมกถึกมาแต่เช้าทีเดียว จึงตบแต่งข้าวยาคูเป็นต้น แล้วปูลาดอาสนะไว้คอยท่าอยู่ ครั้นเห็นเขามาคนเดียว จึงถามว่า ลูกรักเจ้าไม่ได้นำพระธรรมกถึกมาหรือ  
เขากล่าวว่า ฉันไม่ต้องการพระธรรมกถึก 
ถ้าเช่นนั้นลูกจงดื่มข้าวยาคูเถิด 
แม่รับว่าจะให้ทรัพย์พันหนึ่งแก่ฉัน แม่จงให้ทรัพย์แก่ฉันก่อน ฉันจักดื่มภายหลัง 
ดื่มเถิดลูกรัก แล้วแม่จักให้ทีหลัง
ฉันต้องได้รับทรัพย์ก่อนจึงจะดื่ม 
         ลำดับนั้น มารดาได้เอาห่อทรัพย์พันหนึ่งวางไว้ต่อหน้าเขา เขาดื่มข้าวยาคูแล้วถือเอาห่อ
ทรัพย์พันหนึ่งไปทำการค้า ในไม่ช้านักก็เกิดทรัพย์ขึ้นถึงแสนสองหมื่น. เขาคิดว่า เราจักต่อเรือทำการค้าขาย ครั้นเขาต่อเรือแล้วได้กล่าวกะมารดาว่า แม่ ฉันจักทำการค้าขายทางเรือ 
ครั้งนั้น มารดาได้ห้ามเขาว่า ลูกรัก เจ้าเป็นลูกคนเดียวของแม่ แม้ในเรือนนี้ก็มีทรัพย์อยู่มาก ทะเลมีโทษไม่น้อยเจ้าอย่าไปเลย 
         ฉันจักไปให้ได้ แม่ไม่มีอำนาจที่จะห้ามฉัน 
มารดากล่าวว่า ลูกรัก แม่ต้องห้ามเจ้า แล้วจับมือเอาไว้ 
เขาสลัดมือและผลักมารดาให้ล้มลง แล้วเดินข้ามไป  จากนั้นก็ลงเรือแล่นไปในทะเล.
ครั้นถึงวันที่ ๗ เรือได้หยุดนิ่งอยู่บนหลังน้ำกลางทะเล เพราะมิตตวินทุกะเป็นเหตุ คนในเรือปรึกษากันว่า เรือไม่อาจแล่นไปได้ เห็นทีจักมีกาลกัณณีบนเรือนี้เป็นแน่ พวกเราควรให้ทุกคนจับสลากดูว่าใครกันที่เป็นกาลกัณณี สลากกาลกัณณีที่แจกไปได้ตกในมือของ มิตตวินทุกะคนเดียวถึงสามครั้ง เมื่อเป็นเช่นนี้ ทุกคนมีความเห็นร่วมกันว่า คนเป็นจำนวนมากอย่ามาพินาศเสีย เพราะอาศัยนายมิตตวินทุกะนี้คนดีเลย จึงผูกแพให้เขาแล้วโยนเขาลงทะเล
          ทันใดนั้นเรือได้แล่นไปในมหาสมุทรโดยเร็ว มิตตวินทุกะนอนไปในแพลอยไปถึงเกาะ
น้อยแห่งหนึ่ง บนเกาะน้อยนั้นเขาได้พบนางชนี คือนางเวมานิกเปรต ๔ นาง อยู่ในวิมานแก้วผลึก นางเปรตเหล่านั้นเสวยทุกข์ ๗ วัน เสวยสุข ๗ วัน มิตตวินทุกะได้เสวยทิพยสมบัติอยู่กับนางเปรตเหล่านั้น ๗ วันในวาระสุข 
           ครั้นถึงวาระที่จะเปลี่ยนไปทนทุกข์ นางทั้ง ๔ ได้สั่งว่า นาย พวกฉันจักมาในวันที่ ๗ ท่านอย่ากระสันไปเลย จงอยู่ในที่นี้จนกว่าพวกฉันจะมา ดังนี้แล้วพากันไป 
มิตตวินทุกะเป็นคนตกอยู่ในอำนาจของตัณหา ลงนอนบนแพนั้นลอยไปตามพื้นสมุทรอีก ถึงเกาะน้อยอีกแห่งหนึ่ง ได้พบนางเปรต ๘ นาง ในวิมานเงินบนเกาะนั้นได้พบนางเปรต ๑๖ นาง ในวิมานแก้วมณีบนเกาะอีกแห่งหนึ่ง ได้พบนางเปรต ๓๒ นาง ในวิมานทองบนเกาะอีกแห่งหนึ่ง โดยอุบายนี้แหละได้เสวยทิพยสมบัติอยู่กับนางเปรตเหล่านั้นทุก ๆ เกาะ ดังกล่าวแล้ว
         เมื่อถึงเวลาที่นางเปรตแม้เหล่านั้นไปทนทุกข์ ได้นอนบนหลังแพลอยไปตามห้วงสมุทรอีก ได้พบเมือง ๆ หนึ่งมีกำแพงล้อมรอบ มีประตู ๔ ด้าน ได้ยินว่า ที่นี่เป็นอุสสทนรกเป็นที่เสวยกรรมกรณ์ของเหล่าสัตว์นรกเป็นจำนวนมาก แต่ได้ปรากฏแก่มิตตวินทุกะเหมือนเป็นเมืองที่ประดับตบแต่งไว้ เขาคิดว่า เราจักเข้าไปเป็นพระราชาในเมืองนี้ แล้วเข้าไปได้เห็นสัตว์นรกตนหนึ่ง ทูนจักรกรดหมุนเผาผลาญอยู่บนศีรษะ ขณะนั้นจักรกรดบนศีรษะสัตว์นรกนั้น ได้ปรากฏแก่มิตตวินทุกะเป็นเหมือนดอกบัว เครื่องจองจำ ๕ ประการที่อก ปรากฏเหมือนเป็นสังวาลย์เครื่องประดับทรวง โลหิตที่ไหลจากศีรษะเหมือนเป็นจันทน์แดงที่ชะโลมทา เสียงครวญครางเหมือนเป็นเสียงเพลงขับที่ไพเราะ 
          มิตตวินทุกะเข้าไปใกล้สัตว์นรกนั้น แล้วกล่าวขอว่า ข้าแต่บุรุษผู้เจริญ ท่านได้ทัดทรงดอกบัวมานานแล้ว จงให้แก่ข้าพเจ้าเถิด 
สัตว์นรกกล่าวว่าแน่ะสหาย นี้ไม่ใช่ดอกบัวมันคือจักรกรด 
มิตตวินทุกะกล่าวว่า ท่านพูดอย่างนี้เพราะไม่อยากจะให้แก่เรา 
         สัตว์นรกคิดว่า บาปของเราคงสิ้นแล้ว แม้บุรุษผู้นี้ก็คงจะทุบตีมารดามาแล้วเหมือนเรา เราจักให้จักรกรดแก่มัน ครานั้นสัตว์นรกได้กล่าวกะมิตตวินทุกะว่า มาเถิดท่านผู้เจริญ ท่านจงรับดอกบัวนี้เถิด แล้วขว้างจักรกรดไปบนศีรษะของมิตตวินทุกะ จักรกรดได้ตกลงพัดผันบนศีรษะเขา 
ขณะนั้นมิตตวินทุกะจึงรู้ว่าดอกบัวนั้นคือจักรกรด ได้รับทุกขเวทนาเป็นกำลัง คร่ำครวญว่าท่านจงเอาจักรกรดของท่านไปเถิด ๆ สัตว์นรกตนนั้นได้หายไปแล้ว.
         คราวนั้น รุกขเทวดาผู้มีศักดิ์ใหญ่ท่านหนึ่ง พร้อมด้วยบริวารใหญ่เที่ยวจาริกไปในอุสสทนรกได้ไปถึงที่นั้น มิตตวินทุกะแลเห็นรุกขเทวดา จึงถามว่า ข้าแต่ท่านเทวดา  เมืองนี้มีประตู ๔ ประตู มีกำแพงมั่นคง ล้วนแล้วไปด้วยเหล็กแดง ข้าพเจ้าถูกล้อมไว้ด้วยกำแพง  ข้าพเจ้าได้ทำบาปอะไรไว้.  ประตูทั้งหมดจึงปิดแน่น ข้าพเจ้าถูกขังเหมือนนก ข้าแต่เทวดา นี่เป็นเพราะเหตุใด   ข้าพเจ้าจึงถูกจักรกรดพัดศีรษะ ?
เทวราชเมื่อจะบอกเหตุแก่เขา จึงกล่าวว่า   ท่านได้ทรัพย์มากมายแสนสองหมื่นแล้วยังไม่เชื่อคำของญาติผู้เอ็นดู.    ท่านแล่นเรือไปสู่สมุทรอันอาจทำให้ เรือโลดขึ้นได้ เป็นสาครที่มีสิทธิ์น้อย ได้ประสบนางเวมานิกเปรต ๔ นาง จาก ๔ นางเป็น ๘ นาง จาก ๘ นาง เป็น ๑๖ นางถึงจะได้ประสบนางเวมานิกเปรตจาก ๑๖  นาง เป็น ๓๒ นาง ก็ยังปรารถนายิ่งไปกว่านั้นจึงได้ประสบจักรนี้ จักรกรดย่อมพัดผันบนศีรษะของคนผู้ถูกความอยากครอบงำ.
         ความอยากเป็นของสูงใหญ่ไพศาล ยากที่จะให้เต็มได้ มักให้ถึงความวิบัติ ชนเหล่าใดย่อมยินดีไปตามความอยาก ชนเหล่านั้นย่อมเป็นผู้ทรงจักรกรดไว้. 
ชนเหล่าใดละสิ่งของที่มีมากเสียด้วยไม่พิจารณาหนทางด้วย แล้วไม่คิดอ่านเหตุการณ์นั้นให้ถ่องแท้ ชนเหล่านั้นย่อมเป็นผู้ทรงจักรกรดไว้.
        ผู้ใดพึงเพ่งพินิจถึงการงานและโภคะอันไพบูลย์ ไม่ซ่องเสพความอยากอันประกอบด้วยความฉิบหาย ทำตามถ้อยคำของผู้เอ็นดูทั้งหลาย ผู้เช่นนั้น จะไม่ถูกจักรกรดพัดผัน.
มิตตวินทุกะได้ฟังดังนั้นแล้ว คิดว่า เทวบุตรนี้รู้กรรมที่เราทำไว้โดยถ่องแท้ เทวบุตรนี้คงจะรู้กำหนดกาลที่เราจะหมกไหม้อยู่ เราจะถามท่านดู จึงกล่าวว่า ข้าแต่ท่านผู้น่าบูชา จักรกรดจักตั้งอยู่ บนศีรษะของข้าพเจ้านานสักเท่าไรหนอ จะสักกี่พันปี ข้าพเจ้าขอถามความนั้น ขอท่านได้ โปรดบอกแก่ข้าพเจ้าเถิด.
         เทวดากล่าวว่า   ดูก่อนมิตตวินทุกะ ท่านจงฟังเรา ท่านจะต้องทนทุกข์ทรมานไปอีกนาน จักรกรดจะพัดผันอยู่บนศีรษะของท่าน เมื่อท่านยังมีชีวิตอยู่จะพ้นไปไม่ได้.
ครั้นเทวบุตรกล่าวดังนี้แล้ว ก็ได้ไปเทพวิมานของตน ส่วนมิตตวินทุกะ ก็ได้ดำเนินไปสู่ทุกข์ใหญ่อีกยาวนาน
จบเรื่อง เห็นกงจักรเป็นดอกบัว

ประเด็นน่าสนใจ
    นายมิตตวินทุกะ ถูกความอยากเข้าครอบงำเมื่อได้แล้วก็อยากได้มากขึ้น เมื่อได้มากขึ้นก็อยากได้เพิ่มไปอีก นั่นเป็นเหมือนเหยื่อล่อแห่งกรรม ในที่สุดเขาก็ติดกับดัก ต้องถูกจักรกรดบดศีรษะได้รับทุกขเวทนาแสนสาหัส
    ปัจจุบันก็มีหลายสถานการณ์ที่คล้ายๆ กันคือ มีเหยื่อล่อที่อาศัยความอยากได้ ด้วยการให้ผลประโยชน์เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เช่นแชร์ลูกโซ่บ้างหรืออะไรทำนองนี้ หลงทุ่มเงินไปมากมาย สุดท้ายก็ติดกับ ต้องสูญเสียเงินทองไปไม่น้อย  
    การลงทุนทำงาน หรือการดำเนินชีวิตก็มีความเสี่ยง เสี่ยงที่จะถูกเยื่อล่อให้ติดกับ เหยื่อล่อก็คือกามคุณ ๕ หลงเพลิดเพลินอยู่กับสิ่งนี้ คิดว่าจะมีอยู่ร่ำไป จึงประมาทไม่ทำในสิ่งที่ควรทำ และเมื่อต้องสูญเสียไปจึงได้รู้ว่าติดกับเสียแล้ว เกินกว่าจะแก้ไขได้
    ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นการลงทุนการงาน หรือการดำเนินชีวิตควรเผื่อทางถอย หรือคิดแผนสำรองไว้บ้าง  เพราะหากสำเร็จนั่นเป็นการดี แต่หากไม่สำเร็จหรือล้มเหลว ไม่เป็นไปตามที่คาดเอาไว้ เมื่อมีแผนสำรอง อย่างน้อยก็พอแก้ไขสถานการณ์ได้ทัน หรือหากแก้ไม่ได้ก็สามารถยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้น ไม่เสียใจหรือผิดหวังมากจนเกินไป
Cr.ขุนพลไร้เงา

โคนันทวิสาล

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก ยิ่งให้ยิ่งได้ ยิ่งหวงยิ่งอด เราไม่หวงเราไม่อด หมดเดี๋ยวก็มา
โคนันทวิสาล
ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้าประทับอยู่วัดเชตวัน เมืองสาวัตถี ทรงปรารภการพูดเสียดแทงให้เจ็บใจของพวกภิกษุฉัพพัคคีย์ ได้ตรัสอดีตนิทานมาสาธก ว่า...
   กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในสมัยของพระเจ้าคันธาระครองเมืองตักกศิลา แคว้นคันธาระ พระโพธิสัตว์เกิดเป็นโคนามว่า นันทิวิสาล เป็นโคมีรูปร่างสวยงาม มีพละกำลังมาก มีพราหมณ์คนหนึ่งได้เลี้ยงและรักโคนั้นเหมือนลูกชาย โคนั้นคิดจะตอบแทนบุญคุณการเลี้ยงดูของพราหมณ์ในวันหนึ่ง ได้พูดกะพราหมณ์ว่า
      "พ่อ จงไปท้าพนันกับโควินทกเศรษฐีว่า โคของเราสามารถลากเกวียนหนึ่งร้อยเล่ม ที่ผูกติดกันให้เคลื่อนไหวได้ พนันด้วยเงินหนึ่งพันกหาปณะเถิด"
พราหมณ์ได้ไปที่บ้านเศรษฐีและตกลงกันตามนั้น นัดเดิมพันกันในวันรุ่งขึ้น     ในวันเดิมพัน พราหมณ์ได้เทียมโคนันทิวิสาลเข้าที่เกวียนเล่มแรก เพื่อลากเกวียนหนึ่งร้อยเล่มผูกติดกันซึ่งบรรทุกทราย กรวดและหินเต็มลำ แล้วขึ้นไปนั่งบนเกวียน เงื้อปฏักขึ้นพร้อมกับตวาดว่า
      "ไอ้โคโกง โคโง่ เจ้าจงลากเกวียนไปเดี๋ยวนี้"
ฝ่ายโคนันทิวิสาลเมื่อได้ยินพราหมณ์พูดเช่นนั้น ก็คิดน้อยใจว่า
      "พราหมณ์เรียกเราผู้ไม่โกง ว่าโกง ผู้ไม่โง่ ว่าโง่"
จึงยืนนิ่งไม่เคลื่อนไหว โควินทกเศรษฐีจึงเรียกให้พราหมณ์นำเงินหนึ่งพันกหาปณะมาให้แล้วกลับบ้านไปฝ่ายพราหมณ์ผู้แพ้พนันเงินหนึ่งพันกหาปณะ ปลดโคแล้วก็เข้าไปนอนเศร้าโศกเสียใจอยู่ในบ้าน ส่วนโคนันทิวิสาลเห็นพราหมณ์เศร้าโศกเสียใจเช่นนั้น จึงเข้าไปปลอบและกล่าวว่า
      "พ่อ ฉันอยู่ในเรือนของท่านตลอดมา เคยทำภาชนะอะไรแตกไหม เคยเหยียบใครๆ เคยถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะในที่อันไม่ควรหรือไม่ เพราะเหตุใด ท่านจึงเรียกเราว่า โคโกง โคโง่ ครั้งนี้เป็นความผิดของท่านเอง ไม่ใช่ความผิดของฉัน บัดนี้ ขอให้ท่านไปเดิมพันกับโควินทกเศรษฐีใหม่ด้วยเงินสองพันกหาปณะ ขออย่างเดียว ท่านอย่าได้เรียกฉันว่า โคโกง โคโง่ ท่านจะได้ทรัพย์ตามที่ท่านปรารถนา ฉันจะไม่ทำให้ท่านเศร้าเสียใจ"
พราหมณ์ได้ทำตามที่โคนันทิวิสาลบอก ในวันเดิมพัน พราหมณ์จึงพูดหวานว่า
"นันทวิสาลลูกรัก พ่อมหาจำเริญ ขอให้พ่อจงช่วยลากเกวียนร้อยเล่มนี้ไปเถิด"
โคนันทวิสาลได้ลากเกวียนร้อยเล่มที่ผูกติดกัน ด้วยการออกแรงลากเพียงครั้งเดียวเท่านั้น ทำให้เกวียนเล่มสุดท้ายไปตั้งอยู่ที่เกวียนเล่มแรกอยู่ ทำให้พราหมณ์ชนะพนัน ด้วยเงินสองพันกหาปณะพระพุทธองค์เมื่อนำอดีตนิทานมาสาธกแล้วตรัสว่า
      "ภิกษุทั้งหลาย ชื่อว่า คำหยาบ ไม่เป็นที่ชอบใจของใครๆ แม้กระทั่งสัตว์เดียรัจฉาน"
แล้วได้ตรัสพระคาถาว่า
      "บุคคลควรพูดแต่คำที่น่าพอใจเท่านั้น ไม่ควรพูดคำที่ไม่น่าพอใจในกาลใดๆ เมื่อพราหมณ์พูดคำที่น่าพอใจ โคนันทิวิสาลได้ลากสัมภาระอันหนักได้ ทั้งยังทำให้หราหมณ์ผู้นั้นได้ทรัพย์อีกด้วย ส่วนตนเองก็เป็นผู้ปลื้มใจ เพราะการช่วยเหลือนั้นด้วย" 

วันอังคารที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2563

พระคันธารราฐ

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก ยิ่งให้ยิ่งได้ ยิ่งหวงยิ่งอด เราไม่หวงเราไม่อด หมดเดี๋ยวก็มา

“พระคันธารราฐ” วัดหน้าพระเมรุราชิการาม หรือวัดหน้าพระเมรุ จ.พระนครศรีอยุธยา
พุทธลักษณะ เป็นพระพุทธรูปศิลาขนาดใหญ่ประทับนั่งห้อยพระบาท ศิลปะแบบทวารวดี ปางประทานปฐมเทศนา มีขนาดหน้าตักกว้าง ๑.๗๐ เมตร สูง ๕.๒๐ เมตร สร้างขึ้นจากวัสดุหินปูนสีเขียวแก่หรือศิลาเขียว (Bluish Limestone) พระหัตถ์ทั้งสองข้างวางคว่ำอยู่บนพระชานุ (เข่า) เบื้องพระปฤษฎางค์ (เบื้องหลัง) มีพนัก และเหนือขึ้นไปหลังพระเศียรมีประภามณฑลหรือรัศมี สลักลายที่ขอบ ปัจจุบันประดิษฐานเป็นพระประธานอยู่ในพระวิหารสรรเพชญ์ หรือพระวิหารคันธารราฐ หรือพระวิหารเขียน หรือพระวิหารน้อย
พระวิหารสรรเพชญ์ ประชาชนเรียกชื่อว่า “พระวิหารคันธารราฐ” หรือเรียกชื่อว่า “พระวิหารเขียน” เนื่องจากมีลายเขียนภายในพระวิหาร หรือมีชื่อเรียกกัน อีกว่า “พระวิหารน้อย” เนื่องจากเป็นพระวิหารขนาดเล็ก มีขนาดกว้างประมาณ ๖ เมตร ยาวประมาณ ๑๖ เมตรเท่านั้น ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของพระอุโบสถ ห่างจากพระอุโบสถประมาณ ๒ เมตรเศษ หันหน้าออกไปทางทิศใต้หรือไปทางแม่น้ำลพบุรี
พระยาไชยวิชิต (เผือก) ได้สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ.๒๓๘๑ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ พระวิหารมีมุขทั้งด้านหน้าและด้านหลัง หลังคามุงกระเบื้องดินเผา ประดับช่อฟ้าใบระกาหางหงส์ ปิดทองประดับกระจกเช่นเดียวกับพระอุโบสถ หน้าบันสลักลายดอกไม้และนก มีประตูเข้าสู่ภายในพระวิหารเฉพาะด้านหน้าประตูเดียว เป็นประตูไม้แกะ สลักลายก้านขดเคล้าภาพเป็นภาพเทพนม ครุฑ นาค และนก ตอนล่างแกะลายฐานสิงห์ ตอนบนเป็นวิมานและลายเปลว (ฝีมือช่างสมัยอยุธยาตอนปลาย อาจเป็นสมัยพระเจ้าปราสาททอง) ซุ้มประตูเป็นลายปูนปั้นปิดทอง ตรงกลางทำเป็นรูปอาคารแบบยุโรป ล้อมด้วยลายดอกไม้มีลายเครือเถาอยู่ที่กรอบ เป็นลายแบบฝรั่งปนจีนฝีมือช่างสมัยรัชกาลที่ ๔ ผนังด้านข้างของพระวิหารมีหน้าต่างด้านละ ๑ บาน ผนังด้านในมีจิตรกรรมฝาผนังเขียนภาพเล่าเรื่องชาดกโดยรอบ ปัจจุบันภาพเขียนจิตรกรรมยังคงอยู่แม้จะลบเลือนไปมากตามกาลเวลา
พระคันธารราฐ สันนิษฐานว่าเคยประดิษฐานอยู่ ณ วัดมหาธาตุ ในเกาะเมือง ข้างวัดราชบูรณะ จ.พระนครศรีอยุธยา มาก่อน ซึ่งเป็นวัดเก่าแก่มีมาก่อนสมัยกรุงศรีอยุธยา และเป็นวัดร้างในยุคนั้น พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงโปรดเกล้าฯ ให้ พระยาไชยวิชิต (เผือก) เป็นแม่กองบูรณปฏิสังขรณ์วัดมหาธาตุ จึงได้ขุดพบ “พระคันธารราฐ” พระพุทธรูปศิลาเขียวองค์นี้ แล้วได้มีการเคลื่อนย้ายอัญเชิญไปประดิษฐานไว้ในพระวิหารน้อย ที่พึ่งสร้างขึ้นใหม่นี้ ณ วัดหน้าพระเมรุราชิการาม จวบจนถึงปัจจุบัน ทั้งนี้ พระยาไชยวิชิต (เผือก) ได้จารึกไว้ในศิลาติดตั้งไว้ที่ฝาผนังเมื่อปี พ.ศ. ที่สร้างว่า “พระคันธารราฐ” นี้ พระอุบาลีมหาเถระ ซึ่งจำพรรษาอยู่ที่วัดธรรมาราม จ.พระนครศรีอยุธยา นำมาจากประเทศลังกา ในคราวที่ท่านเป็นสมณฑูตพร้อมด้วยพระสงฆ์สยามวงศ์นำพระพุทธศาสนาไป
ประดิษฐานในประเทศลังกา
แต่ทว่านักโบราณคดีมีความเห็นว่า “พระคันธารราฐ” เป็นพระพุทธรูปสมัยทวารวดี สร้างขึ้นในระหว่างปี พ.ศ.๑๐๐๐-๑๒๐๐ และสันนิษฐานว่าก่อนที่จะนำมาประดิษฐานไว้ ณ วัดมหาธาตุ ในสมัยกรุงศรีอยุธยา แต่เดิมเคยประดิษฐานอยู่ ณ วัดทุ่งพระเมรุ หรือวัดพระเมรุ จ.นครปฐม เนื่องจากทางราชการขุดพบเรือนแก้วที่ชำรุด สันนิษฐานว่าเป็นเรือนแก้วของพระพุทธรูปองค์นี้ ดังนั้น ความเก่าแก่ของ “พระคันธารราฐ” จึงเก่าแก่กว่าในสมัยกรุงสุโขทัย ไล่เลี่ยกับยุคสมัยของบุโรพุทโธ (borobodur) บนเกาะชวาในประเทศอินโดนีเซีย
พระคันธารราฐ กล่าวกันว่าเดิมเป็นพระพุทธรูปศิลาเขียว แต่เนื่องจากผ่านกาลเวลามานานจึงทำให้กลายเป็นสีเข้มขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งปัจจุบันดูคล้ายเป็นสีดำ แต่ถ้ามองดูในระยะใกล้ๆ แล้วจะเห็นเม็ดเล็กๆ สีเขียวเพราะทำจากหินทรายแกะสลัก เชื่อกันว่าหากบูชาสักการะแล้วจะอายุยืนมั่นคงดั่งศิลา

เครดิต;
บทความ : website baanjompra.com
ภาพ :#ภาพเก่าอยุธยา #ภาพเก่า2472
Mind GaLLerY


นารายณ์บรรทมสินธุ์

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก ยิ่งให้ยิ่งได้ ยิ่งหวงยิ่งอด เราไม่หวงเราไม่อด หมดเดี๋ยวก็มา
นารายณ์บรรทมสินธุ์ กับ “อสูรขี้หูอิจฉาพระพรหมขี้สะดือ” ที่ปราสาทสด๊กก๊อกธม
ในปี 1920 (พ.ศ. 2463) ร้อยตำรวจเอกหลวงชาญนิคม ได้นำคณะสำรวจเดินทางมายังปราสาทเมืองพร้าวแล้วบันทึกสรุปได้ว่า “...ชาวบ้านเรียกที่นี่ว่าปราสาทเมืองพร้าว เพราะมีต้น (มะ) พร้าวมาก มีกำแพงสองชั้น มีซากปราสาทหิน 7 องค์ ใกล้กันเป็นทุ่งมีสระน้ำขนาดใหญ่ มีถนนโบราณปูด้วยหิน สองข้างถนนมีเสาหินปัก มีถนนโบราณยาวไปทางบ้านตาพญา ตรงไปนครวัด...” 
“ปราสาทสด๊กก๊อกธม” (Sdok kok Thom Pr.) หรือปราสาทเมืองพร้าว ตั้งอยู่ที่บ้านหนองเสม็ด ตำบลโคกสูง อำเภอตาพระยา จังหวัดสระแก้ว เป็นปราสาทหินที่มีการจัดวางผังแบบวางตามแนว “แกนยาว” (Plan Axe) หันหน้าไปทางตะวันออก   เริ่มต้นจากลานพลับพลาจัตุรมุข ริมสระน้ำบารายขนาดใหญ่ของชุมชน (สฺรุก) โบราณ แนวบันไดต้นทางมายังชาลาทางเดินหรือทางดำเนิน ที่ประดับเสาโคมประทีปหัวบัวตูม (เสานางเรียงหรือเสานางจรัล มาจากคำว่า “ไนจุมวล” (Nai Cumval) ในภาษาเขมรมีหมายความถึง “เสาที่ปักเรียงรายข้างทางเดิน”) 
ถัดจากชาลาทางดำเนิน จะเป็นโคปุระชั้นนอก ที่สร้างเป็นอาคารทางเข้าเพียงด้านเดียว ในขณะที่ด้านทิศตะวันตกทำเป็นซุ้มประตูขนาดเล็ก มีกำแพงศิลาแลงล้อมเป็นรูปสี่เหลี่ยม ภายในมีสระน้ำล้อมรอบในคติมหาสมุทรที่ล้อมรอบเขาไกรลาส มีชาลาทางเดินที่มีเสาประทีปประดับ เข้าสู่ปราสาทชั้นอยู่เพียงทางเดียว
ปราสาทชั้นใน มีอาคารโคปุระขนาดใหญ่ทั้ง  4 ด้าน แต่จะมีอาคารโคปุระด้านหน้าทิศตะวันออกเท่านั้นที่ก่อยอดเป็นเรือนปราสาทขึ้นไป เป็นวิมานศิขระชั้นซ้อนยอดหลังคาแบบเทวาลัยในอินเดียใต้ ที่ให้ความสำคัญกับซุ้มประตูเข้าด้านหน้ามากที่สุด ระหว่างโคปุระมีวิหารระเบียงคดที่มีหลังคาหินทรายและหลังคาอิฐมุง ด้านนอกก่อทึบ ด้านในโปร่งวางเสารองรับโครงสร้างหลังคาไม้  มีบรรณาลัย 2 หลัง ตามแนวเหนือ-ใต้ ตรงกึ่งกลางปราสาทเป็นปราสาทประธานหลังเดี่ยวขนาดใหญ่ ลานด้านในปูพื้นศิลาแลงทั้งหมด และมีการประดับเสาพระประทีปตรงทางเดินเข้าและบริเวณรายรอบปราสาทประธาน
ที่ปราสาทนี้พบจารึกสำคัญ ในบริเวณซากปรักหักพังของปราสาท เรียกว่า “จารึกสด๊กก๊อกธม 2” ที่จารขึ้น เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระเจ้าอุทัยทิตยวรมันที่ 2 (Udayādityavarman II) ที่ได้ทรงกลับมาบูรณปฏิสังขรณ์ศาสนสถานแห่งภัทรปัตนะ (Bhadrapattana) ซึ่งเคยถูกทำลายลงในช่วงสงครามกลางเมืองในยุคสมัยพระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 (กับพระเจ้าชัยวีรวรมัน)  ตามคำขอของพราหมณ์สทาศิวะหรือพระกัมรเตงอัญศรีชเยนทรวรมัน ซึ่งเป็นพระราชครูและพระญาติผู้ใหญ่คนสนิท พร้อมทั้งได้สถาปนาศิวลึงค์ อีกทั้งกัลปนาข้าทาส สิ่งของประจำศาสนาสถาน โดยพระองค์ยังได้ทรงสถาปนาเทวสถานภัทรนิเกตนหรือปราสาทสด๊กก๊อกธมขึ้นถวายในช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 16  
เนื้อความในจารึกสด๊กก๊อกธม 2  ยังได้บันทึกเรื่องราวของตระกูลพราหมณ์ผู้ปฏิบัติพิธีกรรมเทวราชา และรายพระนามกษัตริย์เขมรโบราณ ตั้งแต่รัชกาลพระเจ้าชัยวรมันที่ 2 ที่ครองราชย์ในปี พ.ศ. 1345 มาจนถึงพระเจ้าอุทัยทิตยวรมันที่ 2 ที่ปรากฏปีจารึก (ในด้านที่ 4 บรรทัดที่ 41 บอกมหาศักราช 971  ซึ่งตรงกับ พ.ศ. 1595) รวมระยะเวลา เวลา 250 ปี กษัตริย์ 14 พระองค์ (ไม่ได้กล่าวชื่อพระนาม 2 พระองค์ชัดเจน) นับเป็นจารึกหลักสำคัญ (ที่สุด) ที่นำไปสู่การศึกษาเชื่อมโยงกับจารึกหลักอื่น ๆ ที่พบในแต่ละยุคสมัย เปิดปริศนาในหน้าประวัติศาสตร์เขมรโบราณได้มาจนถึงในทุกวันนี้
---------------------------------------
 *** ภาพสลักที่แตกกะเทาะบนหน้าบันเหนือซุ้มประตูเล็กด้านใน ปีกฝั่งทิศเหนือของโคปุระตะวันออก ของปราสาทสด๊กก๊อกธม สลักเรื่องราว “วิษณุอนันตศายินปัทมานาภะ - นารายณ์บรรทมสินธุ์” (Vishnu ananta shayana padmanabha - Vishnu reclining on the serpent Ananta Shesha in Cosmic Ocean)  ตามคติการกำเนิดโลกใหม่ของฝ่ายฮินดู –ไวษณพนิกาย ซึ่งตามปกติ จะมีภาพพระวิษณุนอนบรรทมบนแท่นลำตัวพญาอนันตนาคราช (Ananta Shesha)  มีรูปพระนางลักษมีเทวี (มเหสี) นั่งประทับที่พระเพลา กำลังปรนนิบัติ นวดเฟ้น (ในบางภาพสลัก อาจมีภาพของนางภูมิเทวี และนางคงคาด้วย) เหนือขึ้นไปมีรูปพระพรหมประทับอยู่บนดอกบัวบาน มีสายบัวต่อลงมา ผุดออกจากสะดือของพระวิษณุ
แต่ที่หน้าบันเล็กซุ้มประตูปีกข้างโคปุระของปราสาทสด๊กก๊อกธมนี้ กลับมีความแตกต่างไปจากปกติคือ มีภาพของบุคคลถืออาวุธ แทรกเข้ามาในระหว่างกลางของพระวิษณุกับพระพรหมด้วย
สอดรับกับปกรณัมที่ปรากฏในคัมภีร์ “มารกัณเฑยะปุราณะ” (Mārkaṇḍeya Purāṇa) ที่เล่าถึงเรื่องราวของ “อสูรมธุ” (Madhu Asura) และ “อสูรไกฏภะ” (Kaitabha Asura) ที่เป็นตัวแทนของความชั่วร้าย ความอวิชชาขององค์พระวิษณุ ได้กำเนิดขึ้นจากขี้หูในพระกรรณของพระองค์เองในขณะที่กำลังบรรทมอยู่บนอนันตนาคราชในระหว่างการสร้างโลกใหม่ และด้วยเพราะอสูรทั้งสองกำเนิดจากองค์พระวิษณุ จึงมีพลังอำนาจไม่น้อย 
เมื่อสายบัวผุดขึ้นจากสะดือออกมาเป็นบัวตูม สองอสูรจึงได้ออกมาจากพระกรรณด้วยความสงสัย “ขี้สะดือทำไมจึงสวยงามบริสุทธิ์ ช่างแตกต่างไปจากพวกเรานัก” และเมื่อดอกบัวบานออก ปรากฏพระพรหมประทับนั่งอยู่ภายใน (เป็นตัวแทนของปัญญา และความดีงาม) ด้วยความอิจฉา อสูรทั้ง 2 จึงตรงทำร้ายพระพรหม
“เจ้าขี้สะดือ จะมาดีกว่าขี้หูพวกข้าได้อย่างไร” ว่าแล้วก็ถือกระบองเข้ารุมสกรัมพระพรหมในทันที
เมื่อรุมตื้บจนหนำใจ จึงฮึกเหิมหนักด้วยการขโมยเอาพระเวทอันศักดิ์สิทธิ์ของพระพรหมไปด้วย (ครบสูตร) พระวิษณุจึงต้องอวตารเป็นพระหัยครีพที่มีเศียรเป็นม้า เพื่อมาปราบอสูรทั้งสอง นำเอาพระเวทกลับมาคืนให้แก่พระพรหม  
แต่ในเรื่องราวของคัมภีร์ฝ่ายไศวะ – ศากตะ จะเล่าเรื่องแตกต่างออกไปว่า อสูรมธุและอสูรไกฏภะนั้น เกิดขึ้นจากอำนาจแห่งดุลภาพของจักรวาล เมื่อมีความดีงามบังเกิด ต้องมีความชั่วเกิดขึ้นกำกับ อสูรทั้งสองจึงกำเนิดขึ้นพร้อมกับพระพรหม เพื่อมาทำลายล้างพระพรหมมิให้สร้างโลกใหม่ได้สำเร็จ 
เมื่อสองอสูรกำลังจะเข้าทำร้าย พระพรหมได้วิงวอนขอให้ “พระนางมหามายาเทวี” (Goddess Mahamaya) พระแม่อาทิศักติ (Adi Shakti หรือ “พระตรีศักติ”) แห่งจักรวาลให้ช่วยเหลือ พระแม่ได้ปลุกพระวิษณุจากการบรรทม ขึ้นมาสังหารอสูรทั้งสองได้ทันท่วงที พระวิษณุจึงมีพระนามหนึ่งว่า “มธุสุถานาท” (Madusudanah) หรือ “ผู้ปราบอสูรมธุ” นั้นเอง ครับ
------------------------------
*** ภาพสลักเรื่องราวปกรณัม วิษณุอนันตศายินปัทมนาภาที่มีอสูรมธุและอสูรไกฏภะประกอบอยู่ด้วยในงานศิลปะเขมรโบราณ ยังพบเห็นอยู่เฉพาะที่ปราสาทสด๊กก๊อกธมเพียงแห่งเดียวเท่านั้น (ทั้งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้)  ส่วนในกัมพูชาจะเป็นภาพสลักภาคต่อ ในตอนที่พระวิษณุอวตารพระหัยครีพกำลังปราบอสูรทั้งสองที่หน้าบันโคปุระด้านในของปราสาทบันทายสรี  
เครดิต ; FB
วรณัย พงศาชลากร 
EJeab Academy
เพราะทุกที่มีเรื่องราวและเรื่องเล่า

วันศุกร์ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2563

สาราณียธรรม6

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก ยิ่งให้ยิ่งได้ ยิ่งหวงยิ่งอด เราไม่หวงเราไม่อด หมดเดี๋ยวก็มา
สาราณียธรรม 
สาราณียธรรม 6 หมายถึง ธรรมเป็นเหตุให้ระลึกถึงกัน 6 ประการ เป็นคุณธรรมที่ทำให้คนเราไม่เห็นแก่ตัว แต่จะคิดถึงคนอื่น เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่แก่ผู้อื่น เข้าใจคนอื่นมากขึ้น ระลึกถึงกัน ผูกพันเชื่อมโยงบุคคลไว้ด้วยน้ำใจ
สาราณียธรรม 6 สำหรับฆราวาส
1. เมตตากายกรรม แห่งสาราณียธรรม 6 คือ ทำต่อกันด้วยเมตตา หมายถึง ทำสิ่งใดก็ทำด้วยความปรารถนาดีต่อผู้อื่นเช่น แสดงไมตรีจิต และหวังดีต่อมิตรสหาย เพื่อนร่วมงาน บุคคลรอบข้าง โดยช่วยเหลือในเรื่องต่างๆ ด้วยความเต็มอกเต็มใจ พร้อมกับประพฤติตนอย่างสุภาพ สม่ำเสมอ ให้ความเคารพ และจริงใจต่อผู้อื่นแม้ในยามหน้า และลับหลัง
2. เมตตาวจีกรรม แห่งสาราณียธรรม 6 คือ พูดกันด้วยเมตตา หมายถึง จะพูดอะไรก็พูดด้วยความปรารถนาดีต่อกัน เช่น การให้ความรู้ หรือคำแนะนำที่ดีต่อผู้อื่น กล่าววาจาสุภาพ พูดจริง ไม่พูดเพื่อผลประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นแก่ตนเองฝ่ายเดียว
3. เมตตามโนกรรม แห่งสาราณียธรรม 6 คือ คิดต่อกันด้วยเมตตา หมายถึง จะคิดสิ่งใดก็ให้คิดในสิ่งที่ดี และคิดด้วยความปรารถนาดีต่อผู้อื่น เช่น ตั้งจิตปรารถนาที่จะทำคุณงามความดี คิดมั่นในการสร้างบุญกุศล และมีจิตเมตตาช่วยเหลือผู้อื่นด้วยความหวังดี
4. สาธารณโภคี แห่งสาราณียธรรม 6 คือ แบ่งปันสิ่งที่ได้มาโดยชอบธรรม หมายถึง แบ่งปันลาภผลที่ร่วมกัน หาร่วมกันทำโดยยุติธรรมแม้สิ่งของที่ได้มาจะน้อย แต่ก็แจกจ่ายให้ได้มีส่วนร่วมใช้สอยบริโภคทั่วถึงกันนั้น คือ การร่วมสุข ร่วมทุกข์กัน
5. สีลสามัญญตา แห่งสาราณียธรรม 6 คือ มีความประพฤติเสมอภาคกัน หมายถึง ประพฤติสุจริตในสิ่งที่ดีงามอย่างสม่ำเสมอ ประพฤติตนอย่างมีระเบียบวินัยเหมือนผู้อื่น ไม่ประพฤติตนในทางแตกแยกจนเป็นที่ขัดข้องหมองใจต่อผู้อื่นหรือเสื่อมเสียแก่หมู่คณะ
6. ทิฏฐิสามัญญตา แห่งสาราณียธรรม 6 คือ มีความเสมอภาคกันทางความคิด และเคารพความคิดเห็นของผู้อื่น หมายถึง ปรับความคิดความเห็นให้มีเหตุมีผลถูกต้องเหมือนกับผู้อื่น และหมู่คณะภายใต้เหต และผลในทางที่ดีงาม พร้อมกับเคารพเหตุผล ยึดหลักความดีงามเป็นอุดมคติอย่างสม่ำเสมอ

สาราณียธรรม 6 สำหรับภิกษุ สามเณร
1. เมตตากายกรรม คือ ภิกษุ และสามเณรทั้งหลาย พึงกระทำสิ่งใดก็ต้องให้ยึดมั่นด้วยความเมตตา ได้แก่ การแสดงความมีน้ำใจช่วยเหลือขวนขวายในกิจการงานต่างๆ ที่ควรของเพื่อนภิกษุสามเณร ของเพื่อนอุบาสกอุบาสิกาทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นต่อหน้าหรือลับหลังก็ตาม
2. เมตตาวจีกรรม คือ ภิกษุ และสามเณรทั้งหลายพึงกล่าววาจาที่ประกอบขึ้นด้วยเมตตา ได้แก่ การพูดวาจาที่เป็นคำสัตย์ คำจริง คำสมานสามัคคีด้วยคำไพเราะ น่าฟัง และคำที่มีประโยชน์ภายใต้พื้นฐานที่มาจากความเมตตา และจิตอันบริสุทธิ์ต่อคนที่ตนพูดด้วย และคนที่พูดถึง พูดต่อหน้าอย่างไร ลับหลังก็ต้องพูดอย่างนั้น ลับหลังพูดอย่างไร ต่อหน้าก็ควรพูดอย่างนั้น
3. เมตตามโนกรรม คือ ภิกษุ และสามเณรทั้งหลายพึงระลึกในจิตที่มีเมตตา ได้แก่ การตั้งความรู้สึกในคนและสัตว์ทั้งหลายว่า ชีวิตแต่ละชีวิตไม่ต้องการความทุกข์ แต่ต้องการความสุขฉันใด เพราะฉะนั้นขอให้บุคคลนั้นๆ ดำรงชีวิตอยู่ด้วยความไม่มีเวร ไม่มีภัย ไม่เบียดเบียนกัน ไม่ประทุษร้ายกัน ให้แต่ละคนอยู่ดีมีสุขตามสมควรแก่ฐานะของตน เมื่อจะคิดถึงใครก็ตามไม่ได้จำเพาะเจาะจงว่า เป็นภิกษุสามเณรเท่านั้น ให้คิดถึงกันด้วยเมตตา และพร้อมที่จะแสดงออกทางกาย ทางวาจา ทั้งต่อหน้า และลับหลังบุคคลเหล่านั้น
4. สาธารณโภคี คือ ภิกษุ และสามเณรทั้งหลาย พึงแบ่งปันภัตตาหารหรือสิ่งของของตนให้แก่เพื่อนภิษุสามเณรด้วยกัน พึงละเว้นจากความเห็นแก่ตัวไม่แบ่งปันผู้อื่น คือ หลักการอยู่ร่วมกันของพระภิกษุสามเณรนั้น ต้องรู้จักเที่ยวบิณฑบาตอาหารจากชาวบ้านผู้มีจิตศรัทธา เป็นการได้อาหารมาในทางที่ชอบธรรม แต่ว่าการได้ปัจจัย 4 นั้น คนเรามีวาสนาบารมีไม่เหมือนกัน บางคนได้มากจนเหลือกินเหลือใช้ บางคนได้น้อยจนไม่ค่อยพอกินพอใช้ เพราะฉะนั้นคนที่ได้ลาภผลมาในทางที่ชอบมาก จึงต้องแสดงออกซึ่งทางกายกรรมทางวจีกรรม ที่สะท้อนมาจากใจ ด้วยการเอื้อเฟื้อแบ่งปันเป็นการสงเคราะห์ อนุเคราะห์ เฉลี่ยความสุขให้แก่กัน และกัน
5. สีลสามัญญตา คือ ภิกษุ และสามเณรทั้งหลาย พึงรักษาศีลให้บริสุทธิ์เสมอกัน เนื่องด้วยการอยู่ร่วมกันของพระภิกษุ สามเณรนั้น ก็เป็นสังคมหนึ่งที่คล้ายกับฆราวาส มีผู้มากบ้าง และมีผู้รู้น้อยบ้าง แต่ถ้าไม่มีปัญหาเรื่องการประพฤติปฏิบัติแล้ว ย่อมเป็นที่ยอมรับนับถือของผู้ที่เกี่ยวข้องกันแม้จะเป็นเพื่อนรักร่วมใจกัน ถ้าคนหนึ่งละเมิดศีลที่พระพุทธเจ้าได้ทรงบัญญัติไว้จะกลายเป็นที่รังเกียจ ดูหมิ่นของเพื่อนภิกษุสามเณรด้วยกัน การอยู่ร่วมกันโดยปกติสุขที่ประสงค์จะเกิดขึ้นไม่ได้ ดังนั้น จึงต้องพยายามปฏิบัติตนให้ถูกต้องตรงตามหลักของศีลที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติไว้โดยให้มองว่า ข้อนี้พระพุทธเจ้าได้ทรงบัญญัติไว้อย่างไร ใครปฏิบัติถูกต้องตรงหลักที่พระพุทธเจ้าบัญญัติไว้ก็ปฏิบัติไปตามเขา ทำให้เกิดเป็นความเรียบร้อยสวยงามขึ้นที่พระพุทธเจ้าทรงเรียกว่า สังฆโสภโณ คือ หมู่คณะที่งดงาม
6. ทิฏฐิสามัญญตา คือ ภิกษุ และสามเณรทั้งหลาย พึงมีความเห็นร่วมกัน และเคารพความเห็นของผู้อื่นเสมอ ไม่พึงวิวาทกันเอง เพราะเพียงความเห็นที่ไม่ตรงกัน โดยในฐานะของภิกษุในพระพุทธศาสนา ถ้าเป็นความเห็นเกี่ยวกับวินัย ก็ต้องเอาวินัยเป็นมาตรการกำหนดตัดสินว่า ความเห็นของใครถูกต้องหรือไม่ถูกต้อง ถ้าเป็นเรื่องเกี่ยวกับธรรมะก็ตรวจสอบเทียบเคียง สอบทานหลักธรรมะว่า ข้อนี้ พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้อย่างไร แล้วก็หาจุดกลางทางความคิดมาพบกัน แต่บางอย่างเป็นเรื่องของกิจการงาน หรือแม้แต่เรื่องความเห็นทั่วไป อาจจะมีความขัดแย้งในหลักการ และวิธีการบางอย่าง แต่ว่าสามารถประสบผลเช่นเดียวกันได้ ก็ต้องรู้จักผ่อนปรนไม่ก่อเหตุทะเลาะวิวาท เพราะเหตุว่าความเห็นขัดแย้งกัน เว้นไว้แต่บุคคลนั้นมีความเห็นขัดแย้งกับธรรมวินัย ซึ่งภิกษุสามเณรรู้ห่วงใยในพระพุทธศาสนา จะต้องถือเป็นภาระหน้าที่ที่จะขจัดปรับการวิวาทเหล่านั้นให้ยุติลงด้วยความเรียบร้อย

ปฏิบัติธรรมแล้วสุดท้ายเราได้อะไร

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก ยิ่งให้ยิ่งได้ ยิ่งหวงยิ่งอด เราไม่หวงเราไม่อด หมดเดี๋ยวก็มา
• ปฏิบัติธรรมแล้ว สุดท้ายเราจะได้อะไร 
..สมัยพุทธกาล มีคนถามพระพุทธองค์ว่า 
ปฏิบัติธรรมแล้ว สุดท้ายเราจะได้อะไร
พระพุทธองค์ตอบว่า"ไม่ได้อะไรเลย"
เขาจึงถามต่อไปว่า... ถ้าเช่นนั้นท่านจะปฏิบัติไปเพื่ออะไร
พระพุทธองค์ทรงแย้มพระโอษฐ์ตรัสว่า 
ตถาคตสามารถบอกเธอถึงสิ่งที่หายไป นั้นก็คือ
ความโกรธได้หายไป 
ความหม่นหมองวิตกกังวลหายไป 
ความเศร้าท้อแท้หายไป
ความกังวลไม่สบายใจหายไป
ความเห็นแก่ตัว โลภะ โทสะ โมหะพิษร้ายทั้งสามก็หายไป
อวิชาคือความไม่รู้ที่ปิดกั้น ปุถุชนทั้งหลายก็ได้สูญสิ้นไป
พูดเหมือนง่าย... แต่เหตุผลนั้นมันลึกซึ้ง...
คนทั้งหลายที่มาสู่โลกนี้ มีเพียงสองเรื่องคือเกิดกับตาย
เรื่องแรกทำสำเร็จไปแล้ว ส่วนอีกเรื่องนั้นเราจะทุกข์ร้อนไปทำไม...
มีวาสนาก็มา ... ไม่มีวาสนาก็ไป... สิ่งใดที่สมควรแก่เหตุก็มาเอง... สิ่งใดที่ไม่สมควรแก่เหตุ จะแสวงหาก็ไม่พบ อ้อนวอนก็ไม่สำเร็จ...มีวาสนาก็ไม่ปฏิเสธ ไร้วาสนาก็ไม่ต้องแสวงหา... สิ่งที่เข้ามาหาก็ต้อนรับ สิ่งที่จากไปก็ไม่ต้องอาลัย... ทุกสิ่งทุกอย่างแล้วแต่วาสนา ให้เป็นไปตามธรรมชาติที่ควรจะเป็น
ผู้มีปัญญาทั้งหลายไม่เอาชีวิตไปขึ้นอยู่กับปากและตาของผู้อื่น... ให้มองเห็นจิตและใจของตนเอง... มีสติ รู้จิต ไม่ฟุ้งซ่าน... ไม่ดิ้นรนแสวงหาในสิ่งที่หลอกลวงทั้งหลาย... ไม่ดิ้นรนแสวงหา ใจเป็นอิสระจากกิเลสทั้งปวง... จะร้อนจะหนาว จะลุกจะนั่ง จิตก็มีสติอยู่เสมอ นี่แหละคือการปฏิบัติธรรม
เกิดเป็นคน อย่าเป็นคนหลอกลวงไร้สัจจะ ถ้าเป็นคนหลอกลวงจะไม่สามารถเปิดใจต่อผู้อื่นได้... ความทุกข์ที่สุดของมนุษย์คือใจที่ไร้ที่พึ่ง...
ไม่ว่าจะรู้หรือไม่รู้ ยอมรับหรือไม่ยอมรับก็ตาม จิตที่ดีงามย่อมไม่มีเรื่องทุกข์ใจฺ... 
จิตที่ประเสริฐ ย่อมไม่มีผู้ที่จะต้องเคียดแค้นชิงชัง... จิตที่เรียบง่าย ย่อมไม่มีเรื่องว้าวุ่นใจ... เป็นคนดี กายใจซื่อตรง ย่อมหลับเป็นสุข... ผู้ประกอบกรรมดี ฟ้าดินย่อมมองเห็น ผีสางเทวดาย่อมสรรเสริญ
ความสงบที่แท้จริงมิได้เกิดจากการนั่งนิ่งๆหลายชั่วโมง แต่เกิดจากการมองผู้คนและสิ่งทั้งหลายด้วยใจที่สงบ ได้ยินแม้แต่เสียงดอกไม้บาน... นั่งก็เป็นสมาธิ เดินก็เป็นสมาธิ 
เหตุเกิดขึ้นแล้วก็ดับไป เหตุเกิดขึ้นแล้วก็ว่างเปล่า...ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตของทุกคน ไม่มีใครสามารถเป็นเจ้าของได้ ได้แต่เพียงเกี่ยวข้องแล้วก็ผ่านไป... พวกเราทุกคนเป็นเพียงแขกผู้ผ่านกาลเวลาเท่านั้น... วันหนึ่งเราก็ต้องบอกลาทุกสิ่งไป
ทุกสิ่งที่ปรากฎต่อหน้าเรานั้นควรจะทนุถนอม... แต่สิ่งที่ผ่านไปแล้วก็ไม่ควรต้องอาลัย... สิ่งใดที่ควรได้ก็ให้รับเขาด้วยความยินดีแต่ไม่ยึดถือ.. 
ขออวยพรแด่ทุกคนที่มีวาสนาได้เกิดมาเป็นมนุษย์ร่วมโลกกัน
เครดิต ; FB
อมตะธรรม ประเทศไทย