วันพุธที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2563

องคุลีมาล

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก ยิ่งให้ยิ่งได้ ยิ่งหวงยิ่งอด เราไม่หวงเราไม่อด หมดเดี๋ยวก็มา
ตำนานอังคุลิมาละปริตร
      พระปริตรบทนี้มีเนื้อความว่า นางพราหมณีภรรยาของปุโรหิตาจารย์อันเป็นอาจารย์ของพระเจ้าโกศลราช มีครรภ์ เมื่อวันครบกำหนดแล้วคลอดบุตร เวลาที่คลอดนั้นบังเกิดมหัศจรรย์ เครื่องศาสตราวุธของพราหมณ์ปุโรหิตและพระแสงศาสตราวุธของพระเจ้าโกศลก็ยังเกิดลุกรุ่งเรืองดั่งเปลวไฟ ปุโรหิตนั้นดูฤกษ์บนเมื่อบุตรของตนคลอดนั้นแล้ว ก็ประหลาดใจนักหนาจึงเข้าไปเฝ้าพระเจ้าโกศล ทูลว่า ศาสตราวุธที่ลุกขึ้นเป็นเปลว ทั้งนี้ ด้วยอานุภาพกุมารอันบังเกิดในเรือนข้าพระองค์จะเป็นโจรมีน้ำใจหยาบช้า นานไปจะพิฆาตหมู่ชนเสียเป็นอันมาก แต่ว่าหาประทุษร้ายต่อพระนครไม่ ขอพระองค์จงจับกุมารนั้นไปประหารชีวิตเสีย
      พระเจ้าโกศลรับสั่งว่า จะฆ่ากุมารเสียบัดนี้เป็นการไม่สมควร ให้ปุโรหิตบำรุงรักษากุมารนั้นไว้เถิด ปุโรหิตก็รักษากุมารนั้นไว้ พอกุมารค่อยเจริญขึ้น จึงให้นามกรตามเหตุที่ศาสตราวุธรุ่งเรืองดังแสงเพลิงว่า “อหิงสกกุมาร”
      เมื่ออหิงสกกุมารมีอายุสมควรแก่การเล่าเรียนศิลปศาสาตร์แล้ว มารดาบิดาจึงส่งอหิงสกกุมารไปเรียนวิชาในสำนักอาจารย์ทิศาปาโมกข์ ณ เมือง ตักกศิลา เจ้าอหิงสกะ เป็นผู้ฉลาดเรียนวิชาศิลปะสาสตร์ได้โดยเร็ว ทั้งการปรนนิบัติอาจารย์ก็ดียิ่ง เพื่อนศิษย์ที่เรียนด้วยกันมีความริษยา จึงพากันไปกล่าวแก่อาจารย์ว่า เจ้าอหิงสกะคิดอ่านประทุษร้ายอาจารย์ ทีแรกอาจารย์ก็หาเชื่อไม่ ครั้นพวกหลังมากล่าวอีก อาจารย์ก็ตัดความรักเจ้าอหิสกะนั้นเสีย แล้วทำอุบายเพื่อจะยืมอาวุธจากคนอื่นมาประหารชีวิตเจ้าอหิงสกะเสีย จึงบอกเจ้าอหิงสกะให้ไปฆ่าคนตัดเอานิ้วมือมาคนละนิ้วให้ได้พันหนึ่ง จึงประสาทวิษณุมนต์ให้ เจ้าอหิงสกะ ตอบแก่อาจารย์ว่า การฆ่าคนผิดประเพณีแห่งพราหมณ์วงศ์ ตนมิอาจที่จะกระทำได้ อาจารย์ก็ตอบยืนยันว่า ต้องไปฆ่ามาให้ได้จึงจะประสาทอิทธิมนต์ให้ เจ้าอหิงสกะก็จำใจต้องออกไปสู่ชายป่า ฆ่าคนสัญจรไปมาตัดเอานิ้วมือร้อยเป็นพวงแขวนไว้ได้ถึง ๙๙๙ นิ้ว เหตุนี้จึงเรียกกันว่า “องคุลิมาลโจร” ราษฎรได้รับความเดือดร้อนด้วยเรื่องโจรฆ่าคน จึงไปทูลพระเจ้าโกศลให้ทรงทราบ พระเจ้าโกศลก็ให้ตระเตรียมพลจะออกไปจับโจรฆ่าเสีย นางพราหมณีผู้เป็นมารดาองคุลิมาล ได้ทราบว่าอันตรายจะมีแก่บุตรของตน ก็รีบล่วงหน้าไปก่อนเพื่อจะบอกเหตุให้บุตรของตนทราบ
      ครั้น พระศาสดาทรงทราบด้วยพระญาณว่า องคุลิมาลมีอุปนิสัยแห่งพระอรหัตตผล ถ้าพระองค์ไม่ทรงทรมานเสียก่อน ก็จะทำมาตุฆาตและขาดจากมรรคผล พระองค์จึงเสด็จไปทรงทรมานองคุลิมาลโดยอำนาจพุทธปาฏิหาริย์ องคุลิมาลก็วิ่งไล่พระผู้มีพระภาคเจ้าแต่หาทันไม่ จึงต้องบอกให้พระองค์หยุด พระองค์ก็ทรงพระดำเนินอยู่แต่มีพุทธฎีกาว่า หยุดแล้ว องคุลิมาลจึงหาว่าพระองค์ตรัสมุสาวาท พระองค์ตรัสว่า เราหยุดจากบรรดาอกุศลกรรมแล้ว แต่ตัวเธอยังไม่หยุดจากบาปกรรม พระสุรเสียงนั้นทำให้องคุลิมาลได้สติเห็นโทษของตัว จึงเปลื้องอาวุธและองคุลีทั้ง ๙๙๙ ทิ้งเสีย และขออุปสมบท พระองค์ก็ทรงอนุญาต แล้วนำไปสู่พระเชตะวัน
      วันรุ่งขึ้น พระองคุลิมาลไปบิณฑบาตในพระนครสาวัตถี ชาวเมืองก็ตกใจกลัวต่อมรณภัยพากันหนีไปสิ้น ไม่มีใครใส่บาตรท่านเลย ครั้งนั้นมีหญิงคนหนึ่งท้องแก่ เห็นพระองคุลิมาลเข้าก็มีความตกใจ จึงทำกิริยาลอดรั้วหนี ด้วยเหตุท้องใหญ่ลอดไปมิได้ และบังเอิญเจ็บท้องจวนคลอดลูกในขณะนั้น แต่ยังทนลำบากอยู่หาคลอดได้ไม่ ญาติของหญิงคนนั้นคนหนึ่งคิดขึ้นว่า ถ้าพระองคุลิมาลท่านตั้งความสัจจาธิษฐานให้หญิงนี้คลอดลูกสะดวกแล้ว ก็คงคลอดได้ง่าย จึงนิมนต์ท่านไปตั้งความสัจจาธิษฐาน พระองคุลิมาลก็ตั้งความสัตย์ เนื้อความเหมือนในคาถาสวดมนต์ หญิงนั้นก็คลอดลูกได้โดยง่าย ที่ที่พระองคุลิมาลตั้งความสัตย์ ภายหลังได้ก่อเป็นแท่นไว้ แม้ว่าสัตว์เดรัจฉานและสตรีที่คลอดบุตรมิได้สะดวก ไปนอนบนแท่นนั้นก็คลอดบุตรง่ายยิ่งนัก แม้ไปไม่ได้เอาน้ำล้างแท่นนั้น มารดศีรษะสตรีที่คลอดบุตรไม่สะดวกก็ว่าคลอดได้ง่าย และว่าเป็นวัณโรคเมื่อเอาน้ำล้างแท่นนั้นมารดศีรษะบ้าง ให้กินบ้างก็หายได้
      เมื่อพระองคุลิมาลทำสัจจาธิษฐานแล้ว ก็ได้อาหารบิณฑบาตพอฉันจึงกลับมาเจริญสมณธรรมต่อไป พระผู้เป็นเจ้าเจริญสมณธรรมได้ความกำเริบร้อนใจยิ่งนัก ให้เห็นไปว่าอสูรกายที่ฆ่าไว้มาทวงเอาชีวิตเนืองๆ ภายหลังได้รับพุทโธวาทว่า ให้กำจัดบาปกรรมให้ปราศจากสันดานเหมือนดังบุรุษเอาสาหร่ายและจอกแหนออกจากบ่อน้ำ พระผู้เป็นเจ้าก็ปฏิบัติตามพุทธฎีกา ในไม่ช้าก็ได้บรรลุแก่พระอรหัตตผลเป็นอริยบุคคลในพระพุทธศาสนา
      พระคาถาที่สวด สวดแต่เฉพาะคาถาที่พระองคุลิมาลอธิษฐาน สวด ๓ จบ มีคาถาที่สวดและคำแปลดังต่อไปนี้
บทขัดอังคุลิมาละปริตร
 ปะริตตัง ยัมภะณันตัสสะ                          
แม้แต่น้ำล้างตั่งรองนั่งของ
นิสินนัฏฐานะโธวะนัง                                 พระองคุลิมาลเถระผู้กล่าวพระปริตรบทใด
อุทะกัมปิ วินาเสติ                                      ยังบันดาลให้อันตรยทั้งปวงหายไปได้
สัพพะเมวะ ปะริสสะยัง
โสตถินา คัพภะวุฏฐานัง                     
อนึ่ง พระปริตรบทใดที่พระโลกนาถเจ้า
ยัญจะ สาเธติ ตังขะเณ                      
ทรงภาษิต แก่พระองคุลิมาลเถระ
เถรัสสังคุลิมาลัสสะ                                   ย่อมยังการคลอดบุตรให้สำเร็จโดยสวัสดี
โลกะนาเถนะ ภาสิตัง                      
ทันทีทันใด
กัปปัฏฐายิ มะหาเตชัง    
เราทั้งหลาย จงสวดพระปริตรบทนั้น
ปะริตตันตัมภะณามะ เห ฯ  
ซึ่งมีเดชมาก ตั้งอยู่ตลอดกัป เทอญ ฯ
อังคุลิมาละปริตร
(บทนี้ทำให้คลอดบุตรง่าย และป้องกันอุปสรรคอันตรายได้ดีนักแล)
ยะโตหัง ภะคินิ อะริยายะ                        ดูก่อนพี่น้องหญิง ตั้งแต่เราเกิดแล้ว
ชาติยา ชาโต นาภิชานามิ สัญจิจจะ  
โดยชาติเป็นอริยะ มิได้รู้แกล้ง
ปาณัง ชีวิตา โวโรเปตา 
เพื่อจะปลงสัตว์มีชีพจากชีวิต
เตนะ สัจเจนะ โสตถิ เต     
ด้วยคำสัตย์นี้ ขอความสวัสดีจงมีแก่ท่าน
โหตุ โสตถิ คัพภัสสะ ฯ                      
ขอความสวัสดี 
จงมีแก่ครรภ์ของท่าน ฯ
ธรรมะบูชา DhammaBoocha
ขอขอบคุณ
-         หนังสือสวดมนต์แปล วัดวงษ์ฆ้อง จ.พระนครศรีอยุธยา

ชื่อดั้งเดิมของแต่ละจังหวัด

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก ยิ่งให้ยิ่งได้ ยิ่งหวงยิ่งอด เราไม่หวงเราไม่อด หมดเดี๋ยวก็มา

ชื่อดั้งเดิมของแต่ละจังหวัด
     ชื่อเก่าของ 77 ประเทศไทย และตราประจำจังหวัดนั้น นั้นเรียกว่าอะไร และเป็นสัญลักษณ์อย่างไรกันบ้าง เริ่มกันที่...
ภาคเหนือมี 9 จังหวัด
1 จังหวัดเชียงราย ชื่อเก่าคือ เวียงชัยนารายณ์ ตราประจำจังหวัดเป็น รูปช้างสีขาวกับเมฆลอย ที่ขอบตรามีรูปนาคเกี้ยว...
2 จังหวัดเชียงใหม่ ชื่อเก่าคือ นพบุรีศรีนครพิงค์เชียงใหม่ หรือ เวียงพิงค์ ตราประจำจังหวัดเป็น รูปช้างเผือกยืนอยู่ในเรือนแก้ว...
3 จังหวัดน่าน ชื่อเก่าคือ เมืองนันทบุรี เมืองน่าน เมืองนาน ตราประจำจังหวัดเป็น รูปพระธาตุแช่แห้งบนหลังโคศุภราช...
4 จังหวัดพะเยา ชื่อเก่าคือ เมืองภูกามยาว หรือ พยาว ตราประจำจังหวัดเป็นรูป พระเจ้าตนหลวงสีโคมดำ ประทับเหนือกว๊านพะเยา มีช่อรวงข้าวประดับอยู่ 2 ข้าง และลายกนกเปลว 7 ลายลอยอยู่...
5 จังหวัดแพร่ ชื่อเก่าคือ เมืองพลนคร หรือ เวียงโกศัย ตราประจำจังหวัดเป็น รูปพระธาตุช่อแฮบน หลังม้าแก้วมหาพลอัศวราช...
6 จังหวัดแม่ฮ่องสอน ชื่อเก่าคือ หมู่บ้านว่า "แม่ร่องสอน เพี้ยนเป็น "แม่ฮ่องสอน" ตราประจำจังหวัดเป็น รูปช้างเล่นน้ำ...
7 จังหวัดลำปาง ชื่อเก่าคือ เมืองเขลางค์นคร ตราประจำจังหวัดเป็นรูป ไก่ยืนอยู่ในประตูมณฑป วัดพระธาตุลำปางหลวง...
8 จังหวัดลำพูน ชื่อเก่าคือ เมืองหริภุญไชย ตราประจำจังหวัดเป็นรูปพระธาตุหิริภุญชัย...
9 จังหวัดอุตรดิตถ์ ชื่อเก่าคือ บางโพธิ์ท่าอิฐ สมัยก่อนเป็นเพียงตำบลเท่านั้น ตราประจำจังหวัดเป็นรูปมณฑปประดิษฐานพระแท่นศิลาอาสน์มีลวดลายกนกประกอบ...
ภาคกลางมี 21 จังหวัด (กรุงเทพมหานครไม่ถือเป็นจังหวัด)
10 จังหวัดกำแพงเพชร ชื่อเก่าคือ เมืองชากังราว หรือ เมืองนครชุม ตราประจำจังหวัดเป็นรูปกำแพงเมืองมีใบเสมาประดับเพชร...
11 จังหวัดชัยนาท ชื่อเก่าคือ เมืองแพรก หรือ เมืองสรรค์ ตราประจำจังหวัดเป็นรูปธรรมจักรหน้าภูเขาซึ่งหมายเอาได้ถึง เขาสรรพยา และเขาธรรมามูล...
12 จังหวัดนครนายก ชื่อเก่าคือ เมืองนายก ตราประจำจังหวัดเป็นรูปช้างชูรวงข้าวเบื้องหลังเป็นลอมฟาง...
13 จังหวัดนครปฐม ชื่อเก่าคือ เมืองนครไชยศรี หรือ ศรีวิชัย ตราประจำจังหวัดเป็นรูปพระปฐมเจดีย์ประดับด้วยเครื่องหมายเลข 4 ไทยในพระมหาพิชัยมงกุฎ...
14 จังหวัดนครสวรรค์ ชื่อเก่าคือ เมืองพระบาง หรือ เมืองชอนตะวัน ตราประจำจังหวัดเป็นรูปวิมานสามยอด...
15 จังหวัดนนทบุรี ชื่อเก่าคือ บ้านตลาดขวัญ, เมืองนนทบุรีศรีมหาสมุทร, เมืองนนทบุรีศรีมหาอุทยาน เมืองนนทบุรีศรีเกษตราราม ตราประจำจังหวัดเป็นหม้อน้ำดินเผาลายวิจิตร หมายถึงชาวจังหวัดนนทบุรีมีอาชีพทำเครื่องปั้นดินเผาซึ่งมีชื่อเสียงมาช้านาน...
16 จังหวัดปทุมธานี ชื่อเก่าคือ เมืองสามโคก หรือ เมืองประทุมธานี ตราประจำจังหวัดเป็นรูปบัวหลวง ชูรวงข้าว ข้าวชูช่อเหนือน้ำ...
17 จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ชื่อเก่าคือ อโยธยา, อโยธยาศรีรามเทพนคร, กรุงเทพทวารวดีศรีอยุธยา ตราประจำจังหวัดเป็นรูปสังข์ทักษิณาวัตรประดิษฐานอยู่บนพานแว่นฟ้าในปราสาทใต้ต้นหมัน...
18 จังหวัดพิจิตร ชื่อเก่าคือ เมืองสระหลวง เมืองโอฆะบุรี เมืองชัยบวร, เมืองปากยม ตราประจำจังหวัดเป็นรูปต้นโพธิ์ริมสระหลวง...
19 จังหวัดพิษณุโลก ชื่อเก่าคือ เมืองสองแคว ตราประจำจังหวัดเป็นรูปพระพุทธชินราช พระคู่บ้านคู่เมืองพิษณุโลก...
20 จังหวัดเพชรบูรณ์ ชื่อเก่าคือ เพชบุระ ตราประจำจังหวัด เป็นรูปเพชรกับภูเขาและไร่ยาสูบ...
21 จังหวัดลพบุรี ชื่อเก่าคือ ละโว้ ตราประจำจังหวัดเป็นรูปพระนารายณ์สี่กรประทับยืนอยู่บนพระปรางค์สามยอด...
22 จังหวัดสมุทรปราการ ชื่อเก่าคือ เมืองพระประแดง, เมืองนครเขื่อนขันธ์, จังหวัดพระประแดง ตราประจำจังหวัดเป็นรูปพระสมุทรเจดีย์...
23 จังหวัดสมุทรสงคราม ชื่อเก่าคือ เมืองแม่กลอง ตราประจำจังหวัดเป็น
กลองลอยน้ำ...
24 จังหวัดสมุทรสาคร ชื่อเก่าคือ เมืองสาครบุรี ตราประจำจังหวัดเป็น รูปสำเภาจีนในแม่น้ำท่าจีน...
25 จังหวัดสิงห์บุรี ชื่อเก่าคือ เมืองสิงหราชาธิราช, เมืองสิงหราชา, เมืองสิงห์ ตราประจำจังหวัดเป็น รูปอนุสาวรีย์วีรชนค่ายบางระจันในวงกลมขอบวงกลมเป็นแถบสีธงชาติ...
26 จังหวัดสุโขทัย ชื่อเก่าคือ ศรีสัชนาลัย ตราประจำจังหวัดเป็น รูปพ่อขุนรามคำแหงมหาราชประทับอยู่บนพระแท่นมนังคศิลาอาสน์...
27 จังหวัดสุพรรณบุรี ชื่อเก่าคือ เมืองทวารวดีศรีสุพรรณภูมิ, พันธุมบุรี, สองพันบุรี, อู่ทอง ตราประจำจังหวัดเป็นรูปการทำยุทธหัตถีระหว่างสมเด็จพระนเรศวรกับพระมหาอุปราชามังกะยอชวา ที่ตำบลหนองสาหร่ายปีพ.ศ 2135...
28 จังหวัดสระบุรี ชื่อเก่าคือ หระรี , ปากเพรียว ตราประจำจังหวัดเป็น รูปมณฑปพระพุทธบาทสระบุรี...
29 จังหวัดอ่างทอง ชื่อเก่าคือ เมืองวิเศษชัยชาญ ตราประจำจังหวัดเป็น รูปรวงข้าว ในอ่างน้ำสีทอง...
30 จังหวัดอุทัยธานี ชื่อเก่าคือ เมืองอู่ไทย หรือ เมืองอุไทย ตราประจำจังหวัดเป็นรูปสมเด็จพระปฐมบรมหาชนก เบื้องหลังคือเขาสะแกกรัง...
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมี 20 จังหวัด
31 จังหวัดกาฬสินธุ์ ชื่อเก่าคือ บ้านแก่งสำเริง หรือ บ้านแก่งสำโรง ตราประจำจังหวัดเป็นรูปติณชาติ คือหญ้า กาฬสินธุ์ บึงสีน้ำดำ ภูเขาและเมฆ...
32 จังหวัดขอนแก่น ชื่อเก่าคือ เมืองขามแก่น ตราประจำจังหวัดเป็นรูปพระเจดีย์ก่อไว้บนตอไม้หมายถึงพระธาตุขามแก่น...
33 จังหวัดชัยภูมิ ชื่อเก่าคือ บ้านหลวง ตราประจำจังหวัดเป็นรูปธง สามชาย อันเป็นธงชัยประจำกองทัพสมัยโบราณ...
34 จังหวัดนครพนม ชื่อเก่าคือ เมืองมรุกขนคร เปลี่ยนชื่อเมืองใหม่กลายเป็น เมืองศรีโคตรบรูณ์ ตราประจำจังหวัดเป็นรูปพระธาตุพนม...
35 จังหวัดนครราชสีมา ชื่อเก่าคือ โคราช หรือ โคราฆะ กับเมือง เสมา ตราประจำจังหวัดเป็นอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารีหน้าประตูชุมพล...
36 จังหวัดบึงกาฬ ชื่อเก่าคือ ชัยบุรี (เมืองไชยบุรี) ตราประจำจังหวัดเป็น ภูทอก บึงโขงหลงและต้นไม้...
37 จังหวัดบุรีรัมย์ ชื่อเก่าคือ โนนม่วง เมืองแปะ ตราประจำจังหวัดเป็นรูป เทพยดาฟ้อนรำหน้าปราสาทหินพนมรุ้ง...
38 จังหวัดมหาสารคาม ชื่อเก่าคือ บ้านลาดกุดยางใหญ่ ตราประจำจังหวัดเป็นรูปทุ่งนาและต้นรังมาจากชื่อเมืองมหาสาลคามหมายถึงหมู่บ้านต้นรังใหญ่ซึ่งสะกดเพี้ยนมาเป็นมหาสารคามในปัจจุบัน...
39 จังหวัดมุกดาหาร ชื่อเก่าคือ เมืองมุกดาหาร ตราประจำจังหวัดเป็นรูปปราสาทสองนางสถิตย์ประดิษฐานแก้วมุกดาหาร...
40 จังหวัดยโสธร ชื่อเก่าคือ สมัยก่อนเป็นหมู่บ้านเรียกว่า บ้านสิงห์ท่า ต่อเป็นเมืองยโสธรมีฐานะเป็นเมืองประเทศราช ขึ้นตรงต่อกรุงเทพฯ ตราประจำจังหวัดเป็น รูปพระธาตุอานนท์พระธาตุคู่บ้านคู่เมืองในวัดมหาธาตุมีสิงห์ขนาบข้าง 2 ข้าง มาจากชื่อที่ตั้งเมื่อแรกสร้างคือเมืองสิงห์ท่า รูปดอกบัวบานหมายถึงจังหวัดยโสธรแยกมาจากอุบลราชธานี รัศมีบนยอดแปดแฉก หมายถึงอำเภอทั้ง 8 ของจังหวัด...
41 จังหวัดร้อยเอ็ด ชื่อเก่าคือ สาเกตนคร หรือ เมืองร้อยเอ็จประตู ตราประจำจังหวัดเป็นรูปศาลหลักเมืองบนเกาะกลาง บึงพลาญชัยเบื้องหลังเป็นรูปพระมหาเจดีย์ชัยมงคลโดยมีกรอบรูปวงกลม เป็นรูปรวงข้าวล้อมรอบ...
42 จังหวัดเลย ชื่อเก่าคือ หมู่บ้านแฮ่ หรือ เมืองเลย ตราจังหวัดเป็นรูป พระธาตุศรีสองรัก เบื้องหลังเป็นทิวเขา...
43 จังหวัดสกลนคร ชื่อเก่าคือ เมืองหนองหานหลวง หรือ เมืองสกลทวาปี
ตราประจำจังหวัดเป็นรูป พระธาตุเชิงชุม หน้าหนองหานหลวงและดอนสวรรค์...
44 จังหวัดสุรินทร์ ชื่อเก่าคือ เมืองประทายสมันต์ ตราประจำจังหวัดเป็นรูปพระอินทร์ประทับบนแท่นศรีษะช้างเอราวัณหน้าปราสาทหินศีขรภูมิ...
45 จังหวัดศรีสะเกษ ชื่อเก่าคือ เมืองขุขันธ์ ตราประจำจังหวัดเป็นรูปปรางค์กู่มีดอกลำดวน 6 กลีบรองรับอยู่เบื้องล่าง...
46 จังหวัดหนองคาย ชื่อเก่าคือ บ้านไผ่ ตราประจำจังหวัดเป็นรูปกอไผ่ริมหนองน้ำ...
47 จังหวัดหนองบัวลำภู ชื่อเก่าคือ นครเขื่อนขันธ์กาบแก้วบัวบาน หรือ เมืองกมุทธาสัย ตราประจำจังหวัด เป็นรูป สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ประทับยืนหน้าศาลา หลังเป็น หนองบัวลำภู...
48 จังหวัดอุดรธานี ชื่อเก่าคือ บ้านหมากแข้ง หรือ บ้านเดื่อหมากแข้ง
ตราประจำจังหวัดเป็น รูป ท้าวเวสสุวรรณ หรือท้าวกุเวร เทพเจ้าประจำทิศเหนือ...
49 จังหวัดอุบลราชธานี ชื่อเก่าคือ ดอนมดแดง หรือ ดงอู่ผึ้ง ตราประจำจังหวัดเป็น รูปดอกบัวพ้นน้ำ...
50 จังหวัดอำนาจเจริญ ชื่อเก่าคือ เมืองค้อ ตราประจำจังหวัดเป็น รูปพระมงคลมิ่งเมืองพระพุทธรูปสำคัญประจำจังหวัด...
ภาคตะวันตกมี 5 จังหวัด
51. จังหวัดกาญจนบุรี ชื่อเก่าคือ ปากแพรก หรือ ศรีชัยยะสิงหปุระ
ตราประจำจังหวัดเป็นรูป ด่านพระเจดีย์สามองค์...
52 จังหวัดตาก ชื่อเก่าคือ เมืองตาก ตราจังหวัดเป็นรูป สมเด็จพระนเรศวรทรงหลั่งทักษิโณทกเหนือคอช้าง...
53 จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ชื่อเก่าคือ เมืองบางนารม หรือ เมืองนารัง, เมืองกุย ตราจังหวัดเป็นรูปพระที่นั่งคูหาคฤหาสน์และมีเกาะหลักอยู่เบื้องหลัง...
54 จังหวัดเพชรบุรี ชื่อเก่าคือ พริบพรี หรือ ศรีชัยวัชรบุรี ตราจังหวัดเป็นรูป ทุ่งนาต้นตาลโตนด และพระนครคีรี...
55 จังหวัดราชบุรี ชื่อเก่าคือ เมืองราชบุรี หรือ มณฑลราชบุรี ตราจังหวัดเป็นรูป เครื่องราชกกุธภัณฑ์ 2 ชนิด คือพระบาทเชิงงอนและพระแสงขรรค์ชัยศรี...
ภาคตะวันออกมี 7 จังหวัด
56 จังหวัดจันทบุรี ชื่อเก่าคือ ควนคราบุรี (เมืองกาไว), เมืองจันทบูร ตราจังหวัดเป็นรูป ตรานี้เป็นตราเดิมในธงประจำกองลูกเสือมณฑลจันทบุรี...
57 จังหวัดฉะเชิงเทรา ชื่อเก่าคือ แปดริ้ว ตราจังหวัดเป็นรูป พระอุโบสถหลังใหม่วัด โสธรวรารามวรวิหาร...
58 จังหวัดชลบุรี ชื่อเก่าคือ เมืองพระรถ, เมืองศรีพโล, เมืองพญาแร่, เมืองบางปลาสร้อย, เมืองพนัสนิคม, เมืองบางละมุง, เมืองชลบุรีศรีมหาสมุทร
ตราจังหวัดเป็นรูป เขาสามมุข และริมทะเลอ่าวไทย...
59 จังหวัดตราด ชื่อเก่าคือ เมืองกราด หรือ เมืองตราด ตราจังหวัดเป็นรูป โป๊ะเรือใบ และเกาะช้าง...
60 จังหวัดปราจีนบุรี ชื่อเก่าคือ เมืองพระรถ, เมืองศรีมโหสถ, เมืองอวัธยปุระ ตราจังหวัดเป็น รูปต้นศรีมหาโพธิ์...
61 จังหวัดระยอง ชื่อเก่าคือ ราย็อง ตราจังหวัดเป็น รูป พลับพลาที่ประทับของรัชกาลที่ 5 บนเกาะเสม็ด..
62 จังหวัดสระแก้ว แต่ก่อนไม่ได้เป็นจังหวัด เป็นกิ่งอำเภอ ชื่อมาจากสระน้ำที่อยู่กลางเมือง ตราจังหวัดเป็น รูปนี้กรมศิลป์ไม่ได้เป็นผู้ออกแบบ เป็นรูปพระ ประทับยืนอยู่บนดอกบัว...
ภาคใต้มี 14 จังหวัด
63 จังหวัดกระบี่ ชื่อเก่าคือ แขวงเมืองปกาสัย ตราจังหวัดเป็นรูปกระบี่ไขว้เบื้องหลังเป็นรูปภูเขา และทะเล...
64 จังหวัดชุมพร ชื่อเก่าคือ ชุมนุมพล ตราจังหวัดเป็น รูปเทวสตรียืนประทานพรหน้าค่ายมีต้นมะเดื่อขนาบอยู่ 2 ข้าง....
65 จังหวัดตรัง ชื่อเก่าคือ เมืองทับเที่ยง, เมืองควนธานี ตราจังหวัดเป็น รูปกระโจมไฟท่าเรือและลูกคลื่นในท้องทะเล...
66 จังหวัดนครศรีธรรมราช ชื่อเก่าคือ เมืองตามพรลิงค์, ศิริธรรมนคร, ศรีธรรมราช ตราจังหวัดเป็น รูปพระบรมธาตุเมืองนครศรีธรรมราชมี 12 นักษัตรล้อม...
67 จังหวัดนราธิวาส ชื่อเก่าคือ มะนาลอ, บางนรา, เมืองระแงะ ตราจังหวัดเป็นรูปเรือกอและกลางใบแล่นลมเต็มที่ภายในใบเรือเป็นรูปธงช้างเผือก ส่งเครื่องคชชาภรณ์ รูปช้างนั้นหมายถึงพระศรีนรารัตน์ราชกิริณี ช้างสำคัญ ซึ่งจังหวัดนราธิวาสได้น้อมถวายพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชเมื่อปีพศ 2520...
68 จังหวัดปัตตานี ชื่อเก่าคือ เมืองตานี ตราจังหวัดเป็นรูปปืนใหญ่สีปัตตานีหรือนางพญาปัตตานี...
69 จังหวัดพังงา ชื่อเก่าคือ เมืองภูงา, บ้านกระพูงา, พิงงา ตราจังหวัดเป็นรูปเรือขุดเหมืองเขารูปช้างและเกาะตะปู...
70 จังหวัดพัทลุง ชื่อเก่าคือ คูหาสวรรค์ ตราจังหวัดเป็น รูปเขาอกทะลุ...
71 จังหวัดภูเก็ต ชื่อเก่าคือ บูกิต, ภูเก็จ, จังซีลอน, ถลาง ตราจังหวัดเป็นรูปอนุสาวรีย์ ท้าวเทพกระษัตรีท้าวศรีสุนทร วาดจากของจริง...
72 จังหวัดระนอง ชื่อเก่าคือ เมืองแร่นอง ตราจังหวัดเป็น รูปปราสาทตั้งอยู่บนภูเขา มีรูปเลข 5 ไทยประดิษฐานอยู่บนพานแว่นฟ้า...
73 จังหวัดสตูล ชื่อเก่าคือ มูเก็มสโตย-ละงู, นครีสโตย, มำบังนังคะรา ตราจังหวัดเบน รูปพระสมุทรเทวาประทับนั่งบนพระแท่นหิน เบื้องหลังเป็นพระอาทิตย์อัสดง...
74 จังหวัดสงขลา ชื่อเก่าคือ สิงหนคร (สิง-หะ-นะ-คะ-ระ), สิงหลา, สิงขร ตราจังหวัดเป็น รูป ของสังข์ วางอยู่บนพานแว่นฟ้า...
75 จังหวัดสุราษฎร์ธานี ชื่อเก่าคือ เมืองไชยา, เมืองกาญจนดิษฐ์ ตราประจำจังหวัดเป็น รูปพระบรมธาตุไชยา...
76 จังหวัดยะลา ชื่อเก่าคือ ยาลอ ตราจังหวัดเป็นรูปคนงานทำเหมืองดีบุก...
77. จังหวัดบึงกาฬ มีชื่อเดิมว่าบ้านบึงกาญจน์ มีฐานะเป็นตำบลขึ้นกับอำเภอไชยบุรีจังหวัดนครพนม ต่อมาได้มีการย้ายที่ว่าการอำเภอไชยบุรีมาตั้งที่บ้านบึงกาฬ คงชื่ออำเภอไชยบุรีตาม ขึ้นกับจังหวัดนครพนม จนกระทั่งปี พ.ศ. 2460 ได้ถูกโอนย้ายให้ขึ้นต่อจังหวัดหนองคาย และถูกเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น บึงกาฬ ในปี พ.ศ. 2482.

เครดิต ; FB
     ดร.สุวิจักขณ์ ภานุสรณ์ฐากูร
.....................................................
ยังมีสาระเรื่องราวดี ๆ ที่อยากเล่าตามมาดูเราได้ที่ ;
My blogs link 👆
https://sites.google.com/site/dhammatharn/
http://abhinop.blogspot.com
http://abhinop.bloggang.com
.....................................................
ททมาโน ปิโยโหติ #ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก
A giver is always be love.
.....................................................
รายชื่อ 77 จังหวัดของประเทศไทย (แบ่งตามภาคออกเป็น 6 ภาค)

 

  1. ภาคเหนือ / 9 จังหวัด 

1.จังหวัดเชียงราย 

2.จังหวัดเชียงใหม่ 

3.จังหวัดน่าน 

4.จังหวัดพะเยา 

5.จังหวัดแพร่ 

6.จังหวัดแม่ฮ่องสอน 

7.จังหวัดลำปาง 

8.จังหวัดลำพูน 

9.จังหวัดอุตรดิตถ์

............................................................................................................    

 2. ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ / 20 จังหวัด

1.จังหวัดกาฬสินธุ์ 

2.จังหวัดขอนแก่น 

3.จังหวัดชัยภูมิ 

4.จังหวัดนครพนม 

5.จังหวัดนครราชสีมา 

6.จังหวัดบึงกาฬ 

7.จังหวัดบุรีรัมย์ 

8.จังหวัดมหาสารคาม 

9.จังหวัดมุกดาหาร 

10.จังหวัดยโสธร 

11.จังหวัดร้อยเอ็ด 

12.จังหวัดเลย 

13.จังหวัดสกลนคร 

14.จังหวัดสุรินทร์ 

15.จังหวัดศรีสะเกษ 

16.จังหวัดหนองคาย 

17.จังหวัดหนองบัวลำภู 

18.จังหวัดอุดรธานี 

19.จังหวัดอุบลราชธานี 

20.จังหวัดอำนาจเจริญ 

............................................................................................................    

  

  3.ภาคกลาง 

มี 21 จังหวัด (กรุงเทพมหานครไม่ถือเป็นจังหวัด) 

1.จังหวัดกำแพงเพชร 

2.จังหวัดชัยนาท 

3.จังหวัดนครนายก 

4.จังหวัดนครปฐม 

5.จังหวัดนครสวรรค์ 

6.จังหวัดนนทบุรี 

7.จังหวัดปทุมธานี 

8.จังหวัดพระนครศรีอยุธยา 

9.จังหวัดพิจิตร 

10.จังหวัดพิษณุโลก 

11.จังหวัดเพชรบูรณ์ 

12.จังหวัดลพบุรี 

13.จังหวัดสมุทรปราการ 

14.จังหวัดสมุทรสงคราม 

15.จังหวัดสมุทรสาคร 

16.จังหวัดสิงห์บุรี 

17.จังหวัดสุโขทัย 

18.จังหวัดสุพรรณบุรี 

19.จังหวัดสระบุรี 

20.จังหวัดอ่างทอง 

21.จังหวัดอุทัยธานี 

............................................................................................................    

   

  4. ภาคตะวันออก / 7 จังหวัด 

1.จังหวัดจันทบุรี 

2.จังหวัดฉะเชิงเทรา 

3.จังหวัดชลบุรี 

4.จังหวัดตราด 

5.จังหวัดปราจีนบุรี 

6.จังหวัดระยอง 

7.จังหวัดสระแก้ว

   ............................................................................................................    

  5. ภาคตะวันตก / 5 จังหวัด

1.จังหวัดกาญจนบุรี 

2.จังหวัดตาก 

3.จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ 

4.จังหวัดเพชรบุรี 

5.จังหวัดราชบุรี 

............................................................................................................    

 

   6. ภาคใต้ / 14 จังหวัด 

1.จังหวัดกระบี่ 

2.จังหวัดชุมพร 

3.จังหวัดตรัง 

4.จังหวัดนครศรีธรรมราช 

5.จังหวัดนราธิวาส 

6.จังหวัดปัตตานี 

7.จังหวัดพังงา 

8.จังหวัดพัทลุง 

9.จังหวัดภูเก็ต 

10.จังหวัดระนอง 

11.จังหวัดสตูล 

12.จังหวัดสงขลา 

13.จังหวัดสุราษฎร์ธานี 

14.จังหวัดยะลา 


สิ่งที่หาได้ยากในโลก ๕ ประการ

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก ยิ่งให้ยิ่งได้ ยิ่งหวงยิ่งอด เราไม่หวงเราไม่อด หมดเดี๋ยวก็มา


สิ่งที่หาได้ยากในโลก ๕ ประการ
พระพุทธองค์ได้ทรงแสดงไว้
มีด้วยกัน ๕ ประการ คือ
๑. การอุบัติบังเกิดขึ้นแห่งพระพุทธเจ้า
เป็นสิ่งที่หาได้โดยยากในโลก
ฉะนั้น การที่เราได้เกิดมาในยุคปัจจุบัน
จึงนับเป็นเรื่องน่ายินดี
เพราะยังทันคำสอนของพระพุทธเจ้า
อีกทั้งยังมีโอกาสที่บุคคล จะปฏิบัติตาม
เพื่อให้รู้ธรรม เห็นธรรม และดับทุกข์ได้
เพียงแค่นี้ก็เรียกว่าได้ถึงพระพุทธเจ้า
ดังพุทธภาษิตที่ว่า
โยธมฺมํ ปสฺสติ โสมํ ปสฺสติ
ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นพระพุทธเจ้า
โดยพุทธภาวะ กล่าวคือ
ภาวะแห่งผู้บริสุทธิ์ แห่งผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน
ประการที่ ๒ การอุบัติบังเกิดขึ้นเป็นมนุษย์
ทุลฺลโภ มนุสฺสตฺต ปฏิลาโภ
การเกิดขึ้นเป็นมนุษย์
เป็นสิ่งที่หาได้โดยยากในโลก
การที่จะเกิดเป็นมนุษย์ได้นั้น
จึงต้องมีศีล ๕ เป็นพื้นฐาน
เรียกว่า มีกุศลกรรมบถ
มนุษย์ถือเป็นภพภูมิสัตว์ที่ดี
ตรงที่สามารถจะพิจารณาธรรมได้
เห็นธรรมได้
การจะสั่งสมบารมี
ก็ต้องมาสั่งสมกันในภพมนุษย์นี่แหละ
ประการที่ ๓ การจะถึงพร้อมด้วยศรัทธา
เป็นสิ่งที่หาได้โดยยากในโลก
ทุลฺลภา สทฺธาสมฺปตฺติ
ศรัทธาก็คือ ความเชื่อ
เชื่อในเรื่องกรรม
เรื่องผลของกรรม
เชื่อว่าสัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นของตน
เชื่อในความตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า
ถ้ามีความเชื่อเช่นที่กล่าวมา
เรียกว่า เรามีศรัทธา มีกัมมสัทธา
คือเชื่อเรื่องกรรม เชื่อเรื่องการกระทำ
วิปากสัทธา เชื่อเรื่องผลของกรรม
ซึ่งถ้าดวงจิตเกิดศรัทธาขึ้น
คุณงามความดีต่างๆ ก็จะตามมา
พระพุทธเจ้าตรัสว่า
ทุลฺลภา ปพฺพชฺชา
ประการที่ ๔ การได้บวชเป็นสิ่งที่หาได้โดยยากในโลก
คนเราใช่ว่าจะมีโอกาสบวชกันได้ง่ายๆ
ถ้าไม่มีพระพุทธศาสนาดำรงอยู่
ไม่มีพระสงฆ์สืบทอด ก็บวชใม่ได้
เพราะไม่มีใครจะมาเป็นอุปัชฌาย์
ไม่มีพระคู่สวด
และเป็นการทำที่ยาก
เพราะต้องสละเพศฆราวาส
สละออกจากทุกสิ่งทุกอย่าง
มาประพฤติพรหมจรรย์
พระพุทธเจ้าตรัสว่า
ทุลฺลภํ สทฺธมฺมสฺสวนํ
ประการที่ ๕ การได้มีโอกาสฟังพระสัทธรรม
เป็นสิ่งที่หาได้โดยยากในโลก
เราอาจจะไม่ค่อยรู้สึกอะไรในสมัยนี้
เพราะเป็นยุคที่ยังมีศาสนาอยู่
เลยมีโอกาสได้ฟังธรรม
แต่ถ้าไม่มีพุทธศาสนาหรือศาสนาหมดไป
ก็จะไม่ได้ยิน ได้ฟังกันอีก
หรือบางครั้งธรรมะที่ได้ฟัง
อาจไม่ใช่พระสัทธรรม
คือฟังแล้วไม่เป็นไป
เพื่อการลด ละ สละกิเลส
สิ่งใดที่ฟังแล้วเป็นการเพิ่มกิเลส
มีแต่โลภ โกรธ หลง มากขึ้น
ถึงจะออกมาจากปากของภิกษุ
ก็ถือว่าสิ่งนั้นไม่ใช่ธรรม
ไม่ใช่คำสอนของพระพุทธเจ้า
คำสอนของพระพุทธองค์
ต้องเป็นไปเพื่อ ลดละ สละกิเลส
จึงจะถูกต้อง
....................................
ธัมโมวาท โดยพระวิปัสสนาจารย์
ท่านเจ้าคุณ พระภาวนาเขมคุณ
(หลวงพ่อสุรศักดิ์ เขมรังสี)
เจ้าอาวาสวัดมเหยงคณ์ พระนครศรีอยุธยา
.......................................
.....................................................
ยังมีสาระเรื่องราวดี ๆ ที่อยากเล่าตามมาดูเราได้ที่ ;
My blogs link 👆
https://sites.google.com/site/dhammatharn/
http://abhinop.blogspot.com
http://abhinop.bloggang.com
.....................................................
ททมาโน ปิโยโหติ #ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก
A giver is always be love.
.....................................................


วัดมหาธาตุ

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก ยิ่งให้ยิ่งได้ ยิ่งหวงยิ่งอด เราไม่หวงเราไม่อด หมดเดี๋ยวก็มา

     เมืองโบราณ​ทุกเมืองต้องมีพระมหาธาตุเป็นขวัญเมือง
พระมหาธาตุประจำเมืองย่อมสร้างเป็นพระเจดีย์หรือพระปรางค์​ตามยุคสมัย​ ดังเช่น ;
     พระมหาธาตุ​กรุงสุโขทัย​ เป็นพระเจดีย์​ทรงพุ่มข้าวบิณฑ์​ 
     พระมหาธาตุ​กรุง​ศรี​อยุธยา​ เป็นพระปรางค์องค์​ใหญ่
     พระมหาธาตุ​ในภาคเหนือเป็นพระเจดีย์​ เช่น​ 
     พระธาตุหริภุญชัย​เมืองลำพูน​ 
     พระธาตุศรีจอมทอง​และ
     พระธาตุดอยสุเทพเมืองเชียงใหม่
     พระธาตุ​ลำปางหลวง​เมืองลำปาง​ 
     พระธาตุดอยตุง​ เมืองเชียงราย​ 
     พระธาตุ​ช่อแฮ​เมืองแพร่​ 
     พระธาตุแช่แห้ง​เมืองน่าน​ 
     พระธาตุดอยกองมู​เมืองแม่ฮ่องสอน​ 
     พระมหาธาตุ​ในภาคกลางเป็นพระปรางค์​ตามแบบขอมในสมัยลพบุรี​ เป็นวัดมหาธาตุ​ในเมืองต่างๆ​ เช่น​ 
     วัดพระศรีรัตน​มหาธาตุเมืองลพบุรี​ 
     วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ​เมือง​สุพรรณบุรี​ 
     วัดมหาธาตุ​เมืองเพชรบุรี​ 
     วัดมหาธาตุ​เมืองราชบุรี​ 
(วัดพระศรีรัตน​มหาธาตุ​เมืองศรีสัชนาลัย​ และเมืองพิษณุโลก​ ที่อยู่​ทางเหนือเป็นพระปรางค์​เพราะพระมหากษัตริย์​อยุธยาขึ้นไปบรูณะปฏิสังขรณ์​พระมหาธาตุ​องค์​เดิมให้เป็นพระปรางค์​ตามแบบอยุธยา)​
     สำหรับกรุงเทพ​พระมหานคร​  ได้มีวัดมหาธาตุ​ที่กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท​ทรงสร้าง​ในรัชกาลที่​ 1 แต่พระมหาธาตุของกรุงเทพพระมหานคร​นั้น​ เป็นพระเจดีย์​ทององค์​เล็กสถิตในพระวิหาร​ที่เดิมเป็นพระมณฑป​ ไม่ได้เป็นพระมหาธาตุองค์​ใหญ่อย่างเมืองราชธานี  ทั้งนี้คงเพราะเมื่อต้นกรุง​รัตน​โกสินทร์​ เรายังต้องทำศึกสงครามกับพม่า​ อีกทั้งสถานที่ตั้งวัดมหาธาตุ​ก็ไม่อำนวยที่จะให้สร้างพระมหาธาตุ​องค์​ใหญ่ได้
ถึงรัชกาลที่​ 2​ ทรงมีพระราชดำริให้สร้างพระปรางค์​องค์​ใหญ่​ โดยก่อทับพระปรางค์​โบราณ​ที่อยู่ในวัดอรุณราชวราราม
พระบาทสมเด็จ​พระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงดำเนินการสร้างพระปรางค์​องค์​ใหญ่จนเสร็จ​ในรัชกาลที่​ 3​
พระปรางค์​วัดอรุณ​ จึงเป็นพระมหาธาตุแห่งกรุงรัตนโกสินทร์

ที่มาเสียมเรียบ

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก ยิ่งให้ยิ่งได้ ยิ่งหวงยิ่งอด เราไม่หวงเราไม่อด หมดเดี๋ยวก็มา

#ไกด์รักษ์ไทย
#LifeIsJourney
#เสียมเรียบ
        สมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ซึ่งทรงมีพระราชประสงค์ที่จะให้คนไทยได้เห็นความมหัศจรรย์ของปราสาทหินแบบขอม ซึ่งใช้หินล้วนๆเป็นวัสดุก่อสร้าง
พระราชดำริที่จะให้คนกรุงเทพฯได้ดู #ปราสาทขอม โปรดเกล้าฯให้พระสามภพพ่ายไปลอกแบบปราสาทนครวัดมา วัดส่วนกว้างส่วนยาวส่วนสูงอย่างละเอียด ซึ่งใช้เวลาเกือบ ๔ เดือน พระสามภพพ่ายได้วัดส่วนต่างๆของ #ปราสาทนครวัด มาทุกซอกทุกมุม รวมทั้งลวดลายต่างๆ อย่างจดไว้ตอนหนึ่งว่า
“...มียอดปรางค์ในระหว่างกลาง ๗ ศอก สูง ๑๕ วา มีประตูและบันไดขึ้นไปจากพื้นทั้ง ๔ ปราสาท มีประตูออกจากปราสาทเข้าไปปราสาทใหญ่ หลังคาพระระเบียงเอาศิลายาว ๒ ศอก หน้าใหญ่ ๑ ศอกเศษ หน้าน้อยกำมา ๑ ทับเหลื่อมกันขึ้นไปประจบเป็นอกไก่ พื้นหลังคาสลักเป็นลูกฟูก เอาศิลาแผ่นยาวๆทับหลังเหมือนอย่างทับหลังคา ไม่มีสิ่งไรรับข้างล่างก็อยู่ได้ทั้ง ๓ ชั้น ด้วยเป็นของหนัก ถัดพระระเบียงเข้าไปเป็นลานกว้าง ๑๐ วาถึงองค์ปรางค์ เขมรเรียกว่าปราสาท ฐานกว้าง ๑๑ วา สูง ๑๙ วา ๒ ศอก มีในร่วมข้างในที่หว่างมุม ๔ ด้าน กว้าง ๗ ศอกคืบ ตรงกลางนั้นก่อตัน หน้ากระดานสลักเป็นลายเขมร กลีบขนุน สลักเป็นครุฑ เป็นเทวดา ตั้งพระพุทธรูปไว้ในหว่างมุขทั้ง ๔ มุข มุขละองค์...”
จึงโปรดฯให้ช่างกระทำจำลองตามแบบที่ถ่ายเข้ามานั้น ขึ้นไว้ในวัดพระศรีรัตนศาสดารามจนทุกวันนี้
       คำว่า "#เสียมเรียบ" ในภาษาเขมรมีหมายความว่า "#สยามราบ" คือ "สยาม (แพ้) ราบเรียบ ส่วน "#เสียมราฐ" ในภาษาไทยนั้น หมายถึง "ดินแดนของสยาม"
       เสียมราบ มาจากสงครามที่เกิดขึ้นในรัชสมัยสมเด็จพระบรมราชาธิราช (เจ้าพญาจันทราชา) ซึ่งเป็นการศึกระหว่างกัมพูชากับสยามในปี พ.ศ. 2089 ซึ่งปรากฏในพงศาวดารเขมร จ.ศ. 1217 ความว่า
"...พระองค์ทรงราชย์ ลุศักราช ๑๔๖๒ (จ.ศ. ๙๐๒) ศกชวดนักษัตรได้ ๒๕ ปี พระชันษาได้ ๕๕ ปี พระเจ้ากรุงศรีอยุธยา จึ่งยกทัพมาถึงพระนครหลวง ในปีชวดนั้น พระองค์ยกทัพไปถึงพระนครหลวงรบชนะพระเจ้ากรุงศรีอยุธยาหนีไป พระเจ้าจันทร์ราชาจับได้เชลยไทยเป็นอันมากแล้วเสด็จกลับเข้ามาครองราชสมบัติ..."
จึงสันนิษฐานว่าสงครามครั้งนี้น่าจะเป็นที่มาของชื่อ "เสียมราบ" เนื่องจากเป็นการรบครั้งสำคัญครั้งสุดท้ายที่รบใกล้เมืองพระนคร เพราะหลังจากนี้เส้นทางการเดินทัพและสมรภูมิจะเปลี่ยนไปเป็นเส้นทางฝั่งตะวันตกของทะเลสาบ คือ แถบเมืองพระตะบอง, โพธิสัตว์, บริบูรณ์ และละแวก เป็นต้น แต่อย่างไรก็ตามการสงครามครั้งนี้ไม่มีการกล่าวถึงในพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาแต่อย่างใด
.....................................................
ยังมีสาระเรื่องราวดี ๆ ที่อยากเล่าตามมาดูเราได้ที่ ;
My blogs link 👆
https://sites.google.com/site/dhammatharn/
http://abhinop.blogspot.com
http://abhinop.bloggang.com
.....................................................
ททมาโน ปิโยโหติ #ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก
A giver is always be love.
.....................................................


วันอังคารที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2563

วัดพระราม

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก ยิ่งให้ยิ่งได้ ยิ่งหวงยิ่งอด เราไม่หวงเราไม่อด หมดเดี๋ยวก็มา
"วัดพระราม" เป็นวัดโบราณศิลปะอยุธยาตอนต้นที่หาชมได้ยากยิ่ง งดงามด้วยปรางค์ประธานทรงฝักข้าวโพดที่ได้รับอิทธิพลมาจากศิลปะละโว้ และปรางค์บริวารที่มีภาพจิตกรรมฝาผนัง กับวิหารทั้ง 7 ที่ไม่เคยปรากฏที่ใดมาก่อน สมเด็จพระราเมศวรโปรดฯ ให้สร้างวัดพระรามขึ้นในปี พ.ศ. 1912 บริเวณถวายพระเพลิงพระศพพระเจ้าอู่ทอง พระราชบิดาในสมเด็จพระราเมศวร และสร้างแล้วเสร็จในสมัยพระบรมไตรโลกนาถ ระหว่างปี พ.ศ. 1991-2031 หน้าวัดเป็นบึงขนาดใหญ่ ซึ่งแต่เดิมเป็นหนองน้ำ ชื่อ ‘หนองโสน’ ส่วนในกฎมณเฑียรบาลเรียกว่าบึงญี่ขัน ภาษาปากเรียกบึงชีขัน ส่วนจะเปลี่ยนชื่อเป็นบึงพระรามเมื่อไหร่นั้นยังไม่มีหลักฐานปรากฏ แต่นักประวัติศาสตร์หลายท่านเชื่อกันว่าที่เปลี่ยนชื่อเพราะชาวบ้านเรียกตามวัดพระรามนั่นเอง
มีเรื่องเล่าต่อกันมาว่าแต่เดิมหนองโสนมีขนาดไม่ใหญ่ แต่เพราะทางการขุดดินริมหนองขึ้นมาถมที่ดินเพื่อสร้างวัดพระราม ขนาดของหนองโสนจึงใหญ่ขึ้นจนกลายเป็นบึง ทว่าหลักฐานทางธรณีวิทยาพบว่าบริเวณที่สร้างวัดพระรามเป็นที่ดอนเกิดจากตะกอนแม่น้ำทับถมจนสูงไม่มีเหตุผลต้องถมที่อีก จึงเป็นไปได้ว่าหนองโสนถูกขุดขยายขึ้นเป็นบึงตามหลักการจัดสมดุลธาตุในคัมภีร์พระเวทย์ เนื่องจากพระปรางค์ตามคติความเชื่อฮินดูเป็นธาตุดินต้องมีธาตุน้ำหล่อเลี้ยง ปราสาทในไทย เช่น ปราสาทเมืองต่ำ จ. บุรีรัมย์ ก็ขุดสระน้ำลักษณะนี้.......  วัดพระรามและบึงพระรามปัจจุบันได้รับการปรับภูมิทัศน์เป็นสวนสาธารณะบึงพระราม เพื่อเป็นแหล่งพักผ่อนหย่อนใจและเป็นสถานที่ท่องเที่ยว ใกล้บึงประกอบไปด้วยปราสาทและวัดหลายแห่งด้วยกัน เช่น วัดมหาธาตุ วัดสังข์ปัต และปราสาทสังข์ (Cr.จากหนังสืออุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา : ข้อมูลจากเพจ talontiew )

นครธม

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก ยิ่งให้ยิ่งได้ ยิ่งหวงยิ่งอด เราไม่หวงเราไม่อด หมดเดี๋ยวก็มา
     นครธม (Angkor Thom) 
มีความหมายว่า เมืองใหญ่ ในอดีตหลายร้อยปีก่อนเคยมีสถานะเป็นเมืองหลวงของขอมโบราณ ถูกสร้างขึ้นในสมัยของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ในเขตนครธมมีพระราชวังและปราสาทหินมากมาย ที่โดดเด่นมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักของนักท่องเที่ยวทั่วโลกก็คือ ปราสาทบายน ที่มีรูปปั้นพระพักตร์ของพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรอันโดดเด่นและเป็นเอกลักษณ์นั่นเอง
นครธมตั้งอยู่ห่างจากนครวัดไปทางทิศเหนือประมาณ 2 กิโลเมตร มีพื้นที่กว้างใหญ่ มีกำแพงเมืองซึ่งก่อด้วยศิลาแลงสูง 7 เมตร ยาว 3 กิโลเมตรทั้งสี่ด้าน ล้อมรอบด้วยคูน้ำกว้าง 80 เมตร มีพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 5,625 ไร่