“เทพธิดาคู่ (แฝด?)” จากศาลพระกาฬ เมืองละโว้... เธอคือใครกันแน่ ?
รูปประติมากรรมสลักหินปูนรูปสตรี-เทวีคู่ถือดอกบัว ชักรั้งชายผานุ่ง มีแฝงหลังเป็นแผ่นสำหรับการพิงผนังทำเป็นซุ้มเรือนวิมานชิ้นหนึ่ง พบจากศาลพระกาฬ เมืองลพบุรี ได้ถูกเคลื่อนย้ายมาเก็บไว้ที่วังจันทรเกษม ในช่วงที่พระยาโบราณราชธานินท์ (พร เตชะคุปต์) ดำรงตำแหน่งสมุหเทศาภิบาลมณฑลกรุงเก่า ประมาณทศวรรษที่ 2440 เขียนป้ายคำอธิบายว่าเป็นรูปของ”พระนางลักษมี” และ “พระมเหศวรี”
รูปเทพธิดาทั้งสอง (ที่อาจเป็นรูปเทวีคู่แฝด ?) เป็นรูปงานศิลปะที่หาได้ยากในงานศิลปะเขมรโบราณ เพราะไม่มีคติ-ปกรณัม(เรื่องเล่า) -ประติมาน ที่สามารถนำมาอธิบายเปรียบเทียบได้อย่างชัดเจนหากรูปสลักนี้ไม่ใช่รูปของพระนางลักษมีและพระมเหศวรี แต่ในภายหลังได้มีคำอธิบายใหม่ (บนป้าย) ว่าเป็นรูปของนางอัปสรา (Apsarā) ถือดอกบัว ซึ่งก็มีโอกาสเป็นไปได้มาก แต่กระนั้นก็ไม่เคยปรากฏเรื่องราวหรือคติเรื่องนางอัปสราคู่หรือคู่แฝดในวรรณกรรมใด ๆ ที่จะสามารถบ่งบอกได้ว่ามีความสำคัญถึงขนาดต้องสลักขึ้นมาเป็นรูปคู่ในซุ้มเดียวกัน
ทั้งยังมีรูปประติมากรรมที่ใช้หินปูนจารึกในพื้นที่เมืองลพบุรีที่เป็นหินชนิดเดียวกัน มีอายุการจารข้อความประมาณช่วงพุทธศตวรรษที่ 12 มา “รี-ยูธ” ใช้งานใหม่ สลักเป็นรูปพระพรหม 4 กรในงานศิลปะแบบช่างคนเดียวกัน ถูกย้ายมาจากศาลพระกาฬเช่นเดียวกัน นุ่งผ้าภูษาสมพตขอบบนโค้งไขว้ ชักชายพกหน้าโค้ง อันเป็นลักษณะเด่นของงานศิลปะในช่วงต้น - กลางพุทธศตวรรษที่ 17
เมื่อพิจารณาพร้อมกับรูปพระพรหม รูปสตรีทั้งสองจึงน่าจะเป็นรูปอัปสรา ที่บางปุราณะของฝ่ายฮินดูอธิบายว่า พระพรหมเป็นผู้สร้างนางอัปสราชั้นสูง (ไทวิกา-Daivakā) ขึ้นมา
ถึงแม้ว่าในคติความเชื่อของอินเดียจะปรากฏเรื่องราวของ “พระนางจามุณฑา” (Chamundā Goddess) และพระนางโชติลา (Chotilā Goddess) เทวีฝาแฝดที่กำเนิดขึ้นจากอำนาจแห่งศักติ (Shakti - Śakti พลังศักดิ์สิทธิ์แห่งเพศหญิง Divine feminine power) ของพระนางปารวตี (บางปุราณะว่ากำเนิดจากศักติแห่งพระนางทุรคา) ที่ปรากฏความนิยมเฉพาะในแคว้นคุชราต เขตอินเดียตะวันตก ที่ถึงอาจจะจับพลัดจับผลู ส่งอิทธิพลความนิยมข้ามเข้ามาถึงเมืองละโว้ แต่รูปศิลปะของเทวีคู่แฝดก็จะถือรูปของ “ตรีศูล” (Trishul -Triśūl) และรูปสิงห์เป็นสัญลักษณ์สำคัญ
รูปสตรีทั้งสองนี้ จึงไม่ควรเป็นเทวีคู่แฝด...ที่มาไกลเหลือเกิน
เมื่อมองหารูปประติมากรรมที่มีลักษณะทางศิลปะใกล้เคียงกัน ก็ได้ไปพบกับรูปสลักในขนบแบบแผนเดียวกันคือเป็นรูปเทพธิดาคู่ ถือดอกบัวในซุ้มเรือนแก้วเดียวกัน นุ่งผ้ากลีบยาวชักชายหน้าทิ้งโค้ง จัดแสดงในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเมืองพระตะบอง รวมทั้งยังปรากฏเป็นรูปคู่ประกอบในงานประติมากรรมอีกหลายชิ้น ซึ่งทั้งหมดเป็นงานศิลปะในคติพุทธศาสนาฝ่ายมหายาน-วัชรยาน (Mahāyāna - Vajrayāna - Tantric Buddhism) ที่เริ่มปรากฏความนิยมอาณาจักรในอาณาจักรกัมพุชะเทศะ มาตั้งแต่กลางพุทธศตวรรษที่ 15
รูปเทวีคู่บนหลักหินหนึ่ง มีเสาตรงกลาง เหนือเสาเป็นรูปพระอมิตาภะพุทธเจ้า (Amitābha Dhyāni Buddha) ปางธยานะมุทรา น่าจะมีอายุทางศิลปะในช่วงกลางพุทธศตวรรษที่ 17 อีกหลักหนึ่งเป็นภาพของเทวีคู่ ยืนขนาบข้างพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร 4 กร (Avalokiteśvara Bodhisatava) ใต้รูปพระพุทธเจ้าอมิตาภะ ศิลปะในช่วงต้นพุทธศตวรรษที่ 18 และอีกหลักหนึ่ง เป็นภาพเทวีถือดอกบัว ขนาบข้างรูปเทวีปรัชญาปารมิตา 4 กร (Prajñāpāramitā) ในซุ้มเรือนแก้วที่มี (การกำเนิด) รูปของพระมานุษิพุทธเจ้า (เปล่งออกมา) บนรูปใบระกา (รัศมีแห่งพระสูตร) ศิลปะในช่วงกลางพุทธศตวรรษที่ 18
รูปเทวีคู่ในคติพุทธศาสนาฝ่ายมหายาน-วัชรยานตันตระ ที่ได้รับความนิยมนำมาประกอบในรูปประติกรรมกลุ่ม คือรูป “พระนางตารา” (Tārā) เป็นอิตถีโพธิสัตว์หรือพระโพธิสัตว์เพศหญิง ที่ถือกำเนิดขึ้นจากพระรัศมีนัยพระเนตรแห่งมหากรุณาของพระอมิตาภะธยานิพุทธเจ้า ในบางวรรณกรรมเล่าว่า พระนางกำเนิดขึ้นจากน้ำพระเนตรที่กรรแสงขององค์พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร ที่หยดลงมาในหุบเขาจนกลายเป็นทะเลสาบใหญ่ พระนางกำเนิดขึ้นมาจากดอกบัวบริสุทธิ์ในทะเลสาบนั้น จึงทรงถือ “ดอกบัว” (Padma) เป็นสัญลักษณ์ และทรงเป็นศักติ (อิตถีพละ) และชายาของพระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์อีกด้วย
“ตารา – ดารา” เป็นภาษาสันสกฤต “ตริ” แปลว่า “การข้าม” หมายความถึง “การข้ามผ่านไปสู่การหลุดพ้น" เป็น “พระแม่แห่งการหลุดพ้น” ผู้ที่พาเหล่าสรรพสัตว์ข้ามพ้นวัฏสงสารแห่งการเวียนว่ายตายเกิดและความทุกขเวทนา เป็นพระโพธิสัตว์แห่งความเมตตากรุณา ผู้พิทักษ์พระพุทธศาสนา ดูแลเหล่าผู้ศรัทธาและปกป้องนักเดินทางจากภัยอันตราย ประทานพรให้พ้นจากความทุกข์ ความกลัว และดลบันดาลให้สำเร็จในหน้าที่การงานได้โดยเร็ว
รูปนางตาราคู่ที่ได้รับความนิยมอยู่เคียงข้างรูปพระพุทธเจ้าอมิตาภะและรูปพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรในงานศิลปะของฝ่ายวัชรยาน อาจเป็น “พระนางศยามตารา – ขทิรวนีตารา” (Samaya Tara) วรรณะกายเขียวแก่ ทรงโปรดสรรพสัตว์ในเวลากลางคืน และพระนางสิตตารา – จินดามณีจักรตารา (Sitatārā) วรรณะขาว โปรดสรรพสัตว์ในเวลากลางวัน ทรงเป็นผู้ประทานความเข้าถึงมนตราธาริณี-พระธรรม ทั้งคู่เป็นพระนางตาราที่เก่าแก่ที่สุดของฝ่ายวัชรยาน
* เทพธิดาคู่ที่พบจากศาลพระกาฬ ศิลปะในช่วงกลางพุทธศตวรรษที่ 17 เธอคือใครกันแน่... นางอัปสราถือดอกบัว ในคติฮินดู (ที่เกี่ยวข้องกับพระพรหม) หรือพระนางตาราถือดอกบัว ในคติมหายาน-วัชรยาน ?
เครดิต ; FB
วรณัย พงศาชลากร
EJeab Academy
.....................................................
ยังมีสาระเรื่องราวดี ๆ ที่อยากเล่าตามมาดูเราได้ที่ ;
My blogs link 👆
https://sites.google.com/site/dhammatharn/
http://abhinop.blogspot.com
http://abhinop.bloggang.com
.....................................................
ททมาโน ปิโยโหติ #ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก
A giver is always be love.
.....................................................
วันพุธที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2564
เมืองละโว้
วันจันทร์ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2564
ปูทองรู้คุณ
พระพุทธเจ้าเล่าเรื่อง “ปูทองรู้คุณ - สุวรรณกักกฏกชาดก”
“การกระทำความดี ย่อมได้รับผลตอบแทนในความดีอยู่เสมอ....”
ครั้งหนึ่งพระมหาโพธิสัตว์ ลงไปเกิดในตระกูลกาสิกพราหมณ์ที่กรุงราชคฤห์ มีชื่อว่า “พราหมณ์ศรินทิยะ” (Sālindiya) ดวงตาของพราหมณ์ปรากฏเป็นวงกลม 3 ชั้น ใสแจ๋ว สามารถให้มองเห็นอะไรได้ชัดเจนกว่าผู้อื่น ในวันหนึ่งระหว่างทางที่พราหมณ์ได้ออกไปยังหนองน้ำใหญ่ปลายนา ได้พบปูตัวหนึ่ง มีชื่อว่า“อัสทะบาท” มีสีทอง กำลังกระหายน้ำใกล้จะตาย พราหมณ์จึงนำผ้ามาห่อปูทองมายังแม่น้ำ แล้วปล่อยให้ปูทองว่ายน้ำไป พราหมณ์มีความสุขที่ได้ช่วยปูทองให้พ้นจากความทุกข์ทรมาน
ทุกครั้งที่พราหมณ์มายังหนองน้ำ ก็จะพบปูทองอัสทะบาทที่เติบใหญ่ขึ้นอยู่เสมอ จนเกิดเป็นความคุ้นเคยระหว่างกัน
ใกล้กับหนองน้ำนั้น มีกาผัวเมียอยู่คู่หนึ่งอาศัยอยู่บนต้นตาลใหญ่ นางกาเกิดแพ้ท้อง อยากกินดวงตาพราหมณ์ จึงได้อ้อนวอนขอให้พ่อกาช่วยคิดแผนการร้าย โดยจะไปขอให้งูเห่าที่อาศัยอยู่ในจอมปลวกใต้ต้นตาลเดียวกันไปกัดพราหมณ์ แล้วค่อยไปจิกควักลูกตามากิน
ทุกวัน กาทั้งสองจึงไปเอาอกเอาใจงูเห่า หาอาหารมาให้กินเป็นประจำ จนถึงวันหนึ่งจึงเอ่ยปากขอร้องไหว้วาน ทวงบุญคุณกับงูเห่า ขอให้งูเห่าไปกัดพราหมณ์
"...เจ้าจะได้กินเนื้ออร่อยของเขา แต่ดวงตาของเขาเป็นของฉันนะ...” นางกากล่าว
"....มันเป็นการแบ่งผลประโยชน์ที่ดีนะอีกา เอาล่ะ ฉันจะเลื้อยไปกัดเขาให้ตายเสียก่อน...เดี๋ยวนี้ "
งูเห่าเลื้อยออกมาโพรงแล้วเข้ามากัดพราหมณ์จนล้มลงนอนร้องครวญครางจนแน่นิ่งอยู่กับพื้น ปูทองอัสทะบาท รีบขึ้นมาจากแม่น้ำ แล้วกล่าวว่า "...พวกเจ้ายังกินเขาไม่ได้นะ...”
ปูทองให้ข้อเสนอกับพ่อกากับงูเห่าว่า “...ข้านั้นมีเวทมนตร์ที่จะทำให้คอของพวกเจ้ายาวขึ้น ช่วยให้เจ้าเพลิดเพลินกับการกินลูกตาและเนื้อของเขา มันจะอร่อยมากกว่าหลายเท่านัก หากเมื่อพวกเจ้าได้ลิ้มลองรสชาติไว้เป็นเวลายาวนานด้วยคออันยาว....”
ทั้งงูเห่าและกาตกลง จึงยื่นคอให้ยาวเข้ามาเพื่อรับเวทมนตร์ ปูทองอัสทะบาทจึงใช้จังหวะ บีบก้ามอันแข็งแรงหนีบคอทั้งกาและงูเห่าเอาไว้ แล้วกล่าวว่า
“....เจ้างูร้าย พราหมณ์ผู้นี้เป็นผู้มีพระคุณช่วยชีวิตข้าไว้ในอดีต เจ้าต้องช่วยให้เขาฟื้นกลับขึ้นมา ไม่เช่นนั้นข้าจะหนีบคอเจ้าทั้งคู่ให้ขาด.....”
งูเห่าและอีกาไม่ยอม จึงพยายามล่อลวงให้ปูทองปล่อยพวกตนก่อน จึงตอบว่า “.....ได้ซิ งั้นข้าจะช่วยดูดพิษออกจากพราหมณ์ให้ แต่เจ้าจะต้องปล่อยก้ามที่หนีบพวกข้าไว้เสียก่อนที่พิษร้ายจะเข้าสู่ร่างกายเขามากกว่านี้ ไม่งั้นเราคงช่วยอะไรเจ้าไม่ได้นะ....”
“....ใช่แล้วเจ้าปู ได้ยินแล้วก็รีบปล่อยพวกเราซิ....” อีกากล่าวสำทับ
แต่ปูทองมิได้หลงในเล่ห์กล “....ข้าไม่เชื่อพวกเจ้าหรอก ข้าจะปล่อยพวกเจ้าไปก็ต่อเมื่อพราหมณ์ฟื้นคืนขึ้นมาแล้วเท่านั้น เร็วเข้า เจ้างู เจ้าจงรีบดูดพิษออกเดี๋ยวนี้ ไม่เช่นนั้นข้าก็จะหนีบคอพวกเจ้าให้ขาดกระเด็นตายตามกันไปเลย...”
ปูทองคลายก้ามที่บีบออกเล็กน้อยเพื่อให้งูเห่าสามารถเข้าไปดูดพิษคืน จนพราหมณ์ฟื้นขึ้น ได้สติคืนมา
“...เราช่วยให้พราหมณ์ฟื้นขึ้นแล้ว เจ้าจงปล่อยพวกข้าได้แล้ว....” งูเห่ากล่าว “.....ใช่ ปล่อยเราได้แล้ว เจ็บจะตายอยู่หนีบซะแรงเลย....” อีกากล่าวสำทับ
แต่ปูทองกลับกล่าวว่า “....หากปล่อยพวกเจ้าไป ก็โง่น่ะสิ สัตว์เดรัจฉานที่คิดการร้ายอย่างพวกเจ้านั้น หากปล่อยไป ก็คงจะคิดกระทำการชั่วร้ายอีก.....” ว่าแล้วปูทองก็ได้ออกแรงบีบก้ามสุดแรง จนคอของสัตว์ทั้งสองขาดกระเด็น สิ้นชีวิตไปทั้งคู่
ฝ่ายนางกาที่อยากกินลูกตาพราหมณ์ ก็ได้รีบบินหนีไป ไม่กลับมาอีกเลย
พราหมณ์เห็นเหตุการณ์ทั้งหมด จึงขอบคุณปูทองที่ได้ช่วยชีวิตตนเอาไว้ ปูทองอัสทะบาทจึงกล่าวแก่พราหมณ์ศรินทิยะว่า
"...ท่านเคยได้ช่วยชีวิตข้าเอาไว้ในครั้งก่อน คราวนี้เราขอตอบแทนด้วยการช่วยชีวิตท่าน ..."
---------------------------------
*** เรื่องราวชาดก (jātaka Story) หรือเรื่องเล่าพระโพธิสัตว์ เรื่อง “สุวรรณกักกฏกชาดก” (Suvaṇṇakakkaṭa Jātaka) อยู่ในชาดก 550 เรื่อง “ชาตกอรรถวรรณา” (Jātakatthavaṇṇanā) หรือ “อรรถกถาชาตก” (Jātakaṭṭhakathā) ภาษาบาลีของฝ่ายนิกายเถรวาท ปรากฏรูปศิลปะที่เก่าแก่ที่สุดในโลกบนเสารั้วเวทิกาหินทรายแดงของสถูปภารหุต (Bharhut stupa) ศิลปะแบบราชวงศ์ศุงคะ อายุในราวกลางพุทธศตวรรษที่ 4 ปัจจุบันจัดแสดงพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กรุงนิวเดลลี (ชิ้นส่วนหินประกอบของสถูปแทบทั้งหมด ถูกย้ายไปจัดแสดงไว้ในพิพิธภัณฑ์อินเดียน ที่เมืองกัลกัตตา (Indian Museum – Calcutta)
อิทธิพลในคติและเรื่องราวชาดกพระโพธิสัตว์แบบเถรวาทจากอินเดียและลังกา คงได้แพร่หลายเข้ามาสู่เอเชียตะวันออกเฉียง มาตั้งแต่ราวพุทธศตวรรษที่ 10 – 11 แล้ว ดังปรากฏเป็นภาพปูนปั้นชาดกหลายเรื่องที่เจดีย์จุลประโทน จังหวัดนครปฐม แต่เรื่อง “สุวรรณกักกฏกชาดก” ยังไม่พบในเขตวัฒนธรรมทวารวดีภาคกลาง แต่ไปปรากฏภาพสลักบนใบเสมาหินทรายหลักหนึ่ง ที่วัดโนนศิลาอาสน์ บ้านหนองกาลืม ตำบลเมืองพาน อำเภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานี อายุในราวพุทธศตวรรษที่ 13 – 14
ภาพศิลปะของชาดกเรื่องปูทองรู้คุณที่เป็นที่รู้จักกันทั่วโลก คือภาพสลักนูนต่ำบนผนังกำแพงของราวบันไดทางขึ้นสู่ลานประทักษิณ ของ “วิหารจันทิเมนดุต” (Chandi Mendut Vihara) ศิลปะแบบราชวงศ์ไศเลนทร์ อายุในราวกลางพุทธศตวรรษที่ 14 บนเกาะชวากลางครับ
เครดิต ; FB
วรณัย พงศาชลากร
EJeab Academy
.....................................................
ยังมีสาระเรื่องราวดี ๆ ที่อยากเล่าตามมาดูเราได้ที่ ;
My blogs link 👆
https://sites.google.com/site/dhammatharn/
http://abhinop.blogspot.com
http://abhinop.bloggang.com
.....................................................
ททมาโน ปิโยโหติ #ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก
A giver is always be love.
.....................................................
พระป่า
"พระสังฆราชแอบฟังเทศน์พระป่า"
เมื่อครั้งที่หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต สั่งให้หลวงปู่กงมา ไปเผยแผ่ธรรมที่จ.จันทบุรี ปรากฏผลสำเร็จอย่างดียิ่ง มีชาวบ้านมาฟังธรรมกันมาก จนมีพระท้องถิ่นไม่ชอบใจ ทำจดหมายกล่าวร้ายหลวงปู่กงมา เช่น เทศนาแปลหนังสือผิด ๆ ถูก ๆ แถมสะพายบาตรผิดกับหมู่พระ รวมทั้งงมงาย ถ้าไม่มีการอุปโลกน์ของที่โยมมาถวายสังฆทาน ก็จะไม่ยอมใช้ ไม่ยอมฉัน เป็นต้น
สมเด็จพระสังฆราช กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ วัดบวรนิเวศฯ ได้ทรงมาสืบสวนด้วยพระองค์เอง โดยเมื่อเสด็จมาถึงที่วัดทรายงาม จันทบุรี ก็ได้ทรงนั่งกับพื้นดิน ใกล้ศาลา แอบฟังหลวงปู่กงมาแสดงธรรม
ส่วนหนึ่งของพระธรรมเทศนาของหลวงปู่กงมาซึ่งหลวงพ่อวิริยังค์ เมื่อครั้งเป็นสามเณรติดตาม ได้บันทึกไว้ว่า
"การปฏิบัติจิตนี้ ถ้ายังหลงปริยัติอยู่ จิตจะไม่เป็นสมาธิ เพราะปริยัติเหมือนตัวหนังสือ แต่สมาธิเหมือนของจริง
ก็เหมือน "กวาง" ตัวหนังสือ ก ไก่ ว แหวน สระอา ง งู กับตัวกวางจริง มันผิดกันไกลนัก เพราะกวางจริงมันมีเขา มีขา มีตัว ฉะนั้น ถ้าจะมาหลงอยู่ที่ตัว ก ว า ง อย่างเดียว ก็รู้กวางตัวจริงไม่ได้
คนจะทำฌานให้เกิดขึ้น เขารู้ว่าปฐมฌานมีองค์ ๕ คือ วิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตา ถ้าผู้บำเพ็ญสมาธิจะต้องมานั่งท่องวิตก นี่วิจาร นั่นปีติ โน่นสุข นี่เอกัคคตา ถ้ามัวมานั่งนับอย่างนี้ตลอดชาติก็ไม่ได้ฌาน
แต่ผู้บำเพ็ญสมาธิจะต้องบริกรรมพุทโธ ๆ จนติด ตัดอารมณ์ภายนอกได้แล้ว ไม่นึกคิดไปทางอื่น แน่วแน่อยู่ที่พุทโธอันเดียว เลิกคิดไปตามอารมณ์ต่าง ๆ แล้วจิตนี้ก็จะเป็นฌาน ที่ว่าฌานมีองค์ ๕ ก็ต่อเมื่อจิตละจากปริยัติคือองค์ ๕ ของฌาน ที่จำมาแล้ว ที่เป็นฌานก็เพราะความเป็นหนึ่งของจิต"
ที่ความแตกว่าสมเด็จพระสังฆราชทรงมานั่งแอบฟังหลวงปู่กงมาแสดงธรรม ก็เพราะสามเณรวิริยังค์นี้เอง ที่เกิดปวดปัสสาวะขึ้นมา จึงลงจากศาลา เลยได้มาเห็นสมเด็จพระสังฆราชมานั่งอยู่กับพื้น เมื่อพระสังฆราชเห็นสามเณรวิริยังค์ ก็ทรง จุ๊ ๆ ว่าอย่าเอะอะ รีบกลับขึ้นไป
วันรุ่งขึ้น สมเด็จพระสังฆราชเสด็จมาที่วัดอีกครั้ง (อย่างเป็นทางการ) ในท่ามกลางสงฆ์ พระองค์ตรัสว่า "ท่านกงมาเทศน์เก่งมาก เก่งกว่าเปรียญ ๙ ประโยคเสียอีก เทศน์อย่างนี้ เปรียญ ๙ ประโยค ก็สู้ไม่ได้"
(เรียบเรียงจากหนังสือชีวิตต้องสู้ ...อัตโนประวัติหลวงพ่อวิริยังค์)
เครดิต ; FB อมตะธรรม ประเทศไทย
.....................................................
ยังมีสาระเรื่องราวดี ๆ ที่อยากเล่าตามมาดูเราได้ที่ ;
My blogs link 👆
https://sites.google.com/site/dhammatharn/
http://abhinop.blogspot.com
http://abhinop.bloggang.com
.....................................................
ททมาโน ปิโยโหติ #ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก
A giver is always be love.
.....................................................
สมณะ
"สมณะ" หรือ "ศรมัณ"
Samana or Sramana
คำว่า "สมณะ" ในรูปภาษาสันสกฤต คือ "ศฺรมณ" (Sramana) และในรูปภาษาบาลี คือ "สมณ" (Samana) แปลว่า ผู้สงบกิเลส
อินเดียเต็มไปด้วยสำนักปรัชญาและศาสนามาตั้งแต่สมัยโบราณ แม้ว่าสังคมอินเดียสมัยโบราณจะมีพราหมณ์เป็นผู้ก่อตั้งสำนักสอนหนังสือหลัก แต่ในช่วงก่อนยุคสมัยกลางของอินเดียเล็กน้อย ก็มีกลุ่มนักบวชที่เรียกชื่อเป็นภาษาบาลีว่า "สมณะ" หรือ "ศรมัณ" ในภาษาสันสกฤต อยู่หลายกลุ่ม กลุ่มสมณะเหล่านี้ ไม่เชื่อไม่ศรัทธาในระบบความเชื่อของพราหมณ์เดิมที่บันทึกอยู่ในคัมภีร์พระเวท ไม่เชื่อในระบบวรรณะ ฯลฯ
แต่เดิมนั้น พวกพราหมณ์ไม่นิยมออกบวชเพราะถือว่าใครก็ตามที่ปฏิบัติตามหน้าที่ของแต่ละวรรณะก็จะไปเกิดในสวรรค์โดยอัตโนมัติ แต่เหล่าสมณะไม่เห็นด้วยและพากันออกบวช สาเหตุที่ออกบวชก็เพราะเห็นว่าไม่มีทางที่จะค้นพบสัจธรรมจากคัมภีร์พระเวทหรือจากการใช้ชีวิตอยู่ในเมือง ดังนั้น ศาสนาของพวกสมณะจึงเป็นทางเลือกใหม่ที่ทำให้อินเดียหลากหลายไปด้วยความเชื่อทางศาสนาและปรัชญามากยิ่งขึ้น
เหล่าสมณะที่แสวงหาโมกษะ (บาลีว่า "โมกขะ") ทางหลุดพ้นจากทุกข์สมัยพุทธกาลนั้นมีหลายกลุ่ม ที่พบในวรรณคดีบาลีและสันสกฤตมีชื่อเรียกต่างกันหลายอย่าง กล่าวคือ อาชีวก นิครนถ์ มุณฑสาวก ชฎิล ปริพาชก มาคัณฑิกะ เตทัณฑิกะ อวิรุทธกะ โคตมกะ เทวธัมมิกะ สันยาสี ยติ ภิกษุ เป็นต้น ส่วนในวรรณคดีของศาสนาเชน มีปรากฏ 5 กลุ่มหลัก กล่าวคือ พวกนิครนถ์ พวกศากยะ พวกดาบส พวกไคริกะ และพวกอาชีวก กลุ่มผู้ออกบวชเหล่านี้เรียกรวมๆ กันว่า พวกสมณะทั้งหมด ดังจะเห็นได้ว่าเรามีศัพท์ว่า "สมณะ-พราหมณ์" ปรากฏบ่อยๆ ในพระไตรปิฎกบาลี เพราะกลุ่มสมณะและพราหมณ์มักแข่งขันกัน
กลุ่มสมณะ คือ กลุ่มปัญญาชนที่ไม่เห็นด้วยกับปรัชญาหรือศาสนาของพราหมณ์ในคัมภีร์พระเวท สองกลุ่มนี้จึงโต้คารมกันบ่อยๆ และพระสาวกของพระพุทธเจ้าจำนวนมากก็เคยเป็นพราหมณ์มาก่อน พอได้เห็นโลกุตรธรรมของพระพุทธศาสนาก็หันมาเป็นสาวกของพระพุทธองค์ก็มี
น่าสังเกตว่ากลุ่มผู้คนที่ต้องการแสวงหาโมกษะทางดับทุกข์เหล่านี้ล้วนเป็นกลุ่มผู้ชายเป็นหลัก และเริ่มต้นจากการอภิปรายเพื่อแสวงหาความจริงกันขณะเป็นคฤหัสถ์ก่อน ต่อมาจึงค่อยๆ ทดลองปฏิบัติกันและพัฒนากลุ่มขึ้นมาในรูปนักบวชที่เสียสละบ้านช่อง ละทิ้งญาติมิตร ไปอยู่ตามป่าตามเขา ริมฝั่งแม่น้ำ ฯลฯ ที่มีวัตรปฏิบัติชัดเจนกันอีกที ซึ่งตรงกับสำนวนภาษาบาลีในพระไตรปิฎกว่า
อคารสฺมา อนคาริยํ ปพฺพชิตา แปลได้ว่า ออกจากเรือนมาบวชเป็นนักบวชที่ไม่มีเรือน
คนเหล่านี้จะมีหลายกลุ่มหลายพวก แต่ละกลุ่มก็จะมีญาติโยมซึ่งเป็นคฤหัสถ์คอยอุปัฏฐากประจำเพราะไม่ได้ทำมาหากิน จึงจำเป็นต้องมีคฤหัสถ์คอยอุปถัมภ์ในเรื่องอาหาร โดยนักบวชเหล่านี้จะสั่งสอนปรัชญาหรือหลักธรรมที่ตนเองค้นพบเป็นการตอบแทน
คัมภีร์สันสกฤตโบราณบางเล่มได้แบ่งวิถีชีวิตสังคมอินเดียตั้งแต่สมัยโบราณถึงก่อนพุทธกาลออกกว้างๆ 4 กลุ่ม กล่าวคือ พรหมจารี (นักศึกษา) คฤหัสถ์ (ผู้ครองเรือนและเลี้ยงชีพด้วยอาชีพต่างๆ) ภิกษุ และดาบส (บางเล่มเป็น "วานปรัสถ์" และ "สันยาสี" แทน) ในจำนวนนี้กลุ่มคฤหัสถ์ (ผู้ครองเรือน) จะเป็นฐานสนับสนุนให้กลุ่มสมณะทุกกลุ่ม (พฺรหฺมจารี คฤหสฺโถ ภิกฺษุรไวขานส อิติ เตษำ คฤหสฺโถ โยนิรปฺรชานนตฺวาทฺ อิตเรษามฺ)
ปกติคฤหัสถ์ผู้ครองเรือนเหล่านี้จะประกอบอาชีพต่างๆ และอาจนับถือนักบวชต่างกลุ่มกัน แต่ที่เหมือนกันคืออยู่ในฐานะเป็นผู้สนับสนุนหลักทางด้านอาหาร
ยถา วายุํ สมาศฺริตฺย วรฺตนฺเต สรฺวชนฺตวะ, ตถา คฤหสฺถมาศฺริตฺย วรฺตนฺเต สรฺเว อาศฺรมาะ
สัตว์ทั้งปวงอาศัยอากาศเพื่อให้ชีวิตดำรงอยู่ฉันใด ผู้คนในอาศรมอื่นๆ ต้องอาศัยผู้ครองเรือน (คฤหัสถ์) ฉันนั้น
สำนักไหนมีชื่อเสียงมาก มีคฤหัสถ์สนับสนุนมาก สำนักนั้นก็อยู่ได้นาน
สมัยนั้น การเรียนหนังสือทำได้หลายวิธี เช่น ถ้านับถือคัมภีร์พระเวทของพวกพราหมณ์ก็เรียนในสำนักพราหมณ์ในเมือง เรียนในสำนักครูประจำตระกูลใหญ่ๆ ดังๆ ซึ่งเปิดสอนกุลบุตรกุลธิดาของตน เช่น สำนักปัญจาละซึ่งในสมัยอุปนิษัทก่อนพุทธกาลจะมีชื่อเสียงมาก หรือเรียนในสำนักอื่นๆ ที่กระจัดกระจายอยู่ตามหมู่บ้านบ้าง หรือเรียนในมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงอย่างตักศิลาบ้าง ฯลฯ แล้วแต่ฐานะและโอกาส โดยเรียนกับผู้สอนซึ่งเรียกว่าอาจารย์บ้าง อุปาธยายะบ้าง คุรุบ้าง การไปศึกษาในสถานที่เหล่านี้เป็นวิถีปกติสำหรับวรรณะกษัตริย์ พราหมณ์ และแพศย์ ที่นับถือศาสนาพระเวท โดยปกติจะต้องจ่ายค่าเล่าเรียนตอบแทน แต่ก็มีประชาชนอีกจำนวนมากเรียนในสำนักสมณะกลุ่มต่างๆ ซึ่งสัญจรไปมาอยู่ไม่เป็นที่ กลุ่มสมณะเหล่านี้จะหยุดพักแรมเมื่อถึงฤดูฝน โดยกลุ่มสมณะนี้จะสอนชาวบ้านหรือคฤหัสถ์ฟรีๆ ถ้าชาวบ้านหรือกลุ่มคฤหัสถ์ขอให้พักแรมนานๆ ก็จะอยู่นานๆ
กลุ่มพระพุทธเจ้าและเหล่าสาวกของพระองค์ก็จัดเข้าในกลุ่มพวกสมณะ แต่เดิมก็ไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่งเพราะสมณะเป็นกลุ่มบรรพชิตที่เสียสละทรัพย์สมบัติทางโลกทุกอย่างแล้ว จึงต้องจาริกไปตามสถานที่ต่างๆ ไปเรื่อยๆ เพื่อหาเสนาสนะที่สัปปายะมากแล้วปฏิบัติธรรมตามที่ศาสดาของกลุ่มตนสอนเพื่อให้รู้จริงตาม ถ้าเป็นสมณะกลุ่มอื่นก็อาจปักหลักกับที่บ้าง จาริกไปตามที่ต่างๆ เพื่อสนทนากับหมู่นักบวชสำนักต่างๆ แลกเปลี่ยนความรู้กันเพื่อให้สติปัญญาแหลมคมขึ้น พระสงฆ์ผู้เป็นสาวกของพระพุทธเจ้าหลังจากออกบวชตามพระพุทธเจ้าแล้ว ก็สัญจรไปตามที่ต่างๆ ไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่งเหมือนสมณะกลุ่มอื่นๆ แต่หลักๆ ก็คือหาเสนาสนะสัปปายะที่ถูกจริตเพื่อการปฏิบัติธรรมที่เข้มข้นยิ่งขึ้น
______________________
หลักธรรมสร้างความเป็นสมณะในพระพุทธศาสนา
ศาสนาพราหมณ์เป็นศาสนาเก่าแก่และมีรากฐานมั่นคงในประเทศอินเดีย ผสมผสานอยู่ในวัฒนธรรมประเพณีต่างๆ ของอินเดียอย่างกว้างขวาง ประกอบด้วยศาสนาเชนอีกศาสนาหนึ่ง ที่ถือการปฏิบัติเคร่งครัดด้วยการบำเพ็ญตบะเป็นพรหมจรรย์ตลอดชีวิต มีกำลังจูงใจผู้รักการปฏิบัติที่ขัดเกลาให้นิยมนับถืออยู่ไม่น้อย ติดตามด้วยนักบวชในนิกายต่างๆ อีกมากมาย
พระพุทธศาสนาเกิดขึ้นบนพื้นฐานที่มีศาสนาลัทธิต่างๆ ปกคลุมอยู่แล้ว แต่ด้วยอานุภาพหลักคำสอนที่เหมาะสม อำนวยประโยชน์แก่ชีวิตในระดับต่างๆ นั่นเอง จึงเป็นเหตุให้ผู้ที่เคยนับถือศาสนาและลัทธิอื่นๆ อยู่ ได้หันวิถีชีวิตเข้าสู่ทางพระพุทธศาสนา
เป็นที่น่าสังเกตอย่างยิ่งว่านอกจากพระพุทธเจ้าจะทรงค้นพบหลักความจริงด้วยวิธีการบรรลุพระอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณแล้ว ศัพท์เฉพาะต่างๆ ส่วนใหญ่ก็ทรงใช้อย่างที่มีอยู่แล้วในยุคนั้น แต่ไม่ได้ทรงใช้ด้วยความหมายตามที่เขาเคยใช้กันมา ดูเหมือนว่าพระพุทธศาสนาไม่ถือว่าเป็นการเสียเกียรติเสียศักดิ์ศรีแต่อย่างใดในการที่ได้นำศัพท์ที่มีอยู่แล้วมาใช้ ถึงแม้ใครๆ จะกล่าวว่าเป็นการเลียนแบบเขาก็ตาม ความจริงการใช้ศัพท์เฉพาะที่แพร่หลายอยู่แล้วในวงการทั่วไปนั้นมีความสะดวกในการประกาศศาสนามากมาย เพราะไม่ต้องพยายามให้ผู้ฟังต้องจดจำคำใหม่ ทำหน้าที่แต่เพียงอธิบายใหม่ ให้ความหมายใหม่ ให้ความเข้าใจใหม่เท่านั้น จึงจัดว่าเป็นความฉลาดอย่างยิ่งประการหนึ่งในเรื่องนี้
อย่างไรก็ตาม เพื่อผู้ศึกษาจะได้เห็นว่าชื่อเฉพาะต่างๆ นั้น พระพุทธเจ้าทรงให้ความหมายไว้อย่างไรบ้าง ดังนั้น จะได้นำชื่อเฉพาะต่างๆ มากล่าวประกอบการศึกษาตามสมควรต่อไป
เทศน์ที่เล่าถึงการตรัสรู้และการโปรดสัตว์ของพระพุทธเจ้าโดยหลวงพ่อสดวัดปากน้ำ
พระพุทธเจ้าตรัสกับภิกษุทั้งหลายเป็นใจความว่า
“ใครๆ เขารู้จักเธอว่าเป็นสมณะ และพวกเธอก็ปฏิญาณตนว่าเป็นสมณะ จึงควรสำเหนียกประพฤติธรรมสำหรับสร้างความเป็นสมณะ เพื่อจะได้ทำชื่อให้สมจริง ทำคำปฏิญาณให้สมจริง การบริโภคปัจจัย 4 ของชาวบ้าน ก็จักมีผลมาก มีอานิสงส์มาก การบวชจักไม่เป็นหมัน จักมีผล จักมีกำไร"
ต่อจากนั้นได้ทรงแสดงธรรมสำหรับสมณะ 10 อย่าง คือ
1.การมีความละอายและเกรงกลัวต่อความชั่ว
2.มีกายกรรมบริสุทธิ์ เปิดเผย สำรวม ไม่ยกตนข่มท่าน
3.มีวจีกรรมบริสุทธิ์ เปิดเผย สำรวม ไม่ยกตนข่มท่าน
4.มีมโนกรรมบริสุทธิ์ เปิดเผย สำรวม ไม่ยกตนข่มท่าน
5.เลี้ยงชีพอย่างบริสุทธิ์ เปิดเผย สำรวม ไม่ยกตนข่มท่าน
6.สำรวจตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ โดยมีสติกำกับอยู่เสมอ
7.รู้จักประมาณในการบริโภค ไม่เห็นแก่ปากแก่ท้อง
8.ทำความเพียรเครื่องตื่นอยู่เสมอ ไม่เห็นแก่ปากแก่ท้อง
9.มีสติคือการระลึกได้ และสัมปชัญญะคือความรู้ตัวในทุกอิริยาบถ
10.เสพเสนาสนะที่สงบสงัด ปฏิบัติสมาธิมีสติอยู่เฉพาะหน้า
แล้วทรงแสดงสืบเนื่องต่อไปในเรื่องการละนิวรณ์ 5 อย่าง การเข้าฌานสมบัติจบลงด้วยการเป็นพระอรหันต์ดับกิเลสอาสวะทั้งปวง ต่อจากนี้ ได้ทรงปัญหาถามความหมายของศัพท์และตรัสตอบความหมายไปโดยลำดับดังจะเห็นได้ คือ
1.เพระเหตุใดจึงเรียกว่า สมณะ เพราะระงับอกุศลบาปธรรมที่ทำให้มัวหมอง เป็นเหตุกระวนกระวายมีผลเป็นทุกข์
2.เพราะเหตุใดจึงเรียกว่า พราหมณ์ เพราะชำระล้างอกุศลบาปธรรมเหล่านั้นได้
3.เพราะเหตุใดจึงเรียกว่า นหาตกะ (ผู้สรงสนานแล้ว) เพราะชำระล้างอกุศลบาปธรรมเหล่านั้นได้
4.เพราะเหตุใดจึงเรียกว่า เวทคู (ผู้เข้าถึงเวท) เพราะรู้แจ้งอกุศลธรรมเหล่านั้น
5.เพราะเหตุใดจึงเรียกว่า โสตติยะ (ผู้ให้หลับแล้ว) เพราะทำให้อกุศลบาปธรรมเหล่านั้นหลับไปแล้ว
6.เพราะเหตุใดจึงเรียกว่า อริยะ เพราะทำให้อกุศลบาปธรรมเหล่านั้นไกลจากตน
7.เพราะเหตุใดจึงเรียกว่า อรหันต์ เพราะกำจัดอกุศลบาปธรรมเหล่านั้นได้หมดแล้ว
(มหาอัสสปุรสูตร มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์)
เป็นที่น่าสังเกตว่า คำเหล่านี้เป็นที่นิยมใช้แพร่หลายมาแล้วทั้งสิ้น หมายถึงนักบวชที่มีอยู่ในลัทธิต่างๆ บ้าง หมายถึงพราหมณ์ในวรรณะพราหมณ์บ้าง หมายถึงผู้มีความเชื่อในเรื่องน้ำศักดิ์สิทธิ์ที่ถือว่าสามารถชำระสัตว์ให้บริสุทธิ์บ้าง หมายถึงผู้เข้าถึงพระเวทในศาสนาพราหมณ์เดิมบ้าง หมายถึงบุคคลที่ถือกันว่าเป็นผู้ประเสริฐ ซึ่งเรียกว่าอริยะ เรียกว่าอรหันต์บ้าง
พระพุทธเจ้าทรงอธิบายใหม่ความหมายใหม่ โดยกำหนดคุณสมบัติขึ้นให้เหมาะสมกับชื่อ ไม่ใช่เพียงว่าเกิดในวรรณะพราหมณ์ก็จัดว่าประเสริฐ ไม่ใช่ว่าชื่ออริยะแต่มีพฤติกรรมฆ่าสัตว์เบียดเบียนสัตว์ และไม่ใช่เป็นพระอรหันต์จอมปลอมเพื่อให้ประชาชนเข้าใจผิดด้วยมุ่งลาภสักการะจากประชาชน ชื่อของคนกับพฤติกรรมมีลักษณะขัดแย้งกัน ขาดความสมเหตุสมผล เพราะไม่เป็นอย่างที่ควรจะเป็น การให้ความหมายศัพท์เหล่านี้ ส่วนใหญ่มีเหตุการณ์เป็นที่มาทั้งสิ้น ขอนำตัวอย่างมากล่าวประกอบเป็นบางเรื่อง ดังต่อไปนี้
1.โดยปกติ พราหมณ์มีความเชื่อในเรื่องน้ำศักดิ์สิทธิ์ว่าสามารถชำระสัตว์ให้บริสุทธิ์จากบาปได้ ผู้ได้อาบน้ำศักดิ์สิทธิ์ชำระบาปแล้วเรียกว่า นหาตกะ แปลว่า ผู้สรงสนานแล้ว
พราหมณ์ผู้หนึ่งได้ไปเฝ้าสนทนากับพระพุทธเจ้า เมื่อได้เวลาก็ทูลลาพระพุทธเจ้า โดยกราบทูลว่าถึงเวลาที่จะไปสรงน้ำชำระบาปพร้อมกับเชิญชวนพระพุทธเจ้าเพื่อไปสรงสนานด้วยกัน พระพุทธเจ้าตรัสว่าพระองค์ก็สรงสนานอยู่แล้ว สรงสนานด้วยน้ำคือศีล เป็นการสรงสนานที่ร่างกายไม่ต้องเปียกน้ำ แต่ได้ความบริสุทธิ์สะอาดจากเครื่องเศร้าหมองทั้งปวง น้ำในแม่น้ำจะทำอะไรได้ ถ้าน้ำชำระสัตว์ให้บริสุทธิ์จากมลทินได้จริง พวกปูปลาเต่าหอยก็ต้องมีโอกาสไปสวรรค์ได้มากกว่ามนุษย์ ดังนั้น พระองค์ก็ชื่อว่า นหาตกะ คือ เป็นผู้สรงสนานอยู่แล้ว จะเห็นได้ว่าเป็นการให้ความหมายที่คมคาย มีเหตุมีผลที่ใครๆ ก็คัดค้านไม่ได้
2.ครั้งหนึ่ง พระพุทธเจ้าได้เสด็จไปพบกับชายผู้หนึ่ง ซึ่งเป็นเวลาที่ชายผู้นั้นกำลังหาปลาอยู่ พระพุทธเจ้าจึงตรัสถามว่า
“ท่านชื่ออะไร”
"ข้าพเจ้าชื่ออริยะ”
“ท่านชื่ออริยะหรือ เพราะเหตุใดท่านจึงกำลังเบียดเบียนสัตว์ อริยะนั้นควรเป็นผู้ไม่ทำบาป ไม่เบียดเบียนสัตว์อื่น คนเราไม่ชื่อว่าเป็นอริยะด้วยเหตุแต่เพียงว่าชื่ออริยะ”
3.คำว่าอรหันต์เป็นคำที่ศักดิ์สิทธิ์ เพราะเป็นชื่อผู้หมดกิเลส ดำรงชีวิตด้วยปัจจัย 4 ที่บริสุทธิ์ เว้นขาดจากมิจฉาชีพและการหลอกลวงต่างๆ เป็นบุคคลที่ผู้แสวงบุญทั้งหลายต้องการได้เห็นเป็นยิ่งนัก เป็นผู้ที่อยู่ในฐานะปูชนียบุคคลอย่างแท้จริง เป็นมิ่งขวัญอันประเสริฐของบ้านเมือง เมื่อท่านอยู่ ณ ที่ใด ปวงชนเลื่อมใสต่างก็พร้อมกันไปสักการะบูชา แต่ในขณะเดียวกัน อรหันต์ก็เป็นฐานะที่ใครๆ ก็ต้องการเข้าถึงเป็นอย่างยิ่ง เมื่อการปฏิบัติยังไปไม่ทันกับความต้องการ จึงเป็นเหตุให้เกิดพระอรหันต์ปลอมขึ้น มีเรื่องเล่าประกอบดังต่อไปนี้
โยคีท่านหนึ่งต้องการให้ประชาชนเข้าใจว่าตนเป็นพระอรหันต์ ด้วยมุ่งความเคารพนับถือและลาภสักการะ จึงพยายามที่จะให้คนทั่วไปเข้าใจว่าตนเองนั้นหายตัวได้ โยคีผู้นั้นจึงนำตุ่มน้ำมาซ่อนไว้ใต้อาศรม เมื่อประชาชนมาสักการะบูชาแล้วกลับไป ท่านก็หายตัวลงไปอยู่ในตุ่มใบนั้น เมื่อประชาชนเหล่านั้นกลับหลังมองมาทางอาศรมอีกครั้งหนึ่ง ไม่เห็นท่านโยคีในอาศรม ต่างก็พากันเข้าใจว่าท่านโยคีเป็นพระอรหันต์ มีฤทธิ์เดชหายตัวได้ เมื่อย้อนกลับมาดูก็หาไม่พบ ต่างกล่าวขานต่อๆ กันไปว่า ท่านเป็นพระอรหันต์หายตัวได้
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ไม่จริงย่อมไม่ทนต่อการพิสูจน์ ต่อมาจึงได้มีผู้พยายามทำการพิสูจน์หาความจริงในเรื่องนี้ เมื่อท่านหายตัวไปแล้ว ก็ได้ทำการตรวจค้นทุกแห่งในบริเวณอาศรม ในที่สุดได้พบตุ่มใบหนึ่งภายใต้อาศรมนั้น ผู้พิสูจน์ถือท่อนไม้เข้าไปทุบจนตุ่มแตก ก็พบท่านโยคีลงไปนั่งอยู่ในตุ่ม
การที่ท่านไม่ได้เป็นพระอรหันต์จริงก็ชัดเจนขึ้น ต่อมาประชาชนพากันเรียกท่านว่าอรหันต์ตุ่มตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา ลาภสักการะที่เคยมีก็เสื่อมหายไป
อีกเรื่องหนึ่งก็คล้ายๆ กัน ต่างกันแต่ว่าต้องการให้ประชาชนเข้าใจว่า เป็นพระอรหันต์ที่เหาะได้ สามารถผ่านกำแพงของสำนักโดยไม่ต้องออกทางประตู ด้วยวิธีการจับรากไทรโหนตัวไปลงนอกกำแพง
ประชาชนพากันกล่าวขานว่า ท่านเป็นพระอรหันต์ที่เหาะได้ ลาภสักการะก็เพิ่มพูนขึ้นโดยลำดับ แต่ในที่สุดก็ไม่พ้นจากฝีมือของนักพิสูจน์
เมื่อนักพิสูจน์ได้เฝ้าติดตามสังเกตมาจนเป็นที่แน่ชัด วันหนึ่งเมื่อท่านโยคีไม่อยู่ เขาก็แอบนำมีดขึ้นไปตัดรากไทร เหลือไว้แต่บางส่วน ท่านโยคียังมีความมั่นใจอย่างเดิม ไม่ได้สอบสวนพิจารณาให้รอบคอบ ก็เหนี่ยวรากไทรโหนตัวข้ามกำแพงอย่างที่เคยปฏิบัติ รากไทรก็ขาดลงมากลิ้งคลุกฝุ่นอยู่ข้างกำแพง ประชาชนก็รู้ความจริงว่าท่านไม่ได้เป็นพระอรหันต์ ต่างก็พากันเรียกท่านว่าอรหันต์รากไทรตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา บริษัทลาภสักการะก็หายไป
ตัวอย่างนี้แสดงว่า มีอยู่จำนวนไม่น้อยที่คนเราไม่มีคุณสมบัติสมจริงตามชื่อ พระพุทธเจ้าทรงแสดงคุณสมบัติที่เหมาะสมกับชื่อนั้นๆ และทรงมีวิธีการเพื่อให้บุคคลนั้นๆ เข้าถึงความหมายที่แท้จริงตามชื่อ
ความหมายของสมณะและพราหมณ์ในระดับสูง สามารถศึกษาได้จากข้อความที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ ดังต่อไปนี้
“เราไม่กล่าวความเป็นสมณะด้วยเพียงทรงผ้าสังฆาฏิ ด้วยเพียงเปลือยกาย ด้วยเพียงเอาฝุ่นมาทาตัว ด้วยเพียงการอยู่โคนต้นไม้ ด้วยเพียงการอยู่กลางแจ้ง ด้วยเพียงการสาธยายมนต์ ด้วยเพียงการทรงชฎาแบบฤๅษี”
“ถ้าการเป็นสมณะสำเร็จด้วยการทรงผ้าสังฆาฏิเป็นต้นแล้ว ญาติมิตรก็ชักชวนกันทรงผ้าสังฆาฏิกันได้ ผู้พิจารณาเห็นตนบริสุทธิ์ พ้นจากอกุศลบาปกรรม เกิดปีติปราโมทย์ มีจิตมั่นคงแผ่เมตตาไปทุกทิศ เปรียบเทียบเหมือนสระน้ำใสเย็นสนิท เป็นที่ลงอาบอย่างชื่นใจ คนเดินทางมาจาก 4 ทิศ ถูกความร้อนแผดเผา ลำบาก กระหายน้ำ มาถึงสระน้ำนั้นก็จำกัดความกระหาย ความกระวนกระวายได้ ผู้เช่นนี้เรียกว่าได้ปฏิบัติสมควรแก่สมณะ ไม่ว่าจะมาจากสกุล กษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ ศูทร ก็จัดว่าเป็นสมณะเสมอกัน"
(จูฬอัสสปุรสูตร มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณฌาสก์)
“ผู้ใดอดกลั้นต่อคำด่าว่า ต่อการทุบตี และการจองจำ มีขันติเป็นกำลัง ไม่ประทุษร้าย ผู้นั้นจัดว่าเป็นพราหมณ์”
“ผู้ใดไม่โกรธ มีศีล ฝึกฝนตนดีแล้ว ไม่ติดอยู่ในกามทั้งหลาย เหมือนน้ำไม่ติดอยู่บนใบบัวใบบอน เหมือนเมล็ดพันธุ์ผักกาดบนปลายเหล็กแหลม ผู้นั้นจัดว่าเป็นพราหมณ์”
“ผู้ใดปล่อยวางอาชญาในสัตว์ทั้งหลาย ไม่ฆ่าเอง ไม่ใช้ผู้อื่นให้ฆ่า ไม่โกรธตอบในผู้ที่โกรธก่อน ดับอาชญาลงได้ ผู้นั้นจัดว่าเป็นพราหมณ์”
“ผู้ใดกล่าววาจาสัตย์ไม่มีโทษ ไม่ถือเอาสิ่งของผู้อื่น ไม่ว่าเป็นของยาวหรือของสั้น ไม่ว่าเล็กหรือใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นสิ่งงามหรือไม่งาม ซึ่งเจ้าของไม่ได้ให้ ผู้นั้นจัดว่าเป็น พราหมณ์”
“ผู้ใดปราศจากมลทิน บริสุทธิ์ผ่องใสดังดวงจันทร์ ปราศจากความมัวเมา ไม่หลงงมงาย ข้ามสาครแห่งกิเลสได้ ผู้นั้นจัดว่าเป็น พราหมณ์”
(วาเสฏฐสูตร ม.ม.)
ข้อความพุทธพจน์เหล่านี้แสดงถึงความหมายของสมณะและพราหมณ์ในชั้นสูงสุด และแสดงถึงค่านิยมที่พระพุทธเจ้าทรงกำหนดไว้เสมอกัน ไม่ว่าจะเป็นสมณะ หรือเป็นพราหมณ์ เป็นข้อความที่ชักจูงบุคคลให้ดำรงอยู่ในฐานะที่ควรจะเป็น ไม่ใช่เอาแต่รูปแบบของสำนักที่ตนสังกัดอยู่เท่านั้น แต่ให้อยู่กับเนื้อหาความเป็นจริงด้วย
อย่างไรก็ตาม การพิจารณาความหมายแต่เพียงระดับเดียว ก็เป็นการไม่ถูกต้อง เช่นเดียวกับการที่จะเกณฑ์ให้ต้นไม้ทั้งป่ามีแต่แก่นอย่างเดียว ย่อมเป็นไปไม่ได้ แม้แต่หมู่ไม้แก่นก็เริ่มต้นด้วยการไม่มีแก่น ข้อสำคัญอยู่ในทิศทางของสมณะ ดำรงอยู่ในศีลที่มีมาในปาฏิโมกข์ ที่มีพุทธบัญญัติให้สวดทบทวนทุกกึ่งเดือน อันเป็นพรหมจรรย์ขั้นต้น ก็นับน่าเป็นการสมควรแล้ว อยู่ในทิศทางที่จะเติบโตด้วยแก่นในวันข้างหน้า นี้คือการกล่าวตามลำดับขั้นตอน การมีป่าไม้ไม่มีแก่น ยังดีกว่าไม่มีป่าไม้เสียเลย ถ้ามีไม้แก่นบ้างก็ดีกว่า และถ้ามีไม้แก่นมากเป็นดีที่สุด นี้คือสภาพความจริง ไม่มีต้นไม้ใดและป่าใดที่จะมีแต่แก่นล้วนๆ โดยไม่มีเปลือก ไม่มีกะพี้เสียเลย เพราะเป็นเรื่องที่ต้นไม้นั้นจะมีอยู่ไม่ได้ ผู้ศึกษาควรพิจารณาให้รอบคอบและให้ตลอดในเรื่องนี้
เด็กที่จะเป็นสมณะในอนาคตจะถูกเรียกว่า "สามเณร" (Samanera) ซึ่งในรูปภาษาสันสกฤต คือ "ศฺรามเณร" (Sramanera) แปลว่า ผู้เป็นเผ่าพันธุ์ของสมณะ, ผู้เป็นเหล่ากอแห่งสมณะ
เรื่อง "สมณะ" (Samana) กับ "สามเณร" (Samanera) นี้ ทำให้นึกถึง "เจได" (Jedi) กับ "พาดาวัน" (Padawan) ในภาพยนตร์ Sci-Fi เรื่อง Star Wars ซึ่ง George Lucas เองก็ได้เอาประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนาญี่ปุ่นในยุคเฮอังที่พระญี่ปุ่นหยิบจับดาบซามูไรขึ้นมาต่อสู้ป้องกันตัว ซึ่งนำมาแต่งจนเป็นมหากาพย์จักรวาลโด่งดังไปทั่วโลก โดยพระญี่ปุ่นจับดาบซามูไรก็คือ "อัศวินเจได" (Jedi Knight) ส่วน "ฟอร์ซ" (Force) คือ "ฤทธิ์" (Rddhi) ที่เกิดจากการฝึกฝนสมาธิจนจิตเข้าถึงฌาน (Meditative)
หรืออย่าง "มุทรา" (Mudra) กับ "จักระ" (Chakra) ที่จีนกับญี่ปุ่นได้รับศาสตร์พวกนี้ของศาสนาพุทธที่ถูกเผยแพร่ขึ้นมาทางเหนือของอินเดียผ่านเส้นทางสายไหมไปเต็มๆ โดยมุทราและจักระสามารถเห็นได้ชัดที่สุดในการ์ตูนญี่ปุ่นเรื่องนารูโตะ (Naruto)
"มุทรา" (Mudra) ภาษาบาลีใช้ "มุททา" (Mudda) ส่วน "จักระ" (Chakra) ภาษาบาลีใช้ "จักกะ" (Cakka)
นอกจากนี้ วิชชาธรรมกายที่พระเถรวาทของไทยเราค้นพบก็เป็นเรื่องเล่าในฝั่งทางโน้นมาก ทั้งในพระไตรปิฎกวัชรยาน พระไตรปิฎกมหายาน ไม่ว่าจะในคำสอน เรื่องเล่า นิทาน นิยาย หรือแม้กระทั่งนวนิยายสมัยใหม่อย่างเรื่องรหัสลับหลังคาโลก หากใครเคยอ่านจะพบคำว่ากายทิพย์ พบคำว่าธรรมกาย พบวิธีการทำให้เป็นธรรมกาย ซึ่งการที่มีคำเหล่านี้ มีวิธีการเหล่านี้ไปปรากฏอยู่ในนวนิยาย แสดงให้เห็นว่าธรรมกายเป็นที่รู้จักกันโดยทั่วไปของคนสมัยก่อน เรียกได้ว่ารู้กันทั่วบ้านทั่วเมือง
กล่าวง่ายๆ คือ ในช่วงหลังปีพุทธศักราช 500 ที่มีการแยกนิกายกันอย่างชัดเจนนั้น สายเหนือได้นำวิชชาธรรมกายไปฝึกฝนกันต่อ ส่วนทางสายใต้หรือเถรวาทเราได้นำคัมภีร์พระไตรปิฎกมานั่นเอง
ในพระสูตรสันสกฤตอย่างคัมภีร์อัษฏสาหัสริกา ปรัชญาปารมิตา กล่าวไว้ว่า
"ภิกษุทั้งหลาย พึงเห็นเราโดยการเข้าถึงธรรมกาย"
ต่อมา คัมภีร์จีนมหาปรินิรวาณสูตร (มหาปรินิพพานสูตร) กล่าวว่า
"ตถาคต คือ ธรรมกาย มีกายที่ไร้ขอบเขต เป็นกายเพชร" (กายแก้ว)
และในคัมภีร์อานาปานสมฤติสูตร (อานาปานสติสูตร) กล่าวไว้ว่า
" ใจควรถูกกําหนดไว้ตรงกลางกายในขณะหายใจ"
อย่างไรก็ดีเมื่อเวลาผ่านไป ไม่ว่าจะเป็นพุทธสายเหนือหรือพุทธสายใต้ ก็ไม่มีใครฝึกวิชชาธรรมกายได้อีก ทำให้เรื่องราวต่างๆ ที่มีผู้เคยปฏิบัติได้ในอดีต จึงกลับกลายมาเป็นเรื่องเล่าตามนิทาน นิยาย และนวนิยาย (ปรากฏมากในพุทธมหายาน เนื่องจากวิชชาธรรมกายไปเจริญที่มหายาน) จนกระทั่งหลวงพ่อสดวัดปากน้ำ (สมณะชาวไทยผู้ยิ่งใหญ่) ได้มาปฏิบัติธรรมเอาชีวิตเป็นเดิมพันจนค้นพบและฟื้นคืนวิชชานี้ขึ้นมาได้อีกครั้งในประเทศไทย
มีเรื่องที่อยากเล่าเรื่องหนึ่ง คือ ผู้รู้ในสายธรรมกายแต่โบราณเกือบร้อยปีได้ค้นพบในญาณทัศนะว่าผู้ที่สร้างโลกขึ้นมาเพื่อให้มนุษย์ได้อยู่อาศัยและสร้างบารมีสั่งสมนั้น คือ ภาคผู้เลี้ยงหรือพระจักรพรรดิ (พระทรงเครื่อง) โดยจะไปตรงกันกับพระอาทิพุทธเจ้าหรือพระวัชรธารพุทธเจ้า (พระพุทธเจ้าทรงเครื่อง) พระผู้สร้างทุกสรรพสิ่งในโลกตามคติพุทธศาสนาแบบทิเบต
ซึ่งศาสนาอันแท้จริงหนึ่งเดียวของพระจักรพรรดิผู้สร้างโลก คือ พระพุทธศาสนา
กล่าวคือ มนุษย์เราในโลกนี้เดิมแท้ต้องนับถือพระพุทธศาสนากันทุกคน การที่มีศาสนาอื่นๆ เกิดขึ้นก็เป็นเพราะมารเขาแทรกแซงทำให้เกิดความเห็นผิดๆ เป็นมิจฉาทิฏฐิขึ้นมานั่นเอง
นรก สวรรค์ รูปพรหม อรูปพรหม อายตนะนิพพาน ก็มีหนึ่งเดียว คือ ของศาสนาพุทธ
ฝรั่ง ไทย จีน แขก ฯลฯ ตายไปก็ขึ้นสวรรค์อันเดียวกัน ตกนรกอันเดียวกัน คือ ของศาสนาพุทธทั้งหมด
สำหรับภาษาในการสื่อสารของโลกหลังความตายนั้น คนทั่วไปจะเรียกกันว่าภาษาใจ แต่ในทางวิชชาธรรมกายพบลึกลงไปกว่านั้น คือ ถ้าเราต้องการจะสื่อสารกับใคร ก็เอาใจของเราไปซ้อนกับใจของเขา แล้วก็สื่อสารด้วยภาษาของเรา ไม่ว่าใครก็จะสามารถสื่อสารกับเราได้
สมมุติว่าเราสื่อสารกับฝรั่ง เราจะพบว่าเราพูดภาษาไทย ฝรั่งพูดภาษาไทย แต่วิญญาณของฝรั่งคนนั้นจะรู้สึกว่าเขาพูดภาษาฝรั่งของเขา และคนไทยก็พูดภาษาฝรั่งของเขา
นี่มิใช่เรื่องใหม่ แต่มีอยู่ในคำสอนหลวงพ่อสดวัดปากน้ำ ผู้ที่เจริญวิชชาธรรมกายถึงขั้นมรรคผลนิพพาน ย่อมสัมผัสรู้เห็นและเป็นได้ปกติ
พระเทพญาณมงคล (เสริมชัย ชยมงฺคโล) ท่านกล่าวว่า พระทิเบตเขาสามารถเข้าถึงธรรมกายได้ โดยเขาทำวิชชาไปจนถึงเหตุสุด แต่ไปต่อไม่ได้ แต่ก็ทำได้และทำกันมาเนิ่นนาน กล่าวคือ เขาทำสืบทอดกันมานานแล้วตั้งแต่ครั้งโบราณกาล แต่ไม่ได้เป็นหลักวิชชาที่บริบูรณ์เหมือนอย่างหลวงพ่อสด
หลวงป๋าเสริมชัยจึงไปสอนและแก้วิชชาให้เขา เขาปีติมากจนน้ำตาซึม ที่วิชชาก้าวหน้าอย่างรวดเร็วและเห็นได้อย่างถูกต้องบริสุทธิ์สมบูรณ์
ดังนั้น พระทิเบตเองท่านก็เข้าถึงธรรมกายเป็นเหมือนกัน แล้วยิ่งได้หลวงป๋าเสริมชัยไปชี้ทาง เขาก็ยิ่งก้าวหน้าในธรรมมากยิ่งขึ้น
(พระอนุรุทธะ เอตทัคคะด้านทิพยจักขุญาณ ท่านเป็นผู้บุกเบิกประดิษฐานพระพุทธศาสนา ณ เส้นทางสายไหมเป็นองค์แรก)
หากศึกษาพระพุทธศาสนาทุกนิกายแบบลงลึกจริงๆ จะเห็นความเท่ของศาสนาพุทธ อย่างการ์ตูนเรื่อง Avatar The Last Airbender (เณรน้อยเจ้าอภินิหาร) ที่พวกฝรั่งเอาองค์ความรู้ของศาสนาพุทธกำลังภายในแบบจีนทิเบตไปทำ โดยมีพระเอกเป็นเณรชื่อแองก์ (安昂) อวตารผู้ควบคุมธาตุทั้ง 4 ได้แก่ ปฐพี (土) วารี (水) วายุ (气) และอัคคี (火) จัดว่าทำการ์ตูนออกมาได้มันและเท่มาก ทำเอาคนดูอยากเท่เหมือนเณรแองก์กันเป็นแถว แต่เสียดายตรงที่พลังควบคุมธาตุมาจากเต่าสิงห์ ถ้ามาจากการฝึกกสิณคงจะสนุกมากกว่านี้
(สันสกฤตใช้ "อวตาร" (Avatara) บาลีใช้ "โอตาร" (Otara) หมายถึง การข้ามลง, การจุติ)
พระสมณะผู้ทรงภูมิในสมัยโบราณอย่างยุคของพระเจ้าเมนันเดอร์ที่ 1 แห่งแบกเตรียตะวันออก ที่ถูกนำมาเขียนเป็นเรื่องราวใน "มิลินทปัญหา" นั้น จะชอบถือไม้ขักขระกัน อย่างพระนาคเสน สมณะในพุทธนิกายสรวาสติวาท ท่านก็ถือไม้ขักขระเช่นกัน แต่ถ้าจะให้เห็นภาพชัดที่สุด คือ พระกษิติครรภ์โพธิสัตว์ หากค้นดูรูปของท่านตาม Google จะพบว่ามือท่านจะถือไม้ขักขระอยู่เสมอ
"ไม้ขักขระ" เป็นหนึ่งในอัฏฐารสบริขาร (十八物) หรือเครื่องใช้ 18 อย่างของพระภิกษุ (ระบุในพรหมชาลสูตรฝ่ายมหายาน) สำหรับใช้ถือมือขวาเวลาออกบิณฑบาต (มือซ้ายถือบาตร) เมื่อไปถึงบ้านโยม พระสงฆ์จะเขย่าขักขระ 3 ครั้งบอกว่าพระมาโปรดแล้ว ถ้าโยมยังไม่ออกมาจะเขย่าให้เกิดเสียงอีกเล็กน้อย (มูลสรวาสติวาทวินัยฉบับภาษาจีนว่าแค่ 2-3 ครั้ง แต่ทางทิเบตว่า 5 หรือ 7 ครั้ง) ถ้ายังไม่มีใครออกมาใส่บาตรก็จะเดินเลยไป ที่ท่านต้องใช้ขักขระเขย่าเช่นนี้เพราะพระวินัยห้ามเอ่ยปากขอ แต่จะให้ยืนรอโดยไร้จุดหมายก็คงจะลำบากพระเกินไป นอกจากนี้ท่านยังใช้เขย่าให้เกิดเสียงเวลาจาริก ให้สัตว์เล็กสัตว์น้อยหรือสัตว์ร้ายหลีกไป และใช้เป็นไม้เท้าช่วยค้ำยัน
ฝ่ายมหายานมีพระวินัยและพระสูตรรองรับการใช้ขักขระ เช่น มูลสรวาสติวาทวินัย พรหมชาลสูตร และขักขระสูตร (锡杖经 ) ในขักขระสูตรระบุว่า ไม้ขักขระถือเป็นพุทธประเพณี พระพุทธเจ้าในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต ล้วนถือไม้เท้านี้ ไม้ขักขระสมัยพระกัสสปพุทธเจ้ามี 2 วง (หมายถึงสมมติสัตย์กับปรมัตถสัตย์) กับ 3 ห่วงเล็ก (หมายถึงพระไตรรัตน์) ส่วนขักขระสมัยพระโคตมพุทธเจ้ามี 4 วง (หมายถึงอริยสัจ 4 ) กับ 12 ห่วง (หมายถึงปฏิจจสมุปบาท 12 รอบ) และยังมีนัยอีกมาก ข้อปฏิบัติปลีกย่อยในการถือที่ละเอียดยิบขอละไว้ แต่โดยสังเขปก็คือจะสักแต่ว่าถือหรือวางไม่ได้เด็ดขาด
ฝ่ายเถรวาทที่พม่ายังเหลือพวกฤๅษีถือกันอยู่ โดยไว้ใช้เตือนโยมให้หลีกเวลาท่านเดินจงกรม ส่วนในไทยเองก็เห็นยังมีบางนิกายทางเหนือถือไม้เท้าซึ่งน่าจะสืบทอดมาจากไม้ขักขระนี่เอง เพราะในตำนานมูลศาสนาระบุว่า นิกายสวนดอกเคยถือไม้เท้าออกบิณฑบาต ครูบาศรีวิชัยที่ถือผสมกับนิกายยองก็ถือไม้เท้ายาวแต่ไม่มีพวงห่วงเหล็ก ซึ่งอาจจะถูกลดทอนจนหายไป เหมือนพระสงฆ์เกาหลีที่เป็นฝ่ายมหายาน แต่ไม่ค่อยถือขักขระแล้ว ท่านถือไม้เท้าไม่ยาวมาก เรียกว่าจูจังจา เวลาขึ้นเทศน์จะกระทุ้งกับธรรมาสน์แล้วตะคอกดังๆ นัยว่าให้ตื่นจากอวิชชา (บันลือสีหนาท) ที่จีนก็ยังใช้ไม้ขักขระกระทุ้งกับพื้น 3 ครั้งเวลาประกาศธรรมเช่นกัน
นอกจากนี้ ไม้ขักขระยังใช้ป้องกันตัวและแสดงวรยุทธได้ด้วย เช่น พระฌานาจารย์อิ่นฟง แห่งพุทธนิกายเซน (ฌาน) สมัยราชวงศ์ถัง ท่านได้ใช้ขักขระปราบอู๋หยวนจี้ที่นำทัพกบฎต่อแผ่นดิน พระคุณเจ้าเห็นว่าสัตว์โลกจะเข่นฆ่ากันจึงแสดงวรยุทธด้วยการโยนขักขระขึ้นไปบนท้องฟ้า แล้วกระโจนขึ้นฟ้าตามไปลอยผ่านสมรภูมิทำให้ทหารทั้งสองฝ่ายตกตะลึงกันไม่อาจฆ่าฟันกันต่อ แต่พระคุณเจ้าเล็งเห็นว่าการแสดงครั้งนี้จะทำให้คนแห่แหนกันมาทำวุ่นวาย ท่านจึงปลีกวิเวกหนีไปภูเขา
_____________________
สามญฺเญ สมโณ ติฏฺเฐ
สมณะพึงตั้งอยู่ในภาวะแห่งสมณะ
............
.....................................................
ยังมีสาระเรื่องราวดี ๆ ที่อยากเล่าตามมาดูเราได้ที่ ;
My blogs link 👆
https://sites.google.com/site/dhammatharn/
http://abhinop.blogspot.com
http://abhinop.bloggang.com
.....................................................
ททมาโน ปิโยโหติ #ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก
A giver is always be love.
.....................................................
กำพูฉัตร
กำพูฉัตร
เทวดารักษา “กำพูฉัตร” จากพระบวรเศวตฉัตร
เทวดารักษากำพูฉัตร ศิลปะรัตนโกสินทร์ งานทองคำลงยาราชาวดี รัตนชาติ สันนิษฐานว่าเดิมเป็นเครื่องประกอบพระบวรเศวตฉัตรในพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว คติการประดิษฐานรูปเทวดาประจำกำพูฉัตรเป็นพระราชดำริในรัชกาลที่ 4 ที่ทรงโปรดเกล้าฯให้สร้างถวายพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหาอุปราช ซึ่งดำรงพระอิสริยยศเสมอด้วยพระมหากษัตริย์ด้วยในคราวเดียวกัน ปัจจุบันจัดแสดงอยู่ที่ #พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร
พระบวรเศวตฉัตร เป็นฉัตรขาว ๗ ชั้น แต่ละชั้นมีระบายขลิบทองแผ่ลวด ๓ ชั้น ชั้นล่างสุดห้อยอุบะดอกจำปาทอง ลักษณะของฉัตรมีรูปแบบเช่นเดียวกับฉัตร ๙ ชั้น
"ฉัตร" ประกอบด้วย คันฉัตร คือส่วนของแกนกลางของฉัตร ตัวฉัตร และ กำพูฉัตร โดย “กำพูฉัตร” คือส่วนที่รวมซี่ของฉัตรไว้ด้วยกัน ถือกันว่าเป็นที่สถิตของเทวดารักษาฉัตร แต่เดิมมิได้มีการสร้างรูปเทวดา จนกระทั่งสมัยรัชกาลที่ 4 จึงมีการทำรูปเทวดาทำด้วยทองคำ อยู่ในท่าเหาะ ถือพระขรรค์ อยู่บนกำพูของฉัตร และเรียกเทวดานี้ว่า "พระกำพูฉัตร" จะเห็นได้ว่ามักจะมีมาลัยห้อยอยู่ที่กำพูฉัตรเสมอ เพื่อเป็นการสักการะพระกำพูฉัตร (มีเฉพาะพระนพปฎลเศวตฉัตรของพระมหากษัตริย์และพระบวรเศวตฉัตรของพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวเท่านั้น)
เครดิต ;FB Kennie Gallery
....................................................
ยังมีสาระเรื่องราวดี ๆ ที่อยากเล่าตามมาดูเราได้ที่ ;
My blogs link 👆
https://sites.google.com/site/dhammatharn/
http://abhinop.blogspot.com
http://abhinop.bloggang.com
......................................................
ททมาโน ปิโยโหติ #ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก
A giver is always be love.
.....................................................
วันอาทิตย์ที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2564
สาแหรก
หมอชีวก
#หมอชีวกโกมารภัจจ์
#เอตทัคคะในบรรดาอุบาสกผู้เลื่อมใสในบุคคล
#บรมครูแห่งการแพทย์แผนไทย
ชีวกคือหมอใหญ่ผู้เชี่ยวชาญในการรักษาและมีชื่อเสียงมากในครั้งพุทธกาล เป็นแพทย์ประจำพระองค์ของพระเจ้าพิมพิสาร และพระเจ้าพิมพิสาร ได้ถวายให้เป็นแพทย์ประจำพระองค์ของพระพุทธเจ้าด้วย, เรียกชื่อเต็มว่า ชีวกโกมารภัจจ์
🔴เรื่อง : กำเนิดชีวกโกมารภัจจ์🔴
ก็สมัยนั้น ในพระนครราชคฤห์ มีกุมารีชื่อสาลวดีเป็นสตรีทรงโฉมสคราญตาน่าเสน่หา ประกอบด้วยผิวพรรณเฉิดฉายยิ่ง จึงพวกคนมีทรัพย์ชาวพระนครราชคฤห์ ได้คัดเลือกกุมารีสาลวดี เป็นหญิงงามเมือง
....ครั้นนางกุมารีสาลวดี(สาสวดี)ได้รับเลือกเป็นหญิงงามเมืองแล้ว ไม่ช้านานเท่าไรนัก ก็ได้เป็นผู้ชำนาญในการฟ้อนรำ ขับร้องบรรเลงเครื่องดนตรี มีคนที่มีความประสงค์ต้องการตัวไปร่วมอภิรมย์ ราคาตัวคืนละ ๑๐๐ กษาปณ์
....ครั้นมิช้ามินาน นางสาลวดีหญิงงามเมืองก็ตั้งครรภ์ นางมีความคิดเห็นว่า ธรรมดาสตรีมีครรภ์ไม่เป็นที่พอใจของพวกบุรุษ ถ้าใครๆ ทราบว่า เรามีครรภ์ ลาภผลของเราจักเสื่อมหมด ถ้ากระไร เราควรแจ้งให้เขาทราบว่าเป็นไข้ ต่อมานางได้สั่งคนเฝ้าประตูไว้ว่า
“นายประตูจ๋า โปรดอย่าให้ชายใดๆ เข้ามา และผู้ใดถามหาดิฉัน จงบอกให้เขาทราบว่า เป็นไข้นะ !”
....คนเฝ้าประตูนั้นรับคำนางสาลวดีหญิงงามเมืองว่า “จะปฏิบัติตามคำสั่งเช่นนั้น”
....หลังจากนั้น อาศัยความแก่แห่งครรภ์นั้น นางได้คลอดบุตรเป็นชาย และสั่งกำชับทาสีว่า “แม่สาวใช้จงวางทารกนี้ลงบนกระด้งเก่าๆ แล้วนำออกไปทิ้งที่กองหยากเยื่อ(กองขยะ)”
ทาสีนั้นรับคำนางว่า “ทำเช่นนั้นได้ เจ้าค่ะ” ดังนี้ แล้ววางทารกนั้น ลงบนกระด้งเก่าๆ นำออกไปทิ้งไว้ ณ กองหยากเยื่อ(กองขยะ)
....ก็ครั้งนั้นเป็นเวลาเช้า #เจ้าชายอภัย กำลังเสด็จเข้าสู่พระราชวัง ได้ทอดพระเนตร เห็นทารกนั้นอันฝูงกาห้อมล้อมอยู่
....ครั้นแล้วได้ถามมหาดเล็กว่า
เจ้าชาย “พนายนั่นอะไร ฝูงการุมกันตอม”
มหาดเล็ก “ทารก พ่ะย่ะค่ะ”
เจ้าชาย “ยังเป็นอยู่หรือ พนาย”
มหาดเล็ก “ยังเป็นอยู่ พ่ะย่ะค่ะ”
เจ้าชาย “พนาย ถ้าเช่นนั้น จงนำทารกนั้นไปที่วังของเรา ให้นางนมเลี้ยงไว้”
....คนเหล่านั้นรับสนองพระบัญชาว่า “อย่างนั้น พ่ะย่ะค่ะ” แล้วนำทารกนั้นไปวังเจ้าชายอภัย มอบแก่นางนมว่า “โปรดเลี้ยงไว้ด้วย”
....อาศัยคำว่า “ยังเป็นอยู่“เขาจึงขนานนามทารกนั้นว่า #ชีวก (แปลว่า #ยังมีชีวิตอยู่)
....ชีวกนั้น อันเจ้าชายรับสั่งให้เลี้ยงไว้ เขาจึงได้ตั้งนามสกุลว่า #โกมารภัจจ์ ต่อมาไม่นานนัก ชีวกโกมารภัจจ์ ก็รู้เดียงสา จึงเข้าเฝ้าเจ้าชายอภัย ครั้นแล้วได้ทูลคำนี้แด่เจ้าชายอภัยว่า “ใครเป็นมารดาของเกล้ากระหม่อม ใครเป็นบิดาของเกล้ากระหม่อม พ่ะย่ะค่ะ”
....เจ้าชายรับสั่งว่า “พ่อชีวก แม้ถึงตัวเราก็ไม่รู้จักมารดาของเจ้า ก็แต่ว่าเราเป็นบิดาของเจ้า เพราะเราได้ให้เลี้ยงเจ้าไว้”
....จึงชีวกโกมารภัจจ์มีความคิดเห็นว่า ราชสกุลเหล่านี้แล คนที่ไม่มีศิลปะ จะเข้าพึ่งพระบารมี ทำไม่ได้ง่าย ถ้ากระไร เราควรเรียนวิชาแพทย์ไว้
🔸เรียนศิลปะทางแพทย์🔸
ชีวกโกมารภัจจ์พออายุได้ ๑๖ปี ทราบว่า นายแพทย์ทิศาปาโมกข์ตั้งสำนักอยู่ ณ เมืองตักกสิลา ชีวกโกมารภัจจ์ ไม่ทูลลาเจ้าชายอภัย ลอบเดินทางไปเมืองตักกสิลา เดินรอนแรมไปโดยลำดับ ถึงเมืองตักกสิลา แล้วเข้าไปหานายแพทย์ผู้นั้น ครั้นแล้วได้กราบเรียนคำนี้แก่นายแพทย์ว่า “ท่านอาจารย์ กระผมประสงค์จะศึกษาศิลปะ”
....นายแพทย์สั่งว่า “พ่อชีวก ถ้าเช่นนั้น จึงศึกษาเถิด”
....ครั้งนั้นชีวกโกมารภัจจ์ เรียนวิชาได้มาก เรียนได้เร็ว เข้าใจดีด้วย และวิชาที่เรียนได้แล้วก็ไม่ลืม
....ครั้นล่วงมาได้ ๗ ปี ชีวกโกมารภัจจ์คิดว่า “ตัวเราเรียนวิชาได้มาก เรียนได้เร็ว เข้าใจดีด้วย ทั้งวิชาที่เรียนได้ก็ไม่ลืม และเราเรียนมาได้ ๗ ปีแล้ว ยังไม่สำเร็จศิลปะนี้ เมื่อไร จักสำเร็จสักที”
....จึงเข้าไปหานายแพทย์ผู้นั้นแล้วได้เรียนถามว่า
“ท่านอาจารย์ กระผมเรียนวิชาได้มากเรียนได้เร็ว เข้าใจดีด้วย ทั้งวิชาที่เรียนได้แล้วก็ไม่ลืม และกระผมได้เรียนมาเป็นเวลา ๗ ปีก็ยังไม่สำเร็จ เมื่อไรจักสำเร็จสักทีเล่า ขอรับ”
....นายแพทย์ตอบว่า “พ่อชีวก ถ้าเช่นนั้นเธอจงถือเสียม เที่ยวไปรอบเมืองตักกสิลา ระยะทาง ๑ โยชน์ ตรวจดู #สิ่งใดไม่ใช่ตัวยาจงขุดสิ่งนั้นมา”
....ชีวกโกมารภัจจ์รับคำนายแพทย์ว่า “เป็นเช่นนั้นท่านอาจารย์”
....ดังนั้นแล้ว ถือเสียมเดินไปรอบเมืองตักกสิลาระยะทาง ๑ โยชน์ มิได้เห็นสิ่งใดที่ไม่เป็นตัวยาสักอย่างหนึ่งจึงเดินทางกลับ เข้าไปหานายแพทย์ และได้กราบเรียนคำนี้ต่อนายแพทย์ว่า
“ท่านอาจารย์กระผมเดินไปรอบเมืองตักกสิลาระยะทาง ๑ โยชน์แล้ว มิได้เห็นสิ่งที่ไม่เป็นยาสักอย่างหนึ่ง”
....นายแพทย์บอกว่า “พ่อชีวก เธอศึกษาสำเร็จแล้ว เท่านี้ก็พอที่เธอจะครองชีพได้แล้ว” ได้ให้เสบียงเดินทางเล็กน้อยแก่ชีวกโกมารภัจจ์
....ลำดับนั้น ชีวกโกมารภัจจ์ถือเสบียงเล็กน้อยนั้นแล้ว ได้เดินทางมุ่งไปพระนครราชคฤห์ ครั้นเดินทางไปเสบียงเพียงเล็กน้อยนั้นได้หมดลงที่เมืองสาเกต ในระหว่างทาง จึงเกิดความปริวิตกว่าหนทางเหล่านี้แลกันดารอัตคัดน้ำ อัตคัดอาหาร คนไม่มีเสบียงจะเดินไป ทำไม่ได้ง่าย จำเราจะต้องหาเสบียง
🔸ภาคปฏิบัติงานแพทย์🔸
....ก็โดยสมัยนั้นแล ภรรยาเศรษฐีที่เมืองสาเกต เป็นโรคปวดศีรษะอยู่ ๗ ปี นายแพทย์ทิศาปาโมกข์ใหญ่ๆ หลายคนมารักษา ก็ไม่สามารถรักษาให้หาย ได้ขนเงินไปเป็นอันมาก
....ขณะนั้น ชีวกโกมารภัจจ์เข้าไปสู่เมืองสาเกต ถามคนทั้งหลายว่า “พนาย ใครเจ็บไข้บ้าง ฉันจะรักษา”
....คนทั้งหลายพากันบอกว่า
“ท่านอาจารย์ ภรรยาเศรษฐีนั้นปวดศีรษะอยู่ ๗ ปี เชิญไปรักษาภรรยาเศรษฐีเถิดท่านอาจารย์”
....จึงชีวกโกมารภัจจ์เดินทางไปบ้านเศรษฐีคหบดี ครั้นถึงแล้วได้สั่งคนเฝ้าประตูว่า “พ่อนาย ท่านจงไปกราบเรียนภรรยาเศรษฐีว่า คุณนายขอรับ หมอมาแล้ว เขามีความประสงค์จะเยี่ยมคุณนาย”
....คนเฝ้าประตูรับคำชีวกโกมารภัจจ์ว่า “เป็นอย่างนั้นขอรับ อาจารย์ ”
....ดังนั้น แล้วเข้าไปหาภรรยาเศรษฐี แล้วได้กราบเรียนว่า “คุณนายขอรับ หมอมาแล้ว เขามีความประสงค์จะเยี่ยม”
....คุณนายภรรยาเศรษฐีถามว่า “พ่อนายเฝ้าประตูจ๋า หมอเป็นคนเช่นไร”
พนาย “เป็นหมอหนุ่มๆ ขอรับ”
ภรรยาเศรษฐี “ไม่ละ พ่อนายเฝ้าประตู หมอหนุ่มๆ จักทำอะไรแก่ฉันได้ นายแพทย์ทิศาปาโมกข์ใหญ่ ๆ หลายคนมารักษา ก็ไม่สามารถรักษาให้หาย ได้ขนเงินไปเป็นอันมาก”
....นายประตูนั้น จึงเดินออกมาหาชีวกโกมารภัจจ์ แล้วได้เรียนว่า “ท่านอาจารย์ ภรรยาเศรษฐีพูดอย่างนี้ว่า ไม่ละ พ่อนายเฝ้าประตู หมอหนุ่มๆ จักทำอะไรแก่ฉันได้ นายแพทย์ทิศาปาโมกข์ใหญ่ๆ หลายคนมารักษา ก็ไม่สามารถรักษาให้หาย ได้ขนเงินไปเป็นอันมาก”
....ชีวกโกมารภัจจ์ “พ่อนายเฝ้าประตู ท่านจงไปกราบเรียนภรรยาเศรษฐีว่า คุณนายขอรับ คุณหมอสั่ง มาอย่างนี้ว่า ขอคุณนายอย่าเพิ่งให้อะไรๆ ต่อเมื่อหายโรคแล้ว คุณนายประสงค์จะให้สิ่งใด จึงค่อยให้สิ่งนั้นเถิด”
....นายประตูรับคำชีวกโกมารภัจจ์ว่า “เป็นอย่างนั้น ขอรับอาจารย์”
....ดังนั้นแล้วเข้าไปหา ภรรยาเศรษฐี ได้กราบเรียนว่า “คุณนายขอรับ คุณหมอบอกข่าวมาอย่างนี้ว่า ขอคุณนายอย่าเพิ่ง ให้อะไรๆ ก่อน ต่อเมื่อคุณนายหายโรคแล้ว ประสงค์จะให้สิ่งใด จึงค่อยให้สิ่งนั้นเถิด”
....ภรรยาเศรษฐีสั่งว่า “พ่อนายประตู ถ้าเช่นนั้นเชิญคุณหมอมา”
....นายประตูรับคำภรรยาเศรษฐีว่า “อย่างนั้นขอรับ”
แล้วเข้าไปหาชีวกโกมารภัจจ์ แล้วได้ แจ้งให้ทราบว่า ท่านอาจารย์ ภรรยาเศรษฐีขอเชิญท่านเข้าไป
🔸เริ่มรักษาภรรยาเศรษฐี🔸
ลำดับนั้นชีวกโกมารภัจจ์เข้าไปหาภรรยาเศรษฐี ครั้นแล้วตรวจดูความผันแปรของภรรยาเศรษฐี แล้วได้กล่าวคำนี้แก่ภรรยาเศรษฐีว่า “คุณนายขอรับ ผมต้องการเนยใสหนึ่งซองมือ”
....ครั้นภรรยาเศรษฐีสั่งให้หาเนยใสหนึ่งซองมือมาให้แก่ชีวกแล้ว ชีวกโกมารภัจจ์จึงหุงเนยใสหนึ่งซองมือนั้น กับยาต่างๆ ให้ภรรยาเศรษฐีนอนหงายบนเตียง แล้วให้นัตถุ์ ขณะนั้นเนยใสที่ให้นัตถุ์นั้นได้พุ่งออกจากปาก จึงภรรยาเศรษฐีถ่มเนยใสนั้นลงในกระโถน สั่งทาสีว่า “แม่สาวใช้จงเอา สำลีซับเนยใสนี้ไว้”
....จึงชีวกโกมารภัจจ์ได้คิดว่า “แปลกจริงพวกเรา แม่บ้านคนนี้ช่างสกปรก เนยใสนี้จำเป็นจะต้องทิ้ง ยังใช้ให้ทาสีเอาสำลีซับไว้ ส่วนยาของเรามีราคาแพงๆ มากกว่า กลับปล่อยให้เสีย แม่บ้านคนนี้จักให้ขวัญข้าวอะไรแก่เราบ้าง”
....ขณะนั้นภรรยาเศรษฐีสังเกตรู้อาการอันแปลกของชีวกโกมารภัจจ์ แล้วได้ถามคำนี้แก่ชีวกโกมารภัจจ์ว่า “อาจารย์ท่านแปลกใจอะไรหรือ ?”
ชีวกโกมารภัจจ์ “เวลานี้ผมกำลังคิดอยู่ว่า แปลกจริงแม่บ้านคนนี้ช่างสกปรกเหลือเกิน เนยใสนี้ จำเป็นจะต้องทิ้ง ยังใช้ให้ทาสีเอาสำลีซับไว้ ส่วนยาของเรามีราคาแพงๆ มากกว่าปล่อยให้เสียแม่บ้านคนนี้จักให้ขวัญข้าวอะไรแก่เราบ้าง”
ภรรยา “อาจารย์ พวกดิฉันชื่อว่าเป็นคนมีเหย้าเรือน จำเป็นจะต้องรู้จักสิ่งที่ควรสงวน เนยใสนี้ยังดีอยู่จะใช้เป็นยาสำหรับทาเท้าพวกทาสหรือกรรมกรก็ได้ ใช้เป็นน้ำมันเติมตะเกียงก็ได้ อาจารย์ท่านอย่าได้คิดวิตกไปเลย ค่าขวัญข้าวของท่านจักไม่ลดน้อย”
....คราวนั้นชีวกโกมารภัจจ์ได้กำจัดโรคปวดศีรษะของภรรยาเศรษฐี ซึ่งเป็นมา ๗ ปีให้หาย โดยวิธีนัตถุ์ยาคราวเดียวเท่านั้น
....ครั้นภรรยาเศรษฐีหายโรคแล้ว ได้ให้รางวัลชีวกโกมารภัจจ์เป็นเงิน ๔,๐๐๐ กษาปณ์ บุตรเศรษฐีได้ทราบว่ามารดาของเราหายโรคแล้ว ได้ให้รางวัลเพิ่มอีก ๔,๐๐๐ กษาปณ์ บุตรสะใภ้ได้ทราบว่า แม่ผัวของเราหายโรคแล้ว ก็ได้ให้รางวัล ๔,๐๐๐ กษาปณ์เศรษฐีคหบดีทราบว่า ภรรยาของเราหายโรคแล้วได้เพิ่มรางวัลให้อีก ๔,๐๐๐ กษาปณ์ และให้ทาสทาสี รถม้าอีกด้วย ชีวกโกมารภัจจ์รับเงิน ๑๖,๐๐๐ กษาปณ์ กับทาส ทาสี และรถม้าเดินมุ่ง ไปพระนครราชคฤห์ ถึงพระนครราชคฤห์โดยลำดับ เข้าเฝ้าเจ้าชายอภัย
....ครั้นแล้วได้กราบทูลว่าเงิน ๑๖,๐๐๐ กษาปณ์ กับทาส ทาสี และรถม้านี้เป็นการกระทำครั้งแรกของเกล้ากระหม่อม ขอใต้ฝ่าพระบาทจงทรงพระกรุณาโปรดรับค่าเลี้ยงดูเกล้ากระหม่อมเถิด พระเจ้าข้า
....พระราชกุมารรับสั่งว่า “อย่าเลย พ่อนายชีวก ทรัพย์นี้จงเป็นของเจ้าคนเดียวเถิด และเจ้าจงสร้างบ้านอยู่ในวังของเราเถิด”
....ชีวกโกมารภัจจ์ทูลรับพระบัญชาเจ้าชายอภัยว่า “เป็นพระกรุณายิ่งพระเจ้าข้า” แล้วได้สร้างบ้านอยู่ในวังของเจ้าชายอภัย
🔴เรื่อง : พระเจ้าพิมพิสารทรงประชวรโรคริดสีดวงงอก🔴
ก็โดยสมัยนั้นแล พระเจ้าพิมพิสารจอมเสนามาคธราชทรงประชวรโรค “#ภคันทลาพาธ” (ริดสีดวงงอก) พระภูษาเปื้อนพระโลหิต พวกพระสนมเห็นแล้วพากันเย้ยหยันว่า “บัดนี้พระเจ้าอยู่หัวทรงมีระดู ต่อมาพระโลหิตบังเกิดแก่พระองค์แล้ว ไม่นานเท่าไรนัก พระองค์จักประสูติ” พระราชาทรงเก้อเพราะคำเย้ยหยันของพวกพระสนมนั้น
....ต่อมาท้าวเธอได้ตรัสเล่าความนั้นแก่เจ้าชายอภัยว่า
“พ่ออภัย พ่อป่วยเป็นโรคเช่นนั้นถึงกับภูษาเปื้อนโลหิต พวกพระสนมเห็นแล้วพากันเย้ยหยันว่า บัดนี้พระเจ้าอยู่หัวทรงมีระดู ต่อมพระโลหิตบังเกิดแก่พระองค์แล้ว ไม่นานเท่าไรนัก พระองค์ จักประสูติ เอาเถอะ พ่ออภัย เจ้าช่วยหาหมอชนิดที่พอจะรักษาพ่อได้ให้ทีเถิด”
เจ้าชายอภัย “ขอเดชะ นายชีวกผู้นี้เป็นหมอประจำข้าพระพุทธเจ้า ยังหนุ่มทรงคุณวุฒิ เธอจักรักษาพระองค์ได้”
พระเจ้าพิมพิสาร “พ่ออภัย ถ้าเช่นนั้นเธอจงสั่งหมอชีวก เขาจักได้รักษาพ่อ”
....ครั้งนั้นเจ้าชายอภัย สั่งชีวกโกมารภัจจ์ว่า “พ่อนายชีวก เธอจงไปรักษาพระเจ้าอยู่หัว” ชีวกโกมารภัจจ์รับสนองพระบัญชาว่า “อย่างนั้นพระเจ้าข้า” แล้วเอาเล็บตักยาเดินไปในราชสำนัก
....ครั้นถึงแล้วเข้าเฝ้าพระเจ้าพิมพิสารจอมเสนามาคธราช แล้วได้กราบทูลคำนี้แด่พระเจ้าพิมพิสารจอมเสนามาคธราชว่า “พระพุทธเจ้าข้า ข้าพระพุทธเจ้าจักตรวจโรคของพระองค์”
....แล้วรักษาโรคริดสีดวงงอกของพระเจ้าพิมพิสารจอมเสนามคธราช หายขาดด้วยทายาเพียงครั้งเดียวเท่านั้น
....ครั้นพระเจ้าพิมพิสารจอมเสนามาคธราช ทรงหายประชวรจึงรับสั่งให้สตรี ๕๐๐ นางตกแต่งเครื่องประดับทั้งปวง ให้เปลื้องออกทำเป็นห่อแล้ว ได้มีพระราชโองการแก่ชีวกโกมารภัจจ์ว่า “พ่อนายชีวก เครื่องประดับทั้งปวงของสตรี ๕๐๐ นางนี้จงเป็นของเจ้า”
ชีวกโกมารภัจจ์ “อย่าเลย พระพุทธเจ้าข้า ขอพระองค์จงทรงโปรดระลึกว่าเป็นหน้าที่ของข้าพระพุทธเจ้าเถิด”
พระเจ้าพิมพิสาร “ถ้าอย่างนั้น เจ้าจงบำรุงเรากับพวกฝ่ายใน และภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข”
ชีวกโกมารภัจจ์ทูลรับสนองพระบรมราชโองการว่า
“เป็นอย่างนั้นพระพุทธเจ้าข้า”
🔴เรื่อง : เศรษฐีชาวพระนครราชคฤห์🔴
ก็โดยสมัยนั้นแล เศรษฐีชาวพระนครราชคฤห์ป่วยเป็นโรคปวดศีรษะอยู่ ๗ ปีนายแพทย์ทิศาปาโมกข์ใหญ่ๆ หลายคนมารักษา ก็ไม่สามารถรักษาให้หาย ขนเงินไปเป็นอันมาก
....อนึ่ง เศรษฐีนั้นถูกนายแพทย์บอกคืน นายแพทย์บางพวกได้ทำนายไว้อย่างนี้ว่า เศรษฐีคหบดี จักถึงอนิจกรรมในวันที่ ๕ บางพวกทำนายไว้อย่างนี้ว่า จักถึงอนิจกรรมในวันที่ ๗
....ครั้งนั้น พวกคนร่ำรวย ชาวพระนครราชคฤห์ได้มีความปริวิตกว่า เศรษฐีคหบดีผู้นี้แล มีอุปการะมากแก่พระเจ้าอยู่หัวและชาวนิคม แต่ท่านถูกนายแพทย์บอกคืนเสียแล้ว นายแพทย์ บางพวกทำนายไว้อย่างนี้ว่า เศรษฐีคหบดีจักถึงอนิจกรรมในวันที่ ๕ บางพวกทำนายไว้อย่างนี้ว่า จักถึงอนิจกรรมในวันที่ ๗ ก็ชีวกผู้นี้เป็นนายแพทย์หลวงที่หนุ่มทรงคุณวุฒิ ถ้าเช่นนั้นพวกเราพึงทูลขอนายแพทย์ชีวกต่อพระเจ้าอยู่หัว เพื่อจะให้รักษาเศรษฐีคหบดี แล้วจึงพากันไปในราชสำนัก
....ครั้นถึงแล้วได้เข้าเฝ้ากราบบังคมทูลแด่พระเจ้าพิมพิสารจอมเสนามาคธราชว่า “ขอเดชะ ฝ่าละอองธุลีพระบาทปกเกล้าปกกระหม่อม เศรษฐีคหบดีผู้นี้มีอุปการะมากแก่ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทและชาวนิคม แต่ท่านถูกนายแพทย์บอกคืนเสียแล้ว นายแพทย์บางพวกทำนายไว้ อย่างนี้ว่า เศรษฐีคหบดี จักถึงอนิจกรรมในวันที่ ๕ บางพวกทำนายไว้อย่างนี้ว่า จักถึงอนิจกรรมในวันที่ ๗ ขอพระราชทานพระบรมราชวโรกาส ขอใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทจงทรงมีพระบรมราชโองการสั่งนายแพทย์ชีวก เพื่อได้รักษาเศรษฐีคหบดี”
....ครั้งนั้นพระเจ้าพิมพิสารจอมเสนามาคธราช ทรงมีพระราชดำรัสสั่งชีวกโกมารภัจจ์ว่า “พ่อนายชีวก เจ้าจงไปรักษาเศรษฐีคหบดี”
ชีวกโกมารภัจจ์ทูลรับสนองพระบรมราชโองการว่า
“อย่างนั้น ขอเดชะ” แล้วไปหาเศรษฐีคหบดี สังเกตอาการที่ผิดแปลกของเศรษฐีคหบดีแล้ว ได้ถามเศรษฐีคหบดีว่า “ท่านคหบดี ถ้าฉันรักษาท่านหายโรค จะพึงมีรางวัลอะไรแก่ฉันบ้าง?”
เศรษฐี “ท่านอาจารย์ ทรัพย์สมบัติทั้งปวงจงเป็นของท่าน และตัวข้าพเจ้าก็ยอมเป็นทาสของท่าน”
ชีวก “ท่านคหบดี ท่านอาจนอนข้างเดียวตลอด ๗ เดือนได้ไหม?”
เศรษฐี “ท่านอาจารย์ ข้าพเจ้าอาจนอนข้างเดียวตลอด ๗ เดือนได้”
ชีวก “ท่านคหบดี ท่านอาจนอนข้างที่สองตลอด ๗ เดือนได้ไหม?”
เศรษฐี “ท่านอาจารย์ ข้าพเจ้าอาจนอนข้างที่สองตลอด ๗ เดือนได้”
ชีวก “ท่านคหบดี ท่านอาจนอนหงายตลอด ๗ เดือนได้ไหม?”
เศรษฐี “ท่านอาจารย์ ข้าพเจ้าอาจนอนหงายตลอด ๗ เดือนได้”
....ครั้งนั้น ชีวกโกมารภัจจ์ให้เศรษฐีคหบดีนอนบนเตียง มัดไว้กับเตียงถลกหนังศีรษะเปิดรอยประสานกระโหลกศีรษะ นำสัตว์มีชีวิตออกมาสองตัว แล้วแสดงแก่ประชาชนว่า
....ท่านทั้งหลายจงดูสัตว์มีชีวิต ๒ ตัวนี้ เล็กตัวหนึ่ง ใหญ่ตัวหนึ่ง พวกอาจารย์ที่ทำนายไว้อย่างนี้ว่า “เศรษฐีคหบดีจักถึงอนิจกรรมในวันที่ ๕ เพราะท่านได้เห็นสัตว์ตัวใหญ่นี้ มันจักเจาะกินมันสมอง ของเศรษฐีคหบดีในวันที่ ๕ เศรษฐีคหบดีถูกมันเจาะกินสมองหมด ก็จักถึงอนิจกรรม สัตว์ตัวใหญ่นี้ ชื่อว่า อันอาจารย์พวกนั้นเห็นถูกต้องแล้ว ”
....ส่วนพวกอาจารย์ที่ทำนายไว้อย่างนี้ว่า “เศรษฐีคหบดีจักถึงอนิจกรรมในวันที่ ๗ เพราะท่านได้เห็นสัตว์ตัวเล็กนี้ มันจักเจาะกินมันสมอง ของเศรษฐีคหบดีในวันที่ ๗ เศรษฐีคหบดีถูกมันเจาะกินมันสมองหมด ก็จักถึงอนิจกรรม สัตว์ตัวเล็กนี้ ชื่อว่าอันอาจารย์พวกนั้นเห็นถูกต้องแล้ว“
....ดังนี้ แล้วปิดแนวประสานกระโหลกศีรษะเย็บหนังศีรษะแล้วได้ทายาสมานแผล
....ครั้นล่วงสัปดาห์หนึ่ง เศรษฐีคหบดีได้กล่าวคำนี้ต่อชีวกโกมารภัจจ์ว่า “ท่านอาจารย์ข้าพเจ้าไม่อาจนอนข้างเดียวตลอด ๗ เดือนได้”
ชีวก “ท่านคหบดี ท่านรับคำฉันว่า ท่านอาจารย์ ข้าพเจ้าอาจนอนข้างเดียวตลอด ๗ เดือน ได้ดังนี้ มิใช่หรือ? ”
เศรษฐี “ข้าพเจ้ารับคำท่านจริง ท่านอาจารย์ แต่ข้าพเจ้าจักตายแน่ ข้าพเจ้าไม่อาจนอนข้างเดียวตลอด ๗ เดือนได้”
ชีวก “ท่านคหบดี ถ้าเช่นนั้น ท่านจงนอนข้างที่สองตลอด ๗ เดือนเถิด”
....ครั้นล่วงสัปดาห์หนึ่ง เศรษฐีคหบดี ได้กล่าวคำนี้ต่อชีวกโกมารภัจจ์ว่า “ท่านอาจารย์ ข้าพเจ้าไม่อาจนอนข้างที่สองตลอด ๗ เดือนได้”
ชีวก “ท่านคหบดี ท่านรับคำฉันว่า ท่านอาจารย์ ข้าพเจ้านอนข้างที่สองตลอด ๗ เดือนได้ดังนี้มิใช่หรือ? ”
เศรษฐี “ข้าพเจ้ารับคำท่านจริง ท่านอาจารย์ แต่ข้าพเจ้าจักตายแน่ ข้าพเจ้าไม่อาจนอนข้างที่สองตลอด ๗ เดือนได้”
ชีวก “ท่านคหบดี ถ้าเช่นนั้น ท่านจงนอนหงายตลอด ๗ เดือนเถิด”
....ครั้นล่วงสัปดาห์หนึ่ง เศรษฐีคหบดี ได้กล่าวคำนี้ต่อชีวกโกมารภัจจ์ว่า
“ท่านอาจารย์ ข้าพเจ้าไม่อาจนอนหงายตลอด ๗ เดือนได้”
ชีวก “ท่านคหบดี ท่านรับคำฉันว่า ท่านอาจารย์ ข้าพเจ้าอาจนอนหงายตลอด ๗ เดือนได้ดังนี้ มิใช่หรือไม่?”
เศรษฐี “ข้าพเจ้ารับคำท่านจริง ท่านอาจารย์ แต่ข้าพเจ้าจักตายแน่ ข้าพเจ้าไม่อาจนอนหงาย ตลอด ๗ เดือนได้”
ชีวก “ท่านคหบดี ถ้าฉันไม่บอกท่านไว้ ท่านก็นอนท่านั้นไม่ได้ แต่ฉันทราบอยู่ก่อน แล้วว่า เศรษฐีคหบดีจักหายโรคในสามสัปดาห์ ลุกขึ้นเถิด ท่านหายป่วยแล้ว ท่านจงรู้ จะได้รางวัลอะไรแก่ฉัน”
เศรษฐี “ท่านอาจารย์ ก็ทรัพย์สมบัติทั้งปวงจงเป็นของท่าน ตัวข้าพเจ้าก็ยอมเป็นทาสของท่าน ”
ชีวก “อย่าเลย ท่านคหบดี ท่านอย่าได้ให้ทรัพย์สมบัติทั้งหมดแก่ฉันเลย และท่านก็ไม่ต้องยอมเป็นทาสของฉัน ท่านจงทูลเกล้าถวายทรัพย์แก่พระเจ้าอยู่หัวแสนกษาปณ์ ให้ฉันแสนกษาปณ์ก็พอแล้ว”
....ครั้นเศรษฐีคหบดีหายป่วย ได้ทูลเกล้าถวายทรัพย์แด่พระเจ้าอยู่หัวแสนกษาปณ์ ได้ให้ แก่ชีวกโกมารภัจจ์ แสนกษาปณ์
🔴เรื่อง : บุตรเศรษฐีป่วยโรคเนื้องอกที่ลำไส้🔴
ก็โดยสมัยนั้นแล เศรษฐีบุตรชาวพระนครพาราณสีผู้เล่นกีฬาหกคะเมน ได้ป่วย เป็นโรคเนื้องอกที่ลำไส้ ข้าวยาคูที่เธอดื่มเข้าไปก็ดี ข้าวสวยที่เธอรับประทานก็ดี ไม่ย่อย อุจจาระและปัสสาวะออกไม่สะดวก เพราะโรคนั้น เธอจึงซูบผอม เศร้าหมอง มีผิวพรรณซูบซีด เหลืองขึ้นๆ มีตัวสะพรั่งด้วยเอ็น
....ครั้งนั้นเศรษฐีชาวพระนครพาราณสี ได้มีความปริวิตกดังนี้ว่า “บุตรของเราได้เจ็บป่วยเช่นนั้น ข้าวยาคูที่เธอดื่มก็ดี ข้าวสวยที่เธอรับประทานก็ดี ไม่ย่อย อุจจาระและปัสสาวะออกไม่สะดวก บุตรของเรานั้นจึงซูบผอม เศร้าหมอง มีผิวพรรณซูบซีด เหลืองขึ้นๆ มีตัวสะพรั่งด้วยเอ็น เพราะโรคนั้น ถ้ากระไร เราพึงไปพระนครราชคฤห์แล้วทูลขอ นายแพทย์ชีวกต่อพระเจ้าอยู่หัว เพื่อจะได้รักษาบุตรของเรา”
....ต่อแต่นั้นเศรษฐีชาวพระนครราชคฤห์ แล้วเข้าเฝ้าพระเจ้าพิมพิสารจอมเสนามาคธราช แล้วได้กราบทูลว่า “ขอเดชะฯ บุตรของ ข้าพระพุทธเจ้าได้เจ็บป่วยเช่นนั้น ข้าวยาคูที่เธอดื่มก็ดี ข้าวสวยที่เธอรับประทานก็ดี ไม่ย่อย อุจจาระและปัสสาวะออกไม่สะดวก เธอจึงซูบผอม เศร้าหมอง มีผิวพรรณซูบซีดเหลืองขึ้นๆ มีตัวสะพรั่งด้วยเอ็น เพราะโรคนั้น ขอพระราชทานพระบรมราชวโรกาส ขอใต้ฝ่าละอองธุลี พระบาทจงมีพระบรมราชโองการสั่งนายแพทย์ชีวก เพื่อจะได้รักษาบุตรของข้าพระพุทธเจ้า”
....ลำดับนั้น พระเจ้าพิมพิสารจอมเสนามาคธราช ได้ทรงมีพระราชดำรัสสั่งชีวกโกมารภัจจ์ว่า “ไปเถิด พ่อนายชีวก เจ้าจงไปพระนครพาราณสี แล้วรักษาบุตรของเศรษฐีชาวกรุงพาราณสี”
....ชีวกโกมารภัจจ์ทูลรับสนองพระบรมราชโองการว่า “อย่างนั้น ขอเดชะฯ ” แล้วไปพระนครพาราณสี เข้าไปหาเศรษฐีบุตรชาวพระนครพาราณสี สังเกตอาการที่ผิดแปลกของเศรษฐีบุตรชาวพระนครพาราณสี เชิญประชาชนให้ออกไปเสีย ขึงม่านมัดเศรษฐีบุตรไว้กับเสา ให้ภรรยาอยู่ข้างหน้า ผ่าหนังท้อง นำเนื้องอกที่ลำไส้ออกแสดงแก่ภรรยาว่า “เธอจงดูความเจ็บป่วยของสามีเธอ ข้าวยาคูที่สามีเธอดื่มก็ดี ข้าวสวยที่สามีเธอรับประทานก็ดี ไม่ย่อย อุจจาระและปัสสาวะออกไม่สะดวก เพราะโรคนี้ สามีเธอนี้จึงซูบผอม เศร้าหมอง มีผิวพรรณซูบซีด เหลืองขึ้นๆ มีตัวสะพรั่งด้วยเอ็นดังนี้”
....แล้วตัดเนื้องอกในลำไส้ออก สอดใส่ลำไส้กลับดังเดิม แล้วเย็บหนังท้องทายาสมานแผล ต่อมาไม่นานเท่าไรนัก เศรษฐีบุตรชาวพระนครพาราณสี ได้หายโรคแล้ว
....ครั้งนั้น เศรษฐีชาวพระนครพาราณสีคิดว่า “บุตรของเราหายโรคพ้นอันตรายแล้ว“ จึงให้รางวัลแก่ชีวกโกมารภัจจ์เป็นเงิน ๑๖,๐๐๐ กษาปณ์ ชีวกโกมารภัจจ์รับเงิน ๑๖,๐๐๐ กษาปณ์นั้น เดินทางกลับมาสู่พระนครราชคฤห์ตามเดิม
🔴เรื่อง : รักษาพระเจ้าจัณฑปัชโชต🔴
ก็โดยสมัยนั้นแล #พระเจ้าปัชโชตราชาในกรุงอุชเชนี
ทรงประชวร #โรคผอมเหลือง นายแพทย์ที่ใหญ่ๆ มีชื่อเสียงโด่งดังหลายคนมารักษา ก็ไม่อาจทำให้โรคหาย ได้ขนเงินไป เป็นอันมาก
....ครั้งนั้น พระเจ้าปัชโชตได้ส่งราชทูตถือพระราชสาส์น ไปในพระราชสำนักพระเจ้าพิมพิสารจอมเสนามาคธราช มีใจความว่า “หม่อมฉันเจ็บป่วยเป็นอย่างนั้น ขอพระราชทาน พระบรมราชวโรกาส ขอพระองค์โปรดสั่งหมอชีวก เขาจักรักษาหม่อมฉัน“
พระเจ้าพิมพิสาร จอมเสนามาคธราช จึงได้ดำรัสสั่งชีวกโกมารภัจจ์ว่า “ไปเถิด พ่อนายชีวก เจ้าจงไปเมืองอุชเชนีรักษาพระเจ้าปัชโชต“
ชีวกโกมารภัจจ์ทูลรับสนองพระบรมราชโองการ แล้วเดินทางไปเมืองอุชเชนี เข้าไปใน พระราชสำนัก แล้วเข้าเฝ้าพระเจ้าปัชโชตได้ตรวจอาการที่ผิดแปลกของพระเจ้าปัชโชต แล้วได้กราบทูลคำนี้แด่ท้าวเธอว่า
“ขอเดชะฯ ข้าพระพุทธเจ้าจักหุงเนยใส พระองค์จักเสวยเนยใสนั้น”
....พระเจ้าปัชโชตรับสั่งห้ามว่า “อย่าเลย พ่อนายชีวก ท่านเว้นเนยใสเสีย อาจรักษาเรา ให้หายโรคได้ด้วยวิธีใด ท่านจงทำวิธีนั้นเถิด เนยใสเป็นของน่าเกลียด น่าสะอิดสะเอียน สำหรับฉัน”
....ขณะนั้น ชีวกโกมารภัจจ์ได้มีความปริวิตกว่า “พระเจ้าอยู่หัวพระองค์นี้แล ทรงประชวรเช่นนี้ เราเว้นเนยใสเสียไม่อาจรักษาพระองค์ให้หายโรคได้ เอาละเราควรหุงเนยใสให้มีสี กลิ่น รส เหมือนน้ำฝาด“ ดังนี้ แล้วได้หุงเนยใสด้วยเภสัชนานาชนิดให้มีสี กลิ่น รส เหมือนน้ำฝาด ครั้นแล้วฉุกคิดได้ว่า " เนยใสที่พระเจ้าอยู่หัวพระองค์นี้เสวยแล้ว เมื่อย่อย จักทำให้เรอ พระเจ้าอยู่หัวพระองค์นี้ทรงเกรี้ยวกราด จะพึงรับสั่งให้พิฆาตเราเสียก็ได้ ถ้ากระไรเราพึงทูลลาไว้ก่อน"
....วันต่อมาจึงไปในพระราชสำนัก เข้าเฝ้าพระเจ้าปัชโชต แล้วได้กราบทูลคำนี้ แด่ท้าวเธอว่า “ขอเดชะ ฯ พวกข้าพระพุทธเจ้าชื่อว่าเป็นนายแพทย์ จักถอนรากไม้มาผสมยาชั่วเวลาครู่หนึ่งเช่นที่ประสงค์นั้น ขอประทานพระบรมราชวโรกาส ขอฝ่าละอองธุลีพระบาท จงทรงมีพระราชโองการตรัสสั่งเจ้าพนักงานในโรงราชพาหนะและที่ประตูทั้งหลายว่า หมอชีวกต้องการไปด้วยพาหนะใด จงไปด้วยพาหนะนั้น ปรารถนาไปทางประตูใด จงไปทางประตูนั้น ต้องการไปเวลาใด จงไปเวลานั้น ปรารถนาจะเข้ามาเวลาใด จงเข้ามาเวลานั้น ”
....พระเจ้าปัชโชตได้มี พระราชดำรัสสั่งเจ้าพนักงานในโรงราชพาหนะและที่ประตูทั้งหลาย ตามที่หมอชีวกกราบทูลขอ บรมราชานุญาตไว้ทุกประการ
....ก็โดยสมัยนั้นแล พระเจ้าปัชโชตมีช้างพังชื่อภัททวดี เดินทางได้วันละ ๕๐ โยชน์ จึงหมอชีวกโกมารภัจจ์ได้ทูลถวายเนยใสนั้นแด่พระเจ้าปัชโชตด้วยกราบทูลว่า “ขอใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทจงเสวยน้ำฝาด ”
....ครั้นให้พระเจ้าปัชโชตเสวยเนยใสแล้วก็ไปโรงช้างหนีออกจากพระนครไปโดยช้างพังภัททวดี ขณะเดียวกันนั้น เนยใสที่พระเจ้าปัชโชตเสวยนั้นย่อย ได้ทำให้ทรงเรอขึ้น จึงพระเจ้าปัชโชตได้รับสั่งแก่พวกมหาดเล็กว่า “พนายทั้งหลาย เราถูกหมอชีวกชาติชั่วลวงให้ดื่ม เนยใส พวกเจ้าจงค้นจับหมอชีวกมาเร็วไว“
พวกมหาดเล็กกราบทูลว่า “หมอชีวกหนีออกจากพระนครไปโดยช้างพังภัททวดีแล้ว พระพุทธเจ้าข้า”
....ก็โดยสมัยนั้นแล พระเจ้าปัชโชตมีมหาดเล็กชื่อกากะ ซึ่งอาศัยเกิดกับอมนุษย์ เดินทาง ได้วันละ ๖๐ โยชน์ จึงพระเจ้าปัชโชตดำรัสสั่ง กากะมหาดเล็กว่า “พ่อนายกากะ เจ้าจงไปเชิญ หมอชีวกกลับมา ด้วยอ้างว่า ท่านอาจารย์ พระเจ้าอยู่หัวรับสั่งให้เชิญท่านกลับไป ขึ้นชื่อว่า หมอเหล่านี้แลมีมารยามาก เจ้าอย่ารับวัตถุอะไรๆ ของเขา”
....ครั้งนั้น กากะมหาดเล็กได้เดินไปทันชีวกโกมารภัจจ์ ผู้กำลังรับประทานอาหารมื้อเช้า ในระหว่างทางเขตพระนครโกสัมพี จึงได้เรียนแก่ชีวกโกมารภัจจ์ว่า “ท่านอาจารย์ พระเจ้าอยู่หัว รับสั่งให้เชิญท่านกลับไป“
ชีวก “พ่อนายกากะ ท่านจงรออยู่เพียงชั่วเวลาที่เรารับประทานอาหาร เชิญท่านรับประทานอาหารด้วยกันเถิด“
กากะ “ช่างเถิดท่านอาจารย์ พระเจ้าอยู่หัวดำรัสสั่งข้าพเจ้าไว้ว่า พ่อนายกากะ ขึ้นชื่อว่า หมอเหล่านี้มีมารยามาก อย่ารับวัตถุอะไรของเขา“
....ทันใดนั้น ชีวกโกมารภัจจ์ ได้แซกยาทางเล็บ พลางเคี้ยวมะขามป้อม และดื่มน้ำ รับประทาน แล้วได้ร้องเชื้อเชิญกากะมหาดเล็กว่า “เชิญพ่อนายกากะมาเคี้ยวมะขามป้อมและดื่มน้ำรับประทานด้วยกัน“
จึงกากะมหาดเล็กคิดว่า หมอคนนี้แลกำลังเคี้ยวมะขามป้อมและดื่มน้ำรับประทาน คงไม่มีอะไรจะให้โทษ แล้วเคี้ยวมะขามป้อมครึ่งผล และดื่มน้ำรับประทาน มะขามป้อมครึ่งผลที่เขาเคี้ยวนั้นได้ระบายอุจจาระออกมาในที่นั้นเอง
....ครั้งนั้น กากะมหาดเล็กได้เรียนถามชีวกโกมารภัจจ์ว่า “ท่านอาจารย์ ชีวิตของข้าพเจ้า จะรอดไปได้หรือ? “
ชีวกโกมารภัจจ์ตอบว่า “อย่ากลัวเลย พ่อนายกากะ ท่านจักไม่มีอันตราย แต่พระเจ้าอยู่หัวทรงเกรี้ยวกราด จะพึงรับสั่งให้พิฆาตเราเสียก็ได้ เพราะเหตุนั้น เราไม่กลับละ“
แล้วมอบช้างพังภัททวดีแก่นายกากะ เดินทางไปพระนครราชคฤห์ รอนแรมไปโดยลำดับ ถึงพระนครราชคฤห์แล้วเฝ้าพระเจ้าพิมพิสารจอมเสนามาคธราช กราบทูลเรื่องนั้นให้ทรงทราบทุกประการ
....พระเจ้าพิมพิสารรับสั่งว่า “พ่อนายชีวก เจ้าไม่กลับไปนั้นชื่อว่าได้ทำถูกแล้ว เพราะพระราชาองค์นั้นเหี้ยมโหด จะพึงสั่งให้สำเร็จโทษเจ้าเสียก็ได้“
....ครั้นพระเจ้าปัชโชตทรงหายประชวร ทรงส่งราชทูตไปที่สำนักชีวกโกมารภัจจ์ว่า “เชิญหมอชีวกมา เราจักให้พร“
ชีวกกราบทูลตอบไปว่า
“ไม่ต้องไปก็ได้ พระพุทธเจ้าข้า ขอใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท จงทรงโปรดอนุสรณ์ถึงความดีของข้าพระพุทธเจ้า“
🔸พระราชทานผ้าสิไวยกะ🔸
ก็โดยสมัยนั้นแล ผ้าสิไวยกะคู่หนึ่งบังเกิดแก่พระเจ้าปัชโชต เป็นผ้าเนื้อดีเลิศประเสริฐ มีชื่อเด่น อุดม และเป็นเยี่ยมกว่าผ้าทั้งหลายเป็นอันมาก ตั้งหลายคู่ ตั้งหลายร้อยคู่ หลายพันคู่ หลายแสนคู่
....ครั้นนั้น พระเจ้าปัชโชต ทรงส่งผ้าสิไวยกะคู่นั้นไปพระราชทานแก่ชีวกโกมารภัจจ์ จึงชีวกโกมารภัจจ์ได้มีความดำริว่าผ้าสิไวยกะคู่นี้ พระเจ้าปัชโชตส่งมาพระราชทาน เป็นผ้าเนื้อ ดีเลิศ ประเสริฐ มีชื่อเด่น อุดม และเป็นเยี่ยมกว่าผ้าทั้งหลายเป็นอันมาก ตั้งหลายคู่ ตั้งหลายร้อยคู่ หลายพันคู่ หลายแสนคู่ นอกจากพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น หรือพระเจ้าพิมพิสารจอมเสนามาคธราชแล้ว ใครอื่นไม่ควรอย่างยิ่งเพื่อใช้ผ้าสิไวยกะ คู่นี้
🔴เรื่อง : ชีวกโกมารภัจจ์ กับ พระผู้มีพระภาคเจ้า
หมอชีวกโกมารภัจจ์เป็นอุบาสกที่ดีคนหนึ่ง นอกจากถวายการรักษาพยาบาลพระพุทธเจ้า พระภิกษุสงฆ์ และประชาชนแล้ว ยังหาเวลาเข้าเฝ้าทูลถามปัญหาข้อข้องใจธรรมจากพระพุทธเจ้าเนืองๆ มีพระสูตรหลายสูตรที่สูตรที่บันทึกคำสนทนาและปัญหาของหมอชีวก ทั้งนี้เรื่องที่หมอชีวกนำขึ้นมากราบทูลถามเพื่อความรู้ที่ถูกต้องล้วนเป็นเรื่องสำคัญที่น่ารู้ เช่นพระพุทธเจ้าเสวยเนื้อสัตว์หรือไม่ อุบาสกที่ดีควรมีลักษณะอย่างไร เป็นต้น
ตลอดชีวิตหมอชีวกได้บำเพ็ญแต่สิ่งที่ดีงาม ช่วยเหลือผู้เจ็บป่วย ไม่เลือกยากดีมีจน จนได้รับยกย่องจากพระพุทธเจ้าว่าเป็น เอตทัคคะ ความเป็นเลิศกว่าผู้อื่น ในทางเป็นที่รักของปวงชน ในวงการแพทย์แผนโบราณปัจจุบันนี้ ถือว่าหมอชีวกโกมารภัจจ์เป็น “บรมครูแห่งการแพทย์แผนโบราณ” เป็นที่เคารพนับถือของประชาชนทั่วไป
🔸ถวายพระโอสถถ่าย🔸
ก็โดยสมัยนั้นแล พระกายของพระผู้มีพระภาคหมักหมมด้วยสิ่งอันเป็นโทษ จึงพระผู้มีพระภาครับสั่งกะท่านพระอานนท์ว่า
“ดูกรอานนท์ กายของตถาคตหมักหมมด้วยสิ่งอันเป็นโทษ ตถาคตต้องการจะฉันยาถ่าย“
....ครั้งนั้น ท่านพระอานนท์เดินไปหาชีวกโกมารภัจจ์
ครั้นถึงแล้วได้กล่าวคำนี้กะชีวกโกมารภัจจ์ว่า “ท่านชีวก พระกายของพระตถาคตหมักหมมด้วยสิ่งอันเป็นโทษ พระตถาคต ต้องการจะเสวยพระโอสถถ่าย“
ชีวกโกมารภัจจ์กล่าวว่า “พระคุณเจ้า ถ้าอย่างนั้น ขอท่านจงโปรด ทำพระกายของพระผู้มีพระภาคให้ชุ่มชื่นสัก ๒-๓ วัน“
....ครั้งนั้น ท่านพระอานนท์ได้ทำพระกายของพระผู้มีพระภาคให้ชุ่มชื่น ๒-๓ วันแล้ว เดินไปหาชีวกโกมารภัจจ์ ครั้นถึงแล้วได้กล่าวคำนี้กะชีวกโกมารภัจจ์ว่า “ท่านชีวก พระกายของพระตถาคตชุ่มชื่นแล้ว บัดนี้ ท่านรู้กาลอันควรเถิด“
....ครั้งนั้น ชีวกโกมารภัจจ์ได้มีความปริวิตกดังนี้ว่า
“การที่เราจะพึงทูลถวายพระโอสถ ถ่ายที่หยาบแด่พระผู้มีพระภาคนั้น ไม่สมควรเลย ถ้ากระไร เราพึงอบก้านอุบล ๓ก้าน ด้วยยาต่างๆ แล้วทูลถวายพระตถาคต “
....ครั้นแล้วได้อบก้านอุบล ๓ ก้านด้วยยาต่างๆ แล้วเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาค ครั้นแล้วได้ทูลถวายก้านอุบลก้านที่หนึ่งแด่พระผู้มีพระภาค กราบทูลว่า “พระพุทธเจ้าข้า ขอพระผู้มีพระภาคจงทรงสูดก้านอุบลก้านที่ ๑ นี้ การทรงสูดก้านอุบลนี้จักยังพระผู้มีพระภาคให้ถ่ายถึง ๑๐ ครั้ง “
แล้วได้ทูลถวายก้านอุบลก้านที่ ๒ แด่พระผู้มีพระภาคกราบทูลว่า “พระพุทธเจ้าข้า ขอพระผู้มีพระภาคจงทรงสูดอุบลก้านที่ ๒ นี้ การทรงสูดก้านอุบลนี้จักยังพระผู้มี พระภาคให้ถ่ายถึง ๑๐ ครั้ง“
แล้วได้ทูลถวายก้านอุบลก้านที่ ๓ แด่พระผู้มีพระภาค กราบทูลว่า “พระพุทธเจ้าข้า ขอพระผู้มีพระภาคจงทรงสูดก้านอุบลก้านที่ ๓ นี้ การทรงสูดก้านอุบลนี้ จักยังพระผู้มีพระภาคให้ถ่ายถึง ๑๐ ครั้ง ด้วยวิธีนี้พระผู้มีพระภาคจักทรงถ่ายถึง ๓๐ครั้ง“
....ครั้นชีวกโกมารภัจจ์ ทูลถวายพระโอสถถ่ายแด่พระผู้มีพระภาคเพื่อถ่ายครบ ๓๐ ครั้งแล้ว ถวายบังคมพระผู้มีพระภาค ทำประทักษิณกลับไป
....ขณะเมื่อชีวกโกมารภัจจ์เดินออกไปนอกซุ้มประตูแล้วได้มีความปริวิตกดังนี้ว่า
"...เราทูลถวายพระโอสถถ่ายแด่พระผู้มีพระภาคเพื่อถ่ายครบ ๓๐ ครั้งพระกายของพระตถาคตหมักหมมด้วยสิ่งอันเป็นโทษ จักไม่ยังพระผู้มีพระภาคให้ถ่าย ครบ ๓๐ ครั้ง จักให้ถ่ายเพียง ๒๙ ครั้ง แต่พระผู้มีพระภาคทรงถ่ายแล้วจักสรงพระกาย ครั้นสรง พระกายแล้ว จักถ่ายอีกครั้งหนึ่ง อย่างนี้ พระผู้มีพระภาคจักทรงถ่ายครบ ๓๐ ครั้ง..."
....ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคทรงทราบความปริวิตกแห่งจิตของชีวกโกมารภัจจ์ด้วยพระทัยแล้ว รับสั่งกะท่านพระอานนท์ว่า “อานนท์ ชีวกโกมารภัจจ์ กำลังเดินออกนอกซุ้มประตูวิหารนี้ได้มีความปริวิตกดังนี้ว่า "...เราถวายพระโอสถถ่ายแด่พระผู้มีพระภาคเพื่อถ่ายครบ ๓๐ ครั้งแล้ว ...ฯลฯ..." อานนท์ถ้าอย่างนั้น เธอจงจัดเตรียม น้ำร้อนไว้ “
....พระอานนท์ทูลรับสนองพระพุทธพจน์แล้ว จัดเตรียมน้ำร้อนไว้ถวาย
ต่อมา ชีวกโกมารภัจจ์ไปในพุทธสำนัก ครั้นถึงแล้วถวายบังคมพระผู้มีพระภาคนั่งอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้กราบทูลถามพระผู้มีพระภาคว่า พระผู้มีพระภาคทรงถ่ายแล้วหรือ พระพุทธเจ้าข้า
พระพุทธองค์ “เราถ่ายแล้ว ชีวก”
ชีวก “พระพุทธเจ้าข้า ข้าพระพุทธเจ้ากำลังเดินออกไปนอกซุ้มประตูพระวิหารนี้ ได้มีความ ปริวิตกดังนี้ว่า
"...เราถวายพระโอสถถ่ายแด่พระผู้มีพระภาคเพื่อถ่ายครบ ๓๐ ครั้งแล้ว ฯลฯ..." พระพุทธเจ้าข้า ขอพระผู้มีพระภาคจงโปรดสรงพระกาย ขอพระสุคตจงโปรดสรงพระกาย“
....ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคทรงสรงน้ำอุ่น ครั้นสรงแล้ว ทรงถ่ายอีกครั้งหนึ่งอย่างนี้ เป็นอันพระผู้มีพระภาคทรงถ่ายครบ ๓๐ ครั้ง ลำดับนั้น ชีวกโกมารภัจจ์ได้กราบทูลคำนี้แด่พระผู้มีพระภาคว่า
“พระพุทธเจ้าข้า พระผู้มีพระภาคไม่ควรเสวยพระกระยาหารที่ปรุงด้วยน้ำต้มผัก ต่างๆ จนกว่าจะมีพระกายเป็นปกติ“
....ต่อมาไม่นานนัก พระกายของพระผู้มีพระภาคได้เป็นปกติแล้ว
🔸กราบทูลขอพร🔸
ครั้งนั้น ชีวกโกมารภัจจ์ ถือผ้าสิไวยกะคู่นั้นไปในพุทธสำนัก ครั้นถึงแล้วถวายบังคม พระผู้มีพระภาค นั่งอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ชีวกโกมารภัจจ์นั่งเรียบร้อยแล้ว ได้กราบทูลคำนี้ แด่พระผู้มีพระภาคว่า “ข้าพระพุทธเจ้าจะขอประทานพรต่อพระผู้มีพระภาคสักอย่างหนึ่ง พระพุทธเจ้าข้า“
พระพุทธองค์ “พระตถาคตทั้งหลายเลิกให้พรเสียแล้ว ชีวก “
ชีวก “ข้าพระพุทธเจ้าขอประทานพรที่สมควรและไม่มีโทษ พระพุทธเจ้าข้า”
พระพุทธองค์ “จงว่ามาเถิด ชีวก”
ชีวก “พระพุทธเจ้าข้า พระผู้มีพระภาคและพระสงฆ์ทรงถือผ้าบังสุกุลเป็นปกติอยู่ ผ้าสิไวยกะ ของข้าพระพุทธเจ้าคู่นี้ พระเจ้าปัชโชตทรงส่งมาพระราชทาน เป็นผ้าเนื้อดีเลิศ ประเสริฐมีชื่อเสียงเด่นอุดม และเป็นเยี่ยมกว่าผ้าทั้งหลายเป็นอันมาก ตั้งหลายคู่ ตั้งหลายร้อยคู่ หลายพันคู่ หลายแสนคู่ ขอพระผู้มีพระภาคจงทรงพระกรุณาโปรดรับผ้าคู่สิไวยกะของข้าพระพุทธเจ้า และขอจงทรงพระพุทธานุญาตคหบดีจีวรแก่พระสงฆ์ด้วยเถิด พระพุทธเจ้าข้า”
....พระผู้มีพระภาคทรงรับผ้าคู่สิไวยกะแล้ว ครั้นแล้วทรงชี้แจงให้ชีวกโกมารภัจจ์ เห็นแจ้ง สมาทาน อาจหาญ ร่าเริงด้วยธรรมีกถา
....ครั้นชีวกโกมารภัจจ์ อันพระผู้มีพระภาคทรงชี้แจงให้เห็นแจ้ง สมาทาน อาจหาญ ร่าเริงด้วยธรรมีกถา แล้วลุกจากที่นั่งถวายบังคมพระผู้มีพระภาคทำประทักษิณกลับไป
🔸บรรลุโสดาบัน🔸
หมอชีวกได้บรรลุธรรมเป็นพระโสดาบัน และด้วยศรัทธาในพระพุทธเจ้า ปรารถนาจะไปเฝ้าวันละ ๒-๓ ครั้ง เห็นว่า พระเวฬุวันไกลเกินไปจึงสร้างวัดถวายในอัมพวันคือ สวนมะม่วงของตนเรียกกันว่า
#ชีวกัมพวัน (อัมพวัน ของหมอชีวก)
....เมื่อพระเจ้าอชาตศัตรูเริ่มน้อมพระทัยมาทางศาสนาหมอชีวกก็เป็นผู้แนะนำให้เสด็จไปเฝ้าพระพุทธเจ้า ด้วยเหตุที่หมอชีวกเป็นแพทย์ประจำคณะสงฆ์และเป็นผู้มีศรัทธาเอาใจใส่เกื้อกูลพระสงฆ์มาก
🔸โรคระบาด ๕ ชนิด🔸
ครั้นหนึ่ง มีโรคระบาดในมคธชนบท ๕ ชนิด คือ โรคเรื้อน ๑ โรคฝี ๑ โรคกลาก ๑ โรคมองคร่อ ๑ โรคลมบ้าหมู ๑ จึงเป็นเหตุให้มีคนมาบวชเพื่ออาศัยวัดเป็นที่รักษาตัวจำนวนมาก จนหมอชีวกต้องทูลเสนอพระพุทธเจ้า ให้ทรงบัญญัติข้อห้ามมิให้รับบวชคนเจ็บป่วย ด้วยโรค ๕ ชนิด ใครบวชให้ถือว่าเป็นอาบัติทุกกฏ
🔸อนุญาตให้สงฆ์รับคหบดีจีวร🔸
สมัยหนึ่ง หมอชีวกได้ทูลขอให้พระผู้มีพระภาคเจ้าอนุญาตให้สงฆ์รับคหบดีจีวรเป็นครั้งแรก
ทูลเสนออนุญาตที่จงกรมและเรือนไฟ
นอกจากนั้น หมอชีวกได้กราบทูลเสนอให้ทรงอนุญาตที่จงกรมและเรือนไฟเป็นครั้งแรก เพื่อเป็นที่บริหารกายช่วยรักษาสุขภาพของภิกษุทั้งหลาย
🔸พระเทวทัตทำโลหิตุปบาทกรรม🔸
ในสมัยหนึ่ง พระเทวทัตเป็นผู้ร่วมคิดกับพระเจ้าอชาตศัตรูขึ้นสู่เขาคิชฌกูล มีจิตคิดร้าย คิดว่า “เราจักปลงพระชนม์พระศาสดา” จึงกลิ้งหินลง ยอดเขา ๒ ยอดรับหินนั้นไว้ สะเก็ดซึ่งแตกออกจากหินนั้น กระเด็นไปกระทบพระบาทของพระผู้มีพระภาคเจ้า ยังพระโลหิตให้ห้อแล้ว เวทนากล้าเป็นไปแล้ว
🔸หมอชีวกทำการพยาบาลแผล🔸
ภิกษุทั้งหลายนำพระศาสดาไปยังสวนมัททกุจฉิ พระศาสดามีพระประสงค์จะเสด็จ แม้จากสวนมัททกุจฉินั้นไปยังสวนมะม่วงของหมอชีวกจึงตรัสว่า “เธอทั้งหลาย จงนำเราไปในสวนมะม่วงของหมอชีวกนั้น”
พวกภิกษุได้นำพระผู้มีพระภาคเจ้าไปยังสวนมะม่วงแล้ว หมอชีวกทราบเรื่องนั้น ไปสู่สำนักพระศาสดา ถวายเภสัชขนานที่ชะงัด เพื่อประโยชน์กำชับแผล พันแผลเสร็จแล้ว ได้ทราบทูลคำนี้กะพระศาสดาว่า “พระเจ้าข้า ข้าพระองค์ประกอบเภสัชแก่มนุษย์ผู้หนึ่งภายในพระนคร, ข้าพระองค์จักไปยังสำนักของมนุษย์นั้นแล้ว จัก (กลับ) มาเฝ้า นี้จงตั้งอยู่โดยนิยามที่ข้าพระองค์พันไว้นั่นแหละ จนกว่าข้าพระองค์จะกลับมาเฝ้า”
เขาไปทำกิจที่ควรทำแก่บุรุษนั้นแล้ว กลับมาในเวลาปิดประตูจึงไม่ทันประตู ทีนั้น เขาได้มีความวิตกอย่างนี้ว่า
“แย่จริง เราทำกรรมหนักเสียแล้ว, ที่เราถวายเภสัชอย่างชะงัดพันแผลที่พระบาทของพระตถาคตเจ้า ดุจคนสามัญ เวลานี้เป็นเวลาแก้แผลนั้น, เมื่อแผลนั้นอันเรายังไม่แก้, ความเร่าร้อนในพระสรีระของพระผู้มีพระภาคเจ้าจักเกิดตลอดคืนยังรุ่ง”
🔸แผลของพระศาสดาหายสนิท🔸
ขณะนั้น พระศาสดาตรัสเรียกพระอานนทเถระมาเฝ้า รับสั่งว่า “อานนท์ หมอชีวกมาในเวลาเย็นไม่ทันประตู, ก็เขาคิดว่า ‘เวลานี้เป็นเวลาแก้แผล’ เธอจงแก้แผลนั้น”
พระเถระแก้แล้ว แผลหายสนิทดุจสะเก็ดไม้หลุดออกจากต้นไม้
🔸พระอรหันต์ไม่มีความเร่าร้อนใจ🔸
หมอชีวกมายังสำนักพระศาสดาโดยเร็ว ภายในอรุณนั่นแล ทูลถามว่า “พระเจ้าข้า ความเร่าร้อนเกิดขึ้นในพระสรีระของพระองค์หรือไม่?”
พระศาสดาตรัสว่า “ชีวก ความเร่าร้อนทั้งปวงของตถาคตสงบราบคาบแล้ว ที่ควงโพธิพฤกษ์นั่นแล”
ดังนี้แล้ว เมื่อจะทรงสืบอนุสนธิแสดงธรรม จึงตรัสพระคาถานี้ว่า:-
“ความเร่าร้อน ย่อมไม่มีแก่ท่านผู้มีทางไกล
อันถึงแล้ว หาความเศร้าโศกมิได้ หลุดพ้นแล้วใน
ธรรมทั้งปวง ผู้ละกิเลสเครื่องร้อยรัดทั้งปวงได้แล้ว”
🔸เนื้อที่ไม่ควร และควรบริโภค🔸
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ อัมพวันของหมอชีวกโกมารภัจจ์ เขตพระนครราชคฤห์
ครั้งนั้นแล หมอชีวกโกมารภัจจ์เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า
"ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระพุทธเจ้าได้ฟังคำนี้มาว่า
ชนทั้งหลายย่อมฆ่าสัตว์เจาะจงพระสมณโคดม พระสมณโคดมทรงทราบข้อนั้นอยู่ ยังเสวยเนื้อที่เขาทำเฉพาะตน อาศัยตนทำ ดังนี้
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ชนเหล่าใดกล่าวอย่างนี้ว่า
ชนทั้งหลายย่อมฆ่าสัตว์เจาะจงพระสมณโคดม พระสมณโคดมทรงทราบข้อนั้นอยู่ ยังเสวยเนื้อที่เขาทำเฉพาะตน อาศัยตนทำ ดังนี้
ชนเหล่านั้นชื่อว่า กล่าวตรงกับที่พระผู้มีพระภาคตรัส ไม่ชื่อว่ากล่าวตู่พระผู้มีพระภาคด้วยคำอันไม่เป็นจริง ชื่อว่ายืนยัน ธรรมอันสมควรแก่ธรรม การกล่าวและกล่าวตามที่ชอบธรรม จะไม่ถึงข้อติเตียนละหรือ? "
พระพุทธองค์ตรัสว่า ดูกรชีวก ชนใดกล่าวอย่างนี้ว่า ชนทั้งหลายย่อมฆ่าสัตว์เจาะจงพระสมณโคดม พระสมณโคดมทรงทราบข้อนั้นอยู่ ก็ยังเสวยเนื้อสัตว์ที่เขาทำเฉพาะตน อาศัยตนทำ ดังนี้ชนเหล่านั้นจะชื่อว่า กล่าวตรงกับที่เรากล่าวหามิได้ ชื่อว่า กล่าวตู่เราด้วยคำอันไม่เป็นจริง
ดูกรชีวกเรากล่าว #เนื้อว่าไม่ควรเป็นของบริโภคด้วยเหตุ_๓ประการ คือ เนื้อที่ตนเห็น เนื้อที่ตนได้ยิน เนื้อที่ตนรังเกียจ
ดูกรชีวก เรากล่าวเนื้อว่าเป็นของไม่ควรบริโภคด้วยเหตุ ๓ประการ นี้แล
ดูกรชีวก เรากล่าว #เนื้อว่าเป็นของควรบริโภคด้วยเหตุ_๓ประการ คือ เนื้อที่ตนไม่ได้เห็น เนื้อที่ตนไม่ได้ยิน เนื้อที่ตนไม่ได้รังเกียจ
ดูกรชีวก เรากล่าวเนื้อว่า เป็นของควรบริโภคด้วยเหตุ ๓ ประการนี้แล
🔸การแผ่เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา🔸
ดูกรชีวก ภิกษุในธรรมวินัยนี้ อาศัยบ้านหรือนิคมแห่งใดแห่งหนึ่งอยู่ เธอมีใจประกอบด้วยเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา แผ่ไปตลอดทิศหนึ่ง อยู่ที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ ก็เหมือนกัน ตามนัยนี้ ทั้งเบื้องบน เบื้องล่าง เบื้องขวาง แผ่ไปตลอดโลก ทั่วสัตว์ทุกเหล่าโดยความมีตนทั่วไปในทุกสถาน ด้วยใจประกอบด้วยเมตตาอันไพบูลย์ ถึงความเป็นใหญ่ หาประมาณมิได้ ไม่มีเวรไม่มีความเบียดเบียนอยู่ คฤหบดีหรือบุตรคฤหบดี เข้าไปหาเธอแล้วนิมนต์ด้วยภัต เพื่อให้ฉัน
ในวันรุ่งขึ้น ดูกรชีวก เมื่อภิกษุหวังอยู่ ก็รับนิมนต์ พอล่วงราตรีนั้นไป เวลาเช้า ภิกษุนั้นนุ่งแล้ว ถือบาตรและจีวรเข้าไปยังนิเวศน์ของคฤหบดีหรือบุตรของคฤหบดี แล้วนั่งลงบนอาสนะที่เขาปูลาดไว้ คฤหบดีหรือบุตรของคฤหบดีนั้น อังคาสเธอด้วยบิณฑบาตอันประณีต ความดำริว่า ดีหนอ คฤหบดีหรือบุตรคฤหบดีผู้นี้ อังคาสเราอยู่ด้วยบิณฑบาตอันประณีต ดังนี้ ย่อมไม่มีแก่เธอ แม้ความดำริว่า
โอหนอ คฤหบดีหรือบุตรคฤหบดีผู้นี้ พึงอังคาสเราด้วยบิณฑบาตอันประณีตเช่นนี้ แม้ต่อไป ดังนี้ ก็ไม่มีแก่เธอ เธอไม่กำหนด ไม่สยบ ไม่รีบกลืนบิณฑบาตนั้นมีปกติเห็นโทษ มีปัญญาเครื่องถอนตน บริโภคอยู่
ดูกรชีวก ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉนว่า
ในสมัยนั้น ภิกษุนั้นย่อมคิดเพื่อเบียดเบียนตน เพื่อเบียดเบียนผู้อื่น หรือเพื่อเบียดเบียนทั้งสองฝ่ายบ้างหรือ?”
“ไม่เป็นเช่นนั้น พระพุทธเจ้าข้า”
“ดูกรชีวก สมัยนั้น ภิกษุนั้นชื่อว่าฉันอาหารอันไม่มีโทษมิใช่หรือ?”
“อย่างนั้น พระพุทธเจ้าข้า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระพุทธเจ้าได้สดับมาว่า พรหมมี ปกติอยู่ด้วยเมตตา คำนั้นเป็นแต่ข้าพระพุทธเจ้าได้สดับมา คำนี้พระผู้มีพระภาคเป็นองค์พยาน ปรากฏแล้ว ด้วยว่า พระผู้มีพระภาคทรงมีปกติอยู่ด้วยเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา”
“ดูกรชีวก บุคคลพึงมีความพยาบาท เพราะราคะ โทสะ โมหะใด ราคะ โทสะ โมหะนั้น ตถาคตละแล้ว มีมูลอันขาดแล้ว เป็นดุจตาลยอดด้วน ถึงความไม่มี มีอันไม่เกิดต่อไปเป็นธรรมดา”
“ดูกรชีวก ถ้าแลท่านกล่าวหมายเอาการละราคะ โทสะ โมหะ เป็นต้นนี้เราอนุญาตการกล่าวเช่นนั้นแก่ท่าน”
“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระพุทธเจ้ากล่าวหมายเอาการละราคะ โทสะ และโมหะเป็นต้นนี้”
🔸พาพระอชาตศัตรูเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า🔸
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาค ประทับ ณ สวนอัมพวันของหมอชีวกโกมารภัจจ์ ใกล้พระนครราชคฤห์ พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ประมาณ ๑,๒๕๐ รูป วันนั้นเป็นวันอุโบสถ ๑๕ ค่ำเป็นวันครบ ๔ เดือน ฤดูดอกโกมุทบาน ในราตรีเพ็ญพระจันทร์เต็มดวง
....พระเจ้าแผ่นดินมคธ พระนามว่า อชาตศัตรูเวเทหีบุตร แวดล้อมด้วยราชอำมาตย์ประทับนั่ง ณ พระมหาปราสาทชั้นบน
....ขณะนั้น ท้าวเธอทรงเปล่งพระอุทานว่า “ดูกรอำมาตย์ ราตรีมีดวงเดือนแจ่มกระจ่าง น่ารื่นรมย์ หนอ ราตรีมีดวงเดือน แจ่มกระจ่าง ช่างงามจริงหนอ ราตรีมีดวงเดือนแจ่มกระจ่าง น่าชมจริงหนอ ราตรีมีดวงเดือนแจ่มกระจ่าง น่าเบิกบานจริงหนอ ราตรีมีดวงเดือนแจ่มกระจ่าง เข้าลักษณะ จริงหนอ
....วันนี้เราควรจะเข้าไปหาสมณะหรือพราหมณ์ผู้ใดดีหนอ ซึ่งจิตของเราผู้เข้าไปหาพึงเลื่อมใสได้” ครั้นท้าวเธอดำรัสอย่างนี้แล้ว
....อำมาตย์ผู้หนึ่ง(๑)จึงกราบทูลว่า “ขอเดชะ ท่าน #ปูรณะกัสสป ปรากฏว่าเป็นเจ้าหมู่เจ้าคณะ เป็นคณาจารย์มีชื่อเสียง มีเกียรติยศ” กราบทูลอย่างนี้แล้ว ท้าวเธอก็ทรงนิ่งอยู่
....อำมาตย์อีกผู้หนึ่ง(๒) จึงกราบทูลว่า “ขอเดชะท่าน #มักขลิโคศาล ปรากฏว่าเป็นเจ้าหมู่ เจ้าคณะ เป็นคณาจารย์มีชื่อเสียง มีเกียรติยศ” กราบทูลอย่างนี้แล้ว ท้าวเธอก็ทรงนิ่งอยู่
....อำมาตย์อีกผู้หนึ่ง(๓) จึงกราบทูลว่า “ขอเดชะ ท่าน #อชิต_เกสกัมพล ปรากฏว่าเป็นเจ้าหมู่ เจ้าคณะ เป็นคณาจารย์มีชื่อเสียง มีเกียรติยศ ” กราบทูลอย่างนี้แล้ว ท้าวเธอก็ทรงนิ่งอยู่
....อำมาตย์อีกผู้หนึ่ง(๔) จึงกราบทูลว่า “ขอเดชะ ท่าน #ปกุธะ_กัจจายนะ ปรากฏว่าเป็นเจ้าหมู่เจ้าคณะ เป็นคณาจารย์มีชื่อเสียง มีเกียรติยศ ” กราบทูลอย่างนี้แล้ว ท้าวเธอก็ทรงนิ่งอยู่
....อำมาตย์อีกผู้หนึ่ง(๕) จึงกราบทูลว่า “ขอเดชะ ท่าน #สญชัย_เวลัฏฐบุตร ปรากฏว่าเป็นเจ้าหมู่ เจ้าคณะ เป็นคณาจารย์มีชื่อเสียง มีเกียรติยศ ” กราบทูลอย่างนี้แล้ว ท้าวเธอก็ทรงนิ่งอยู่
....อำมาตย์อีกผู้หนึ่ง(๖) จึงกราบทูลว่า “ขอเดชะ ท่าน #นิครนถ์_นาฏบุตร ปรากฏว่าเป็น เจ้าหมู่ เจ้าคณะ เป็นคณาจารย์มีชื่อเสียง มีเกียรติยศ” กราบทูลอย่างนี้แล้ว ท้าวเธอก็ทรงนิ่งอยู่
....สมัยนั้น หมอชีวก โกมารภัจจ์ นั่งนิ่งอยู่ในที่ไม่ไกลพระเจ้าแผ่นดินมคธ พระนามว่า อชาตศัตรู เวเทหีบุตร ท้าวเธอจึงมีพระราชดำรัสกะหมอชีวก โกมารภัจจ์ว่า “ชีวกผู้สหาย เธอทำไมจึงนิ่งเสียเล่า”
หมอชีวก โกมารภัจจ์ กราบทูลว่า “ขอเดชะ พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ประทับอยู่ ณ สวนอัมพวันของข้าพระพุทธเจ้า พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์ หมู่ใหญ่ประมาณ ๑,๒๕๐ รูป พระเกียรติศัพท์อันงามของพระองค์ขจรไปแล้วอย่างนี้ว่า แม้เพราะเหตุนี้ๆ พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น เป็นพระอรหันต์ ตรัสรู้เองโดยชอบ ถึงพร้อมด้วยวิชชา และจรณะ เสด็จไปดีแล้ว ทรงรู้แจ้งโลก เป็นสารถีฝึกบุรุษที่ควรฝึกไม่มีผู้อื่นยิ่งกว่า เป็นศาสดาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เป็นผู้เบิกบานแล้ว เป็นผู้จำแนกพระธรรมดังนี้ เชิญพระองค์ เสด็จเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคพระองค์นั้นเถิด เห็นด้วยเกล้า ฯ ว่า เมื่อพระองค์เสด็จเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค พระฤทัยพึงเลื่อมใส "
....ท้าวเธอจึงมีพระราชดำรัสว่า “ชีวกผู้สหาย ถ้าอย่างนั้น ท่านจงสั่งให้เตรียมหัตถียานไว้”
....เสด็จออกจากพระนครราชคฤห์ ด้วยพระราชานุภาพอย่างยิ่งใหญ่ เสด็จไปสวนอัมพวันของหมอชีวกโกมารภัจจ์
....พอใกล้จะถึง ท้าวเธอเกิดทรงหวาดหวั่นครั่นคร้าม และ ทรงมีความสยดสยองขึ้น ครั้นท้าวเธอทรงกลัว ทรงหวาดหวั่น มีพระโลมชาตชูชันแล้ว จึงตรัส กับหมอชีวก โกมารภัจจ์ว่า “ชีวกผู้สหาย ท่านไม่ได้ลวงเราหรือ”
“ชีวกผู้สหาย ท่านไม่ได้หลอกเราหรือ”
“ชีวกผู้สหาย ท่านไม่ได้ล่อเรามาให้ศัตรูหรือ
เหตุไฉนเล่า ภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ ตั้ง ๑,๒๕๐ รูป จึงไม่มีเสียงจาม เสียงกระแอม เสียงพึมพำเลย "
หมอชีวก โกมารภัจจ์กราบทูลว่า “ขอพระองค์อย่าได้ทรงหวาดหวั่นเกรงกลัวเลยพระเจ้าข้า ข้าพระพุทธเจ้าไม่ได้ลวงพระองค์ ไม่ได้หลอกพระองค์ ไม่ได้ล่อพระองค์มาให้ศัตรูเลย พระเจ้าข้า ขอเดชะ เชิญพระองค์เสด็จ เข้าไปเถิดๆ นั่นประทีปที่โรงกลมยังตามอยู่"
....ลำดับนั้น ท้าวเธอเสด็จพระราชดำเนินโดยกระบวนช้างพระที่นั่งไปจนสุดทาง เสด็จลงทรงพระดำเนินเข้าประตูโรงกลมแล้วจึงรับสั่งกะหมอชีวกโกมารภัจจ์ว่า “ชีวกผู้สหาย ไหนพระผู้มีพระภาค”
หมอชีวก โกมารภัจจ์ กราบทูลว่า “ขอเดชะ นั่นพระผู้มีพระภาค ประทับนั่งพิงเสากลาง ผินพระพักตร์ไปทางทิศบูรพา ภิกษุสงฆ์แวดล้อมอยู่”
....ลำดับนั้น ท้าวเธอเสด็จเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค ประทับยืน ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้ว ทรงชำเลืองเห็นภิกษุสงฆ์นิ่งสงบเหมือนห้วงน้ำใส ทรงเปล่งพระอุทานว่า “ขอให้ #อุทยภัทท์ #กุมารของเรา จงมีความสงบอย่างภิกษุสงฆ์เดี๋ยวนี้”
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “ดูกรมหาบพิตร พระองค์ เสด็จมาทั้งความรัก”
แล้วท้าวเธอทูลรับว่า “พระเจ้าข้า อุทยภัทท์กุมารเป็นที่รักของหม่อมฉัน ขอให้อุทยภัทท์กุมารของหม่อมฉันจงมีความสงบอย่างภิกษุสงฆ์เดี๋ยวนี้เถิด”
....ลำดับนั้น ท้าวเธอทรงอภิวาทพระผู้มีพระภาค แล้วทรงประนมอัญชลีแก่ภิกษุสงฆ์ ประทับนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง
....ครั้นแล้ว ได้ตรัสพระดำรัสนี้กะพระผู้มีพระภาคว่า
“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ หม่อมฉันจะขอทูลถามปัญหาบางเรื่องสักเล็กน้อย ถ้าพระองค์จะประทาน พระวโรกาสพยากรณ์ปัญหาแก่หม่อมฉัน”
พระพุทธองค์ “เชิญถามเถิด มหาบพิตร ถ้าทรงพระประสงค์”
หลังจากนั้น พระอชาตศัตรูได้ถามดังมีความใน #สามัญผลสูตร
[http://www.84000.org/tipitaka/pitaka2/v.php?B=09&A=1072&Z=1919]
🔸พระเจ้าอชาตศัตรูแสดงพระองค์เป็นอุบาสก🔸
เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสพระคาถาอย่างนี้แล้ว พระเจ้าแผ่นดินมคธ พระนามว่าอชาตศัตรู เวเทหีบุตร ได้กราบทูลพระดำรัสนี้กะพระผู้มีพระภาคว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ หม่อมฉันนี้ ขอถึงพระผู้มีพระภาค พระธรรมและพระสงฆ์ว่า เป็นสรณะ ขอพระผู้มีพระภาคจงทรงจำหม่อมฉันว่าเป็นอุบาสก ผู้ถึงสรณะตลอดชีวิต ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปโทษได้ครอบงำหม่อมฉัน ซึ่งเป็นคนเขลา คนหลง ไม่ฉลาด หม่อมฉันได้ปลงพระชนมชีพ พระบิดาผู้ดำรงธรรม เป็นพระราชาโดยธรรมเพราะเหตุแห่งความเป็นใหญ่ ขอพระผู้มีพระภาคจงทรงรับทราบความผิดของหม่อมฉันโดยเป็นความผิดจริง เพื่อสำรวมต่อไป”
พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า “จริง จริง ความผิดได้ครอบงำมหาบพิตรซึ่งเป็นคนเขลา คนหลงไม่ฉลาด มหาบพิตรได้ปลงพระชนมชีพพระบิดาผู้ดำรงธรรม เป็นพระราชาโดยธรรม เพราะเหตุแห่งความเป็นใหญ่ แต่เพราะมหาบพิตรทรงเห็นความผิดโดยเป็นความผิดจริงแล้ว ทรงสารภาพ ตามเป็นจริง ฉะนั้น อาตมภาพ ขอรับทราบความผิดของมหาบพิตร ก็การที่บุคคลเห็นความผิด โดยเป็นความผิดจริง แล้วสารภาพตามเป็นจริงรับสังวรต่อไป นี้เป็นความชอบในวินัยของพระอริยเจ้าแล”
....เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้แล้ว ท้าวเธอได้กราบทูลลาว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ถ้าเช่นนั้นหม่อมฉันขอทูลลาไปในบัดนี้ หม่อมฉันมีกิจมาก มีกรณียะมาก”
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “ขอมหาบพิตรทรงสำคัญเวลา ณ บัดนี้เถิด”
....เมื่อท้าวเธอเสด็จไปไม่นาน พระผู้มีพระภาคตรัสกะภิกษุทั้งหลายว่า “ดูกรภิกษุทั้งหลาย พระราชาพระองค์นี้ถูกขุดเสียแล้ว พระราชาพระองค์นี้ถูกขจัดเสียแล้ว หากท้าวเธอจักไม่ปลงพระชนมชีพพระบิดาผู้ดำรงธรรม เป็น พระราชาโดยธรรมไซร้ ธรรมจักษุ ปราศจากธุลี ปราศจากมลทิน จักเกิดขึ้นแก่ท้าวเธอ ณ ที่ประทับนี้ทีเดียว พระผู้มีพระภาคได้ตรัสคำเป็นไวยากรณ์นี้แล้ว ภิกษุเหล่านั้นชื่นชมยินดีภาษิตของพระผู้มีพระภาคแล้วแล”
ในกาลต่อมา หมอชีวกได้รับพระดำรัสยกย่องเป็นเอตทัคคะในบรรดาอุบาสกผู้เลื่อมใสในบุคคล
วินย ๕/๑๒๘-๑๓๘;วินย ๔/๑๐๑; ธอ ๑/๒/๒/๓๖๕-๓๖๘;วินย ๗/๗๘-๗๙;องฺอ ๑/๗๗-๗๙; มม ๑๓/๕๖-๕๙
http://www.dharma-gateway.com/ubasok/ubasok_hist/ubasok-cheevaka-komarapaj-hist-index-page.htm