ท้าวกุเวร
ท้าวกุเวรหรือท้าวเวสสุวรรณพญายักษ์ผู้เป็นเจ้าแห่งขุมทรัพย์ เป็นพี่ต่างมารดาของทศกัณฐ์ เป็นโลกบาลประจำทิศเหนือ คนจีนเรียกว่า "โต้เหวน" หรือ "โต้บุ๋น" ในศาสนาพุทธ รู้จักกันมากในนามว่า ท้าวเวสสุวรรณ อดีตชาติ ในยุคสมัยของพระกัสสปพุทธเจ้า ท้าวกุเวรเกิดเป็นพราหมณ์ ชื่อ กุเวรพราหมณ์ ร่ำรวยขึ้นมาจากการมีไร่อ้อยจำนวนมาก ได้สร้างศาลาที่พักให้กับผู้คนที่เดินทางผ่านไปมาถึง 10 แห่ง และแจกน้ำอ้อยแก่ผู้ที่มาพัก เป็นผู้ที่ทำทานอย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต แต่ด้วยเหตุที่เป็นผู้มากด้วยโทสะจึงได้ไปเกิดเป็นพญายักษ์ มีชื่อว่าท้าวกุเวร มีผิวกายสีเขียว สีทอง และสีดั่งน้ำอ้อย ปกครองพวกยักษ์ อยู่ในสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกา ทางด้านทิศเหนือ ท้าวกุเวรมีกระบอง เป็นอาวุธชื่อว่า มหากาล สามารถทำลายล้างโลกธาตุได้ มีพาหนะ ช้าง ม้า รถ ปราสาททองคำ อาภรณ์มงกุฎประดับ ดำรงอิสริยยศเป็นเจ้าแห่งยักษ์ มีบริวารแสนโกฏิ ในทางพุทธศาสนา ท้าวกุเวร มีนามที่เรียกกันอีกหลายพระนามอาทิ พระชัมภละ พระธเนศวร พระธนบดี ฯลฯ ถือเป็นพระโพธิสัตว์องค์หนึ่ง
ท้าวกุเวรสถิตอยู่ณยอดเขายุคนธรอีสานราชธานี มีสระโกธาณีใหญ่ 1 สระ ชื่อ ธรณี กว้าง 50 โยชน์ ในน้ำ ดารดาษไปด้วยประทุมชาติ และคลาคล่ำไปด้วย หมู่สัตว์น้ำต่างพรรณ ขอบสระมีมณฑปชื่อ "ภคลวดี" กว้างใหญ่ 12 โยชน์ สำหรับเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจ ปกคลุมด้วยเครือเถาภควดีลดาวัลย์ ซึ่งมีดอกออกสะพรั่งห้อยย้อยเป็นพวงพู ณ สถานที่นี้ เป็นสโมสรสถานของเหล่ายักษ์บริวาร และยังมีนครสำหรับเป็นที่แปรเทพยสถานอีก 10 แห่ง ท้าวกุเวรมียักษ์เป็นเสนาบดี 32 ตน ยักษ์รักษาพระนคร 12 ตน ยักษ์เฝ้าประตูนิเวศ 12 ตน ยักษ์ที่เป็นทาส 9 ตน
.....................................................
ยังมีสาระเรื่องราวดี ๆ ที่อยากเล่าตามมาดูเราได้ที่ ;
My blogs link 👆
https://sites.google.com/site/dhammatharn/
http://abhinop.blogspot.com
http://abhinop.bloggang.com
.....................................................
ททมาโน ปิโยโหติ #ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก
A giver is always be love.
.....................................................
วันพุธที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2564
ท้าวกุเวร
วันอังคารที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2564
พระเจ้ากรุงธนบุรี
พระราชประวัติสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีมหาราช
สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีมหาราช หรือพระบรมราชาที่ 4 หรือสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช
ชาวไทยได้ถวายการเรียกขานพระนามด้วยความจงรักภักดีสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันไม่อาจจะบรรยายออกมาได้
จนกระทั่งใช้คำว่าพ่อตาก ที่แสดงถึงความสนิทชิดเชื้อกับพระองค์ท่านต่อมาเมื่อรู้เรื่องราวในประวัติศาสตร์มากขึ้นจึงขนานนามพระองค์ใหม่ว่า พระเจ้าตากสิน เพื่อให้สมกับ ที่เคารพบูชา
ชาติกำเนิดพระเจ้าตากสินทรงพระราชสมภพเมื่อวันที่ 17 เมษายนพุทธศักราช 2277 ตรงกับวันอาทิตย์ขึ้น 15 ค่ำเดือน 5 ปีขาลจุลศักราช 1096 เวลาประมาณ 11:00 น
ในแผ่นดินของกรุงศรีอยุธยาศรีรามเทพนคร พระเจ้าตากสินกำเนิดจากสามัญชนคนธรรมดาในสมัยของสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 3 หรือสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศในพ.ศ 2275 ถึง 2301 ซึ่งในสมัยนั้นการค้ากับเมืองจีนมีความรุ่งเรืองราบรื่น อีกครั้งสัมพันธภาพระหว่าง 2 ราชสำนักนั้นมีความสนิทแน่นแฟ้นกันดี
ราชพงศาวดาร ฉบับหลวง พบว่า
พระเจ้าตากสินทรงเป็นสามัญชน ถือกำเนิดในตระกูลแซ่แต้ มีพระนามเดิมว่า สิน พระบิดานั้น เป็นคนจีนชื่อไหฮอง มาจากเมือง เฉาโจว แซ่แต้ เมื่อมาถึงเมืองไทย เปลี่ยนเป็น หยง
จีนหยง อพยพมาตั้งถิ่นฐานในประเทศไทยและได้สมรสกับหญิงไทยเมืองราชบุรีชื่อ นกเอี้ยง จีนหยงเป็นคนขยันขันแข็งและการทำอาหารกินฉลาดมีความสามารถทางการค้าต่อมาได้เข้ามาอาศัยพึ่งบุญบารมีของเจ้าพระยาจักรี (โรงฆ้อง)
จีนหยง ได้ปลูกเรือนอยู่ตรงข้ามกับบ้านของเจ้าพระยาจักรี มีความสนิทสนมคุ้นเคยกันมาก เจ้าพระยาจักรีจึงเสนอทางการให้แต่งตั้งจีนหยงเป็นนายอากรบ่อนเบี้ย ดูแลบ่อนการพนันมีบรรดาศักดิ์เป็นขุนพัฒน์
จึงเป็นคหบดีมีฐานะความเป็นอยู่ที่ค่อนข้างร่ำรวยมีข้าทาสบริวารหญิงชายมากมายปัจจุบันบ้านของเจ้าพระยาจักรีคือบริเวณโรงแรมศรีอยุธยาธานี บ้านขุนพัฒน์คือบริเวณที่ตั้งพิพิธภัณฑ์ปรีดีพนมยงค์
ในปีพศ. 2277 นางนกเอี้ยงฝันว่าชีปะขาวนำแก้วมณีสดใสขาววาวจับใจมามอบให้ 1 ดวงนางนั้นน้อมรับด้วยความเต็มใจ และเมื่อตั้งครรภ์ได้ครบ 10 เดือนได้คลอดออกมาเป็นเด็กผู้ชายมีรูปพรรณงดงามรูปกายนั้นมีลักษณะสี่เหลี่ยมจัตุรัส ตามตำราว่า ด้วย "มหาปุริสลักษณะ"
กุมารบุตรจีนมีลักษณะตามตำรามหาปุริสลักษณะ กล่าวคือวัดจากฝ่าเท้าถึงศูนย์กลางสะดือเท่ากับสะดือถึงหน้าผาก วัดจากปลายสุดนิ้ว กลางมือซ้ายถึงปลายสุดนิ้วกลางมือขวาเท่ากับวัดจากฝ่าเท้าถึงหน้าผาก เรียกว่า "จัตุรัสกาย"
และในวันคลอดฟ้าผ่าลงมาที่เสากลางเรือนที่คลอด แต่ไม่มีผู้ใดได้รับบาดเจ็บ ต่อมาอีก 3 วันบิดามารดาพบงูเหลือมตัวใหญ่ เท่าคนขาผู้ใหญ่ขดอยู่รอบกายกุมารในกระด้งเป็นทักษิณาวรรต (เวียนขวา)
เครดิต ; FB ต้นสาระ
ดร .สุวิจักขณ์ ภานุสรณ์ฐากูร
.....................................................
ยังมีสาระเรื่องราวดี ๆ ที่อยากเล่าตามมาดูเราได้ที่ ;
My blogs link 👆
https://sites.google.com/site/dhammatharn/
http://abhinop.blogspot.com
http://abhinop.bloggang.com
.....................................................
ททมาโน ปิโยโหติ #ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก
A giver is always be love.
.....................................................
ปริศนาเส้นจีวรเฉียง
“เส้นจีวรเฉียง” ปริศนา บนรูปพระเจ้าชัยวรมันที่ 7
ความพยายามเฮือกสุดท้าย เพื่อรักษาศรัทธาแลอำนาจที่สิ้นสลาย
รูปประติมากรรมเหมือนจริงของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 เป็นรูปเคารพที่เหลือรอดจากอดีตมาไม่มากนัก ซึ่งสาเหตุก็อาจมาจากเหตุผลเดียวกันกับรูปประติมากรรมของพระพุทธปฏิมากรนาคปรกจำนวนมากในจักรวรรดิที่เคยยิ่งใหญ่ ที่ถูกทุบทำลายอย่างตั้งใจ รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงรูปศิลปะสลักตามปราสาทในเขตอิทธิพลของพระเจ้าชัยวรมันที่ 8 กษัตริย์ในยุคสืบต่อ ที่หันกลับไปศรัทธาบูชาลัทธิฮินดูเทวราชา
คงไม่ต้องสงสัยหรอกครับว่าจะไม่ใช่พระองค์ ผู้ที่มีอำนาจการเมืองคับพระนครหลวงศรียโศธรปุระและพระเดชานุภาพควบคุมผู้คนและแรงงานเท่านั้น ที่จะสามารถเปลี่ยนแปลงคติความเชื่อและศรัทธาแห่งอาณาจักรจากพระโพธิสัตว์ผู้ยิ่งใหญ่ กลับคืนสู่มาฮินดูไศวะ พระศิวะมหาเทพที่เคยเกรียงไกรในอดีตได้
รูปเหมือนของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ผู้เคยเป็นเสมือนพระจักรพรรดิแห่งจักรวรรดิบายนอันยิ่งใหญ่ จึงเป็นเป้าหมายแรก ๆ ของการทำลาย ที่ถูกเลือกอย่างเฉพาะเจาะจงมากกว่ารูปสลักอื่น ๆ ถึงรูปเหมือนพระพักตร์ของพระองค์อาจจะสลักขึ้นในรูปแบบต่าง ๆ ทั้ง พระมหาโพธิสัตว์ พระมานุษิพุทธเจ้า พระอมิตาภะ หรือแม้แต่รูปเหมือนฉลองพระองค์เองเป็นจำนวนมากในยุคแห่งความรุ่งเรืองก็ตาม แต่เมื่อถึงกาลสิ้นสุดแห่งอำนาจ ก็เหมือนจะมีคำสั่งให้ทุบทำลายแบบต้องการให้เป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยเป็นอันดับแรกทีเดียว จนดูเหมือนว่า การทุบทำลายและรื้อถอนครั้งใหญ่นั้น กระทำขึ้นอย่างเป็นระบบ จนแทบไม่มีรูปประติมากรรมที่ยังคงความสมบูรณ์เหลือรอดมาจนถึงในปัจจุบันเลย
รูปเคารพในคติความเชื่อความศรัทธาเดิมของราชสำนักเก่า ที่เคยประดิษฐานในศาสนสถานทางสร้างขึ้นตามคติพุทธศาสนาวัชรยาน จะถูกรื้อถอน มัดฉุดลากออกจากที่ตั้ง พระพุทธรูปใหญ่แห่งจักรวรรดิที่ปราสาทบายน ก็ถูกทุบทำลายทิ้งลงในบ่อน้ำใต้ปราสาทให้จมดิ่งลงสู่ใต้โลก (ยมโลก) ในหลายพระอารามราชวิหารมีการทุบทำลายก่อนแล้วค่อยนำรื้อถอนนำไปฝังกลบอีกที ส่วนของใบหน้ารูปสลักที่เหลือรอดให้เห็น ยังแสดงร่องรอยของการทุบตี ทั้งแบบตีแรง ๆ ตีถี่ ๆ ให้กะเทาะ จนส่วนที่ยื่นออกมาอย่างพระนาสิก พระเนตรหรือพระกรรณแตกหัก พระเศียรถูกทุบแยกออกจากพระวรกายเกือบทุกรูปไป
รูปประติมากรรมเหมือนจริงของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ที่คงมีเหลือรอดอยู่เพียงไม่กี่รูปจนมาถึงในยุคปัจจุบัน รูปฉลองพระองค์ที่ดูสมบูรณ์ที่สุด ถูกพบในปี ค.ศ. 1934 อยู่ที่ “โกรฺล รมาส - โกรลโรเมียะส์” (Krol Romeas) แนวกำแพงศิลาแลงรูปวงกลม ห่างไปทางทิศเหนือของประตูเมืองพระนครธมเฉียงไปทางทิศตะวันออกประมาณ 500 เมตร ในสภาพที่แตกหักเป็นหลายชิ้นส่วน
“โกรฺล รมาส” แปลตามชื่อที่เรียกจะมีความหมายถึง “คอกระมาด” หรือ “คอกแรด” ตามความเข้าใจของนักวิชาการจากสำนักฝรั่งเศสแห่งปลายบุรพทิศ (EFEO) ที่เชื่อว่าเป็นอาคารเลี้ยงสัตว์ประเภท "ระมาด-แรด" (กระซู่) ที่เคยมีอยู่อย่างมากมายรอบโตนเลสาบ แต่ในปัจจุบันนี้สูญพันธุ์ไปจนหมดสิ้นแล้ว ตามลักษณะของอาคารที่เป็นแนวกำแพงหินรูปวงกลมขนาดใหญ่ ซึ่งนอกจากจะสันนิษฐานว่าเป็นที่เลี้ยงแรดแล้ว ยังมีนักวิชาการบางท่านก็เสนอว่าอาจใช้เป็นสถานที่ในการเลี้ยงสัตว์อย่าง “เพนียดคล้องช้าง” หรือ ”คอกสัตว์หลวง” ในยุคเมืองพระนครอีกด้วย
----------------------------------------------
*** รูปสลักเหมือนจริงของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 นี้ มีความสูงรวมฐาน 1.35 เมตร อาจเป็นรูปที่สมบูรณ์แบบหากพระพาหา (แขน) ทั้งสองข้างไม่หักหายไป นุ่งภูษาสนับเพลาขาสั้น แข้งคม มีกล้ามเนื้อรอบสะบ้าเข่า นั่งขัดสมาธิราบ ไม่ปรากฏร่องรอยของพระหัตถ์ที่หน้าตัก จึงสันนิษฐานกันในครั้งแรก ๆ ว่า แขนที่หักหายไปอาจจะอยู่ในท่าพนมมือ(ปัจจุบันพบพระกร-พระหัตถ์ในท่าอัญชลีมุทรา (Añjali mudrā) หรือ “ปราณามาสนะ” (praṇāmāsana) อยู่ในคลังสำนักงานอภิรักษ์อังกอร์แล้ว) สัญนิฐานว่า รูปประติมากรรมเหมือนจริงของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 นี้ เคยตั้งอยู่ในปราสาทประธานของปราสาทบายน แสดงการนมัสการแก่รูปพระรัตนตรายะ-ชัยพุทธมหานาถ ผู้เป็นใหญ่แห่งอาณาจักร ซึ่งอาจมีพระนามว่า “พระกัมพุเชศวร” (Kambujeśvara) ที่พบพระนามจากจารึก K. 293 บนผนังกำแพงที่ปราสาทบายน
ที่บริเวณ พระอุระ (หน้าอก) และ พระปฤษฎางค์ (หลัง) ของรูปพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 มีร่องรอยของการขีดสกัดเป็นแนวเส้นโค้งทั้งด้านหน้าและหลังตามแบบการห่มจีวรเฉียงของพระพุทธรูป แต่เส้นขีดด้านหน้าไปจบก่อนถึงพระอังสา (ไหล่) ไม่ได้เชื่อมกับเส้นด้านหลัง ซึ่งการขีดเส้นเช่นนี้ พบเพียงรูปประติมากรรมองค์นี้เพียงองค์เดียว จากรูปเหมือนพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ทั้งหมดที่เคยพบจนถึงในปัจจุบัน
การขีดเส้นจีวรเฉียงที่เกิดขึ้น อาจเป็นความพยายามของเหล่านักบวชในแผ่นดินเก่า ที่ยังคงศรัทธาและจงรักภักดี สลักขีดเส้นอย่างเร่งด่วนฉุกละหุกบนเนื้อผิวหินเดิม เพื่อจะรักษารูปพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 เอาไว้ในช่วงเวลาสุดท้าย โดยพยายามจะแปลงรูปเหมือนนี้และอธิบายแบบศรีธนัญชัยให้กับผู้มีอำนาจใหม่ที่เข้ามาทุบทำลายว่า เป็นรูปของ “พระพุทธสาวก” ของฝ่ายเถรวาท (พระพุทธรูปศิลปะบายนในคติวัชรยาน จะทำเป็นจีวรห่มคลุมมีเส้นจีวรอยู่ที่พระศอแบบห่มคลุม ไม่ทำเป็นเส้นจีวรเปิดไหล่แบบพระพุทธรูปเถรวาท)
แต่ก็คงไม่เป็นผล ด้วยเพราะอำนาจของราชสำนักผู้ปกครองได้ผลัดเปลี่ยนไปแล้วตามยุคสมัย แม้แต่รูปพระพุทธปฏิมากรนาคปรกองค์ประธานของปราสาทบายน รวมทั้งรูปเคารพทั้งหลายในเขตเมืองพระนครธม ที่แค่ดูว่าคล้ายว่าจะเป็นรูปแบบศิลปะในคติวัชรยาน ก็ยังแทบไม่เหลือรอดจากโศกนาฏกรรมในช่วงเวลานั้นได้เลย
รูปเหมือนจริงของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 สำคัญองค์นี้ ยังปรากฏร่องรอยการทุบทำลายให้เห็นไปทั่วร่าง พระเศียร พระนาสิก พระหนุ ปลายพระกรรณถูกทุบกะเทาะแตก พระศอ พระกร พระเพลา แตกกระจายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย และยังถูกให้นำไปทิ้งแบบโปรยกระจายไว้บนพื้นคอกสัตว์หลวงนอกพระนคร ให้ถูกสัตว์เหยียบย่ำจนผิวพระปฤษฎางค์ พระโสณีเลยไปถึงพระที่นั่ง กะเทาะแตกเป็นแผ่นกว้างให้เห็นอย่างชัดเจน
--------------------------------------------------
*** รูปประติมากรรมเหมือนจริงของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ที่พบจากโกรฺล-รมาส ปัจจุบันถูกจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติกรุงพนมเปญ เป็นรูปเคารพที่สำคัญของประวัติศาสตร์กัมพูชาในยุคปัจจุบัน และยังเป็นต้นแบบของรูปสลักเลียนแบบที่กลายมาเป็นของที่ระลึก ในธุรกิจการท่องเที่ยวยุคใหม่ด้วย
เครดิต ; FB
วรณัย พงศาชลากร
EJeab Academy
.....................................................
ยังมีสาระเรื่องราวดี ๆ ที่อยากเล่าตามมาดูเราได้ที่ ;
My blogs link 👆
https://sites.google.com/site/dhammatharn/
http://abhinop.blogspot.com
http://abhinop.bloggang.com
.....................................................
ททมาโน ปิโยโหติ #ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก
A giver is always be love.
.....................................................
วันจันทร์ที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2564
พระศาสดาวัดบวรนิเวศ
.....................................................
ยังมีสาระเรื่องราวดี ๆ ที่อยากเล่าตามมาดูเราได้ที่ ;
My blogs link 👆
https://sites.google.com/site/dhammatharn/
http://abhinop.blogspot.com
http://abhinop.bloggang.com
.....................................................
ททมาโน ปิโยโหติ #ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก
A giver is always be love.
.....................................................
วันพฤหัสบดีที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2564
โลกุตรภูมิ
โลกุตรภูมิ คือ ภูมิหรือชั้นที่พ้นจากภพ 3 คือ กามภพ รูปภพ อรูปภพ หมายถึง ระดับจิตของพระอริยบุคคลที่พ้นจากกิเลสโดยเด็ดขาดตามลำดับและรวมถึงอมตมหานิพพานด้วย
1. ภูมิของพระโสดาบัน เป็นภูมิลำดับแรกในโลกุตรภูมิ เป็นภูมิที่พ้นจากภพ 3 ของผู้ถึงกระแสพระนิพพาน เป็นพระอริยบุคคลชั้นต้น ผู้ที่เป็นพระโสดาบัน มีคุณวิเศษสามารถละสังโยชน์ได้ 3 อย่าง คือ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส จะกลับมาเกิดอีกไม่เกิน 7 ชาติ
2. ภูมิของพระสกิทาคามี เป็นโลกุตรภูมิลำดับที่ 2 เป็นภูมิที่พ้นจากภพ 3 ของผู้ที่จะกลับมาเกิดอีกเพียงครั้งเดียว ผู้ที่จะเข้าถึงสภาวะของความเป็นพระสกิทาคามี จะต้องผ่านความเป็นพระโสดาบันก่อน พระสกิทาคามี มีคุณวิเศษสามารถละสังโยชน์ที่พระโสดาบันละได้ และสามารถขจัดสังโยชน์เพิ่มอีก 2 ตัว คือ กามราคะ และปฏิฆะ ให้เบาบางลงได้อีกด้วย
3. ภูมิของพระอนาคามี เป็นโลกุตรภูมิลำดับที่ 3 ของโลกุตรภูมิ ซึ่งจะต้องเจริญภาวนาผ่านความเป็นพระโสดาบัน และพระสกิทาคามีมาตามลำดับ จึงจะเข้าถึงภาวะแห่งความเป็นพระอนาคามี พระอนาคามีมีคุณวิเศษสามารถละสังโยชน์เบื้องต่ำทั้ง 5 อย่าง ซึ่งละสังโยชน์ต่อจากพระสกิทาคามีอีก 2 อย่าง คือ กามราคะ และปฏิฆะ ผู้ที่เป็นพระอนาคามี เมื่อละโลกแล้ว จะบังเกิดในพรหมชั้นสุทธาวาสและบรรลุพระอรหันต์บนนั้น ไม่กลับมาเกิดอีก
4. ภูมิของพระอรหันต์ เป็นโลกุตรภูมิลำดับสุดท้าย อันเป็นภูมิขั้นสูงสุดของโลกุตรภูมิ เป็นเป้าหมายอันสูงสุดของมวลมนุษยชาติ การจะเป็นพระอรหันต์จะต้องเจริญภาวนาผ่านความเป็นอริยบุคคลทั้ง 3 ขั้นมาตามลำดับ แล้วจึงจะเข้าถึงภาวะแห่งความเป็นพระอรหันต์ได้ คุณวิเศษของพระอรหันต์ คือ นอกจากละสังโยชน์เบื้องต่ำได้ 5 ประการแล้ว ในขั้นนี้สามารถละสังโยชน์เบื้องสูงอีก 5 ประการ คือ รูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ อวิชชา เมื่อละกิเลสได้หมดแล้ว ได้ชื่อว่าเป็นพระอรหันต์ อันเป็นการทำกิจของการเกิดเป็นมนุษย์ได้สมบูรณ์แล้ว เป็นผู้มีความบริสุทธิ์กาย วาจา ใจ อย่างเต็มเปี่ยม เป็นผู้ที่ควรแก่การบูชา และได้ชื่อว่าเป็นทักขิไณยบุคคลโดยแท้
ตายแล้วไปไหนชีวิตหลังความตายเป็นอย่างไร อารมณ์ที่มาปรากฏก่อนตาย มี 3 ประการ สรรพสัตว์ย่อมตายไปเพราะเหตุแห่งความตาย 4 ประการ เมื่อเวลาใกล้จะตายนั้น อารมณ์ 3 อย่าง อย่างใดอย่างหนึ่ง ย่อมปรากฏแก่สัตว์ทางทวาร 6 ใน ทวารใดทวารหนึ่ง ได้โดยอำนาจของกรรมทั้งสองคือ อุปปัชชเวทนียกรรมและอปราปรเวทนียกรรม (ในภาคปฏิบัติหมายถึงดวงบุญหรือบาปจะมาฉายภาพให้เห็นการกระทำของตน และอุปกรณ์ประกอบกรรม หรือภพที่จะไปเกิดใหม่) ตามสมควร คือ
1. กรรมอารมณ์ 2. กรรมนิมิตอารมณ์
3. คตินิมิตอารมณ์
1. กรรมอารมณ์ หมายถึง เจตนาที่เป็นกุศลหรืออกุศลที่เป็นสภาวธรรมล้วนๆ ที่มาปรากฏทางความรู้สึกนึกคิดที่ตนเคยประสบมาแล้วในอดีตกี่ภพกี่ชาติก็ตาม เช่น ความรู้สึกดีใจปีติ เพราะเคยไหว้เจดีย์ ความศรัทธาในพระสงฆ์องค์โน้น หรือ ความรู้สึกโกรธเกลียด รู้สึกกำหนัดยินดีในแก้วแหวนเงินทองในบุคคล ที่เคยเกิดแล้วขณะทำกรรมในอดีต จะมาปรากฏอีกครั้งในขณะนั้นตอนใกล้ตายเหมือนกับเพิ่งจะเกิดใหม่ กรรมใดจะเป็นกุศลกรรมหรืออกุศลกรรมก็ตามชนิดใดชนิดหนึ่งได้โอกาสจักให้ผลปฏิสนธิในภพใหม่ กรรมที่ได้โอกาสนั้นย่อมปรากฏขึ้นโดยอำนาจแห่งสภาวะของกรรม และมาปรากฏทางใจอย่างเดียว สรุปคือสภาวะที่ทำให้เศร้าหมองหรือผ่องใสนั่นเอง กรรมอารมณ์นี้ บางตำราว่าหมายถึง ความคิด คำพูด หรือการกระทำทางกายของตน ที่เคยทำมาในอดีตมาฉายภาพให้เห็นทางใจตอนใกล้ตาย
2. กรรมนิมิตอารมณ์ หมายถึง อารมณ์กรรมที่เป็นประธาน (อุปลทฺธปุพฺพํ) คือ อารมณ์ 6 มีรูปเสียงเป็นต้น ที่เคยได้เห็นได้ยินเป็นต้น รวมทั้งรูปนาม บัญญัติ ที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำของตน และวัตถุอุปกรณ์ต่างๆ ที่เป็นบริวารของกรรมที่เป็นประธานนั้นที่ตนเคยใช้ประกอบในการกระทำกรรมนั้นๆ เช่น เคยใช้ประกอบในการกระทำกรรมนั้นๆ เช่น ต้องการถวายจีวร จีวรเป็นอารมณ์หลัก ส่วนอุปกรณ์ที่ประกอบการถวายจีวรให้สำเร็จ เช่น พระภิกษุ ไทยธรรมอื่นๆ เป็นบริวารกรรมที่จะให้การถวายจีวรสำเร็จ กรรมนิมิตนี้จะมาปรากฏทางทวารใดทวารหนึ่งในทวารทั้ง 6 ได้ดังนี้
ถ้าเป็นอดีตกรรมนิมิต ก็เป็นอดีตอารมณ์ ย่อมเกิดในมโนทวารอย่างเดียว ถ้าเป็นปัจจุบันกรรมนิมิต ก็เป็นปัจจุบันอารมณ์ ย่อมเกิดได้ทั้ง 6 ทวารตามสมควร :
1. ฝ่ายกุศลกรรม เช่น ได้เห็นพระเจดีย์ ได้ยินเสียงพระแสดงธรรม ได้กลิ่นธูปเทียนหอมที่บูชาพระรัตนตรัย ได้ลิ้มรสอาหารที่ตนเคยถวายพระ ได้สัมผัสผ้านุ่มๆ เหมือนจีวรที่เคยถวายพระ เป็นต้น, 2. ฝ่ายอกุศลกรรม เช่น ได้เห็นสัตว์ที่ตนฆ่า ได้ยินเสียงสัตว์ที่ตนฆ่าร้อง ได้กลิ่นคาวเลือด รสสุราที่เคยดื่ม มาปรากฏทางลิ้นรู้สึกเปรี้ยวปากอย่างดื่มขึ้นมาทันทีหรือรู้สึกเหนื่อยกายเหมือนตอนทำอกุศลกรรมนั้น หรือ ความรู้สึกนึกคิดขณะนั้น เช่น เกิดความโกรธ ความกำหนัดยินดีในขณะนั้น เป็นต้น
3. คตินิมิตอารมณ์ หมายถึง อารมณ์ 6 ที่จะได้รับในภพหน้าที่จะเกิด มี 2 ประการ
ก. อุปลภิตัพพคตินิมิตอารมณ์ คือ คตินิมิตตารมณ์ในภพที่จะเกิดโดยตรง เช่น จะเกิดเป็นมนุษย์ ก็จักเห็นครรภ์มารดา จะเกิดเป็นเทวดา จักได้เห็นเทพบุตรเทพธิดาหรือวิมาน จะเกิดเป็นสัตว์นรก จักได้เห็นเปลวไฟ เห็นนายนิรยบาล จะเกิดเป็นเปรต จักได้เห็นหุบเขาที่มีสภาพมืดมนเป็นต้น
ข. อุปโภคคตินิมิตอารมณ์ คือ เครื่องใช้สอยในภพนั้นๆ เช่น ถ้าจะเกิดเป็นเทวดา ก็จะเห็นตนเองได้นั่งอยู่บนเทวรถ กำลังเสวยสุธาโภชน์ร่วมกับเหล่าเทพ ถ้าจะไปเกิดเป็นมนุษย์ เห็นตนกำลังสนทนาปราศรัยกับคน ประกอบการงานอย่างใดอย่างหนึ่งบนมนุษย์โลก รู้สึกว่าตนอยู่ในครรภ์ ถ้าจะไปเป็นสัตว์ชนิดใดชนิดหนึ่ง จะเห็นอาหารสัตว์ชนิดนั้นหรือกำลังเล่นอยู่กับสัตว์เหล่านั้น ถ้าจะเป็นสัตว์นรก จะรู้สึกว่าตนกำลังถูกจองจำ ทุบตีด้วยอาวุธ ถูกสุนัขนรกไล่กัดเป็นต้น
ศึกษาความรู้เบื้องต้นเกี่ยวพระสัมมาสัมพุทธเจ้า หลักธรรมสำคัญที่นำไปสู่เป้าหมายสูงสุด โครงสร้างองค์รวมและลักษณะคำสอนในพระไตรปิฎก ศึกษาความสำคัญ ความหมาย และวิธีปฏิบัติในเรื่อง ทาน ศีล ภาวนา ศัพท์ทางพระพุทธศาสนา เพื่อเป็นพื้นฐานในการศึกษา หัวข้อธรรมที่ละเอียดลึกซึ้ง หลักการ วิธีการปฏิบัติ และมารยาทพื้นฐานต่อพระรัตนตรัย
เครดิต ; FB อมตะธรรม หลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญ
.....................................................
ยังมีสาระเรื่องราวดี ๆ ที่อยากเล่าตามมาดูเราได้ที่ ;
My blogs link 👆
https://sites.google.com/site/dhammatharn/
http://abhinop.blogspot.com
http://abhinop.bloggang.com
.....................................................
ททมาโน ปิโยโหติ #ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก
A giver is always be love.
.....................................................
วันพุธที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2564
สาวงาม
คติและงานศิลปะ “สาวงามส่องกระจก–ฉันนี่สวยจัง” จากโลกโบราณ
รูปประติมากรรมสตรีประดับอาคารศาสนสถาน ถือกล่องกระจกหรือคันฉ่อง (Mirror) แสดงท่าทางกำลังดูความสวยงามบนใบหน้าของตนเอง เรียกในภาษาสันสกฤตว่า “ทารปนา ธาริณี” “Darpana Dharini” หมายถึง “สตรีงาม (กำลังส่อง) ถือกระจก” ที่ในยุคเริ่มแรกของอินเดียนั้น ได้รับอิทธิพลโดยตรงจาก “วัฒนธรรมเฮเลนิสติค”(Hellenistic) จากเทวี-เทพธิดา (Goddess) แห่งความอุดมสมบูรณ์ของชาว กรีก และอินโด-กรีก (Indo-Greek) ในแคว้นเบคเตรียและคันธาระมาตั้งแต่ช่วงพุทธศตวรรษที่ 3 ซึ่งในเริ่มแรกของงานศิลปะได้พัฒนามาเป็น “นางยักษิณี – ยักษี” (Yakshinis – Yakshis) เทวีแห่งธรรมชาติ (นางไม้) ความอุดมสมบูรณ์และความเจริญรุ่งเรือง ยืนแบบ ตริภังค์” (Tribhaṅga) ในท่าโหนโน้มกิ่งไม้ต้นสาละที่เรียกว่า “สาละภัญชิกะ” (śālabhañjikā) อย่าง “นางจันทรายักษิณี” (Chandra Yakshi) ยืนเหนือสัตว์ผสมคล้ายอูฐ “พตันมารายักษิณี” ยืนเหนือคนแคระ “จูลโกกายักษิณี” ยืนเหนือช้าง หรือ “สุทรรศนายักษิณี” ยืนเหนือตัวมกร เป็นจุดเริ่มต้นรูปลักษณ์ของ “สาวงาม” ที่มี "... หน้าอกพระจันทร์ เอวหงส์และโหนกช้าง" (Moon Breasted, Swan-Waisted and Elephant-Hipped) เป็นครั้งแรกในงานศิลปะอินเดีย
ถึงแม้ว่าในยุคราชวงศ์โมลียะและศุงคะ ช่วงพุทธศตวรรษที่ 4 – 5 จะมีความนิยมสลักรูปนางยักษิณีโหนต้นสาละ อย่างที่พบจากสถูปสาญจีและสถูปภารหุต รวมทั้งรูปถือแส้จามร (Chanwar Dharini) อย่างที่พบจากเมืองปาฏลิบุตร - ปาลิโบตระ (Patliputra - Palibothra) แต่รูปสาวงาม-ยักษิณี ส่องกระจกที่แสดงความชื่นชมความงามของตนเอง -ฉันนี่สวยจัง ที่เก่าแก่ที่สุด อาจเป็นรูปสลักสตรีคาดเอวด้วยแถบสร้อยเมขลา (Mekhala) บนเสาสตัมภะ-สดมภ์ (Stambha) ของรั้วเวทิกา “สถูปสังโฮล” (Sanghol) ที่สร้างขึ้นตามคติพุทธศาสนา ในเขตฟาเตหครห์ซาฮิบ (Fatehgarh Sahib) รัฐปัญจาบ ศิลปะสกุลช่างมถุรา (Mathura) ที่ได้รับอิทธิพล จากแคว้นคันธาระ ในช่วงราชวงศ์กุษาณะ ราวพุทธศตวรรษที่ 7 - 8
รูปศิลปะสาวงามส่องกระจก ได้รับความนิยมเรื่อยมา โดยเฉพาะในคติฮินดู ที่ปรากฏเรื่องราวของสตรีงามในชื่อของ “นางอัปสรา” (Apsarā) หรือ “นางนายิกา” (Nayika) จากวรรณกรรมปุราณะหลายเล่ม ที่เป็นงานศิลปะรูปหญิงสาวแสดงอารมณ์แห่งความรักที่บริสุทธิ์ “ศฤงคารรส” (Sringara Rasa) แสดงออกด้วยกิริยาท่าทางต่าง ๆ ทั้ง ความเศร้า ความเหงา ความคิดถึง อวดสวยหาคู่รัก เล่นดนตรีและเต้นรำ ใส่เครื่องประดับ อุ้มเด็กแสดงความเป็นแม่) อีกทั้งยัง “นางโมหิณี” (Mohini) ในคติฝ่ายไวษณพนิกาย หรือรูปศิลปะสาวงามในอารมณ์ “สุรสุนทรี” (Surāsundari) สตรีที่เป็นความงามแห่งสวรรค์ มีเรือนร่างทรวดทรงที่งดงามเกี่ยวข้องกับความยั่วยวนและกระตุ้นกามารมณ์ตามคติตันตระ ในงานศิลปะประดับสถาปัตยกรรมอินเดียหลังพุทธศตวรรษที่ 14 อย่างรูปสลักประดับผนังเทวาลัย “ลักษมันวิศวนาถ” (Lakshmana Temple) ในกลุ่มปราสาทมรดกโลก “ขชุราโห” (Khajurāho Group of Monuments) รัฐมัธยมประเทศ (Madhya Pradesh) ที่สร้างขึ้นในช่วงพุทธศตวรรษที่ 16 - 17 ในช่วงที่ราชวงศ์จันเทลละ (Chandela Dynasty) ปกครองอินเดีย ที่ปรากฏรูปสตรีงามอัปสราในอารมณ์สุรสุนทรี แสดงท่าทางที่แตกต่างกัน ไป 13 แบบ ทั้งถือดอกไม้ ดอกบัว แส้จามร เต้นรำ เล่นกับนกแก้ว อุ้มเด็กแสดงความเป็นมาตริกา (มารดา) รวมทั้งส่องกระจกแต่งความงาม เพื่อแสดงความรักให้กับตนเอง
สาวงามในอารมณ์รักและเพศจากอินเดียโบราณ ที่ถูกเรียกรวมว่านางอัปสรา คติความหมายของเทวาลัย-ปราสาทบนสรงสวรรค์ที่จะมีเหล่านางฟ้า-เทพิดาแสนงาม และงานศิลปะการประดับเทวาลัยด้วยรูปสตรีที่มีอารมณ์รัก ได้ส่งอิทธิพลจากอินเดียมายังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะในวัฒนธรรมเขมรโบราณ โดยจะปรากฏรูปของนางอัปสรา – นายิกา แสดงศฤงคารรสแห่งความรักที่บริสุทธิ์ ด้วยกิริยาสุรสุนทรีต่าง ๆ เช่นเดียวกับงานศิลปะในอินเดีย อย่างภาพสลักอัปสรานูนต่ำที่พบจากปราสาทนครวัด ในช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 17
-------------------------
คติสาวงามส่องกระจก-ฉันนี่สวยจัง อันเป็นการแสดงความรักสวยรักงามของสตรีสวรรค์ จากอารมณ์แห่งความรัก (ชื่นชมความงามของตนเอง) ในงานศิลปะจากโลกโบราณ ก็ยังคงเป็นที่นิยมของสาวสวยที่มีความรักอยู่ในหัวใจ ที่จะพกพากระจก (หรือใช้โทรศัพท์มือถือแทน) มาจนถึงในทุกวันนี้
เครดิต; FB
วรณัย พงศาชลากร
EJeab Academy
.....................................................
ยังมีสาระเรื่องราวดี ๆ ที่อยากเล่าตามมาดูเราได้ที่ ;
My blogs link 👆
https://sites.google.com/site/dhammatharn/
http://abhinop.blogspot.com
http://abhinop.bloggang.com
.....................................................
ททมาโน ปิโยโหติ #ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก
A giver is always be love.
.....................................................
สุกรเปรต
สุกรเปรต (ผลกรรมจากการใส่ร้าย)
"พระพุทธศาสนา" มีคำสอนที่กล่าวถึง วิบากกรรมของคนที่ชอบพูดยุยงให้คนอื่นแตกแยก ไว้อย่างน่าสนใจ ตายแล้วต้องทุกข์ทรมาน ต้องเกิดเป็น "เปรต" ซึ่งมีปรากฏใน "คัมภีร์เปตวัตถุ" ดังนี้
วันหนึ่ง... ขณะเดินลงจากเขาคิชฌกูฏ "พระโมคคัลลานะ" แสดงอาการแย้มให้ปรากฏ (ยิ้มน้อยๆให้พอรู้ว่ามีเหตุพิเศษ) "พระลักขณะ" จึงถามว่า "ท่านแสดงอาการแย้มนั้นเพราะเหตุใด?"
"พระโมคคัลลานะ" ตอบว่า "ขณะนี้ไม่ใช่เวลาที่จะถามปัญหานี้ ขอให้ท่านถามในสำนักพระพุทธเจ้า เมื่อกลับจากบิณฑบาตและฉันอาหารเช้าแล้ว"
ตอนสายวันนั้น... ขณะกำลังเข้าเฝ้า "พระพุทธเจ้า" บนเขาคิชฌกูฏ "พระลักขณะ" ได้ถามถึงอาการแย้มนั้นอีกครั้ง "พระโมคคัลลานะ" จึงตอบว่า...
"...เราได้เห็นเปรตตนหนึ่ง มีอัตภาพใหญ่ยาวมาก ร่างกายของมันคล้ายมนุษย์ แต่ศีรษะของมันคล้ายศีรษะสุกร หางมันเกิดที่ปาก มีหมู่หนอนไหลชอนไชออกจากปากมากมาย เราไม่เคยเห็นสัตว์ผู้มีรูปอย่างนี้เลย จึงยิ้ม..."
"พระพุทธเจ้า" ทรงสดับดังนั้นแล้วตรัสว่า...
"...เราเองก็เคยเห็นสัตว์ลักษณะปานนี้ที่โพธิมณฑลเช่นกัน แต่เราไม่พูดด้วย หวังจะอนุเคราะห์คนทั้งหลาย เพราะหากเราพูดไปแล้ว คนพวกใดไม่เชื่อ ความไม่เชื่อนั้นก็จะเป็นโทษแก่เขาเอง บัดนี้เราได้โมคคัลลานะเป็นพวกแล้ว โมคคัลลานะพูดจริง เราก็เป็นพยานของโมคคัลลานะได้..."
ภิกษุทั้งหลายต่างทูลถามถึง บุพกรรมของสุกรเปรตตนนั้น "พระพุทธเจ้า" จึงทรงแสดงถึงอดีตกรรมของสุกรเปรตให้ภิกษุทั้งหลายฟังว่า...
"...ในสมัยแห่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้านามว่า "กัสสปะ" มีพระเถระ 2 รูป จำวัดอยู่ในอาวาสแห่งหนึ่ง ทั้ง 2 รักใคร่กันมาก นับถือกันเสมือนพี่ - น้องคลานตามกันมา "พระมหาเถระ" ผู้อาวุโสกว่ามีพรรษา 60 ปี ส่วน "พระอนุเถระ" มีพรรษา 59 ปี
"พระอนุเถระ" ปฏิบัติตนประหนึ่งเป็นสามเณรของ "พระมหาเถระ" คอยถือบาตรและจีวรให้ โดยปรนนิบัติต่อ "พระมหาเถระ" อย่างดีเสมอมา
วันหนึ่ง "พระธรรมกถึก" (ผู้ชำนาญในการแสดงธรรม) ได้เดินทางมายังอาวาสนั้น และขออาศัยอยู่ด้วย พระเถระทั้ง 2 ให้การต้อนรับด้วยความยินดี ทั้งยังเชื้อเชิญให้ "พระธรรมกถึก" แสดงธรรมแก่พุทธบริษัท
จากนั้น... จึงพา "พระธรรมกถึก" ไปบิณฑบาตในหมู่บ้านใกล้เคียง เมื่อฉันอาหารเสร็จแล้วก็ให้ "พระธรรมกถึก" แสดงธรรม เมื่อชาวบ้านได้ฟังธรรมก็เกิดความเลื่อมใสศรัทธา จึงนิมนต์ "พระธรรมกถึก" มาฉันอาหารอีกในวันรุ่งขึ้น
ตลอดเวลาที่อยู่ด้วยกัน "พระมหาเถระ" และ "พระอนุเถระ" ได้ให้การรับรอง "พระธรรมกถึก" ด้วยความบริสุทธิ์ใจ แต่ "พระธรรมกถึก" นั้นใจบาป.. คิดชั่ว.. หมายจะครองอาวาสแห่งนั้น
จึงวางอุบายให้พระเถระทั้ง 2 แตกคอกัน จะได้ออกจากอาวาสนี้ไป แต่เนื่องจาก "พระธรรมกถึก" รู้ดีว่าพระเถระทั้ง 2 มีอุปนิสัยอ่อนโยน การจะยุแยงให้ผิดใจกันอย่างบุ่มบ่ามย่อมไม่ได้ผล จึงค่อยๆใช้กลอุบาย สร้างความระคายใจให้พระเถระทั้ง 2 อย่างแยบยล
เย็นวันหนึ่ง "พระธรรมกถึก" จึงเข้าไปหา "พระมหาเถระ" แล้วกล่าวว่า...
พระธรรมกถึก : ท่าน ข้าพเจ้ามีเรื่องจะพูดกับท่าน
พระมหาเถระ : มีอะไรก็พูดมาเถิด ผู้มีอายุ
พระธรรมกถึก : (ทำทีลังเลอยู่ครู่หนึ่ง) ท่านผู้เจริญ การพูดมีโทษมาก ข้าพเจ้าไม่พูดละ
จากนั้น "พระธรรมกถึก" ก็เข้าไปยังสำนักของ "พระอนุเถระ" ผู้อ่อนอาวุโส และกล่าวเป็นนัยให้ "พระอนุเถระ" ฟังเช่นเดียวกัน
"พระธรรมกถึก" ทำทีมีลับลมคมนัยเช่นนี้อยู่ 2 - 3 วัน กระทั่งเห็นว่าพระเถระทั้ง 2 กระวนกระวายใจเต็มที่แล้ว จึงกล่าวว่า "ข้าพเจ้าสงสัยว่าทำไมท่านกับพระอนุเถระจึงไม่ถูกกัน"
"ท่านสัตบุรุษ ท่านเอาอะไรมาพูด? เราทั้ง 2 รักใคร่กัน เมื่อตัวเราได้สิ่งใด พระอนุเถระก็ได้สิ่งนั้น พระอนุเถระได้สิ่งใด เราก็ได้สิ่งนั้น โทษใดๆของพระอนุเถระนั้น เราไม่เคยเห็นเลย ตลอดกาลอันยาวนานที่อยู่ร่วมกันมา"
"อย่างนั้นหรือท่าน ถ้าอย่างนั้นทำไมพระอนุเถระจึงพูดกับข้าพเจ้าว่าให้พิจารณาให้ดีเสียก่อนที่จะคบหากับพระมหาเถระ"
"พระมหาเถระ" ได้ฟังดังนั้นก็มีใจโกรธแค้น.. ความรักใคร่เอ็นดูที่มีต่อ "พระอนุเถระ" แตกสลายลง.. ดุจภาชนะดินที่ถูกตีด้วยไม้!!
ส่วน "พระธรรมกถึก" ก็ได้เข้าไปกล่าวเช่นนี้กับ "พระอนุเถระ" เช่นกัน.. ทำให้ "พระอนุเถระ" หมดความนับถือในตัว "พระมหาเถระ"
วันรุ่งขึ้น... ขณะที่ "พระอนุเถระ" ยืนอยู่ที่ศาลาอันเป็นที่บำรุง "พระมหาเถระ" ก็ไปถึง "พระอนุเถระ" เกิดความลังเลว่า "เราควรจะรับบาตรและจีวรของพระเถระดีหรือไม่หนอ???"
ด้วยความที่เคยปรนนิบัติ "พระมหาเถระ" มาโดยตลอด "พระอนุเถระ" จึงคิดว่าไม่ควรเสียวัตรปฏิบัติอันดีที่เคยทำมา ท่านจึงเข้าไปหา "พระมหาเถระ" แล้วกล่าวว่า "ขอท่านจงให้บาตรและจีวรของท่านแก่ข้าพเจ้าเถิด"
แต่ "พระมหาเถระ" กลับชี้นิ้วและตวาดเอาว่า "จงไป จงไปคนหัวดื้อ เจ้าไม่ควรรับบาตรและจีวรของเรา"
"พระอนุเถระ" จึงตอบโต้ไปว่า "ความจริงข้าพเจ้าก็คิดอยู่เหมือนกันว่าจะไม่รับบาตรและจีวรของท่าน"
ผลที่สุด... พระเถระทั้ง 2 ก็แตกคอกัน รูปหนึ่งเดินจากไปทางทิศตะวันออก - ส่วนอีกรูปหนึ่งเดินจากไปทางทิศตะวันตก
"พระธรรมกถึก" เห็นดังนั้นก็รู้สึกสมใจ แต่แสร้งกล่าวว่า "อย่าทำอย่างนี้เลยท่าน อย่าทำอย่างนี้เลย" แต่พระเถระทั้ง 2 ก็ไม่ฟัง
วันรุ่งขึ้น "พระธรรมกถึก" เข้าไปบิณฑบาตในหมู่บ้านอย่างเคย เมื่อชาวบ้านถามถึงพระเถระทั้ง 2 "พระธรรมกถึก" จึงชี้แจงว่า "เมื่อวานนี้ท่านทั้ง 2 ทะเลาะกัน แตกแยกกันไปแล้ว อาตมาพยายามห้ามเท่าไรก็ไม่ฟัง"
เหตุการณ์นี้ทำให้ชาวบ้านเสียใจมาก บางคนที่มีไหวพริบถึงกับตั้งข้อสังเกตว่า "ความพลั้งพลาดใดๆของท่านผู้เจริญทั้ง 2 พวกเราไม่เคยเห็นมาก่อน ภัยที่เกิดแก่พระเถระทั้ง 2 คงเนื่องมาจากพระธรรมกถึกนี่เอง"
ส่วนพระเถระทั้ง 2 เมื่อบาดหมางกันไปก็มิได้มีความสบายใจเลย หนำซ้ำยังไม่ได้ปฏิบัติภาวนาธรรม เพราะต่างก็กังวลใจกับความแตกแยกที่เกิดขึ้น
.กระทั่งกาลล่วงไป 100 ปี
พระเถระทั้ง 2 บังเอิญไปพบกันในวิหารแห่งหนึ่ง เมื่อ "พระมหาเถระ" เห็น "พระอนุเถระ" ก็ไม่อาจกลั้นน้ำตาไว้ได้ "พระอนุเถระ" เองก็มอง "พระมหาเถระ" ผู้อาวุโสด้วยนัยน์ตาเอ่อล้นด้วยน้ำตา ท่านก้มกราบ "พระมหาเถระ"
พระอนุเถระ : ข้าพเจ้าถือบาตรและจีวรของท่านอยู่เป็นเวลานาน ท่านได้เห็นมารยาทอันใดของข้าพเจ้าที่ไม่สมควรอยู่บ้างหรือ?
พระมหาเถระ : ไม่เคยเห็นเลย ผู้มีอายุ
พระอนุเถระ : ถ้าอย่างนั้น.. เหตุใดท่านจึงพูดกับพระธรรมกถึกว่าอย่าคบหาสมาคมกับข้าพเจ้า?
พระมหาเถระ : ผู้มีอายุ เราไม่เคยพูดเลย แล้วท่านเล่า เห็นความประพฤติอันไม่สมควรใดๆของเราหรือ?
พระอนุเถระ : ไม่เคยเลย
พระมหาเถระ : ถ้าอย่างนั้น.. ทำไมท่านจึงพูดกับพระธรรมกถึกว่าอย่าคบหาสมาคมกับเรา?
พระอนุเถระ : ข้าพเจ้าไม่เคยพูดเลย เป็นความจริง ข้าพเจ้าไม่เคยพูดเลย
เมื่อได้ทราบความจริงดังนี้... ความบาดหมางที่ยืดเยื้อมาเป็นเวลาถึง 100 ปีก็ระงับลง พระเถระทั้ง 2 ล่วงรู้ถึงเจตนาร้ายของ "พระธรรมกถึก" จึงกล่าวกันว่า "เราไปไล่พระธรรมกถึกออกจากอาวาสกันเถิด"
ผลจากการยุยงให้คนที่เคยดีต่อกันต้องผิดใจกัน
ทำให้ "พระธรรมกถึก" ต้องทุกข์ทรมานใน "อเวจีมหานรก" เกิดเป็น "สุกรเปรต" คือ ร่างกายคล้ายมนุษย์ แต่ศีรษะคล้ายศีรษะสุกร หางเกิดที่ปาก มีหมู่หนอนไหลชอนไชออกจากปาก แม้แต่สมณธรรมที่ได้บำเพ็ญเพียรมา 20,000 ปีก็ไม่อาจช่วยให้พ้นจากนรกได้..."
ที่มา : คัมภีร์เปตวัตถุ
เครดิต ; FB แก้วเสียงธรรม
.....................................................
ยังมีสาระเรื่องราวดี ๆ ที่อยากเล่าตามมาดูเราได้ที่ ;
My blogs link 👆
https://sites.google.com/site/dhammatharn/
http://abhinop.blogspot.com
http://abhinop.bloggang.com
.....................................................
ททมาโน ปิโยโหติ #ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก
A giver is always be love.
.....................................................