วันจันทร์ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2564

ยักษ์แคระวัดมหาธาตุสุโขทัย

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก A giver is always beloved.
“ยักษ์แคระ-คุหยกะ” วัดมหาธาตุกรุงสุโขทัย  

รูปศิลปะงานปูนปั้น“คนแคระ-ยักษ์แคระ-คุหยกะ” (Dwarf Yaksa-Guhyaka) บริเวณรั้วกำแพงแก้วเตี้ย ๆ ล้อมพระเจดีย์พระมหาธรรมราชาลิไท (หรือ พระศรีสัทธาราชจุฬามุนีรัตนลังกาทีปมหาสามี ?) เจดีย์ทรงยอดดอกบัวตูม ทางฝั่งทิศใต้ของวัดมหาธาตุสุโขทัย เป็นคติความเชื่อและงานศิลปะในช่วงวัฒนธรรมทางพุทธศาสนายุค “โปโลนนารุวะ” (Polonnaruwa) และ “คัมโปละ”  (Gampola) จากเกาะลังกา มาตั้งแต่ช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 19  
.
ปกรณัมเริ่มแรกที่บอกเล่าเรื่องราวของ “ยักษ์แคระ” น่าจะเริ่มต้นตั้งแต่ราวพุทธศตวรรษที่ 7 – 8 ในช่วงราชวงศ์คุปตะของอินเดียเหนือ โดยเล่าว่าคนแคระนั้นก็คือบริวารของเทพเจ้าฮินดูพระนามว่า “ท้าวกุเวร” (Kúbera) ราชาแห่งเหล่ายักษา ที่มีรูปร่างอวบอ้วนพุงพลุ้ย พระพักตร์กลม พระหัตถ์ถือผลมะนาวและพังพอน มักมีหม้อเงินหม้อทองอยู่ด้านข้างครับ 
.
ท้าวกุเวรเป็นเทพ “ทิศปาลกะ” (Dikpālas -Dikpālakas)  ผู้รักษาทิศเหนือ เล่ากันว่า เป็นราชาแห่งยักษ์ที่ได้บำเพ็ญตบะญาณเป็นเวลาหลายพันปี จนพระพรหมทรงเมตตาโปรดให้เป็นเทพแห่งความร่ำรวยมั่งคั่ง เป็นผู้รักษาครอบครองทรัพย์ทั้งมวล แต่ในคติทางพุทธศาสนาฝ่ายมหายาน/วัชรยาน ท้าวกุเวรได้กลายมาเป็น “ชมภละ” (ชุมพล-Jumbhala) และ “ท้าวปัญจิกะยักษา” (Pañcika) ทำหน้าที่เป็นพระโพธิสัตว์ธรรมบาล คอยปราบปรามปีศาจและยักษ์มารต่าง ๆ ซึ่งเป็นศัตรูต่อพุทธศาสนา ต่อมาได้กลายมาเป็นพระโลกบาลมีชื่อว่า “เวสสุวัณ (เวสสุวรรณ)” “ท้าวไพศรพณ์” หรือ “ไวศรวัณ” (Vessavana-Vaiśravaṇa) ทำหน้าที่ปกป้องเขาพระสุเมรุทางทิศเหนือ และคอยเฝ้าดูแลทางเข้าสวรรค์ดินแดนสุขาวดี
.
ราวพุทธศตวรรษที่ 12 - 13 วัฒนธรรมพุทธศาสนา“คณะมหาวิหาร” (Maha-vihāra) ยุค “อนุราธปุระ” (Anuradhapura) ในลังกา ได้นำเอารูปของท้าวกุเวร (จากฝ่ายฮินดู) และคนแคระ-คุหยกะผู้เป็นบริวาร มาใช้เป็น “พระทวารบาล” (Dvarapala The Guardian) ของศาสนสถาน โดยประดับรูปไว้ตรงปากบันไดหรือทับหลังประตู โดยมีนัยยะถึงการอำนวยพรโชคลาภสักการะ ความร่ำรวยและมั่งคั่งแก่สาธุชนที่มากระทำบุญแก่ศาสนสถาน โดยใช้รูปของท้าวกุเวร ถือมะนาวและพังพอนเป็นประธาน โดยได้สร้างรูปศิลปะของคนแคระ-คุหยกะ บุตรแห่งทางกุเวรขึ้น มีนามว่า “มหาปัทมนิธิ” (MahāpadmaNidhi) สวมหมวกทางดอกบัวอยู่ทางซ้าย และ “สังขนิธิ” (Śaṅkha Nidhi – นิธิแปลว่าทรัพย์สินเงินทอง) สวมหมวกหอยสังข์อยู่ทางด้านขวาครับ  
.
ต่อมาในช่วงวัฒนธรรมทางพุทธศาสนายุคโปโลนนารุวะ ช่วงพุทธศตวรรษที่ 17 รูปศิลปะของท้าวกุเวรหมดความนิยมหายไป คงเหลือแต่รูปศิลปะของคุหยกะ-ยักษ์แคระผู้เป็นบุตรที่ถูกสร้างขึ้นใหม่ทั้งสอง ถูกนำมาใช้เป็นพระทวารบาลประดับทางเข้าศาสนสถาน ทำหน้าที่ปกป้องและค้ำจุนพระพุทธศาสนา อีกทั้งยังทำหน้าที่อวยพรโชคลาภสักการะ ความอุดมสมบูรณ์และความมั่งคั่งแก่ผู้มาบูชาศาสนสถาน แทนที่ท้าวกุเวร (ฮินดู) พระชมภละ (สรวาทสติวาท) และท้าวปัญจิกะ (มหายาน) 
.
ในคติลังกา คนแคระ-ยักษ์แคระ ผู้แบกยกในท่าร่าเริงสนุกสนาน นอกเหนือจากบริวารของท้าวกุเวร – ชมภละ แล้วคนแคระ-ยักษ์แคระ-คุหยกะทั้งหลายก็คือ “ผู้กระทำผิดบาปในชาติที่แล้ว” แต่ได้ปวรณาตนขอชดใช้บาปกรรมของตนด้วยความสำนึกและบริสุทธิ์ใจ จึงได้เกิดเป็นยักษ์แคระที่มีรูปร่างอ้วนไม่สวยงาม แต่ก็มากมีด้วยสมบัติ อาภรณ์และ “ความสุขสนุกสนาน” (รูปคนแคระใส่เครื่องประดับ - มีแต่รอยยิ้ม) คนแคระตามคตินี้ ได้ถูกนำมาใช้สร้างงานศิลปะแบกยก บนชุดลวดบัวของฐานศาสนสถาน อยู่เหนือรูปสิงห์และช้าง หรือขั้นบันไดทางขึ้นครับ
.
---------------------
*** รูปศิลปะและคติยักษ์แคระผู้ชดใช้บาปจากยุคโปโลนนารุวะจนถึงยุคคัมโปละในลังกาได้ส่งอิทธิพลเข้ามายังกรุงสุโขทัยในช่วงต้นพุทธศตวรรษที่ 20 เป็นต้นมา ตามร่องรอยหลักฐานที่ “พระศรีสัทธาราชจุฬามุนีรัตนลังกาทีปมหาสามี” (หลวงพ่อศรีศรัทธาราชจุฬามุนี) และคณะพระสงฆ์จากหลายแคว้นทางเหนือ ได้ร่วมกันเดินทางไปจาริกแสวงบุญที่เกาะลังกา และได้นำช่างลังกากลับมายังกรุงสุโขทัย  
.
ศิลปะ “ยักษ์แคระผู้ชดใช้บาปกรรมด้วยการแบก” ในคติลังกา คงพบเห็นได้เฉพาะที่ผนังกำแพงแก้ว กลุ่มเจดีย์ด้านทิศใต้ของวัดมหาธาตุสุโขทัย (ที่ควรเป็นเจดีย์ของมหาเถระศรีศรัทธาฯ มากกว่า) สลับกับรูปช้างและสิงห์ในท่าทางที่แปลกตา แต่ยังคงเค้ากลิ่นอายของศิลปะลังกาผสมผสานศิลปะสุโขทัยพื้นถิ่นในอดีต ที่ยังรักษา “ขนบแบบแผนเก่าแก่” ด้วยอาการแบกยกที่มีรอยยิ้มสนุกสนาน (เพราะได้ทำความดีชดใช้กรรม) หันหน้าไปเล่นกับเพื่อนคนแคระด้านข้างแล้ว ยังแต่งอาภรณ์ประดับประดา แต่ยังถูกพันเชือกรัดพันธนาการด้วยเพราะเป็น “ผู้ถูกลงทัณฑ์” ให้ชดใช้บาปกรรม
.
*** คงเหลือร่องรอยความสัมพันธ์ สุโขทัย-ลังกา ในงานศิลปะจากโลกยุคโบราณมาจนถึงในปัจจุบัน เพียงแห่งเดียวที่วัดมหาธาตุสุโขทัยนี้ครับ 
เครดิต; FB
วรณัย พงศาชลากร 
EJeab Academy

ยังมีสาระเรื่องราวดี ๆ ที่อยากเล่าตามมาดูเราได้ที่ ;
My blogs link 👆
https://sites.google.com/site/dhammatharn/
http://abhinop.blogspot.com
http://abhinop.bloggang.com
ททมาโน ปิโยโหติ #ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก
A giver is always beloved.


เขาพระนารายณ์

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก A giver is always beloved.
“เขาพระนารายณ์-เขาศรีวิชัย” เขาศักดิ์สิทธิ์แห่งศรีโพธิ-ศรีวิชัย
เมื่อผู้คนหลากหลายจากแผ่นดินโพ้นทะเลเดินทางข้ามมหาสมุทรอินเดียมายัง “อินเดียน้อย” ดินแดน “คาบสมุทรมาลายู” (Malay Peninsula) “สุวรรณทวีป” (Suvarṇadvīpa) และ “ยวาทวีป” (Yavadvīpa) ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตามกระบวนการ “อินเดีย-ภารตะภิวัฒน์” (Indianization) ได้เรียกขานชื่อนามดินแดนนี้ว่า “ไครเส เคอโซเนอโซส” (Chrysḗ Chersónēsos - Chryse Chersonese) ในภาษากรีก ที่หมายถึง “ดินแดนแห่งทองคำทางตะวันออก” และชื่อนาม “สุวรรณภูมิ” (Suvaṇṇabhūmi)  หรือ “สุวรรณทวีป” (Suvarṇadvīpa ) จากคัมภีร์ปุราณะหลายฉบับของฮินดู มหากาพย์รามายณะ คัมภีร์ของศาสนาเชน วรรณกรรมในพุทธศาสนาเรื่อง มิลินทปัญหาและพระมหาชนกชาดก 
.
ประมาณพุทธศตวรรษที่ 8 – 9 ยุค “ราชวงศ์อิกษวากุ” (Ikshvaku Dynasty) ผู้ปกครองแคว้น “อานธระประเทศ” (Andhra pradesh)  อินเดียใต้ตอนบน ได้ส่งเสริมให้มีการค้าทางทะเล เดินทางข้ามมายังสุวรรณทวีป เพื่อการแลกเปลี่ยนสินค้า นำเข้าทรัพยากรและความมั่งคั่งจากสุวรรณทวีปกลับมาสู่แผ่นดินแม่ เหล่านักสำรวจและพ่อค้าวาณิชผู้เชี่ยวชาญ อาจได้ค้นพบเส้นข้ามคาบสมุทรที่เหมาะสมกับอิทธิพลของกลุ่มการค้าราชสำนักอิกษวากุเป็นครั้งแรก ๆ จากเมืองท่าสถานีการค้าชายฝั่งทะเลอันดามันที่เกาะพระทอง หรือ “ตักโกลา” (Takola) ชื่อนามแรกของเมืองท่าสุวรรณภูมิ-ไครเส เคอโซเนอโซส  ในจดหมายเหตุภูมิศาสตร์ของ “คลอดิอุส ปโตเลมี” (Claudius Ptolemy’s Geography) ที่เขียนขึ้นในช่วงต้นพุทธศตวรรษที่ 8 และนามกลุ่มนคร “เมวิลิมบันกัม” (MeviỊmbaṅgam) ที่ปรากฏนามใน "จารึกตัณจาวูร์" (Thanjavur Inscription) ครับ
.
“เส้นทางข้ามคาบสมุทรเขาสก” ข้ามสันปันน้ำเข้าสู่คลองพระแสง ลำน้ำพุมตวง ลงไปสู่เครือข่ายทางน้ำปากแม่น้ำตาปี-ลำน้ำพุนพิน ลงสู่อ่าวบ้านดอน ที่อาจหมายถึงกลุ่มนคร “ศรีวิชัย” (Śri-Vijaya - Shih-li-fo-shih) ที่ปรากฏนามในจารึกตัณจาวูร์ และ ศรีวิชัยในจารึกเสมาเมือง (หลักที่ 23) จึงได้กลายมาเป็นเส้นทางข้ามคาบสมุทรที่ได้รับความนิยม เพราะมีระยะทางข้ามไปสู่อ่าวบ้านดอนไม่ไกลนักและเดินทางสะดวกกว่าเมื่อเทียบกับเส้นทางอื่น ๆ 
.
ตั้งแต่ปลายพุทธศตวรรษที่ 9 ได้เริ่มมีการนำรูปประติมากรรมในคติความเชื่อทางศาสนายุคแรก ๆ  จากอานธระประเทศ ขนย้ายติดตัวเข้ามาบนคาบสมุทรเป็นช่วงแรก เป็นรูปประติมากรรมพระวาสุเทพกฤษณะในนิกายภาควัต ลัทธิไวษณพ ที่นิยมในราชวงศ์คุปตะ มาจนถึงในราวต้นพุทธศตวรรษที่ 10 เมื่อ “ราชวงศ์ปัลลวะ” (Pallava Dynasty)  เข้าปกครองแคว้นอานธระประเทศ ก็ยังคงดำเนินนโนบายการค้าทางทะเลเชื่อมโยงโลกให้กว้างไกลขึ้นกว่าแต่ก่อน การค้าทางทะเลขยายตัวลึกเข้ามาภายในภูมิภาคไกลออกไปมากขึ้นกว่าเดิม เกิดเส้นทางการค้าและเมืองเริ่มแรกที่เคยเป็นชุมทางการค้า/ตลาดบนเส้นทางบก ในช่วงนี้ได้มีการนำรูปประติมากรรมพระวิษณุตามคติไวษณพนิกาย เข้ามาสู่สุวรรณภูมิเป็นครั้งแรก ๆ ครับ 
.
อิทธิพลการค้าตามเส้นทางข้ามคาบสมุทรจากตักโกลา-เขาสก-บ้านดอน คติฮินดูทั้งไวษณพนิกาย(Vaishnavism –Vishnuism) และความเชื่อเรื่องเขาไกรลาสขององค์พระศิวะของฝ่ายไศวะนิกาย (Shaivism) ที่กำลังได้รับความนิยมในยุคแรกของราชวงศ์ปัลลวะ-อินเดียใต้ ผู้คนและนักบวชบนเส้นทางข้ามคาบสมุทรจึงได้เลือกภูเขาโดดลูกหนึ่งที่ยาวขนานไปตามลำน้ำพุนพิน เป็นภูเขาลูกสุดท้ายทางตะวันออกที่ตั้งอยู่ใกล้กับแนวชายฝั่งมากที่สุด มีความสูงพอจะเป็น “จุดสังเกตสำคัญ” (Land Mark) บนเส้นทางการค้าที่สามารถมองเห็นได้จากระยะไกลเมื่อเดินทางล่องเข้ามาจากชายฝั่งอ่าวบ้านดอนในยุคโบราณ 
.
ในช่วงกลางพุทธศตวรรษที่ 11 จึงได้เริ่มมีการสร้างเทวาลัยในคติฮินดูไศวะนิกายบนแนวสันเขาศรีวิชัยขึ้นเป็นครั้งแรกบริเวณโบราณสถานหมายเลข 1 (ทางตะวันตกสุด) หมายเลข 2 (ตะพักเนินถัดขึ้นมา) และโบราณสถานหมายเลข 3 ดังปรากฏร่องรอยของการใช้หินสลักเป็นกรอบวงกบประตูและส่วนรับน้ำหนัก รูปประติมากรรมฐานโยนี-ศิวลึงค์ และเตาอิฐรูปวงกลมเพื่อการบูชาไฟศักดิ์สิทธิ์ของนักบวชพราหมณ์ครับ
.
ช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 12 ราชสำนักของพระเจ้านรสิงหวรมันที่ 1 (Narasimhavarman 1) แห่งราชวงศ์ ปัลลวะหันมาให้ความนิยมในคติไวษณพนิกาย ภายหลังจากที่พระองค์ได้รับชัยชนะเหนืออาณาจักรจาลุกยะ (Chalukya) ในช่วงใกล้เคียงกันนี้ จึงอาจได้มีการสร้างเทวาลัยเพิ่มขึ้นบนสันเขาศรีวิชัย (ซึ่งอาจเป็นโบราณสถานหมายเลข 6 และ หมายเลข 17) เพื่อประดิษฐานรูปพระวิษณุจตุรภุช 4 พระกร สวมหมวกกระบอกกิรีฏมุกุฎไม่มีลวดลาย นุ่งผ้าโธฏียาวและคาดผ้ากฏิสูตรเป็นเส้นตรงและเส้นเฉียงตัด และรูปประติมากรรมตามแบบศิลปะราชวงศ์ปัลลวะขึ้นจำนวนหนึ่ง
.
ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 12 – 13 อิทธิพลของงานพุทธศิลป์ตามคติความเชื่อของนิกายมหายาน  (Mahāyāna Buddhism) จากราชวงศ์จาลุกยะ (Early Chalukya Dynasty) ในแคว้นอานธระประเทศ  พุทธศาสนาในนิกาย “วัชรยาน” (Vajrayāna) “มหายานตันตระ” (Mahāyāna –Tantra)  รวมทั้งอิทธิพลทางการเมือง-การค้าเศรษฐกิจของ “ราชวงศ์ปาละ”  (Pala Dynasty) ในแคว้นพิหาร – เบงกอล (อินเดียเหนือ-ตะวันออก) ได้เข้ามาสู่ภูมิภาคคาบสมุทรยวาทวีปอย่างสมบูรณ์ ขยายอิทธิพลทางการเมืองและคติความเชื่อลงมายังหมู่เกาะทางใต้จากสุมาตราไปจนถึงเกาะชวา ที่เคยอยู่ในอิทธิพลของกลุ่มราชวงศ์สัญชัย (Sanjaya) ที่นิยมคติฮินดูในยุคก่อนหน้า เกิดเป็นกลุ่มนครรัฐศรีวิชัย–ศรีโพธิ์ขึ้นครั้งแรก ตามเส้นทางการค้าข้ามคาบสมุทรเขาสกที่สถานีการค้าในกลุ่มอ่าวบ้านดอน ภายใต้การปกครองของ “ราชวงศ์ไศเลนทรา”  (Śailendra Dynasty) ดังที่ปรากฏพระนาม “...พระเจ้าศรีมหาราชา ....พระราชาผู้เป็นเจ้าแห่งกรุงศรีวิชัย ผู้อยู่เหนือเหล่าพระราชาของแคว้นโดยรอบทั้งหมดบนพื้นพิภพ...” ในจารึกเสมาเมืองช่วงต้นพุทธศตวรรษที่ 14 ครับ
.
------------------------------
*** ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 13 เป็นต้นมา ความนิยมในคติฮินดูบนเส้นทางข้ามคาบสมุทรเขาสกคงได้ลดน้อยลง คติมหายาน-วัชรยานและงานศิลปะทางความเชื่อจากกลุ่มอำนาจราชวงศ์ปาละ – ศรีวิชัย ได้เข้ามาควบคุมเส้นทางข้ามคาบสมุทรทั้งหมด ในช่วงนี้คงได้มีการสร้างหมู่พระอาราม-สังฆารามขึ้นบนสันเขาศรีวิชัยอีกหลายแห่ง โดยเริ่มต้นจากโบราณสถานหมายเลข 4 และ 5 บนยอดเขา ในคติความหมาย “เขาพระสุเมรุ” ที่สถิตของพระพุทธเจ้ามหาไวโรจนะ (Mahāvairocana)  ศูนย์กลางของมณฑลจักรวาลมันดารา-มัณฑละ (Mandala Universe) หรือ “พุทธเกษตร” (Buddha Kaset) ตามคติของฝ่ายมหายานแทนที่คติเขาไกรลาสของฝ่ายฮินดูเดิม มีการสร้างจันทิ (Candi) หรือ “กุฎี” รูปทรงปราสาทหลังเดี่ยว แผนผังรูปกากบาท ตั้งบนฐานประทักษิณแผนผังสี่เหลี่ยมจัตุรัส เรือนธาตุเป็นมีผังรูปกล่องสี่เหลี่ยม (Cella) ขนาดไม่ใหญ่นัก ก่อด้วยอิฐ ตามสถาปัตยกรรมนิยมของราชวงศ์ไศเลนทราขึ้นหลายแห่ง   
.
ต่อมาในช่วงพุทธศตวรรษที่ 14  จึงได้มีการสร้างจันทิทรงปราสาทก่ออิฐขนาดใหญ่ผังสี่เหลี่ยมจัตุรัส มีมุขยื่นออกมาทำเป็นบันไดทางขึ้นที่ด้านหน้าหรือด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือเพียงด้านเดียว (โบราณสถานหมายเลข 7 ) ที่บริเวณสันเขาทางเหนือสุด มีอาคารมุงเครื่องไม้ล้อมรอบ ทำบันไดตรงบริเวณชั้นตระพักเชื่อมต่อลงไปยังลานกลุ่มอาคารสังฆารามหน้าเขา (โบราณสถานหมายเลข 20 – 21) ครับ
.
ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 14 – 15 ศูนย์กลางราชสำนักไศเลนทราเริ่มย้ายไปอยู่บนเกาะชวา การค้าทางทะเลได้เปลี่ยนไปยังช่องแคบมะละกา เส้นทางข้ามคาบสมุทรทางบกเริ่มลดความนิยมลง แต่ก็ปรากฏการสร้างอาคารศาสนสถานขนาดเล็กเพิ่มขึ้นที่เชิงเขาด้านตะวันตก (โบราณสถานหมายเลข 12 และ 13)  และกลุ่มเชิงเขาทางตะวันออก (โบราณสถานหมายเลข 15 16 และ 18) ตามความนิยมในคติวัชรยาน-ตันตระ
.
--------------------------- 
*** ในช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 15 ราชสำนักไศเลนทราคงได้ย้ายศูนย์กลางอำนาจกลับจากเกาะชวามาที่เมือง “คาฑารัม” (Kaḍarām) หรือเมืองเกดะห์-เคด้าห์ ในประเทศมาเลเซียเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนถูกโจมตีและทำลายโดยกองทัพเรือของพระเจ้าราเชนทราที่ 1 (Rājendra) แห่งจักรวรรดิโจฬะ (Chola Empire) ในช่วงปี พ.ศ.1568 ตามข้อความที่ปรากฏในจารึกตัณจาวูร์ นำไปสู่การสิ้นสุดของราชวงศ์ไศเลนทราที่นิยมในนิกายวัชรยาน  พร้อมกับเมืองศรีโพธิ์-ศรีวิชัย กลุ่มชนในเขตอ่าวบ้านดอนและเขาศรีวิชัยก็คงได้ถูกเซตซีโร่ด้วยการทำลายล้างจนยับเยิน ดังปรากฏร่องรอยของซากศาสนสถานในสภาพถูกทำลายอย่างยับเยินและร่องรอยการถูกทิ้งร้างที่ยาวนาน ชุมชนบนเส้นทางการค้าข้ามคาบสมุทรเขาสกได้ยุติลงอย่างถาวรครับ
.
“.. ทรงพิชิตประตูอัญมณีแห่งนครศรีวิชัย ที่ประดับดาประดาด้วยอัญมณีอันงดงามตระการตา....”    
.
 -------------------------- 
*** เขาพระนารายณ์ หรือ เขาศรีวิชัย ตั้งอยู่ในเขตหมู่ 1 บ้านหัวเขา ตำบลศรีวิชัย อำเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานี มีลักษณะเป็นภูเขาลูกโดด มีระดับความสูงจากพื้นราบประมาณ 30 เมตร กว้าง 100 เมตร ยาว 650 เมตร ทอดตัวตามแนวทิศเหนือเฉียงตะวันออก-ทิศใต้เฉียงตะวันตก มีคลองพุนพินขนานอยู่ทางด้านตะวันออก ไหลลงสู่อ่าวไทยที่อ่าวบ้านดอนระยะทางประมาณ 10 กิโลเมตร พื้นที่บนเขาศรีวิชัยในปัจจุบันเป็นป่าโปร่ง มีต้นงิ้ว ขี้เหล็ก ขี้แรด โมกมัน ยางนา ตะแบกและไผ่ เป็นพืชพรรณท้องถิ่นของภาคใต้ ชาวบ้านในชุมชนโดยรอบนิยมขึ้นไปเก็บสมุนไพรบนเขาศรีวิชัยเพื่อมาทำเป็นยารักษาโรค ส่วนพื้นที่บริเวณโดยรอบเขา ชุมชนนิยมปลูกพืชทางเศรษฐกิจ ทั้ง ปาล์มน้ามัน ยางพาราและมะพร้าว นอกนั้นเป็นไม้ผล เช่นกล้วยและทุเรียน
.
*** เขาศรีวิชัยปรากฏซากโบราณสถานในคติความเชื่อฮินดู พุทธมหายานและวัชรยานบนแนวสันเขา 8 กลุ่ม เชิงเขาด้านทิศตะวันออก 3 กลุ่ม และเชิงเขาด้านทิศตะวันตก 8 กลุ่ม มีอายุการก่อสร้างและศิลปะมาตั้งแต่ราวกลางพุทธศตวรรษที่ 11 มาสิ้นสุดที่ช่วงกลางพุทธศตวรรษที่ 16 ครับ
เครดิต ;
วรณัย  พงศาชลากร
EJeab  Academy

ยังมีสาระเรื่องราวดี ๆ ที่อยากเล่าตามมาดูเราได้ที่ ;
My blogs link 👆
https://sites.google.com/site/dhammatharn/
http://abhinop.blogspot.com
http://abhinop.bloggang.com
ททมาโน ปิโยโหติ #ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก
A giver is always beloved.


ละโว้

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก A giver is always beloved.
พิชิตละโว้และยึดครองแดนตะวันตก ในจารึก “ศรีลักษมีปติวรมัน”
ในปี พ.ศ. 2537 จารึกสำคัญหลักหนึ่งสลักขึ้นจากหินทรายเป็นแผ่นกว้าง มีความสูงประมาณ 150 เซนติเมตร ได้ถูกโจรกรรม ขนย้ายมายังชายแดนเพื่อส่งเข้ามายังประเทศไทยตรงด่านช่องจอม อำเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์ แต่ถูกตำรวจกัมพูชาจับได้ที่ด่านโอเสม็ด จังหวัดอุดดอเมียนเจย ถูกกำหนดทะเบียนให้เป็นจารึกโอเสม็ด (O Smach Inscription)  K.1198  หรือ Ka.18 ปรากฏข้อความจำนวน 2 ด้าน ด้าน A  มี 59 บรรทัด ด้าน B มี 57 บรรทัด จารึกเป็นอักษรเขมรโบราณ ภาษาเขมรโบราณและสันสกฤต 
.
จารึกถูกทำขึ้นโดย “มรตาญศรีวีเรนทรวัลลภะ” กล่าวถึงเรื่องราวในระหว่างปี พ.ศ. 1552 – 1557 ของบิดา ท่าน “ศรีลักษมีปติวรมัน” (Śrī   lakṣmīpativarmmaṇā) ขุนศึกคนสำคัญของพระเจ้าสูริยวรมันที่ 1 (Suryavarman I) โดยในหน้า A  นั้น มีกรอบหน้าบรรพสามเหลี่ยมด้านบน สลักเป็นรูปพระศิวะถือตรีศูลทรงโคนนทิ ประกอบรูปพระทวารบาลถือพระขรรค์ ขนาบข้างด้วยรูปพระพรหมและพระวิษณุทรงครุฑ ริมสุดด้านซ้ายเป็นพระสูริยะทรงราชรถ ด้านขวาสุดเป็นรูปพระจันทราเทพครับ   
.
ด้านล่างเป็นข้อความจารึก 3 บรรทัดแรกเป็นภาษาเขมรโบราณ กล่าว่าถึง.มหาศักราช 931 (พ.ศ.1552) สิทฺธิ สวสฺติ ชย ไอศูรฺยฺย มีลาภ ตราบเท่าที่ยังมีพระจันทร์และพระอาทิตย์ยังคงส่องสว่าง จากนั้นกล่าวถึงการบูชารูปเคารพสำคัญของสายตระกูลท่านศรีลักษมีปติวรมัน เริ่มจากพระกัมรเตงอัญศรีลักษมิปติวรเมศวร พระกัมรเตงอัญศรีลักษมิปติวรมสวามี พระกัมรเตงอัญศรีลักษมิปติวรไมกนาถ พระกัมรเตงอัญศรีลักษมิปติวรเมศวร พระกัมรเตงอัญศรีลักษมิปติวรมชนนี พระกัมรเตงอัญเคารีปตีศวร พระกัมรเตงอัญนารตเกศวร 
.
บรรทัดที่ 4-19 เป็นภาษาสันสกฤต แต่งเป็นฉันทลักษณ์-โศลก กล่าวบูชาพระศิวะ พระวิษณุ และพระนางลักษมี เกียรติยศอันยิ่งใหญ่แห่งพระเจ้าสูรยวรมันที่ 1 บรรทัดที่ 20 กล่าวถึงเรื่องราวของท่านศรีลักษมีปติวรมัน โดยในบรรทัดที่ 23-24 กล่าวว่า
“...นักรบ (ผู้เก่งกล้า) คนนี้ได้รับพระราชโองการจากกษัตริย์ (พระเจ้าสูริยวรมันที่ 1) ให้เข้าปกครองพวกรามัญ (Rāmaṇya) ที่อาศัยอยู่ทางตะวันตก....ท่านขุนศึกได้ใช้ยุทธวิธีอันชาญฉลาด เข้าปราบปรามและยึดครองตามพระราชประสงค์เป็นผลสำเร็จ ได้รับผลประโยชน์กลับมาเป็นจำนวนมาก...”
.
บรรทัดที่ 28 “ ...ท่านได้สร้างอาศรม สร้างปราสาท สร้างรูปเคารพต่าง ๆ ไว้ที่ “ปฤถุปรฺวต” หรือ “ปฤถุบรรพต” ... (อาจหมายถึงปรางค์น้อย บนเขาพนมรุ้ง)  
.
บรรทัดที่ 37 – 38 เป็นภาษาเขมรโบราณ กล่าวว่า “...ลวะปุระ (lavapūr) เกิดกลียุค (Kaliyuga) บ้านเมืองถูกทำลายจนสูญเสียความงดงามไปทั้งหมด กลายที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่าดุร้ายเช่นเสือ และยังน่าสะพรึงกลัวดุจป่าช้า  กษัตริย์จึงมีพระราชโองการให้ท่านศรีลักษมีปติวรมัน เข้าไปฟื้นฟูดินแดน-วิษัย (Viṣaya) ทางตะวันตก ที่ถูกทอดทิ้งและเสื่อมโทรมจนกลายเป็นป่ารกชัฏมาเป็นเวลายาวนานในช่วงกลียุค ..เมื่อก่อนเป็นอย่างไรก็ให้ทำเต็มที่ เพื่อให้กลับมาสู่ความเจริญรุ่งเรืองอีกครั้ง....”
.
บรรทัดที่ 39-59  กล่าวถึงรายชื่อข้าทาสชายหญิงและทรัพย์สมบัติ ที่ถวายกัลปนาแด่เทพเจ้า
.
*** ส่วนด้าน B นั้น เป็นเรื่องราวของท่านศรีลักมีปติวรมัน ในช่วงตั้งแต่มหาศักราช 931 หรือ พ.ศ.1552 ไปจนถึง พ.ศ. 1557  (ปีที่ทำจารึก) ครับ
.
--------------------------
*** จารึกศรีลักษมีปติวรมัน หรือ K.1198 เป็นร่องรอยหลักฐานสำคัญที่แสดงให้เห็นกระบวนการเข้ายึดครองเมืองละโว้ (ลวปุระ) และการเข้าครอบครองดินแดนของชาวรามัญในเขตเจ้าพระยาตะวันตก ในวัฒนธรรมทวารวดีเดิมเป็นครั้งแรกโดยพระเจ้าสูริยวรมันที่ 1 ที่ต่อเนื่องมาจากการต่อสู้แย่งชิงอำนาจระหว่างพระองค์กับพระเจ้าชัยวีรวรมัน กษัตริย์องค์เดิมของอาณาจักร มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 1545 พระองค์สามารถเข้ายึดครองเมืองพระนครศรียโสธระปุระไว้ได้ในปี พ.ศ. 1549  ซึ่งพระเจ้าชัยวีรวรมันได้ถอยร่นผู้คนในการปกครองขึ้นมาทางพระตะบองเข้ามาตั้งมั่นในเขตทางเหนือ ในดินแดนติดกับวิมายปุระและลวะปุระได้ในระยะหนึ่ง  จนพระเจ้าสูรยวรมันที่ 1 ได้นำกองทัพติดตามขึ้นมาไล่บดขยี้เสี้ยนหนามในราชสมบัติของพระองค์ และขยายอิทธิพลต่อเข้ามาจนถึงเมืองลวปุระได้ในอีก 8 ปีต่อมา ซึ่งเหตุการณ์สงครามระหว่างพระเจ้าสูรยวรมันที่ 1 กับพระเจ้าชัยวีรวรมัน อาจเป็นเหตุให้เมืองลวปุระ-ละโว้ ตกอยู่ในสภาพเสียหายทรุดโทรมในกลียุค (ของการสงคราม) อย่างที่ถูกกล่าวถึงในจารึก
.
ซึ่งในช่วงของชัยชนะ พระเจ้าสูรยวรมันที่ 1 ยังได้ส่งท่านศรีลักษมีปติวรมัน ขุนศึกของพระองค์ นำกองทัพเข้ายึดครองดินแดนตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา (อาจมาจนถึงเมืองนครปฐม – อู่ทอง) ที่เป็นกลุ่มชนรามัญในวัฒนธรรมทวารวดีไปพร้อมกันครับ
เครดิต ; FB
วรณัย  พงศาชลากร
EJeab  Academy

วันพฤหัสบดีที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2564

นกกระจาบเจ้าปัญญา

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก A giver is always beloved.

นกกระจาบเจ้าปัญญา (วัฏฏกชาดก)
ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้า ประทับอยู่วัดเชตวัน เมืองสาวัตถี ทรงปรารภบุตรของอุตตรเศรษฐี ผู้ออกบวชเพราะเห็นความทุกข์และโทษของการครองเรือน ได้ตรัสอดีตนิทานมาสาธกว่า...
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว พระโพธิสัตว์เกิดเป็นนกกระจาบ วันหนึ่งออกไปหากินได้ติดข่ายของนายพราน ในขณะที่ถูกจับขังไว้ที่บ้านเพื่อขาย จึงคิดหาวิธีเอาชีวิตรอดได้อย่างหนึ่งว่า
" ถ้าเรากินอาหาร เราก็จะถูกขาย ถ้าเราไม่กินอาหาร ก็คงซูบซอม คนก็จะไม่ซื้อเรา เราก็จะปลอดภัย "
แต่นั้นมาก็ไม่กินอาหาร นกกระจาบนั้น จึงซูบผอมมีแต่หนังหุ้มกระดูก ผู้คนก็จะไม่ซื้อไปเป็นอาหาร นายพราน พอเหลือเพียงนกกระจาบโพธิสัตว์ตัวเดียว ก็จับมันออกมาจากกรง ดูว่ามันเป็นอะไรพอนายพรานเผลอเท่านั้น นกกระจาบก็บินหนีกลับไปที่อยู่ของตน เมื่อฝูงนกกระจาบซักถาม ก็ได้บอกเรื่องราวให้ทราบ แล้วกล่าวคาถาว่า
" คนเมื่อไม่คิดก็ไม่ได้บรรลุคุณธรรมพิเศษ ท่านจงดูผลอุบายที่เราคิดแล้ว
เราพ้นจากการถูกฆ่าและจองจำ ก็ด้วยอุบายนั้น "
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า : เกิดเป็นคนควรคิดแต่สิ่งที่ดีไว้ สามารถเอาตัวรอดในยามคับขันได้
เครดิต ; www.dhammathai.org
ยังมีสาระเรื่องราวดี ๆ ที่อยากเล่าตามมาดูเราได้ที่ ;
My blogs link 👆
https://sites.google.com/site/dhammatharn/
http://abhinop.blogspot.com
http://abhinop.bloggang.com
ททมาโน ปิโยโหติ #ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก
A giver is always beloved.


ไก่ขันไม่เป็นเวลา

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก A giver is always beloved.

ไก่ขันไม่เป็นเวลา (อกาลราวิชาดก)
ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้า ประทับอยู่วัดเชตวัน เมืองสาวัตถี ทรงปรารภภิกษุผู้ท่องบ่นไม่เป็นเวลารูปหนึ่ง สร้างความรำคาญและความเดือดร้อนแก่หมู่ภิกษุ ได้ตรัสอดีตนิทานมาสาธกว่า...
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว พระโพธิสัตว์เกิดเป็นอาจารย์ทิศาปาโมกข์ บอกศิลปะแก่มานพประมาณ ๕๐๐ คน พวกมานพอาศัยไก่ขันยามตัวหนึ่ง ในการลุกขึ้นศึกษาศิลปะ ต่อมามันได้ตายไป พวกเขาจึงแสวงหาไก่ตัวอื่นแทนมัน
วันหนึ่ง มีมานพคนหนึ่งเข้าไปหักฟืนในป่า ได้ไก่ป่าตัวหนึ่งมาเลี้ยงไว้ ไก่ตัวนี้ไม่รู้จักเวลาขัน เพราะเติบโตขึ้นในป่า บางวันก็ขันดึกเกินไป บางวันก็ขันอรุณขึ้น พวกมานพพากันตื่นมาศึกษาศิลปะในเวลาดึกเกินไป ไม่อาจศึกษาได้จนอรุณขึ้น ก็พากันนอนหลับไป ในเวลาสว่างแล้วก็ไม่ได้ท่องบ่นเลย
พวกเขาจึงพากันพูดว่า " เดี๋ยวมันขันดึกไป เดี๋ยวมันขันสายไป อาศัยไก่ตัวนี้ พวกเราคงศึกษาศิลปะไม่สำเร็จหรอก " จึงนำมันไปแกงเป็นอาหารแล้วบอกเรื่องนั้นแก่อาจารย์
อาจารย์จึงกล่าวคาถาว่า
" ไก่ตัวนี้ ไม่ได้เติบโตอยู่กับพ่อแม่
ไม่ได้อยู่ศึกษาในสำนักอาจารย์
จึงไม่รู้เวลาที่ควรขันและไม่ควรขัน "
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า : เกิดเป็นคนต้องรู้จักเวลาที่เหมาะสมว่า อะไรควรไม่ควร
เครดิต ; www.dhammathai.org
ยังมีสาระเรื่องราวดี ๆ ที่อยากเล่าตามมาดูเราได้ที่ ;
My blogs link 👆
https://sites.google.com/site/dhammatharn/
http://abhinop.blogspot.com
http://abhinop.bloggang.com
ททมาโน ปิโยโหติ #ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก
A giver is always beloved.


หนูถูกหลอก

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก A giver is always beloved.

หนูถูกหลอก (มูสิชาดก)
ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้า ประทับอยู่วัดเชตวัน เมืองสาวัตถี ทรงปรารภภิกษุผู้หลอกลวงรูปหนึ่ง ได้ตรัสอดีตนิทานมาสาธกว่า...
กาลครั้งนานมาแล้ว พระโพธิสัตว์เกิดเป็นหนู มีตัวโตขนาดลูกหมู มีบริวาร ๕๐๐ ตัว อาศัยอยู่ในป่าแห่งหนึ่ง มีหมาจิ้งจอกตัวหนึ่ง อาศัยอยู่ใกล้กับที่อยู่ของหนู คิดจะลวงกินหนู ในวันหนึ่ง มันจึงทำทียืนด้วยขาข้างเดียว อ้าปาก แหงนมอง จ้องดูดวงอาทิตย์อยู่
หนูพระโพธิสัตว์ เห็นมันแล้วคิดว่า " หมาจิ้งจอกตัวนี้คงจะเป็นผู้ทรงศีล " จึงเดินเข้าไปใกล้ไต่ถามดูว่า
"ท่านชื่ออะไร ? "
หมาจิ้งจอกตอบว่า " เราชื่อธรรมิกะ (ผู้ทรงธรรม)"
หนู " ทำไมท่านยืนเท้าเดียว ไม่ยืนทั้ง ๔ เท้า ? "
หมาจิ้งจอก " ถ้าเรายืน ๔ เท้า แผ่นดินจะไหว จึงยืนเท้าเดียว "
หนู " ทำไมท่านยืนอ้าปาก ? "
หมาจิ้งจอก " เราไม่กินอย่างอื่น กินลมเป็นอาหาร"
หนู " ทำไมท่านจ้องดูดวงอาทิตย์ ? "
หมาจิ้งจอก " เรานอบน้อมพระอาทิตย์ "
หนูเชื่อว่าหมาจิ้งจอกว่าเป็นผู้ทรงศีล จึงพากันบำรุงมันอยู่ ฝ่ายหมาจิ้งจอกก็จับหนูตัวสุดท้ายกินเป็นอาหารทุกวัน กินเสร็จก็เช็ดปากยืนต่อ เป็นเช่นนี้เรื่อยมาจนหนูลดน้อยลง
วันหนึ่ง หนูโพธิสัตว์คิดจะตรวจดูว่าหนูบริวารหายไปไหน จึงไปบำรุงหมาจิ้งจอกเป็นตัวสุดท้าย พอได้โอกาสหมาจิ้งจอกก็จับหนูโพธิสัตว์ไว้เพื่อจะกิน หนูรู้เรื่องราวทั้งปวง จึงกล่าวคาถาว่า
" ผู้ใด กล่าวเชิดชูธรรมให้เป็นธงชัย
ล่อลวง ให้สัตว์ทั้งหลายตายใจแล้วซ่อนตนประพฤติชั่ว
ความประพฤติของผู้นั้น ชื่อว่า เป็นความประพฤติของแมว "
หนูพูดพลางก็กระโดดเกาะคอหมาจิ้งจอกกัดที่ซอกคอมันตายทันที ฝูงหนูได้กลับมากัดกินหมาจิ้งจอกเป็นอาหาร และอยู่สุขสบายสืบมา
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า : เล่ห์เหลี่ยมของคนมีมาก ก่อนจะเชื่อใครควรศึกษาให้ถ่องแท้
เครดิต ; www.dhammathai.org
ยังมีสาระเรื่องราวดี ๆ ที่อยากเล่าตามมาดูเราได้ที่ ;
My blogs link 👆
https://sites.google.com/site/dhammatharn/
http://abhinop.blogspot.com
http://abhinop.bloggang.com
ททมาโน ปิโยโหติ #ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก
A giver is always beloved.


ฤๅษีกินเฮี้ย

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก A giver is always beloved.

ฤาษีกินเหี้ย (โคธชาดก)
ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้า ประทับอยู่วัดเชตวัน เมืองสาวัตถี ทรงปรารภภิกษุผู้หลอกลวงรูปหนึ่ง ได้ตรัสอดีตนิทานมาสาธกว่า...
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีดาบสผู้มีตบะกล้าตนหนึ่ง เป็นที่เคารพศรัทธาของชาวบ้าน จึงได้สร้างศาลาไว้ให้ที่ชายป่าแห่งหนึ่งใกล้บ้าน ครั้งนั้น พระโพธิสัตว์ได้เกิดเป็นเหี้ยตัวหนึ่ง อาศัยอยู่ที่จอมปลวกแห่งหนึ่ง ใกล้ที่จงกรมของดาบสนั้น มันจะไปหาดาบสวันละสามครั้งเป็นประจำทุกวัน เพื่อฟังธรรม ไหว้ดาบสแล้ว จึงกลับไปอยู่ที่อยู่ของตน
ต่อมาไม่นาน ดาบสนั้น ได้อำลาชาวบ้านไปที่อื่น ได้มีดาบสโกงตนหนึ่ง เข้ามาอาศัยในศาลานั้นแทน เหี้ยพระโพธิสัตว์ก็คิดว่า แม้ท่านผู้นี้ก็ทรงศีลเหมือนกัน จึงไปหาดาบสนั้นเช่นเดิม
อยู่มาวันหนึ่ง ฝนได้ตกมาในฤดูแล้ง ฝูงแมลงเม่าได้พากันบินออกจากจอมปลวกเป็นจำนวนมาก ฝูงเหี้ยก็ได้ออกมากินแมลงเม่าเหล่านั้น พวกชาวบ้านพากันออกมาจับเหี้ยแล้วปรุงเป็นอาหาร รสอร่อยนำมาถวายดาบส ดาบสได้ฉันเนื้อนั้นแล้วติดใจในรส เมื่อทราบว่าเป็นเนื้อเหี้ย จึงคิดได้ว่า
" มีเหี้ยใหญ่ตัวหนึ่งมาหาเราเป็นประจำ เราจะฆ่ามันกินเนื้อ "
จึงให้ชาวบ้านเอาเครื่องปรุงมาไว้ให้ ได้นั่งถือค้อนห่มคลุมผ้าอยู่ที่ประตูศาลา
เย็นวันนั้น เหี้ยโพธิสัตว์ ได้ไปหาดาบสตามปกติ ได้เห็นท่านั่งที่แปลกของดาบส คิดว่า
" วันนี้ดาบส นั่งท่าที่ไม่เหมือนวันก่อน นั่งชำเลืองเราเป็นประจำ "
จึงไปยืนดูอยู่ใต้ทิศทางลม ได้กลิ่นเนื้อเหี้ย จึงทราบว่า
" ดาบสโกงนี้ คงฉันเนื้อเหี้ย ติดใจในรสแล้ว คราวนี้ หวังจะตีเรา เอาเนื้อไปแกงเป็นอาหารแน่ๆ "
จึงไม่ยอมเข้าไปใกล้ ถอยกลับแล้ววิ่งหนีไป
ฝ่ายดาบสโกงทราบว่าเหี้ยรู้ตัวไม่ยอมมาแล้ว จึงลุกขึ้นขว้างค้อนตามหลังไป ค้อนได้ถูกเพียงหางเหี้ยเท่านั้น เหี้ยได้หลบเข้าไปในจอมปลวกอย่างรวดเร็ว โผล่เพียงศีรษะออกมาเท่านั้น กล่าวติเตียนดาบสด้วยคาถานี้ว่า
" นี่เจ้าผู้โง่เขลา จะมีประโยชน์อะไรแก่เจ้า ด้วยชฎาและการนุ่งห่มหนังเสือเหลือง
ภายในของเจ้าแสนจะรกรุงรัง เจ้าดีแต่ขัดสีภายนอกเท่านั้น "
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า : อำนาจของความอยาก ทำให้คนลืมตัว
เครดิต ; www.dhammathai.org
ยังมีสาระเรื่องราวดี ๆ ที่อยากเล่าตามมาดูเราได้ที่ ;
My blogs link 👆
https://sites.google.com/site/dhammatharn/
http://abhinop.blogspot.com
http://abhinop.bloggang.com
ททมาโน ปิโยโหติ #ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก
A giver is always beloved.