วันพฤหัสบดีที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2564

วัดพระศรีสรรเพชญ์

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก A giver is always beloved.
“พระพุทธรูปประธาน” ในพระอุโบสถ วัดพระศรีสรรเพชญ์ 
จากบทความ พระเศียรของ “พระพุทธรูปประธาน” แห่งวัดพระศรีสรรเพชญ์
.
https://www.facebook.com/EJeab.Academy/posts/902119056919464
.
ได้อธิบายเรื่องราวของ “พระเศียรของพระพุทธรูปใหญ่” ที่จัดแสดงอยู่ในพระที่นั่งศิวโมกขพิมาน พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร ที่มีหลักฐานระบุในเอกสารจัดส่งวัตถุโบราณของพิพิธภัณฑสถานสำหรับพระนคร ที่ได้แจ้งรายงานส่งสิ่งของแก่ราชบัณฑิตสภา ในปี พ.ศ. 2470 เพียงว่า “....พระเศียรขุดพบที่วัดพระศรีสรรเพชญ์....” เท่านั้น 
.
*** ไม่มีหลักฐานใดก่อนหน้าหลักฐานนี้ (และภายหลัง) ที่ระบุเจาะจงว่า ได้พบพระเศียรสำริดนี้ภายใน “วิหารหลวง” หรือ “ศาลาการเปรียญ” อย่างที่ได้มีการเขียนอธิบายกันในภายหลังครับ
แนวทางหนึ่งในการศึกษาที่มาของพระเศียรสำริดแก่ทองปริศนาจากวัดพระศรีสรรเพชญ์ ว่าควรเป็นพระพุทธรูปที่เคยประดิษฐานอยู่ในอาคารหลังใด (ไม่ใช่พระศรีสรรเพชญ์ ที่ระบุหลักฐานหลายชิ้นอย่างชัดเจนว่าเป็นพระพุทธรูปหุ้มทองคำแกนสำริด) จึงได้มีการคำนวณจากสัดส่วนของพระเศียรเอง มาใช้เป็นหลักฐานในการสืบหา โดยพระเศียรนั้นมีขนาดความสูงประมาณ 1.70 เมตร ส่วนพระพักตร์กว้างสุดที่ประมาณ 1.1 เมตร หากอยู่ครบทั้งกระหม่อมอุษณีษะ (Ushnisha) และพระเกตุมาลา (Ketumala) พระเศียรจะมีความสูงทั้งหมดประมาณ 2.5 - 3 เมตร 
.
ได้มีการนำขนาดของพระเศียรไปเทียบเคียงอัตราส่วนกับพระพุทธรูปในงานศิลปะอยุธยา ต่างระบุใกล้เคียงกันว่า หากเป็นสัดส่วนของพระพุทธรูปนั่ง (ปางมารวิชัย) พระพุทธรูปนี้จะมีความสูงทั้งหมดรวมประมาณ 7  เมตร พระอุระจะกว้าง 1.5 – 1.7 เมตร หน้าตักส่วนนั่งขัดสมาธิจะกว้างประมาณ 5.5 เมตร  แต่หากจะวัดอัตราส่วนแบบพระยืนก็จะมีความสูงรวมประมาณ 9.5 -10 เมตร (ไม่รวมส่วนฐาน) ครับ  
.
เมื่อนำขนาดความกว้างของส่วนหน้าตักพระพุทธรูปในอัตราส่วนที่ได้ประมาณ 5.5  เมตร มาประกอบกับการสำรวจ เปรียบเทียบกับขนาดของ “ฐานชุกชี” ก่ออิฐที่พบอยู่ภายในอาคารแต่ละหลังภายในวัดพระศรีสรรเพชญ์ก็จะพบว่า ฐานของวิหารพระโลกนาถนั้นมีฐานชุกชีกว้างประมาณ 4.4 เมตร ฐานประธานในพระที่นั่งจอมทองกว้าง 3.5 เมตร ฐานชุกชีของวิหารป่าเลยไลยก์ มีขนาดกว้าง 4.6 เมตร วิหารจัตุรมุขท้ายพระมหาเจดีย์ มีฐานชุกชีพระประธานในคูหาปีกทิศเหนือกว้าง 1.5 เมตร ทิศตะวันตกกว้าง 4 เมตร  ทิศใต้กว้าง 7.5 เมตร และทิศตะวันออก 7.5 เมตร แต่ยังคงมีซากของพระพุทธรูปก่ออิฐถือปูนขนาดหน้าตักกว้างประมาณ 7 เมตร เหลืออยู่ ส่วนฐานชุกชีของวิหารหลวงกว้างประมาณ 7.5 เมตร
.
*** ในการศึกษา-วัดขนาดฐานชุกชีของพระอุโบสถ ที่ตั้งอยู่ทางทิศใต้เยื้องทางด้านหน้าของวิหารหลวง ปรากฏว่าฐานประธานของพระอุโบสถมีความกว้างประมาณ 6.20 เมตร และไม่ปรากฏร่องรอยว่าเคยมีการก่ออิฐถือปูนเพื่อทำเป็นพระพุทธรูปประธานเหลืออยู่ด้านบนของฐานครับ 
.
เมื่อนำภาพ CG มาทำภาพเชิงซ้อน เศียรพระพุทธรูปใหญ่ปริศนาที่มีสัดส่วนสอดรับกันกับขนาดของฐานชุกชีของพระอุโบสถได้อย่างพอดี ประกอบกับการใช้ใบเสมาจากวัสดุหินชนวนขนาดใหญ่ และหลักฐานของพุทธศิลป์ ที่มีกลิ่นอายของศิลปะรัฐสุโขทัย-พิษณุโลก สอดรับกับความนิยมในช่วงพุทธศตวรรษที่ 22  ที่ราชสำนักกรุงศรีอยุธยาตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของรัฐพิษณุโลกอย่างชัดเจนในหลักฐานทางประวัติศาสตร์ 
.
*** คติการประดับ "พระอุณาโลม" (Unalome)  แก่พระพุทธรูป จะนิยมเฉพาะพระพุทธรูปสำคัญที่เป็นประธานของพระอาราม ที่เป็นปาง "มารวิชัย-ผจญมาร” (Assualt of Mara) หรือ “ภูมิสปรรศมุทรา” (Bhūmiśparṣa Mudrā) เป็นสัญลักษณ์ของความเป็นมหาบุรุษที่จะปรากฏขึ้นอย่างเด่นชัดที่สุดในช่วงของการต่อสู้กับพญามาร  เป็นคติที่นิยมใช้กับพระประธานปางมารวิชัยในพระอุโบสถเป็นอันดับแรก และอาจมีพระรูปสำคัญปางมารวิชัยในพระวิหารด้วย 
.
ซึ่งอุณาโลมรูปทรงพุ่มข้าวบิณฑ์ประดับอัญมณีตรงกลางพระนลาฏของพระเศียรปริศนา ที่มีลักษณะทางคติ-ศิลปะแบบเดียวกับพระอุณาโลมของพระพุทธชินราช ก็เป็นหลักฐานอย่างดี ที่ชี้ชัดให้เห็นถึงความสำคัญของเศียรพระพุทธรูปสำริดสีแก่ทองนี้ ว่าควรเป็นเศียรของพระประธานใหญ่ปางมารวิชัยที่เคยประดิษฐานอยู่ภายในพระอุโบสถ วัดพระศรีสรรเพชญ์นั่นเองครับ
เครดิต ; FB
วรณัย  พงศาชลากร
EJeab Academy

ยังมีสาระเรื่องราวดี ๆ ที่อยากเล่าตามมาดูเราได้ที่ ;
My blogs link 👆
https://sites.google.com/site/dhammatharn/
http://abhinop.blogspot.com
http://abhinop.bloggang.com
ททมาโน ปิโยโหติ #ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก
A giver is always beloved.


วันอังคารที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2564

ภาพสลักชาดก 500 ชาติ

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก A giver is always beloved.
“ภาพสลักชาดก 500 พระชาติ” ในอุโมงค์เรือนมณฑป วัดศรีชุม   
.
แผ่นหินจารลายเส้นเล่าเรื่องราว “ชาดก 500 พระชาติ” พร้อมอักษรกำกับเรื่องราวที่เรียกว่า “จารึกภาพชาดกวัดศรีชุม” สลักขึ้นจากหินดินดาน พบติดประดับอยู่บนเพดานของช่องทางเดิน ช่องบันไดและช่องหน้าต่าง เฉพาะในอุโมงค์ทางเดินภายในผนังกำแพงอาคารเรือนมณฑป (Maṇḍapa) ประธานของวัดศรีชุม เมืองโบราณสุโขทัย ที่เริ่มต้นจากบริเวณช่องข้างผนังด้านซ้ายของซุ้มประตูทางเข้าใหญ่ (ทางด้านขวาทางเดินพังทลายลงมา) แผ่นหินแต่ละแผ่นมีขนาดไม่เท่ากัน บางแผ่นอาจจารภาพได้เพียงเรื่องเดียว แต่บางแผ่นอาจจารได้มากถึง 3-6 เรื่องในแผ่นเดียว  แผ่นหินดินดานส่วนใหญ่จะชำรุดแตกหัก ลายเส้นภาพและตัวอักษรลบเลือน มีที่จารเป็นชาดกจำนวน 40 แผ่น จากทั้งหมด 52 แผ่น ที่เหลือเป็นภาพบัวบานและพระพุทธบาท  
.
แผ่นหินสลักเรื่องชาดกแผ่นหนึ่ง พบข้อความอักษรเขียนว่า “เป็นคำรบที่ห้าร้อย” หมายความว่า แผ่นหินนั้นเป็นชาดกเรื่องที่ 500 แสดงเจตนาว่าต้องการจะสลักให้ครบ ตรงกับข้อความในจารึกสุโขทัยหลักที่ 2 (จารึกวัดศรีชุม) ด้านที่ 2 บรรทัดที่ 39 ความ “... มีแห่งมหานิทานแลพระเจดีย์สูงใหญ่รอบนั้นฉลักหินห้าร้อยชาติ ติรเทศงามพิจิตรหนักหนาแก่กมตรุก....”
.
จากข้อความในจารึก เคยมีการสันนิษฐานกันมาว่า ภาพสลักชาดกบนหินดินดานทั้งหมดนี้เคยประดับอยู่ โดยรอบพระเจดีย์ใหญ่ ที่อาจหมายถึงเจดีย์วัดมหาธาตุ (หรือวัดใดวัดหนึ่ง) ในช่วงต้นพุทธศตวรรษที่ 20 ก่อนจะถูกเคลื่อนย้ายมาประดับภายในอุโมงค์ พร้อมกับการเคลื่อนย้ายจารึกวัดศรีชุม มาไว้ภายในอุโมงค์ที่สร้างขึ้นในภายหลัง
.
ประกอบกับมุมมองทางศิลปะ ที่แสดงว่า ภาพสลักเรื่องชาดกบนแผ่นหิน สลักขึ้นพร้อม ๆ กัน มีรูปแบบทางศิลปะที่มีอิทธิพลของคติลังกาและงานศิลปะแบบรามัญ-พุกาม ที่นิยมในช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 19 – ต้นพุทธศตวรรษที่ 20 ส่วนมุมมองตัวอักษรไทยที่จารึกกำกับเรื่องในแต่ละแผ่นนั้น มีอายุอักษรในช่วงปลายสมัยพระญาลิไท (ฦๅไทย-ลิเทยฺย) ไปถึงช่วงกลางพุทธศตวรรษที่ 20  
.
ส่วนในมุมมองทางด้านคติชน-ความเชื่อ เรื่องราวชาดก 500 พระชาติ ทั้งหมดอยู่ใน “อรรถกถาชาดก”  (Jātakatthavaṇṇanā) ในภาษาบาลี ที่มีทั้งหมด 547 (550) เรื่อง ตามคติของฝ่ายเถรวาท (Theravāda) เป็นตัวอย่างในการปฏิบัติตนของพระโพธิสัตว์ในแต่ละภพชาติก่อนจะมา ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า เพื่อเปรียบเทียบให้เห็นถึงการกระทำความดีและความชั่วผ่านเรื่องเล่าในนิทาน เป็นคติที่ได้รับความนิยมในอาณาจักรพุกามต่อเนื่องมาจนถึงอาณาจักรมอญหงสาวดี ที่เริ่มปรากฏความนิยมในรัฐสุโขทัยประมาณช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 19 หลังจากความนิยมในคติวัชรยานแบบเขมรและกัมโพชสงฆ์ปักขะแบบละโว้หมดความนิยมไป      
.
*** แต่งานศึกษาของ “ปิแอร์ ปิชาร์ด” (Pierre Pichard) สำนักฝรั่งเศสปลายบุรพทิศ ตีพิมพ์ครั้งแรกในปี พ.ศ. 2551 ได้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ภาพสลักชาดกหินที่พบในอุโมงค์นั้น ไม่ได้ถูกเคลื่อนย้ายมาจากวัดอื่น ในยุคก่อนหน้า แต่ถูกติดตั้งไปพร้อม ๆ กับการสร้างผนังอาคารเรือนมณฑปตั้งแต่ครั้งแรกสร้าง เพื่อทำหน้าที่เป็น “ฝ้าเพดาน” และ “คานหิน” รองรับน้ำหนักโครงสร้างก่ออิฐด้านบนทางเดินอุโมงค์โดยตรง  หินดินดานแต่ละแผ่นจึงมีขนาดและความหนาที่แตกต่างกันไป ส่วนใหญ่จะมีขนาดเท่ากันในส่วนทางตรงของอุโมงค์ทางเดิน เฉพาะบริเวณมุมหักของทางเดินและช่องหน้าต่างจะเป็นแผ่นหินที่มีขนาดใหญ่ หินแต่ละแผ่นจะมีพื้นที่ขอบด้านข้างเพื่อสอดยึดเข้ากับช่องผนังแตกต่างกัน ส่วนที่ว่างอยู่จะกลายเป็นเพดาน จึงได้มีการจารเส้นและจารึกเป็นเรื่องราวชาดก ไม่ได้เรียงลำดับตามคัมภีร์อรรถคาถาชาดก ไล่ขึ้นไปในระหว่างการก่อสร้าง  
.
ปิชาร์ดสันนิษฐานว่า การก่อสร้างอาคารเรือนธาตุของวัดศรีชุม ควรเป็นการสร้างพระเจดีย์ทรงปราสาท (ผัง 4 เหลี่ยม) ชั้นซ้อนขนาดสูงใหญ่ อาคารที่เห็นอยู่ในปัจจุบันเป็นเรือนธาตุของเจดีย์ใหญ่ทรงปราสาทชั้นแรก ไม่ใช่เป็นอาคารมณฑปอย่างที่เรียกขานกัน ที่จะซ้อนชั้นลดหลั่นขึ้นไปอีก 3-7 ชั้น โดยสังเกตจากผนังเรือนที่มีความหนา ยกมุมเสริมผนังด้านในที่ด้านบนเอียงเหลื่อมเข้าสู่ภายในด้วยองศาที่เท่ากันทุกมุมตามแบบการลดหลั่นยอดอาคารแบบปราสาทเขมร 
.
เหตุผลสำคัญที่ภาพสลักชาดกบนหินดินดานมีอยู่เพียง 100 พระชาติแรก บนแผ่นหิน 40 แผ่น ไม่ครบ 547 พระชาติ ด้วยเพราะการก่อสร้างนั้นได้ยุติลงเพียงเรือนธาตุสี่เหลี่ยมที่ชั้นแรกเท่านั้น    
.
ซึ่งแนวคิดของปิแอร์ ปิชาร์ด ในเรื่องการใช้งานของแผ่นหินภายในอุโมงค์และแนวคิดการสร้างพระเจดีย์ซ้อนชั้นทรงสูง สอดรับกับมุมมองทางศิลปะ อายุอักษรที่จารึกและคติความเชื่อที่นิยมในช่วงเวลานั้น ที่ล้วนแสดงว่า แผ่นหินชาดกและเรือนธาตุ (มณฑป) ใหญ่ ถูกสร้างขึ้นพร้อม ๆ กัน ในช่วงปลายสมัยพญาลิไท ซึ่งน่าจะเริ่มต้นดำเนินการโดยพระมหาเถรศรีศรัทธาราชจุฬามุนีศรีรัตนลังกาทีปมหาสวามี (มหาเถระศรีศรัทธา) ไปจนสิ้นบุญ ของท่านในช่วงหลังยุคพระญาลิไท และได้หยุดการก่อสร้างด้วยเหตุผลทางการเมือง ความพร้อมทางเศรษฐกิจและความนิยมของราชสำนักที่เปลี่ยนแปลงไปตามกษัตริย์พระองค์ใหม่ (พระมหาธรรมราชาที่ 2)
.
*** รูปแบบปราสาทของเรือนธาตุชั้นแรก (มณฑป) แผนผังสี่เหลี่ยมที่มีการสร้างอุโมงค์ทางเดินภายใน อาจได้รับอิทธิพลมาจากสถาปัตยกรรมแบบพุกามผ่านทางล้านนา โดยมีแรงบันดาลใจมาจากสถาปัตยกรรมยกสูงแบบ “สัตตมหาปราสาท” ที่มหาเถระศรีศรัทธาได้พบเห็นมาจากเมืองโปโลนนารุวะ เมื่อครั้งที่ได้เดินทางจาริกแสวงบุญไปเกาะลังกาครับ
Ref : Pierre Pichard สำนักฝรั่งเศสปลายบุรพทิศ ,The Mondop at Wat Si chum : New Prespective ใน Past Live of the Buddha: Wat si chum Art Architecture and Inscriptions สำนักพิมพ์ River Books 2551 แปลโดย อ.พีระพัฒน์ สำราญ
เครดิต ; FB
วรณัย  พงศาชลากร
EJeab  Academy

ยังมีสาระเรื่องราวดี ๆ ที่อยากเล่าตามมาดูเราได้ที่ ;
My blogs link 👆
https://sites.google.com/site/dhammatharn/
http://abhinop.blogspot.com
http://abhinop.bloggang.com
ททมาโน ปิโยโหติ #ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก
A giver is always beloved.


ปราสาทนครหลวง

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก A giver is always beloved.
พระพุทธ​รูปประจำซุ้ม
ปราสาทนครหลวง

พระเจ้าปราสาททอง ปฐมกษัตริย์​ราช​วงค์​ปราสาททอง รัชกาลที่ 26 แห่งกรุง​ศรี​อยุธยา​ โปรดให้สถาปนาวัดไชยวัฒนาราม ที่บ้านสมเด็จพระพันปีหลวง และโปรดให้สร้างปราสาทนครหลวง ดังพระราชพงศาวดาร​กรุงศรี​อยุธยา​ว่า

"ลุศักราช 993 ปีมะแม ตรีศก ทรงพระกรุณา​ให้ช่างออกไปถ่ายอย่างพระนครหลวง และปราสาทกรุงกัมพุชประเทศเข้ามา ให้ช่างกระทำพระราชวังเป็นที่ประทับร้อนตำบลริมวัดเทพจันทร์​ สำหรับเสด็จขึ้นไปนมัสการพระพุทธ​บาท จึงเอานามเดิมซึ่งถ่ายมา ให้ชื่อพระนครหลวง"

พระเจ้า​ปราสาท​ทองโปรดให้สร้างปราสาทนครหลวง ริมแม่น้ำป่าสักระหว่าง ทางไปนมัสการพระพุทธ​บาท ตัวปราสาทนั้นเป็นพุทธ​สถาน และมีตำหนักประทับแรมในบริเวณ​เดียวกัน

ปราสาทนครหลวงเป็นปราสาทใหญ่โตมาก เพราะตั้งใจจะสร้างอย่างปราสาทนครวัดเลยทีเดียว จึงทำให้สร้างไม่สำเร็จ​เพราะเกินกำลัง ทั้งสิ้นเปลืองโดยไม่ได้​ประโยชน์​อะไรมาก จึงสร้างค้างทิ้งไว้

เวลาผ่านไปร้อยกว่าปี ถึงสมัยรัตน​โกสินทร์​ ในปลายรัชกาลที่ 1 มีตาปะขาวปิ่นมาสร้างวัดนครหลวงอยู่ใกล้ตัวปราสาท และได้สร้างพระพุทธ​บาทสี่รอยไว้ในมณฑปบนยอดปราสาทนครหลวงที่สร้างค้างไว้

อีกร้อยกว่าปีต่อมาถึงรัชกาลที่ 6 มีพระภิกษุสงฆ์​นำชาวบ้านมาบูรณะปฏิสังขรณ์​ ด้วยฝีมือแบบบ้านๆ ดังปรากฏ​อยู่ทุกวันนี้

ปราสาทนครหลวง​มีพระระเบียง​ 3 ชั้นตามอย่างปราสาทนครวัด พระระเบียง​แต่ละชั้นจะมีซุ้ม​ปรางค์​ทุกมุมทุกทิศ ซุ้มปรางค์​สร้างค้างอยู่บ้างปรักหักพังบ้าง แต่มีซุ้มปรางค์​ทิศหนึ่งที่สร้างค้าง ทำให้เห็นภาพอันน่าอัศจรรย์​ของพระพุทธ​รูป​ประจำซุ้มปรางค์​นี้

ยังมีสาระเรื่องราวดี ๆ ที่อยากเล่าตามมาดูเราได้ที่ ;
My blogs link 👆
https://sites.google.com/site/dhammatharn/
http://abhinop.blogspot.com
http://abhinop.bloggang.com
ททมาโน ปิโยโหติ #ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก
A giver is always beloved.


วันเสาร์ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2564

ขวานจะงอยปากนก

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก A giver is always beloved.
“ขวานจะงอยปากนก” อาวุธเหล็ก ยุคก่อนประวัติศาสตร์
ร่องรอยการใช้เครื่องมือเหล็ก (Iron Tools) ที่ผ่านกระบวนการถลุง การตีขึ้นรูปและการหล่อมาทำเป็นเครื่องมือเครื่องใช้ได้เองในภูมิภาคลุ่มน้ำเจ้าพระยาและใกล้เคียง อาจเริ่มต้นขึ้นครั้งแรก ๆ ในช่วง 2,800 ปีที่แล้ว 
.
ดูเหมือนว่า เครื่องมือเหล็กทั้งประเภทเครื่องมือช่าง อาวุธและเครื่องประดับ ที่ผ่านการตีขึ้นรูปเพื่อใช้งาน ที่พบเป็นเครื่องอุทิศอยู่ในหลุมฝังศพของชุมชนโบราณ จะถูกวางรวมไว้กับเครื่องอุทิศอย่าง “ลูกปัดหินกึ่งอัญมณี”   (Semi-Precious Ancient Beads) ที่มีแหล่งวัตถุดิบและแหล่งผลิตในอินเดียและวัฒนธรรมพยู (Pyu) ในหุบเขาสาโมน  (Samon Vally) ที่นำเข้ามาโดยเหล่าพ่อค้าวาณิชและผู้คนหลากหลายทั้งนักบวช นักแสวงโชค นักผจญภัย จนไปถึงผู้อพยพ ตามเส้นทางการค้าจากอ่าวเบลกอลเข้าสู่ชุมชนโบราณในเขตที่ราบภาคกลางต่อไปยังอีสาน มาตั้งแต่ช่วงต้นพุทธกาลครับ
.
เครื่องมือเหล็กที่พบในลุ่มน้ำเจ้าพระยาและใกล้เคียง จึงอาจเป็นการนำเข้าภูมิปัญญา-เทคโนโลยีการโลหกรรมจากชาวอินเดียโพ้นทะเล ที่มาพร้อมกับเดินทางเข้ามาเพื่อทำการค้า การแสวงหาทรัพยากร จนถึงการตั้งถิ่นฐานขึ้นเป็นชุมชนอาณานิคม-สถานีการค้าขึ้นในภูมิภาค ในขณะที่โลหกรรมการผลิตเครื่องมือเครื่องใช้ด้วยโลหะประเภทสำริด (Bronze) จะเป็นภูมิปัญญาจากอิทธิพลของกลุ่มชนจากทางตะวันออก ทั้งจากยูนนาน ดองซอง ซาอูล ที่ได้เข้ามาบรรจบผสมผสานกันอย่างลงตัวในภูมิภาคนี้
.
ซึ่งในช่วง 2,500 – 2,800 ปี ยังปรากฏหลักฐานการทำเหมืองเหล็กในเขตภาคกลาง อย่างที่เขาทับควาย อำเภอโคกสำโรง จังหวัดลพบุรี เขาแม่เหล็ก อำเภอพยุหคีรี จังหวัดนครสวรรค์ แหล่งแร่เหล็กที่อำเภอบึงสามพัน จังหวัดเพชรบูรณ์ และอำเภอบ้านไร่ จังหวัดอุทัยธานี  และแหล่งแร่เหล็กขนาดใหญ่ในอีสานใต้ที่บ้านดงพลอง อำเภอสตึก จังหวัดบุรีรัมย์ครับ 
.
---------------------
*** “ขวานจะงอยปากนก-หัวนก” (Billhook -Falx Axe) เป็นเครื่องมือเหล็กที่น่าจะถูกใช้เป็น “อาวุธ” (Weapon) มากกว่าเครื่องมือช่างหรือเครื่องมือการเกษตร ด้วยเพราะมีรูปร่างโค้งแบบปลายแหลมโค้งจะงอยปากนก มีบ้อง-ช่องเข้าด้ามตั้งฉากกับตัวใบ (Shaft-hole Axe) ส่วนกว้างของแผ่นใบติดกับบ้องและโค้งออก ไปตวัดปลายแหลม ส่วนท้องและคอที่คล้ายหัวนกเป็นส่วนที่มีความคม ลักษณะแบบเดียวกับขวาน ที่เข้าด้ามตรงบ้องเพื่อใช้ในการ “สับฟัน” ไปข้างหน้า ส่วนแหลม (หัวนก) จะทำหน้าที่เจาะ ส่วนคอและท้อง (นก) ทำหน้าที่สับเฉือน
.
ขวานจะงอยปากนก ถูกขุดพบครั้งแรกในงานโบราณวิทยาที่บ้านดอนตาเพชร อำเภอพนมทวน จังหวัดกาญจนบุรี ในช่วงปี พ.ศ. 2523 – 2524 พบวางอุทิศอยู่ที่บริเวณส่วนปลายหน้าแข้ง-เท้าของโครงกระดูกหนึ่ง ร่วมกับเครื่องมือเหล็กอีกชิ้นหนึ่งที่มีลักษณะเป็นเครื่องมือเหล็กที่มีบ้องตรงปลายด้านหนึ่ง ตั้งฉากกับส่วนคมโค้งของปลายแผ่นใบมีดที่แผ่ออก ที่เรียกกันว่า “ขวานบ้อง” (Socketed Axe) โดยไม่มีเครื่องมือเหล็กชิ้นอื่น ๆ อยู่ใกล้เคียง เครื่องมือเหล็กทั้งสองชิ้นที่แตกต่างกันในการเข้าด้ามที่ส่วนบ้อง จึงควรเป็นเครื่องมือที่ถูกประกอบเข้าด้วยกันในด้ามจับเดียวกันครับ
.
ต่อมาได้มีการพบขวานจะงอยปากนกจากหลุมฝังศพโบราณในเขตที่ราบลอนลูกคลื่นตากฟ้า-ตาคลี ลุ่มน้ำป่าสัก เขตจังหวัดลพบุรี จังหวัดสระบุรี จังหวัดนครสวรรค์ จังหวัดพิจิตร พิษณุโลกขึ้นไปถึงเขตจังหวัดเพชรบูรณ์ ฝังอุทิศอยู่ร่วมกับขวานบ้องเป็นคู่ ๆ พร้อมกับลูกปัดหินกึ่งอัญมณีจำนวนมากพร้อมกัน ที่อาจสรุปได้ว่า ขวานจะงอยปากนกและขวานบ้องที่เป็นเครื่องมือเหล็ก เป็นภูมิปัญญาจากฝ่ายตะวันตก (อินเดีย-พยู) ที่เข้ามาพร้อมกับความนิยมลูกปัดหินกึ่งอัญมณี เป็นเครื่องมือเหล็กประเภทอาวุธ 2 ชิ้นในด้ามจับเดียวกัน โดยขวานจะงอยปากนกนั้นจะเข้าด้ามที่บ้องฝั่งด้านหนึ่ง และขวานบ้องจะเสียบไม้เข้าที่ท้ายบ้อง ปิดที่ปลายของด้ามจับ แต่ด้วยเพราะด้ามไม้ ที่อาจจะเป็นแบบด้ามสั้นหรือด้ามยาวผุพังไป จึงพบเพียงแต่เครื่องมือเหล็กทั้งสองวางอยู่ใกล้เคียงกันเท่านั้น            
.
*** ขวานจะงอยปากนก จึงเป็นอาวุธเหล็กรุ่นแรก ๆ (เอาไว้ฟัน-เจาะ-เฉาะ-เฉือน) ในช่วงปลายยุคเหล็กของภูมิภาคลุ่มน้ำเจ้าพระยาและป่าสัก จากอิทธิพลของฝ่ายอินเดีย ในช่วง 2,500 ปีที่แล้วครับ
เครดิต ; FB
วรณัย  พงศาชลากร
EJeab  Academy

ยังมีสาระเรื่องราวดี ๆ ที่อยากเล่าตามมาดูเราได้ที่ ;
My blogs link 👆
https://sites.google.com/site/dhammatharn/
http://abhinop.blogspot.com
http://abhinop.bloggang.com
ททมาโน ปิโยโหติ #ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก
A giver is always beloved.


วันพฤหัสบดีที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2564

วัดอาทิต้นแก้ว

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก A giver is always beloved.
“วัดอาทิต้นแก้ว”  ความขัดแย้งระหว่างนิกายป่าแดงและนิกายสวนดอก ที่เมืองโบราณเชียงแสน
ร่องรอยการกำเนิดของเมืองเชียงแสนโบราณริมฝั่งแม่น้ำโขง ทั้งจากชินกาลมาลีปกรณ์ ประชุมพงศาวดารภาคที่ 61 และตำนานพื้นเมืองเชียงแสน อธิบายได้ว่า ในช่วงกลางพุทธศตวรรษที่ 19 ได้เริ่มมีการสร้างศาสนสถานทางพุทธศาสนาขึ้นอย่างชัดเจนเป็นครั้งแรกในยุคสมัยพระญาแสนพู-พระยาราชแสนภู ที่วัดพระเจดีย์หลวงและวัดป่าสัก ต่อเนื่องมาในสมัยพญากือนา พระญาแสนเมืองมา พญาสามฝั่งแกน พระเจ้าติโลกราช (พระญาติโลกราช) มาจนถึงพระเมืองแก้วในช่วงกลางพุทธศตวรรษที่ 21  ปรากฏนิกายพุทธศาสนา 3 กลุ่ม ทั้งคณะสงฆ์นิกายป่าแดง-สีหล (วัดแภะป่าทึ – หนป่าแดง) จากอิทธิพลของนิกายสีหลภิกขุ-กัลยาณีภิกขุในลังกา คณะสงฆ์สำนักวัดบุปผาราม (สวนดอก) ในสายพระสุมนเถระ-รามัญนิกาย และคณะสงฆ์พื้นเมืองเดิม (หริภุญชัย-กัมโพช) ในเมืองเชียงแสน
.
ความขัดแย้งระหว่างนิกายป่าแดงและนิกายสวนดอก ใน “ตำนานมูลศาสนา” อาจเริ่มต้นในสมัยพญาสามฝั่งแกน ช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 19 เมื่อพระสงฆ์กลุ่มหนึ่ง นำโดย “พระญาณคัมภีร์” ได้เดินทางไปศึกษาพระธรรมวินัยและอุปสมบทใหม่ในเรือขนานที่ท่าเรือยาปา แม่น้ำกัลยาณี (Kelaniya River) ทางตะวันตกของเกาะลังกา และได้เดินทางกลับมาเผยแพร่พุทธศาสนาแบบลังกาที่เรียกว่า “นิกายสีหลภิกขุ” หรือ “นิกายกัลยาณีสีมา” เมื่อเดินทางกลับจึงได้ตั้งพระอารามขึ้นใหม่ที่วัดป่าแพะตึง (วัดป่ากวาง) เชิงดอยสุเทพ ซึ่งต่อมาได้เปลี่ยนชื่อใหม่เป็นวัดรัตตวนาราม เกิดนิกาย “ป่าแดง” ที่เน้นการประพฤติปฏิบัติตามธรรมวินัยอย่างเคร่งครัด  ส่วนนิกายสวนดอก ที่นิยมในยุคก่อนหน้านั้น สืบทอดมาจากฝ่ายรามัญนิกาย-อรัญวาสีเดิม เน้นการบูชาวัตถุรูปเคารพและการสร้างพระอารามครับ   
.
นิกายป่าแดง (ใหม่) มองว่า รามัญนิกายของฝ่ายสวนดอกล้าหลัง พระวินัยหย่อนยาน สวดภาษาบาลีผิดเพี้ยน เน้นการสร้างศาสนวัตถุ กราบแต่พระพุทธปฏิมา แต่ไม่ปฏิบัติตามพระธรรมวินัยอันบริสุทธิ์ ความขัดแย้งระหว่างพระสงฆ์รุ่นเก่ากับรุ่นใหม่ ได้ทวีความรุนแรง ต่างฝ่ายต่างไม่กระทำสังฆกรรมร่วมในอุโบสถเดียวกัน เกิดการโต้เถียงในพระธรรมวินัยจนเลยเถิดไปในเรื่องอื่น ๆ ถึงขั้นลงไม้ลงมือ เกิดการทำลายพระพุทธรูปฝ่ายสวนดอกในเมืองเชียงใหม่ 
ถึงพญาสามฝั่งแก่น จะทรงโปรดนิกายป่าแดง และการประลองความรู้-พระธรรมวินัยที่ฝ่ายป่าแดงเหนือกว่าฝ่ายสวนดอกในทุกด้าน แต่กระนั้นผู้คนในเมืองเชียงใหม่จำนวนมากยังคงให้ความนิยมและศรัทธาในนิกายสวนดอกกำลังรวบรวมผู้คน ซึ่งจะเป็นภัยร้ายแก่ผู้ศรัทธานิกายป่าแดงจนถึงขั้นเกิดสงครามกลางเมือง พญาสามฝั่งแก่นจึงขอให้ฝ่ายนิกายป่าแดงที่มีจำนวนน้อยกว่าย้ายออกไปจากเมืองเชียงใหม่ กระจายตัวไปตามหัวเมืองล้านนา ทั้งเชียงราย พะเยา ลำปาง ขึ้นไปถึงเมืองเชียงตุง โดยมีคณะนิกายป่าแดงกลุ่มหนึ่งได้เข้ามาปักหลักที่เมืองเชียงแสนครับ  
.
ปลายพุทธศตวรรษที่ 20 พระญาติโลกราช ที่ทรงโปรดนิกายป่าแดง-กัลยาณีภิกขุ ได้ใช้กุศโลบาย สร้างความประนีประนอม ลดความขัดแย้งบาดหมางในอดีตระหว่างสองนิกาย ด้วยการสังคายนาพระไตรปิฎกขึ้นที่วัดมหาโพธาราม (วัดเจ็ดยอด)  บังคับให้ทั้งสองนิกายกลับมาร่วมทำสังฆกรรมตามพระธรรมวินัยที่ได้ชำระขึ้นใหม่ร่วมกัน
 .
------------------------------
*** วัดอาทิต้นแก้ว ตั้งอยู่ภายในเมืองโบราณเชียงแสน เจดีย์ประธานมีเรือนทรงปราสาทแบบพุกาม-ล้านนา    รองรับองค์ระฆังเป็นชุดฐานบัว ผังแปดเหลี่ยม 2 ชั้น แต่ละชั้นมีท้องไม้กว้าง คาดเส้นลวดลูกแก้วไก่ 2 เส้น รัดด้านบนและล่าง รองรับองค์ระฆัง ซึ่งเป็นรูปแบบเจดีย์ล้านนาที่นิยมในช่วงพุทธศตวรรษที่ 21 ครับ
ในพงศาวดารโยนกกล่าวว่า วัดอาทิต้นแก้วสร้างในสมัยพระเมืองแก้ว เมื่อจุลศักราช 877 (พ.ศ.2058) “....เริ่มลงมือขุดรากในวันศุกร์ เดือน 5 ขึ้น 9 ค่ำ ปีกุนถึง ณ วันศุกร์ เดือน 5 แรม 1 ค่ำ ก่อฐานเจดีย์กว้าง 15 วา สูง 1 เส้น 5 วา แล้วให้ผูกเรือขนานในแม่น้ำของ (โขง) ชุมนุมพระสงฆ์ 108 รูป มีพระราชาคณะวัดโพธารามเมืองเชียงใหม่เป็นประธานกระทำสังฆกรรม แล้วบวชภิกษุอื่นอีกต่อไป รวมเป็นภิกษุบวชใหม่ 1,010 รูป แล้วเสด็จจากเมืองเชียงแสนมาประทับเมืองเชียงราย....”   
.
ในประชุมพงศาวดารภาคที่ 61 ก็ยังปรากฏเรื่องราวเกี่ยวกับวัดอาทิต้นแก้วว่า “...พระเมืองแก้วลูกพระเมืองยอด ได้กินเมืองเชียงใหม่ได้ 2 แล้ว ท่านก็เสด็จขึ้นมาอยู่กระทำบุญให้ทานยังเมืองเงินยางเชียงแสนที่นี้แล ท่านก็มีปราสาทสัทธาในบวรพุทธศาสนามากนัก ...ศักราชได้ 876 ตัวปีกาบเสด (พ.ศ.2057) ท่านสร้างวัดหลังหนึ่งในเวียงเชียงแสนที่นั้น วิหารกว้าง 7 วา สูง 9 วา สร้างเจดีย์กว้าง 4 วา สูง 12 วา บรรจุธาตุย่อย 868 พระองค์ สร้างธรรมปิฏก 84,000 พระธรรมขันธ์สำเร็จแล้วบริบูรณ์ จึงใส่ชื่อวัดอาทิตย์แก้วนั้นแล...”
.
เจดีย์ประธานเรือนปราสาทล้านนาในยุคพระเมืองแก้ว ก่อครอบเจดีย์ประธานองค์เดิมทรงเรือนปราสาทแบบเดียวกัน แต่มีขนาดเล็กกว่า ยกเชิงบาตรแบบยอดวิมานปราสาทขึ้นไป 2 ชั้น มียอดเป็นหม้อน้ำ “กัลปลตา” หรืออมลกะ ที่สร้างขึ้นในช่วงต้นพุทธศตวรรษที่ 20  ตามอิทธิพลทางสถาปัตยกรรมแบบเจดีย์ยอดดอกบัวตูมของรัฐสุโขทัย ในคติรามัญนิกายที่นิยมในราชสำนักสุโขทัยในยุคพญาลิไท (ฦๅไทย-ลิเทยฺย)  ซึ่งพระญากือนา ได้อาราธนาพระมหาสุมนเถระจากกรุงสุโขทัย มาเผยแพร่พุทธศาสนฝ่ายรามัญนิกาย จนเกิดนิกายสวนดอกขึ้นในเมืองเชียงใหม่ครับ
.
เจดีย์องค์เดิมของวัดอาทิต้นแก้ว จึงถูกสร้างขึ้นในนิกายสวนดอก ยุคพระเจ้ากือนา  ซึ่งต่อมาราชสำนักล้านนาเปลี่ยนไปนิยมในนิกายป่าแดง จนได้มีการสังคยานาพระธรรมวินัยขึ้นใหม่ในยุคพระญาติโลกราช และเมื่อพระเมืองแก้ว ได้นำนิกายมหาโพธาราม ที่เกิดขึ้นหลังจากการสังคยานา แต่ยังคงรายละเอียดตามแบบสีหลภิกขุ – ป่าแดงเป็นส่วนใหญ่ มาใช้ปกครองคณะสงฆ์ในเมืองเชียงแสน  
.
*** คติมหาโพธารามแห่งอาณาจักร ที่เกิดขึ้นจากการตกลงระหว่างนิกายในการสังคยานาครั้งใหม่ แต่ยังคงมีกลิ่นอายแห่งนิกายสีหลภิกขุ-ป่าแดง อย่างเข้มข้น จึงได้ถูกนำมาสร้างเป็นพระเจดีย์ทรงล้านนาครอบทับเจดีย์ประธานองค์เดิมของฝ่ายรามัญนิกาย-นิกายสวนดอก สิ้นสุดความขัดแย้งระหว่างสองนิกายที่เมืองเชียงแสนครับ
เครดิต ; FB
วรณัย  พงศาชลากร
EJeab  Academy

ยังมีสาระเรื่องราวดี ๆ ที่อยากเล่าตามมาดูเราได้ที่ ;
My blogs link 👆
https://sites.google.com/site/dhammatharn/
http://abhinop.blogspot.com
http://abhinop.bloggang.com
ททมาโน ปิโยโหติ #ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก
A giver is always beloved.


วันพฤหัสบดีที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2564

ปราสาทตาพรหม

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก A giver is always beloved.
“พระไภสัชยคุรุไวฑูรยประภาสุคตและพระชิโนรส” กลุ่มรูปประติมากรรมประธานของปราสาทอาโรคยศาลา
“จารึกปราสาทตาพรหม” (K.273) บทที่ 117  กล่าวถึงพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ว่า  “...พระองค์ได้ทรงสถาปนาอาโรคยศาลา (ĀrogyaŚālā)  ในทุก ๆ วิษัย และภายในบริเวณศาสนสถานตาพรหม ...เมื่อมีผู้คนมีความเจ็บป่วยก็มีการดูแลเยียวยาดูแลรักษา...” และใน “จารึกปราสาทพระขรรค์” (K.908) ด้านที่ 3 บรรทัดที่ 55 ยังกล่าวว่า พระองค์ได้โปรดให้สถาปนา “วลภิปฺราสาท” (Valabhi prāsādā) หรือ ปราสาทหินอาโรคยศาลาขึ้นจำนวน 102 แห่ง
.
“จารึกประจำอโรคยศาลา” (ĀrogyaŚālā Stele) เป็นจารึกที่พบเฉพาะปราสาทแบบอาโรคยศาลาทุกแห่ง มีรูปทรงสี่เหลี่ยมกว้างยาวประมาณ 25 – 30 เซนติเมตร ความสูง 50 เซนติเมตร (ขนาดไม่เท่ากันทุกจารึก) ยอดทรงกระโจมหรือทรงยอคว่ำ สลักขึ้นจากหินทราย จารด้วยอักษรเขมร  ประพันธ์เป็นบทฉันท์ลักษณ์ในภาษาสันสกฤต จำนวนของฉันท์แต่ละโศลก (บท) ของจารึกแต่ละหลักไม่เท่ากัน บางหลักก็ไม่ได้จารอักษรครบทุกหน้า บางหลักมีข้อความที่แตกต่างไปบ้าง แต่ทุกหลักก็มีใจความสำคัญที่บ่งบอกถึงรูปประติมากรรมประธานแห่งปราสาทอาโรคยศาลาว่า
“...ข้าพเจ้า (พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ) ขอนมัสการพระชินะผู้พิชิต คือพระไภษัชยคุรุไวฑูรยะประภาราชา (Bhaiṣajyaguru  Vaidūryaprabha rāja) ด้วยเพราะพระองค์ จึงทำเกิดความสุขและความไม่มีโรคแก่ประชาชนผู้ได้สดับแม้เพียงชื่อพระนาม อีกทั้ง... พระศรีสูรยะไวโรจนจันทราโรจิ (Śrī -sūrya-vairocana-caṇḍa-rociḥ) และพระศรีจันรไวโรจนโรหิณีศะ (Śrī -candra-vairocana-rohiṇīśaḥ) ผู้ขจัดความมืด อันได้แก่โรคร้ายของประชาชน ผู้ชนะที่อยู่เคียงเขาข้างพระสุเมรุแห่งผู้ปฏิบัติ... 
...โรคทางร่างกายของประชาชนนี้ เป็นโรคทางใจที่เจ็บปวดยิ่ง เพราะว่าความทุกข์ของราษฎร แม้มิใช่ความทุกข์ของพระองค์ แต่เป็นความทุกข์ของผู้ปกครอง ...พระองค์พร้อมด้วยแพทย์ทั้งหลาย ผู้เชี่ยวชาญและชำนาญในการอายุรเวท (Āyurveda)  และ อัษฏเวท (Āṣṭraveda) ได้ใช้เภสัชอาวุธ (Bheṣajayudhaiḥ) ฆ่าศัตรู อันได้แก่โรคร้ายของประชาชน..... 
.
...พระองค์ได้สร้างโรงพยาบาลและรูปพระโพธิสัตว์ไภษัชยสุคต (Bhaiṣajya Saugata) พร้อมด้วยรูปพระชิโนรสทั้งสองที่อาโรคยศาลา เพื่อความปราศจากโรคของประชาชนตลอดไป...
.
...พระองค์ได้สถาปนาอโรคยศาลาหลังนี้ พร้อมด้วยวิหารของ “พระสุคตาลัย – ลยมะ” (Sugatālayam) ประดิษฐานรูปพระไภษัชยสุคตนี้ ไว้ในปีศักราช ดวงจันทร์ พระหฤทัย ท้องฟ้าและพระวรกาย (Dehāmvara-hṛd-indunā - มหาศักราช (Śaka) 1108 เทียบเป็นปี พ.ศ.1729) ...  
.
...พระองค์ให้สร้างรูปพระชิโนรสทั้ง 2 คือพระสูรยะไวโรจนะและพระจันทราไวโรจนะอันงดงามนี้ ให้เป็นผู้พิชิตโรคร้ายของประชาชน ผู้มีโรคทั้งหลายในที่นี้...”
.
------------------------------
*** รูปประติมากรรมประธานที่ประดิษฐานอยู่ภายในปราสาทประธาน (สุคตาลัย) แห่งอาโรคยศาลานั้น จึงได้แก่ “พระพุทธเจ้าไภสัชยคุรุไวฑูรยประภาสุคต” และพระชิโนรสทั้งสองที่มีพระนามว่า “พระศรีสูริยไวโรจนะจันทโรจิ” และ “พระศรีจันทรไวโรจนโรหิณีศะ” ประทับอยู่ด้านข้าง ตามชื่อนามที่ปรากฏในจารึกและคัมภีร์ฝ่ายวัชรยานครับ
.
*** ปราสาทสุคตาลัยแห่งอโรคยศาลา เป็นปราสาทหินแบบหนึ่งที่สร้างขึ้นเฉพาะในเขตวิษัยนคร-สฺรุก-ปุระ (Visaye-Sruk-Pura) หรือ “ชุมชน (Communities)”หรือ “เมือง (Town)” ในพระราชอาณาจักรของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ซึ่งเมืองแต่ละแห่งจะมีชื่อปรากฏในจารึกประจำอโรคยศาลา (หากจารึกไม่สูญหายหรือโดนทำลายไปแล้ว) เช่น ชื่อเมืองวิเรนทรปุระ (ปราสาทโคกงิ้ว อำเภอปะคำ) นครอวัธยปุระ – สังโวก (เมืองศรีมโหสถ จังหวัดสระแก้ว) ซึ่งพบปราสาทแบบอาโรคยศาลาจำนวน 5 แห่งอยู่ในเขตเมืองพระนครศรียโสธรปุระ ส่วนที่เหลือจะกระจายตัวไปตามชุมชนทั่วทุกภูมิภาคทั้งในกัมพูชา ภาคกลางของประเทศไทย ภาคอีสานเวียดนามและลาวใต้ ที่อาจได้แสดงอิทธิพลของ “ระบบจักรวรรดิ” (Empire) ขนาดใหญ่ ที่มีนครรัฐขนาดเล็กมารวมภายใต้ศูนย์กลางอำนาจเพียงแห่งเดียวกันที่ราชสำนักเมืองพระนครธม
.
ภายในห้องครรภคฤหะ-ครรภธาตุ ของปราสาทประธาน-สุคตาลัยแห่งอาโรคยศาลา ทุกแห่งจะพบฐานรูปเคารพรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าที่มีช่องเสียบเดือย 3 ช่อง ประดิษฐานรูปประติมากรรม 3 องค์ วางเรียงรูปวิภัติ 3 เพศ (ลิงค์) ในภาษาสันสกฤต คือ ปุงลิงค์ (บุรุษ), อิตถีลิงค์ (สตรี-ศักติ) และนปุงสกลิงค์ (เพศกลางที่มีความเกี่ยวข้อง) หรือการ “วาง 3 รูปวิภัติ (Trinity) เรียงบนระนาบฐานเดียวกัน เป็นประติมากรรมการเพื่อแสดงความหมายผ่านการสร้างภาพลักษณ์ (มโนภาพ) ในมุมมอง “บุคลาธิษฐาน” (Personification) ตามคติ“ตันตระ” (Tantra-Tantric) โดยรูปกลางนั้น เป็นรูปประติมากรรมของพระพุทธเจ้าไภสัชยคุรุไวฑูรยประภาสุคต ในรูปการแสดงท่า “วัชร หุมกะระมุทรา” (Vajrahumkara-mudrā  ยกพระกรขึ้นในระดับพระอุระ พระหัตถ์ขวาถือ “วัชระ” (Vajra) อยู่ด้านบน พระหัตถ์ซ้ายถือ “วัชระกระดิ่ง-วัชระฆัณฏา” (Vajra-Ghaṇṭā)  ซึ่งตามแนวคิดบุคลาธิษฐานในรูปศิลปะของพระวัชรธร (Vajradhara) มีความหมายถึงการใช้ปัญญาและอุบายเพื่อการบรรลุ (การปฏิบัติ,การรักษา) โดยมีเป้าหมายให้หายจากโรค ผ่านการสวดภาวนามนตราธาริณี เพื่อการบรรลุได้โดยเร็ว (ฉับพลันดั่งสายฟ้า) ครับ
.
ตามคติรูปวิภัติ  ทางด้านขวาของรูปประธานจะเป็นเพศชาย และตามคตินิยมในงานศิลปะ จะกำหนดให้ “พระศรีสูรยไวโรจนจันทโรจิ” เป็นปุงลิงค์ (บุรุษ) ผู้เป็นพระชิโนรส-ผู้ช่วย ยกพระกรขึ้นในระดับพระอุระ พระหัตถ์ทั้งสองประคองม้วนคัมภีร์ขนาดเล็ก ซึ่งในความหมายเชิงบุคลาธิษฐาน จะหมายถึงตำรายา-ตำราอายุรเวช ด้านซ้ายของรูปประธานเป็นอิตถีลิงค์ คือ “พระศรีจันทรไวโรจนโรหิณีศะ” ยกพระกรขึ้นในระดับพระอุระ พระหัตถ์ทั้งสองประคองหม้อน้ำกลม (หม้อน้ำโสมะ-หม้อยา-อมฤต) ซึ่งในความหมายเชิงบุคลาธิษฐาน จะหมายถึงยา-ทิพยเภสัช-อัษฏเวท ที่ประดุจดั่งอาวุธสำคัญในการพิชิตโรคร้าย
.
รูปประติมากรรมทั้งสามมีรูปแบบทางศิลปะที่คล้ายคลึงกัน คือทรงมงกุฎรัดเกล้ารูปกรวยครอบอุษณีษะ สวมกระบังหน้าแบบเครื่องกษัตริย์ ไม่สวนเครื่องประดับ ประทับนั่งขัดสมาธิบนฐานบัวคว่ำ รูปประธานตรงกลางจะมีฐานและขนาดที่ใหญ่กว่ารูปด้านข้างเล็กน้อยครับ
.
ฐานสนานโทริณี “สนานโทรณี” (Sanandorini) ของรูปประติมากรรมประธานแห่งอาโรคยศาลา มีช่องเสียบสามรูเดือยอยู่บนฐานเดียวกัน มีทั้งแบบหน้ากระดานของฐานเรียบเสมอกันและแบบยกเก็จเฉพาะตรงกลางให้มีขนาดใหญ่กว่าส่วนฐานของรูปด้านข้างเล็กน้อย
.
*** เมื่อสิ้นอำนาจแห่งจักรวรรดิ รูปประติมากรรมประธานแห่งอาโรคยศาลาทั้งหมดในยุคพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ได้ถูกทุบทำลายรื้อถอนเคลื่อนย้ายออกมาโยนทิ้งนอกปราสาท หรือกองทิ้งชิ้นส่วนกระจายอยู่กับพื้นโดยรอบนอก ไม่ก็ถูกโจรกรรมรูปเคารพออกไปในยุคหลัง การขุดแต่งปราสาทอาโรคยศาลาทุกแห่งจึงยังไม่เคยพบรูปประติมากรรมประธานทั้งสามเหลือรอดตั้งอยู่บนฐานภายในปราสาทเลยแม้แต่ชิ้นเดียวครับ    
เครดิต ;FB
วรณัย  พงศาชลากร
EJeab Academy
ยังมีสาระเรื่องราวดี ๆ ที่อยากเล่าตามมาดูเราได้ที่ ;
My blogs link 👆 
https://sites.google.com/site/dhammatharn/
http://abhinop.blogspot.com
http://abhinop.bloggang.com
ททมาโน ปิโยโหติ #ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก
A giver is always beloved.

วันพุธที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2564

แท่นหินวิมานสูริยจักร

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก A giver is always beloved.
“แท่นหินวิมานสูริยจักร" รองพระธรรมจักร-สตัมภะ  
และจารึกพระคาถา “เย ธมฺมา” ที่ไม่เคยถูกล่าวถึง
ในบรรดาวัตถุโบราณในยุควัฒนธรรมทวารวดี ที่จัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร มีแท่นหินชิ้นใหญ่ชิ้นหนึ่งจัดแสดงอยู่มาเป็นเวลายาวนาน ซึ่งจากภาพถ่ายเก่าหนึ่งได้แสดงให้เห็นว่า แท่นหินนี้ เดิมในช่วงสมัยรัชกาลที่ 5 ยังตั้งประกอบชิ้นส่วนแตกหักอยู่บนลานประทักษิณขององค์พระปฐมเจดีย์ ปะปนร่วมกับชิ้นส่วนโบราณวัตถุอีกเป็นจำนวนมาก 
.
ชิ้นส่วนและรูปประติมากรรมที่วางอยู่รายรอบนี้ ถูกเคลื่อนย้ายมาจากซากสิ่งก่อสร้างโบราณในยุคสมัย “ภารตะภิวัฒน์” (Indianization) ต้นทางวัฒนธรรมทวารวดี จนมาถึงยุคลูกครึ่งท้องถิ่นอย่างวัฒนธรรมทวารวดี   ที่เคยปรากฏอยู่เป็นจำนวนมากก่อนถูกทำลาย รื้อถอนหายสาบสูญไปหลายแห่งในพื้นที่จังหวัดนครปฐมครับ
.
นับตั้งแต่การสร้างองค์พระปฐมเจดีย์ครอบซากสถูปเจดีย์โบราณ ในสมัยรัชกาลที่ 4 ตั้งแต่ปี 2396 เป็นต้นมา ปรากฏหลักฐานว่า ได้เคยมีซากโบราณสถานเป็นจำนวนมากในเมืองนครปฐมโบราณ ดังที่มีการกล่าวถึงไว้ในบันทึกการสร้างพระราชวังปฐมนคร ว่า  “มีพระเจดีย์จำนวนมาก ติดเนื่องกันไปไม่ขาดระยะยิ่งกว่ากรุงเก่า ...มีฐานปราสาทพระราชวัง โบสถ์พราหมณ์ สระน้ำและกำแพงวัง อยู่ทางด้านตะวันตกขององค์พระปฐมเจดีย์...”
.
สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศ วริยากรณ์ เคยมีพระนิพนธ์ว่า ที่เมืองโบราณนครปฐมนั้น เคยมีโบราณสถาน รวมทั้งยังพบพระพิมพ์ดินเผาและธรรมจักรศิลาอยู่เป็นจำนวนมาก    “...แผ่นดินในเมืองนั้นก็หนาสูงขึ้นมาก วัดวิหารเจดียสถานหักพังจมลงอยู่ใต้ดินมีมาก หลายแห่ง หลายตำบล เขาเล่าว่าสองศอกบ้าง สามศอกบ้าง สามศอกเศษบ้างต่างๆ กัน...”
.
ในระหว่างการสร้างพระปฐมเจดีย์ ในสมัยรัชกาลที่ 4  ได้มีการค้นพบจารึกพระคาถา เย ธมฺมา บริเวณซากพระปทม (พระปฐมเจดีย์องค์เดิม)  ซึ่งนั่นก็อาจเป็นการค้นพบจารึกในยุคสมัยวัฒนธรรมทวารวดีอย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรกครับ 
.
จนมาถึงช่วงรัชกาลที่ 5  ได้มีการรวบรวมโบราณวัตถุในเขตเมืองโบราณนครปฐมและมณฑลนครไชยศรี โดยครั้งที่สมเด็จฯ กรมพระยาดารงราชานุภาพ ในฐานะเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย ได้เสด็จมาตรวจราชการที่มณฑลนครไชยศรีในปี พ.ศ. 2441  ทรงมีรับสั่งถึงโบราณวัตถุพบที่เมืองนครไชยศรีว่า
.
“...มาพระปฐมคราวนี้ ได้เอาเปนธุระสืบค้นของโบราณได้พระพิมพ์หลายรูป พิเคราะห์ดูรูปพระพิมพ์เปนทานองฮินดูคล้ายกับที่ได้ในแหลมมลายู แลได้ไปพิจารณาดูศิลาจาหลักที่ตั้งไว้ในลานพระปฐม ท่วงทีฝีมือคล้ายกับที่มีในเกาะชะวา ดูพอเปนพยานในความสันนิถานได้อย่างหนึ่งว่า พระปฐมเจดีย์นี้ชาวมัชฌิมประเทศ คงจะเปนผู้สร้างหรือเปนครูให้สร้าง แต่เทวรูปที่ขุดได้เปนเทวรูปอย่างเดียวกับขอม เหมือนกับที่มีในเมืองสรรค์ เมืองสิงห์ แลเมืองนครราชสีมา ตลอดจนเมืองขอม..”
.
“... ได้พบของสาคัญในคราวนี้อย่างหนึ่ง คือ เงินเหรียญโบราณ พวกจีนขุดได้ทางคลองพระปโทน จีนพุกผู้ใหญ่บ้านนามาให้ดูตราเปนทำนองปราสาทมีรูปปลาอยู่ใต้นั้นด้านหนึ่ง เปนอุณาโลมกับลายรูปอะไรไม่รู้อีก ด้านหนึ่ง ไม่เคยเห็นเงินอย่างนี้มาแต่ก่อน...”  
.
การรวบรวมวัตถุโบราณ เกิดขึ้นในช่วงหลังการสร้างทางรถไฟ ในปี 2443 ซึ่งสมเด็จฯ กรมพระยาดารงราชานุภาพ ในฐานะนายกราชบัณฑิตยสภา มีรับสั่งว่า “...มีเรื่องที่ข้าพเจ้ายังไม่หายเสียดายอยู่เรื่องหนึ่ง คือเมื่อเริ่มสร้างรถไฟสายใต้ใน พ.ศ. 2443 เวลานั้นท้องที่รอบพระปฐมเจดีย์ยังเป็น ป่าเปลี่ยวอยู่โดยมาก ในป่าเหล่านั้นมีซากพระเจดีย์โบราณขนาดใหญ่ ๆ ซึ่งสร้างทันสมัยพระปฐมเจดีย์อยู่หลายองค์ พวกรับเหมาทาทางรถไฟไปรื้อเอาอิฐพระเจดีย์เก่ามาถมเป็นอับเฉากลางรางรถไฟ ได้อิฐพอถมตั้งแต่สถานีบางกอกน้อยไปตลอดระยะทางกว่า 50 กิโลเมตร ขอให้คิดดูก็จะได้เห็นว่ารื้อ พระเจดีย์ที่เป็นของควรสงวนเสียสักกี่องค์ ...”
.
“...เมื่อย้ายที่ว่าการมณฑลจากริมแม่น้ำขึ้นไปตั้ง ณ ตำบลพระปฐมเจดีย์ซึ่งรื้อกันเสียหมดแล้ว ก็ได้แต่เก็บศิลาเครื่องประดับพระเจดีย์เก่าเหล่านั้นมารวบรวมรักษาไว้ ยังปรากฏอยู่รอบพระระเบียงพระปฐมเจดีย์บัดนี้ ถ้ามีราชบัณฑิตยสภาอยู่ในเวลานั้น ก็จะหาเป็นเช่นนั้นไม่ ...”
.
สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพรับสั่งให้เจ้าพระยาศรีวิไชยชนินทร์ ซึ่งดำรงตาแหน่งสมุหเทศาภิบาลมณฑลนครไชยศรี เป็นผู้รวบรวมโบราณวัตถุ เจ้าพระยาศรีวิไชยชนินทร์จึงได้มอบให้หลวงพุทธเกษตรานุรักษ์ (จร จรณี) ซึ่งเป็นผู้มีนิสัยชอบเสาะแสวงหาโบราณวัตถุกับหลวงไชยราษฎร์รักษา (โพธิ์ เคหะนันท์) (ต่อมาได้เลื่อนเป็นพระพุทธเกษตรานุรักษ์) เป็นผู้ช่วยรวบรวมโบราณวัตถุนามาเก็บรักษาให้เป็นระเบียบที่ระเบียงคดและลานรอบองค์พระปฐมเจดีย์  ก่อนจะน้ำโบราณวัตถุส่วนใหญ่มาไว้ในอาคารซึ่งจัดสร้างเป็น “พระปฐมเจดีย์พิพิธภัณฑสถาน” หรือพิพิธภัณฑ์ขององค์พระปฐมเจดีย์ขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2454 ครับ (สฤษดิ์พงศ์ ขุนทรง : โบราณคดีเมืองนครปฐม 2557)
.
-------------------------------
*** แท่นหินขนาดใหญ่ 2 ชิ้น อยู่ในสภาพแตกหักเพราะถูกทุบทำลายทั้งคู่ ถูกสลักขึ้นในยุคสมัยเดียวกัน เพื่อใช้เป็น “แท่นรองพระธรรมจักรแบบตั้งเสา” หรือ “พระธรรมจักรสตัมภะ” (Dhamma-chakra Stambha – สดมภ์ แปลว่าเสาตั้ง) รูปประติมากรรมธรรมจักรแบบตั้งไว้บนบนเสาสูง (Pillar) ธรรมจักรสตัมภะนี้ อาจเคยตั้งตระหง่านที่ด้านหน้าและด้านหลังของพระสถูปใหญ่ในยุครุ่งเรือง เช่นเดียวกับความนิยมในการตั้งเสาธรรมจักรหน้าสถูป ยุคอมราวดี-นาคารชุณโกณฑะ ของแคว้นอานธระในยุคสมัยก่อนหน้า
.  
โดยแท่นหินชิ้นหนึ่งสลักเป็นภาพพุทธประวัติตอนปฐมเทศนา ในวาระ “อาสาฬหปูรณมีบูชา”ตามคตินิยมในนิกายสถวีรวาท-เถรวาท (ราชวงศ์ปัลลวะ-คติลังกามหาวิหาร) ที่นิยมในแคว้นอานธระ อินเดียใต้ ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 12 – 13 ปัจจุบันจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระปฐมเจดีย์ครับ 
.
แท่นหินรองธรรมจักรอีกชิ้นหนึ่งจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร สัณฐานสี่เหลี่ยมขยายออกช่วงบน หน้ากระดานด้านบนสุดสลักเป็นลายลูกปัดอัญมณี ขนาบลายร้อยมาลัยดอกไม้ต่อเนื่องแบบที่นิยมในงานศิลปะอินเดียเหนือ ตัวเรือนสลักเป็นเรือนวิมานบัญชรซ้อนชั้นที่มีการจัดลวด “บัวรวน” (กลีบใบไม้ใหญ่ ม้วนที่ยอดใบ วางเรียงต่อเนื่อง) และ “กลีบบัวสับหว่าง” วางเป็นชั้นบัวหงายรองรับหน้ากระดาน (ลายสังวาลสี่เหลี่ยมต่อเนื่อง) ปรากฏรูป  "พระสูรฺยเทพ" (Surya Deva) ถือดอกบัวขาบในซุ้มวงโค้ง (กุฑุ) อยู่ภายในซุ้มบัญชรชั้นบนสุดของเก็จประธานในแต่ละด้าน 
.
*** รูปศิลปะประติมานของแท่นรองพระธรรมจักรรูปเรือนวิมานนี้ อาจได้สะท้อนคติ “สูริยจักร” (Surya Chakra) ที่เปรียบรูปศิลปะพระธรรมจักร คือ “พระธรรมจักกัปปวัตตนสูตร” (Dhammacakkappavattana Sutta)  ที่จะส่องแสงสว่างอันแรงกล้าไม่มีวันสิ้นสุดในทิศทั้ง 4 ผ่านไปยังโลกทั้งสาม ทั้งแผ่นดิน อากาศและท้องฟ้า ประดุจดั่งการโคจรแห่งพระสูริยะในสกลจักรวาลครับ
.
บริเวณมุมทั้งสี่ด้านบนสุดของแท่นวิมานสูริยจักร ทำเป็นฐานบัวลูกแก้วและฐานช่องขื่อปลอม ตรงกลางของแท่นเจาะเป็นช่องเข้าเดือย ซึ่งน่าจะเคยมีรูปสถูปประดับที่มุมทั้ง 4  มุม
.
ส่วนตรงกลางนั้นเจาะสกัดเป็นช่องสี่เหลี่ยมใหญ่ ที่ส่วนบนมีหินคั่นกันเพื่อรับปลายยอดเสาอยู่ทั้งสองฝั่ง แสดงว่ามีช่องสำหรับเสียบเข้าเดือยและล็อคเดือยไว้ก่อนทะลุขึ้นไปด้านบน แท่นหินวิมานสูริยจักรนี้จึงเป็นชิ้นส่วนของแท่นส่วนยอดบนสุด โดยมีเสาหินขนาดใหญ่ ที่สลักด้านบนเป็นรูปประดับของเครื่องถนิมพิพาภรณ์และช่ออุบะดอกไม้ย้อยเป็นพวงลงมาที่เรียกว่า “เสาสตัมภะ” (สดมภ์ – เสา) ตั้งรองรับอยู่ด้านล่าง
.
------------------------------
*** บนสุดของชิ้นส่วนเสาหินที่เหลืออยู่ มีจารึกสลักอยู่บนผิวยอดเป็นอักษรแบบปัลลวะ ภาษาบาลี อายุอักษรอยู่ในราวพุทธศตวรรษที่ 12-13 เขียนว่า “...สญฺจ โย นิโรโธ” อันเป็นส่วนหนึ่งใน 4 บาท ของบทพระคาถา “เย ธมฺมา” ที่นิยมในยุคสมัยต้นของวัฒนธรรมอินเดีย-ทวารวดี จึงอนุมานว่าด้านที่แตกหายไปก็จะสลักด้านละบาท เป็น “พระคาถาหัวใจของพระพุทธศาสนา” ที่มีความเต็มว่า
.
“...เย ธมฺมาเหตุปฺปภวา  เตสัง เหตุ ตถาคโต อาห  ...เตสญฺจ โย นิโรโธ ...เอวังวาที มหาสมโณ”
“...พระมหาสมณะจะตรัสอยู่เสมอว่า ธรรมะทั้งหลายของพระองค์นั้น ล้วนเกิดขึ้นมาด้วยเพราะเหตุแห่งความเป็นทุกข์  พระตถาคตจึงได้ทรงสั่งสอนพระธรรมอันบริสุทธิ์ เพื่อนำไปสู่ความดับทุกข์จากเหตุเหล่านั้น ...”  
.
*** จารึกพระคาถา “เย ธมฺมา” บนยอดเสาสตัมภะของแท่นวิมานสูริยจักรนี้ ยังไม่เคยถูกกล่าวถึงหรือปรากฏในงานศึกษา เอกสารหรือทะเบียนและฐานข้อมูลจารึก ใด ๆ ของยุคสมัยวัฒนธรรมทวารวดีมาก่อนเลยครับ  (ลองค้นหาดูนะครับ ถ้ามีก็ช่วยบอกด้วย)  
เครดิต ; FB
วรณัย พงศาชลากร
EJeab Academy

ยังมีสาระเรื่องราวดี ๆ ที่อยากเล่าตามมาดูเราได้ที่ ;
My blogs link 👆
https://sites.google.com/site/dhammatharn/
http://abhinop.blogspot.com
http://abhinop.bloggang.com
ททมาโน ปิโยโหติ #ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก
A giver is always beloved.