วันอังคารที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2564

บทสวดรัตนสูตร

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก A giver is always beloved.
บทสวดรัตนสูตร
“...ครั้นเมื่อเสด็จถึงเขตแดนนครเวสลี ลำดับนั้น พอพระผู้มีพระภาคเจ้ายกพระบาทแรกวางลงริมฝั่งแม่น้ำคงคา ฝนโบกขรพรรษก็โปรยเม็ดลงมา ซากศพทั้งปวงถูกน้ำพัดส่งลงสู่แม่น้ำคงคา พื้นดินก็สะอาดสะอ้าน และเมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จถึงกรุงเวสาลี ท้าวสักกะจอมทวยเทพ อันหมู่เทพห้อมล้อมก็เสด็จมาถึง ยังผลให้ “อมนุษย์” ทั้งหลายต้องหลบลี้หนีไปจากเมืองเวสาลีเป็นอันมาก...” (ปรมัตถโชติกา อรรถกถาขุททกปาฐะ ว่าด้วย พรรณารัตนสูตร ใน "อรรถกถา ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ รัตนสูตรในขุททกปาฐะ) 
.
เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จมาถึงนครที่กำลังทุกข์ระทมด้วยโรคร้าย จึงได้ทรงโปรดแสดงเทศนาธรรม “รัตนสูตร” แก่พระอานนท์ มิใช่เพื่อเป็นโอสถทิพย์อันประเสริฐ แต่เป็นพระสูตรอันเป็นพระธรรมเพื่อการเสริมสร้างขวัญและกำลังใจ เตือนให้สาธุชนทั้งหลายได้มีสติยั้งคิด ไม่หวั่นไหว ลุกขึ้นต่อสู้ป้องกันโรคร้ายได้อย่างมั่นคง และรับสั่งให้พระอานนท์จดจำพระรัตนสูตรนี้ พร้อมประพรมน้ำพระพุทธมนตร์ในบาตรของพระองค์เป็นมงคลอภิเษกให้ทั่วนคร ทุกขภิกขภัยและโรคร้ายที่กรุงเวสาลี จึงได้เริ่มบรรเทาลง 
.
“...พวกอมนุษย์ที่อาศัยกองขยะและที่ฝาเรือนเป็นต้น ซึ่งยังไม่หนีไปในตอนแรก ก็พากันหนีไปทางประตูทั้ง 4 ประตูทั้งหลายก็ไม่มีที่ว่าง อมนุษย์บางพวก เมื่อไม่ได้ที่ว่างที่ประตูทั้งหลาย ก็ทลายกำแพงเมืองหนีไป...พอพวกอมนุษย์พากันไปแล้วจากเนื้อตัวของพวกมนุษย์ทั้งหลาย โรคก็สงบไป พวกมนุษย์ทั้งหลายก็พากันออกมาบูชาพระเถระด้วยดอกไม้ของหอมเป็นต้นทุกอย่าง มหาชนเอาของหอมทุกอย่างฉาบทาสัณฐาคารที่ประชุม ท่ามกลางพระนคร ทำเพดานขจิตด้วยรัตนะ ประดับด้วยเครื่องประดับทั้งปวง ปูพุทธอาสน์ลง ณ ที่นั้นแล้วนำเสด็จพระผู้มีพระภาคเจ้ามา...” (ปรมัตถโชติกา อรรถกถาขุททกปาฐะ)
.
*** พระรัตนสูตร จึงไม่ใช่เป็นเพียงคาถาอาคม หรือมนตราเพื่อไล่โรคร้ายที่ไม่มีเหตุผล แต่เป็นฉันทลักษณ์แห่งสติปัญญา เพื่อเตือนให้เราได้ตระหนักคิด หยุดยั้งภัยพิบัติจากจริตที่หวาดกลัวภายในจิตใจของเรานั่นเองครับ
.
.
๑. ยานีธะ ภูตานิ สะมาคะตานิ
ภุมมานิ วา ยานิวะ อันตะลิกเข
สัพเพ วะ ภูตา สุมะนา ภะวันตุ
อะโถปิ สักกัจจะ สุณันตุ ภาสิตัง
ตัสมา หิ ภูตา นิสาเมถะ สัพเพ
เมตตัง กะโรถะ มานุสิยา ปะชายะ
ทิวา จะ รัตโต จะ หะรันติ เย พะลิง
ตัสมา หิ เน รักขะถะ อัปปะมัตตา ฯ
.
๒. ยังกิญจิ วิตตัง อิธะ วา หุรัง วา
สัคเคสุ วา ยัง ระตะนัง ปะณีตัง
นะ โน สะมัง อัตถิ ตะถาคะเตนะ
อิทัมปิ พุเธ ระตะนัง ปะณีตัง
เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุ ฯ
.
๓. ขะยัง วิราคัง อะมะตัง ปะณีตัง
ยะทัชฌะคา สักยะมุนี สะมาหิโต
นะ เตนะ ธัมเมนะ สะมัตถิ กิญจิ
อิทัมปิ ธัมเม ระตะนัง ปะณีตัง
เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุ ฯ
.
๔. ยัมพุทธะเสฏโฐ ปะริวัณณะยี สุจิง
สะมาธิมานันตะริกัญญะมาหุ
สะมาธินา เตนะ สะโม นะ วิชชะติ
อิทัมปิ ธัมเม ระตะนัง ปะณีตัง
เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุ ฯ
.
๕. เย ปุคคะลา อัฏฐะ สะตัง ปะสัฏฐา
จัตตาริ เอตานิ ยุคานิ โหนติ
เต ทักขิเณยยา สุคะตัสสะ สาวะกา
เอเตสุ ทินนานิ มะหัปผะลานิ
อิทัมปิ สังเฆ ระตะนัง ปะณีตัง
เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหนตุ ฯ
.
๖. เย สุปปะยุตตา มะนะสา ทัฬเหนะ 
นิกกามิโน โคตะมะสาสะนัมหิ
เต ปัตติปัตตา อะมะตัง วิคัยหะ
ลัทธา มุธา นิพพุติง ภุญชะมานา
อิทัมปิ สังเฆ ระตะนัง ปะณีตัง
เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุ ฯ
.
๗. ยะถินทะขีโล ปะฐะวิง สิโต สิยา
จะตุพภิ วาเตภิ อะสัมปะกัมปิโย
ตะถูปะมัง สัปปุริสัง วะทามิ
โย อะริยะสัจจานิ อะเวจจะ ปัสสะติ
อิทัมปิ สังเฆ ระตะนัง ปะณีตัง
เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุ ฯ
.
๘. เย อะริยะสัจจานิ วิภาวะยันติ
คัมภีระปัญเญนะ สุเทสิตานิ
กิญจาปิ เต โหนติ ภุสัปปะมัตตา
นะ เต ภะวัง อัฏฐะมะมาทิยันติ
อิทัมปิ สังเฆ ระตะนัง ปะณีตัง
เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุ ฯ
.
๙. สะหาวัสสะ ทัสสะนะสัมปะทายะ
ตยัสสุ ธัมมา ชะหิตา ภะวันติ
สักกายะทิฏฐิ วิจิกิจฉิตัญจะ
สีลัพพะตัง วาปิ ยะทัตถิ กิญจิ
จะตูหะปาเยหิ จะ วิปปะมุตโต
ฉะ จาภิฐานานิ อะภัพโพ กาตุง
อิทัมปิ สังเฆ ระตะนัง ปะณีตัง
เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุ ฯ
.
๑๐. กิญจาปิ โส กัมมัง กะโรติ ปาปะกัง
กาเยนะ วาจายุทะ เจตะสา วา
อะภัพโพ โส ตัสสะ ปะฏิจฉะทายะ
อะภัพพะตา ทิฏฐะปะทัสสะ วุตตา
อิทัมปิ สังเฆ ระตะนัง ปะณีตัง
เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุ ฯ
.
๑๑. วะนัปปะคุมเพ ยะถา ผุสสิตัคเค
คิมหานะมาเส ปะฐะมัสมิง คิมเห
ตะถูปะมัง  ธัมมะวะรัง อะเทสะยิ
นิพพานะคามิง ปะระมัง หิตายะ
อิทัมปิ พุทเธ ระตะนัง  ปะณีตัง
เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุ ฯ
.
๑๒. วะโร วะรัญญู วะระโท วะราหะโร 
อะนุตตะโร ธัมมะวะรัง อะเทสะยิ 
อิทัมปิ พุทเธ ระตะนัง  ปะณีตัง
เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุ ฯ
.
๑๓. ขีณัง ปุราณัง นะวัง นัตถิ สัมภะวัง
วิรัตตะจิตตายะติเก ภะวัสมิง
เต ขีณะพีชา อะวิรุฬหิฉันทา
นิพพันติ ธีรา ยะถายัมปะทีโป
อิทัมปิ สังเฆ ระตะนัง ปะณีตัง
เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุ ฯ
.
๑๔. ยานีธะ ภูตานิ สะมาคะตานิ
ภุมมานิ วา ยานิวะ อันตะลิกเข
ตะถาคะตัง เทวะมะนุสสะปูชิตัง
พุทธัง นะมัสสามะ สุวัตถิ โหตุ ฯ
.
๑๕. ยานีธะ ภูตานิ สะมาคะตานิ
ภุมมานิ วา ยานิวะ อันตะลิกเข
ตะถาคะตัง เทวะมะนุสสะปูชิตัง
ธัมมัง นะมัสสามะ   สุวัตถิ โหตุ ฯ
.
๑๖. ยานีธะ ภูตานิ สะมาคะตานิ
ภุมมานิ วา ยานิวะ อันตะลิกเข
ตะถาคะตัง เทวะมะนุสสะปูชิตัง
สังฆัง นะมัสสามะ   สุวัตถิ โหตุ ฯ
.
ในคติชนของพุทธศาสนิกชน เชื่อว่า การสวดมนตร์พระรัตนสูตรแห่งพระพุทธองค์นี้ จะช่วยขจัดโรคภัยร้าย การสาธยายรัตนสูตรหรือรัตนปริตรจะทำให้ได้รับความสวัสดี พ้นจากอุปสรรคอันตรายทั้งหลาย
.
.
*** วันนี้ ลองท่องบทสวดพระธรรม “รัตนสูตร” เพื่อเจริญสติ ให้คิดการสมควรเพื่อปกปักษ์รักษาตนเองจากโรคโควิดร้าย (อมนุษย์) ได้อย่างเหมาะสมกับตัวเราเอง ไปพร้อมกันตั้งแต่เวลา 17.00 น.
ไม่น่าอาย ไม่เสียหายหรอกครับ
เครดิต ; FB
วรณัย  พงศาชลากร
EJeab Academy

ยังมีสาระเรื่องราวดี ๆ ที่อยากเล่าตามมาดูเราได้ที่ ;
My blogs link 👆
https://sites.google.com/site/dhammatharn/
http://abhinop.blogspot.com
http://abhinop.bloggang.com
ททมาโน ปิโยโหติ #ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก
A giver is always beloved.


วัดประดู่ทรงธรรม

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก A giver is always beloved.


พระประธาน​ 3 องค์
แห่งอุโบสถ​วัดประดู่​ทรง​ธรรม
จ.พระนคร​ศรี​อยุธยา
วัดประดู่​ทรง​ธรรม​เป็นวัดมีชื่อเสียงทางพุทธาคม คู่กันกับวัดพุทไธศวรรย์ที่มีชื่อเสียงทางเพลงอาวุธของกรุงศรี​อยุธยา
ในการทำศึก​สงครามสมัยโบราณ​ ย่อมจะอาศัยพุทธ​าคมให้แคล้วคลาดยิงฟันไม่ถูก คงกระพันยิงฟันไม่เข้า เป็นเครื่องป้องกันตัว (Defensive)​ และมีสามารถในการใช้อาวุธ​ ขี่ม้าแทงทวนเพลงหอกเพลงดาบอันเชี่ยวชาญ​ เป็นเครื่องทำลายข้าศึก (Offensive)​
วัดประดู่ทรงธรรม ปรากฏ​ในพระราช​พงศาวดาร​กรุงศรี​อยุธยา​ (ฉบับพระราชหัตถเลขา)​ในแผ่นดินพระเจ้าทรงธรรม ความว่า
"ญี่ปุ่น​โกรธว่าเสนาบดีมิได้เป็นธรรม คบคิดกันด้วยพระพิมลธรรม​ฆ่าพระมหา​กษัตริย์​เสีย ญี่ปุ่น​คุมกันได้ประมาณ​ห้าร้อย ยกเข้ามาในท้องสนามหลวง คอยจะกุมเอาพระเจ้าอยู่หัว​อันเสด็จ​ออกมาฟังพระสงฆ์​บอกหนังสือ ณ พระที่นั่งจอมทองสามหลัง ขณะนั้นพอพระสงฆ์​วัดประดู่โรงธรรมเข้ามาแปดรูป พาเอาพระองค์​เสด็จ​ออกมาต่อหน้าญี่ปุ่น​ ครั้นพระสงฆ์​พาเสด็จ​ไปแล้ว ญี่ปุ่น​ร้องอึ้งอึงขึ้นว่า จะกุมเอาพระองค์​เป็นไรจึงนิ่งเสียเล่า ญี่ปุ่น​ทุ่มเถียงกันเป็นโกลาหล ฝ่ายพระมหาอำมาตย์​คุมคนได้ ไล่รบญี่ปุ่น​ล้มตายเป็นอันมาก"
เหตุการณ์​นี้แสดงให้เห็นว่า พระสงฆ์​วัดประดู่มีพุทธาคมกำบังตนให้พระเจ้าทรงธรรมรอดจากอันตรายได้
พระเจ้าทรงธรร​มโปรดให้ถวายนิตยภัตพิเศษแก่พระสงฆ์​วัดประดู่เป็นประเพณีจนถึงสิ้นกรุงศรีอยุธยา
และในปลายกรุงศรี​อยุธยา​ พระเจ้าอุทุมพร​ รัชกาลที่ 32  เมื่อถวายราชสมบัติ​ให้แก่พระเจ้า​เอกทัศน์​พระเชษฐา​ ก็ทรงผนวชที่วัดประดู่นี้ ถึง 2 คราว จึงได้ชื่อว่า "ขุนหลวงหาวัด" บ้าง "ขุนหลวงวัดประดู่" บ้าง
พระประธาน​ 3 องค์​แห่งอุโบสถ​วัดประดู่​ทรง​ธรรม​นี้ มีชื่อเสียงว่ามีความเข้มขลังในการพุทธ​าภิเษกพระเครื่อง​รางของขลัง
เครดิต ; FB
อภิวัฒน์  โควินทรานนท์
ยังมีสาระเรื่องราวดี ๆ ที่อยากเล่าตามมาดูเราได้ที่ ;
My blogs link 👆
https://sites.google.com/site/dhammatharn/
http://abhinop.blogspot.com
http://abhinop.bloggang.com
ททมาโน ปิโยโหติ #ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก
A giver is always beloved.


วันพฤหัสบดีที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2564

พระนามกษัตริย์กรุงสุโขทัย

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก A giver is always beloved.
ลำดับพระนามกษัตริย์สุโขทัยใหม่ ที่ไม่มี “พรญาไสลือไท” ในงานประวัติศาสตร์นิพนธ์ล่าสุด
การศึกษาของ ดร.ตรงใจ หุตางกูร นักวิชาการศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร นำเสนอในงานเสวนาเรื่อง “...ไม่มี “พรญาไสลือไท” ในจารึกสุโขทัย-สางปมกาลวิทยารัชกาล “มหาธรรมราชาที่ 2” จากจารึกสุโขทัย...” เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563 ได้ลำดับชื่อพระนามกษัตริย์ผู้มีอำนาจทางการเมืองปกครองราชสำนักกรุงสุโขทัยขึ้นใหม่จากจารึกสุโขทัยหลักต่าง ๆ ที่เป็น “หลักฐานชั้นต้น” โดยแยกออกจากชื่อนามและเรื่องราวที่ประวัติศาสตร์นิพนธ์เดิมนำเอาหลักฐานฝ่ายอยุธยา (พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับหลวงประเสริฐอักษรนิติ์ หมิงสือลู่ จารึกฐานพระพุทธรูปสมัยอู่ทอง) และหลักฝ่ายล้านนา(ชินกาลมาลีปกรณ์ (สีหลปฏิมา) ตำนานพระพุทธสิหิงค์ ตำนานสิบห้าราชวงศ์ ตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ ตำนานหอสมุดวชิรญาณ) เข้ามาร่วมจัดชื่อพระนามและลำดับ
.
การจัดเรียงลำดับพระนามกษัตริย์สุโขทัยในอดีต เริ่มต้นจาก พระนิพนธ์พระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขาของสมเด็จ ฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ที่เริ่มจาก 
1. ศรีอินทราทิตย์ 
2. บาลเมือง 
3. รามคำแหง 
4. ฤทัยชัยเชษฐ (อุทกโชตถ) 
5. มหาธรรมราชาลิไท 
6. ไสยฤๅไทย (พระมหาธรรมราชาเมืองพิษณุโลก)
.
ต่อมา อาจารย์ประเสริฐ ณ นคร ได้ลำดับเพิ่มเติมเป็น 
1. ศรีอินทราทิตย์ (พ.ศ. 1792 - ?)  
2. บาลเมือง (? – พ.ศ. 1822)  
3. รามคำแหง (พ.ศ. 1822 – พ.ศ. 1841) 
4. เลอไท (พ.ศ. 1841– ?)
5. งั่วนำถม ( ?- พ.ศ. 1890)
6. มหาธรรมราชาที่ 1 (ลิไท-ลือไท) (พ.ศ.1890 – พ.ศ.1916) 
7. มหาธรรมราชาที่ 2 (ลือไท) ( ?-พ.ศ.1942)
8. มหาธรรมราชาที่ 3 (ไสลือไท) (พ.ศ.1943–พ.ศ.1962) 
9. มหาธรรมราชาที่ 4 (บรมปาล) (พ.ศ.1962–พ.ศ.1968)
.
โดย อาจารย์พิเศษ เจียรจันทร์พงษ์ ได้ลำดับใหม่ โดยผสมผสานหลักฐานเชิงการเมืองในหลักฐานประวัติศาสตร์ฝ่ายอยุธยา เป็น 
1. ศรีอินทราทิตย์  
2. บาลเมือง  
3. รามคำแหง  
4. เลอไท  
5. งั่วนำถม (ชิน อุทกโชตกตะ)
6. มหาธรรมราชาลิไท (พ.ศ.1890 – พ.ศ.19 ?) 
7. พระขนิษฐาของพญาลิไท
8. ศรีเทพาหูราช (บุตรพระขนิษฐา)
9. มหาธรรมราชาธิราช (ไสลือไท ?) 
10. มหาธรรมราชา-รามราชา (สุโขทัย)
11. มหาธรรมราชาบรมปาล (พิษณุโลก)
.
-----------------------
*** งานศึกษาลำดับพระนามกษัตริย์สุโขทัยของ ดร.ตรงใจ เลือกเชื่อมโยงเฉพาะหลักฐานประเภท “จารึก” (Inscriptions) ของรัฐสุโขทัยโดยตรง ที่ในปัจจุบันมีการพบและแปลความกันอย่างกว้างขวางมากขึ้น โดยใช้จารึกเรียงลำดับอายุการจารเริ่มจาก “จารึกวัดป่ามะม่วง” (พ.ศ.1904) “จารึกเขาสุมนกูฏ” (พ.ศ.1911) “จารึกวัดพระยืน” (พ.ศ.1914) “จารึกพ่อนมไสดำ (พ.ศ. 1921) “จารึกวัดตระพังช้างเผือก (ป้านางคำ)” (พ.ศ.1922) “จารึกวัดช้างล้อม” (พ.ศ. 1927) (ร่วมกับเนื้อความที่เกี่ยวเนื่องในจารึกวัดศรีชุม หลังปี พ.ศ. 1917 จารึกลานทองพระมหาเถรจุฑามณี พ.ศ.1919 และจารึกแผ่นดีบุกวัดมหาธาตุ ประมาณปี พ.ศ.1920 จารึกวัดกำแพงงาม ประมาณระหว่างปี พ.ศ. 1930-1935 ) 
.
“จารึกปู่ขุนจิดขุนจอด” (ประมาณปี พ.ศ. 1936-กล่าวสมัญญาพระนามกษัตริย์ว่า “มหาธรรมราชา”เป็นครั้งแรก) (ร่วมกับจารึกรายนามสงฆ์ และจารึกภาพชาดกวัดศรีชุม หลังปี พ.ศ.1935) “จารึกตาเถรขึงหนัง” (พ.ศ.1947) “จารึกวัดอโสการาม” (พ.ศ.1942) “จารึกสองแคว” (พ.ศ.1947) “จารึกวัดป่าแดง/จารึกวัดพญาดำ” (พ.ศ. 1949) “จารึกวัดบูรพาราม” (พ.ศ.1956) “จารึกวัดสรศักดิ์” (พ.ศ.1960) “จารึกวัดหินตั้ง” (ประมาณระหว่างปี พ.ศ. 1952-1962) “จารึกลานเงินเสด็จพ่อพญาสอย” (พ.ศ.1963) “จารึกเจดีย์น้อย” (พ.ศ. 1963) “จารึกกฎหมายลักษณะโจร” (พ.ศ.1964) (ร่วมกับ จารึกพระพุทธรูปนายทิดไท/จารึกฐานพระพุทธรูปทิดไสหง/จารึกพระพุทธรูปผ้าขาวทอง พ.ศ.1965 จารึกพระยาศรียศราช วัดหงส์รัตนารามฯ พ.ศ.1966) “จารึกรอยพระพุทธยุคลบาท วัดบวรฯ” (พ.ศ. 1969)  “จารึกคำปู่สบถ” (ประมาณช่วงหลังของพุทธศตวรรษที่ 20)
.
เมื่อใช้หลักฐานจากข้อความในจารึกที่พบในรัฐสุโขทัย มาจัดเรียงลำดับกษัตริย์สุโขทัยใหม่ 
1. พ่อขุนศรีอินทราทิตย์ (พ.ศ. ?)  
2. พ่อขุนบาลเมือง (พ.ศ. ?)  
3. พ่อขุนรามคำแหง  (?- พ.ศ.1842)
4. พรญาเลอไท (พ.ศ.1842-พ.ศ.1883) 
5. มหาธรรมราชา 1 (ลือไท) ครั้งแรก (พ.ศ.1883-?)
6. - พรญางั่วนำถุม ?
   - มหาธรรมราชา 1 (ลือไท) ครั้งที่ 2 (พ.ศ.1890-1917)
   - คณะบุคคล เจ้าพรหมชัย/ศรีเทพาหูราช (พ.ศ.1917-1927)
7. มหาธรรมราชาที่ 2 (เลอไท) (พ.ศ.1927– 1952)
8. มหาธรรมราชาที่ 3 (พรญาราม-รามราชา) (พ.ศ.1956 – 1969)
9. มหาธรรมราชาที่ 4 (บรมปาล) (พ.ศ.1969- ?)
.
*** ประวัติศาสตร์นิพนธ์ เรื่องลำดับกษัตริย์สุโขทัยจากหลักฐานจารึกของ ดร. ตรงใจ อาจสรุปว่า
1. พรญาลือไท (ลิไท) ที่ปรากฏสมัญญานามว่า “มหาธรรมราชา” ครั้งแรกในจาก “จารึกปู่ขุนจิดขุนจอด” ที่จารขึ้นประมาณปี พ.ศ. 1936 ถูกแย่งชิงอำนาจโดยพรญางั่วนำถุม (อุทกโชตถ อุทกโชตถตรา-พญาจมน้ำ) ประมาณ 5-7 ปี จึงยกทัพจากศรีสัชนาลัยกลับมาชิง (ปราบจลาจล) กรุงสุโขทัยคืนได้ ในปี พ.ศ. 1890 ครองราชย์รวม 27 ปี
.
2. หลังสิ้นพรญาลือไท (ฦๅไทย –ลิไท-มหาธรรมราชา) ราชสำนักสุโขทัยอยู่ในการปกครองของคณะบุคคล เจ้าพรหมชัย/ศรีเทพาหูราช ราชบุตรของบุตรพระขนิษฐา (น้องสาว) ของพรญาลิไท เป็นเวลาประมาณ 10 ปี
.
3. ต่อมา พระมหาธรรมราชาที่ 2 มีพระนาม ว่า “เลอไท” ระบุในจารึกวัดบูรพารามว่า ขึ้นครองราชย์ในปี  พ.ศ.1927 สวรรคตในปี พ.ศ. 1952  รวม 25 ปี ซึ่งในช่วงปี พ.ศ. 1945 ปรากฏพระนามว่า “พรญาไสลือ” ในเอกสารของฝ่ายล้านนา ยกทัพขึ้นไปช่วยท้าวยี่กุมกามชิงราชสมบัติเวียงเชียงใหม่จากพญาสามฝั่งแกน
.
4. หลักฐานจารึกฝ่ายสุโขทัยจึงไม่เคยมีกษัตริย์พระนามว่า “พระญาไสลือไท” เพราะเป็นองค์เดียวกับพระญาเลอไท หรือพระมหาธรรมราชาที่ 2 
.
*** อนึ่ง ถึงจารึกตาเถรขึงหนัง (พ.ศ.1947) ได้ระบุว่า ในปี พ.ศ. 1943“...สมเด็จมหาธรรมราชาธิบดีศรีสุริยวงศ์ โอรสสมเด็จพระราชชนนีศรีธรรมราชมาดา มหาดิลกรัตนราชนาถกรรโลงแม่ ขึ้นเป็นกษัตริย์ ศรีสัชนาไลสุโขไทย.." อาจแตกต่างไปจากจารึกวัดบูรพาราม แต่ก็ยังคงหมายถึงพระมหาธรรมราชาที่ 2
.
5. ภายหลังรัชกาลพรญาเลอไท พระญาบรมปาล-พระยาบาลเมืองและพระญารามราชแย่งชิงอำนาจ (ในพงศาวดารหลวงประเสริฐ) ราชสำนักสุโขทัยว่างกษัตริย์อยู่ 4 ปี จนถึงปี พ.ศ. 1956 พรญาราม-รามราชา จึงได้ขึ้นครองกรุงสุโขทัย เป็นมหาธรรมราชาที่ 3 ครองราชย์รวมเวลา 16 ปี
.
6. พระญาบรมปาล ขึ้นครองราชย์เป็นมหาธรรมราชาที่ 4 ในปี พ.ศ. 1969 รวมเวลา 12 ปี  จนสวรรคตในปี พ.ศ. 1981 (ในพงศาวดารหลวงประเสริฐ) รัฐสุโขทัยถูกผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของรัฐอยุทธยาอย่างสมบูรณ์
เครดิต ; FB
วรณัย  พงศาชลากร
EJeab  Academy

ยังมีสาระเรื่องราวดี ๆ ที่อยากเล่าตามมาดูเราได้ที่ ;
My blogs link 👆
https://sites.google.com/site/dhammatharn/
http://abhinop.blogspot.com
http://abhinop.bloggang.com
ททมาโน ปิโยโหติ #ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก
A giver is always beloved.


วัดพระศรีสรรเพชญ์

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก A giver is always beloved.
“พระพุทธรูปประธาน” ในพระอุโบสถ วัดพระศรีสรรเพชญ์ 
จากบทความ พระเศียรของ “พระพุทธรูปประธาน” แห่งวัดพระศรีสรรเพชญ์
.
https://www.facebook.com/EJeab.Academy/posts/902119056919464
.
ได้อธิบายเรื่องราวของ “พระเศียรของพระพุทธรูปใหญ่” ที่จัดแสดงอยู่ในพระที่นั่งศิวโมกขพิมาน พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร ที่มีหลักฐานระบุในเอกสารจัดส่งวัตถุโบราณของพิพิธภัณฑสถานสำหรับพระนคร ที่ได้แจ้งรายงานส่งสิ่งของแก่ราชบัณฑิตสภา ในปี พ.ศ. 2470 เพียงว่า “....พระเศียรขุดพบที่วัดพระศรีสรรเพชญ์....” เท่านั้น 
.
*** ไม่มีหลักฐานใดก่อนหน้าหลักฐานนี้ (และภายหลัง) ที่ระบุเจาะจงว่า ได้พบพระเศียรสำริดนี้ภายใน “วิหารหลวง” หรือ “ศาลาการเปรียญ” อย่างที่ได้มีการเขียนอธิบายกันในภายหลังครับ
แนวทางหนึ่งในการศึกษาที่มาของพระเศียรสำริดแก่ทองปริศนาจากวัดพระศรีสรรเพชญ์ ว่าควรเป็นพระพุทธรูปที่เคยประดิษฐานอยู่ในอาคารหลังใด (ไม่ใช่พระศรีสรรเพชญ์ ที่ระบุหลักฐานหลายชิ้นอย่างชัดเจนว่าเป็นพระพุทธรูปหุ้มทองคำแกนสำริด) จึงได้มีการคำนวณจากสัดส่วนของพระเศียรเอง มาใช้เป็นหลักฐานในการสืบหา โดยพระเศียรนั้นมีขนาดความสูงประมาณ 1.70 เมตร ส่วนพระพักตร์กว้างสุดที่ประมาณ 1.1 เมตร หากอยู่ครบทั้งกระหม่อมอุษณีษะ (Ushnisha) และพระเกตุมาลา (Ketumala) พระเศียรจะมีความสูงทั้งหมดประมาณ 2.5 - 3 เมตร 
.
ได้มีการนำขนาดของพระเศียรไปเทียบเคียงอัตราส่วนกับพระพุทธรูปในงานศิลปะอยุธยา ต่างระบุใกล้เคียงกันว่า หากเป็นสัดส่วนของพระพุทธรูปนั่ง (ปางมารวิชัย) พระพุทธรูปนี้จะมีความสูงทั้งหมดรวมประมาณ 7  เมตร พระอุระจะกว้าง 1.5 – 1.7 เมตร หน้าตักส่วนนั่งขัดสมาธิจะกว้างประมาณ 5.5 เมตร  แต่หากจะวัดอัตราส่วนแบบพระยืนก็จะมีความสูงรวมประมาณ 9.5 -10 เมตร (ไม่รวมส่วนฐาน) ครับ  
.
เมื่อนำขนาดความกว้างของส่วนหน้าตักพระพุทธรูปในอัตราส่วนที่ได้ประมาณ 5.5  เมตร มาประกอบกับการสำรวจ เปรียบเทียบกับขนาดของ “ฐานชุกชี” ก่ออิฐที่พบอยู่ภายในอาคารแต่ละหลังภายในวัดพระศรีสรรเพชญ์ก็จะพบว่า ฐานของวิหารพระโลกนาถนั้นมีฐานชุกชีกว้างประมาณ 4.4 เมตร ฐานประธานในพระที่นั่งจอมทองกว้าง 3.5 เมตร ฐานชุกชีของวิหารป่าเลยไลยก์ มีขนาดกว้าง 4.6 เมตร วิหารจัตุรมุขท้ายพระมหาเจดีย์ มีฐานชุกชีพระประธานในคูหาปีกทิศเหนือกว้าง 1.5 เมตร ทิศตะวันตกกว้าง 4 เมตร  ทิศใต้กว้าง 7.5 เมตร และทิศตะวันออก 7.5 เมตร แต่ยังคงมีซากของพระพุทธรูปก่ออิฐถือปูนขนาดหน้าตักกว้างประมาณ 7 เมตร เหลืออยู่ ส่วนฐานชุกชีของวิหารหลวงกว้างประมาณ 7.5 เมตร
.
*** ในการศึกษา-วัดขนาดฐานชุกชีของพระอุโบสถ ที่ตั้งอยู่ทางทิศใต้เยื้องทางด้านหน้าของวิหารหลวง ปรากฏว่าฐานประธานของพระอุโบสถมีความกว้างประมาณ 6.20 เมตร และไม่ปรากฏร่องรอยว่าเคยมีการก่ออิฐถือปูนเพื่อทำเป็นพระพุทธรูปประธานเหลืออยู่ด้านบนของฐานครับ 
.
เมื่อนำภาพ CG มาทำภาพเชิงซ้อน เศียรพระพุทธรูปใหญ่ปริศนาที่มีสัดส่วนสอดรับกันกับขนาดของฐานชุกชีของพระอุโบสถได้อย่างพอดี ประกอบกับการใช้ใบเสมาจากวัสดุหินชนวนขนาดใหญ่ และหลักฐานของพุทธศิลป์ ที่มีกลิ่นอายของศิลปะรัฐสุโขทัย-พิษณุโลก สอดรับกับความนิยมในช่วงพุทธศตวรรษที่ 22  ที่ราชสำนักกรุงศรีอยุธยาตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของรัฐพิษณุโลกอย่างชัดเจนในหลักฐานทางประวัติศาสตร์ 
.
*** คติการประดับ "พระอุณาโลม" (Unalome)  แก่พระพุทธรูป จะนิยมเฉพาะพระพุทธรูปสำคัญที่เป็นประธานของพระอาราม ที่เป็นปาง "มารวิชัย-ผจญมาร” (Assualt of Mara) หรือ “ภูมิสปรรศมุทรา” (Bhūmiśparṣa Mudrā) เป็นสัญลักษณ์ของความเป็นมหาบุรุษที่จะปรากฏขึ้นอย่างเด่นชัดที่สุดในช่วงของการต่อสู้กับพญามาร  เป็นคติที่นิยมใช้กับพระประธานปางมารวิชัยในพระอุโบสถเป็นอันดับแรก และอาจมีพระรูปสำคัญปางมารวิชัยในพระวิหารด้วย 
.
ซึ่งอุณาโลมรูปทรงพุ่มข้าวบิณฑ์ประดับอัญมณีตรงกลางพระนลาฏของพระเศียรปริศนา ที่มีลักษณะทางคติ-ศิลปะแบบเดียวกับพระอุณาโลมของพระพุทธชินราช ก็เป็นหลักฐานอย่างดี ที่ชี้ชัดให้เห็นถึงความสำคัญของเศียรพระพุทธรูปสำริดสีแก่ทองนี้ ว่าควรเป็นเศียรของพระประธานใหญ่ปางมารวิชัยที่เคยประดิษฐานอยู่ภายในพระอุโบสถ วัดพระศรีสรรเพชญ์นั่นเองครับ
เครดิต ; FB
วรณัย  พงศาชลากร
EJeab Academy

ยังมีสาระเรื่องราวดี ๆ ที่อยากเล่าตามมาดูเราได้ที่ ;
My blogs link 👆
https://sites.google.com/site/dhammatharn/
http://abhinop.blogspot.com
http://abhinop.bloggang.com
ททมาโน ปิโยโหติ #ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก
A giver is always beloved.


วันอังคารที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2564

ภาพสลักชาดก 500 ชาติ

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก A giver is always beloved.
“ภาพสลักชาดก 500 พระชาติ” ในอุโมงค์เรือนมณฑป วัดศรีชุม   
.
แผ่นหินจารลายเส้นเล่าเรื่องราว “ชาดก 500 พระชาติ” พร้อมอักษรกำกับเรื่องราวที่เรียกว่า “จารึกภาพชาดกวัดศรีชุม” สลักขึ้นจากหินดินดาน พบติดประดับอยู่บนเพดานของช่องทางเดิน ช่องบันไดและช่องหน้าต่าง เฉพาะในอุโมงค์ทางเดินภายในผนังกำแพงอาคารเรือนมณฑป (Maṇḍapa) ประธานของวัดศรีชุม เมืองโบราณสุโขทัย ที่เริ่มต้นจากบริเวณช่องข้างผนังด้านซ้ายของซุ้มประตูทางเข้าใหญ่ (ทางด้านขวาทางเดินพังทลายลงมา) แผ่นหินแต่ละแผ่นมีขนาดไม่เท่ากัน บางแผ่นอาจจารภาพได้เพียงเรื่องเดียว แต่บางแผ่นอาจจารได้มากถึง 3-6 เรื่องในแผ่นเดียว  แผ่นหินดินดานส่วนใหญ่จะชำรุดแตกหัก ลายเส้นภาพและตัวอักษรลบเลือน มีที่จารเป็นชาดกจำนวน 40 แผ่น จากทั้งหมด 52 แผ่น ที่เหลือเป็นภาพบัวบานและพระพุทธบาท  
.
แผ่นหินสลักเรื่องชาดกแผ่นหนึ่ง พบข้อความอักษรเขียนว่า “เป็นคำรบที่ห้าร้อย” หมายความว่า แผ่นหินนั้นเป็นชาดกเรื่องที่ 500 แสดงเจตนาว่าต้องการจะสลักให้ครบ ตรงกับข้อความในจารึกสุโขทัยหลักที่ 2 (จารึกวัดศรีชุม) ด้านที่ 2 บรรทัดที่ 39 ความ “... มีแห่งมหานิทานแลพระเจดีย์สูงใหญ่รอบนั้นฉลักหินห้าร้อยชาติ ติรเทศงามพิจิตรหนักหนาแก่กมตรุก....”
.
จากข้อความในจารึก เคยมีการสันนิษฐานกันมาว่า ภาพสลักชาดกบนหินดินดานทั้งหมดนี้เคยประดับอยู่ โดยรอบพระเจดีย์ใหญ่ ที่อาจหมายถึงเจดีย์วัดมหาธาตุ (หรือวัดใดวัดหนึ่ง) ในช่วงต้นพุทธศตวรรษที่ 20 ก่อนจะถูกเคลื่อนย้ายมาประดับภายในอุโมงค์ พร้อมกับการเคลื่อนย้ายจารึกวัดศรีชุม มาไว้ภายในอุโมงค์ที่สร้างขึ้นในภายหลัง
.
ประกอบกับมุมมองทางศิลปะ ที่แสดงว่า ภาพสลักเรื่องชาดกบนแผ่นหิน สลักขึ้นพร้อม ๆ กัน มีรูปแบบทางศิลปะที่มีอิทธิพลของคติลังกาและงานศิลปะแบบรามัญ-พุกาม ที่นิยมในช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 19 – ต้นพุทธศตวรรษที่ 20 ส่วนมุมมองตัวอักษรไทยที่จารึกกำกับเรื่องในแต่ละแผ่นนั้น มีอายุอักษรในช่วงปลายสมัยพระญาลิไท (ฦๅไทย-ลิเทยฺย) ไปถึงช่วงกลางพุทธศตวรรษที่ 20  
.
ส่วนในมุมมองทางด้านคติชน-ความเชื่อ เรื่องราวชาดก 500 พระชาติ ทั้งหมดอยู่ใน “อรรถกถาชาดก”  (Jātakatthavaṇṇanā) ในภาษาบาลี ที่มีทั้งหมด 547 (550) เรื่อง ตามคติของฝ่ายเถรวาท (Theravāda) เป็นตัวอย่างในการปฏิบัติตนของพระโพธิสัตว์ในแต่ละภพชาติก่อนจะมา ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า เพื่อเปรียบเทียบให้เห็นถึงการกระทำความดีและความชั่วผ่านเรื่องเล่าในนิทาน เป็นคติที่ได้รับความนิยมในอาณาจักรพุกามต่อเนื่องมาจนถึงอาณาจักรมอญหงสาวดี ที่เริ่มปรากฏความนิยมในรัฐสุโขทัยประมาณช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 19 หลังจากความนิยมในคติวัชรยานแบบเขมรและกัมโพชสงฆ์ปักขะแบบละโว้หมดความนิยมไป      
.
*** แต่งานศึกษาของ “ปิแอร์ ปิชาร์ด” (Pierre Pichard) สำนักฝรั่งเศสปลายบุรพทิศ ตีพิมพ์ครั้งแรกในปี พ.ศ. 2551 ได้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ภาพสลักชาดกหินที่พบในอุโมงค์นั้น ไม่ได้ถูกเคลื่อนย้ายมาจากวัดอื่น ในยุคก่อนหน้า แต่ถูกติดตั้งไปพร้อม ๆ กับการสร้างผนังอาคารเรือนมณฑปตั้งแต่ครั้งแรกสร้าง เพื่อทำหน้าที่เป็น “ฝ้าเพดาน” และ “คานหิน” รองรับน้ำหนักโครงสร้างก่ออิฐด้านบนทางเดินอุโมงค์โดยตรง  หินดินดานแต่ละแผ่นจึงมีขนาดและความหนาที่แตกต่างกันไป ส่วนใหญ่จะมีขนาดเท่ากันในส่วนทางตรงของอุโมงค์ทางเดิน เฉพาะบริเวณมุมหักของทางเดินและช่องหน้าต่างจะเป็นแผ่นหินที่มีขนาดใหญ่ หินแต่ละแผ่นจะมีพื้นที่ขอบด้านข้างเพื่อสอดยึดเข้ากับช่องผนังแตกต่างกัน ส่วนที่ว่างอยู่จะกลายเป็นเพดาน จึงได้มีการจารเส้นและจารึกเป็นเรื่องราวชาดก ไม่ได้เรียงลำดับตามคัมภีร์อรรถคาถาชาดก ไล่ขึ้นไปในระหว่างการก่อสร้าง  
.
ปิชาร์ดสันนิษฐานว่า การก่อสร้างอาคารเรือนธาตุของวัดศรีชุม ควรเป็นการสร้างพระเจดีย์ทรงปราสาท (ผัง 4 เหลี่ยม) ชั้นซ้อนขนาดสูงใหญ่ อาคารที่เห็นอยู่ในปัจจุบันเป็นเรือนธาตุของเจดีย์ใหญ่ทรงปราสาทชั้นแรก ไม่ใช่เป็นอาคารมณฑปอย่างที่เรียกขานกัน ที่จะซ้อนชั้นลดหลั่นขึ้นไปอีก 3-7 ชั้น โดยสังเกตจากผนังเรือนที่มีความหนา ยกมุมเสริมผนังด้านในที่ด้านบนเอียงเหลื่อมเข้าสู่ภายในด้วยองศาที่เท่ากันทุกมุมตามแบบการลดหลั่นยอดอาคารแบบปราสาทเขมร 
.
เหตุผลสำคัญที่ภาพสลักชาดกบนหินดินดานมีอยู่เพียง 100 พระชาติแรก บนแผ่นหิน 40 แผ่น ไม่ครบ 547 พระชาติ ด้วยเพราะการก่อสร้างนั้นได้ยุติลงเพียงเรือนธาตุสี่เหลี่ยมที่ชั้นแรกเท่านั้น    
.
ซึ่งแนวคิดของปิแอร์ ปิชาร์ด ในเรื่องการใช้งานของแผ่นหินภายในอุโมงค์และแนวคิดการสร้างพระเจดีย์ซ้อนชั้นทรงสูง สอดรับกับมุมมองทางศิลปะ อายุอักษรที่จารึกและคติความเชื่อที่นิยมในช่วงเวลานั้น ที่ล้วนแสดงว่า แผ่นหินชาดกและเรือนธาตุ (มณฑป) ใหญ่ ถูกสร้างขึ้นพร้อม ๆ กัน ในช่วงปลายสมัยพญาลิไท ซึ่งน่าจะเริ่มต้นดำเนินการโดยพระมหาเถรศรีศรัทธาราชจุฬามุนีศรีรัตนลังกาทีปมหาสวามี (มหาเถระศรีศรัทธา) ไปจนสิ้นบุญ ของท่านในช่วงหลังยุคพระญาลิไท และได้หยุดการก่อสร้างด้วยเหตุผลทางการเมือง ความพร้อมทางเศรษฐกิจและความนิยมของราชสำนักที่เปลี่ยนแปลงไปตามกษัตริย์พระองค์ใหม่ (พระมหาธรรมราชาที่ 2)
.
*** รูปแบบปราสาทของเรือนธาตุชั้นแรก (มณฑป) แผนผังสี่เหลี่ยมที่มีการสร้างอุโมงค์ทางเดินภายใน อาจได้รับอิทธิพลมาจากสถาปัตยกรรมแบบพุกามผ่านทางล้านนา โดยมีแรงบันดาลใจมาจากสถาปัตยกรรมยกสูงแบบ “สัตตมหาปราสาท” ที่มหาเถระศรีศรัทธาได้พบเห็นมาจากเมืองโปโลนนารุวะ เมื่อครั้งที่ได้เดินทางจาริกแสวงบุญไปเกาะลังกาครับ
Ref : Pierre Pichard สำนักฝรั่งเศสปลายบุรพทิศ ,The Mondop at Wat Si chum : New Prespective ใน Past Live of the Buddha: Wat si chum Art Architecture and Inscriptions สำนักพิมพ์ River Books 2551 แปลโดย อ.พีระพัฒน์ สำราญ
เครดิต ; FB
วรณัย  พงศาชลากร
EJeab  Academy

ยังมีสาระเรื่องราวดี ๆ ที่อยากเล่าตามมาดูเราได้ที่ ;
My blogs link 👆
https://sites.google.com/site/dhammatharn/
http://abhinop.blogspot.com
http://abhinop.bloggang.com
ททมาโน ปิโยโหติ #ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก
A giver is always beloved.


ปราสาทนครหลวง

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก A giver is always beloved.
พระพุทธ​รูปประจำซุ้ม
ปราสาทนครหลวง

พระเจ้าปราสาททอง ปฐมกษัตริย์​ราช​วงค์​ปราสาททอง รัชกาลที่ 26 แห่งกรุง​ศรี​อยุธยา​ โปรดให้สถาปนาวัดไชยวัฒนาราม ที่บ้านสมเด็จพระพันปีหลวง และโปรดให้สร้างปราสาทนครหลวง ดังพระราชพงศาวดาร​กรุงศรี​อยุธยา​ว่า

"ลุศักราช 993 ปีมะแม ตรีศก ทรงพระกรุณา​ให้ช่างออกไปถ่ายอย่างพระนครหลวง และปราสาทกรุงกัมพุชประเทศเข้ามา ให้ช่างกระทำพระราชวังเป็นที่ประทับร้อนตำบลริมวัดเทพจันทร์​ สำหรับเสด็จขึ้นไปนมัสการพระพุทธ​บาท จึงเอานามเดิมซึ่งถ่ายมา ให้ชื่อพระนครหลวง"

พระเจ้า​ปราสาท​ทองโปรดให้สร้างปราสาทนครหลวง ริมแม่น้ำป่าสักระหว่าง ทางไปนมัสการพระพุทธ​บาท ตัวปราสาทนั้นเป็นพุทธ​สถาน และมีตำหนักประทับแรมในบริเวณ​เดียวกัน

ปราสาทนครหลวงเป็นปราสาทใหญ่โตมาก เพราะตั้งใจจะสร้างอย่างปราสาทนครวัดเลยทีเดียว จึงทำให้สร้างไม่สำเร็จ​เพราะเกินกำลัง ทั้งสิ้นเปลืองโดยไม่ได้​ประโยชน์​อะไรมาก จึงสร้างค้างทิ้งไว้

เวลาผ่านไปร้อยกว่าปี ถึงสมัยรัตน​โกสินทร์​ ในปลายรัชกาลที่ 1 มีตาปะขาวปิ่นมาสร้างวัดนครหลวงอยู่ใกล้ตัวปราสาท และได้สร้างพระพุทธ​บาทสี่รอยไว้ในมณฑปบนยอดปราสาทนครหลวงที่สร้างค้างไว้

อีกร้อยกว่าปีต่อมาถึงรัชกาลที่ 6 มีพระภิกษุสงฆ์​นำชาวบ้านมาบูรณะปฏิสังขรณ์​ ด้วยฝีมือแบบบ้านๆ ดังปรากฏ​อยู่ทุกวันนี้

ปราสาทนครหลวง​มีพระระเบียง​ 3 ชั้นตามอย่างปราสาทนครวัด พระระเบียง​แต่ละชั้นจะมีซุ้ม​ปรางค์​ทุกมุมทุกทิศ ซุ้มปรางค์​สร้างค้างอยู่บ้างปรักหักพังบ้าง แต่มีซุ้มปรางค์​ทิศหนึ่งที่สร้างค้าง ทำให้เห็นภาพอันน่าอัศจรรย์​ของพระพุทธ​รูป​ประจำซุ้มปรางค์​นี้

ยังมีสาระเรื่องราวดี ๆ ที่อยากเล่าตามมาดูเราได้ที่ ;
My blogs link 👆
https://sites.google.com/site/dhammatharn/
http://abhinop.blogspot.com
http://abhinop.bloggang.com
ททมาโน ปิโยโหติ #ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก
A giver is always beloved.


วันเสาร์ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2564

ขวานจะงอยปากนก

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก A giver is always beloved.
“ขวานจะงอยปากนก” อาวุธเหล็ก ยุคก่อนประวัติศาสตร์
ร่องรอยการใช้เครื่องมือเหล็ก (Iron Tools) ที่ผ่านกระบวนการถลุง การตีขึ้นรูปและการหล่อมาทำเป็นเครื่องมือเครื่องใช้ได้เองในภูมิภาคลุ่มน้ำเจ้าพระยาและใกล้เคียง อาจเริ่มต้นขึ้นครั้งแรก ๆ ในช่วง 2,800 ปีที่แล้ว 
.
ดูเหมือนว่า เครื่องมือเหล็กทั้งประเภทเครื่องมือช่าง อาวุธและเครื่องประดับ ที่ผ่านการตีขึ้นรูปเพื่อใช้งาน ที่พบเป็นเครื่องอุทิศอยู่ในหลุมฝังศพของชุมชนโบราณ จะถูกวางรวมไว้กับเครื่องอุทิศอย่าง “ลูกปัดหินกึ่งอัญมณี”   (Semi-Precious Ancient Beads) ที่มีแหล่งวัตถุดิบและแหล่งผลิตในอินเดียและวัฒนธรรมพยู (Pyu) ในหุบเขาสาโมน  (Samon Vally) ที่นำเข้ามาโดยเหล่าพ่อค้าวาณิชและผู้คนหลากหลายทั้งนักบวช นักแสวงโชค นักผจญภัย จนไปถึงผู้อพยพ ตามเส้นทางการค้าจากอ่าวเบลกอลเข้าสู่ชุมชนโบราณในเขตที่ราบภาคกลางต่อไปยังอีสาน มาตั้งแต่ช่วงต้นพุทธกาลครับ
.
เครื่องมือเหล็กที่พบในลุ่มน้ำเจ้าพระยาและใกล้เคียง จึงอาจเป็นการนำเข้าภูมิปัญญา-เทคโนโลยีการโลหกรรมจากชาวอินเดียโพ้นทะเล ที่มาพร้อมกับเดินทางเข้ามาเพื่อทำการค้า การแสวงหาทรัพยากร จนถึงการตั้งถิ่นฐานขึ้นเป็นชุมชนอาณานิคม-สถานีการค้าขึ้นในภูมิภาค ในขณะที่โลหกรรมการผลิตเครื่องมือเครื่องใช้ด้วยโลหะประเภทสำริด (Bronze) จะเป็นภูมิปัญญาจากอิทธิพลของกลุ่มชนจากทางตะวันออก ทั้งจากยูนนาน ดองซอง ซาอูล ที่ได้เข้ามาบรรจบผสมผสานกันอย่างลงตัวในภูมิภาคนี้
.
ซึ่งในช่วง 2,500 – 2,800 ปี ยังปรากฏหลักฐานการทำเหมืองเหล็กในเขตภาคกลาง อย่างที่เขาทับควาย อำเภอโคกสำโรง จังหวัดลพบุรี เขาแม่เหล็ก อำเภอพยุหคีรี จังหวัดนครสวรรค์ แหล่งแร่เหล็กที่อำเภอบึงสามพัน จังหวัดเพชรบูรณ์ และอำเภอบ้านไร่ จังหวัดอุทัยธานี  และแหล่งแร่เหล็กขนาดใหญ่ในอีสานใต้ที่บ้านดงพลอง อำเภอสตึก จังหวัดบุรีรัมย์ครับ 
.
---------------------
*** “ขวานจะงอยปากนก-หัวนก” (Billhook -Falx Axe) เป็นเครื่องมือเหล็กที่น่าจะถูกใช้เป็น “อาวุธ” (Weapon) มากกว่าเครื่องมือช่างหรือเครื่องมือการเกษตร ด้วยเพราะมีรูปร่างโค้งแบบปลายแหลมโค้งจะงอยปากนก มีบ้อง-ช่องเข้าด้ามตั้งฉากกับตัวใบ (Shaft-hole Axe) ส่วนกว้างของแผ่นใบติดกับบ้องและโค้งออก ไปตวัดปลายแหลม ส่วนท้องและคอที่คล้ายหัวนกเป็นส่วนที่มีความคม ลักษณะแบบเดียวกับขวาน ที่เข้าด้ามตรงบ้องเพื่อใช้ในการ “สับฟัน” ไปข้างหน้า ส่วนแหลม (หัวนก) จะทำหน้าที่เจาะ ส่วนคอและท้อง (นก) ทำหน้าที่สับเฉือน
.
ขวานจะงอยปากนก ถูกขุดพบครั้งแรกในงานโบราณวิทยาที่บ้านดอนตาเพชร อำเภอพนมทวน จังหวัดกาญจนบุรี ในช่วงปี พ.ศ. 2523 – 2524 พบวางอุทิศอยู่ที่บริเวณส่วนปลายหน้าแข้ง-เท้าของโครงกระดูกหนึ่ง ร่วมกับเครื่องมือเหล็กอีกชิ้นหนึ่งที่มีลักษณะเป็นเครื่องมือเหล็กที่มีบ้องตรงปลายด้านหนึ่ง ตั้งฉากกับส่วนคมโค้งของปลายแผ่นใบมีดที่แผ่ออก ที่เรียกกันว่า “ขวานบ้อง” (Socketed Axe) โดยไม่มีเครื่องมือเหล็กชิ้นอื่น ๆ อยู่ใกล้เคียง เครื่องมือเหล็กทั้งสองชิ้นที่แตกต่างกันในการเข้าด้ามที่ส่วนบ้อง จึงควรเป็นเครื่องมือที่ถูกประกอบเข้าด้วยกันในด้ามจับเดียวกันครับ
.
ต่อมาได้มีการพบขวานจะงอยปากนกจากหลุมฝังศพโบราณในเขตที่ราบลอนลูกคลื่นตากฟ้า-ตาคลี ลุ่มน้ำป่าสัก เขตจังหวัดลพบุรี จังหวัดสระบุรี จังหวัดนครสวรรค์ จังหวัดพิจิตร พิษณุโลกขึ้นไปถึงเขตจังหวัดเพชรบูรณ์ ฝังอุทิศอยู่ร่วมกับขวานบ้องเป็นคู่ ๆ พร้อมกับลูกปัดหินกึ่งอัญมณีจำนวนมากพร้อมกัน ที่อาจสรุปได้ว่า ขวานจะงอยปากนกและขวานบ้องที่เป็นเครื่องมือเหล็ก เป็นภูมิปัญญาจากฝ่ายตะวันตก (อินเดีย-พยู) ที่เข้ามาพร้อมกับความนิยมลูกปัดหินกึ่งอัญมณี เป็นเครื่องมือเหล็กประเภทอาวุธ 2 ชิ้นในด้ามจับเดียวกัน โดยขวานจะงอยปากนกนั้นจะเข้าด้ามที่บ้องฝั่งด้านหนึ่ง และขวานบ้องจะเสียบไม้เข้าที่ท้ายบ้อง ปิดที่ปลายของด้ามจับ แต่ด้วยเพราะด้ามไม้ ที่อาจจะเป็นแบบด้ามสั้นหรือด้ามยาวผุพังไป จึงพบเพียงแต่เครื่องมือเหล็กทั้งสองวางอยู่ใกล้เคียงกันเท่านั้น            
.
*** ขวานจะงอยปากนก จึงเป็นอาวุธเหล็กรุ่นแรก ๆ (เอาไว้ฟัน-เจาะ-เฉาะ-เฉือน) ในช่วงปลายยุคเหล็กของภูมิภาคลุ่มน้ำเจ้าพระยาและป่าสัก จากอิทธิพลของฝ่ายอินเดีย ในช่วง 2,500 ปีที่แล้วครับ
เครดิต ; FB
วรณัย  พงศาชลากร
EJeab  Academy

ยังมีสาระเรื่องราวดี ๆ ที่อยากเล่าตามมาดูเราได้ที่ ;
My blogs link 👆
https://sites.google.com/site/dhammatharn/
http://abhinop.blogspot.com
http://abhinop.bloggang.com
ททมาโน ปิโยโหติ #ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก
A giver is always beloved.