วันพฤหัสบดีที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2564

ปรางค์กู่บ้านแก้งสนามนาง

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก A giver is always beloved.

#รักษ์บ้านเกิด #แก้งสนามนาง
#ปรางกู่บ้านแก้งสนามนาง
พิกัด #บ้านแก้งสนามนาง หมู่ที่ 4 ตำบลโนนสำราญ อำเภอแก้งสนามนาง นครราชสีมา
     พบปราสาทอายุเกือบ 1,000 ปี แหล่งโบราณสถานสุดแปลก ประตูทางเข้าหันหน้าไปทางทิศตะวันตก
วันที่ 12 มิถุนายน 2563 นายอำเภอแก้งสนามนาง พร้อมด้วย ประธานสภาวัฒนธรรมอำเภอแก้งสนามนาง ผู้อำนวยการสำนักศิลปกรที่10นครราชสีมา ตรวจสอบการซ่อมบูรณะปรางค์กู่ปราสาทแก้งสนามนาง อายุ1000 ปี มีประตูทางเข้าหันหน้าไปทางทิศตะวันตก ซึ่งมีแห่งเดียวในประเทศไทย
นายอรุณ เมฆฉาย นายอำเภอแก้งสนามนาง พร้อมด้วย นานสมชาย ภิญโญ ประธานสภาวัฒนธรรมอำเภอแก้งสนามนาง นางชุติมา จันทร์เทศ ผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่10นครราชสีมา ได้เข้าขุดแต่งและออกแบบ เพื่อที่จะบูรณะปราสาทปรางค์กู่แก้งสนามนาง บ้านแก้งสนามนาง ตำบลโนนสำราญ อำเภอแก้งสนามนาง จังหวัดนครราชสีมา
ผอ.สำนักศิลปากร กล่าวว่า พบว่าปราสาทปรางค์กู่น่าจะเป็นโบราณสถาน ช่วงศตวรรษที่16-17 ดูจากรูปแบบสถาปัตยกรรมจะเป็นลักษณะของปราสาทหลังเดียว หันหน้าไปทางทิศตะวันตก 3ด้านมีลักษณะเป็นประตูหลอก หลักฐานทางโบราณวัตถุแท่นฐานรูปเคารพ โบราณวัตถุที่ได้จากการขุดแต่งก็จะมีเศษภาชนะดินเผาในส่วนของภาชนะเนื้อดินในวัฒนธรรมเขมรและหลักฐานที่ได้จากส่วนของฐานที่มีเป็นฐานบัว บัวคว่ำ บัวหงาย ลักษณะนี้เนื่องด้วยทางด้านหน้าทิศตะวันตกมีบารายอยู่ด้วย จึงต้องดำเนินการขุดด้านหน้าเพื่อหาหลักฐานเพิ่มเติม ส่วนมากปราสาทจะหันหน้าไปทางทิศตะวันออก ถือว่าเป็นโบราณสถานที่แปลกมากที่ตัวปราสาทหันหน้าไปทางทิศตะวันตก คล้ายกับปราสาทนครวัดที่หันหน้าไปทางทิศตะวันตกหนึ่งเดียวของประเทศกัมพูชา ในส่วนของตัวปราสาทที่มีลักษณะแบบนี้ส่วนใหญ่แล้วจะก่อสร้างด้วยหินทรายสีแดงถ้าเป็นก่อสร้างด้วยศิลาแลงจะเป็นปราสาทที่สร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่7 ซึ่งจะมีรูปแบบที่เรียกว่าอโรคยาศาลหรือโรงพยาบาลของสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่7 อีกแบบหนึ่งก็คือธรรมศาลาคือที่พักที่เดินทางจะสร้างตามแนวถนนโบราณ แต่ปราสาทนี้ไม่ใช่ลักษณะของทั้ง2รูปแบบของพระเจ้าชัยวรมันที่7ที่ได้มีการก่อสร้างมา คาดว่าจะเป็นสมัยก่อนหน้าของพระเจ้าชัยวรมันที่7ประมาณ700-800ปี
เครดิต ;
ข่าว/ณัฐพงศ์ อรชร ผู้สื่อข่าวภูมิภาค จังหวัดนครราชสีมา
บริษัท คมชัดลึก มีเดีย จำกัด เลขที่ 1858/126 ชั้นที่ 30 ถนนเทพรัตน แขวงบางนาใต้ เขตบางนา กรุงเทพมหานคร โทรศัพท์ 02-338-3333
ยังมีสาระเรื่องราวดี ๆ ที่อยากเล่าตามมาดูเราได้ที่ ;
My blogs links 👆
https://sites.google.com/site/dhammatharn/
http://abhinop.blogspot.com
http://abhinop.bloggang.com
ททมาโน ปิโยโหติ #ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก
A giver is always beloved.


วันพุธที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2564

ธรรมจักรศิลาบ้านกงรถ ห้วยแถลง

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก A giver is always beloved.
อาจเป็น “พระธรรมจักร” ที่หายไปจากบ้านกงรถ ห้วยแถลง ? 

ข้อมูลกรมศิลปากร ระบุว่า สมเด็จเจ้าพระกรมพระนริศรานุวัติวงศ์ ได้เคยเสด็จไปทอดพระเนตรซากสถูปกลางเมืองโบราณบ้านกงรถ ทรงพบเห็น “ธรรมจักรศิลา” (Dhammachakra) อยู่บนเนินดิน การพบในครั้งนี้ อาจอยู่ในช่วงที่เสด็จสำรวจเส้นทางรถไฟ ที่นครราชสีมา ระหว่างปี พ.ศ.2430-2433 ครั้งยังทรงเป็นพระเจ้าน้องยาเธอเจ้าฟ้ากรมขุนนริศรานุวัติวงศ์ เสนาบดีกระทรวงโยธาธิการ สอดคล้องกับความทรงจำของผู้คนบ้านกงรถ ชุมชนอพยพของชาวไทเบิ้งหรือไทยโคราชจากเขตเมืองพิมาย และกลุ่มชาวไท – ลาว ที่เริ่มเข้ามาตั้งถิ่นฐานเมืองประมาณ 160 ปีที่แล้ว จะเล่าต่อกันมาว่า แต่เดิมนั้นชาวบ้านที่เข้ามาหาของป่าในยุคแรก ๆ ได้มาพบเห็นกงล้อหินบนเนินสูง  เมื่อเข้ามาจับจองที่ดินตั้งบ้านเรือนในเนินเมืองเก่า จึงเรียกกลุ่มบ้านที่อยู่ใกล้เนินกลางเมืองว่า “บ้านกงรถ” ทั้งยังเคยพบโกรกหินบดยา เศษภาชนะดินเผาและเศียรพระพุทธรูป เศษเครื่องมือเครื่องใช้ เครื่องประดับที่เป็นโลหะอยู่โดยรอบเนิน แต่กงล้อหิน-ธรรมจักรหินที่เคยมีอยู่นั้นก็ได้หายไปอย่างไร้ร่องรอย ซึ่งต่อมาได้มีสำนักสงฆ์เข้ามาใช้ประโยชน์ก่อสร้างอาคารกุฏิซ้อนอยู่บนเนินสถูปเก่า
.
ในคติชนจากนิทานพื้นบ้านอีสานใต้เรื่อง “นางอรพิม ท้าวปาจิตและท้าวพรหมทัต” ที่ดัดแปลงมาจากปัญญาสชาดก เรื่อง "ปาจิตตกุมารชาดก" เล่าในส่วนของบ้านกงรถว่า  “...เมื่อท้าวปาจิตยกขันหมาก เดินทางกลับมารับนางอรพิม ทราบข่าวที่นางจะเข้าพิธีอภิเษกกับท้าวพรหมทัต  จึงบังเกิดเป็นความโกรธ ด้วยเพราะเข้าใจผิดคิดว่านางอรพิมลืมคำมั่นสัญญา สั่งให้ไพร่ขันหมากทุบภาชนะทิ้ง ที่บ้าน "เสราะแบจาน" (บ้านทุบจาน) ส่วนสินสอดทองหมั้นก็เทให้ไหลไปตามน้ำ จึงเรียกว่า "ลำมาศ" หรือ "ลำปลายมาศ" ส่วนรถเกวียนขนของหมั้น ก็เอาไปทิ้งที่ “บ้านกงรถ” และเอาเครื่องสินสอดทองหมั้นไปทิ้งใน “ถ้ำเป็ดทอง”...”  
.
---------------------
*** “บ้านกงรถ หมู่ 1  ตำบลกงรถ  อำเภอห้วยแถลง จังหวัดนครราชสีมา ตั้งอยู่ในเมืองโบราณรูปวงกลม ที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางคันดินชั้นในประมาณ 550 เมตร ในยุคเริ่มแรกวัฒนธรรมภารตภิวัฒน์ ประมาณช่วงพุทธศตวรรษที่ 12  ทางทิศเหนือมีลำห้วยกงรถไหลจากทางตะวันตกเฉียงใต้ ขึ้นไปทางตะวันออกเฉียงเหนือ ลงสู่ลำมาศ ด้านนอกเกาะเมืองยังมีร่องรอยคันดินเพื่อการจัดการน้ำล้อมรอบออกไปอีก 2 – 3 ชั้น ครับ 
.
จนถึงช่วงประมาณพุทธศตวรรษที่ 16  จึงได้มีการสร้างแนวคันดินรูปสี่เหลี่ยมค่อมแนวลำห้วยกงรถ ติดกับคูเมืองทางทิศเหนือ ความกว้างยาวประมาณ  650 x 600 เมตร ตามแนวชั้นความสูงของระดับพื้นดินที่ลาดลงไปทางเหนือ/ตะวันออก ซึ่งเป็นรูปแบบของการจัดเก็บน้ำในระบบ “บาราย” แบบวัฒนธรรมเขมรโบราณ ที่ในช่วงฤดูน้ำ จะต้องมีการเติมน้ำจากลำห้วยจากพื้นที่สูงลงสู่พื้นที่กักเก็บของบารายที่อยู่ในระดับต่ำกว่า  
บริเวณกลางเนินเกาะเมือง มีระดับความสูงกว่าบริเวณโดยรอบ เป็นที่ตั้งซากสถูปขนาดประมาณ 10 * 10 เมตร อิฐที่ใช้ก่อสร้างเป็นอิฐขนาดใหญ่ที่มีการผสมแกลบข้าวเม็ดอ้วนป้อมจำนวนมาก ตามแบบแผนอิฐในยุคทวารวดีที่พบโดยทั่วไป ยังคงพบหลักหินเสมาหินและชิ้นส่วนแตกหักของเสมาหินแบบแผ่นขึ้นจากหินทรายเม็ดใหญ่ (Millet-seed Sandstone) และเห็นทรายสีออกแดง รวมทั้งชิ้นส่วนแตกหักของหินในตระกูลหินปูน (Limestone) ซึ่งมีลักษณะคล้ายชิ้นส่วนของ “ระฆังหิน” ที่นิยมในช่วงต้นของวัฒนธรรมทวารดีครับ
.
--------------------------------
*** ที่พิพิธภัณฑ์กีเม่ต์  (Guimet) ประเทศฝรั่งเศส มีวงล้อธรรมจักรศิลาหินทราย (สีออกแดง) ชิ้นหนึ่งระบุว่า ได้มาจากจังหวัดนครราชสีมา ปรากฏภาพในนิตยสาร Paris Worldwide เดือนกันยายน-ตุลาคม 2015 มีรูปศิลปะแบบเดียวกับธรรมจักรใหญ่ที่พบจากวัดธรรมจักรเสมาราม (วัดบ้านคลองขวาง) ทางใต้ของเมืองเสมา ที่เป็นธรรมจักรแบบ “สตัมภะ” (Dhamma-chakra Stambha – สดมภ์ แปลว่าเสาตั้ง) ประกอบร่วมกับเสาหินสูง (Pillar) หินกลุ่มบัวส่วนฐานและฐานก่ออิฐ  ในคติพุทธศาสนาแบบมหาวิหาร-ลังกา ในความนิยมของกลุ่มชนเครือข่ายวัฒนธรรมพุทธ-ทวารวดี มีอายุการสร้างในช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 13
 .
ธรรมจักรหินทรายจากกีเม่ต์ อาจมีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณเกือบ 1 เมตร มีรูปร่างคล้ายล้อเกวียน ที่ตรงกลางมีดุม ไม่ฉลุแผ่นหินทำเป็นช่องเหมือนจริงของซี่ล้อ แกะสลักทั้งสองฝั่งเป็นแบบเดียวกัน โดยสลักวงดุมล้อด้วยลายกระหนกที่หมายถึงเกสรดอกบัว ล้อมรอบด้วยลายกลีบบัวรวนกำหรือซี่ล้อ 11-12 ซี่ ที่มีส่วนปลายในรูปศิลปะของเสารองรับอาคาร มีบัวยอดตวัดลายกระหนกพรรณพฤกษาออกมาด้านข้างเป็นเท้าแขน สลับกับพุ่มกระหนกใบแหลมคล้ายหอก ซ้อนด้วยมาลัยอุบะหสามเหลี่ยมออกมาจากกลางดุมล้อ หน้ากระดาน (ปัฏฏะ) ของขอบกงล้อ ล้อมรอบด้วยลายสังวาลรูปสี่เหลี่ยมอัญมณีต่อเนื่อง ลายดอกไม้ต่อเนื่องสลับตาบสี่เหลี่ยมผืนผ้าและกระหนกใบไม้เป็นสายมาลัย ด้านนอกสุดเป็นลายกระหนกใบขด (บัวรวน) ต่อเนื่อง  แต่ละลายคาดขวางด้วยเส้นลวดเรียบ ๆ ครับ
.
จุดเด่นของธรรมจักรชิ้นนี้ เทียบได้กับลวดลายของธรรมจักรใหญ่ที่เมืองเสมา คือที่โคนของวงล้อส่วนที่เชื่อมต่อกับฐานบนยอดเสาหิน สลักเป็นลายตัวสิงห์มีเขากำลังแยกเขี้ยว ที่ได้รับอิทธิพลมาจากรูปตัว “วยาละ” (Vyāla - สิงห์มีเขา) ล้อมรอบด้วยกระหนกใบและใบม้วนใหญ่ ซึ่งเป็นลักษณะเด่นของศิลปะยุคก่อนเมืองพระนคร ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 12-13 ลายดอกไม้ต่อเนื่องก็มีลักษณะทางศิลปะที่คล้ายกับศิลปะแบบปราสาทสมโบร์ไพรกุก-ไพรกเมง  ที่ไม่นิยมลายลูกประคำอัญมณีคาดแบบทวารวดีครับ
.
ธรรมจักรหินที่พิพิธภัณฑ์กีเม่ต์ อาจเป็นธรรมจักรหินที่หายไปจากบ้านกงรถ ด้วยเพราะมีรูปแบบทางศิลปะเดียวกับที่พบจากเมืองเสมา ที่ห่างไปทางตะวันตกประมาณ 100 กิโลเมตร และยังสอดรับกับหลักฐานของซากสถูปกลางเมือง ชิ้นส่วนหินทรายและความทรงจำเรื่อง “กงล้อหิน” ในประวัติศาสตร์ท้องถิ่น
.
*** พระสถูปกลางเมืองและพระธรรมจักร (ที่หายไป) ตามคติธรรมจักรตั้งเสาสูงเพื่อประกาศพระธรรม ในความนิยมของนิกายมหาวิหาร-อานธระของรัฐทวารวดีจากลุ่มน้ำเจ้าพระยาที่ได้เดินทางเข้ามาสู่ดินแดนอีสานใต้ ผสมผสานศิลปะลวลดายที่นิยมจากแดนโตนเลสาบทางทิศใต้ ปรากฏเป็นร่องรอยธรรมจักรแบบตั้งเสาองค์สุดท้าย ไกลสุดจากแดนตะวันตกอยู่เพียงที่เมืองโบราณบ้านกงรถเท่านั้น เพราะไม่ปรากฏพระสถูปและธรรมจักรในคตินิยมแบบทวารวดีนี้ ลึกไปในดินแดนทางตะวันออก-ใต้ ต่อลงไปอีกเลยครับ  
 เครดิต ;FB
วรณัย  พงศาชลากร
EJeab Academy

ยังมีสาระเรื่องราวดี ๆ ที่อยากเล่าตามมาดูเราได้ที่ ;
My blogs links 👆
https://sites.google.com/site/dhammatharn/
http://abhinop.blogspot.com
http://abhinop.bloggang.com
ททมาโน ปิโยโหติ #ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก
A giver is always beloved.

วันอังคารที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2564

พญาวานรถวายรวงผึ้ง

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก A giver is always beloved.
“พญาวานร ถวายรวงผึ้งแก่พระพุทธองค์” ที่นครเวสาลี 
งานพุทธศิลป์ของฝ่ายอินเดียเหนือตั้งแต่สมัยราชวงศ์คุปตะ (Gupta Dynasty) ราวพุทธศตวรรษที่ 10 จนถึงราชวงศ์ปาละ-อินเดียตะวันออก (Pala Dynasty) พุทธศตวรรษที่ 17 จะนิยมกล่าวถึงนครเวสาลี(Vaishali) แคว้นวัชชี ทางเหนือของกรุงปัตนะ ในเรื่องราวพุทธประวัติตอน “การโปรดสั่งสอน-ทรมานพญาวานร” เป็นหนึ่งใน “อัษฏมหาปาฏิหาริย์ – อัฐฏมหาปาฏิหาริย์” (Aṣṭa mahā  Pratiharya) ของสังเวชนียสถานสำคัญที่ควรระลึกถึงพระพุทธเจ้า 8 แห่ง ที่เรียกว่า “อัษฏมหาสถาน” (Aṣṭa Mahastan)  
.
ในพุทธประวัติเล่าว่า พระพุทธเจ้าได้เสด็จไปนครเวสาลีหลายครั้ง แต่ละครั้งจะทรงประทับที่กูฏาคารศาลา (Kutagarshala Vihara) ภายในป่ามหาวันอันร่มรื่นเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งในครั้งแรก พญาวานรเป็นใหญ่ในป่ามหาวันได้นำเหล่าบริวารมาขุดสระน้ำใหญ่ (ปัจจุบันคือสระรามกุณฑ์ - Ram Kund ใกล้กับ พระอนันตสถูป - Ananda Stupa) เพื่ออำนวยความสะดวกแก่พระพุทธองค์ ทั้งยังนำฝูงวานรมาคอยปรนนิบัติดูแล ถวายภัตตาหารมิให้ขาดตกบกพร่องครับ 
.
วันหนึ่ง พญาวานรได้นำรวงผึ้งใหญ่ (Honeycomb) ที่ยังมีผึ้งอาศัยอยู่เป็นจำนวนมากมาถวายแก่พระพุทธองค์ที่ประทับอยู่ใต้ต้นมะม่วง แต่ในครั้งนี้พระองค์มิได้รับไว้ พญาวานรจึงทรมานใจจนถึงขั้นนอนป่วยไข้ ด้วยเพราะคิดว่าตนเองนั้นปฏิบัติดูแลพระพุทธองค์ได้ไม่สมบูรณ์ พระพุทธเจ้าจึงได้เทศนาธรรมสั่งสอนแก่พญาวานร ถึงเรื่องการเบียดเบียนทำลายชีวิตที่พวกมนุษย์มักมองข้าม ด้วยเพราะมองไม่เห็น ด้วยเพราะไม่ใส่ใจ ด้วยเพราะไม่คำนึงถึง ด้วยเพราะดูถูกความด้อยค่าของชีวิตผู้อื่น พระพุทธองค์ให้พญาวานรได้คำนึงถึงชีวิตในรวงผึ้งใหญ่ ที่แม้จะขับไล่ตัวผึ้งออกไปทั้งหมดแล้ว แต่ภายในช่องรวงก็ยังมีตัวอ่อนที่ยังมีชีวิตอีกเป็นจำนวนมากมายมหาศาล
.
พญาลิงจึงประจักษ์ในเหตุผลของพระธรรม แต่กระนั้นก็ไม่ได้ละความพยายาม เขาได้นำรวงผึ้งใหญ่มาบรรจงแคะเอาตัวอ่อนออกทีละช่องอย่างทะนุถนอม มิให้สิ้นชีวิต  ซึ่งพระพุทธองค์ก็ได้เห็นถึงความพยายามนั้น เมื่อพญาลิงได้นำรวงผึ้งมาถวายอีกครั้ง จึงได้ทรงรับเอาไว้ แต่กระนั้นพระองค์ก็มิได้ฉัน ด้วยเพราะเป็นการเบียดเบียนชีวิตโดยรู้ตัวและตั้งใจครับ
.
เมื่อพระพุทธเจ้าทรงรับรวงผึ้งที่เขาตั้งใจถวาย พญาวานรมีความตื่นเต้นในใจที่เบิกบาน เขาดีใจที่ได้กระทำการปรินิบัติแก่พระพุทธองค์ได้อย่างสมบูรณ์แล้ว จึงกระโดดจากต้นไม้หนึ่งไปอีกต้นหนึ่งไปมา แต่แล้วก็พลัดตกลงมา กระแทกไม้แหลมจนสิ้นชีวิต อย่างไรก็ตาม ด้วยกุศลผลบุญจากความตั้งใจในการกระทำบุญ จากความเอื้ออาทรของเขาที่บริสุทธิ์ใจแก่ผู้อื่น พญาลิงจึงได้เกิดใหม่เป็นเทพบุตรบนสรวงสวรรค์ไตรตรึงษ์ (Trāyastriṃśa) ในที่สุดครับ 
.
พุทธประวัติตอนสั่งสอน-ทรมานพญาวานร ที่นครเวสาลี ที่กล่าวถึงการไม่เบียดเบียนชีวิตไม่ว่าจะมีขนาดเล็กหรือใหญ่ ได้ถูกยกให้เป็น 1 ใน 8 “มหาปาฏิหาริย์” สำคัญมาตั้งแต่ยุคโบราณ นิยมทำรูปศิลปะพระพุทธรูปปางประทานพร (วรมุทรา Varada Mudra) หรือรูปประทับนั่งถือบาตร ประกอบรูปพญาวานรแสดงท่าถวายรวงผึ้ง the King Monkey bringing a honeycomb- King Monkey offers Honey to Shakyamuni Buddha) อาจมีรูปบริวารอีก 2 – 3 ตัว อยู่ใกล้เคียงกัน
.
แต่เรื่องราวของพญาวานรถวายรวงผึ้งที่เวสาลีในอินเดีย กลับไม่ปรากฏความนิยมในพุทธประวัติฝ่ายลังกาวงศ์ ที่มานิยมพุทธประวัติตอน “" พญาช้างปาลิเลยะ – ปาเลไลยกะ” (Pārileyya- Pārileyyaka) แห่งป่ารักขิตวันสัญธะ (Rakkhitavanasanda Forest) และโขลงช้างคอยปรนนิบัติถวายภัตตาหารทั้งน้ำสะอาดและผลไม้ ในครั้งที่พระพุทธองค์เสด็จหลีกออกมาจากความวุ่นวายจากการทะเลาะวิวาท ขาดความสามัคคีของคณะสงฆ์วัดโฆสิตาราม ทางใต้ของนครโกสัมพี (Kosambhi) ในแคว้นเจตี (Cedi) ด้วยเพียงเรื่องว่าสามารถทิ้งที่ตักน้ำไว้ในส้วมได้หรือไม่ พระพุทธองค์ได้เสด็จกลับมายังพระเชตวันมหาวิหาร เมื่อการทะเลาะเบาะแว้งเริ่มสงบลง ทรงเทศนาธรรมแห่งความสามัคคี โดยทรงชี้ไปที่พญาช้างปาลิเลยะ และโขลงช้างแห่งป่ารักขิตวันสัญธะ เป็นตัวอย่างของการอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขครับ
.
----------------------------------
*** เมื่อพุทธประวัติเรื่อง “พญาวานรถวายรวงผึ้ง ที่ป่ามหาวัน นครเวสาลี” จากคตินิยมของฝ่ายอินเดียเหนือ ราชวงศ์คุปตะ-ปาละ และเรื่อง “พญาช้างปาลิเลยและโขลงช้างปรนนิบัติพระพุทธเจ้า ที่ป่ารักขิตวันสัญธะ เมืองโกสัมพี” จากคติความนิยมของฝ่ายลังกา ได้เข้ามาผสมผสานกันครั้งแรกในคติพุทธศาสนาในพุกามมอญและกัมพูชา ตั้งแต่ช่วงพุทธศตวรรษที่ 18 คงด้วยเพราะอิทธิพลของฝ่ายเถรวาทลังกาวงศ์จะได้รับความนิยมมากว่า พุทธประวัติที่ได้รับความนิยมแตกต่างกันจากทั้งสองภูมิภาค จึงได้เอาชื่อพญาช้างมาเป็นชื่อป่าและเอาเรื่องลิงถวายรวงผึ้งรวมกัน กลายมาเป็น “ปางป่าลิไลยก์” (Pārileyyaka) ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ช่วงประมาณพุทธศตวรรษที่ 19 ไปในที่สุด 
.
คติพญาวานรถวายรวงผึ้งจากฝ่ายราชวงศ์ปาละในอินเดีย ที่ผ่านมายังอาณาจักรพุกาม–รามัญ ถึงจะได้พัฒนากลายเป็นปางป่าลิไลยก์ตามคติฝ่ายลังกาไปแล้ว แต่ก็ยังคงเค้าร่องรอยใน “เทศกาลถวายน้ำผึ้ง” (The Honey offering Festival) ช่วงเดือน 10 (กันยายน) ที่ยังคงนิยมในกลุ่มชาวมอญ (ตักบาตรน้ำผึ้ง) ชาวพุทธบางส่วนในบังกลาเทศ กัมพูชา อินเดีย เมียนมาร์และศรีลังกาครับ  
*** ประติมากรรม พญาวานร ถวายรวงผึ้งแก่พระพุทธองค์ ที่ป่ามหาวัน นครเวสาลี พุทธศิลป์แบบราชวงศ์ปาละ กลางพุทธศตวรรษที่ 17 จัดแสดงที่บริติช มิวเซียม (British Museum)
เครดิต ; FB
วรณัย  พงศาชลากร
EJeab Academy

ยังมีสาระเรื่องราวดี ๆ ที่อยากเล่าตามมาดูเราได้ที่ ;
My blogs links 👆
https://sites.google.com/site/dhammatharn/
http://abhinop.blogspot.com
http://abhinop.bloggang.com
ททมาโน ปิโยโหติ #ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก
A giver is always beloved.


วัดนางพญา

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก A giver is always beloved.
“วัดนางพญา” สัญลักษณ์อำนาจของอาณาจักรอยุธยา ที่เมืองศรีสัชนาลัย
ถึงแม้ว่าในยุคพระบรมไตรโลกนาถ อาณาจักรอยุทธยาจะได้สงบศึกกับพระเจ้าติโลกราช "ราชาผู้พิชิต" กษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งอาณาจักรล้านนามาแล้วตั้งแต่ปี พ.ศ. 2017  ซึ่งในครั้งนั้น ฝ่ายราชสำนักอยุทธยาได้เข้าครอบครองดินแดนรัฐสุโขทัยเดิม ขึ้นไปถึงเมืองเชลียง-ศรีสัชนาลัย (เชียงชื่นหรือเมืองสวรรคโลก) กลับมาได้ทั้งหมด
.
สงครามระหว่างอาณาจักรใหญ่แดนเหนือใต้ปะทุขึ้นอีกครั้ง เมื่อพระเจ้าศิริธรรมจักรพรรดิราช (พญาแก้วหรือพระเมืองแก้ว) กษัตริย์นักรบอีกพระองค์หนึ่งแห่งอาณาจักรล้านนา พยายามขยายอิทธิพลลงมาทางใต้ โดยหวังจะชิงรัฐสุโขทัยที่เสียไปคืนมา ฝ่ายล้านนาจึงเริ่มส่งกองทัพเข้ายึดครองดินแดนเหนือเมืองเชลียง เกิดเป็นสงครามขึ้นในปี พ.ศ.2050  แล้วยกทัพใหญ่ลงมาตีกรุงสุโขทัย ในปี พ.ศ. 2056 ซึ่งฝ่ายกรุงศรีอยุทธยาโดยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 (พระเชษฐาธิราช) ได้นำทัพใหญ่ขึ้นไปป้องกันเมืองสุโขทัย ขับไล่กองทัพล้านนาให้ล่าถอยออกไปครับ
.
สงครามยืดเยื้อจนถึงปี พ.ศ. 2058 ฝ่ายอยุทธยาเริ่มได้เปรียบ สมเด็จพระรารมาธิบดีที่ 2 ได้ทรงนำกองทัพบุกทะลวงเข้าสู่อาณาจักรล้านนา จนสามารถยึดครองเมืองลำปางได้ ดังปรากฏความในพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับหลวงประเสริฐอักษรนิติ์ ว่า “....ศักราช 877 กุนศก วัน 3 15 ค่ำ เดือน 11  เพลารุ่งแล้ว 8 ชั้น 3 ฤกษ์ 9 ฤกษ์ สมเด็จพระรามาธิบดี เสด็จไปเมืองนครลำภางได้เมือง...” 
.
การสงครามยังดำเนินต่อมาอีกนานกว่า 7 ปี จนถึงปี พ.ศ. 2065 จึงเกิดการเจรจาตกลงเป็นไมตรีกัน สงครามระหว่างอาณาจักรจึงสิ้นสุดลง  ฝ่ายกรุงศรีอยุทธยาจึงได้คืนดินแดนเหนือเมืองเชลียงกลับไปเป็นของอาณาจักรล้านนาครับ
.
--------------------------------
***  ในพระราชพงศาวดารฉบับหลวงประเสริฐอักษรนิติ์ ระบุถึงการสร้างพระมหาเจดีย์ใหญ่วัดพระศรีสรรเพชญ์ว่า “ ...ศักราช 854 ชวดศก (พ.ศ. 2035) ประดิษฐานมหาสถูปพระบรมธาตุสมเด็จพระบรมไตรโลก แล (ะ) สมเด็จพระบรมราชาธิราชเจ้า...” หลังจากการสร้างพระมหาเจดีย์ทั้งสามองค์บนฐานไพทีเดียวกัน ที่ใช้เวลาก่อสร้างนานประมาณ 7 ปี จึงได้มีการสร้างพระวิหารขึ้นใหม่ ด้านหน้าฝั่งตะวันออก ดังความว่า “...ศักราช 861 มะแมศก (พ.ศ. 2042) แรกสร้างพระวิหารวัดศรีสรรเพชญ์...” 
.
ดูเหมือนว่ารูปแบบทางสถาปัตยกรรมของพระเจดีย์ในยุคสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 ช่วงกลางพุทธศตวรรษที่ 21 จะไม่นิยมเจดีย์ทรงปราสาท (ปรางค์ทรงงาเนียม) ตามแบบพระราชบิดา แต่หันมานิยมการสร้างเจดีย์ทรงระฆังแบบลังกา พัฒนาการมาเป็นเจดีย์แบบศิลปะอยุทธยาแท้ ๆ เป็นครั้งแรกครับ
.
รูปแบบเจดีย์แบบอยุทธยา มีฐานล่างผังสี่เหลี่ยมจัตุรัส (หรือสี่เหลี่ยมผืนผ้าแบบฐานไพที) เป็นฐานประทักษิณเวที (Pradakshina platform) รองรับชั้นฐาน “มาลาสนะ”หรือ “ตรีมาลา”  (Mālāsana-Trimālā) ผังกลม 3 ชั้น ชั้นฐานปัทม์ผังกลมที่มีท้องไม้ใหญ่ ฐานบัวหงายรองรับชั้นมาลัยเถา (บัวลูกแก้ว) 3 วง ชั้นองค์ระฆังสั้นที่มีลวดบัวปากระฆังด้านล่าง ด้านบนเป็นบัลลังก์ (หรรมิกา-Harmika) ใหญ่ แบบฐานปัทม์ผัง 4 เหลี่ยมคลุมยอดระฆัง รองรับก้านฉัตร บัวฝาละมี ปล้องไฉนมีลวดซ้อนเว้นระยะห่างระหว่างปล้องวง ขึ้นไปจบที่ปลียอดและลูกแก้วบัวตูม
.
*** การปรากฏชั้นฐานปัทม์ผังกลมที่มีท้องไม้ใหญ่เหนือฐานตรีมาลา ชั้นมาลัยเถาและปล้องไฉนมีลวดซ้อนเว้นระยะห่างระหว่างวง เป็นเอกลักษณ์ทางสถาปัตยกรรมที่สำคัญของเจดีย์ทรงลังกาในงานศิลปะแบบอยุทธยาในยุคแรกครับ 
.
เจดีย์ใหญ่วัดพระศรีสรรเพชญ์ หันหน้าไปทางวิหารทางตะวันออก ทำมุขซุ้มประตูเป็นจระนำยื่นออกมาบนระนาบเดียวกับฐานมาลัยเถาสมมาตรทั้ง 4 ด้าน ทำบันไดขึ้นลงมาที่ฐานประทักษิณ มีประตูเข้าภายในด้านหน้า ภายในแกนกลางขององค์ระฆังมี “เรือนธาตุทรงปราสาทแบบเจดีย์ทรงปรางค์ฎ แต่ละด้านเป็นซุ้มหน้านาง ปรากฏชั้นครุฑเหินที่นิยมมาตั้งแต่ยุคพระบรมไตรโลกนาถที่ชั้นอัสดงของมุมหลัก เป็นสถูปภายในเพื่อบรรจุพระบรมสารีริกธาตุในองค์ด้านตะวันออก องค์กลางบรรจุพระบรมอัฐิของบรมไตรโลกนาถ และองค์ตะวันตกบรรจุพระบรมอัฐิของพระบรมราชาธิราชที่ 3   
.
----------------------------
***  ที่ “วัดนางพญา” เมืองโบราณศรีสัชนาลัย-เชลียง มีการจัดวางแผนผัง-สถาปัตยกรรมของวิหารและพระเจดีย์ ประธานในรูปแบบเดียวกับวัดพระศรีสรรเพชรญ์ในยุคแรกสร้าง โดยที่เจดีย์ประธานมีองค์ประกอบแบบเดียวกับเจดีย์ใหญ่วัดพระศรีสรรเพชญ ทั้งฐานประทักษิณ ฐานตรีมาลา ฐานมาลัยเถา (ที่แตกต่างไปจาก “บัวถลา” 3 วงแบบสุโขทัย) องค์ระฆังอ้วนป้อมที่มีบัวปากระฆัง มีบัลลังก์ใหญ่ครอบด้านบนระฆัง ก้านฉัตร บัวฝาละมี และปล้องไฉนมีซ้อนเส้นลวดและวางระยะห่างจากกันตามแบบอยุทธยา (ปล้องไฉนแบบศิลปะสุโขทัย แทบจะไม่เว้นช่องว่างระหว่างวงปล้อง) วางมุขจระนำเป็นซุ้มประตูในระนาบเดียวกับชั้นมาลัยเถาครับ   
.
ที่แกนกลางภายในองค์ระฆังของเจดีย์ประธานวัดนางพญา ยังได้ถอดแบบ “เรือนทรงปราสาท” ที่มีซุ้มหน้าบันแบบหน้านาง-รวยนาค-ปลายกระหนกหางหงส์ ถอดแบบแผนโดยตรงมาจากเรือนปราสาททรงปรางค์ ที่เป็นแกนอยู่ภายในเจดีย์ประธานวัดพระศรีสรรเพชญ์อย่างชัดเจน 
.
เมื่อพิจารณาช่วงเวลาในประวัติศาสตร์ของการพระราชสงครามระหว่างกรุงศรีอยุทธยากับล้านนาในสมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 ที่มีความสอดรับของช่วงเวลากับรูปแบบทางสถาปัตยกรรม การคลี่คลายลวดลายทางศิลปะของฝ่ายอยุทธยาที่รับมาจากล้านนาและจีน การจัดวางเรือนธาตุปราสาทภายในองค์ระฆังตามแบบพระเจดีย์ใหญ่วัดพระศรีสรรเพชญ์ และคติความเชื่อในเรื่องสัญลักษณ์แห่งอำนาจที่นิยมมาตั้งแต่ครั้งสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 2 (เจ้าสามพระยา) สร้างปรางค์แบบเขมรขึ้นที่วัดจุฬามณี เมืองสองแควแล้ว  
.
“วัดนางพญา”  เมืองเชลียง-ศรีสัชนาลัย จึงควรถูกสร้างขึ้นประมาณปี พ.ศ. 2065 – 2070 ภายหลังการเจรจาสันติภาพ เพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งอำนาจของกรุงศรีอยุทธยา โดยยึดตามรูปแบบสถาปัตยกรรมของพระเจดีย์ประธานใหญ่แห่งวัดพระศรีสรรเพชญ์ในยุคเริ่มแรก เช่นเดียวกับการสร้างปรางค์พระมหาธาตุเชลียง ครอบทับเจดีย์ยอดดอกบัวตูม (พุ่มข้าวบิณฑ์) ในยุคพระราชบิดา (พระบรมไตรโลกนาถ) หลังจากที่ทรงได้รับชัยชนะเหนือล้านนาในสงครามเมืองเชลียง (ดังปรากฏความเฉลิมพระเกียรติในลิลิตยวนพ่าย) ครับ
เครดิต ; FB
วรณัย  พงศาชลากร
EJeab Academy
ยังมีสาระเรื่องราวดี ๆ ที่อยากเล่าตามมาดูเราได้ที่ ;
My blogs link 👆 
https://sites.google.com/site/dhammatharn/
http://abhinop.blogspot.com
http://abhinop.bloggang.com
ททมาโน ปิโยโหติ #ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก
A giver is always beloved.

บทสวดรัตนสูตร

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก A giver is always beloved.
บทสวดรัตนสูตร
“...ครั้นเมื่อเสด็จถึงเขตแดนนครเวสลี ลำดับนั้น พอพระผู้มีพระภาคเจ้ายกพระบาทแรกวางลงริมฝั่งแม่น้ำคงคา ฝนโบกขรพรรษก็โปรยเม็ดลงมา ซากศพทั้งปวงถูกน้ำพัดส่งลงสู่แม่น้ำคงคา พื้นดินก็สะอาดสะอ้าน และเมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จถึงกรุงเวสาลี ท้าวสักกะจอมทวยเทพ อันหมู่เทพห้อมล้อมก็เสด็จมาถึง ยังผลให้ “อมนุษย์” ทั้งหลายต้องหลบลี้หนีไปจากเมืองเวสาลีเป็นอันมาก...” (ปรมัตถโชติกา อรรถกถาขุททกปาฐะ ว่าด้วย พรรณารัตนสูตร ใน "อรรถกถา ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ รัตนสูตรในขุททกปาฐะ) 
.
เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จมาถึงนครที่กำลังทุกข์ระทมด้วยโรคร้าย จึงได้ทรงโปรดแสดงเทศนาธรรม “รัตนสูตร” แก่พระอานนท์ มิใช่เพื่อเป็นโอสถทิพย์อันประเสริฐ แต่เป็นพระสูตรอันเป็นพระธรรมเพื่อการเสริมสร้างขวัญและกำลังใจ เตือนให้สาธุชนทั้งหลายได้มีสติยั้งคิด ไม่หวั่นไหว ลุกขึ้นต่อสู้ป้องกันโรคร้ายได้อย่างมั่นคง และรับสั่งให้พระอานนท์จดจำพระรัตนสูตรนี้ พร้อมประพรมน้ำพระพุทธมนตร์ในบาตรของพระองค์เป็นมงคลอภิเษกให้ทั่วนคร ทุกขภิกขภัยและโรคร้ายที่กรุงเวสาลี จึงได้เริ่มบรรเทาลง 
.
“...พวกอมนุษย์ที่อาศัยกองขยะและที่ฝาเรือนเป็นต้น ซึ่งยังไม่หนีไปในตอนแรก ก็พากันหนีไปทางประตูทั้ง 4 ประตูทั้งหลายก็ไม่มีที่ว่าง อมนุษย์บางพวก เมื่อไม่ได้ที่ว่างที่ประตูทั้งหลาย ก็ทลายกำแพงเมืองหนีไป...พอพวกอมนุษย์พากันไปแล้วจากเนื้อตัวของพวกมนุษย์ทั้งหลาย โรคก็สงบไป พวกมนุษย์ทั้งหลายก็พากันออกมาบูชาพระเถระด้วยดอกไม้ของหอมเป็นต้นทุกอย่าง มหาชนเอาของหอมทุกอย่างฉาบทาสัณฐาคารที่ประชุม ท่ามกลางพระนคร ทำเพดานขจิตด้วยรัตนะ ประดับด้วยเครื่องประดับทั้งปวง ปูพุทธอาสน์ลง ณ ที่นั้นแล้วนำเสด็จพระผู้มีพระภาคเจ้ามา...” (ปรมัตถโชติกา อรรถกถาขุททกปาฐะ)
.
*** พระรัตนสูตร จึงไม่ใช่เป็นเพียงคาถาอาคม หรือมนตราเพื่อไล่โรคร้ายที่ไม่มีเหตุผล แต่เป็นฉันทลักษณ์แห่งสติปัญญา เพื่อเตือนให้เราได้ตระหนักคิด หยุดยั้งภัยพิบัติจากจริตที่หวาดกลัวภายในจิตใจของเรานั่นเองครับ
.
.
๑. ยานีธะ ภูตานิ สะมาคะตานิ
ภุมมานิ วา ยานิวะ อันตะลิกเข
สัพเพ วะ ภูตา สุมะนา ภะวันตุ
อะโถปิ สักกัจจะ สุณันตุ ภาสิตัง
ตัสมา หิ ภูตา นิสาเมถะ สัพเพ
เมตตัง กะโรถะ มานุสิยา ปะชายะ
ทิวา จะ รัตโต จะ หะรันติ เย พะลิง
ตัสมา หิ เน รักขะถะ อัปปะมัตตา ฯ
.
๒. ยังกิญจิ วิตตัง อิธะ วา หุรัง วา
สัคเคสุ วา ยัง ระตะนัง ปะณีตัง
นะ โน สะมัง อัตถิ ตะถาคะเตนะ
อิทัมปิ พุเธ ระตะนัง ปะณีตัง
เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุ ฯ
.
๓. ขะยัง วิราคัง อะมะตัง ปะณีตัง
ยะทัชฌะคา สักยะมุนี สะมาหิโต
นะ เตนะ ธัมเมนะ สะมัตถิ กิญจิ
อิทัมปิ ธัมเม ระตะนัง ปะณีตัง
เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุ ฯ
.
๔. ยัมพุทธะเสฏโฐ ปะริวัณณะยี สุจิง
สะมาธิมานันตะริกัญญะมาหุ
สะมาธินา เตนะ สะโม นะ วิชชะติ
อิทัมปิ ธัมเม ระตะนัง ปะณีตัง
เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุ ฯ
.
๕. เย ปุคคะลา อัฏฐะ สะตัง ปะสัฏฐา
จัตตาริ เอตานิ ยุคานิ โหนติ
เต ทักขิเณยยา สุคะตัสสะ สาวะกา
เอเตสุ ทินนานิ มะหัปผะลานิ
อิทัมปิ สังเฆ ระตะนัง ปะณีตัง
เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหนตุ ฯ
.
๖. เย สุปปะยุตตา มะนะสา ทัฬเหนะ 
นิกกามิโน โคตะมะสาสะนัมหิ
เต ปัตติปัตตา อะมะตัง วิคัยหะ
ลัทธา มุธา นิพพุติง ภุญชะมานา
อิทัมปิ สังเฆ ระตะนัง ปะณีตัง
เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุ ฯ
.
๗. ยะถินทะขีโล ปะฐะวิง สิโต สิยา
จะตุพภิ วาเตภิ อะสัมปะกัมปิโย
ตะถูปะมัง สัปปุริสัง วะทามิ
โย อะริยะสัจจานิ อะเวจจะ ปัสสะติ
อิทัมปิ สังเฆ ระตะนัง ปะณีตัง
เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุ ฯ
.
๘. เย อะริยะสัจจานิ วิภาวะยันติ
คัมภีระปัญเญนะ สุเทสิตานิ
กิญจาปิ เต โหนติ ภุสัปปะมัตตา
นะ เต ภะวัง อัฏฐะมะมาทิยันติ
อิทัมปิ สังเฆ ระตะนัง ปะณีตัง
เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุ ฯ
.
๙. สะหาวัสสะ ทัสสะนะสัมปะทายะ
ตยัสสุ ธัมมา ชะหิตา ภะวันติ
สักกายะทิฏฐิ วิจิกิจฉิตัญจะ
สีลัพพะตัง วาปิ ยะทัตถิ กิญจิ
จะตูหะปาเยหิ จะ วิปปะมุตโต
ฉะ จาภิฐานานิ อะภัพโพ กาตุง
อิทัมปิ สังเฆ ระตะนัง ปะณีตัง
เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุ ฯ
.
๑๐. กิญจาปิ โส กัมมัง กะโรติ ปาปะกัง
กาเยนะ วาจายุทะ เจตะสา วา
อะภัพโพ โส ตัสสะ ปะฏิจฉะทายะ
อะภัพพะตา ทิฏฐะปะทัสสะ วุตตา
อิทัมปิ สังเฆ ระตะนัง ปะณีตัง
เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุ ฯ
.
๑๑. วะนัปปะคุมเพ ยะถา ผุสสิตัคเค
คิมหานะมาเส ปะฐะมัสมิง คิมเห
ตะถูปะมัง  ธัมมะวะรัง อะเทสะยิ
นิพพานะคามิง ปะระมัง หิตายะ
อิทัมปิ พุทเธ ระตะนัง  ปะณีตัง
เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุ ฯ
.
๑๒. วะโร วะรัญญู วะระโท วะราหะโร 
อะนุตตะโร ธัมมะวะรัง อะเทสะยิ 
อิทัมปิ พุทเธ ระตะนัง  ปะณีตัง
เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุ ฯ
.
๑๓. ขีณัง ปุราณัง นะวัง นัตถิ สัมภะวัง
วิรัตตะจิตตายะติเก ภะวัสมิง
เต ขีณะพีชา อะวิรุฬหิฉันทา
นิพพันติ ธีรา ยะถายัมปะทีโป
อิทัมปิ สังเฆ ระตะนัง ปะณีตัง
เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุ ฯ
.
๑๔. ยานีธะ ภูตานิ สะมาคะตานิ
ภุมมานิ วา ยานิวะ อันตะลิกเข
ตะถาคะตัง เทวะมะนุสสะปูชิตัง
พุทธัง นะมัสสามะ สุวัตถิ โหตุ ฯ
.
๑๕. ยานีธะ ภูตานิ สะมาคะตานิ
ภุมมานิ วา ยานิวะ อันตะลิกเข
ตะถาคะตัง เทวะมะนุสสะปูชิตัง
ธัมมัง นะมัสสามะ   สุวัตถิ โหตุ ฯ
.
๑๖. ยานีธะ ภูตานิ สะมาคะตานิ
ภุมมานิ วา ยานิวะ อันตะลิกเข
ตะถาคะตัง เทวะมะนุสสะปูชิตัง
สังฆัง นะมัสสามะ   สุวัตถิ โหตุ ฯ
.
ในคติชนของพุทธศาสนิกชน เชื่อว่า การสวดมนตร์พระรัตนสูตรแห่งพระพุทธองค์นี้ จะช่วยขจัดโรคภัยร้าย การสาธยายรัตนสูตรหรือรัตนปริตรจะทำให้ได้รับความสวัสดี พ้นจากอุปสรรคอันตรายทั้งหลาย
.
.
*** วันนี้ ลองท่องบทสวดพระธรรม “รัตนสูตร” เพื่อเจริญสติ ให้คิดการสมควรเพื่อปกปักษ์รักษาตนเองจากโรคโควิดร้าย (อมนุษย์) ได้อย่างเหมาะสมกับตัวเราเอง ไปพร้อมกันตั้งแต่เวลา 17.00 น.
ไม่น่าอาย ไม่เสียหายหรอกครับ
เครดิต ; FB
วรณัย  พงศาชลากร
EJeab Academy

ยังมีสาระเรื่องราวดี ๆ ที่อยากเล่าตามมาดูเราได้ที่ ;
My blogs link 👆
https://sites.google.com/site/dhammatharn/
http://abhinop.blogspot.com
http://abhinop.bloggang.com
ททมาโน ปิโยโหติ #ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก
A giver is always beloved.


วัดประดู่ทรงธรรม

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก A giver is always beloved.


พระประธาน​ 3 องค์
แห่งอุโบสถ​วัดประดู่​ทรง​ธรรม
จ.พระนคร​ศรี​อยุธยา
วัดประดู่​ทรง​ธรรม​เป็นวัดมีชื่อเสียงทางพุทธาคม คู่กันกับวัดพุทไธศวรรย์ที่มีชื่อเสียงทางเพลงอาวุธของกรุงศรี​อยุธยา
ในการทำศึก​สงครามสมัยโบราณ​ ย่อมจะอาศัยพุทธ​าคมให้แคล้วคลาดยิงฟันไม่ถูก คงกระพันยิงฟันไม่เข้า เป็นเครื่องป้องกันตัว (Defensive)​ และมีสามารถในการใช้อาวุธ​ ขี่ม้าแทงทวนเพลงหอกเพลงดาบอันเชี่ยวชาญ​ เป็นเครื่องทำลายข้าศึก (Offensive)​
วัดประดู่ทรงธรรม ปรากฏ​ในพระราช​พงศาวดาร​กรุงศรี​อยุธยา​ (ฉบับพระราชหัตถเลขา)​ในแผ่นดินพระเจ้าทรงธรรม ความว่า
"ญี่ปุ่น​โกรธว่าเสนาบดีมิได้เป็นธรรม คบคิดกันด้วยพระพิมลธรรม​ฆ่าพระมหา​กษัตริย์​เสีย ญี่ปุ่น​คุมกันได้ประมาณ​ห้าร้อย ยกเข้ามาในท้องสนามหลวง คอยจะกุมเอาพระเจ้าอยู่หัว​อันเสด็จ​ออกมาฟังพระสงฆ์​บอกหนังสือ ณ พระที่นั่งจอมทองสามหลัง ขณะนั้นพอพระสงฆ์​วัดประดู่โรงธรรมเข้ามาแปดรูป พาเอาพระองค์​เสด็จ​ออกมาต่อหน้าญี่ปุ่น​ ครั้นพระสงฆ์​พาเสด็จ​ไปแล้ว ญี่ปุ่น​ร้องอึ้งอึงขึ้นว่า จะกุมเอาพระองค์​เป็นไรจึงนิ่งเสียเล่า ญี่ปุ่น​ทุ่มเถียงกันเป็นโกลาหล ฝ่ายพระมหาอำมาตย์​คุมคนได้ ไล่รบญี่ปุ่น​ล้มตายเป็นอันมาก"
เหตุการณ์​นี้แสดงให้เห็นว่า พระสงฆ์​วัดประดู่มีพุทธาคมกำบังตนให้พระเจ้าทรงธรรมรอดจากอันตรายได้
พระเจ้าทรงธรร​มโปรดให้ถวายนิตยภัตพิเศษแก่พระสงฆ์​วัดประดู่เป็นประเพณีจนถึงสิ้นกรุงศรีอยุธยา
และในปลายกรุงศรี​อยุธยา​ พระเจ้าอุทุมพร​ รัชกาลที่ 32  เมื่อถวายราชสมบัติ​ให้แก่พระเจ้า​เอกทัศน์​พระเชษฐา​ ก็ทรงผนวชที่วัดประดู่นี้ ถึง 2 คราว จึงได้ชื่อว่า "ขุนหลวงหาวัด" บ้าง "ขุนหลวงวัดประดู่" บ้าง
พระประธาน​ 3 องค์​แห่งอุโบสถ​วัดประดู่​ทรง​ธรรม​นี้ มีชื่อเสียงว่ามีความเข้มขลังในการพุทธ​าภิเษกพระเครื่อง​รางของขลัง
เครดิต ; FB
อภิวัฒน์  โควินทรานนท์
ยังมีสาระเรื่องราวดี ๆ ที่อยากเล่าตามมาดูเราได้ที่ ;
My blogs link 👆
https://sites.google.com/site/dhammatharn/
http://abhinop.blogspot.com
http://abhinop.bloggang.com
ททมาโน ปิโยโหติ #ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก
A giver is always beloved.


วันพฤหัสบดีที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2564

พระนามกษัตริย์กรุงสุโขทัย

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก A giver is always beloved.
ลำดับพระนามกษัตริย์สุโขทัยใหม่ ที่ไม่มี “พรญาไสลือไท” ในงานประวัติศาสตร์นิพนธ์ล่าสุด
การศึกษาของ ดร.ตรงใจ หุตางกูร นักวิชาการศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร นำเสนอในงานเสวนาเรื่อง “...ไม่มี “พรญาไสลือไท” ในจารึกสุโขทัย-สางปมกาลวิทยารัชกาล “มหาธรรมราชาที่ 2” จากจารึกสุโขทัย...” เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563 ได้ลำดับชื่อพระนามกษัตริย์ผู้มีอำนาจทางการเมืองปกครองราชสำนักกรุงสุโขทัยขึ้นใหม่จากจารึกสุโขทัยหลักต่าง ๆ ที่เป็น “หลักฐานชั้นต้น” โดยแยกออกจากชื่อนามและเรื่องราวที่ประวัติศาสตร์นิพนธ์เดิมนำเอาหลักฐานฝ่ายอยุธยา (พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับหลวงประเสริฐอักษรนิติ์ หมิงสือลู่ จารึกฐานพระพุทธรูปสมัยอู่ทอง) และหลักฝ่ายล้านนา(ชินกาลมาลีปกรณ์ (สีหลปฏิมา) ตำนานพระพุทธสิหิงค์ ตำนานสิบห้าราชวงศ์ ตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ ตำนานหอสมุดวชิรญาณ) เข้ามาร่วมจัดชื่อพระนามและลำดับ
.
การจัดเรียงลำดับพระนามกษัตริย์สุโขทัยในอดีต เริ่มต้นจาก พระนิพนธ์พระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขาของสมเด็จ ฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ที่เริ่มจาก 
1. ศรีอินทราทิตย์ 
2. บาลเมือง 
3. รามคำแหง 
4. ฤทัยชัยเชษฐ (อุทกโชตถ) 
5. มหาธรรมราชาลิไท 
6. ไสยฤๅไทย (พระมหาธรรมราชาเมืองพิษณุโลก)
.
ต่อมา อาจารย์ประเสริฐ ณ นคร ได้ลำดับเพิ่มเติมเป็น 
1. ศรีอินทราทิตย์ (พ.ศ. 1792 - ?)  
2. บาลเมือง (? – พ.ศ. 1822)  
3. รามคำแหง (พ.ศ. 1822 – พ.ศ. 1841) 
4. เลอไท (พ.ศ. 1841– ?)
5. งั่วนำถม ( ?- พ.ศ. 1890)
6. มหาธรรมราชาที่ 1 (ลิไท-ลือไท) (พ.ศ.1890 – พ.ศ.1916) 
7. มหาธรรมราชาที่ 2 (ลือไท) ( ?-พ.ศ.1942)
8. มหาธรรมราชาที่ 3 (ไสลือไท) (พ.ศ.1943–พ.ศ.1962) 
9. มหาธรรมราชาที่ 4 (บรมปาล) (พ.ศ.1962–พ.ศ.1968)
.
โดย อาจารย์พิเศษ เจียรจันทร์พงษ์ ได้ลำดับใหม่ โดยผสมผสานหลักฐานเชิงการเมืองในหลักฐานประวัติศาสตร์ฝ่ายอยุธยา เป็น 
1. ศรีอินทราทิตย์  
2. บาลเมือง  
3. รามคำแหง  
4. เลอไท  
5. งั่วนำถม (ชิน อุทกโชตกตะ)
6. มหาธรรมราชาลิไท (พ.ศ.1890 – พ.ศ.19 ?) 
7. พระขนิษฐาของพญาลิไท
8. ศรีเทพาหูราช (บุตรพระขนิษฐา)
9. มหาธรรมราชาธิราช (ไสลือไท ?) 
10. มหาธรรมราชา-รามราชา (สุโขทัย)
11. มหาธรรมราชาบรมปาล (พิษณุโลก)
.
-----------------------
*** งานศึกษาลำดับพระนามกษัตริย์สุโขทัยของ ดร.ตรงใจ เลือกเชื่อมโยงเฉพาะหลักฐานประเภท “จารึก” (Inscriptions) ของรัฐสุโขทัยโดยตรง ที่ในปัจจุบันมีการพบและแปลความกันอย่างกว้างขวางมากขึ้น โดยใช้จารึกเรียงลำดับอายุการจารเริ่มจาก “จารึกวัดป่ามะม่วง” (พ.ศ.1904) “จารึกเขาสุมนกูฏ” (พ.ศ.1911) “จารึกวัดพระยืน” (พ.ศ.1914) “จารึกพ่อนมไสดำ (พ.ศ. 1921) “จารึกวัดตระพังช้างเผือก (ป้านางคำ)” (พ.ศ.1922) “จารึกวัดช้างล้อม” (พ.ศ. 1927) (ร่วมกับเนื้อความที่เกี่ยวเนื่องในจารึกวัดศรีชุม หลังปี พ.ศ. 1917 จารึกลานทองพระมหาเถรจุฑามณี พ.ศ.1919 และจารึกแผ่นดีบุกวัดมหาธาตุ ประมาณปี พ.ศ.1920 จารึกวัดกำแพงงาม ประมาณระหว่างปี พ.ศ. 1930-1935 ) 
.
“จารึกปู่ขุนจิดขุนจอด” (ประมาณปี พ.ศ. 1936-กล่าวสมัญญาพระนามกษัตริย์ว่า “มหาธรรมราชา”เป็นครั้งแรก) (ร่วมกับจารึกรายนามสงฆ์ และจารึกภาพชาดกวัดศรีชุม หลังปี พ.ศ.1935) “จารึกตาเถรขึงหนัง” (พ.ศ.1947) “จารึกวัดอโสการาม” (พ.ศ.1942) “จารึกสองแคว” (พ.ศ.1947) “จารึกวัดป่าแดง/จารึกวัดพญาดำ” (พ.ศ. 1949) “จารึกวัดบูรพาราม” (พ.ศ.1956) “จารึกวัดสรศักดิ์” (พ.ศ.1960) “จารึกวัดหินตั้ง” (ประมาณระหว่างปี พ.ศ. 1952-1962) “จารึกลานเงินเสด็จพ่อพญาสอย” (พ.ศ.1963) “จารึกเจดีย์น้อย” (พ.ศ. 1963) “จารึกกฎหมายลักษณะโจร” (พ.ศ.1964) (ร่วมกับ จารึกพระพุทธรูปนายทิดไท/จารึกฐานพระพุทธรูปทิดไสหง/จารึกพระพุทธรูปผ้าขาวทอง พ.ศ.1965 จารึกพระยาศรียศราช วัดหงส์รัตนารามฯ พ.ศ.1966) “จารึกรอยพระพุทธยุคลบาท วัดบวรฯ” (พ.ศ. 1969)  “จารึกคำปู่สบถ” (ประมาณช่วงหลังของพุทธศตวรรษที่ 20)
.
เมื่อใช้หลักฐานจากข้อความในจารึกที่พบในรัฐสุโขทัย มาจัดเรียงลำดับกษัตริย์สุโขทัยใหม่ 
1. พ่อขุนศรีอินทราทิตย์ (พ.ศ. ?)  
2. พ่อขุนบาลเมือง (พ.ศ. ?)  
3. พ่อขุนรามคำแหง  (?- พ.ศ.1842)
4. พรญาเลอไท (พ.ศ.1842-พ.ศ.1883) 
5. มหาธรรมราชา 1 (ลือไท) ครั้งแรก (พ.ศ.1883-?)
6. - พรญางั่วนำถุม ?
   - มหาธรรมราชา 1 (ลือไท) ครั้งที่ 2 (พ.ศ.1890-1917)
   - คณะบุคคล เจ้าพรหมชัย/ศรีเทพาหูราช (พ.ศ.1917-1927)
7. มหาธรรมราชาที่ 2 (เลอไท) (พ.ศ.1927– 1952)
8. มหาธรรมราชาที่ 3 (พรญาราม-รามราชา) (พ.ศ.1956 – 1969)
9. มหาธรรมราชาที่ 4 (บรมปาล) (พ.ศ.1969- ?)
.
*** ประวัติศาสตร์นิพนธ์ เรื่องลำดับกษัตริย์สุโขทัยจากหลักฐานจารึกของ ดร. ตรงใจ อาจสรุปว่า
1. พรญาลือไท (ลิไท) ที่ปรากฏสมัญญานามว่า “มหาธรรมราชา” ครั้งแรกในจาก “จารึกปู่ขุนจิดขุนจอด” ที่จารขึ้นประมาณปี พ.ศ. 1936 ถูกแย่งชิงอำนาจโดยพรญางั่วนำถุม (อุทกโชตถ อุทกโชตถตรา-พญาจมน้ำ) ประมาณ 5-7 ปี จึงยกทัพจากศรีสัชนาลัยกลับมาชิง (ปราบจลาจล) กรุงสุโขทัยคืนได้ ในปี พ.ศ. 1890 ครองราชย์รวม 27 ปี
.
2. หลังสิ้นพรญาลือไท (ฦๅไทย –ลิไท-มหาธรรมราชา) ราชสำนักสุโขทัยอยู่ในการปกครองของคณะบุคคล เจ้าพรหมชัย/ศรีเทพาหูราช ราชบุตรของบุตรพระขนิษฐา (น้องสาว) ของพรญาลิไท เป็นเวลาประมาณ 10 ปี
.
3. ต่อมา พระมหาธรรมราชาที่ 2 มีพระนาม ว่า “เลอไท” ระบุในจารึกวัดบูรพารามว่า ขึ้นครองราชย์ในปี  พ.ศ.1927 สวรรคตในปี พ.ศ. 1952  รวม 25 ปี ซึ่งในช่วงปี พ.ศ. 1945 ปรากฏพระนามว่า “พรญาไสลือ” ในเอกสารของฝ่ายล้านนา ยกทัพขึ้นไปช่วยท้าวยี่กุมกามชิงราชสมบัติเวียงเชียงใหม่จากพญาสามฝั่งแกน
.
4. หลักฐานจารึกฝ่ายสุโขทัยจึงไม่เคยมีกษัตริย์พระนามว่า “พระญาไสลือไท” เพราะเป็นองค์เดียวกับพระญาเลอไท หรือพระมหาธรรมราชาที่ 2 
.
*** อนึ่ง ถึงจารึกตาเถรขึงหนัง (พ.ศ.1947) ได้ระบุว่า ในปี พ.ศ. 1943“...สมเด็จมหาธรรมราชาธิบดีศรีสุริยวงศ์ โอรสสมเด็จพระราชชนนีศรีธรรมราชมาดา มหาดิลกรัตนราชนาถกรรโลงแม่ ขึ้นเป็นกษัตริย์ ศรีสัชนาไลสุโขไทย.." อาจแตกต่างไปจากจารึกวัดบูรพาราม แต่ก็ยังคงหมายถึงพระมหาธรรมราชาที่ 2
.
5. ภายหลังรัชกาลพรญาเลอไท พระญาบรมปาล-พระยาบาลเมืองและพระญารามราชแย่งชิงอำนาจ (ในพงศาวดารหลวงประเสริฐ) ราชสำนักสุโขทัยว่างกษัตริย์อยู่ 4 ปี จนถึงปี พ.ศ. 1956 พรญาราม-รามราชา จึงได้ขึ้นครองกรุงสุโขทัย เป็นมหาธรรมราชาที่ 3 ครองราชย์รวมเวลา 16 ปี
.
6. พระญาบรมปาล ขึ้นครองราชย์เป็นมหาธรรมราชาที่ 4 ในปี พ.ศ. 1969 รวมเวลา 12 ปี  จนสวรรคตในปี พ.ศ. 1981 (ในพงศาวดารหลวงประเสริฐ) รัฐสุโขทัยถูกผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของรัฐอยุทธยาอย่างสมบูรณ์
เครดิต ; FB
วรณัย  พงศาชลากร
EJeab  Academy

ยังมีสาระเรื่องราวดี ๆ ที่อยากเล่าตามมาดูเราได้ที่ ;
My blogs link 👆
https://sites.google.com/site/dhammatharn/
http://abhinop.blogspot.com
http://abhinop.bloggang.com
ททมาโน ปิโยโหติ #ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก
A giver is always beloved.