วันพฤหัสบดีที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2564

ปราสาทสระกำแพงใหญ่

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก A giver is always beloved.
“ประติมากรรมทวารบาลสำริด” ปราสาทสระกำแพงใหญ่ ใหญ่และเก่าแก่ที่สุดในงานศิลปะเขมรโบราณ
การขุดแต่งปราสาทสระกำแพงใหญ่ อำเภออุทุมพรพิสัย จังหวัดศรีสะเกษ เมื่อปี พ.ศ. 2531 ได้ขุดพบ “รูปประติมากรรมสำริด” (Bronze Statue) บริเวณด้านหน้าฝั่งด้านในของบันไดทางขึ้นอาคารโคปุระด้านทิศใต้ ในสภาพนอนตะแคง หันพระเศียรไปทางตะวันตก ที่อาจเป็นได้ทั้งรูปประติมากรรมขององค์พระศิวะ (Shiva- Śivā) ถือตรีศูล หรือ “พระนันทิเกศวร-พระนนฺทีศะ”” (Nandikeśvara) พระทวารบาลในรูปเทพเจ้า ที่กำเนิดขึ้นจากพระปรัศว์ขององค์พระศิวะ หรือ “พระมหากาล – มหากาฬ” ผู้กลืนกินทุกสรรพสิ่ง (Mahākāla) พระทวารบาลในรูปอสูร ที่กำเนิดขึ้นจากมหาไภรวะ-ความโกรธาแห่งองค์พระศิวะ ตามคติพระทวารบาลผู้ปกป้องรักษาประตู  (The Gate-Keepers) ด้านทิศตะวันออกของเขาไกรลาสในคติฮินดู ฝ่ายไศวะนิกาย (Shaivism) 
.
รูปประติมากรรมสำริดที่พบจากปราสาทสระกำแพงใหญ่มีสภาพเกือบสมบูรณ์ แต่พระกรด้านขวาเหนือพระศอหักหายไป ส่วนด้านซ้ายหักเหลือแต่พระหัตถ์เท้าเอวอยู่ที่พระโสณี ส่วนเครื่องประดับทองคำสำหรับรูปเคารพและหินมีค่าประดับได้สูญหายไปทั้งหมดก่อนหน้าการขุดพบแล้วครับ 
ด้วยเพราะรูปประติมากรรมสำริด มีลักษณะการยืนแบบยกพระกรซ้าย (ข้างที่ไม่ถนัด) ขึ้นมาเท้าสะเอว ซึ่งเป็นลักษณะเด่นของรูปทวารบาล รูปประติมากรรมสำริดนี้ จึงควรเป็นรูปของ “พระทวารบาล” (Dvārapāla) มากกว่าจะเป็นรูปขององค์พระศิวะเอง 
.
ประติมากรรมสำริดทวารบาลสำริดจากปราสาทสระกำแพงใหญ่ ปัจจุบันจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพิมาย มีความสูงจากพระเศียรถึงปลายพระบาท 140  เซนติเมตร ฐานกว้าง 35 เซนติเมตร สูง 10 เซนติเมตร มีเดือยใต้ฐานยาว 34 เซนติเมตร ส่วนพระพักตร์ค่อนข้างเหลี่ยม พระเกศาหวีเสยเรียบไปด้านหลัง ขอบพระเกศาเป็นแนวเส้นโค้งตรงเหนือพระนลาฏ เว้าเป็นมุมแหลมที่ขมับ วกโค้งเป็นจอนยาวลงไปตามแนวข้างพระพักตร์ไปจรดกับพระทาฒิกะ (เครา) ที่บริเวณพระหนุ (คาง) ซึ่งในส่วนพระเศียรนี้ อาจมีเครื่องทองประดับเป็นศิราภรณ์อุณหิสทรงกระบังอยู่เหนือพระนลาฏอีกทีครับ
.
พระเนตรของรูปสำริดเบิกกว้าง มีพระมัสสุ (หนวด) เหนือพระโอษฐ์ มีร่องแบ่งกึ่งกลางพระหนุจรดพระทาฒิกะ ส่วนพระเนตร พระขนง(คิ้ว) พระมัสสุและพระทาฒิกะ เจาะเป็นร่องลึกลงไปจากผิว เพื่อประดับหินสี-อัญมณีสีขาวดำ ใต้พระศอเหนือพระอุระประดับด้วยกรอศอสามเหลี่ยม คาดลายลูกปะคำขนาบด้วยลายกลีบใบไม้แหลมมีแง่ง ซ้อนต่อกันไล่จากเล็กไปใหญ่ตรงกลาง ตัวห้ามกรอศอเป็นแผ่นตาบสี่เหลี่ยมรูปดอกไม้กลมสี่กลีบ สายกรอศอด้านหลังห้อยพวงอุบะยาวเส้นห่างเป็นระยะ ต้นพระกรสวมพาหุรัดที่มีลวดลายเดียวกับกรอศอ ข้อพระหัตถ์ทรงทองกรลายกลีบบัวสองวง ข้อพระบาททรงกรทองพระบาทมีลายบัวกุมุทยื่นเป็นสันกลาง
.
รูปประติมากรรมนุ่งภูษาสมพตแบบผ้ารัดจนเกิดเป็นริ้วจีบแนบติดพระวรกาย ดึงบริเวณด้านข้างพระโสณีรั้งขึ้นสูง จนขอบบนโค้งย้อยมาใต้พระนาภี ม้วนชายพกที่มีเส้นเชือกลายลูกปัดกลมตรงกลางออกมาสองด้าน ปลายชายพกด้านขวามีขนาดใหญ่กว่า ขอบผ้าด้านหลังยกสูงขึ้นมาถึงพระปฤษฏางค์ คาดรัดพระองค์ใต้ระดับพระโสณี สลักลายวงกลม 3 ระดับซ้อนกัน 2 ชั้น ตรงกลางรัดพระองค์เป็นลายดอกไม้ ใต้รัดพระองค์ห้อยพวงอุบะยาวเว้นเป็นระยะโดยรอบพระวรกาย ส่วนปลายสุดของภูษาสมพตด้านข้าง เว้าออกในระดับต้นพระชงฆ์ครับ
.
ตรงกลางของภูษาสมพตใต้รัดพระองค์มีร่องรอยผ้าชักชายพกทิ้งลงมาเป็นแถบยาว (แต่หักหายไปทั้งหมด) ซึ่งตามรูปแบบขนบศิลปะนิยมจะเป็นการทิ้งชายพกสองระดับ ระดับบนจะสั้นกว่าคลี่ปลายออกเป็นรูปโค้งใหญ่ด้านหนึ่ง ส่วนปลายสุดอีกระดับจะยาวกว่า ทิ้งชายผ้าเป็นหางปลาเฉียงสองฝั่ง ปลายผ้าฝั่งล่างจะยาวแหลมลงมา
.
*** ด้วยรูปแบบศิลปะการแต่งกาย เครื่องประดับ และหลักฐานจารึกกรอบประตูโคปุระด้านทิศตะวันออก ที่กล่าวถึงชื่อนาม  “ศรีพฤทเธศวร” (Srī Vrddheśvara) และการถวายที่ดิน ข้าทาสบริวารและทรัพย์สิน แก่ “กมรเตงชคตศรีพฤทเธศวร” ในวันวิศุวสงกราณต์  มหาศักราช 964 ตรงกับช่วงปีพ.ศ. 1585  รูปประติมากรรมทวารบาลสำริดนี้ จึงเป็นงานศิลปะนิยมแบบพระวิหาร (ก่อนบาปวน) ในสมัยของพระเจ้าสูริยวรมันที่ 1 ช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 16 อย่างแท้จริงครับ  
.
*** ซึ่งหลังจากการขุดพบมาจนถึงในปัจจุบัน ก็ยังไม่มีการขุดพบรูปทวารบาลสำริดเพิ่มเติมอีก รูปสำริดจากปราสาทสระกำแพงใหญ่ จึงถือเป็นรูปทวารบาลสำริดที่มีขนาดใหญ่และเก่าแก่ที่สุดในงานศิลปะเขมรโบราณ ทั้งที่พบทั้งในไทยและกัมพูชา 
.
---------------------------
*** แต่ก็ได้ปรากฏ รูปประติมากรรมสำริดอีกองค์หนึ่งจัดแสดงที่ The Metropolitan Museum of Art (Collection of Walter H. and Leonore Annenberg) เมืองนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา มีลักษณะรูปแบบทางศิลปะที่คล้ายคลึงกันกับรูปทวารบาลสำริดของปราสาทสระกำแพงใหญ่ในทุกส่วนประกอบ แต่มีความสมบูรณ์มากกว่า ทั้งยังคงมีส่วนของกรวยรัดเกล้าทรงวิมานยอดแหลมสำริดเหลืออยู่ ซึ่งรูปทวารบาลสำริดของปราสาทสระกำแพงใหญ่ ก็อาจเคยมีกรวยรัดเกล้าแบบเดียวกันเหนือพระเศียรด้วยเหมือนกันครับ   
.
ถึงแม้ว่ารูปประติมากรรมทั้งสองจะมีรูปแบบทางศิลปะร่วมสมัยเดียวกัน จนอาจคิดได้ว่ารูปสำริดที่อยู่ในการครอบครองของ The Metropolitan Museum of Art นั้นอาจเป็นรูปทวารบาลสำริดที่เคยอยู่คู่กัน แต่อาจได้ถูกโจรกรรมออกไปจากปราสาทสระกำแพงใหญ่ แต่ด้วยขนาดความสูงจากพระเศียรลงมาที่ปลายพระบาท 105.4 เซนติเมตร  ฐานสูง 23 เซนติเมตร กว้างประมาณ 49 เซนติเมตร ที่เป็นขนาดที่แตกต่างไปจากรูปทวารบาลสำริดจากปราสาทกำแพงใหญ่เป็นอย่างมาก 
.
รูปสำริดที่อยู่ในการครอบครองของ The Metropolitan Museum of Art ถึงจะมีรูปแบบศิลปะเดียวกัน แต่ไม่ควรเป็นรูปทวารบาลที่ได้มากจากปราสาทสระกำแพงใหญ่ แต่เป็นรูปประติมากรรมสำริดชิ้นเอกอีกชิ้นหนึ่งจากปราสาทหินหลังใดหลังหนึ่งที่สร้างขึ้นเป็นจำนวนมากในยุคของพระเจ้าสูริยวรมันที่ 1 โดยเฉพาะปราสาทสำคัญอย่างปราสาทพระวิหารหรือปราสาทพิมานอากาศ ที่พระราชวังหลวงก็ได้ครับ
เครดิต ; FB
วรณัย  พงศาชลากร
EJeab  Academy

ยังมีสาระเรื่องราวดี ๆ ที่อยากเล่าตามมาดูเราได้ที่ ;
My blogs links 👆
https://sites.google.com/site/dhammatharn/
http://abhinop.blogspot.com
http://abhinop.bloggang.com
ททมาโน ปิโยโหติ #ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก
A giver is always beloved.


ภาวนาปธาน

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก A giver is always beloved.
" ภาวนาปธาน "

"...คำว่า " ภาวนา " แปลว่า ทำให้เกิด ให้มี ให้เป็น คือ ทำกาย วาจา ใจ ให้เป็น สมาธิ ปัญญา หรือทำขันธสันดานของตนที่เป็นปุถุชน ให้เป็นพระอริยบุคคลในพระพุทธศาสนา นับว่ากระทำให้เป็นไปในพระธรรมวินัยแปดหมื่นสี่พันพระธรรมขันต์ทีเดียว ที่มาแห่งภาวนามี ๔ ประการ คือ
๑. ปหานปธาน เพียรสละบาปอกุศล ให้ขาดจากสันดาน
๒. สังวรปธาน เพียรสำรวมระวังรักษา ไม่ให้บาปเกิดขึ้นในสันดาน
๓. ภาวนาปธาน เพียรภาวนา ให้บุญกุศลเกิดขึ้นในสันดาน
๔. อนุรักขนาปธาน เพียรรักษาบุญกุศลที่เกิดขึ้นแล้ว ไม่ให้เสื่อมสูญอันตรธาน
การ " ภาวนาปธาน " นั้นจำเป็นต้องบำเพ็ญภาวนาปธานทุกคนตลอดไป จึงเป็นไปเพื่อพ้นจากทุกข์ในวัฏสงสาร สำเร็จมรรคผลธรรมวิเศษ บรรลุจตุปฏิสัมภิทาญาณแตกฉานในห้องพระไตรปิฏก
ถ้าไม่ได้บำเพ็ญภาวนาปธานนี้แล้ว ก็ไม่สำเร็จพระนิพพานเลยเป็นอันขาด การภาวนาปธานนี้ เป็นยอดแห่งปฏิบัติดีปฏิบัติชอบทั้งปวง..."
หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต

ยังมีสาระเรื่องราวดี ๆ ที่อยากเล่าตามมาดูเราได้ที่ ;
My blogs links 👆
https://sites.google.com/site/dhammatharn/
http://abhinop.blogspot.com
http://abhinop.bloggang.com
ททมาโน ปิโยโหติ #ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก
A giver is always beloved.


พระธุตังคเจดีย์

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก A giver is always beloved.
พระธุตังค​เจดีย์
วัดอ​โศกา​ราม​
จ. สมุทร​ปราการ
พระธุตัง​ค​เจดีย์​ วัดอโศการาม สร้างขึ้นตามปณิธาน​ของพระ​สุทธิ​ธรรม​รังสี​คัมภีร์​เมธา​จารย์​ (ท่านพ่อลี ธมฺมธโร)​ ที่จะสร้างวัดสร้างเจดีย์​อุทิศถวายพระเจ้าอโศกมหาราช ผู้มีคุณูปการ​แก่พระพุทธ​ศาสนายิ่งใหญ่ที่สุด
พระธุตัง​ค​เจดีย์​ เป็นหมู่เจดีย์​ 13 องค์​เท่าจำนวนธุดงควัตร​ 13 ข้อ
รูปแบบทางสถาปัตย​กรรม​ของพระธุตังคเจดีย์​เป็นอาคาร 5 ชั้น ประกอบด้วยชั้นฐาน ชั้นที่ 2,3,4 มีพระเจดีย์​ชั้นละ 4 องค์​ 4 มุม ชั้นบนสุดมีพระเจดีย์​ใหญ่ 1 องค์​ รวมเป็น 13 องค์​เท่าธุดงควัตร​ 13 ประการคือ
1.ถือผ้าบังสุกุล​เป็นวัตร
2.ถือผ้าสามผืนเป็นวัตร
3.ถือบิณฑบาต​เป็นวัตร
4.ถือบิณฑบาต​ตามลำดับเป็นวัตร
5.ถือนั่งฉันอาสนะ​เดียวเป็นวัตร
6.ถือฉันในบาตรเป็นวัตร
7.ถือไม่รับภัตรที่มาถวายภายหลังเป็นวัตร
8.ถืออยู่ป่าเป็น​วัตร
9.ถือ​อยู่​โคน​ไม้​เป็น​วัตร
10.ถืออยู่ที่แจ้ง​เป็น​วัตร
11.ถืออยู่ป่าช้าเป็นวัตร
12.ถืออยู่เสนาสนะที่เขาจัดให้เป็นวัตร
13.ถือการนั่งไม่นอนเป็นวัตร
ธุดงควัตร​ 13 ประการนี้ เป็นอุบายเครื่องขัดเกลากิเลส
พระธุตัง​ค​เจดีย์​เริ่มสร้างเมื่อ พ.ศ.2500 พระบาทสมเด็จ​พระ​เจ้า​อยู่​หัว​รัชกาล​ที่​ 9 เสด็จ​บรรจุ​พระ​บรม​สารี​ริก​ธาตุ​ในพ.ศ.2509
ต่อมาในพ.ศ.2546 ได้บรู​ณะ​ปฏิสังขรณ์​ใหม่ โดยมีหลวงตามหาบัว ญาณ​สัมปันโน เป็นองค์อุปถัมภ์​ สมเด็จพระ​เจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬา​ภรณ์วลัยลักษณ์​อัครราชกุมารี เสด็จบรรจุ​พระ​บรม​สารี​ริก​ธาตุ​เมื่อพ.ศ.2551
ในปัจจุ​บัน​ พระธุตังค​เจดีย์​ได้เป็นพระเจดีย์​ที่ประดิษฐาน​พระธาตุ​ของพระอรหันต์​กรุงรัตนโกสินทร์​ 28 องค์​
พระธุ​ตัง​ค​เจดีย์​ จึงได้ชื่อว่า เป็นเจดีย์​แห่งพระอรหันต์์ยังมีสาระเรื่องราวดี ๆ ที่อยากเล่าตามมาดูเราได้ที่ ;
My blogs links 👆 
https://sites.google.com/site/dhammatharn/
https://abhinop.blogspot.com
https://abhinop.bloggang.com
ททมาโน ปิโยโหติ #ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก
A giver is always beloved.
 

ปรางค์กู่บ้านแก้งสนามนาง

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก A giver is always beloved.

#รักษ์บ้านเกิด #แก้งสนามนาง
#ปรางกู่บ้านแก้งสนามนาง
พิกัด #บ้านแก้งสนามนาง หมู่ที่ 4 ตำบลโนนสำราญ อำเภอแก้งสนามนาง นครราชสีมา
     พบปราสาทอายุเกือบ 1,000 ปี แหล่งโบราณสถานสุดแปลก ประตูทางเข้าหันหน้าไปทางทิศตะวันตก
วันที่ 12 มิถุนายน 2563 นายอำเภอแก้งสนามนาง พร้อมด้วย ประธานสภาวัฒนธรรมอำเภอแก้งสนามนาง ผู้อำนวยการสำนักศิลปกรที่10นครราชสีมา ตรวจสอบการซ่อมบูรณะปรางค์กู่ปราสาทแก้งสนามนาง อายุ1000 ปี มีประตูทางเข้าหันหน้าไปทางทิศตะวันตก ซึ่งมีแห่งเดียวในประเทศไทย
นายอรุณ เมฆฉาย นายอำเภอแก้งสนามนาง พร้อมด้วย นานสมชาย ภิญโญ ประธานสภาวัฒนธรรมอำเภอแก้งสนามนาง นางชุติมา จันทร์เทศ ผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่10นครราชสีมา ได้เข้าขุดแต่งและออกแบบ เพื่อที่จะบูรณะปราสาทปรางค์กู่แก้งสนามนาง บ้านแก้งสนามนาง ตำบลโนนสำราญ อำเภอแก้งสนามนาง จังหวัดนครราชสีมา
ผอ.สำนักศิลปากร กล่าวว่า พบว่าปราสาทปรางค์กู่น่าจะเป็นโบราณสถาน ช่วงศตวรรษที่16-17 ดูจากรูปแบบสถาปัตยกรรมจะเป็นลักษณะของปราสาทหลังเดียว หันหน้าไปทางทิศตะวันตก 3ด้านมีลักษณะเป็นประตูหลอก หลักฐานทางโบราณวัตถุแท่นฐานรูปเคารพ โบราณวัตถุที่ได้จากการขุดแต่งก็จะมีเศษภาชนะดินเผาในส่วนของภาชนะเนื้อดินในวัฒนธรรมเขมรและหลักฐานที่ได้จากส่วนของฐานที่มีเป็นฐานบัว บัวคว่ำ บัวหงาย ลักษณะนี้เนื่องด้วยทางด้านหน้าทิศตะวันตกมีบารายอยู่ด้วย จึงต้องดำเนินการขุดด้านหน้าเพื่อหาหลักฐานเพิ่มเติม ส่วนมากปราสาทจะหันหน้าไปทางทิศตะวันออก ถือว่าเป็นโบราณสถานที่แปลกมากที่ตัวปราสาทหันหน้าไปทางทิศตะวันตก คล้ายกับปราสาทนครวัดที่หันหน้าไปทางทิศตะวันตกหนึ่งเดียวของประเทศกัมพูชา ในส่วนของตัวปราสาทที่มีลักษณะแบบนี้ส่วนใหญ่แล้วจะก่อสร้างด้วยหินทรายสีแดงถ้าเป็นก่อสร้างด้วยศิลาแลงจะเป็นปราสาทที่สร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่7 ซึ่งจะมีรูปแบบที่เรียกว่าอโรคยาศาลหรือโรงพยาบาลของสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่7 อีกแบบหนึ่งก็คือธรรมศาลาคือที่พักที่เดินทางจะสร้างตามแนวถนนโบราณ แต่ปราสาทนี้ไม่ใช่ลักษณะของทั้ง2รูปแบบของพระเจ้าชัยวรมันที่7ที่ได้มีการก่อสร้างมา คาดว่าจะเป็นสมัยก่อนหน้าของพระเจ้าชัยวรมันที่7ประมาณ700-800ปี
เครดิต ;
ข่าว/ณัฐพงศ์ อรชร ผู้สื่อข่าวภูมิภาค จังหวัดนครราชสีมา
บริษัท คมชัดลึก มีเดีย จำกัด เลขที่ 1858/126 ชั้นที่ 30 ถนนเทพรัตน แขวงบางนาใต้ เขตบางนา กรุงเทพมหานคร โทรศัพท์ 02-338-3333
ยังมีสาระเรื่องราวดี ๆ ที่อยากเล่าตามมาดูเราได้ที่ ;
My blogs links 👆
https://sites.google.com/site/dhammatharn/
http://abhinop.blogspot.com
http://abhinop.bloggang.com
ททมาโน ปิโยโหติ #ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก
A giver is always beloved.


วันพุธที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2564

ธรรมจักรศิลาบ้านกงรถ ห้วยแถลง

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก A giver is always beloved.
อาจเป็น “พระธรรมจักร” ที่หายไปจากบ้านกงรถ ห้วยแถลง ? 

ข้อมูลกรมศิลปากร ระบุว่า สมเด็จเจ้าพระกรมพระนริศรานุวัติวงศ์ ได้เคยเสด็จไปทอดพระเนตรซากสถูปกลางเมืองโบราณบ้านกงรถ ทรงพบเห็น “ธรรมจักรศิลา” (Dhammachakra) อยู่บนเนินดิน การพบในครั้งนี้ อาจอยู่ในช่วงที่เสด็จสำรวจเส้นทางรถไฟ ที่นครราชสีมา ระหว่างปี พ.ศ.2430-2433 ครั้งยังทรงเป็นพระเจ้าน้องยาเธอเจ้าฟ้ากรมขุนนริศรานุวัติวงศ์ เสนาบดีกระทรวงโยธาธิการ สอดคล้องกับความทรงจำของผู้คนบ้านกงรถ ชุมชนอพยพของชาวไทเบิ้งหรือไทยโคราชจากเขตเมืองพิมาย และกลุ่มชาวไท – ลาว ที่เริ่มเข้ามาตั้งถิ่นฐานเมืองประมาณ 160 ปีที่แล้ว จะเล่าต่อกันมาว่า แต่เดิมนั้นชาวบ้านที่เข้ามาหาของป่าในยุคแรก ๆ ได้มาพบเห็นกงล้อหินบนเนินสูง  เมื่อเข้ามาจับจองที่ดินตั้งบ้านเรือนในเนินเมืองเก่า จึงเรียกกลุ่มบ้านที่อยู่ใกล้เนินกลางเมืองว่า “บ้านกงรถ” ทั้งยังเคยพบโกรกหินบดยา เศษภาชนะดินเผาและเศียรพระพุทธรูป เศษเครื่องมือเครื่องใช้ เครื่องประดับที่เป็นโลหะอยู่โดยรอบเนิน แต่กงล้อหิน-ธรรมจักรหินที่เคยมีอยู่นั้นก็ได้หายไปอย่างไร้ร่องรอย ซึ่งต่อมาได้มีสำนักสงฆ์เข้ามาใช้ประโยชน์ก่อสร้างอาคารกุฏิซ้อนอยู่บนเนินสถูปเก่า
.
ในคติชนจากนิทานพื้นบ้านอีสานใต้เรื่อง “นางอรพิม ท้าวปาจิตและท้าวพรหมทัต” ที่ดัดแปลงมาจากปัญญาสชาดก เรื่อง "ปาจิตตกุมารชาดก" เล่าในส่วนของบ้านกงรถว่า  “...เมื่อท้าวปาจิตยกขันหมาก เดินทางกลับมารับนางอรพิม ทราบข่าวที่นางจะเข้าพิธีอภิเษกกับท้าวพรหมทัต  จึงบังเกิดเป็นความโกรธ ด้วยเพราะเข้าใจผิดคิดว่านางอรพิมลืมคำมั่นสัญญา สั่งให้ไพร่ขันหมากทุบภาชนะทิ้ง ที่บ้าน "เสราะแบจาน" (บ้านทุบจาน) ส่วนสินสอดทองหมั้นก็เทให้ไหลไปตามน้ำ จึงเรียกว่า "ลำมาศ" หรือ "ลำปลายมาศ" ส่วนรถเกวียนขนของหมั้น ก็เอาไปทิ้งที่ “บ้านกงรถ” และเอาเครื่องสินสอดทองหมั้นไปทิ้งใน “ถ้ำเป็ดทอง”...”  
.
---------------------
*** “บ้านกงรถ หมู่ 1  ตำบลกงรถ  อำเภอห้วยแถลง จังหวัดนครราชสีมา ตั้งอยู่ในเมืองโบราณรูปวงกลม ที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางคันดินชั้นในประมาณ 550 เมตร ในยุคเริ่มแรกวัฒนธรรมภารตภิวัฒน์ ประมาณช่วงพุทธศตวรรษที่ 12  ทางทิศเหนือมีลำห้วยกงรถไหลจากทางตะวันตกเฉียงใต้ ขึ้นไปทางตะวันออกเฉียงเหนือ ลงสู่ลำมาศ ด้านนอกเกาะเมืองยังมีร่องรอยคันดินเพื่อการจัดการน้ำล้อมรอบออกไปอีก 2 – 3 ชั้น ครับ 
.
จนถึงช่วงประมาณพุทธศตวรรษที่ 16  จึงได้มีการสร้างแนวคันดินรูปสี่เหลี่ยมค่อมแนวลำห้วยกงรถ ติดกับคูเมืองทางทิศเหนือ ความกว้างยาวประมาณ  650 x 600 เมตร ตามแนวชั้นความสูงของระดับพื้นดินที่ลาดลงไปทางเหนือ/ตะวันออก ซึ่งเป็นรูปแบบของการจัดเก็บน้ำในระบบ “บาราย” แบบวัฒนธรรมเขมรโบราณ ที่ในช่วงฤดูน้ำ จะต้องมีการเติมน้ำจากลำห้วยจากพื้นที่สูงลงสู่พื้นที่กักเก็บของบารายที่อยู่ในระดับต่ำกว่า  
บริเวณกลางเนินเกาะเมือง มีระดับความสูงกว่าบริเวณโดยรอบ เป็นที่ตั้งซากสถูปขนาดประมาณ 10 * 10 เมตร อิฐที่ใช้ก่อสร้างเป็นอิฐขนาดใหญ่ที่มีการผสมแกลบข้าวเม็ดอ้วนป้อมจำนวนมาก ตามแบบแผนอิฐในยุคทวารวดีที่พบโดยทั่วไป ยังคงพบหลักหินเสมาหินและชิ้นส่วนแตกหักของเสมาหินแบบแผ่นขึ้นจากหินทรายเม็ดใหญ่ (Millet-seed Sandstone) และเห็นทรายสีออกแดง รวมทั้งชิ้นส่วนแตกหักของหินในตระกูลหินปูน (Limestone) ซึ่งมีลักษณะคล้ายชิ้นส่วนของ “ระฆังหิน” ที่นิยมในช่วงต้นของวัฒนธรรมทวารดีครับ
.
--------------------------------
*** ที่พิพิธภัณฑ์กีเม่ต์  (Guimet) ประเทศฝรั่งเศส มีวงล้อธรรมจักรศิลาหินทราย (สีออกแดง) ชิ้นหนึ่งระบุว่า ได้มาจากจังหวัดนครราชสีมา ปรากฏภาพในนิตยสาร Paris Worldwide เดือนกันยายน-ตุลาคม 2015 มีรูปศิลปะแบบเดียวกับธรรมจักรใหญ่ที่พบจากวัดธรรมจักรเสมาราม (วัดบ้านคลองขวาง) ทางใต้ของเมืองเสมา ที่เป็นธรรมจักรแบบ “สตัมภะ” (Dhamma-chakra Stambha – สดมภ์ แปลว่าเสาตั้ง) ประกอบร่วมกับเสาหินสูง (Pillar) หินกลุ่มบัวส่วนฐานและฐานก่ออิฐ  ในคติพุทธศาสนาแบบมหาวิหาร-ลังกา ในความนิยมของกลุ่มชนเครือข่ายวัฒนธรรมพุทธ-ทวารวดี มีอายุการสร้างในช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 13
 .
ธรรมจักรหินทรายจากกีเม่ต์ อาจมีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณเกือบ 1 เมตร มีรูปร่างคล้ายล้อเกวียน ที่ตรงกลางมีดุม ไม่ฉลุแผ่นหินทำเป็นช่องเหมือนจริงของซี่ล้อ แกะสลักทั้งสองฝั่งเป็นแบบเดียวกัน โดยสลักวงดุมล้อด้วยลายกระหนกที่หมายถึงเกสรดอกบัว ล้อมรอบด้วยลายกลีบบัวรวนกำหรือซี่ล้อ 11-12 ซี่ ที่มีส่วนปลายในรูปศิลปะของเสารองรับอาคาร มีบัวยอดตวัดลายกระหนกพรรณพฤกษาออกมาด้านข้างเป็นเท้าแขน สลับกับพุ่มกระหนกใบแหลมคล้ายหอก ซ้อนด้วยมาลัยอุบะหสามเหลี่ยมออกมาจากกลางดุมล้อ หน้ากระดาน (ปัฏฏะ) ของขอบกงล้อ ล้อมรอบด้วยลายสังวาลรูปสี่เหลี่ยมอัญมณีต่อเนื่อง ลายดอกไม้ต่อเนื่องสลับตาบสี่เหลี่ยมผืนผ้าและกระหนกใบไม้เป็นสายมาลัย ด้านนอกสุดเป็นลายกระหนกใบขด (บัวรวน) ต่อเนื่อง  แต่ละลายคาดขวางด้วยเส้นลวดเรียบ ๆ ครับ
.
จุดเด่นของธรรมจักรชิ้นนี้ เทียบได้กับลวดลายของธรรมจักรใหญ่ที่เมืองเสมา คือที่โคนของวงล้อส่วนที่เชื่อมต่อกับฐานบนยอดเสาหิน สลักเป็นลายตัวสิงห์มีเขากำลังแยกเขี้ยว ที่ได้รับอิทธิพลมาจากรูปตัว “วยาละ” (Vyāla - สิงห์มีเขา) ล้อมรอบด้วยกระหนกใบและใบม้วนใหญ่ ซึ่งเป็นลักษณะเด่นของศิลปะยุคก่อนเมืองพระนคร ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 12-13 ลายดอกไม้ต่อเนื่องก็มีลักษณะทางศิลปะที่คล้ายกับศิลปะแบบปราสาทสมโบร์ไพรกุก-ไพรกเมง  ที่ไม่นิยมลายลูกประคำอัญมณีคาดแบบทวารวดีครับ
.
ธรรมจักรหินที่พิพิธภัณฑ์กีเม่ต์ อาจเป็นธรรมจักรหินที่หายไปจากบ้านกงรถ ด้วยเพราะมีรูปแบบทางศิลปะเดียวกับที่พบจากเมืองเสมา ที่ห่างไปทางตะวันตกประมาณ 100 กิโลเมตร และยังสอดรับกับหลักฐานของซากสถูปกลางเมือง ชิ้นส่วนหินทรายและความทรงจำเรื่อง “กงล้อหิน” ในประวัติศาสตร์ท้องถิ่น
.
*** พระสถูปกลางเมืองและพระธรรมจักร (ที่หายไป) ตามคติธรรมจักรตั้งเสาสูงเพื่อประกาศพระธรรม ในความนิยมของนิกายมหาวิหาร-อานธระของรัฐทวารวดีจากลุ่มน้ำเจ้าพระยาที่ได้เดินทางเข้ามาสู่ดินแดนอีสานใต้ ผสมผสานศิลปะลวลดายที่นิยมจากแดนโตนเลสาบทางทิศใต้ ปรากฏเป็นร่องรอยธรรมจักรแบบตั้งเสาองค์สุดท้าย ไกลสุดจากแดนตะวันตกอยู่เพียงที่เมืองโบราณบ้านกงรถเท่านั้น เพราะไม่ปรากฏพระสถูปและธรรมจักรในคตินิยมแบบทวารวดีนี้ ลึกไปในดินแดนทางตะวันออก-ใต้ ต่อลงไปอีกเลยครับ  
 เครดิต ;FB
วรณัย  พงศาชลากร
EJeab Academy

ยังมีสาระเรื่องราวดี ๆ ที่อยากเล่าตามมาดูเราได้ที่ ;
My blogs links 👆
https://sites.google.com/site/dhammatharn/
http://abhinop.blogspot.com
http://abhinop.bloggang.com
ททมาโน ปิโยโหติ #ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก
A giver is always beloved.

วันอังคารที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2564

พญาวานรถวายรวงผึ้ง

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก A giver is always beloved.
“พญาวานร ถวายรวงผึ้งแก่พระพุทธองค์” ที่นครเวสาลี 
งานพุทธศิลป์ของฝ่ายอินเดียเหนือตั้งแต่สมัยราชวงศ์คุปตะ (Gupta Dynasty) ราวพุทธศตวรรษที่ 10 จนถึงราชวงศ์ปาละ-อินเดียตะวันออก (Pala Dynasty) พุทธศตวรรษที่ 17 จะนิยมกล่าวถึงนครเวสาลี(Vaishali) แคว้นวัชชี ทางเหนือของกรุงปัตนะ ในเรื่องราวพุทธประวัติตอน “การโปรดสั่งสอน-ทรมานพญาวานร” เป็นหนึ่งใน “อัษฏมหาปาฏิหาริย์ – อัฐฏมหาปาฏิหาริย์” (Aṣṭa mahā  Pratiharya) ของสังเวชนียสถานสำคัญที่ควรระลึกถึงพระพุทธเจ้า 8 แห่ง ที่เรียกว่า “อัษฏมหาสถาน” (Aṣṭa Mahastan)  
.
ในพุทธประวัติเล่าว่า พระพุทธเจ้าได้เสด็จไปนครเวสาลีหลายครั้ง แต่ละครั้งจะทรงประทับที่กูฏาคารศาลา (Kutagarshala Vihara) ภายในป่ามหาวันอันร่มรื่นเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งในครั้งแรก พญาวานรเป็นใหญ่ในป่ามหาวันได้นำเหล่าบริวารมาขุดสระน้ำใหญ่ (ปัจจุบันคือสระรามกุณฑ์ - Ram Kund ใกล้กับ พระอนันตสถูป - Ananda Stupa) เพื่ออำนวยความสะดวกแก่พระพุทธองค์ ทั้งยังนำฝูงวานรมาคอยปรนนิบัติดูแล ถวายภัตตาหารมิให้ขาดตกบกพร่องครับ 
.
วันหนึ่ง พญาวานรได้นำรวงผึ้งใหญ่ (Honeycomb) ที่ยังมีผึ้งอาศัยอยู่เป็นจำนวนมากมาถวายแก่พระพุทธองค์ที่ประทับอยู่ใต้ต้นมะม่วง แต่ในครั้งนี้พระองค์มิได้รับไว้ พญาวานรจึงทรมานใจจนถึงขั้นนอนป่วยไข้ ด้วยเพราะคิดว่าตนเองนั้นปฏิบัติดูแลพระพุทธองค์ได้ไม่สมบูรณ์ พระพุทธเจ้าจึงได้เทศนาธรรมสั่งสอนแก่พญาวานร ถึงเรื่องการเบียดเบียนทำลายชีวิตที่พวกมนุษย์มักมองข้าม ด้วยเพราะมองไม่เห็น ด้วยเพราะไม่ใส่ใจ ด้วยเพราะไม่คำนึงถึง ด้วยเพราะดูถูกความด้อยค่าของชีวิตผู้อื่น พระพุทธองค์ให้พญาวานรได้คำนึงถึงชีวิตในรวงผึ้งใหญ่ ที่แม้จะขับไล่ตัวผึ้งออกไปทั้งหมดแล้ว แต่ภายในช่องรวงก็ยังมีตัวอ่อนที่ยังมีชีวิตอีกเป็นจำนวนมากมายมหาศาล
.
พญาลิงจึงประจักษ์ในเหตุผลของพระธรรม แต่กระนั้นก็ไม่ได้ละความพยายาม เขาได้นำรวงผึ้งใหญ่มาบรรจงแคะเอาตัวอ่อนออกทีละช่องอย่างทะนุถนอม มิให้สิ้นชีวิต  ซึ่งพระพุทธองค์ก็ได้เห็นถึงความพยายามนั้น เมื่อพญาลิงได้นำรวงผึ้งมาถวายอีกครั้ง จึงได้ทรงรับเอาไว้ แต่กระนั้นพระองค์ก็มิได้ฉัน ด้วยเพราะเป็นการเบียดเบียนชีวิตโดยรู้ตัวและตั้งใจครับ
.
เมื่อพระพุทธเจ้าทรงรับรวงผึ้งที่เขาตั้งใจถวาย พญาวานรมีความตื่นเต้นในใจที่เบิกบาน เขาดีใจที่ได้กระทำการปรินิบัติแก่พระพุทธองค์ได้อย่างสมบูรณ์แล้ว จึงกระโดดจากต้นไม้หนึ่งไปอีกต้นหนึ่งไปมา แต่แล้วก็พลัดตกลงมา กระแทกไม้แหลมจนสิ้นชีวิต อย่างไรก็ตาม ด้วยกุศลผลบุญจากความตั้งใจในการกระทำบุญ จากความเอื้ออาทรของเขาที่บริสุทธิ์ใจแก่ผู้อื่น พญาลิงจึงได้เกิดใหม่เป็นเทพบุตรบนสรวงสวรรค์ไตรตรึงษ์ (Trāyastriṃśa) ในที่สุดครับ 
.
พุทธประวัติตอนสั่งสอน-ทรมานพญาวานร ที่นครเวสาลี ที่กล่าวถึงการไม่เบียดเบียนชีวิตไม่ว่าจะมีขนาดเล็กหรือใหญ่ ได้ถูกยกให้เป็น 1 ใน 8 “มหาปาฏิหาริย์” สำคัญมาตั้งแต่ยุคโบราณ นิยมทำรูปศิลปะพระพุทธรูปปางประทานพร (วรมุทรา Varada Mudra) หรือรูปประทับนั่งถือบาตร ประกอบรูปพญาวานรแสดงท่าถวายรวงผึ้ง the King Monkey bringing a honeycomb- King Monkey offers Honey to Shakyamuni Buddha) อาจมีรูปบริวารอีก 2 – 3 ตัว อยู่ใกล้เคียงกัน
.
แต่เรื่องราวของพญาวานรถวายรวงผึ้งที่เวสาลีในอินเดีย กลับไม่ปรากฏความนิยมในพุทธประวัติฝ่ายลังกาวงศ์ ที่มานิยมพุทธประวัติตอน “" พญาช้างปาลิเลยะ – ปาเลไลยกะ” (Pārileyya- Pārileyyaka) แห่งป่ารักขิตวันสัญธะ (Rakkhitavanasanda Forest) และโขลงช้างคอยปรนนิบัติถวายภัตตาหารทั้งน้ำสะอาดและผลไม้ ในครั้งที่พระพุทธองค์เสด็จหลีกออกมาจากความวุ่นวายจากการทะเลาะวิวาท ขาดความสามัคคีของคณะสงฆ์วัดโฆสิตาราม ทางใต้ของนครโกสัมพี (Kosambhi) ในแคว้นเจตี (Cedi) ด้วยเพียงเรื่องว่าสามารถทิ้งที่ตักน้ำไว้ในส้วมได้หรือไม่ พระพุทธองค์ได้เสด็จกลับมายังพระเชตวันมหาวิหาร เมื่อการทะเลาะเบาะแว้งเริ่มสงบลง ทรงเทศนาธรรมแห่งความสามัคคี โดยทรงชี้ไปที่พญาช้างปาลิเลยะ และโขลงช้างแห่งป่ารักขิตวันสัญธะ เป็นตัวอย่างของการอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขครับ
.
----------------------------------
*** เมื่อพุทธประวัติเรื่อง “พญาวานรถวายรวงผึ้ง ที่ป่ามหาวัน นครเวสาลี” จากคตินิยมของฝ่ายอินเดียเหนือ ราชวงศ์คุปตะ-ปาละ และเรื่อง “พญาช้างปาลิเลยและโขลงช้างปรนนิบัติพระพุทธเจ้า ที่ป่ารักขิตวันสัญธะ เมืองโกสัมพี” จากคติความนิยมของฝ่ายลังกา ได้เข้ามาผสมผสานกันครั้งแรกในคติพุทธศาสนาในพุกามมอญและกัมพูชา ตั้งแต่ช่วงพุทธศตวรรษที่ 18 คงด้วยเพราะอิทธิพลของฝ่ายเถรวาทลังกาวงศ์จะได้รับความนิยมมากว่า พุทธประวัติที่ได้รับความนิยมแตกต่างกันจากทั้งสองภูมิภาค จึงได้เอาชื่อพญาช้างมาเป็นชื่อป่าและเอาเรื่องลิงถวายรวงผึ้งรวมกัน กลายมาเป็น “ปางป่าลิไลยก์” (Pārileyyaka) ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ช่วงประมาณพุทธศตวรรษที่ 19 ไปในที่สุด 
.
คติพญาวานรถวายรวงผึ้งจากฝ่ายราชวงศ์ปาละในอินเดีย ที่ผ่านมายังอาณาจักรพุกาม–รามัญ ถึงจะได้พัฒนากลายเป็นปางป่าลิไลยก์ตามคติฝ่ายลังกาไปแล้ว แต่ก็ยังคงเค้าร่องรอยใน “เทศกาลถวายน้ำผึ้ง” (The Honey offering Festival) ช่วงเดือน 10 (กันยายน) ที่ยังคงนิยมในกลุ่มชาวมอญ (ตักบาตรน้ำผึ้ง) ชาวพุทธบางส่วนในบังกลาเทศ กัมพูชา อินเดีย เมียนมาร์และศรีลังกาครับ  
*** ประติมากรรม พญาวานร ถวายรวงผึ้งแก่พระพุทธองค์ ที่ป่ามหาวัน นครเวสาลี พุทธศิลป์แบบราชวงศ์ปาละ กลางพุทธศตวรรษที่ 17 จัดแสดงที่บริติช มิวเซียม (British Museum)
เครดิต ; FB
วรณัย  พงศาชลากร
EJeab Academy

ยังมีสาระเรื่องราวดี ๆ ที่อยากเล่าตามมาดูเราได้ที่ ;
My blogs links 👆
https://sites.google.com/site/dhammatharn/
http://abhinop.blogspot.com
http://abhinop.bloggang.com
ททมาโน ปิโยโหติ #ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก
A giver is always beloved.


วัดนางพญา

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก A giver is always beloved.
“วัดนางพญา” สัญลักษณ์อำนาจของอาณาจักรอยุธยา ที่เมืองศรีสัชนาลัย
ถึงแม้ว่าในยุคพระบรมไตรโลกนาถ อาณาจักรอยุทธยาจะได้สงบศึกกับพระเจ้าติโลกราช "ราชาผู้พิชิต" กษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งอาณาจักรล้านนามาแล้วตั้งแต่ปี พ.ศ. 2017  ซึ่งในครั้งนั้น ฝ่ายราชสำนักอยุทธยาได้เข้าครอบครองดินแดนรัฐสุโขทัยเดิม ขึ้นไปถึงเมืองเชลียง-ศรีสัชนาลัย (เชียงชื่นหรือเมืองสวรรคโลก) กลับมาได้ทั้งหมด
.
สงครามระหว่างอาณาจักรใหญ่แดนเหนือใต้ปะทุขึ้นอีกครั้ง เมื่อพระเจ้าศิริธรรมจักรพรรดิราช (พญาแก้วหรือพระเมืองแก้ว) กษัตริย์นักรบอีกพระองค์หนึ่งแห่งอาณาจักรล้านนา พยายามขยายอิทธิพลลงมาทางใต้ โดยหวังจะชิงรัฐสุโขทัยที่เสียไปคืนมา ฝ่ายล้านนาจึงเริ่มส่งกองทัพเข้ายึดครองดินแดนเหนือเมืองเชลียง เกิดเป็นสงครามขึ้นในปี พ.ศ.2050  แล้วยกทัพใหญ่ลงมาตีกรุงสุโขทัย ในปี พ.ศ. 2056 ซึ่งฝ่ายกรุงศรีอยุทธยาโดยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 (พระเชษฐาธิราช) ได้นำทัพใหญ่ขึ้นไปป้องกันเมืองสุโขทัย ขับไล่กองทัพล้านนาให้ล่าถอยออกไปครับ
.
สงครามยืดเยื้อจนถึงปี พ.ศ. 2058 ฝ่ายอยุทธยาเริ่มได้เปรียบ สมเด็จพระรารมาธิบดีที่ 2 ได้ทรงนำกองทัพบุกทะลวงเข้าสู่อาณาจักรล้านนา จนสามารถยึดครองเมืองลำปางได้ ดังปรากฏความในพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับหลวงประเสริฐอักษรนิติ์ ว่า “....ศักราช 877 กุนศก วัน 3 15 ค่ำ เดือน 11  เพลารุ่งแล้ว 8 ชั้น 3 ฤกษ์ 9 ฤกษ์ สมเด็จพระรามาธิบดี เสด็จไปเมืองนครลำภางได้เมือง...” 
.
การสงครามยังดำเนินต่อมาอีกนานกว่า 7 ปี จนถึงปี พ.ศ. 2065 จึงเกิดการเจรจาตกลงเป็นไมตรีกัน สงครามระหว่างอาณาจักรจึงสิ้นสุดลง  ฝ่ายกรุงศรีอยุทธยาจึงได้คืนดินแดนเหนือเมืองเชลียงกลับไปเป็นของอาณาจักรล้านนาครับ
.
--------------------------------
***  ในพระราชพงศาวดารฉบับหลวงประเสริฐอักษรนิติ์ ระบุถึงการสร้างพระมหาเจดีย์ใหญ่วัดพระศรีสรรเพชญ์ว่า “ ...ศักราช 854 ชวดศก (พ.ศ. 2035) ประดิษฐานมหาสถูปพระบรมธาตุสมเด็จพระบรมไตรโลก แล (ะ) สมเด็จพระบรมราชาธิราชเจ้า...” หลังจากการสร้างพระมหาเจดีย์ทั้งสามองค์บนฐานไพทีเดียวกัน ที่ใช้เวลาก่อสร้างนานประมาณ 7 ปี จึงได้มีการสร้างพระวิหารขึ้นใหม่ ด้านหน้าฝั่งตะวันออก ดังความว่า “...ศักราช 861 มะแมศก (พ.ศ. 2042) แรกสร้างพระวิหารวัดศรีสรรเพชญ์...” 
.
ดูเหมือนว่ารูปแบบทางสถาปัตยกรรมของพระเจดีย์ในยุคสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 ช่วงกลางพุทธศตวรรษที่ 21 จะไม่นิยมเจดีย์ทรงปราสาท (ปรางค์ทรงงาเนียม) ตามแบบพระราชบิดา แต่หันมานิยมการสร้างเจดีย์ทรงระฆังแบบลังกา พัฒนาการมาเป็นเจดีย์แบบศิลปะอยุทธยาแท้ ๆ เป็นครั้งแรกครับ
.
รูปแบบเจดีย์แบบอยุทธยา มีฐานล่างผังสี่เหลี่ยมจัตุรัส (หรือสี่เหลี่ยมผืนผ้าแบบฐานไพที) เป็นฐานประทักษิณเวที (Pradakshina platform) รองรับชั้นฐาน “มาลาสนะ”หรือ “ตรีมาลา”  (Mālāsana-Trimālā) ผังกลม 3 ชั้น ชั้นฐานปัทม์ผังกลมที่มีท้องไม้ใหญ่ ฐานบัวหงายรองรับชั้นมาลัยเถา (บัวลูกแก้ว) 3 วง ชั้นองค์ระฆังสั้นที่มีลวดบัวปากระฆังด้านล่าง ด้านบนเป็นบัลลังก์ (หรรมิกา-Harmika) ใหญ่ แบบฐานปัทม์ผัง 4 เหลี่ยมคลุมยอดระฆัง รองรับก้านฉัตร บัวฝาละมี ปล้องไฉนมีลวดซ้อนเว้นระยะห่างระหว่างปล้องวง ขึ้นไปจบที่ปลียอดและลูกแก้วบัวตูม
.
*** การปรากฏชั้นฐานปัทม์ผังกลมที่มีท้องไม้ใหญ่เหนือฐานตรีมาลา ชั้นมาลัยเถาและปล้องไฉนมีลวดซ้อนเว้นระยะห่างระหว่างวง เป็นเอกลักษณ์ทางสถาปัตยกรรมที่สำคัญของเจดีย์ทรงลังกาในงานศิลปะแบบอยุทธยาในยุคแรกครับ 
.
เจดีย์ใหญ่วัดพระศรีสรรเพชญ์ หันหน้าไปทางวิหารทางตะวันออก ทำมุขซุ้มประตูเป็นจระนำยื่นออกมาบนระนาบเดียวกับฐานมาลัยเถาสมมาตรทั้ง 4 ด้าน ทำบันไดขึ้นลงมาที่ฐานประทักษิณ มีประตูเข้าภายในด้านหน้า ภายในแกนกลางขององค์ระฆังมี “เรือนธาตุทรงปราสาทแบบเจดีย์ทรงปรางค์ฎ แต่ละด้านเป็นซุ้มหน้านาง ปรากฏชั้นครุฑเหินที่นิยมมาตั้งแต่ยุคพระบรมไตรโลกนาถที่ชั้นอัสดงของมุมหลัก เป็นสถูปภายในเพื่อบรรจุพระบรมสารีริกธาตุในองค์ด้านตะวันออก องค์กลางบรรจุพระบรมอัฐิของบรมไตรโลกนาถ และองค์ตะวันตกบรรจุพระบรมอัฐิของพระบรมราชาธิราชที่ 3   
.
----------------------------
***  ที่ “วัดนางพญา” เมืองโบราณศรีสัชนาลัย-เชลียง มีการจัดวางแผนผัง-สถาปัตยกรรมของวิหารและพระเจดีย์ ประธานในรูปแบบเดียวกับวัดพระศรีสรรเพชรญ์ในยุคแรกสร้าง โดยที่เจดีย์ประธานมีองค์ประกอบแบบเดียวกับเจดีย์ใหญ่วัดพระศรีสรรเพชญ ทั้งฐานประทักษิณ ฐานตรีมาลา ฐานมาลัยเถา (ที่แตกต่างไปจาก “บัวถลา” 3 วงแบบสุโขทัย) องค์ระฆังอ้วนป้อมที่มีบัวปากระฆัง มีบัลลังก์ใหญ่ครอบด้านบนระฆัง ก้านฉัตร บัวฝาละมี และปล้องไฉนมีซ้อนเส้นลวดและวางระยะห่างจากกันตามแบบอยุทธยา (ปล้องไฉนแบบศิลปะสุโขทัย แทบจะไม่เว้นช่องว่างระหว่างวงปล้อง) วางมุขจระนำเป็นซุ้มประตูในระนาบเดียวกับชั้นมาลัยเถาครับ   
.
ที่แกนกลางภายในองค์ระฆังของเจดีย์ประธานวัดนางพญา ยังได้ถอดแบบ “เรือนทรงปราสาท” ที่มีซุ้มหน้าบันแบบหน้านาง-รวยนาค-ปลายกระหนกหางหงส์ ถอดแบบแผนโดยตรงมาจากเรือนปราสาททรงปรางค์ ที่เป็นแกนอยู่ภายในเจดีย์ประธานวัดพระศรีสรรเพชญ์อย่างชัดเจน 
.
เมื่อพิจารณาช่วงเวลาในประวัติศาสตร์ของการพระราชสงครามระหว่างกรุงศรีอยุทธยากับล้านนาในสมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 ที่มีความสอดรับของช่วงเวลากับรูปแบบทางสถาปัตยกรรม การคลี่คลายลวดลายทางศิลปะของฝ่ายอยุทธยาที่รับมาจากล้านนาและจีน การจัดวางเรือนธาตุปราสาทภายในองค์ระฆังตามแบบพระเจดีย์ใหญ่วัดพระศรีสรรเพชญ์ และคติความเชื่อในเรื่องสัญลักษณ์แห่งอำนาจที่นิยมมาตั้งแต่ครั้งสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 2 (เจ้าสามพระยา) สร้างปรางค์แบบเขมรขึ้นที่วัดจุฬามณี เมืองสองแควแล้ว  
.
“วัดนางพญา”  เมืองเชลียง-ศรีสัชนาลัย จึงควรถูกสร้างขึ้นประมาณปี พ.ศ. 2065 – 2070 ภายหลังการเจรจาสันติภาพ เพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งอำนาจของกรุงศรีอยุทธยา โดยยึดตามรูปแบบสถาปัตยกรรมของพระเจดีย์ประธานใหญ่แห่งวัดพระศรีสรรเพชญ์ในยุคเริ่มแรก เช่นเดียวกับการสร้างปรางค์พระมหาธาตุเชลียง ครอบทับเจดีย์ยอดดอกบัวตูม (พุ่มข้าวบิณฑ์) ในยุคพระราชบิดา (พระบรมไตรโลกนาถ) หลังจากที่ทรงได้รับชัยชนะเหนือล้านนาในสงครามเมืองเชลียง (ดังปรากฏความเฉลิมพระเกียรติในลิลิตยวนพ่าย) ครับ
เครดิต ; FB
วรณัย  พงศาชลากร
EJeab Academy
ยังมีสาระเรื่องราวดี ๆ ที่อยากเล่าตามมาดูเราได้ที่ ;
My blogs link 👆 
https://sites.google.com/site/dhammatharn/
http://abhinop.blogspot.com
http://abhinop.bloggang.com
ททมาโน ปิโยโหติ #ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก
A giver is always beloved.