วันเสาร์ที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2564

พระกาฬ ลพบุรี

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก A giver is always beloved.
“พระกาฬ” พระนารายณ์แห่งเมืองลพบุรี
ในสมัยของสมเด็จพระนารายณ์ ช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 22  มีการรื้อหินทรายและหินศิลาแลงกองทับถมกันจากการพังทลายที่กระจายตัวอยู่โดยรอบศาลสูง/ศาลพระกาฬ มาจัดเรียงเป็นฐานของวิหารด้านตะวันตก ทั้งยังมีการสร้างพระเจดีย์ย่อมุมขึ้นติดมุขด้านทิศใต้ และอาคารวิหารก่ออิฐทางด้านหน้ามุขทิศเหนือ รวมทั้งยังมีการสร้างอาคารวิหารขึ้นบนยอดของฐานศิลาแลงสูงใหญ่ 
.
วิหารบนยอดฐานศิลาแลงของศาลสูง อาจเคยเป็นที่ประดิษฐานรูปประติมากรรมพระนารายณ์ 4 กร เป็นประธานตามคติแบบพราหมณ์ฮินดูที่กำลังเป็นที่นิยมในราชสำนักยุคนั้น สอดรับกับพระนามของสมเด็จพระนารายณ์ ที่กลับเข้ามารื้อฟื้นนครลพบุรีขึ้นใหม่ครับ  

ราวสมัยพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระ-พระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ ได้มีการสร้างวิหารแบบ “ตกท้องสำเภา” ขึ้นแทนอาคารหลังเดิมทางตะวันตก โดยก่อเป็นฐานยกสูง ทำบันไดขึ้นด้านหน้า อาจมีหน้าต่างและประตูมีกรอบซุ้มทรงปราสาทยอดแหลม 
.
*** จนในปี พ.ศ. 2421 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ ได้ทรงเล่าถึงการเสด็จประพาสถึงสภาพของศาลพระกาฬ ในพระราชนิพนธ์ ระยะทางเสด็จประพาสมณฑลอยุธยา ไว้ว่า
.
“...ออกจากพระปรางค์สามยอดเดินไปสักสองสามเส้น ถึงศาลพระกาล ที่ศาลนั้นมีต้นไทรย้อย รากจดถึงดิน เป็นหลายราก ร่มชิดดี เขาทำแคร่ไว้สำหรับนั่งพัก ที่ศาลพระกาลนั้นเป็นเนินสูงขึ้นไปมาก มีบันใดหลายสิบขั้น ข้างบนเป็นศาลหรือจะว่าวิหารสามห้อง เห็นจะเป็นช่อฟ้า ใบระกา แต่บัดนี้เหลืออยู่เพียงแต่ผนัง ที่แท่นมีรูปพระนารายณ์สูงประมาณ 4 ศอก เป็นเทวรูปโบราณทำด้วยศิลา มีเทวรูปเล็ก ๆ เป็นพระอิศวรกับพระอุมาอีก 2 รูป ...ออกทางหลังศาลมีบันใดขึ้นไปบนเนินสูงอีกชั้นหนึ่ง มีหอเล็กอีกหอหนึ่ง มีแผ่นศิลาเป็นรูปนารายณ์ทรงครุฑ มีรูปนารายณ์ประทมสินธุ์แผ่นหนึ่งวางเปะปะ ไม่ได้ตั้งเป็นที่...”
.
*** จากความในพระราชนิพนธ์ระยะประพาสมณฑลอยุธยา เป็นหลักฐานที่แสดงว่า ในสมัยรัชกาลที่ 5 นั้น รูปประติมากรรมพระนารายณ์ยังคงประดิษฐานอยู่ในวิหารสมัยอยุธยาบนยอดศาลสูง ที่หันหน้าไปทางทิศตะวันออก ยังไม่ได้ถูกเปลี่ยนเป็น “พระกาฬ” ครับ   

ประมาณปี พ.ศ. 2465 ได้มีการย้ายรูปพระนารายณ์และรูปประติมากรรมอื่น ๆ บนยอดศาลสูง มารวมไว้ในอาคารทางตะวันตก/ศาลพระกาฬในปัจจุบัน ในความหมายของศาลเทพารักษ์
.
ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ประมาณปี พ.ศ. 2485 – 2487 รูปประติมากรรมพระนารายณ์บนวิหารศาลสูงคงได้รับผลกระทบจากการทิ้งระเบิดของฝ่ายสัมพันธมิตร ด้วยเพราะตั้งอยู่ใกล้กับทางรถไฟอันเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์สำคัญ มีเรื่องเล่ากันว่า 
.
“...ในคืนหนึ่งเป็นคืนที่ฝนตกหนัก พลันก็มีเสียงสัญญาณเตือนภัยทางอากาศดังขึ้น ชาวบ้านรีบดับไฟตะเกียงกัน เพื่อไม่ให้นักบินมองลงมาเห็น ชาวบ้านหลายคนวิ่งมาหลบกันที่หลุมหลบภัย/สถานีรถไฟลพบุรีในปัจจุบัน ในคืนนั้นเครื่องบินได้ทิ้งระเบิดลงมาตามทางรถไฟ มีแสงสว่างวาบและเสียงดังสนั่นเป็นที่น่าหวาดกลัว มีชาวบ้านหลายคนเห็นเงาทะมึนรูปร่างสูงใหญ่ยืนอยู่กลางสายฝน ใกล้ ๆ กับอาคารโรงเก็บฟืนของสถานีรถไฟ ซึ่งได้มีระเบิดลูกหนึ่งตกลงมามาบริเวณนั้นพอดี แต่ระเบิดด้าน ไม่ระเบิด พอตอนเช้าชาวบ้านต่างมามุงดูลูกระเบิดที่ด้าน จังหวะเดียวกันได้มีคนขึ้นบนศาลสูง เห็นรูปพระนารายณ์พระกรหักหายไป จึงเล่าลือกันว่า ท่านได้เอามือมาปัดลูกระเบิด ป้องกันคุ้มครองชาวบ้าน...” 
.
รูปประติมากรรมพระนารายณ์คงถูกแรงระเบิด จนพระกรซ้ายแตกหักเสียหาย ส่วนพระเศียรหลุดออกจากพรวรกายแต่ได้รับการบูรณะมาต่อพระศอเข้าใหม่ในช่วงระหว่างสงครามครับ 
.
*** คงด้วยเพราะรูปพระนารายณ์มีสีดำเพราะคราบราดำความชื้นและขาดการดูแลรักษา ประกอบกับเป็นช่วงเวลาวิกฤตของสงคราม จึงอาจเป็นจุดเริ่มต้นของคติความเชื่อเรื่อง “พระกาฬ” ที่คนโบราณมีความกลัวและหวาดหวั่นต่อความตาย (จากสงคราม) จึงพากันมากราบไหว้รูปเคารพสีดำเรียกว่าพระกาฬ (พระกาล/พระกาฬไชยศรี) เพื่อขอให้ปกป้องคุ้มครอง มิให้มาเอาชีวิตของตนไปก่อนเวลาอันควร     
.
ประมาณปี พ.ศ. 2495 จึงได้มีการสร้างศาลพระกาฬ/วิหารฝั่งตะวันตก ขึ้นใหม่แบบในปัจจุบันครับ
.
------------------------
*** เมื่อพิจารณารูปประติมากรรมพระกาฬ/พระนารายณ์ น่าจะเป็นงานศิลปะอยุธยาในสมัยสมเด็จพระนารายณ์ ที่มีความนิยมในงานศิลปะแบบฮินดู ส่วนพระเศียรขนาดและรูปศิลปะรับกับส่วนพระวรกาย สวมอุณหิส-ศิราภรณ์ เป็นเทริดมงกุฎ ตาบข้าวหลามตัดประดับที่หน้ากระบังสูง ยอดมวยผมที่หายไปอาจเป็นรัดเกล้าทรงกรวยใหญ่เป็นชั้น ๆ แบบกรัณฑมงกุฎ สวมกรอศอ พาหุรัดและกำไลข้อพระกร ต้นพระกรสลักแยกเป็นคู่ไม่ซ้อนกันทำให้พระพาหาดูกว้าง มีสายธุรำ/ยัชโญปวีท (Yajñopavīta) จากพระพาหาซ้ายย้อยลงมาถึงพระอุทร  
.
ส่วนพระวรกายใต้พระอุทรลงมา เมื่อพิจารณาจากภาพเก่าของ EFEO ดูเหมือนจะเป็นชิ้นส่วนเทวรูปอีกองค์หนึ่งที่ถูกนำมาต่อเข้ากันแล้วปั้นปูนแต่ง (ในช่วงสงครามโลก) ด้วยเพราะมีขนาดเล็กกว่าและไม่ปรากฏร่องรอยของสายธุรำต่อโค้งลงมา และจากภาพเก่าอีกภาพหนึ่งยังได้แสดงว่า พระหัตถ์ซ้ายบนที่ถือก้านยาวของปลายหอยสังข์ที่เห็นในปัจจุบัน ถูกสับเปลี่ยนมาจากพระหัตถ์ซ้ายบน ภายหลังรูปประติมากรรมได้รับความเสียหายจากแรงระเบิด จึงย้ายมาต่อไว้ที่ด้านขวา ส่วนพระกรซ้ายนั้นถูกปั้นขึ้นใหม่ทั้งหมดครับ
เครดิต : FB
วรณัย  พงศาชลากร 
EJeab  Academy
*** ขอขอบพระคุณเรื่องเล่าลพบุรีช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2  พี่ปภาณ วงศ์รัตนาวิน  ครับ     

วันศุกร์ที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2564

พระเจ้าสายน้ำผึ้ง🐝

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก A giver is always beloved.
#ประวัติพระเจ้าสายน้ำผึ้งกษัตริย์กรุงอโยธยา 📌
#โศกนาฏกรรมของพระนางสร้อยดอกหมาก 📌
#ที่มาของชื่อวัดพนัญเชิง 📌

...ณ วัดพนัญเชิง จ.อยุธยา 😊😊😊

เรื่องราวระหว่าง #พระเจ้าสายน้ำผึ้ง กับ #พระนางสร้อยดอกหมาก มีบันทึกไว้ในพงศาวดาร นักประวัติศาสตร์ค้นพบว่า "พระเจ้าสายน้ำผึ้ง" เป็นกษัตริย์ที่ครอง "กรุงอโยธยา" มาก่อน "พระเจ้าอู่ทอง" ปฐมกษัตริย์แห่ง "กรุงศรีอยุธยา" 

พระนามของ "พระเจ้าสายน้ำผึ้ง" ปรากฏอยู่ในรายพระนามกษัตริย์แห่ง "กรุงอโยธยา" ซึ่งเป็นเมืองที่ปรากฏชื่ออยู่ในศิลาจารึกของ "กรุงสุโขทัย" และปรากฏชื่อเป็นเมืองแฝดคู่กับ "กรุงละโว้" 

ในพงศาวดารฉบับ "คำให้การของขุนหลวงหาวัด" ได้ระบุรายพระนามกษัตริย์แห่ง "กรุงอโยธยา" ว่ามี 19 พระองค์ "พระเจ้าสายน้ำผึ้ง" เป็นลำดับที่ 12 นักประวัติศาสตร์ยุคใหม่ยังพบว่ากษัตริย์องค์สุดท้ายของ "กรุงอโยธยา" ก็คือ "พระเจ้าอู่ทอง" ซึ่งทรงย้ายราชธานีข้ามฟากแม่น้ำมาสร้าง "กรุงศรีอยุธยา"

นักประวัติศาสตร์พบว่า "คติในการสร้างวัด" ของ "กรุงอโยธยา" นิยมหันหน้าลงแม่น้ำ ส่วนในสมัย "กรุงศรีอยุธยา" นิยมหันหน้าไปทิศตะวันออก 

>>> วัดในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาที่สร้างมาตั้งแต่สมัย "กรุงอโยธยา" อย่างเช่น วัดมเหยงค์ / วัดกุฎีดาว / วัดใหญ่ชัยมงคล / และพนัญเชิง ต่างหันหน้าลงแม่น้ำทั้งนั้น 📌

นักประวัติศาสตร์ยังพบอีกว่า "กษัตริย์ของกรุงอโยธยาเปลี่ยนราชวงศ์กันบ่อย" เพราะมีความเชื่อในเรื่อง "กฎแห่งกรร" คือ ผู้ที่เป็นกษัตริย์จะต้องเป็นผู้สะสมบุญบารมีมาตั้งแต่ชาติปางก่อน จึงไม่ถือการสืบราชบัลลังก์ทางสันตติวงศ์ อย่างเช่นการได้ "พระเจ้าสายน้ำผึ้ง" มาเป็นกษัตริย์ 

พงศาวดารเหนือกล่าวว่า.....

"...ครั้นสิ้นกษัตริย์ หามีผู้ใดจะบำรุงพระพุทธศาสนาและอาณาประชาราษฎร์ไม่ พราหมณ์ปุโรหิตคิดกันว่าจะเสี่ยงเรือสุพรรณหงส์เอกไชยกับเครื่องราชกกุธภัณฑ์ไป

ครั้นไปถึงตำบลหนึ่ง... พบเด็กเลี้ยงโคอยู่ 47 คน มีเด็กคนหนึ่งขึ้นนั่งบนจอมปลวกเพื่อว่าราชการ แล้วสั่งลงโทษคนที่เล่นเป็นข้าราชการ โดยให้เพชฌฆาตแสดงท่าประหารตามคำสั่งด้วยไม้ขี้ตอก ปรากฏว่าหัวก็ขาดจริง !!

เหล่าพราหมณ์ปุโรหิตที่ออกมาเสี่ยงหาคนไปเป็นกษัตริย์ ผ่านมาถึงตรงนั้นพอดี อีกทั้งเรือสุพรรณหงส์เอกไชยก็หยุดดื้อๆ

เมื่อเห็นว่าเด็กเลี้ยงโคหัวขาดไปด้วยไม้ขี้ตอกอย่างอัศจรรย์ ตามคำประกาศิตของหัวโจกที่นั่งว่าราชการอยู่บนจอมปลวก จึงคิดว่าใช่แน่ ต่างเป่าแตรสังข์ แตรงอน แตรฝรั่งขึ้นพร้อมกัน แล้วรับเอาหัวโจกเด็กเลี้ยงโคผู้นั้นไปครองราชย์สมบัติ..."

>>> ทรงมีพระนามว่า "เจ้าดวงกฤษณราช" ส่วนพระนามว่า "พระเจ้าสายน้ำผึ้ง" พงศาวดารเหนือเล่าไว้เมื่อตอนที่กำลังจะเสด็จไป "เมืองจีน" 📌

ความว่า... จุลศักราช 395 ปีมะเมีย "เจ้าดวงกฤษณราช" ยกพยุหไปทางชลมารคพร้อมด้วยเสนาบดี เสด็จมาถึงแหลมวัดปากคลอง พอน้ำขึ้นจึงประทับเรือพระที่นั่งอยู่หน้าวัด ทอดพระเนตรเห็น "ฝูงผึ้ง" อยู่ที่ใต้ช่อฟ้าหน้าบัน 

จึงทรงพระดำริว่าจะขอนมัสการพระพุทธปฏิมากร ถ้าเดชะบุญญาภิสังขารของเรา จะได้ครองไพร่ฟ้าอาณาประชาราษฎร์อย่างร่มเย็นแล้วไซร้ ขอให้น้ำผึ้งหยดลงมา เมื่อจบคำอธิษฐาน "น้ำผึ้ง" ก็หยดลงมาจริงๆ

"เจ้าดวงกฤษณราช" ทรงเปลื้องเอาพระภูษาทรง สักการะบูชาพระพุทธปฏิมากรนั้น คณะสงฆ์ได้ถวายพรชัยมงคลว่า "มหาบพิตรพระราชสมภารจะสำเร็จความปรารถนา จะครองไพร่ฟ้าอยู่เย็นเป็นสุขทั่วทุกทิศ" แล้วจึงถวายนามว่า "พระเจ้าสายน้ำผึ้ง"

ส่วนเรื่องของ "พระนางสร้อยดอกหมาก" ในพงศาวดารเหนือเล่าว่า.....

"...ขณะนั้น "พระเจ้ากรุงจีน" ได้บุตรบุญธรรมที่นำมาเลี้ยงไว้ มีชื่อว่า "นางสร้อยดอกหมาก" ครั้นวัยเจริญขึ้น จึงให้โหรมาทำนายว่า "ลูกกูคนนี้ จะควรคู่ด้วยกษัตริย์เมืองใด" 

โหรพิเคราะห์ดูก็เห็นว่าจะอยู่แห่งใดไม่ เห็นอยู่แต่ทิศตะวันตกกรุงไทย มีบุญญาภิสังขารมากนัก เห็นจะควรกับพระราชธิดา จึงกราบทูลว่า "จะได้กับพระเจ้ากรุงไทยเป็นแน่"

เมื่อโหรชี้ตัวเนื้อคู่ของพระราชธิดามาเช่นนี้ "พระเจ้ากรุงจีน" จึงให้ "ขุนแก้วการเวท" ถือพระราชสาส์นมาถึง "พระเจ้ากรุงไทย" ข้อความในพระราชสาส์นก็แจ้งพระราชประสงค์ไม่อ้อมค้อมว่า

"...ด้วยเราจะยกพระราชธิดาให้เป็นพระอัครมเหสี ให้เสด็จออกมารับโดยเร็ว..."

ตอนนั้น "พระเจ้าสายน้ำผึ้ง" ได้ลูกสาวมอญขายผ้ามาเป็นเอกอัครมเหสีอยู่แล้ว แต่เมื่อ "พระเจ้ากรุงจีน" จะพระราชทานลาภลอยมาเช่นนี้ จะปฏิเสธไปก็ใช่ที่ จึงทรงยกพยุหไปทางชลมารค แล้วแวะอธิษฐานที่หน้าวัด จนได้พระนามว่า "พระเจ้าสายน้ำผึ้ง"

ด้วยอำนาจพระราชกุศลที่ได้สร้างมาแต่หนหลัง "พระเจ้าสายน้ำผึ้ง" เสด็จไปโดยสะดวกจนถึงเมืองจีน พวกคนจีนเห็นดังนั้นก็แปลกใจ เพราะทรงเสด็จข้ามน้ำข้ามทะเลมาด้วยเรือลำเล็ก ซึ่งเป็นเรือที่ใช้ตามแม่น้ำลำคลองเท่านั้น 

จึงได้นำความขึ้นกราบทูล "พระเจ้ากรุงจีน" เมื่อพระองค์ได้ทราบอิทธิฤทธิ์ของว่าที่พระราชบุตรเขยแล้ว ทรงแปลกพระทัยเช่นกัน จึงส่งเสนาบดีให้ไปจัดที่พักแรมไว้ที่อ่าวนาค 1 คืน อ่าวเสืออีก 1 คืน แล้วให้แอบดูว่ามีบุญญาธิการจริงหรือไม่ประการใด

ทั้ง 2 คืนที่ "พระเจ้าสายน้ำผึ้ง" ประทับแรมอยู่ในเมืองจีนก่อนจะเข้าเฝ้านั้น เสนาบดีผู้ใหญ่ของจีนที่มาแอบดูก็ได้ยินเสียงดนตรีครึกครื้น ด้วยเทพยดาบันดาลขึ้น จึงนำความขึ้นกราบบังคมทูล 

"พระเจ้ากรุงจีน" จึงทรงทราบว่า "พระเจ้าสายน้ำผึ้ง" มีบุญญาธิการแน่ตามที่โหรทำนายไว้ จึงแต่งขบวนมารับเสด็จเข้าวัง และเมื่อจัดการอภิเษก "พระนางสร้อยดอกหมาก" กับ "พระเจ้าสายน้ำผึ้ง" เรียบร้อยแล้ว จึงได้สั่งให้แต่งสำเภา 5 ลำ พร้อมกับบรรทุกเครื่องอุปโภคบริโภค ให้คน 500 คนมาส่งพระราชธิดาถึง "กรุงอโยธยา"

เมื่อกลับมาถึง "กรุงอโยธยา" พระราชาคณะ 150 รูปจึงไปรับเสด็จที่เกาะ ภายหลังจึงเรียกเกาะนั้นว่า "เกาะพระ" แล้วเชิญเสด็จมาจอดเรือที่ท้ายเมืองปากแม่น้ำเบี้ย เหล่าเสนาบดีและพระราชาคณะจึงเชิญเสด็จเข้าวัง

แต่เป็นเพราะว่าทิ้งอัครมเหสีไปเมืองจีนเสียหลายวัน "พระเจ้าสายน้ำผึ้ง" จึงให้ "พระนางสร้อยดอกหมาก" คอยอยู่ในสำเภาก่อน แล้วเสด็จเข้าวังไปเพียงพระองค์เดียว 

เมื่อทรงจัดการธุระต่างๆเรียบร้อยแล้ว วันรุ่งขึ้นจึงส่งเถ้าแก่นำเรือพระที่นั่งมารับ "พระนางสร้อยดอกหมาก" แต่เมื่อไม่เห็นพระสวามีออกมารับด้วยพระองค์เอง จึงเกิดอาการงอน

พระนางรับสั่งกับเถ้าแก่ไปว่าข้ามน้ำข้ามทะเลมาด้วยกันอย่างลำบาก เมื่อถึงบ้านถึงเมืองแล้ว ไม่มารับด้วยพระองค์เอง นางก็จะไม่เข้าไป "พระเจ้าสายน้ำผึ้ง" จึงแต่งขบวนไปรับด้วยพระองค์เอง แต่นางก็ยังทูลว่า "ไม่ไป"

>>> "ไม่ไปก็อยู่ที่นี่แหละ" เมื่อ "พระเจ้าสายน้ำผึ้ง" ตกพระโอษฐ์เช่นนั้น "พระนางสร้อยดอกหมาก" จึงกลั้นใจตายทันที ท่ามกลางความตกตะลึงของพสกนิกร 📌

พงศาวดารเหนือบันทึกไว้ว่า.....

"...จุลศักราช 406 ปีมะโรงศก จึงเชิญพระศพมาพระราชทานเพลิงที่แหลมบางกะจะ สถาปนาเป็นพระอาราม ให้นามชื่อ "วัดพระเจ้าพระนางเชิง" ตั้งแต่นั้นมา..."

"หลวงประเสริฐอักษรนิติ" บันทึกไว้ว่า.....

"...จุลศักราช 696 แรกสถาปนา "พระพุทธเจ้าพแนงเชิง" หมายความว่า "หลวงพ่อโตวัดพนัญเชิง" สร้างหลังจากที่สร้างวัดแล้วถึง 290 ปี..."

เกี่ยวกับ "ชื่อวัด" มีการเรียกเพี้ยนไปต่างๆนานา สมัย "กรุงศรีอยุธยา" เรียกว่า "วัดพระพแนงเชิง" บ้าง "วัดพระเจ้าพแนงเชิง" บ้าง "วัดพระนางเชิง" บ้าง โดยมากเรียกกันสั้นๆว่า "วัดพแนงเชิง"

คำว่า "พแนงเชิง" เป็นคำไทยโบราณ มีความหมายว่า "นั่งขัดสมาธิ" ปัจจุบันมีชาวภาคใต้ยังใช้อยู่บ้าง แต่ก็เพี้ยนไปเป็น "แพงเชิง" ซึ่งหมายถึง "ขัดสมาธิ" เช่นกัน 

>>> "วัดพแนงเชิง" หรือ "วัดพระเจ้าพแนงเชิง" จึงหมายถึง "วัดที่มีพระพุทธรูปนั่งขัดสมาธิ" คือ "หลวงพ่อโต" หรือ "พระพุทธไตรรัตนนายก" ซึ่งเป็นพระพุทธรูปปูนปั้นขนาดใหญ่ 📌

แต่ก็ยังมีผู้สันนิษฐานอีกว่า "ชื่อวัด" อาจจะมาจากที่ "พระนางสร้อยดอกหมาก" ได้ "นั่งขัดสมาธิกลั้นใจตาย" เพราะผู้หญิงจีนคงไม่นั่งพับเพียบแบบไทย เมื่อเห็นเป็นเรื่องแปลกจึงอาจนำมาเรียกเป็นชื่อวัดก็ได้

>>> ในปี พ.ศ.2417 "พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว" (รัชกาลที่ 5) ทรงประกาศในราชกิจจานุเบกษาให้เรียกเป็น "วัดพนัญเชิง" ชื่อของวัดเลยยุติลงที่ชื่อนี้ 📌

เมื่อคราวเสียกรุงครั้งที่ 2 พงศาวดารกรุงศรีอยุธยาทุกฉบับบันทึกไว้ตรงกันว่า "ด้วยอายุแผ่นดินของกรุงศรีอยุธยาถึงกาลขาด จึงอาเพศให้เห็นประหลาดเป็นนิมิต พระประธานในวัดพระนางเชิง น้ำพระเนตรไหลลงมาจนถึงพระนาภี..."

ที่มา : โรม บุญนาค

#แก้วเสียงธรรม

วันพฤหัสบดีที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2564

ฤๅษีสัมพุก

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก A giver is always beloved.
สังหารฤๅษีสัมพูก “ผู้มาก่อนกาล” ที่ปราสาทบันทายฉมาร์
ในมหากาพย์รามายณะ (Rāmāyaṇa Sanskrit epic) ภาคเสริมที่เรียกว่า  “อุตตรกัณฑ์” (Uttara Kāṇḍa) ที่อาจถูกแต่งเติมเสริมขึ้นโดยพราหมณ์ในยุคหลังวาลมิกิ (Vālmīki) ได้เล่าถึงเรื่องราว การลงโทษคนวรรณะศูทร/ศุทร์/ศูทฺรŚūdra/Shudra) โดยพระรามว่า
.
“...ครั้งหนึ่งภายหลังจากศึกกรุงลงกา ... มีพราหมณ์ผู้หนึ่งเดินอุ้มศพบุตรชายมาอยู่ที่หน้าประตูพระราชวังอโยธยา พลางปริเทวะร้องไห้คร่ำครวญอย่างทุกข์ระทมว่า ทำไมอยู่ดี ๆ บุตรชายของตนยังอายุไม่ถึง 14 ปี   ต้องมาตายก่อนเวลาอันควร การตายอย่างนี้ไม่เคยบังเกิดขึ้นมาก่อนในราชอาณาจักรมงคลแห่งองค์ศรีราม คงเป็นเพราะพระรามมีมลทินความผิดอะไรสักอย่างที่ทำให้บุตรชายของตนต้องตาย หรือมีผู้กระทำผิดบาปแก่เหล่าพราหมณ์ โดยที่องค์พระรามไม่กำหราบ
.
“...ข้าแต่องค์ศรีรามเจ้า พระองค์จงได้โปรดนำชีวิตบุตรชายของข้าคืนกลับมาด้วย ข้าและบุตรกระทำผิดอันใด...”
.
 การคร่ำครวญด้วยความทุกข์ระทมนั้นยาวนาน  พระรามได้สดับคำของพราหมณ์ด้วยความสลดพระทัย จึงได้นำเรื่องการตายของบุตรฤๅษีไปปรึกษากับเหล่ามหาฤๅษี ประกอบด้วย พระวสิษฏะ พระวามเทพ พระมรรกัณเฑยะ พระเมาทคัลยะ/โมคคัลลานะ พระกัศยปะ พระกาตยายนะ พระชาพาลิ/ชวาลี พระเคาตมะ และพระนารท (นารอด) เหล่ามหาฤๅษีได้กราบทูลพระรามว่า เหตุที่บุตรชายของพราหมณ์ดังกล่าวสิ้นชีวิตโดยไม่มีเหตุผลนั้น ก็เพราะว่ามีคน “วรรณะศูทร” มาบำเพ็ญตบะในอาณาจักรของพระองค์
“...ในกฤดายุคนั้น จะมีแต่คนวรรณะพราหมณ์เท่านั้นที่มีสิทธิบำเพ็ญตบะ ในไตรดายุคจึงอนุญาตให้คนวรรณะกษัตริย์สามารถบำเพ็ญตบะได้อย่างพราหมณ์ ส่วนในทวาปรยุคอันรุ่งเรืองนี้ ก็ได้เพิ่มให้คนวรรณะไวศยะ (Vaishya/แพศย์) สามารถบำเพ็ญตบะได้ แต่ผู้ดำรงวรรณะศูทฺรยังไม่สามารถบำเพ็ญตบะเพื่อการบรรลุได้ แต่เมื่อถึงเขตกลียุคเมื่อไร คนวรรณะศูทฺรจึงจะบำเพ็ญตบะได้อย่างวรรณะอื่น ๆ ...” 
.
มหามุนีกราบทูลให้องค์ศรีรามรีบเสด็จออกค้นหาว่า มีฤๅษีตนใดที่เป็นคนวรรณะศูทร ก็ให้กำจัดเสียอย่าให้เป็นมลทินแห่งทวาปรยุค องค์ศรีรามจึงเสด็จโดยบุษบกออกตามหาฤๅษีวรรณะศูทร จนกระทั่งไปพบฤๅษีคนหนึ่งนามว่า “สัมพูกะ/ศัมพูก” (Shambuka/Śambūka)  กำลังบำเพ็ญเอาหัวยืนต่างเท้า ณ อาศรมใกล้ทะเลสาบ ที่อยู่ทางทิศเหนือของภูเขาไศวละคีรี/ไศพลคีรี  (Shaivalagiri)
.
องค์ศรีรามรับสั่งถามว่า  “...เจ้าคือใคร เกิดในวรรณะใด...”  ฤๅษีตอบว่า “...ข้ามีชื่อนามว่าสัมพูกะ เกิดในวรรณะศูทฺร” พระรามได้ยินดังนั้น จึงแจ้งเหตุความถึงข้อห้ามอันศักดิ์สิทธิ์อันเป็นกฎหมายที่มวลมนุษย์ต้องพึงปฏิบัติ สัมพูกะทราบถึงเหตุ จึงขอให้องค์ศรีรามได้สังหารตนด้วยสาธุการสำนึก  
.
“...ข้าแต่องค์รามผู้ประเสริฐ ข้านั้นเกิดในวรรณะศูทร และปวารณาตนที่จะไปถึงแดนสวรรค์ด้วยความตายของข้าโดยพระองค์ ผ่านกฎเกณฑ์ (กีดกัน) อันเคร่งครัดเหล่านี้
.
 พระรามจึงได้เอาพระแสงดาบตัดศีรษะสัมพูกะทันที...
.
“...เมื่อเจ้าสำนึกด้วยธรรม ก็ขอจงให้เจ้าได้เป็นมุนีผู้เรืองธรรม ในกาลอันสมควร ภายภาคหน้าเถิด... "
.
เหล่าเทพเจ้า ต่างแซ่ซ้องสรรเสริญฤๅษีสัมพูกะผู้มาก่อนกาล ด้วยบุปผาสวรรค์และน้ำทิพย์ชโลมไปบนร่าง ครั้งแล้วครั้งเล่า ....แล้วพระอินทราเทพก็ได้ชุบชีวิตให้ลูกของพราหมณ์ขึ้น ตามคำขอของพระราม...  
.
-----------------------------
*** ภาพสลักบนหน้าบันด้านนอก ประตูเล็กของผนังหลังมุขซุ้มประตูใหญ่ฝั่งทิศใต้ ในท่ามกลางซากกองหินปรักหักพังของอาคารหอพิธีกรรม/หอรามายณะ /หอนางรำ อาคารขนาดใหญ่ด้านหน้าสุดของหมู่ปราสาทบันทายฉมาร์  มีองค์ประกอบตาม “ประติมานวิทยา” (Iconography) ตรงกันกับเรื่องราวของการสังหารฤๅษีสัมพูกะ จากเรื่องราวในมหากาพย์รามายณะ ภาคอุตตรกัณฑ์ ที่ยังคงเป็นที่รับรู้สืบทอดมาถึงในปัจจุบันอย่างชัดเจน โดยไม่ต้องตีความ/สันนิษฐาน/มโน หรือรอหาข้อความจารึกมาเป็นหลักฐานในการอธิบายครับ 
เครดิต : FB
วรณัย พงศาชลากร
EJeab Academy 

พระธรรมบาล

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก A giver is always beloved.
“พระธรรมบาล” ยักษ์ร้ายใจดี ที่หายไปจากปรางค์สามยอด เมืองลพบุรี
ถึงแม้ว่าจะปรากฏร่องรอยของคติและงานศิลปะ “ผู้ปกป้องพระพุทธศาสนา/พิทักษ์พระธรรมคำสอน” (Dhamma Guardian/Protector) จากอิทธิพลความเชื่อพุทธศาสนามหายาน (Mahāyāna) ลัทธิ “วัชรยาน” (Vajrayāna Tantric Buddhism) ในวัฒนธรรมเขมรโบราณ ดังที่ปรากฏรูปศิลปะจากปราสาทหินพิมาย ตั้งแต่ช่วงต้นพุทธศตวรรษที่ 17 ต่อเนื่องมาถึง “ลัทธิโลเกศวร” (Lokeśvara/เน้นการบูชาอำนาจแห่งพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร) ในยุคความนิยมของราชสำนักบายน ช่วงกลางพุทธศตวรรษที่ 18 ก็ตาม 
.
แต่ก็ดูเหมือนว่า งานศิลปะของผู้พิทักษ์ศาสนา ทั้งที่เรียกว่า “ยิดัม” (Yi-Dam) หรือภาคดุร้ายของเหล่าพระโพธิสัตว์และพระธยานิพุทธเจ้า/ ชินพุทธะ 5 พระองค์/พระปัญจสุคต (Dhyāni Buddha/ Paῆca jina Buddhas) ในรูปของผู้เรืองอำนาจ มีใบหน้าดุร้ายแบบยักษ์อสูร (มีพระศักติประจำพระองค์) จะปรากฏเพียง“พระไตรโลกยวิชัย” (Trailokyavijaya) ภาคยิดัมของพระอักโษภยะพุทธเจ้า ประจำอยู่ทางทิศตะวันออก หนึ่งใน “ปัญจมหาวิทยราช” (Paῆca Vidya-raja) หรือพระธรรมบาลของพระธยานิพุทธะทั้ง 5 ในภาคดุร้าย "พระเหวัชระ" (Hevajra) หรือ“พระวัชริน” (Vajrin) เหรุกะของพระอักโษภยะพุทธเจ้า และนาง “โยคิณี” (Yogini) ผู้เป็นธิดาทั้ง 8 รวมทั้ง “พระจักระสังวร” (Cakrasaṃvara) โดยไม่ปรากฏคติและรูปศิลปะของเหล่าพระโพธสัตว์ยิดัมตามแบบวัชรยานในทิเบต ทั้งภาคดุร้ายของปัญจสุคต อีก 4 พระองค์ คือ “พระวัชรยักษ์” (ภาคยิดัมแห่งพระอโมฆสิทธิพุทธเจ้า) “พระกุณฑลี” (ภาคยิดัมแห่งพระรัตนสัมภวะพุทธเจ้า) “ยมานตกะ” (ภาคยิดัมแห่งพระอมิตาภะพุทธเจ้า) “พระอจล” (ภาคยิดัมแห่งพระไวโรจนะพุทธเจ้า) รวมถึงรูปของ คุหยสมาช (Guhyasamāja) มหามายา กาลจักร ชมภล และเหรุกะ (Heruka) อีก 4 พระองค์ เลยครับ
.
อีกทั้งในคติจักวาลแห่งมันดารา” (Mandala Universe) หรือ “พุทธเกษตร” (Buddha Kaset) ในลัทธิวัชรยาน/ตันตระ (ธิเบต/ปาละ) ยังจัดให้มีเหล่าผู้พิทักษ์พุทธศาสนาและพระธรรมคำสอน อีกกลุ่มหนึ่งเรียกว่า “พระธรรมบาล” (Dhammapāla) มีตำแหน่งเทียบเท่ากับพระโพธิสัตว์ เป็นพวกยักษ์กลับใจมาทำหน้าที่ปราบปรามปีศาจและมารที่เป็นศัตรูต่อพุทธศาสนา มีหน้าตาหน้าเกลียดน่ากลัวไม่ต่างจากยิดัม  ใช้ใช้ใบหน้าเปแนอาวุธให้ศัตรูเกรงกลัว แต่มีดวงใจที่ใสบริสุทธิ์ ไม่คิดร้าย
.
*** เรียกได้ว่าเป็น “ยักษ์ร้ายใจดี” นั่นเองครับ
.
ในบางพระสูตรของธิเบตก็ได้กำหนดพระธรรมบาลไว้ 8 พระองค์ คือ ศรีเทวีลหโม (Shri Devi Lhamo) สิตพรหมา (Brahma) เบคตสี (Begtse) พระยม (Yama) กุเวร  (Kúbera) มหากาล (Mahakala) หัยครีพ (Hayagriva) ยมาตกะ (Yamantaka) แต่ในบางพระสูตรก็คงเห็นว่าธรรมบาลมีน้อยไป จึงยกให้ เทพเจ้า (Deva) ครุฑ  (Garuḍa) นาค (Nāga) รวมถึงพวกอมนุษย์ (Half-Man) อย่าง วิทยาธร (Vidyādhara) คนธรรพ์ (Gandharva) สิทธา (Siddha) อัปสร (Apasara) กินนร/กิมปุรุษ (Kiṃnara/Kimpuruṣa)  ยักษ์อสูร (Yakṣa /Asura)  กุมภัณฑ์ (Kumbhāṇḍa) รากษส (Rākṣasa) เรื่อยไปจนถึงภูตผี (Bhūta) ปีศาจ (Piśāca) คุหยกะ (Guhyaka) และ มโหราคะ (Mahorāga) ที่กลับใจมาบูชาพระพุทธศาสนา ทำหน้าที่ดูแลศาสนสถาน พิทักษ์พระธรรมคำสอน ปกป้องผู้ปฏิบัติธรรม ขับไล่ความชั่วร้ายและอุปสรรคที่มาขัดขวางการเข้าสู่พระนิพพาน    
.
“สุวรรณประภาโสตตมราชาสูตร” (Suvarṇaprabhāsottama  Sūtra) ในคติมหายาน/ของฝ่ายจีน ประมาณพุทธศตวรรษที่ 12 ได้กล่าวถึง “พระธรรมบาล 24 พระองค์” คือ พระศรีมหาเทวี (พระแม่ลักษมี) พระสุรัสวดี ท้าวมหาพรหม พระอินทร์  ท้าวธฤตราษฎร์  ท้าววิรุฬหก ท้าววิรุฬปักษ์ ท้าวไวศรวณ /กุเวร  เทพคุยหบดี/วัชรปาณี ปัญจิกะยักษา   หาริตียักษิณี นางอาภิรดีเทวี พระมเหศวร/ศิวะ สกันธเทพ/ขันธกุมาร พระปฤถิวี/พระธรณี  โพธิทรุมเทวี เทวีมาริจี  พระสูริยเทพ พระจันทราเทพ พระดารกาเทพ พระไตรตรึงส์เทพ พญายมราช ท้าวสาครนาคราช และกินนรราช /อัคนีเทพ/เทพเตาไฟครับ
.
ในบทที่ 15 “ยักษาศรยรักษาปริวรรต” ของพระสูตร ยังกล่าวถึงการอารักขาผู้ปฏิบัติธรรมโดยเทวดาและยักษ์ ทั้ง พระมหาพรหม มหาเทพในไตรตรึงษ์ พระสรัสวดี พระนางลักษมี ท้าวสักกะเทวราช/อินทรา ท้าวธตรฐ  ท้าววิรุฬหก ท้าววิรุฬปักษ์ ท้าวไวศรวณ/ท้าวกุเวร  สัญชเญยะยักษ์ มณิภัทรยักษ์ ปูรณภัทรยักษ์ กุมภีรยักษ์ อฏาวกยักษ์  ปิงคลยักษ์ พญานาคอนวตัปตะในมหาสมุทร พญานาคมุจลินท์ พญานาคเอลาปัตร พญานาคนันทะ พญานาคอุปนันทะ พญากินนร พญาครุฑ เทพอสูรวลี ราหู นมุจิ เวมจิตร สังวร ประหาทะ พระสกัณธะ/ขันธกุมาร  เทพอสูรอื่นๆ รวมถึงหมู่เทวดาประจำพืชผล เทวดาประจำแผ่นดิน  เทวดาประจำพระอาราม รุกขเทวดา เทวดาประจำพระเจดีย์ เทวดาประจำแม่น้ำ รวมทั้งยักษ์เทพอสูรที่น่าหวาดกลัวของสรรพสัตว์ แต่สำหรับผู้ที่เผยแผ่และผู้ฟังสูตรนี้ จะได้รับการคุ้มครองในรอดพ้นจากภัยอันตรายและความชั่วร้ายทั้งปวง
.
*** แต่ก็ดูเหมือนว่า ลัทธิวัชรยานตันตระ/โลเกศวร ในยุคราชสำนักบายน จะไม่นิยม/ไม่ได้รับอิทธิพลความเชื่อในคติพระโพธิสัตว์-ยิดัมและพระธรรมบาล/ผู้พิทักษ์พุทธศาสนาและพระธรรมคำสอนจากทั้งฝ่ายทิเบต จีนและราชวงศ์ปาละในอินเดียมาทั้งหมด อาจเพราะมีจำนวนมากมายเกินไป อีกทั้งบางพระสูตรยังไปนำเทพเจ้าฮินดูเข้ามาปะปนเป็นจำนวนมาก รูปศิลปะที่เกี่ยวเนื่องกับผู้พิทักษ์พระพุทธศาสนาในงานศิลปะยุคจักรวรรดิบายน (ที่ราชสำนักโบราณยังคงมีการนับถือลัทธิฮินดูร่วมอยู่ด้วย) จึงปรากฏเฉพาะรูปยักษ์อสูรที่มีหน้าตาดุร้าย (แต่ใจดีตามคติความเชื่อ) หรือ “พระธรรมบาล” โดยไม่ได้กำหนดชื่อนามเจาะจงเอาไว้อย่างชัดเจนครับ  
.
------------------------------
*** รูปศิลปะพระธรรมบาล-ยักษ์ร้ายใจดี ตามคติวัชรยาน/ตันตระ/โลเกศวร แบบรับมาธิเบต/อินเดียอย่างไม่เต็มสูบในยุคจักรวรรดิบายน จึงได้ถูกเลือกมาเป็นงานศิลปะปูนปั้นประดับที่กรวยเชิงเหนือลวดบัวเชิงธาตุของสันมุมหลัก เรือนปราสาทบริวารทั้งสองหลังของปราสาทปรางค์สามยอด อย่างวิจิตรอย่างดงงามทั้งรุปศิลปะและสื่อคติความหมาย
.
เป็นที่น่าเสียดายที่ปูนปั้นพระธรรมบาลผู้ปกป้องพระปรางค์สามยอด พระพุทธศาสนามหายาน/โลเกศวรที่เคยรุ่งเรืองในเมืองละโว้ทยปุระ (Lavodayapura) ช่วงกลางพุทธศตวรรษที่ 18 ได้สูญหายไปจนเกือบทั้งหมดแล้ว คงเห็นแต่เพียงภาพถ่ายเก่า (หอจดหมายเหตุสำนักฝรั่งเศสปลายบูรพทิศ/ Archives EFEO) ในปี พ.ศ. 2496 ให้ได้เห็นเพียงเท่านั้นครับ  
เครดิต : FB
วรณัย  พงศาชลากร
EJeab  Academy

วันจันทร์ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2564

กรวยบายศรี

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก A giver is always beloved.
พุทธศิลป์ “หม้อปูรณะฆฏะและกรวยพุ่มบายศรี” บนสันกลีบบัวใบเสมาทวารวดีอีศาน แห่งเดียวในโลกที่แดนอีสาน 

เมื่อพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาท/มหาวิหารจากอิทธิพลลังกา (Theravāda /Maha-vihāra) ได้เริ่มเดินทางจากภาคกลางแดนตะวันตกเข้าสู่ดินแดนอีสาน  ได้เกิดการพัฒนางานศิลปะของคติ  "หลักนิมิตหิน /นิมิตฺตํ” (Sīmā Stele boundary markers) หลักหินเพื่อการกำหนดเขตสีมา อาณาเขต/ปริมณฑลศักดิ์สิทธิ์/เขตบริสุทธิ์ในการประกอบสังฆกรรม จากอิทธิพลแนวคิดในการจัดวาง “หินตั้ง/หลักหิน” (Stone Stele) ใน “วัฒนธรรมหินตั้ง” (Megalithic Culture) ตามคติความเชื่อการบูชาอำนาจเหนือธรรมชาติ หรือ “ผี” (Animism) ในเขตอีสานโบราณ ที่เคยมีการใช้หลักหินตามธรรมชาติมาตั้งปักล้อมรอบเขตแดน/พื้นที่ติดต่อกับผี-อำนาจเหนือธรรมชาติ"  มาตกแต่งตั้งวางเป็นวงล้อม กำหนดพื้นที่ให้เป็นอาณาเขตศักดิ์สิทธิ์/เขตหวงห้ามของชุมชน มิให้ผู้คนทั่วไปในชุมชนเข้ามารบกวนในระหว่างการเซ่นสรวงบูชา สวดภาวนาอ้อนวอน การสังเวยชีวิตสัตว์ รวมทั้งการเฉลิมฉลองตามฤดูกาลประจำปีของชุมชน 
.
*** อิทธิพลการวางวงล้อมของวัฒนธรรมหินตั้งในอีสาน เป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้เกิดการปักหลักหินนิมิตกำหนดเขตแดนศักดิ์สิทธิ์ตามคติพุทธศาสนาขึ้นเป็นครั้งแรกในโลก ในช่วงต้น-กลางพุทธศตวรรษที่ 14 นี้เองครับ
.
เหล่านักบวชและช่างปฏิมากรผู้ศรัทธาในพุทธศาสนาจากแดนรามัญตะวันตกที่เดินทางเข้าไปสู่อีสาน ไม่นิยมใช้หินที่ไม่มีรูปร่างชัดเจนตามธรรมชาติแบบดั้งเดิม แต่ได้เลือกหินขนาดใหญ่มากะเทาะสลักเสลา ปรับเปลี่ยนรูปเป็น “ดอกบัว” (Lotus) ตามความหมาย “สัญลักษณ์แห่งความบริสุทธิ์” ที่เป็นคติความเชื่อสืบต่อเนื่องมาตั้งแต่ยุคอียิปต์ เปอร์เซียจนมาถึงวัฒนธรรมอินเดียโบราณ เปลี่ยนหินธรรมชาติมาเป็นหินรูปทรง “กลีบบัวยอดแหลม” (Mouldings) แบบคอดเอว/พุ่มข้าวบิณฑ์และแบบไม่คอดเอว ทั้งแบบแผ่นแบน/กึ่งแผ่นกึ่งกลม ทรงแท่งเสา 8 เหลี่ยม ยอดกระโจมยอคว่ำในความหมายของบัว 8 กลีบ และแท่งหินยอดแหลมในความหมายของยอดกลีบบัว  
.
ประมาณช่วงพุทธศตวรรษที่ 14 เป็นต้นมาได้มีการพัฒนางานพุทธศิลป์บนแผ่นหลักหินนิมิตทรงกลีบบัว แกะสลักเป็นภาพเรื่องราวในวรรณกรรม “พุทธประวัติ” (The Life Story of the Buddha) และ “อรรถกถาชาดก” (Jātakaṭṭhakathā) อันงดงามตามคติฝ่ายเถรวาท ขึ้นเป็นจำนวนมากครับ
.
*** รูปศิลปะบนหลักนิมิตทรงกลีบบัวยอดแหลมแบบแผ่น 2 หน้า ยังได้มีการพัฒนารูปศิลปะบน “สันกลางของกลีบบัว” จากที่เคยเป็นสันมุมเตี้ย ๆ ตรงกลางหรือเป็นแผ่นเรียบ กลายมาเป็นสันนูนตรง สันนูนทรงกรวยชะลูดยอดแหลมตามรูปทรงของแผ่นหิน จนได้กลายมาเป็นรูปศิลปะอันงดงามและมีความหมาย   
.
ประมาณกลางพุทธศตวรรษที่ 14 ได้มีการนำคติ “หม้อน้ำบรรจุกอบัวทั้งก้าน ใบและดอก ที่กำลังผลิดอกออกใบ อันเป็นสัญลักษณ์แห่งความเจริญงอกงามและความอุดมสมบูรณ์” ที่เรียกว่า “หม้อน้ำแห่งชีวิต /ปุรณะกลศปูรณะฆฏะ/อมฤตฆฏะ/ภัทรฆฏะ (Pūrṇa-Kalaśa /Pūrṇa-ghạta) ตามรูปสัญลักษณ์นิยมในคติพุทธศาสนา ที่ปรากฏในอินเดียและลังกา มาวางรูปศิลปะบนเชิงตีนของสันกลีบบัวกลางใบเสมา อาจวางบนฐานหรือวางเป็นแม่ลายเริ่มต้น แล้วแตกเป็น “พุ่มบายศรีทรงกรวยชะลูดแหลมขึ้นไปเป็นสันตรงถึงยอด”  ในความหมายของดอกบัว/พรรณพฤกษา เช่นเดียวกับรูปศิลปะที่แตกพุ่มใบออกด้านข้างของปากหม้อครับ   
.
รูปศิลปะของรูปกรวยทรงชะลูดที่ได้เข้ามาแทนรูปสันกลีบบัวเดิม มีการแกะสลักลายละเอียดเป็นกระหนกพรรณพฤกษา/ดอกบัว ที่แตกช่อใบตามคติการเจริญงอกงาม (ที่นำไปสู่ความอุดมสมบูรณ์) แต่หลายหลักหินนิมิต (ใบเสมา) ก็มีลูกเล่นทางศิลปะ บางใบวางหม้อน้ำแตกพุ่มเป็นทรงกรวยบายศรีชะลูด บางใบเสมานำหม้อน้ำและพุ่มดอกบัวไปวางไว้ด้านบน บางใบซ้อนชั้นหม้อน้ำทรงเดียวกันขึ้นไปแตกพุ่มเป็นทรงกรวยแหลมบายศรี หรือต่อเป็นหม้อทรงคนโทชะลูดสูง ซ้อนชั้น ไปจบด้วยยอดดอกบัวตูมกรวยแหลมบายศรี 
.
บางใบ (เสมา) ก็ต่อกรวยหม้อน้ำขึ้นจากปากหม้อโดยไม่มีลวดลาย แต่มีลายคั่นเป็นระยะ ต่อขึ้นไปเป็นกรวยบายศรีแหลมด้านบน จนคล้ายคลึงกับรูปสถูปยอดแหลม บนครั้งก็ประดับรูปธรรมจักร (Dhammacakka)  สัญลักษณ์สำคัญของฝ่ายเถรวาทขนาดเล็กที่ส่วนยอดครับ
.
ประมาณพุทธศตวรรษที่ 15 รูปหม้อน้ำปูรณะฆฏะที่มียอดเป็นกรวยบายศรีและกลีบบัว (ดอกไม้ทรงกรวย) ขึ้นมาจากปากหม้อ ได้ขยายขนาดจากเส้นสันกลางกลีบบัว กลายมาเป็นรูปประดับขนาดใหญ่ขึ้น และบางใบยังได้มีการเปลี่ยนรูปพุ่มดอกไม้ (กรวยแหลม) มาเป็นรูปพุ่มดอกไม้ล้อมธรรมจักร ในความหมายว่าพระธรรม (จักร) จะนำทางชีวิตไปสู่ความเจริญรุ่งเรือง/ความแตกฉานทางปัญญา (พุทธิปัญญา)
.
*** พุทธศิลป์หม้อปูรณะฆฏะและกรวยพุ่มบายศรีบนสันกลีบบัวทรงใบเสมา ตามคติหลักนิมิตของพุทธศาสนาแบบเถรวาท/ทวารวดีอีศาน จะพบได้เฉพาะในเขตภาคอีสาน (ไทย/ลาว/กัมพูชา) เพียงแห่งเดียวในโลกเท่านั้นครับ   
เครดิต ; FB
วรณัย  พงศาชลากร
EJeab Academy

พระพุทธรูปยืนแบบบายนที่ปราสาทหินพิมาย

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก A giver is always beloved.
พุทธศิลป์ “พระพุทธรูปยืนแบบบายน” ประธานแห่งปราสาทหินพิมาย
“จารึกพิมาย 3” (K.397) บนผนังกรอบประตูโคปุระชั้นใน ด้านหน้าฝั่งทิศใต้ของปราสาทหินพิมาย กล่าวว่า ปี 1651 “พระกมรเตงอัญศรีวิเรนทราธิบดีวรมัน” แห่งเมืองโฉกวกุล  (ป่าพิกุล) (Kamarateṇ Añ Śrī Vīrendrādhipativarma of Chok Vakula) ได้สถาปนา “กมรเตงอัญ เสนาบดีไตรโลกยวิชัย” (Kamarateṇ Jagatta Senāpati Trailokyavijaya) ไว้เป็นเสนาบดี (ผู้ดูแล) “พระกมรเตงอัญชคตวิมาย” (Kamarateṇ Jagatta Vimāya)  ทั้งยังกล่าวถึงการขุดตระพัง การถวายข้าพระ ข้าวสาร ถวายกัลปนาที่ดินโดยกำหนดและปักหลักเขตตามทิศต่าง ๆ โดยได้มีการเฉลิมฉลองสมโภชประจำปี “สังวัจฉรปุณณมี” และการถวายข้าพระที่ “ศรีวีเรนทราศรม” (Srī Vīrendrāshram) 
.
ต่อมมาในปี พ.ศ. 1655 ได้มีการถวายสิ่งของ 15 อย่าง รวมทั้งข้าพระ แก่กมรเตงชคตเสนาบดีไตรโลกยวิชัย โดยกมรเตงอัญศรีวีรพรม เพื่ออุทิศถวายแก่ “พระมหากมรเตงอัญศรีธรณินทรวรมเทวะ”  (Śrī Dharaṇīndra Varmadeva) “หรือพระเจ้าธรณินทรวรมันที่ 1 ครับ
เนื้อความของจารึกที่กรอบประตูนี้ ได้กล่าวถึงการสร้างเมืองวิมายปุระ ไว้ว่า “...ศกขึ้น 5 ค่ำ เดือนยี่ วันพุธ ได้สร้างเมือง ณ ที่ดินอันว่างเปล่า (ที่) ศรีวีเรนทราศรม และได้กั้นรั้วล้อมรอบที่ดินนั้น (ถวาย) ข้าพระ (ใน) บัญชีนี้ด้วย แล้วได้มอบให้คนใช้ของกมรเตงอัญเสนาบดีไตรโลกยวิชัยแบ่งกันทำงานเป็นรายปักษ์ (ณ) ศรีวีเรนทราศรมนั้น ให้ดูแลพิธีการนี้ ฯ...” อาจมีความหมายว่า มีการสร้างอาคารที่ปราสาทหินพิมายเพิ่มขึ้นจากเดิม ซึ่งอาจหมายถึงการสร้างอาคารโคปุระและกำแพงล้อมรอบนั่นเอง 
.
จากจารึกและรูปแบบคติความเชื่อ/งานศิลปะในไวษณพนิกาย อาจกำหนดอายุเวลาการสร้างปราสาทหินพิมายในส่วนที่รูปแบบของปราสาทประธานเรือนยอดทรงพุ่มแบบวิมานเชื่อมต่อมณฑปบนฐานขนาดใหญ่นี้ว่า ควรสร้างขึ้นในสมัยของ “พระเจ้าชัยวรมันที่ 6” (Jayavarmandeva VI) ดังที่ปรากฏภาพสลักในคติความเชื่อความนิยมของฝ่ายไวษณพนิกายเรื่องรามายณะและพระกฤษณะ ครับ
.
ส่วนโคปุระและกำแพงชั้นนอก รวมทั้งโคปุระและระเบียงคดชั้นใน คงจะสร้างขึ้นตามหลักฐานจารึก K. 397 ที่ระบุว่ามีการสร้างเมืองในช่วงของพระเจ้าธรณินทรวรรมะเทวะ ซึ่งคงได้มีการก่อสร้างต่อเนื่องมาจนถึง พระเจ้าธรณินทรวรมันที่ 2 ก่อนจะชะลอการก่อสร้างออกไประยะหนึ่งด้วยเหตุผลทางการเมืองรวมถึงความขัดแย้งระหว่างผู้ปกครอง ซึ่งในช่วงการก่อสร้างระยะที่ 2 นี้ มีการใช้หินทรายสีแดงคุณภาพต่ำเขามาแทนที่หินทรายสีขาวแทบทั้งหมด โดยจะใช้หินทรายสีขาวเฉพาะโครงสร้างสำคัญ อย่าง กรอบประตู กรอบหน้าต่าง เสา คานรับน้ำหนัก หน้าบัน เครื่องประดับและรูปประติมากรรม เท่านั้น 
.
*** ข้ามไปจนเมื่อราชสำนักเมืองพระนครเริ่มเสื่อมถอยอำนาจ ราชสำนักอนุวงศ์แห่งเมืองพิมายคงได้ปกครองอยู่ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง จนถึงช่วงปี พ.ศ. 1974 อาณาจักรอยุทธยาทางตะวันตก ได้ยกกองทัพเข้ามาตีเมืองพิมาย ดังปรากฏหลักฐานในข้อความ “จารึกขุนศรีไชยราชมงคลเทพ”  (The Khun Sri jayaRajmongkoldep Inscription) สอดรับกับร่องรอยการรื้อทำลายประตูเมืองและกำแพงเมืองในยุควัฒนธรรมเขมรในเมืองพิมาย อีกทั้งสงครามในครั้งปราบเจ้าพิมาย (กรมหมื่นเทพพิพิธ) ในสมัยพระเจ้ากรุงธนบุรี เมื่อปี พ.ศ. 2311 ก็ล้วนแต่จะได้ความเสียหายแก่เมืองพิมายไม่มากก็น้อยครับ
.
------------------------------
*** คงเป็นการยากที่จะอธิบายได้อยากชัดเจนว่า รูปประติมากรรมสำคัญในห้องครรภคฤหะ  (Garbhagṛha) ของปราสาทประธาน ปราสาทหินพิมาย แต่แรกเริ่มก่อสร้างนั้นจะเป็นรูปอะไร แต่หากลองนำมุมมองของ “คติความเชื่อ” มาพิจารณา เริ่มจากลัทธิฮินดู “ไวษณพนิกาย” (Vaishnavism) ช่วงพระเจ้าชัยวรมันที่ 6 รูปประธานก็ควรเป็นรูปพระวิษณุ (Vishnu/ Viṣṇu) หรือไม่ก็ยังคงเป็นรูปศิวลึงค์บนฐานโยนีแบบตรีมูรติ ดังปรากฏช่องรางน้ำโสมสูตรด้านมุมทิศตะวันออกเฉียงเหนือของห้องครรภคฤหะเพื่อใช้ในพิธีกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับรูปศิงวลึงค์อยู่
.
แต่ดูเหมือนว่า ในช่วงกลางพุทธศตวรรษที่ 17 เป็นต้นมา อนุวงศ์ผู้ปกครองเมืองพิมายได้เปลี่ยนแปลงคติความเชื่อ/ความนิยมมาเป็นพุทธศาสนานิกาย “วัชรยานตันตระ/ตันตระยาน” (Vajrayāna Tantric Buddhism) ได้มีการเปลี่ยนแปลงผังปราสาท รูปบนทับหลังเปลี่ยนมาเป็นพระพุทธเจ้า 5 พระองค์ (ปัญจสุคต/ศรีฆนะ/พระธยานิพุทธเจ้า/ ฌานิพุทธเจ้า/Dhyāni Buddha) พระพุทธเจ้า 7 พระองค์ (สัปตมานุษิพุทธเจ้า) ตามคติฝ่ายมหายาน ทั้งยังปรากฏรูปศิลปะ/คติของ “พระวัชรสัตว์พุทธะ/อาทิพุทธะ/พระมหาไวโรจนะ” (Vajrasattva - Mahāvairocana) นางโยคิณี (Yogini) พระไตรโลกยวิชัย”  (Trilokyavijaya) / จักรสัมวรมณฑล (Cakrasaṃvara) พระคุหยสมาชอักโษภยวัชรมณฑล ฯ ตามคติฝ่ายวัชรยานตันตระ รูปประธานในห้องครรภคฤหะ จึงอาจถูกเปลี่ยนแปลงเป็นมาเป็นพระพุทธรูปนาคปรก ที่ปรากฏพระนามตามจารึก K. 397 ว่า “พระกมรเตงอัญชคตวิมาย” แต่ก็คงได้ถูกรื้อทำลายออกไปจากปราสาทภายหลังการสิ้นอำนาจของราชสำนักเมืองพระนครครับ
.
*** รูปประติมากรรมประธานของปราสาทหินพิมายตั้งแต่ยุคกรุงศรีอยุธยา อาจเป็น “พระพุทธรูปยืนปางประทานอภัย” ที่มีความงดงามในงานศิลปะแบบบายน ช่วงกลางพุทธศตวรรษที่ 18 องค์หนึ่ง ที่ถูกเคลื่อนย้ายมาจากจุดอื่นเข้ามาตั้งประดิษฐานไว้แทนรูปประธานเดิม (หรืออาจถูกย้ายเข้ามาในภายหลัง) โดยวางหันหน้าไปทางตะวันออกไม่หันไปทางทิศใต้ตามทิศด้านหน้าของปราสาทประธาน ดังปรากฏในภาพถ่ายเก่าของหอจดหมายเหตุสำนักฝรั่งเศสปลายบุรพทิศ (Archives EFEO) ในปี พ.ศ. 2496  เป็นพระพุทธรูปยืนสมภังค์ (Samabhaṅga) ยกพระกรทั้งสองขึ้นตั้งฉาก ซึ่งพระหัตถ์ควรปางประทานอภัย/อภัยมุทรา (Abhaya Mudra) ที่เป็นความนิยมในยุคสมัยนั้น
.
พระพุทธรูปยืนองค์นี้มีพุทธศิลป์ที่งดงามแปลกตา และมีเพียงองค์เดียวในงานศิลปะแบบบายนที่พบในเขตเมืองพิมาย จึงอาจเป็นพระพุทธรูปสำคัญอีกองค์หนึ่ง เค้าพระพักตร์ยังคงเป็นใบหน้าของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ( แบบท้องถิ่น) พระเกศาด้านหน้าทำมวยผมกลมก้นหอยตามแบบศิลปะทวารวดีอีศาน แต่มีไรพระศกแบบเขมร ส่วนด้านหลังพระเศียรสลักเป็นเส้นขีดของพระเกศาเรียบ ๆ แตกต่างจากด้านหน้าอย่างชัดเจน ห่มจีวรคลุมตามแบบพระศากยมุนีของฝ่ายมหายาน นุ่งจีวรทบหน้านางแบบเถรวาทประดับลายบัวรวนบนชั้นของผ้าทบ รัดพระองค์เป็นแถบผ้ามีลวดลายดอกไม้มีอุบะพวงระย้าห้อยเป็นระยะ ปั้นเหน่งกลางเป็นตาบสี่เหลี่ยมลายดอกไม้ 8 กลีบ  ปลายชายทบหน้านางโค้งไปเชื่อมรวมต่อกับชายผ้าจีวร ดูผิดไปจากรูปพระพุทธรูปยืนองค์อื่น ๆ ที่ชายผ้าจีวรจะยกรั้งขึ้นสูงกว่าชายผ้าสบงที่ซ้อนกัน 2 – 3 ชั้น ไม่รวมกันครับ  
.
*** คงเป็นการยากที่จะระบุเวลาของการประดิษฐานพระพุทธรูปยืนที่งดงามด้วยศิลปะแบบบายนอันแปลกตาองค์นี้ ว่าจะเริ่มต้นขึ้นเมื่อใดในอดีต แต่อย่างน้อย พระพุทธรูปยืนองค์นี้ก็ได้เคยประดิษฐานเป็นประธานในปราสาทหินพิมาย มาก่อนการบูรณะครั้งใหญ่ในปี พ.ศ. 2507 ก่อนจะถูกย้ายมาเก็บรักษาและจัดแสดงที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพิมาย จนถึงในปัจจุบันครับ
เครดิต : FB
วรณัย  พงศาชลากร
EJeab  Academy

วันศุกร์ที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2564

พระศิวะเล่นกับศกัณฑะกุมาร

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก A giver is always beloved.
ประติมากรรม “พระศิวะเล่นกับพระสกัณฑะกุมาร” ได้กลับคืนสู่กัมพูชาแล้ว
เมื่อวันที่  29 กันยายน ที่ผ่านมา รัฐบาลกัมพูชาโดยกระทรวงวัฒนธรรมและวิจิตรศิลป์และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติกรุงพนมเปญ ได้รับมอบคืนโบราณวัตถุ อันเป็นงานศิลปกรรมชิ้นเอกที่มีความงดงามจำนวน 5 ชิ้น ภายหลังการเจรจากันมานานถึง 3 ปี จากครอบครัวของนายดักลาส แลตช์ฟอร์ด (Douglas Latchford) นักสะสมโบราณวัตถุชาวอังกฤษที่ได้ล่วงลับไปแล้ว 
.
แลทช์ฟอร์ดถึงแก่กรรมในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา สิริรวมอายุได้ 89 ปี เขาได้ตามกว้านซื้อโบราณวัตถุชิ้นสำคัญ ลักลอบนำออกจากประเทศไทยและกัมพูชามาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2493 จนถึงปี พ.ศ. 2503 ครับ   
.
ในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2562  เขาได้ถูกตั้งข้อหาโดยสำนักงานอัยการสหรัฐ ฯ  ในข้อหาปลอมใบกำกับสินค้าและเอกสารอื่น ๆ เพื่อขายโบราณวัตถุให้กับพิพิธภัณฑ์ บริษัทประมูลและผู้ค้างานศิลปะหลายราย ในตลาดการค้าโบราณวัตถุ 
.
*** โบราณวัตถุชิ้นเด่นในการส่งมอบคืนจากครอบครัวแลทช์ฟอร์ดในครั้งแรกนี้ คือ รูปประติมากรรม “พระศิวะเล่นกับพระสกัณฑะกุมาร” (Shiva playing with Skanda) พระราชโอรสของพระองค์ ซึ่งเป็นงานศิลปะลอยตัวอันโดดเด่น จากการปรากฏบนหน้าปกหนังสือ “Adoration and Glory :The Golden Age of Khmer Art”  ที่รวบรวม/เขียนโดย นางเอมม่า ซี บังเกอร์  (Emma C. Bunker) และ ดักลาส แลตช์ฟอร์ด มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2547
.
รูปศิลปะแสดงภาพของพระศิวะที่กำลังประทับ (นั่ง) สวดภาวนา (บำเพ็ญตบะ) ได้ถูกพระกุมารน้อยเข้ามาหยอกล้อ ด้วยการจับพระหัตถ์ทั้งสอง จนพระศิวะต้องผ่อนคลายพระหัตถ์และความเคร่งเครียดลงครับ
.
*** รูปประติมากรรมพระศิวะเล่นกับพระสกัณฑะกุมาร ถูกโจรกรรมไปจากปราสาทบริวาร ในกลุ่มปราสาทอิฐ 5 หลังของ “ปราสาทกระจับ” หรือ “ปราสาทกรอจับ” (Prasat Krachap) ที่ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของบารายระฮัล บารายกลางเมือง “โฉกครรกยาร์” (Chok Gargya) หรือเกาะแกร์ (Koh Ker) มีกำแพงล้อมสองชั้น ชั้นในมี "โคปุระรูปกากบาท" ทางด้านหน้าและด้านหลัง ปีกทั้งสองข้างเป็นเสาอาคารรองรับหลังคาโครงสร้างไม้ ปลายของทั้งสองฝั่ง เป็นกำแพงศิลาแลง ด้านบนเป็นหลังคาหน้าจั่วขนาดใหญ่มีช่องสำหรับเข้าไม้คานหลังคา ด้านนอกจั่วสลักเป็นรูป “พระยมทรงกระบือ” เทพประจำทิศใต้ รายล้อมด้วย “ลายก้านขด” และ “ลายก้านขดรัดคู่” อันเป็นเอกลักษณ์ของศิลปะเกาะแกร์  
.
ปราสาทกระจับเป็นศาสนสถานสำคัญในรัชสมัยของพระเจ้าชัยวรมันที่ 4 ที่อาจถูกสร้างขึ้นเพื่อใช้ในการพิธีการประกอบพิธีกรรมสถาปนา “เทวราชา” (Devarāja) ขึ้นเป็นสกลกษัตริย์แห่งอาณาจักรกัมพุชะเทศะ ตามคติไศวะนิกาย (Shivaite) ในปี พ.ศ.1471 (Śaka 850) ตามความที่ปรากฏในจารึก เสามุขหน้าของโคปุระตะวันตก (K.183-1) ที่กล่าวถึงความสัมพันธ์ของพระองค์ที่มีสิทธิอันชอบธรรมในการสืบทอดพระราชบัลลังก์มาจากยุคนครหริหราลัย/ร่อรัว (Hariharalaya /Roluos) และกล่าวถึงการถวายข้าทาสกัลปนา จาก “สฺรุกฺ/ชุมชน” (Sruk) จากดินแดนทั่วอาณาจักรกัมพุชะเทศะ แด่ “พระ (ศิวลึงค์) ศรีตรีภูวนาเทวะ/แห่งองค์พระศิวะ” (Śrī Tribhuvanadeva) ผู้เป็นใหญ่ครับ        
.
ปราสาทกระจับ ได้รับสมญานาม “ปราสาทแห่งจารึก” ด้วยเพราะปรากฏจารึกบนเสาและกรอบทั้ง 4 ด้านของอาคารโคปุระ มากถึง 38 หลัก โดยเฉพาะโคปุระฝั่งตะวันตก แต่หลักที่ 2 (K.183-2) จนถึงหลักที่ 38 (K. 183-38) ล้วนแต่แสดงแสดงรายชื่อข้าทาสทำงาน ผู้คนชายหญิงและเด็ก (Gho,Gvāl,Tai,Tai Rat,Lap), จำนวนกว่า 11,000 คน จากสฺรุก/ชุมชนที่ปรากฏชื่อนามในจารึกเป็นจำนวนมาก  มาทำหน้าที่ต่าง ๆ รวมทั้งการถวายปศุสัตว์ สิ่งของ ผลผลิตและที่นา     
.
*** การได้รับรูปประติมากรรมพระศิวะเล่นกับพระสกัณฑะกุมาร จากปราสาทกระจับ เมืองเกาะแกร์ ที่ได้ถูกโจรกรรมออกไปเมื่อนานกว่า 60 ปีที่แล้ว คืนกลับมา จึงเป็นเรื่องที่น่าแสดงความยินดีกับชาวกัมพูชายิ่งนักครับ
เครดิต : FB
วรณัย  พงศาชลากร
EJeab  Academy