วันอังคารที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2563

พระประธานพระวิหารวัดอรุณฯ

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก ยิ่งให้ยิ่งได้ ยิ่งหวงยิ่งอด เราไม่หวงเราไม่อด หมดเดี๋ยวก็มา

พระพุทธ​ชัม​ภู​นุ​ท​มหาบุรุษ​ลักขณา​อ​สี​ต​ยา​นุ​บพิตร
พระประธาน​พระวิหาร
วัดอรุณ​ราช​วรา​ราม
พระประธาน​พระวิหารวัดอรุณราชวรารามนี้​ เป็นพระพุทธรูป​ที่พระ​บาท​สมเด็จ​พระ​นั่ง​เกล้า​เจ้า​อยู่​หัว​ทรง​สร้าง​ พร้อมกันกับพระประธาน​พระอุโบสถ​วัด​สุทัศน​เทพ​วรา​ราม
ใน​พ.ศ.2496 ได้เห็นแสงรัศมีลอยฉวัดเฉวียนที่องค์​พระพุทธรูป​ สมเด็จพระพุฒาจารย์​ (วน)​ เจ้าอาวาสได้ให้พระครูปลัดสุตวัฒน์และใบฎีกาเจริญ​ ขึ้นไปดูที่พระเศียรพบว่าพระเกตุถอดออกได้​  ภายในพระเศียรพบพระโกศซ้อนกัน​ 3​ ชั้น​ พระโกศชั้นนอกสูง​ 6​ นิ้วเป็นพระโกศเงินลงยา​ พระโกศชั้นกลางเป็นพระโกศนาก​ พระโกศชั้นในเป็นพระโกศทองคํา​ลงยา​ราชาวดี​ ฝังพลอยแดงเขียว​ ที่ยอดฝาฝังเพชรซีก​ ภายในพระโกศทองคํา​พบพระ​บรมสารี​ริก​ธาตุ​ 4​ องค์​ องค์​หนึ่งขนาดเม็ดถั่วแตก​ องค์หนึ่งขนาดเม็ดพันธุ์​ผักกาด​ อีก​ 2​ องค์​ขนาดเม็ดข้าวสารหัก​ มีวรรณ​ะสีพิกุล​แห้งและทองอุไรอ่อน
ในสมัยโบราณ​  ก็เคยมีผู้เห็นพระบรมธาตุ​เสด็จไปมาระหว่างพระปรางค์​ใหญ่กับพระวิหารนี้

วันศุกร์ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2563

ชื่อเต็มกรุงเทพมหานคร

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก ยิ่งให้ยิ่งได้ ยิ่งหวงยิ่งอด เราไม่หวงเราไม่อด หมดเดี๋ยวก็มา

#ไกด์รักษ์ไทย
#LifeIsJourney
#ชื่อเต็มกรุงเทพ
วันจันทร์ที่ 18 ธันวาคม 2560
ผมชอบร้องเพลงให้นักท่องเที่ยวฟัง
เพลงที่ร้องคือ กรุงเทพฯครับ
(169 ตัวอักษร)
#กรุงเทพมหานคร อมรรัตนโกสินทร์ มหินทรายุธยามหาดิลก ภพนพรัตน์ ราชธานีบุรีรมย์ อุดมราชนิเวศน์ มหาสถาน อมรพิมาน อวตารสถิต สักกะทัตติยะ วิษณุกรรมประสิทธิ์
ความหมาย : พระนครอันกว้างใหญ่ดุจเทพนคร เป็นที่สถิตของพระแก้วมรกต เป็นนครที่ไม่มีใครรบชนะได้ มีความงามอันมั่นคงและเจริญยิ่ง เป็นเมืองหลวงที่บริบูรณ์ด้วยแก้วเก้าประการ น่ารื่นรมย์ยิ่ง มีพระราชนิเวศใหญ่โตมากมาย เป็นวิมานเทพที่ประทับของพระราชาผู้อวตารลงมา ซึ่งท้าวสักกเทวราชพระราชทานให้พระวิษณุกรรมลงมาเนรมิตไว้
In the official English romanisation, this is certified as the longest place name in the world in the Guinness book of records. It's pronounced something like:
"Krung Thep Mahanakhon Amon Rattanakosin Mahinthara Ayuthaya Mahadilok Phop Noppharat Ratchathani Burirom Udomratchaniwet Mahasathan Amon Piman Awatan Sathit Sakkathattiya Witsanukam Prasit"
City of Angels, Great City of Immortals,
Magnificent City of the Nine Gems, Seat of the King,
City of Royal Palaces, Home of the Gods Incarnate,
Erected by Visvakarman at Indra's Behest.
.....................................................
ยังมีสาระเรื่องราวดี ๆ ที่อยากเล่าตามมาดูเราได้ที่ ;
My blogs link 👆
https://sites.google.com/site/dhammatharn/
http://abhinop.blogspot.com
http://abhinop.bloggang.com
.....................................................
ททมาโน ปิโยโหติ #ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก
A giver is always be love.
.....................................................


พระพุทธไสยาสน์วัดป่าโมก

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก ยิ่งให้ยิ่งได้ ยิ่งหวงยิ่งอด เราไม่หวงเราไม่อด หมดเดี๋ยวก็มา
พระพุทธไสยาสน์ ประดิษฐาน ณ วัดป่าโมกวรวิหาร เลขที่ ๑ หมู่ที่ ๔ ถนนป่าโมกราษฎร์บำรุง ริมแม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งตะวันตก ตำบลป่าโมก อำเภอป่าโมก จังหวัดอ่างทอง
   พระพุทธไสยาสน์วัดป่าโมก ถือได้ว่าเป็นพระพุทธไสยาสน์ที่งดงามมากองค์หนึ่งของประเทศไทย มีความยาวจากพระเมาลี ถึงปลายพระบาท ๒๒.๕๘ เมตร วัสดุก่ออิฐถือปูนปิดทอง เป๋็นของเก่าแก่คู่กันมากับวัด
   พระองค์นี้ สันนิษฐานว่าสร้างในสมัยสุโขทัย มีประวัติความเป็นมาน่าอัศจรรย์โดยเล่าขานมาว่าได้ลอยน้ำมาจมอยู่หน้าวัด ชาวบ้านบวงสรวงแล้วชักลากขึ้นมาไว้ที่ริมฝั่งแม่น้ำ นอกจากนี้ยังมีตำนานเล่าขานเกี่ยวกับองค์พระพุทธไสยาสน์ว่าเป็น พระพุทธรูปพูดได้ โดยมีการจารึกผู้บันทึกก็คือ เจ้าคุณพระปาโมกข์มุนี ( เจิม อิสฺสโร ) อดีตเจ้าอาวาสวัดป่าโมกวรวิหาร 
   ตำนานเรื่องพระนอนพูดได้เกิดขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ เมื่อครั้งเกิดอหิวาตกโรคระบาดในบ้านป่าโมกตามลิขิต ของเจ้าคุณพระปาโมกข์มุนีเมื่อครั้งยังเป็นพระครูป่าโมกขมุนี ได้บันทึกไว้พอสรุปได้ว่า 
   เมื่อ พ.ศ.๒๔๔๘ พระภิกษุโต พระในวัดป่าโมกป่วยหนักด้วยโรคอหิวาต์ หมอที่ไหนก็รักษาไม่หาย ขณะนั้นอุบาสิกาเหลียน หลานสาวของพระโตซึ่งอยู่ที่บ้านเอกราช แขวงป่าโมก ก็จนปัญญาจะไปหาหมอยามารักษาพระโต ซึ่งมีศักดิ์เป็นลุงของสีกาเหลียน สีกาเหลียนจึงมาตั้งสัตยาธิษฐานต่อพระพุทธไสยาสน์ และมีเสียงออกมาจาก พระอุระของพระพุทธไสยาสน์บอกตำรายาแก่สีกาเหลียน แล้วจึงนำใบไม้ต่างๆ ที่ว่าเป็นยามาต้มให้พระโตที่อาพาธฉัน พระโตก็หายเป็นปกติ
   จากนั้นสีกาเหลียนจึงนำเหตุอัศจรรย์มาแจ้งต่อพระครูปาโมกขมุนีและพระที่วัดป่าโมก แต่พระครูป่าโมกขมุนียังไม่เชื่อ จึงได้ให้พระสงฆ์ โยมวัด และศิษย์วัดรวม ๓๐ คน โดยมีสีกาเหลียนไปด้วย พระครูป่าโมกขมุนีให้จุดไฟรอบวิหารพระนอนเพื่อดูว่ามีใครมาทำโพรงหลังพระนอนแล้วแอบซ่อนมาพูดกับสีกาเหลียนหรือไม่ แต่พระสงฆ์และโยมวัดก็ไม่พบสิ่งผิดปกติใดๆ ทั้งสิ้น วันต่อมาสีกาเหลียน พระครูปาโมกขมุนี พระสงฆ์และโยมวัดรวม ๓๐ คน พากันเข้ามาในวิหารพระนอน สีกาเหลียนจุดธูปเทียนและถวายหมากพลูแก่พระพุทธไสยาสน์ ก็เกิดเหตุอัศจรรย์ คือหมากพลูที่สีกาเหลียนถวายหายไปในเวลา ๒ นาที พระครูปาโมกขมุนีและพยานทั้งหลายประสบกัยเหตุอัศจรรย์ แต่ก็ยังไม่เชื่อ สีกาเหลียนจึงได้อาราธนาพระพุทธไสยาสน์ให้พูดคุยกับพระครูปาโมกขมุนี ปรากฏว่าก็เกิดเสียงจากพระอุระของพระพุทธไสยาสน์อีก โดยในวันนั้นพระครูปาโมกขมุนีได้ไต่ถามพระพุทธไสยาสน์เกี่ยวกับสารทุกข์สุกดิบและเครื่องยาที่รักษาผู้ป่วยโรคอหิวาต์ พระพุทธไสยาสน์ก็ตอบคำถามที่พระครูปาโมกขมุนีถามทุกประการ
   ต่อมาใน วันที่ ๑๖ ธันวาคม พ.ศ.๒๔๔๘ เมื่อเวลา ๔ ทุ่ม สีกาเหลียน พระครูป่าโมกขมุนี พระสงฆ์และโยมวัด รวมแล้วมีทั้งหมด ๓๕ คน ได้เข้าไปตรวจดูในวิหารพระนอนอีกครั้ง ก็ไม่พบพิรุธใดๆ ทั้งสิ้น สีกาเหลียนจึงบอกกล่าวกับพระพุทธไสยาสน์ว่า พระครูป่าโมกขมุนีอยากคุยด้วยอีก ก็เกิดเหตุการณ์อัศจรรย์ขึ้นอีกครั้ง คราวนี้พระครูปาโมกขมุนีได้ได้ถามพระพุทธไสยาสน์ว่าจะบูรณะปฏิสังขรณ์องค์พระและวิหารขึ้นใหม่ ก็บังเกิดเสียตอบรับมาจากพระอุระของพระนอนอีก โดยพระพุทธไสยาสน์เกิดความยินดีที่พระครูป่าโมกขมุนีจะบูรณะปฏิสังขรณ์องค์พระนอนและวิหาร พระครูปาโมกขมุนีจึงได้เขียนจดหมายนี้เพื่อทูลเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาวชิราวุธฯ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว  รัชกาลที่ ๖ ครั้งทรงเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร แต่พระองค์มิได้เสด็จประทับอยู่ ณ ที่นั้น จึงยังมิได้ถวายจดหมาย
   เมื่อครั้งล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ ๕ เสด็จแวะมาทรงนมัสการพระพุทธไสยาสน์ วัดป่าโมก ได้ทรงพระราชนิพนธ์เกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้ว่า " มีอำแดงคนหนึ่งไปบอกหลวงพ่อพระนอน ขอให้ช่วยรักษาลุงซึ่งป่วย พระนอนนั้นบอกตำรายา แต่มิได้ตอบทางพระโอษฐ์เสียงก้องออกมาจากพระอุระ พระครูไม่เชื่อจึงได้ลองพูดดูบ้าง ก็ได้รับคำตอบทักทายเป็นอันดี แต่นั้นมาพระครูได้รักษาไข้เจ็บป่วยด้วยยานั้น เป็นอะไรๆ ก็หาย ห้ามมิให้เรียกขวัญข้าวค่ายา นอกจากหมากคำเดียว " 
โคลงพระราชนิพนธ์ ในสมัยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ รัชกาลที่ ๓๑ แห่งอาณาจักรอยุธยา เรื่องการชะลอพระพุทธไสยาสน์ เมื่อครั้งทรงเป็นกรมพระราชวังบวรสถานมงคล ได้ทรงพระราชนิพนธ์ถวายสมเด็จพระที่นั่งท้ายสร พระบรมเชษฐาธิราช เป็นจำนวนโคลง ๖๙ บท มีสำนวนตามบทที่ ๒ ดังนี้
  ตะวันลงตรงทิศทุกัง       แทงสาย 
เซราะฝั่งพงรหุรหาย         รอดน้ำ 
ขุดเขื่อนเลื่อนทลมทลาย  ริมราก 
ผนังแยกแตกแตนซ้ำ         รูปร้าวปฏิมา 

วันพฤหัสบดีที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2563

ทำบุญอุทิศ

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก ยิ่งให้ยิ่งได้ ยิ่งหวงยิ่งอด เราไม่หวงเราไม่อด หมดเดี๋ยวก็มา
เรื่อง ทำบุญให้คนตาย
บุญกุศลที่ส่งถึงญาติที่ล่วงลับ ใช่ว่าจะได้รับกันง่ายๆ ทุกคน ... หลวงปู่เทสก์เล่าให้ฟัง เปรตชนิดเดียวที่รับส่วนบุญได้
ทำบุญให้ผู้ตายนี้ท่านแสดงไว้ว่ายากนักผู้ที่ตายจะได้รับ เหมือนกับงมเข็มอยู่ในก้นบ่อ แต่ผู้ยังมีชีวิตอยู่ก็ชอบทำ นับว่าเป็นความดีของผู้นั้นอย่างยิ่ง ท่านเปรียบไว้ สมมติว่าบุญที่ทำลงไปนั้นแบ่งออกเป็น ๑๖ ส่วน แล้วเอาส่วนที่ ๑๖ นั้นมาแบ่งอีก ๑๖ ส่วน ผู้ตายไปจะได้รับเพียง ๑ ส่วนเท่านั้น ฟังดูแล้วน่าใจหาย
เพราะฉะนั้น เราทั้งหลายจึงไม่ควรประมาท ในเมื่อยังมีชีวิตอยู่นี้ สิ่งใดควรจะทำให้รีบทำเสีย ตายแล้วเขาทำบุญไปให้ไม่ทราบว่าจะได้รับหรือไม่ ถึงแม้ได้รับก็น้อยเหลือเกิน เพราะคนตายไปแล้ว เขาเรียกว่าเปรต ไม่ได้เรียกว่า บิดา มารดา ป้า น้า อา ครูบาอาจารย์ อย่างเมื่อเป็นมนุษย์อยู่นี้หรอก ในบรรดาเปรตเหล่านั้น มี ๑๑ พวก มีจำพวกเดียวที่จะได้รับส่วนบุญที่คนยังมีชีวิตอยู่อุทิศไปให้ เรียกว่า ปรทัตตูปชีวีเปรต เปรตจำพวกนี้ได้รับทุกข์ร้อนลำบากมาก เพราะในเปรตโลกนั้น ไม่มีการทำนาค้าขาย แม้แต่ขอทานก็ไม่มี
ฉะนั้นเปรตจำพวกนี้แหละ มนุษย์คนที่ยังเป็นอยู่อุทิศไปให้จึงจะได้รับ เปรตนอกนั้นแล้วไม่ได้รับเลย เช่น ตายไปเกิดเป็นมนุษย์ก็ไม่ได้รับ นับประสาอะไร บางทีสามีภรรยานอนอยู่ด้วยกันแท้ๆ ฝ่ายหนึ่งทำบุญขอให้อีกฝ่ายหนึ่งอนุโมทนาด้วย ก็ไม่รับ พวกที่ไปเกิดเป็นเดรัจฉานยิ่งไปกันใหญ่ ไปเกิดในนรกหมกไหม้ทุกขเวทนามาก ทำบุญอุทิศไปให้ก็ไม่รู้อะไร เพราะกำลังเสวยผลกรรมอันนั้นอยู่ หรือไปเกิดเป็นเทวดาชั้นใดชั้นหนึ่งก็เหมือนกัน เขากำลังเสวยผลบุญของเขาอยู่ เขาจะมาเอากุศลผลบุญของเราได้อย่างไร
ธรรม คือ ของจริงของแท้
โอวาทธรม หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี
เครดิต; FB อมตะธรรม ประเทศไทย

พระธาตุไชยา

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก ยิ่งให้ยิ่งได้ ยิ่งหวงยิ่งอด เราไม่หวงเราไม่อด หมดเดี๋ยวก็มา
พระบรมธาตุไชยา “จันทิศรีโพธิ์” แห่งศรีวิชัย-ไศเลนทรา 
ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 12 อิทธิพลของงานพุทธศิลป์ตามคติความเชื่อของนิกายมหายาน  (Mahāyāna Buddhism) จากยุคราชวงศ์คุปตะ (Gupta Dynasty) ในอินเดียเหนือ ราชวงศ์จาลุกยะ (Early Chalukya Dynasty) ในแคว้นอานธระประเทศ (Andhra Pradesh) เขตที่ราบสูงเดกข่านฝั่งตะวันออก (Eastern Deccan Plateau) และราชวงศ์วากาฏกะ (Vākāṭaka  Dynasty) เขตเดกข่านฝั่งตะวันตก ได้เริ่มเข้ามาสู่ ดินแดนคาบสมุทรมาลายู (Malay Peninsula) คาบสมุทรสุวรรณทวีป (Suvarṇadvīpa) และยวาทวีป (Yavadvīpa)  ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตามกระบวนการ “อินเดีย-ภารตะภิวัฒน์” (Indianization)
ในจดหมายเหตุภูมิศาสตร์ของ “คลอดิอุส ปโตเลมี” (Claudius Ptolemy’s Geography) ที่เขียนขึ้นในช่วงต้นพุทธศตวรรษที่ 8 ปรากฏชื่อนาม “ไครเส เคอโซเนอโซส” (Chrysḗ Chersónēsos - Chryse Chersonese) ในภาษากรีก ที่หมายถึง “ดินแดนแห่งทองคำทางตะวันออก” หรือชื่อนาม “สุวรรณภูมิ” (Suvaṇṇabhūmi)  หรือ “สุวรรณทวีป” (Suvarṇadvīpa ) ในวรรณกรรมของฝ่ายอินเดีย และเส้นทางการค้าทางทะเลในยุคเริ่มแรก ที่จะเริ่มต้นจากปากแม่น้ำคงคา  ผ่านเมืองสะเทิมในอ่าวเมาะตะมะ – เมาะตะบัน มาที่เมืองท่าชื่อตักโกลา (Takola) หรือตะกั่วป่าเป็นท่าเรือแรกของดินแดนไครเส เคอร์โสนีส  ซึ่งในทางภูมิศาสตร์แล้ว จุดที่จะใช้ในการดินทางข้ามคาบทวีปมาลายู-ยวาทวีป จากเมืองท่าตักโกลาในฝั่งทะเลอันดามัน จะมาบรรจบกับเมืองท่าทางตะวันออกในฝั่งทะเลอ่าวไทยที่เมือง “ศรีโพธิ หรือ ไชยา”
งานศิลปะตามคติความเชื่อของนิกายมหายาน จึงได้มาเริ่มต้นเป็นครั้งแรก ๆ บนคาบสมุทรมาลายูที่เมืองไชยา พร้อม ๆ กับดินแดน “กฏาหทวีปะ” (เมืองเกดะห์ หรือเคด้าห์ มาเลเซีย) ดินแดนหมู่เกาะสุมาตรา (Sumatra - Pulau Ameh) ดินแดนจามปาและดินแดนปากแม่น้ำโขงในวัฒนธรรมออกแอว (Óc Eo)   
ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 13 จึงเริ่มปรากฏอิทธิพลพุทธศาสนาในนิกาย “วัชรยาน” (Vajrayāna) หรือ “มหายานตันตระ” (Mahāyāna –Tantra)  “พุทธตันตระยาน”  (Tantric Buddhism) หลังสมัยคุปตะในอินเดียเหนือ จากความนิยมของราชวงศ์วรรธนะ (Vardhana Dynasty) ต่อด้วยราชวงศ์ปาละ (Pala Dynasty) ในแคว้นพิหาร – เบงกอล (อินเดียเหนือ-ตะวันออก) เข้ามาสู่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
จารึกเกตุกัน บูกิต (Kedukan Bukit) จารึกตาลัง ตูโว (Tarang Tuwo) และจารึก โกตา การ์ปูร์ (Kota Kapur) ในช่วงต้นพุทธศตวรรษที่ 13  ได้กล่าวถึงกลุ่มเมืองจากคาบสมุทร ที่นิยมคติพุทธมหายาน-วัชรยาน (ในความสนับสนุนของราชวงศ์ปาละ) ได้ยกกองทัพเรือลงไปตีเมืองในหมู่เกาะทางใต้จากสุมาตราไปจนถึงเกาะชวา ขยายอิทธิพลทางการเมืองและคติความเชื่อลงมายังหมู่เกาะ ที่เคยอยู่ในอิทธิพลของกลุ่มราชวงศ์สัญชัย (Sanjaya) ที่นิยมคติฮินดูในยุคก่อนหน้า
ในช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 13 ถึงต้นพุทธศตวรรษที่ 14   จึงเกิดมีนครศรีวิชัย-ศรีโพธิ์ขึ้นครั้งแรกที่เมืองท่าไชยา บนคาบสมุทรยวาทวีป ภายใต้การปกครองของ “ราชวงศ์ไศเลนทรา”  (Śailendra Dynasty) ดังที่ปรากฏพระนาม “...พระเจ้าศรีมหาราชา ....พระราชาผู้เป็นเจ้าแห่งกรุงศรีวิชัย ผู้อยู่เหนือเหล่าพระราชาของแคว้นโดยรอบทั้งหมดบนพื้นพิภพ...” ในจารึกเสมาเมือง จารด้วยอักษรหลังปัลลวะ ในภาษาสันสกฤต ที่พบในเขตจังหวัดสุราษฎร์ธานี (หรือนครศรีธรรมราช)  เมืองศรีวิชัยที่ไชยาคงเป็นใหญ่เหนือนครอื่น ๆ บนคาบสมุทรและหมู่เกาะชวากลาง นิยมใช้อักษรและภาษาแบบอินเดียอยู่ระยะหนึ่ง ก่อนเปลี่ยนความนิยมมาใช้อักษรชวาโบราณและอักษรกวิ ตามแบบพื้นเมือง  ตั้งแต่สมัยพระเจ้าชยนาศะ พระเจ้าวิษณุ พระเจ้าอินทรา จนมาถึงพระเจ้าสามาลาตังกะ ผู้สร้าง “ชินาลายา” (Jinalaya) หรือมหาเจดีย์บุโรพุทโธ (Candi Borobudur) ในช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 14
------------------------------
*** ในช่วงต้นพุทธศตวรรษที่ 15 กลุ่มนครรัฐศรีวิชัยที่ยังมีศูนย์กลางราชสำนักไศเลนทราอยู่บนเกาะชวา ได้สร้าง “จันทิ” (Candi) หรือ “กุฎี” ขึ้นที่เมืองศรีวิชัย-ศรีโพธิ์ (ชิ-ลิ-โพ-ชิ) (วัดพระบรมธาตุไชยาราชวรวิหาร  ตำบลเวียง อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี) เป็นประธานของพุทธสถาน รูปทรงปราสาทหลังเดี่ยว เรือนธาตุเป็นมีผังรูปกล่องสี่เหลี่ยม (Cella) ขนาดไม่ใหญ่นัก ก่อด้วยอิฐ ตามสถาปัตยกรรมนิยมของราชวงศ์ไศเลนทรา ประดับเสาหลอกที่มุมทั้ง 4 ด้าน กลางผนังมีมุขยื่นออกทั้ง 4 ทิศ ทำให้กลายเป็นอาคารแผนผังรูปกากบาท ตั้งบนฐานประทักษิณแผนผังสี่เหลี่ยมจัตุรัส ที่ยกเป็นเรือนสูงประดับด้วยเสาอิง ด้านหน้าฐานทำเป็นบันไดทางขึ้นเพียงด้านเดียว  
ชั้นหลังคายกเป็นวิมานย่อส่วนซ้อนชั้น ลดหลังแบบอินเดียใต้ขึ้นไป 3 ชั้น  ซุ้มประตูมุขทางเข้าด้านหน้า ประดับแง่งแหลมรูปหัวตัวมกรที่มุมของเรือนวิมานแต่ละชั้น วาง “สถูปิกะ” (Stupika) บนฐานปัทม์ขนาดเล็ก องค์ระฆังรัดอกด้วยเส้นลวดสังวาล เป็นเครื่องประดับอยู่ที่มุมทั้ง 8 (มุมเรือนวิมานและเหนือหลังคามุขซุ้มบัญชร) ส่วนยอดสุดแต่เดิมนั้นคงเป็นรูปพระสถูปใหญ่ในคติความหมายศูนย์กลางของมณฑลจักรวาลมันดารา-มัณฑละ (Mandala Universe) หรือ “พุทธเกษตร” (Buddha Kaset) 
รูปแบบทางสถาปัตยกรรมโดยรวมของ จันทิศรีโพธิ์หรือพระบรมไชยาในภายหลัง คล้ายคลึงกับ “จันทิบูบราห์” (Candi Bubrah)  ในเขต“อุทยานทางโบราณคดีพรัมบานัน” (Prambanan Archacological Park)  ที่สร้างขึ้นประมาณช่วงต้นพุทธศตวรรษที่ 14   “จันทิเมนดุต” (Candi Mendut) ที่สร้างขึ้นโดย “พระเจ้าสามาลาตังกะ” (Samaratungga) และจันทิปะวน (Candi Pawon) ที่สร้างขึ้นในช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 14 ก่อนมีการสร้างจันทิบุโรพุทโธขึ้น 
แต่ด้วยรูปแบบของการยกมุขที่มีการประดับหน้าบันออกมาจากผนังทั้ง 4 ด้านอย่างชัดเจน รวมทั้งการประดับสถูปิกะบนหลังคาของมุขแต่ละด้านของจันทิศรีโพธิ์-พระบรมธาตุไชยา มีความคล้ายคลึงกับการจัดวางผังของ “จันทิกะลาสัน” (Candi Kalasan) และ “จันทิเซวู”  (Candi Sewu) หรือ “มัญชุศรีคฤหะ” (Manjusrigrha) ศาสนสานในคติพุทธวัชรยานขนาดใหญ่ ที่สร้างขึ้นในช่วงต้นพุทธศตวรรษที่ 15 ที่ให้ความสำคัญกับการจัดวางแบบแผนมณฑลมันดารา-มันฑละ ที่ประทับของพระชินพุทธะ 5 พระองค์  “ปัญจสุคต-ปัญจชินะ” (Paῆca Sugatā - Paῆca jina Buddhas) หรือ “พระธยานิพุทธเจ้า–ฌานิพุทธเจ้า” (Dhyāni Buddha) ตามคติของฝ่ายวัชรยานที่นิยมในราชวงศ์ปาละ 
--------------------------------
*** ในช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 15 ราชสำนักไศเลนทราคงได้ย้ายกลับจากเกาะชวามาที่เมือง “คาฑารัม” (Kaḍarām) หรือ เมืองเกดะห์-เคด้าห์ ในประเทศมาเลเซียเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนถูกโจมตีและทำลายโดยกองทัพเรือของพระเจ้าราเชนทราที่ 1 (Rājendra) แห่งจักรวรรดิโจฬะ (Chola Empire) ในช่วงปี พ.ศ.1568  ตรงกับยุคของ “พระเจ้าสังกรมาวิชยศตุงคะวรมัน” (Saṅgrāma-vijayottuṅgavarman) นำไปสู่การสิ้นสุดของราชวงศ์ไศเลนทราที่มีความนิยมในนิกายวัชรยาน  พร้อมกับเมืองศรีโพธิ์-ศรีวิชัย ตามความที่ปรากฏใน "จารึกตัณจาวูร์" (Thanjavur Inscription) 

เครดิต; FB
วรณัย  พงศาชลากร
EJeab  Academy
เพราะทุกที่มีเรื่องราวและเรื่องเล่า

วันพุธที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2563

อายุเทวดา

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก ยิ่งให้ยิ่งได้ ยิ่งหวงยิ่งอด เราไม่หวงเราไม่อด หมดเดี๋ยวก็มา
อายุเทวดา    
     50 ปีของมนุษย์ เท่ากับ 1 คืน 1 วันของเทวดาเหล่าจาตุมหาราชิกา โดย 500 ปีทิพย์คืออายุโดยประมาณของเทวดาจาตุมหาราชิกา...
     100 ปีของมนุษย์ เท่ากับ 1 คืน 1 วันของเทวดาเหล่าดาวดึงส์ โดย 1,000 ปีทิพย์คืออายุโดยประมาณของเทวดาเหล่าดาวดึงส์...
     200 ปีของมนุษย์ เท่ากับ 1 คืน 1 วันของเทวดาเหล่ายามา โดย 2,000 ปีทิพย์คืออายุโดยประมาณของเทวดาเหล่ายามา...
     400 ปีของมนุษย์ เท่ากับ 1 คืน 1 วันของเทวดาเหล่าดุสิต โดย 4,000 ปีทิพย์คืออายุโดยประมาณของเทวดาเหล่าดุสิต...
     800 ปีของมนุษย์ เท่ากับ 1 คืน 1 วันของเทวดาเหล่านิมมานรดี โดย 8,000 ปีทิพย์คืออายุโดยประมาณของเทวดาเหล่านิมมานรดี...
     1,600 ปีของมนุษย์ เท่ากับ 1 คืน 1 วันของเทวดาเหล่าปรนิมมิตวสวัตดี โดย 16,000 ปีทิพย์คืออายุโดยประมาณของเทวดาเหล่าปรนิมมิตวสวัตดี...
__________________________________
ที่มา: เรียบเรียงจากพระไตรปิฎกและอรรถกถาแปล ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 34 (พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ภาค 1 เล่ม 3 มหาวรรค อุโปสถสูตร ข้อ 510), 2559, น.388-399

เห็นกรงจักรเป็นดอกบัว

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก ยิ่งให้ยิ่งได้ ยิ่งหวงยิ่งอด เราไม่หวงเราไม่อด หมดเดี๋ยวก็มา
เห็นกรงจักรเป็นดอกบัว
       ในอดีตกาล ครั้งศาสนาพระกัสสปทศพล ในเมืองพาราณสีเศรษฐีมีทรัพย์ ๘๐ โกฏิมีบุตรคนหนึ่ง ชื่อมิตตวินทุกะ มารดาบิดาของมิตตวินทุกะ เป็นพระโสดาบัน. แต่มิตตวินทุกะเป็นคนทุศีลไม่มีศรัทธา
เมื่อบิดาตายแล้วมารดาตรวจตราดูแลทรัพย์สมบัติ วันหนึ่งกล่าวกะเขาว่า ลูกรัก ความเป็นมนุษย์เป็นของที่ได้ยาก เจ้าก็ได้แล้วเจ้าจงให้ทานรักษาศีล กระทำอุโบสถกรรม ฟังธรรมเถิด 
มิตตวินทุกะกล่าวว่า แม่ ทาน ไม่เป็นประโยชน์แก่ฉัน แม่อย่าได้กล่าวอะไร ๆ กะฉัน ฉันจะไปตามยถากรรม ถึงแม้เขาจะกล่าวอยู่อย่างนี้ 
       วันหนึ่งเป็นวันบูรณมีอุโบสถ มารดาได้กล่าวกะเขาว่า ลูกรักวันนี้เป็นวันอภิลักขิตสมัยมหาอุโบสถ วันนี้เจ้าจงสมาทานอุโบสถ ไปวิหารฟังธรรมอยู่ตลอดคืนแล้วจงมา แม่จะให้ทรัพย์พันหนึ่งแก่เจ้า
เขารับคำของมารดาแล้ว ครั้นบริโภคอาหารเช้าแล้ว จึงไปวิหารอยู่ที่วิหารตลอดวัน แล้วนอนหลับอยู่ ณ ที่แห่งหนึ่งตลอดคืน โดยที่ธรรมแม้บทหนึ่ง ก็ไม่กระทบหู วันรุ่งขึ้นเขาล้างหน้าไปนั่งรอที่เรือนแต่เช้าทีเดียว. 
ฝ่ายมารดาของเขาคิดว่า วันนี้ลูกของเราฟังธรรมแล้ว จักพาพระเถระผู้ธรรมกถึกมาแต่เช้าทีเดียว จึงตบแต่งข้าวยาคูเป็นต้น แล้วปูลาดอาสนะไว้คอยท่าอยู่ ครั้นเห็นเขามาคนเดียว จึงถามว่า ลูกรักเจ้าไม่ได้นำพระธรรมกถึกมาหรือ  
เขากล่าวว่า ฉันไม่ต้องการพระธรรมกถึก 
ถ้าเช่นนั้นลูกจงดื่มข้าวยาคูเถิด 
แม่รับว่าจะให้ทรัพย์พันหนึ่งแก่ฉัน แม่จงให้ทรัพย์แก่ฉันก่อน ฉันจักดื่มภายหลัง 
ดื่มเถิดลูกรัก แล้วแม่จักให้ทีหลัง
ฉันต้องได้รับทรัพย์ก่อนจึงจะดื่ม 
         ลำดับนั้น มารดาได้เอาห่อทรัพย์พันหนึ่งวางไว้ต่อหน้าเขา เขาดื่มข้าวยาคูแล้วถือเอาห่อ
ทรัพย์พันหนึ่งไปทำการค้า ในไม่ช้านักก็เกิดทรัพย์ขึ้นถึงแสนสองหมื่น. เขาคิดว่า เราจักต่อเรือทำการค้าขาย ครั้นเขาต่อเรือแล้วได้กล่าวกะมารดาว่า แม่ ฉันจักทำการค้าขายทางเรือ 
ครั้งนั้น มารดาได้ห้ามเขาว่า ลูกรัก เจ้าเป็นลูกคนเดียวของแม่ แม้ในเรือนนี้ก็มีทรัพย์อยู่มาก ทะเลมีโทษไม่น้อยเจ้าอย่าไปเลย 
         ฉันจักไปให้ได้ แม่ไม่มีอำนาจที่จะห้ามฉัน 
มารดากล่าวว่า ลูกรัก แม่ต้องห้ามเจ้า แล้วจับมือเอาไว้ 
เขาสลัดมือและผลักมารดาให้ล้มลง แล้วเดินข้ามไป  จากนั้นก็ลงเรือแล่นไปในทะเล.
ครั้นถึงวันที่ ๗ เรือได้หยุดนิ่งอยู่บนหลังน้ำกลางทะเล เพราะมิตตวินทุกะเป็นเหตุ คนในเรือปรึกษากันว่า เรือไม่อาจแล่นไปได้ เห็นทีจักมีกาลกัณณีบนเรือนี้เป็นแน่ พวกเราควรให้ทุกคนจับสลากดูว่าใครกันที่เป็นกาลกัณณี สลากกาลกัณณีที่แจกไปได้ตกในมือของ มิตตวินทุกะคนเดียวถึงสามครั้ง เมื่อเป็นเช่นนี้ ทุกคนมีความเห็นร่วมกันว่า คนเป็นจำนวนมากอย่ามาพินาศเสีย เพราะอาศัยนายมิตตวินทุกะนี้คนดีเลย จึงผูกแพให้เขาแล้วโยนเขาลงทะเล
          ทันใดนั้นเรือได้แล่นไปในมหาสมุทรโดยเร็ว มิตตวินทุกะนอนไปในแพลอยไปถึงเกาะ
น้อยแห่งหนึ่ง บนเกาะน้อยนั้นเขาได้พบนางชนี คือนางเวมานิกเปรต ๔ นาง อยู่ในวิมานแก้วผลึก นางเปรตเหล่านั้นเสวยทุกข์ ๗ วัน เสวยสุข ๗ วัน มิตตวินทุกะได้เสวยทิพยสมบัติอยู่กับนางเปรตเหล่านั้น ๗ วันในวาระสุข 
           ครั้นถึงวาระที่จะเปลี่ยนไปทนทุกข์ นางทั้ง ๔ ได้สั่งว่า นาย พวกฉันจักมาในวันที่ ๗ ท่านอย่ากระสันไปเลย จงอยู่ในที่นี้จนกว่าพวกฉันจะมา ดังนี้แล้วพากันไป 
มิตตวินทุกะเป็นคนตกอยู่ในอำนาจของตัณหา ลงนอนบนแพนั้นลอยไปตามพื้นสมุทรอีก ถึงเกาะน้อยอีกแห่งหนึ่ง ได้พบนางเปรต ๘ นาง ในวิมานเงินบนเกาะนั้นได้พบนางเปรต ๑๖ นาง ในวิมานแก้วมณีบนเกาะอีกแห่งหนึ่ง ได้พบนางเปรต ๓๒ นาง ในวิมานทองบนเกาะอีกแห่งหนึ่ง โดยอุบายนี้แหละได้เสวยทิพยสมบัติอยู่กับนางเปรตเหล่านั้นทุก ๆ เกาะ ดังกล่าวแล้ว
         เมื่อถึงเวลาที่นางเปรตแม้เหล่านั้นไปทนทุกข์ ได้นอนบนหลังแพลอยไปตามห้วงสมุทรอีก ได้พบเมือง ๆ หนึ่งมีกำแพงล้อมรอบ มีประตู ๔ ด้าน ได้ยินว่า ที่นี่เป็นอุสสทนรกเป็นที่เสวยกรรมกรณ์ของเหล่าสัตว์นรกเป็นจำนวนมาก แต่ได้ปรากฏแก่มิตตวินทุกะเหมือนเป็นเมืองที่ประดับตบแต่งไว้ เขาคิดว่า เราจักเข้าไปเป็นพระราชาในเมืองนี้ แล้วเข้าไปได้เห็นสัตว์นรกตนหนึ่ง ทูนจักรกรดหมุนเผาผลาญอยู่บนศีรษะ ขณะนั้นจักรกรดบนศีรษะสัตว์นรกนั้น ได้ปรากฏแก่มิตตวินทุกะเป็นเหมือนดอกบัว เครื่องจองจำ ๕ ประการที่อก ปรากฏเหมือนเป็นสังวาลย์เครื่องประดับทรวง โลหิตที่ไหลจากศีรษะเหมือนเป็นจันทน์แดงที่ชะโลมทา เสียงครวญครางเหมือนเป็นเสียงเพลงขับที่ไพเราะ 
          มิตตวินทุกะเข้าไปใกล้สัตว์นรกนั้น แล้วกล่าวขอว่า ข้าแต่บุรุษผู้เจริญ ท่านได้ทัดทรงดอกบัวมานานแล้ว จงให้แก่ข้าพเจ้าเถิด 
สัตว์นรกกล่าวว่าแน่ะสหาย นี้ไม่ใช่ดอกบัวมันคือจักรกรด 
มิตตวินทุกะกล่าวว่า ท่านพูดอย่างนี้เพราะไม่อยากจะให้แก่เรา 
         สัตว์นรกคิดว่า บาปของเราคงสิ้นแล้ว แม้บุรุษผู้นี้ก็คงจะทุบตีมารดามาแล้วเหมือนเรา เราจักให้จักรกรดแก่มัน ครานั้นสัตว์นรกได้กล่าวกะมิตตวินทุกะว่า มาเถิดท่านผู้เจริญ ท่านจงรับดอกบัวนี้เถิด แล้วขว้างจักรกรดไปบนศีรษะของมิตตวินทุกะ จักรกรดได้ตกลงพัดผันบนศีรษะเขา 
ขณะนั้นมิตตวินทุกะจึงรู้ว่าดอกบัวนั้นคือจักรกรด ได้รับทุกขเวทนาเป็นกำลัง คร่ำครวญว่าท่านจงเอาจักรกรดของท่านไปเถิด ๆ สัตว์นรกตนนั้นได้หายไปแล้ว.
         คราวนั้น รุกขเทวดาผู้มีศักดิ์ใหญ่ท่านหนึ่ง พร้อมด้วยบริวารใหญ่เที่ยวจาริกไปในอุสสทนรกได้ไปถึงที่นั้น มิตตวินทุกะแลเห็นรุกขเทวดา จึงถามว่า ข้าแต่ท่านเทวดา  เมืองนี้มีประตู ๔ ประตู มีกำแพงมั่นคง ล้วนแล้วไปด้วยเหล็กแดง ข้าพเจ้าถูกล้อมไว้ด้วยกำแพง  ข้าพเจ้าได้ทำบาปอะไรไว้.  ประตูทั้งหมดจึงปิดแน่น ข้าพเจ้าถูกขังเหมือนนก ข้าแต่เทวดา นี่เป็นเพราะเหตุใด   ข้าพเจ้าจึงถูกจักรกรดพัดศีรษะ ?
เทวราชเมื่อจะบอกเหตุแก่เขา จึงกล่าวว่า   ท่านได้ทรัพย์มากมายแสนสองหมื่นแล้วยังไม่เชื่อคำของญาติผู้เอ็นดู.    ท่านแล่นเรือไปสู่สมุทรอันอาจทำให้ เรือโลดขึ้นได้ เป็นสาครที่มีสิทธิ์น้อย ได้ประสบนางเวมานิกเปรต ๔ นาง จาก ๔ นางเป็น ๘ นาง จาก ๘ นาง เป็น ๑๖ นางถึงจะได้ประสบนางเวมานิกเปรตจาก ๑๖  นาง เป็น ๓๒ นาง ก็ยังปรารถนายิ่งไปกว่านั้นจึงได้ประสบจักรนี้ จักรกรดย่อมพัดผันบนศีรษะของคนผู้ถูกความอยากครอบงำ.
         ความอยากเป็นของสูงใหญ่ไพศาล ยากที่จะให้เต็มได้ มักให้ถึงความวิบัติ ชนเหล่าใดย่อมยินดีไปตามความอยาก ชนเหล่านั้นย่อมเป็นผู้ทรงจักรกรดไว้. 
ชนเหล่าใดละสิ่งของที่มีมากเสียด้วยไม่พิจารณาหนทางด้วย แล้วไม่คิดอ่านเหตุการณ์นั้นให้ถ่องแท้ ชนเหล่านั้นย่อมเป็นผู้ทรงจักรกรดไว้.
        ผู้ใดพึงเพ่งพินิจถึงการงานและโภคะอันไพบูลย์ ไม่ซ่องเสพความอยากอันประกอบด้วยความฉิบหาย ทำตามถ้อยคำของผู้เอ็นดูทั้งหลาย ผู้เช่นนั้น จะไม่ถูกจักรกรดพัดผัน.
มิตตวินทุกะได้ฟังดังนั้นแล้ว คิดว่า เทวบุตรนี้รู้กรรมที่เราทำไว้โดยถ่องแท้ เทวบุตรนี้คงจะรู้กำหนดกาลที่เราจะหมกไหม้อยู่ เราจะถามท่านดู จึงกล่าวว่า ข้าแต่ท่านผู้น่าบูชา จักรกรดจักตั้งอยู่ บนศีรษะของข้าพเจ้านานสักเท่าไรหนอ จะสักกี่พันปี ข้าพเจ้าขอถามความนั้น ขอท่านได้ โปรดบอกแก่ข้าพเจ้าเถิด.
         เทวดากล่าวว่า   ดูก่อนมิตตวินทุกะ ท่านจงฟังเรา ท่านจะต้องทนทุกข์ทรมานไปอีกนาน จักรกรดจะพัดผันอยู่บนศีรษะของท่าน เมื่อท่านยังมีชีวิตอยู่จะพ้นไปไม่ได้.
ครั้นเทวบุตรกล่าวดังนี้แล้ว ก็ได้ไปเทพวิมานของตน ส่วนมิตตวินทุกะ ก็ได้ดำเนินไปสู่ทุกข์ใหญ่อีกยาวนาน
จบเรื่อง เห็นกงจักรเป็นดอกบัว

ประเด็นน่าสนใจ
    นายมิตตวินทุกะ ถูกความอยากเข้าครอบงำเมื่อได้แล้วก็อยากได้มากขึ้น เมื่อได้มากขึ้นก็อยากได้เพิ่มไปอีก นั่นเป็นเหมือนเหยื่อล่อแห่งกรรม ในที่สุดเขาก็ติดกับดัก ต้องถูกจักรกรดบดศีรษะได้รับทุกขเวทนาแสนสาหัส
    ปัจจุบันก็มีหลายสถานการณ์ที่คล้ายๆ กันคือ มีเหยื่อล่อที่อาศัยความอยากได้ ด้วยการให้ผลประโยชน์เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เช่นแชร์ลูกโซ่บ้างหรืออะไรทำนองนี้ หลงทุ่มเงินไปมากมาย สุดท้ายก็ติดกับ ต้องสูญเสียเงินทองไปไม่น้อย  
    การลงทุนทำงาน หรือการดำเนินชีวิตก็มีความเสี่ยง เสี่ยงที่จะถูกเยื่อล่อให้ติดกับ เหยื่อล่อก็คือกามคุณ ๕ หลงเพลิดเพลินอยู่กับสิ่งนี้ คิดว่าจะมีอยู่ร่ำไป จึงประมาทไม่ทำในสิ่งที่ควรทำ และเมื่อต้องสูญเสียไปจึงได้รู้ว่าติดกับเสียแล้ว เกินกว่าจะแก้ไขได้
    ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นการลงทุนการงาน หรือการดำเนินชีวิตควรเผื่อทางถอย หรือคิดแผนสำรองไว้บ้าง  เพราะหากสำเร็จนั่นเป็นการดี แต่หากไม่สำเร็จหรือล้มเหลว ไม่เป็นไปตามที่คาดเอาไว้ เมื่อมีแผนสำรอง อย่างน้อยก็พอแก้ไขสถานการณ์ได้ทัน หรือหากแก้ไม่ได้ก็สามารถยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้น ไม่เสียใจหรือผิดหวังมากจนเกินไป
Cr.ขุนพลไร้เงา