วันพฤหัสบดีที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2563

พาลีสอนน้อง

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก ยิ่งให้ยิ่งได้ ยิ่งหวงยิ่งอด เราไม่หวงเราไม่อด หมดเดี๋ยวก็มา
ศิลปะแห่ง “พาลีรบสุครีพ- พาลีสอนน้อง” ความตายเพื่อการรักษาความถูกต้อง
“พาลีรบสุครีพ – พาลีสอนน้อง” เป็นเรื่องราวในวรรณกรรมรามายณะ (Rāmāyaṇa Sanskrit epic) ตอน “กีษกินธากัณฑ์” (Kishkindha Kanda)  ที่ได้นำเอาเรื่องราวมาใช้เป็นเครื่องมือในการสั่งสอนสาธุชนในของการปฏิบัติคุณความดี โดยการสอดแทรกปรัชญาและตัวอย่างผ่านเนื้อหาเรื่องราวของ “พญาวานรพาลี” (Vaali - Vali) และ “สุครีพ” (Sugriva) วานร (Vānara ) สองพี่น้อง ในงานศิลปะหลายยุคสมัย

การต่อสู้ระหว่างพี่น้องพญาวานร หรือ “ศึกสองพญาวานร” ในรามายณะ ฉบับวาลมิกิ (Vālmīki) เล่าว่าองค์รามได้กระทำสัตย์สัญญาต่อหน้าไฟที่จะช่วยสุครีพสังหารพาลี จากความบาดหมางเรื่องอสูรควาย “ทุนทุพะ” (Dundub) เพื่อชิงเมืองกีษกินธ์คืนให้กับสุครีพ โดยสุครีพจะมอบกองทัพวานรไปรบกับ “ท้าวราพณ์” หรือ “ราวณะ” (Ravana) ที่ชิงตัวนางสีดาไปครับ
.
แตกต่างต่างจากวรรณกรรม “รามเกียรติ์” (Ramakian)  ที่เล่าถึงเหตุของการต่อสู้ ว่าเกิดขึ้นจากการไม่รักษาสัตย์สัญญาในครั้งที่พญาพาลีได้เอา “เทวีดารา” ที่เป็นรางวัลของสุครีพในคราวกู้เขาพระสุเมรุไปครอบครองไว้เอง แต่กระนั้น เหล่าทวยเทพก็ได้เคยกำชับแก่พาลีไว้แล้วว่า “หากเจ้าแย่งชิงเอารางวัลของน้องรักของเจ้าไปครอบครองด้วยกิเลสราคะเสียเอง เจ้าจะตายด้วยศรแห่งพระวิษณุ” 
.
ความผิดใจกันระหว่างพี่น้องก็ยังไม่เกิดขึ้น จนเมื่อพาลีเข้าใจผิดคิดว่าสุครีพหักหลังตน ในครั้งที่ปราบควายทรพี ที่สุครีพเอาหินปิดถ้ำแก้วสุรกานต์ด้วยเพราะน้ำฝนเจือสีเลือดจนจาง พาให้สุครีพคิดว่าพาลีเสียทีแก่ทรพีไปแล้ว จึงขับไล่ออกจากเมืองขีดขินนครครับ
.
ศึกสายเลือดพญาลิงจึงเกิดขึ้น สุครีพมาพบพระรามผู้เป็นอวตารแห่งองค์พระวิษณุและได้ขอให้พระรามคืนความเป็นธรรมให้กับตน ทั้งสองพญาลิงเข้าต่อสู้กันหลายครั้ง แต่พาลีผู้มีฤทธาอำนาจจากพรแห่งพระศิวะ “หากต่อสู้กับผู้ใด ผู้นั้นจะสิ้นพลังไปกึ่งหนึ่งและพลังนั้นจะมาอยู่ที่เจ้า” พาลีจึงเป็นพญาลิงที่ไม่เคยพ่ายแพ้แก่ใคร แม้แต่ท้าวทศกัณฐ์ผู้ยิ่งใหญ่ก็ยังกลายเป็นของเล่นของพาลีหลายครั้งหลายคราว ที่น่าเจ็บใจที่สุดก็คงเป็นตอนที่พาลีชิงนางมณโฑไปเชยชมจนมีลูกคนแรก (องคต - Angada) ไปก่อน
.
ในรามายณะ องค์รามไม่ได้ต้องการสังหารพาลี แต่สุครีพได้ยกคำสัญญาที่องค์รามได้ให้ไว้ องค์รามจึงยิงศรสังหารแค่ “เท่าเส้นผมผ่าเจ็ด”แต่พญาพาลีได้ขอตายเพื่อไถ่โทษที่เข้าใจผิดในตัวสุครีพและแย่งชิงนางรูมา (Rumā)  มเหสีของสุครีพมาเป็นของตนอย่างไม่ถูกต้อง โดยได้มอบคำสอนแก่สุครีพน้องและทูลขอโทษ องค์รามจึงได้ประทานพรให้พญาพาลีไปเกิดบนสวรรค์ครับ
.
แตกต่างจากรามเกียรติ์ที่เล่าถึงการต่อสู้ของมหาวานรทั้งสองจบลงด้วยการช่วยเหลือขององค์ราม แต่ลูกศรพรหมมาสตร์ของพระรามนั้นก็ไม่อาจทำร้ายพาลีได้ แต่ด้วยเพราะพาลีได้เห็นภาพอวตารขององค์พระวิษณุในพระราม จึงได้เกิดสำนึกถึงความไม่ถูกต้องที่ตนได้แย่งนางดาราเทวีจากสุครีพน้องของตนมาครอบครองไว้เอง
.
“ ....พระรามเจ้าข้า หาใช่ว่าลูกศรอันทรงอานุภาพของพระองค์จะปักเข้าเพียงผิวกายของข้าได้โดยง่าย แต่ลูกศรของพระองค์นั้น ได้ย้ำเตือนในสิ่งที่ข้าได้กระทำผิดพลาดในอดีตมาทั้งหมด ซึ่งจะชำระล้างด้วยลูกศรแห่งพระวิษณุเจ้าอันยิ่งใหญ่เท่านั้น
.
...ข้าจึงรำลึกได้ ถึงคำสัตย์ของข้าได้ถวายไว้แด่องค์ศิวะเจ้าและทวยเทพ หากข้าแย่งชิงเอารางวัลของน้องรักมาครอบครองด้วยกิเลสราคะ ก็ขอให้ตายด้วยศรพระวิษณุเจ้าเถิด... และข้าก็ได้กระทำผิดคำสัตย์นั้น...”
.
เมื่อพระรามเห็นว่า พญาพาลีได้สำนึกผิดด้วยความจริงใจจึงหวังจะรักษาไว้ โดยแนะนำว่า ให้เอาหัวศรสะกิดเป็นแผลเล็ก ๆ ให้พอเลือดไหลเท่าปลายเส้นผม ความผิดก็จะหายไป แต่พญาพาลีมิยินยอม
.
“พระราม อวตารแห่งพระวิษณุเจ้าข้า ถึงแม้แผลจากลูกศรของพระองค์จะเกิดขึ้นเพียงน้อยนิด แต่มันจะเป็นรอยแผลของตราบาปที่จะฝังลึกในใจของข้าไปตลอดกาล ข้าจึงขอเลือกล้างความผิดด้วยความตายเสียดีกว่าจะมีชีวิตอยู่ ...”
.
แล้วพญาพาลีก็ได้เรียกสุครีพเข้ามาสั่งเสีย สอนน้องให้จงรักภักดีต่อพระราม
.
“...สุครีพน้องรักของข้า ขอให้เจ้าจงเป็นข้ารองพระบาทให้เหนือเกล้า รับใช้พระรามผู้เป็นพระอวตารด้วยความจงรักภักดียิ่งชีวิต สิ่งใดที่ข้าได้เคยล่วงเกินเจ้าไว้นั้น ขอเจ้าได้โปรดให้อภัยในความผิดพลาดของข้าที่ได้กระทำต่ำช้าแก่เจ้า น้องรักของข้า...
.
....พระรามเจ้าข้า โปรดได้รับน้องข้าและเหล่าราษฎรแห่งนครขีดขีน ไว้ใต้เบื้องพระยุคลบาทด้วยพระเมตตาด้วยเถิด...”
.
พญาพาลีสั่งเสียแก่สุครีพด้วยความอ่อนโยน ดั่งเมื่อครั้งในอดีตที่ทั้งสองได้เคยร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมา น้ำตาของทั้งสองพี่น้องวารนรยิ่งไหลนอง
.
เมื่อสิ้นคำสั่งเสียอันยิ่งใหญ่ พาลีได้จับลูกศรปักย้ำเข้าไปในอกของตนเอง จนสิ้นใจกลับคืนไปเกิดเป็นเทพบุตรพาลีบนสรวงสวรรค์แห่งองค์พระอิศวร
.
“...ความตายของข้า จะเป็นการรักษาความถูกต้องให้คงอยู่คู่โลกตลอดกาล”
.
ในรามเกียรติ์เล่าว่า สุครีพได้ขึ้นปกครองเมืองขีดขินแทนพญาพาลี รับนางดาราเป็นมเหสี ตั้งองคตเป็นพระยุพราช พร้อมกับจัดงานพิธีถวายพระเพลิงศพให้แกพญาพาลีอย่างสมเกียรติ โดยพระรามได้พระราชทานศรอัคนิวาตเพื่อทำการปลงศพพญาพาลี ไปสู่สรวงสวรรค์ครับ 
ส่วนรามายณะเล่าว่า เมื่อพญาสุครีพได้ปกครองเมืองกีษกินธ์ก็เกิดลืมตัว มัวเพลิดเพลินอยู่กับการเสวยสุข องค์ลักษมัณจึงเดินทางมาหมายทำลายนครวานรทิ้งเสีย แต่นางดาราเทวีผู้เป็นชายาได้ขอให้พญาสุครีพทำตามคำสัญญา
ภาพศิลปะจากเรื่องราวศึกสองพญาวานร ใน“กีษกินธากัณฑ์” จึงถูกนำมาใช้เล่าขานเป็นคติธรรมคำสอนแก่ผู้คนตามแบบจารีตของฮินดู ทั้งในอินเดียและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่รับอิทธิพลทางวรรณกรรมและความเชื่อกันมาอย่างกว้างขวางครับ
เครดิต:
วรณัย พงศาชลากร
EJeab Academy
เพราะทุกที่มีเรื่องราวและเรื่องเล่า
..............................................
พาลีสอนน้อง(ย่อ)
ในวรรณคดีเรื่อง “รามเกียรติ์” นอกเหนือไปจากหนุมาน  พญาลิงเผือกซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีอยู่แล้ว  ยังลิงอีกตัวหนึ่งที่ถูกกล่าวขวัญถึงอยู่เสมอ  นั่นคือพาลี ผู้ครองนครขีดขิน  พาลีนี้เป็นลูกของพระอินทร์กับนางกาลอัจนา เดิมมีกำเนิดเป็นคน แต่เพราะถูกฤาษีโคดม  สามีของแม่จับได้ว่าเป็นลูกชู้เลยถูกสาปให้เป็นลิง เช่นเดียวกับสุครีพ ที่เป็นลูกของพระอาทิตย์  (ชู้อีกคนของแม่) ทั้งคู่มีศักดิ์เป็นน้าของหนุมาน เพราะเป็นน้องชายของ นางสวาหะ แม่หนุมานที่เป็นพี่สาวร่วมแม่ แต่ต่างพ่อกัน โดยนางสวาหะเป็นลูกสาวแท้ๆของฤาษีโคดมและเป็นลูกคนแรกของนางกาลอัจนา  ลักษณะของพาลี    เป็นลิงที่มีกายสีเขียวส่วนสุครีพมีกาย  สีแดง ทั้งสองเมื่อถูกสาปก็ซัดเซพเนจรอยู่ในป่า พระอินทร์พระอาทิตย์ผู้พ่อ เกิดความสงสารลูกตัวจึงได้สร้างเมืองที่ชื่อว่าขีดขิน  ให้ลูกไปอยู่ โดยพาลีมีชื่อเดิมที่พ่อตั้งให้ว่า “พระยากากาศ” เป็นเจ้าเมือง   ส่วนสุครีพน้องชายให้ดำรงตำแหน่งเป็นมหาอุปราช                                                                                                                  

    พาลีเป็นลิงที่ทั้งเจ้าชู้และเจ้าอารมณ์ไม่น้อย เพราะเมื่อทศกัณฑ์พานางมณโฑเหาะผ่านมา พาลีก็ไปแย่งชิงมาเป็นเมีย ต่อมาสุครีพได้ทำความดีความชอบโดยช่วยยกเขาพระสุเมรุที่ทรุดเอียงให้ตั้งตรงใหม่ได้ พระอิศวรก็เลยปูนบำเหน็จฝากผอบแก้ว (ที่มีนางฟ้าดาราอยู่ข้างใน)  ให้พาลีเอาไปให้สุครีพซึ่งไม่ได้มาด้วย ส่วนพาลีในฐานะพี่และเจ้านายก็ได้ชื่อใหม่ว่า “พาลีธิราช”  พร้อมทั้งได้ตรีเพชรเป็นอาวุธ และพรที่ว่าหากสู้กับใคร ก็จะได้พลังของฝ่ายนั้นมาอีกครึ่งหนึ่ง แต่กระนั้น เมื่อพาลีเปิดผอบ เห็นนางดาราก็เกิดอาการ หลงรักแล้วยึดนางเป็นเมียทันที สุครีพก็พูดไม่ออก  ครั้นต่อมาทรพี ควายโหด  ฆ่าทรพาผู้พ่อได้ ก็เกิดอาการฮึกเหิมท้ารบไปทั่ว จนมาเจอกับพาลี ก็ไปสู้กันในถ้ำ ปรากฏว่าพาลีชนะ แต่บังเอิญฝนตกทำให้เลือดทรพีที่ไหลออกมาเจือจางเป็นสีใส สุครีพเข้าใจผิดคิดว่าพี่ตาย ก็ทำตามคำสั่งคือให้ปิดถ้ำ พอพาลีออกจากถ้ำได้ก็โกรธ คิดว่าน้องทรยศ จึงขับไล่ออกจากเมืองไป                                                                     

        ครั้นต่อมาเมื่อหนุมานได้ไปรับใช้พระราม ก็มาชักชวนสุครีพน้าชายให้มารับราชการกับพระรามด้วย สุครีพก็เลยแนะว่า หากต้องการกำลังพลไปสู้กับทศกัณฑ์ต้องไปฆ่าพาลีเพื่อยึดเอาเมืองขีดขินมา พระรามก็ต่อว่าสุครีพว่าเป็นน้องชายคิดฆ่าพี่ชายได้อย่างไร สุครีพก็เลยท้าวความว่าที่ฆ่าได้เพราะพาลีผิดคำสาบานที่เอานางดารามาเป็นเมีย แทนที่จะนำมาให้ตน ดังนั้น จึงต้องตายด้วยศรของพระรามตามคำสัตย์ที่ให้ไว้กับพระนารายณ์ตอนรับผอบมา พาลีเมื่อต้องศรพระรามก็รู้ตัวว่าต้องตายแน่ ก็รู้สึกเสียใจที่ไม่มีโอกาสอยู่ช่วยพระรามปราบยักษ์ ส่วนพระรามเองก็เสียดายความสามารถของพาลี จึงแนะว่าให้เอาเลือดพาลีสักครึ่งหยดๆลงไปบนศรพรหมาสตร์ก็จะพ้นคำสาบานไม่ต้องตาย เพียงแต่จะมีแผลเป็นขนาดเส้นผมผ่าเจ็ดที พาลีคิดแล้วเห็นว่าแม้แผลจะเล็กน้อย แต่ก็ดูเสียศักดิ์ศรี เสียสัตย์สาบาน น่าอับอาย เลยยอมตายดีกว่า ว่าแล้วก็เรียกสุครีพ และองคตลูกชายมาสั่งลา พร้อมกับแนะนำสุครีพถึงการปฏิบัติตนในการรับใช้พระรามและคำสอน
........................


ประเภทเจดีย์

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก ยิ่งให้ยิ่งได้ ยิ่งหวงยิ่งอด เราไม่หวงเราไม่อด หมดเดี๋ยวก็มา
เจดีย์ (1)
คำว่า "เจดีย์" มีความหมาย 2 อย่าง
ความหมายที่ 1 แปลว่า
"สิ่งเป็นที่ตั้งแห่งการเคารพบูชา"

ความหมายที่ 2 แปลว่า
"รูปแบบหนึ่งของสถูป"

ในความหมายที่ 1
สิ่งเป็นที่ีตั้งแห่งการเคารพบูชา  ในพระพุทธศาสนาเรียก "พุทธเจดีย์" มี 4 อย่างคือ

1. ธาตุเจดีย์  คือพระธาตุ
2. บริโภคเจดีย์  คือสิ่งที่เกี่ยวเนื่องกับพระพุทธเจ้า 
3. ธรรมเจดีย์  คือพระธรรม 
4. อุทเทสิกเจดีย์  คือสิ่งที่สร้างอุทิศพระพุทธเจ้า  

(ขุทฺทก. อ.247)

ธาตุเจดีย์  ได้แก่พระบรมสารีริกธาตุ

บริโภคเจดีย์  ได้แก่สังเวชนียสถาน 4 และต้นพระศรีมหาโพธิ์

ธรรมเจดีย์  ได้แก่พระไตรปิฎกและอรรถกถา

อุทเทสิกเจดีย์  ได้แก่พระพุทธรูป  รอยพระพุทธบาท  พระพุทธฉาย

ภาพ  :  พระพุทธรูปสมัยสุโขทัย  องค์ "ทิดไสหง" เป็นพระพุทธรูปที่งามที่สุดองค์หนึ่ง  ซึ่งเป็นอุทเทสิกเจดีย์

พระร่วงโรจนฤทธิ์

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก ยิ่งให้ยิ่งได้ ยิ่งหวงยิ่งอด เราไม่หวงเราไม่อด หมดเดี๋ยวก็มา
พระร่วงโรจนฤทธิ์ 
 "พระร่วงโรจนฤทธิ์" มีชื่อเต็ม คือ "พระร่วงโรจนฤทธิ์ ศรีอินทราทิตย์ ธรรโมภาส มหาวชิราวุธ ราชปูชนียบพิตร" ตามประกาศกระแสพระบรมราชโองการ ลงวันที่ 12 ตุลาคม พุทธศักราช 2466 แต่ประชาชนทั่วไป เรียกขานว่า "หลวงพ่อพระร่วง" หรือ "พระร่วงโรจนฤทธิ์"

เป็นพระพุทธรูปปางห้ามญาติ ทำด้วยทองเหลืองหนัก 100 หาบ ศิลปะสุโขทัย สูง 12 ศอก 4 นิ้ว ประทับยืนบนฐานโลหะทองเหลืองลายบัวคว่ำบัวหงาย ทำวงพระพักตร์ตามยาว พระหนุเสี้ยมนิ้วพระหัตถ์ พระบาทไม่เสมอกัน ห้อยพระหัตถ์ซ้ายลงข้างพระวรกาย แบฝ่าพระหัตถ์ขวายกตั้งขึ้น ยื่นไปข้างหน้า มีพระอุทรพลุ้ย บ่ายพระพักตร์สู่ทิศเหนือ

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อครั้งดำรงพระอิสริยยศเป็นสมเด็จพระยุพราช เสด็จประพาสหัวเมืองฝ่ายเหนือในปี พ.ศ.2451 ได้ทอดพระเนตรพระพุทธรูปโบราณเป็นอันมาก แต่มีพระพุทธรูปองค์หนึ่งที่เมืองศรีสัชนาลัย กอปรด้วยพระลักษณะงามเป็นที่ต้องพระราชหฤทัย แต่ชำรุดมาก เหลืออยู่แต่พระเศียร พระหัตถ์และพระบาท

จึงโปรดเกล้าฯ ให้อัญเชิญลงมากรุงเทพฯ แล้วให้ช่างปั้นสถาปนาขึ้นมาบริบูรณ์เต็มพระองค์ และโปรดเกล้าฯ ให้จัดการพระราชพิธีเททองหล่อ เมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2456 ณ วัดพระเชตุ พนวิมลมังคลาราม กรุงเทพฯ โดยมีผู้ออกแบบ คือ กรมหลวงนเรศร์วรฤทธิ์ (พระองค์เจ้ากฤษฎาภินิหาร)

จากนั้นได้อัญเชิญมาสู่จังหวัดนครปฐม เมื่อเดือนกรกฎาคม พ.ศ.2457 ทางรถไฟ ประดิษฐาน ณ พระวิหารด้านทิศเหนือ องค์พระปฐมเจดีย์ วัดพระปฐมเจดีย์ราช วรมหาวิหาร จนถึงปัจจุบัน

เมื่อครั้งอัญเชิญพระร่วงฯ มาประดิษฐานยังองค์พระปฐมเจดีย์ จำเป็นต้องแยกชิ้นมาประกอบเข้าด้วยกัน เสร็จเป็นองค์สมบูรณ์ เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2458

หลังจากรัชกาลที่ 6 เสด็จสวรรคต ตามความในพระราชพินัยกรรมของพระองค์ระบุว่า ให้บรรจุพระอังคารของพระองค์ไว้ใต้ฐานพระร่วงฯ ที่องค์พระปฐมเจดีย์ ในวันที่ 31 สิงหาคม 2469 จึงได้ทำพิธีบรรจุพระบรมราชสรีรังคาร ณ ใต้ฐานพระร่วงโรจนฤทธิ์ ตามพระราชประสงค์

แม่น้ำชี

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก ยิ่งให้ยิ่งได้ ยิ่งหวงยิ่งอด เราไม่หวงเราไม่อด หมดเดี๋ยวก็มา
แม่น้ำชี
แม่น้ำชี เกิดจากที่ราบด้านตะวันออกของเทือกเขาเพชรบูรณ์นับตั้งแต่เขาสันปันน้ำ เขาแปปันน้ำ เขาเสลียงตาถาด เขาอุ้มน้ำ เขายอดชี เขาครอก จนถึงเขาเทวดา ซึ่งเป็นแนวภูเขาชายเขตแดนด้านตะวันตกเฉียงเหนือของจังหวัดชัยภูมิ โดยมีสาขาหลัก 5 ลำน้ำซึ่งประกอบไปด้วย ลำน้ำพรม ลำน้ำพอง ลำน้ำเซิน ลำน้ำปาว และลำน้ำยัง แม่น้ำชีถือว่าเป็นแม่น้ำที่มีความยาวมากที่สุดในประเทศไทย ไหลผ่านอำเภอหนองบัวแดง อำเภอบ้านเขว้า อำเภอหนองบัวระเหว อำเภอจัตุรัส อำเภอเมืองชัยภูมิ อำเภอคอนสวรรค์ จังหวัดชัยภูมิ , อำเภอแก้งสนามนาง จังหวัดนครราชสีมา อำเภอแวงน้อย อำเภอแวงใหญ่ อำเภอโคกโพธิ์ไชย อำเภอมัญจาคีรี อำเภอชนบท อำเภอบ้านไผ่ อำเภอบ้านแฮด อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น , อำเภอโกสุมพิสัย อำเภอกันทรวิชัย อำเภอเมืองมหาสารคาม จังหวัดมหาสารคาม , อำเภอฆ้องชัย อำเภอกมลาไสย อำเภอร่องคำ จังหวัดกาฬสินธุ์ , อำเภอเมืองร้อยเอ็ด อำเภอเชียงขวัญ อำเภอธวัชบุรี อำเภอทุ่งเขาหลวง อำเภออาจสามารถ อำเภอพนมไพร จังหวัดร้อยเอ็ด , อำเภอเมืองยโสธร อำเภอคำเขื่อนแก้ว อำเภอมหาชนะชัย อำเภอค้อวัง จังหวัดยโสธร , อำเภอเขื่องใน จังหวัดอุบลราชธานี , อำเภอกันทรารมย์ จังหวัดศรีสะเกษ และไหลไปบรรจบกับแม่น้ำมูลที่บ้านวังยาง ตำบลบุ่งหวาย อำเภอวารินชำราบ รอยต่อจังหวัดศรีสะเกษ กับจังหวัดอุบลราชธานี มีความยาวทั้งสิ้น 765 กิโลเมตร

ขอม-ขแมร์ แลเขมร

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก ยิ่งให้ยิ่งได้ ยิ่งหวงยิ่งอด เราไม่หวงเราไม่อด หมดเดี๋ยวก็มา
“ขอม” ขแมร์ แล เขมร 
“ชื่อนามดั้งเดิม” (Toponyme) ที่ปรากฏในแต่ละหลักฐานและถูกนำมาใช้กันนั้น ล้วนมีบริบท (context) ของการนำเสนอชื่อนามนั้นแตกต่างไปจากกัน การนำมาใช้ ก็ควรที่จะต้องศึกษาทำความเข้าใจบริบทของหลักฐานที่พบชื่อนามนั้นมาประกอบด้วย ซึ่งชื่อนามของคำว่า “ขอม” ก็ได้ถูกนำมาใช้อย่างกว้างขวาง แต่แปลกตรงที่ว่า กลับไม่นำบริบทจากหลักฐานที่พบของคำนั้น มาใช้ประกอบในการอธิบายด้วยในเบื้องต้น คงมีแต่การตีความ สันนิษฐานหรือมโนชื่อนามนั้นไปอย่างไร้ขอบเขต โดยใช้บริบทของความเป็น “โลกทัศน์หรือมุมมองในปัจจุบัน” ของผู้ตีความ มากกว่าจะทำความเข้าในชื่อนามและบริบทของชื่อนามนั้นจากหลักฐานชั้นต้น
ซึ่งชื่อนาม “ขอม” นั้น มี 2 บริบทสำคัญที่ต้องศึกษาจากตัวหลักฐานชั้นต้น ในบริบทแรกต้องทำความเข้าใจก่อนว่า 1. เป็นชื่อนามที่ใช้เรียกตนเอง (ขะแมร์-เขมร ใช้มาตั้งแต่ช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 14) หรือ 2. เป็นชื่อนามที่ใช้เรียกผู้อื่น (ขอม) ซึ่งผู้ถูกเรียกไม่ได้ใช้ชื่อนามนี้เรียกตนเอง และ 3. เป็นนามที่ถูกเรียกมาจากอิทธิพลของแดนไกลออกไป (เจินละ) ครับ
บริบทที่ 2 คือการไล่ Timeline เวลามีการบันทึกชื่อนาม “ขอม” โดยนำไปศึกษาร่วมกับประวัติศาสตร์ คติความเชื่อ สังคมและวัฒนธรรมของผู้คนในช่วงเวลาเดียวกันกับหลักฐานที่ปรากฏชื่อนามนั้น โดยไม่เอามาใช้แบบยำข้ามเวลากันอย่างขาดความเข้าใจแบบที่เป็นอยู่   
------------------------------------
*** หลักฐานของชื่อนาม “ขอม” ที่เก่าที่สุดที่พบในประเทศไทย พบใน “จารึกวัดศรีชุม” ที่มีอายุไม่เกินปลายพุทธศตวรรษที่ 19 ขึ้นไป ระบุชื่อนาม "ขอมสบาดโขลญลำพง" และ" ขอมเรียกพระธม" รวมทั้ง “จารึกปู่ขุนจิตขุนจอด” อายุในช่วงกลางพุทธศตวรรษที่ 20  ที่บันทึกว่า “....มหาศักราชได้ 1314  ขอมปีวอก ไทยปีเต่าสัน เดือนสี่ปูณมี ขอมวันพฤหัสบดี ไทยวัน เต่าเม็ด...” ซึ่งเป็นการนับเวลาแบบอาณาจักรเขมร-ขะแมร์ – กัมโพช – กัมพุชเทศะในเวลานั้น
.
ชื่อนาม “ขอม” ในจารึกสุโขทัยเป็นชื่อนามที่ใช้เรียกผู้อื่น ไม่ได้เรียกตนเอง ขอมจึงไม่ใช่คนสุโขทัยหรือคนไท ซึ่งก็ได้มีการตีความจากเสียง “ขอม” ว่ามาจาก “กรอม” ในคำตระกูลไท และคำว่า “กรอม” (Krom) ในภาษาเขมร ที่หมายถึงผู้คนที่อยู่ในต่ำ ด้านล่าง หรือภาคใต้ของรัฐสุโขทัยลงไป ซึ่งก็รวมถึงกลุ่มรัฐในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาไปจนถึงเมืองพระนคร ที่ในพุทธศตวรรษที่ 19 นั้น คือ ผู้คนชาวขะแมร์ – เขมร ยังไม่ได้เป็นผู้คนตระกูลไท
*** คำว่า “ขอม” ที่เก่าแก่ที่สุดจากหลักฐานจารึกสุโขทัย ปลายพุทธศตวรรษที่ 19 จึงหมายความถึงชาวขะแมร์ – เขมรที่ยังคงมีอิทธิพลในเขตทางใต้ของกรุงสุโขทัย  ปรากฏร่องรอยหลักฐานสิ่งก่อสร้างมาตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 15 - 19 จากลุ่มรัฐลุ่มเจ้าพระยา แม่กลอง เพชรบุรี ไปจรดเมืองพระนครหลวงทางตะวันออก ยังไม่ได้เป็นลูกครึ่งตระกูลไทเขมรทั้งหมดครับ
----------------------------------
*** ในช่วงต้นพุทธศตวรรษที่ 20  ชื่อนาม “ขอม” ปรากฏใน “กฎหมายตราสามดวง” ได้กล่าวว่า 
“...อนึ่ง พิริยะหมู่แขก ขอม มอญ พม่า เมง มอญ มสุม แสง จีน จาม ชวา นานาประเทษทังปวง แลเข้ามาเดินยังท้ายสนมก็ดี ทั้งนี้ไอยการขุนสนมห้าม...” 
.
ขอม ในกฎหมายตราสามดวง ใช้แทนความหมายของชาติขะแมร์-เขมรครับ
.
ในช่วงต้นกรุงศรีอยุธยา ยังปรากฏชื่อนาม “ขอม” ในพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม) ฉบับบริติชมิวเซียม ที่บันทึกว่า 
.
“... แล้วให้ขึ้นไปเชิญสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอพระราเมศวรลงมาแต่เมืองลพบุรี ซึ่งกรุณาตรัสว่า “ขอมแปรพักตร์” จะให้ออกไปกระทำเสีย พระราเมศวรได้ฤกษ์ยกพลห้าพันไปถึงกรุงกัมพูชาธิบดีเพลาพลบค่ำ..”  
.
และฉบับ“จุลยุทธการวงศ์” ที่แต่งโดยสมเด็จพระพนรัตน์วัดพระเชตุพนฯ 
.
“ ....สมเด็จพระเจ้าอู่ทองมีพระราชประสงค์จะตีเมืองกัมพูชาจึงโปรดให้หาพระราเมศวราชบุตรซึ่งอยู่ ณ เมืองละโว้เข้าเฝ้าแล้วมีพระราชดำรัสว่า เจ้าผู้เป็นราชบุตรเจ้าจงคุมพลโยธาที่กล้าแข็งให้มาก ยกไปตีเมืองเขมรแปรพักตร์...”
.
ชื่อนาม “ขอม” ในประโยค “ขอมแปรพักตร์” และการยกทัพไปตีกรุงกัมพูชา จึงหมายความถึงชาวขะแมร์ – เขมร ตามการเรียกชื่อนามผู้อื่น (เขมร) ตามแบบสุโขทัยครับ
.
ร่องรอยของการสงครามระหว่างอาณาจักรอยุทธยากับกรุงกัมพูชาธิบดี ในช่วงพุทธศตวรรษที่  20 ในเอกสารของฝ่ายไทย สอดรับกับ “พงศาวดารฉบับนักองค์เอง”ของฝ่ายเขมร ที่บันทึกไว้ว่า กรุงศรีอยุทธยาได้ส่งทูตมา แต่ถูกฝ่ายกัมพูชาฆ่าทิ้ง สมเด็จพระเจ้ารามาธิบดีจึงให้ยกทัพมาตีเมืองพระนคร กองทัพอยุทธยาล้อมเมืองพระนครไว้หนึ่งปีจึงตีเมืองพระนครได้สำเร็จ  กวาดต้อนเชลยกรุงกัมพูชาธิบดีกลับไปยังกรุงศรีอยุทธยา 90,000 คน แล้วได้ส่งพระราชบุตรของพระองค์เองไปปกครองเมืองพระนครแทนที่เจ้าเขมรเดิม
.
*** ในต้นพุทธศตวรรษที่ 20 นี้  เอกสารฝ่ายขะแมร์-เขมร ก็ไม่เคยเรียกตัวเองว่า “ขอม” แต่เป็นชื่อนามที่ฝ่ายอยุทธยาเรียกผู้อื่น (เขมร) ครับ 
------------------------------------
*** ชื่อนาม “ขอม” ยังพบในหลักฐานพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับหลวงประเสริฐอักษรนิติ์ อายุราวต้นพุทธศตวรรษ 22 ได้บันทึกเหตุการณ์ในสมัยพระนเรศวร ว่า
 “....ศักราช ๙๖๔ ขาลศก (พ.ศ. 2145) เสด็จไปประพาสลพบุรี ...ศักราช ๙๖๕ เถาะศก (พ.ศ. 2146) ทัพพระเจ้าฝ่ายหน้าเสด็จไปเอาเมืองขอมได้...” 
.
*** ความหมายของ “ขอม” ที่พบในพงศาวดารฉบับหลวงประเสริฐอักษรนิติ์ ในพุทธศตวรรษที่ 22 นี้ ยังคงเป็นชื่อนามที่กรุงศรีอยุธยาเรียกผู้อื่น ที่หมายถึงชาวขะแมร์ – เขมรครับ 
.
---------------------------------------
*** มาถึงปลายพุทธศตวรรษที่ 23  สมัยพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ ปรากฏชื่อนาม “ขอม” ในหนังสือจินดามณี ความว่า 
.
“....ศักราช ๖๕๕ มะแมศก ปีมแมศก พญาร่วงเจ้าได้เมืองศรีสัชนาไลย แล้วแต่งหนังสือไทย แลแม่อักษรทังหลาย ตามพากยทังปวง อันเจรจาซึ่งกันแลกัน ... แลอนึ่งแม่หนังสือแต่ ก กา ถึง กน ฯลฯ จนถึงเกยนั้น เมืองขอมก็แต่งมีอยู่แล้ว พญาร่วงเจ้าจึงแต่งรูปอักษรไทต่างต่าง แลอักษรขอม คำสิงหลพากยนั้น เดิมมีแต่ดั่งนี้ พระอาจาริยะเจ้าผู้มีปัญญาจะให้วิจารณ จึงแต่งกำกับไว้ดั่งนี้ เพื่อจะให้กลบุตรอันเล่าเรียนพิจารณาเหนแต่เดิมมีแต่แม่อักษรขอมดั่งนี้...” 
*** ความหมายของคำว่า “ขอม” ในช่วงปลายกรุงศรีอยุธยา ยังคงหมายถึง ชาวขะแมร์-เขมร และ อักษรเขมรครับ  
--------------------------------------
*** หลักฐานฝ่ายไทยเริ่มมาใช้ชื่อนาม “เขมร” ร่วมกับคำว่า “ขอม”เป็นครั้งแรกในสมัยรัชกาลที่ 3 ปรากฏใน  “จารึกโคลงภาพคนต่างภาษา แผ่นที่ 31” ที่ติดอยู่กับผนังเฉลียง ศาลารายวัดพระเชตุพนฯ แต่งโดยหลวงลิขิตปรีชา อธิบายถึงลักษณะของชนชาติต่าง ๆ  32 ชนชาติ โดยจารึกใช้คำว่า “ภาพเขมร” เป็นหัวเรื่องของบทโคลงที่มีความว่า 
“ขอมขําดําสะดวกแท้    ธรรมดา 
ถือพุทธเพียรตามโอ    วาทไหว้ 
กัมพุชประเทศสิมา    เมืองทิศ บูรพ์พ่อ 
โผอนภพนบน้อมไท้    ถิ่นสยาม ฯ...” 
.
มีความหมายว่า ชนชาติขอม (เขมร) นั้นมีผิวดำ นับถือพุทธศาสนา ประเทศกัมพูชาเป็นเมืองขึ้นของสยาม ชาวเขมรแต่งกายโดยนุ่งผ้าปูม สวมเสื้อสีคราม คาดแพรญวนที่เอว และไว้ผมทรงดอกกระทุ่มครับ 
.
ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 4  จึงปรากฏชื่อนาม “เขมร” ร่วมกับคำว่า “ขอม” ใน “ประชุมพระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ ๔ ภาคปกิณณกะ ภาค ๑” ความว่า
.
 “....แผ่นดินเขมรเป็น ๔ ภาค คือส่วนที่โบราณเรียกว่าขอมแปรพักตร์ และจะว่าให้รู้ง่ายอีกอย่างหนึ่ง เขมรไทย คือเขตแขวงตั้งแต่ฝั่งน้ำปะดงข้างตะวันออกไปจนฝั่งข้างตะวันตกของทะเลสาบ ชื่อบ้านเมืองเหล่านี้เป็นชื่อไทยบ้างชื่อเขมรบ้าง เป็นสองชื่อทั้งไทยทั้งเขมรบ้าง อย่างเมืองฉะเชิงเทราเป็นชื่อเขมร เมืองแปดริ้วเป็นชื่อไทย เมืองประจิมเป็นชื่อเขมร เพราะอยู่ทิศตะวันตกของพระนครหลวง เมืองบางคางเป็นชื่อไทย เมืองนครนายกเป็นชื่อสันสกฤตเขมรตั้ง บ้านนาเป็นชื่อไทย ด้วยนัยนี้ ที่ต่างๆ เป็นตลอดไป เป็นชื่อไทยบ้างชื่อเขมรบ้าง คนที่อยู่ในเมืองเหล่านั้น ก็เป็นไทยบ้างเขมรบ้างปนกันมาแต่โบราณจนทุกวันนี้...” 
“...เหมือนอย่างเมืองนครเสียมราฐ ทุกวันเขมรเรียกว่านักกร แต่คำโบราณเขมรเรียกว่าเสียมเงียบบ้าง เสียมเรียบบ้าง ไทยเรียกว่าเสียมราฐ ตามคำเขมรโบราณ ก็คำนั้นแปลว่าเมืองไทยทำปลาแห้ง คือแต่ก่อนเป็นบ้านเมืองไทยทำปลาแห้งขาย อย่างเมืองฉะเชิงเทราที่ไทยเรียกว่าเมืองแปดริ้วนั้น เขมรก็มามีอยู่มากจนทุกวันนี้ ...”
.
“....ในจังหวัดวงเขมรเจือไทยนี้ เมื่อใดไทยมีกำลังมาก ก็ครอบงำออกไปจนหมดบ้างไม่หมดบ้าง เมื่อไรเขมรมีอำนาจขึ้นก็ครอบงำเข้ามาจนถึงเมืองนครนายก เมืองประจิม เมืองฉะเชิงเทรา ที่ไทยเรียกว่าบ้านนา บางคาง แลแปดริ้วนั้นบ้าง ไพร่บ้านพลเมืองสองอย่างปะปนกันอยู่ดังนี้มานาน แต่จังหวัด “ขอมแปรพักตร์” นี้ ได้ตกเป็นของไทยทั้งสิ้นขาดทีเดียว จนเจ้านายฝ่ายเขมรหรือญวนก้ำเกินเข้ามาไม่ได้เลยทั้งสิ้น ตั้งแต่เมืองปัตบอง เมืองนครเสียมราฐเข้ามาดังนี้นั้น ตั้งแต่ต้นพระบรมราชวงศ์นี้ เมื่อปีขาล จัตวาศก จุลศักราช ๑๑๔๔ ตรงกับคริสตศักราช ๑๗๘๒ นั้นมาจนบัดนี้ ในเขตแขวงแผ่นดินขอมแปรพักตร์ที่ว่ามานี้ ไทยได้ไปตั้งบ้านตั้งเมืองลงใหม่หลายเมือง คือมงคลบุรี ศรีโสภณ วัฒนานคร อรัญญประเทศ ถึงเมืองปัตบอง เมืองเสียมราฐ แต่ก่อนก็ไม่มีป้อมและกำแพง ฝ่ายไทยได้ไปสร้างขึ้นเกือบสามสิบปีมาแล้ว ส่วนนี้เป็นส่วนที่หนึ่ง....”
----------------------------------
*** ชื่อนาม “ขอม” หรือ “กรอม” จึงเป็นคำเรียกผู้อื่นในภาษาตระกูลไท เพื่อใช้เรียกผู้คนที่อยู่อาศัยทางใต้ของรัฐสุโขทัย หรือผู้คนในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา ที่ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 19 ถึงต้นพุทธศตวรรษที่ 20 นั้น ยังคงเป็นผู้คนเชื้อสายขแมร์และยังคงใช้ภาษาเขียนและพูดในตระกูลเขมรโบราณอยู่ครับ 
จากต้นพุทธศตวรรษที่ 20 เป็นต้นมา บริบททางประวัติศาสตร์ คติความเชื่อ สังคมและวัฒนธรรมของผู้คนในช่วงเวลานั้นเปลี่ยนแปลงไป ผู้คนในกลุ่มชาติพันธุ์และภาษาตระกูลไทได้ลงมามีอิทธิพลในราชสำนักเดิมของชาวขอมในรัฐละโว้ อาณาจักรลูกครึ่งอย่างกรุงศรีอยุทธยาจึงยังคงใช้คำในตระกูลไทเรียกชาวขะแมร์-เขมรโบราณว่า “ขอม” ตามแบบอักษร-เสียงสุโขทัย ที่หมายถึงชาวเขมรในกรุงกัมพูชาต่อเนื่องมาอย่างชัดเจน
.
ถึงชาวขะแมร์-เขมรโบราณ ในอาณาจักรกัมพุชะเทศะในอดีตจะไม่เคยเรียกตัวเองว่า “ขอม” แต่ชื่อนามนี้ก็เป็นชื่อนามแบบที่คนตระกูลไท ลูกครึ่งในอาณาจักรลุ่มน้ำเจ้าพระยาได้ใช้เรียกชาวเขมรในประเทศกัมพูชา มาจนถึงสมัยรัชกาลที่ 4 ครับ
เครดิต :
วรณัย พงศาชลากร
EJeab  Academy
เพราะทุกที่มีเรื่องราวและเรื่องเล่า 

คาถารวย

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก ยิ่งให้ยิ่งได้ ยิ่งหวงยิ่งอด เราไม่หวงเราไม่อด หมดเดี๋ยวก็มา
คาถารวย
อุ-อา-กะ-สะ
- อุฏฐานสัมปทาแปลว่า ขยันหา 
- อารักขสัมปทา แปลว่า รักษาทรัพย์ 
- กัลยาณมิตตตาแปลว่า คบคนดี
- สมชีวิตา รู้จักใช้เงินใช้ทองให้เหมาะสมกับฐานะตัวเอง ไม่ฟุ่มไม่เฟือย ให้รู้จักพอ

วิธีแก้ไขเจ้ากรรมนายเวร

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก ยิ่งให้ยิ่งได้ ยิ่งหวงยิ่งอด เราไม่หวงเราไม่อด หมดเดี๋ยวก็มา
วิธีแก้ไขเจ้ากรรมนายเวร
ที่ปิดทางโชคลาภ 
การเงินติดขัด
ให้กลับมาได้!

การที่ไม่มีโชคลาภ การเงินติดขัด มีแต่เรื่องเดือดร้อนเรื่องการเงินนั้นมีหลายสาเหตุ ทั้งจากกรรมเก่าและกรรมใหม่

เริ่มจากไม่เคยสร้างบุญทำทานอะไรมาเลย หรือทำทานมาก็หวังผล ทำทานแบบมีกิเลสครอบงำตลอดเวลา บุญที่ได้จากทานนั้นจึงน้อยนิดไม่ส่งผลมากพอที่จะให้เกิดลาภลอย โชคลาภอะไรได้

ถ้ามาจากเจ้ากรรมนายเวร คือ ไปคดโกงคนอื่นเอาไว้ ปิดทางปิดโอกาสคนอื่นให้เจริญก้าวหน้าประเภท”กูไม่ได้มึงก็อย่าได้” หรือ คอยขัดลาภขวางทางคนอื่น และยังมีเรื่องของการดูหมิ่นสิ่งศักดิ์สิทธิ์หรือการไปปรามาสสิ่งศักดิ์สิทธิ์ด้วย รวมถึงการเคยไปบนบานศาลกล่าว เมื่อได้สมประสงค์แล้วไม่ไปทำตามที่เอ่ยสัจจะเอาไว้ การไม่เคารพหรือถึงขั้นดูหมิ่นทั้งกาย วาจา ใจ เรื่องนี้มีหลายสาเหตุ

ครูบาอาจารย์ท่านเมตตาสอนไว้ว่า ให้หมั่นทำบุญ ด้วยทาน ศีล ภาวนา แล้วอุทิศให้เขาบ่อยๆ แล้วจะดีเอง ทุกครั้งที่มีการสร้างบุญ ทางที่ดีต้องชวนเจ้ากรรมนายเวรที่เป็นดวงจิตวิญญาณนั้นไปสร้างบุญร่วมกัน หรือมารอโมทนาบุญที่เราอุทิศไปให้นั้นเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่จะทำให้เจ้ากรรมนายเวรมีบุญมากขึ้น อันเป็นเหตุให้เขาอโหสิกรรมได้ง่ายขึ้น ให้กล่าวตามใบขออสิกรรมในบทก่อนหรือแค่กล่าวว่า 

“ขอให้เจ้ากรรมนายเวรทุกภพชาติไปร่วมสร้างบุญกุศล และขอให้โปรดเมตตามาร่วมอนุโมทนาบุญ เมื่อท่านยินดีในบุญกุศลนี้ขอเมตตาให้อโหสิกรรมต่อข้าพเจ้าด้วยเทอญ”

ดังที่ย้ำหลายครั้งแล้วว่า เจ้ากรรมนายเวรนั้นที่เป็นดวงจิตวิญญาณไม่มีร่าง เขาจึงสร้างบุญด้วยตัวเองไม่ได้ แต่ทุกดวงจิตวิญญาณนั้น อยากได้บุญกุศลเสมอเพราะจะทำให้ปรับภพภูมิขึ้นไปสู่ภพภูมิที่สบาย สร้างบุญใหม่ที่มาเสริมบุญเก่า เพื่อให้หนุนกรรมดี บุญที่เราสร้างนั้นมีพลังมากพอที่จะทำให้มีโชคลาภ 

ขอให้ทำแบบสม่ำเสมอ ทำเท่าที่จะทำได้และสร้างกรรมใหม่ของตนด้วย อย่างอมืองอเท้า อย่าแค่ตามเคล็ดเพียงอย่างเดียว ต้อง”ทำเหตุให้ตรง” ด้วย คือ ต้องตั้งจิตให้มั่นคงตั้งสัจจะว่าเราจะไม่ยุ่งกับเงินทองของคนอื่น ขอให้ทรัพย์ที่จะได้มานี้มาจากบุญของเรา ขอให้ถูกศีล ถูกธรรม ลงมือทำงานด้วยความเพียร อดทน อดกลั้น ซื่อสัตย์สุจริต แสวงหาความรู้และโอกาสดีๆในชีวิต

สาเหตุจากรรมใหม่นั้นเรารู้ตัวเองอยู่แล้ว ต้องสำรวจตรวจตราตนเอง ทั้งในเรื่องกรรมทางวาจา คือ การพูดจาที่ไม่ดี ที่ไปขวางโชคลาภตัวเอง การชอบไปสัญญาอะไรแล้วไม่ทำตาม เรื่องความโลภ เห็นแก่ตัว การเกียจคร้าน การเข้าใจอะไรผิดๆ เมื่อเข้าใจผิดก็จึงทำอะไรที่ผิดที่ผิดทางไม่ถูกต้อง เราต้องแก้ไขกรรมใหม่เหล่านี้ ยิ่งแก้ไขได้มากก็จะดีมากๆกับตนเอง
เครดิต :
ธ.ธรรมรักษ์