วันพฤหัสบดีที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2563

พระปรางค์วัดพระศรีรัตนมหาธาตุสุพรรณบุรี

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก ยิ่งให้ยิ่งได้ ยิ่งหวงยิ่งอด เราไม่หวงเราไม่อด หมดเดี๋ยวก็มา
“พระปรางค์วัดพระศรีรัตนมหาธาตุสุพรรณบุรี”  ปรางค์ไทยงาเนียม ในยุคพระบรมไตรโลกนาถ
ข้อความใน จารึกขุนศรีไชยราชมงคลเทพ พบจากบริเวณช่องเขาพังเหย ในตำบลห้วยบง อำเภอด่านขุนทด จังหวัดนครราชสีมา ระบุปีจารึกว่าอยู่ “...ในปีกุนนักษัตร 11 ค่ำ เดือนสิบสอง” ได้กล่าวถึงพระนาม  “สมเด็จพระอินทรามหาบรมจักรพรรดิธรรมิกราช” ได้โปรดเกล้าฯ ให้ขุนศรีไชยราชมงคลเทพเป็นแม่ทัพใหญ่ นำกองทัพไปตีเมืองพิมาย พนมรุ้งและเมืองในกัมพูชา  
ภาษาและเนื้อความของจารึก สอดรับเวลากับพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาที่ได้กล่าวถึงเหตุการณ์การตีเมืองพระนครศรียโสธระปุระในปี พ.ศ. 1974  ในสมัยสมเด็จพระบรมราชาธิราช (เจ้าสามพญา-สามพระยา) ซึ่งต่อมาในปี พ.ศ. 1986 อยุทธยายังได้ส่งกองทัพใหญ่เข้าไปปราบกบฏเจ้าพระยาญาติ (เจ้ายาด–เจ้าพญาคามยาต) ที่ เมืองจัตุมุขอีกครั้ง ซึ่งในการพระราชสงครามกับฝ่ายกัมพูชาธิบดีในช่วงรัชสมัยของเจ้าสามพระยานี้ อาณาจักรอยุทธยาได้กวาดต้อนเชลยศึกกลับมาเป็นจำนวนนับแสนคน ทั้งพระญาติพระวงศ์ ชนชั้นผู้ปกครอง ไพร่ทาส สมณะ พราหมณ์ ซึ่งก็รวมถึงช่างฝีมือในงานศิลปะแขนงต่าง ๆ กลับมายังอาณาจักรเป็นจำนวนมาก
พระนาม “สมเด็จพระอินทรามหาบรมจักรพรรดิธรรมิกราช” ในจารึกขุนศรีไชยราชมงคลเทพ  จึงควรเป็นพระนามหนึ่งของ สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 2 (เจ้าสามพญา-สามพระยา) ในเหตุการณ์ยกกองทัพไปตีเมืองพระนครหลวงในช่วงปี พ.ศ. 1974 และ พ.ศ. 1986 
ในช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 20 ราชสำนักอยุทธยา หันมานิยมงานสถาปัตยกรรมการก่อสร้างเจดีย์ทรงปราสาทเขมร หรือ “พระปรางค์” ตามรูปแบบปรางค์เขมร-ละโว้ จากอิทธิพลของช่างฝีมือ ช่างงานศิลปะและช่างก่อสร้างจากละโว้และเชลยเขมรเมืองพระนคร เกิดการสร้างพระปรางค์ประธานของวัดราชบูรณะที่กรุงศรีอยุธยาและปรางค์วัดจุฬารมณี ที่เมืองสองแคว ด้วยหินศิลาแลง-มีตรีมุข ตามแบบสถาปัตยกรรมของปรางค์ประธานวัดมหาธาตุลพบุรี  แต่งานก่อสร้างทั้งที่วัดราชบูรณะและวัดจุฬามณีก็ไม่แล้วเสร็จ คงหยุดการก่อศิลาแลงและงานปูนปั้นประดับไว้แต่ส่วนเรือนธาตุ สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถผู้เป็นพระราชโอรส จึงโปรดฯ ให้ต่อส่วนยอดของพระปรางค์ด้วยโครงสร้างก่ออิฐ เปลี่ยนยอดปรางค์มาเป็นทรง “งาเนียม” ที่เรียวสูงขึ้น มีการปรับจำนวนชั้นและการจัดเรียงบัวกาบขนุน (กลีบขนุน) ให้กระชับเข้ามาชิดกันตามจำนวนมุมที่เพิ่มขึ้น  แทนการสร้างเป็นรูปทรงศิขระซ้อนชั้นวิมานจำลองตามแบบปรางค์เขมร-ละโว้เดิม
“ปรางค์-ไทย ทรงงาเนียม” จึงเป็นความนิยมของราชสำนักสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ เพื่อใช้เป็นสัญลักษณ์แสดงอำนาจ-จักพรรดิราชของพระองค์ ภายหลังที่สามารถผนวกรัฐสุโขทัย (ที่ต้องทำสงครามกับพระเจ้าติโลกราชแห่งอาณาจักรล้านนายาวนานกว่า 10 ปี) รวมกับรัฐละโว้และสุพรรณภูมิของพระราชบิดา มาเป็น “อาณาจักรกรุงศรีอยุธยา”  ที่มีการจัดระเบียบการปกครองส่วนกลางและส่วนภูมิภาคเป็นแบบแผนเดียวกัน  ขึ้นตรงต่อราชสำนักเดียวที่กรุงศรีอยุธยาอย่างสมบูรณ์เป็นครั้งแรก มีการสร้างพระปรางค์ทรงงาเนียม ชุดฐานชะลูดสูงไม่มีตรีมุข ขึ้นในหลายหัวเมืองสำคัญ ทั้งเมืองเชลียง เมืองพิษณุโลก เมืองราชบุรี เมืองเพชรบุรี (?)
เป็นครั้งแรก รวมทั้งที่เมืองสุพรรณบุรี-นครอินทร์ ศูนย์กลางรัฐสุพรรณภูมิเดิมที่พระราชบิดา (เจ้าสามพระยา)  เคยปกครองอยู่ก่อนขึ้นครองราชย์ที่อยุทธยา
-----------------------------------------------
*** เจดีย์ประธานองค์เดิมของวัดมหาธาตุสุพรรณบุรีนั้นอาจเคยมีรูปทรงชะลูดสูงใหญ่ ฐานเรือนสี่เหลี่ยมแบบปราสาท ซ้อนชั้นด้วย เรือน 8 เหลี่ยม  แบบเดียวกับเจดีย์วัดพระแก้วเมืองสรรค์บุรี (มหาธาตุสรรค์บุรี เจดีย์วัดพระรูป) เรียงสับหว่าง 3 องค์ ตามสถาปัตยกรรมนิยมของฝ่ายรัฐสุพรรณภูมิ มีเจดีย์ฐาน-เรือน 8 เหลี่ยมซ้อนชั้นยอดระฆังจำนวนมากล้อมอยู่โดยรอบ สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถอาจได้โปรดฯ ให้รื้อกลุ่มเจดีย์ประธานเดิมที่อาจชำรุดทรุดโทรมจนถึงขั้นพังทลายลงมาขึ้นใหม่ รวมทั้งรื้อเจดีย์บริวาร 8 เหลี่ยมจนเหลือแต่เพียงฐานรากจำนวนมาก แล้วโปรดฯ ให้สร้างพระปรางค์ใหญ่ขึ้นเป็นประธานแทนที่ รวมทั้งการสร้างวิหารท้ายจระนำยาวเข้ามาซ้อนระเบียงคดกับการก่ออาคารระเบียงคดล้อมรอบ
ฐานล่างของปรางค์เป็นฐานเขียงสูง ซ้อนด้วยฐานปัทม์คาดบัวลูกฟักเหลี่ยมที่ท้องไม้ขึ้นไป 4 ชั้น ลาดบัวคว่ำมีขนาดใหญ่กว่าลาดบัวหงายคล้ายพานปากแคบ ทำให้การยกชั้นซ้อนเกิดเป็นฐานต่อเนื่องชะลูดสูง ไม่มีที่ว่างระหว่างชั้น แตกต่างไปจากฐานของปราสาทเขมร – ละโว้ (เช่นที่ ปรางค์วัดราชบูรณะ) ที่จะลาดบัวและหน้ากระดานเท่ากัน ยกขึ้นไปที่ละชั้นเกิดพื้นที่ว่างระหว่างชั้นอย่างชัดเจน  
ฐานเชิงเรือนธาตุเป็นฐานปัทม์ไม่มีคาดลวดลูกฟัก เรือนทรงปราสาทสี่เหลี่ยม ยกเก็จประธาน 1 กระเปาะ แล้วยกซุ้มประตูซ้อน 2 ชั้น แทรกมุมเล็ก ๆ ระหว่างกลางมุมหลักมีขนาดใหญ่ เหนือบัวรัดเกล้าเป็นชั้นอัสดงผนังโค้ง ประดับรูปยักษ์ทวารบาลปูนปั้น สวมเทริดมีหูข้าง คาดเชือกไขว้ถือกระบอง ยกชั้นวิมาน (รัดประคด-เชิงบาตร) ขึ้นไป 7 ชั้น  เพิ่ม (ยก) มุมที่ชั้นอัสดงตรงมุมหลักทั้ง 4 ด้าน ทำให้กลีบขนุน (บัวกาบขนุน) ประดับมุมของแต่ละชั้นวิมานเรียงตัวแน่น เหลือช่องว่างระหว่างกันเพียงเล็กน้อย กลีบขนุนของมุมหลักในแต่ละชั้นยังมีขนาดใหญ่กว่ามุมย่อย ซึ่งเป็นลักษณะเด่นของพระปรางค์ไทย ที่หลุดออกจากงานสถาปัตยกรรมเขมร-ละโว้แล้ว
ตรงกลางเรือนธาตุเก็จประธานแต่ละด้านทำเป็นซุ้มบัญชร ที่เลื่อนลงมาในระนาบเดียวกับระดับกลีบขนุน ซุ้มหน้าต่างหลอกลดลงกลายมาเป็นผนังฐานในระดับเดียวกับลวดฐานเชิงบาตร จึงไม่ต้องวางบันแถลงไว้ตรงหน้าซุ้มบัญชรแบบปราสาทเขมร-ละโว้เดิม    
ชั้นหลังคาวิมานลดหลั่นขนาดของเครื่องปักกลีบขนุนลงจนถึงชั้นที่ 7 รวมทั้งลดขนาดของชั้นวิมานให้เตี้ยลง  รวบกลีบขนุนโค้งสอบเข้าจนจบที่ลาดหลังคา (บัวกลุ่ม) เหนือสุดวางหม้อน้ำอมลกะ (Āmālaka) ด้านบนปักด้วยเสาโลหะนภศูล (Naba shula) 
ปูนปั้นประดับที่เหลืออยู่ทั้งที่หน้าบัน บัวรัดเกล้าและเฟื่องอุบะของปรางค์วัดมหาธาตุเมืองสุพรรณบุรี ได้แสดงลวดลายตามแบบขนบละโว้-อยุทธยา ผสมผสานกับลวดลายในงานศิลปะแบบล้านนา–จีน  คล้องจองกับการประดับลวดลายของปรางค์วัดจุฬามณีและผนังวิหารวัดนางพญา (ศรีสัชนาลัย) ที่เป็นงานศิลปะนิยมในช่วงสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ตั้งแต่ช่วงต้นพุทธศตวรรษที่ 21 เป็นต้นมา
ปูนปั้นประดับของหน้าบันที่เหลืออยู่ เป็นกรอบลำยองโค้งตัวรวยนาคเลื้อยเป็นขยัก ไม่มีแง่งแหลมแบบหน้าบันเขมร มีกลีบบัวรวนวางห่างเป็นระยะทั้งด้านบนและล่างของรวยนาค ปลายรวยเป็นรูปตัวมกรคายนาค 5 เศียร แทรกรูปเทพพนมในช่องว่างที่หัวตัวมกร คล้ายคลึงกับงานประดับปูนปั้นปรางค์วัดจุฬามณี  ภายในกรอบใบระกาเหนือรวยนาค แทรกรูปเทพพนมผุดจากดอกไม้ กลางหน้าบันคงเหลือรูปเทพยดานั่งแสดงวันทาอัญชลี ปูนปั้นที่หายไปจึงอาจเป็นรูปพระพุทธเจ้าแสดงเทศนาธรรม (ด้านล่างคั่นด้วยกรอบขื่อปลอม ผนังส่วนล่างพังทลายลงไปนานแล้วที่เห็นอยู่คือการซ่อมขึ้นใหม่) ครับ 
ลายปูนปั้นประดับเฟื่องอุบะผนังเรือนธาตุ ลวดบนทำเป็นพู่รูปพุ่มใบไม้จีนทิ้งห่างเป็นระยะ เกิดเป็นช่องโค้งตวัดหยักแหลมที่ตรงกลาง คั่นชั้นด้วยเส้นลวดประดับดอกไม้กลีบ เว้นว่างเป็นระยะ กรอบล่างมีเส้นลวดกระจังหัวคว่ำ หยักโค้ง-ปลายม้วนเข้าด้านในขนาดใหญ่ ภายในกรอบมีดอกไม้มีกลีบเป็นประธานแตกใบพุ่ม แทงพุ่มยอดแหลมตรงลงมาด้านล่าง  สับหว่าง (ซ้อน)กับ เส้นลวดสามเหลี่ยมคว่ำ มีดอกไม้กลมมีกลีบและใบไม้แหลมใบเดียวแทงลงมาด้านล่าง
ชุดลวดบัวรัดเกล้า เริ่มจากลวดคู่ชุดใหญ่ที่มีรูปดอกไม้กลม เกสรแหลมตรงกลางวางเรียงดอกเว้นระยะห่าง ขึ้นไปเป็นเส้นลวดคู่มีดอกไม้แบบเดียวกันแต่เล็กกว่า สลับกับลายกับบัวหงายเว้นระยะไม่มีใบซ้อน ชั้นลวดบัวหงายมีขนาดใหญ่ไม่มีใบซ้อนหรือสับหว่าง แต่แทรกลายดอกไม้ตั้งก้านตรงไปเป็นพุ่มใบอ่อนแตกเป็นแฉกที่ด้านบน ถัดขึ้นไปเป็นหน้ากระดาน วางลายเส้นลวดกรอบข้าวหลามตัดในกรอบของลายเมฆ (กรอบกระจกจีน) มีดอกไม้กลีบเป็นประธาน ภายในกรอบลวดแตกใบอ่อนเป็นลายใบ-ก้านขด ลายกระหนกใบไม้ มีลายดอกไม้ ลายก้านขดโค้งคั่นระหว่างกลางกรอบเส้นลวด ลวดชั้นบนยังคงเป็นเส้นกลีบบัวหงาย คั่นด้วยท้องไม้ขึ้นไปจนถึงยอดครับ
ปูนปั้นชุดฐานของรัดประคด-เชิงบาตรรองรับบัวกาบขนุนชั้นแรกที่เหลืออยู่แตกต่างไปจากชั้นรัดเกล้า โดยที่หน้ากระดานปั้นเป็นลายเถาไม้เลื้อยแบบจีนออกมาจากดอกไม้ต่อเนื่องกันไปตามแนวราบ ตรงมุมหักเข้าทำเป็นรูปดอกไม้จีนในกรอบลวดหยักมนด้านข้าง (ช่องกระจกจีน) บางส่วนคั่นด้วยกรอบสี่เหลี่ยม ภายในปั้นเป็นรูปลายหงส์คาบสร้อยอุบะพวงมาลัย หงส์และสิงห์บนกระหนกตัวเหงาโค้ง หงส์และสิงห์บนโค้งก้านเถา รูปดอกบัวหรือดอกโบตั๋นบานแบบจีน รูปสิงห์ รูปสิงห์ยกขา จัดวางลวดลายไม่เป็นแบบแผนเดียวกันในแต่ละด้าน
ลวดลายปูนปั้นประดับเครื่องปักที่เหลืออยู่ทำเป็นเครื่องลำยองชะลูดสูงตามทรงกลีบขนุน ปลายกรอบแตกต่างกันไม่เป็นแบบแผน มีทั้งรูปหงส์ (มีปีก) รูปกระหนกตัวเหงาปลายพวยแหลม รูปตัวเหรา (มีขา) ใบระกาก็ทำเป็นกระหนกและใบไม้แบบต่าง ๆ ไม่เหมือนกันทุกกลีบ ส่วนปูนปั้นประดับซุ้มบัญชร ทำเป็นโค้งหน้านางแบบลังกา ปลายตวัดเป็นกระหนกขดตัวเหงาปลายพวยแหลม ภายในซุ้มโค้งอาจเคยประดิษฐานรูปพระพุทธรูปปูนปั้นครับ 
--------------------------------------------------
***  ภายหลังการสถาปนาพระปรางค์มหาธาตุไปแล้ว จึงได้มีการต่อเติมขยายส่วนฐานด้านข้าง เพื่อทำเป็น 
“ปรางค์สามยอด – ปราสาทสามหลัง” โดยส่วนฐานใหม่ยังคงทำชุดลวดบัวฐานตามแบบฐานปรางค์ใหญ่เดิมแต่ย่อขนาดลงไม่รับกับฐานเดิม ซึ่งอาจเกิดขึ้นจากพระราชนิยม ตามชื่อพระนาม “บรมไตรโลกนาถ” ที่หมายถึงผู้ปกครองสามโลก เช่นเดียวกับพระนามแห่งพระอิศวร ผู้เป็นใหญ่เหนือตรีมูรติ ตามแบบคติฮินดูจากพราหมณ์ฝ่ายเขมร ที่กำลังมีอิทธิพลอย่างมากในราชสำนักช่วงเวลานั้น หรืออาจเกิดขึ้นจากคติพระพุทธเจ้าสามพระองค์ของฝ่ายพุทธศาสนา (อดีตพระพุทธเจ้า พระสมณโคตมพุทธเจ้า และพระศรีอริยเมตไตรยอนาคตพุทธเจ้า) จึงได้เกิดการต่อเติมพระปรางค์มหาธาตุเดิม ทั้งในอยุทธยาที่ปรางค์วัดพระราม หัวเมืองชั้นในของอาณาจักรที่ปรางค์วัดมหาธาตุลพบุรีและปรางค์ประธานวัดมหาธาตุราชบุรี (ต่อเพิ่มด้านหลังอีก 1 องค์)      
การสร้างพระปรางค์มหาธาตุเมืองสุพรรณบุรีขึ้นใหม่โดยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ สอดรับกับหลักฐานจารึกลานทอง พระพุทธฎีกาสมเด็จพระคุรุจุฬามุณีศรีสังฆราช มีข้อความว่า “...ศุภมัสดุในมหาศักราช 1369 ( พ.ศ. 1990) ปีเถาะ ขึ้น 3 คํ่า เดือน 6 วันจันทร์ มีพระบัณทูลพระราชโองการแห่งสมเด็จพระบรมราชาธิบดีศรีมหาจักรพรรดิราช (เจ้าสามพระยา) และพระราเมศวรราช (สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ) ทรงอนุโมทนาด้วยสุจริตศรัทธา ด้วยพุทธฎีกาสมเด็จพระคุรุจุฬามุณีศรีสังฆราชสังฆปรินายกดิลกรัตนมหาสวามี บรมราชาจารึกพระสุพรรณบัฏแด่พระมหาเถรนามว่าปริยทัศศีศรีสารีบุตรนามว่ามหาเถรสารีบุตร...”
จากรึกลานทองที่พบภายในกรุของพระปรางค์แผ่นนี้ ระบุเหตุการณ์ในช่วงปลายสมัยสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 2 (เจ้าสามพระยา) และปรากฏพระนามของพระบรมไตรโลกนาถเมื่อยังดำรงตำแหน่งพระมหาอุปราชา พระปรางค์มหาธาตุสุพรรณบุรี จึงสร้างควรถูกสร้างขึ้นในช่วงหลังจากปี พ.ศ. 1990 ไปแล้ว สอดรับกับการสร้างปรางค์ทรงงาเนียม ฐานสูงไม่มีตรีมุข ขนาดใหญ่น้อย ตามเมืองสำคัญของอาณาจักรกรุงศรีอยุธยาหลายแห่ง
*** พระปรางค์วัดมหาธาตุสุพรรณบุรี จึงถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นการพุทธบูชาถวายเป็นพระราชกุศลแก่พระราชบิดา ผู้เคยเป็นกษัตริย์แห่งแคว้นสุพรรณภูมินี้ เช่นเดียวการสร้างปรางค์ประธานวัดราชบูรณะที่กรุงศรีอยุธยาครับ
เครดิต ; FB
วรณัย  พงศาชลากร
EJeab  Academy
เพราะทุกที่มีเรื่องราวและเรื่องเล่า

วันพุธที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2563

ทำบุญง่ายนิดเดียว

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก ยิ่งให้ยิ่งได้ ยิ่งหวงยิ่งอด เราไม่หวงเราไม่อด หมดเดี๋ยวก็มา
หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินฺธโร
การปฏิบัติ​ที่หลวงพ่อ​ได้รับ​คำสอน​มานั้นยืนยัน​ว่า​ #การทำสมาธิเป็นสิ่งเดียวที่จะพัฒนาชีวิต​ ชีวิต​ของคนเรา​นี้สามารถ​พัฒนา​ได้​ เพราะ​เป็นวัตถุดิบ​ที่หาไม่ได้​ ธรรมดาหาไม่ได้
เพราะฉะนั้น​ เมื่อมีร่างกาย​ ร่างกาย​เราเดินเนี่ย​ แล้วก็มีใจ​ ถ้ามีอย่างเดียว​ไม่ได้​ ถ้ามีอย่างเดียว​ ถ้าเป็นคนก็ตาย​ เขาเอาไปเผาแล้ว​ แล้วถ้าเป็นจิตวิญญาณ​ ก็ทำบุญ​ทำอะไร​ไม่ได้​ เร่ร่อน​ไปตามเรื่อง
ถ้าหากว่าไม่มีสมาธิแล้ว มันจะเร่ร่อนไปอย่างแบบไม่มีจุดหมาย​ ใครเขาสร้างบุญ​สร้าง​กุศล​ที่ไหน​ ก็พยายาม​ไปคอยโมทนา​เอา
สมมุติ​ว่าเรามีชีวิต​อยู่​นี่​ เราทำบุญสักครั้งหนึ่ง เราจะได้เป็นหมื่น​ พูดกันว่าจะได้เป็นหมื่น​  แต่พอตายไปแล้ว​ เราไปอนุโมทนา​ ลูกหลาน​อนุโมทนา​ให้​ ญาติ​มิตรอนุโมทนา​ให้​ จะได้เป็นสิบ
เพราะฉะนั้น​ มันห่างไกลกันมาก​ พระพุทธ​เจ้าจึงแนะนํา​ว่า​ เราทำเอาเองเถอะ อย่าไปคอยลูกหลาน​เขาทำให้เลย​ ญาติ​มิตรเขาทำให้ได้สิบเท่านั้น​น่ะ  แต่ถ้าทำเอาเองนี่ได้ครั้งละหมื่น
เพราะฉะนั้น
 การทำบุญนี่ง่ายนิดเดียว
เรานึกพุทโธคำเดียวก็ได้บุญแล้ว
เราสมาทานศีล เราไม่ต้องไปสมาทาน​กัยพระหรอก​ เราสมาทานเองเลย​ คืนนี้​ ฉันไม่ได้ฆ่าสัตว์​ ฉันไม่ได้ไปขโมย​ของใคร  ยุงมาก็อย่าไปตบมันและก็เท่านั้น​ เราก็ได้ศีล​ ๕
แล้วสมาธิ เรานึกพุทโธ​ ๑​ ครั้ง​ก็เริ่มจะได้สมาธิ​ พอนึกพุทโธ​หลายครั้ง​ สมาธิ​ก็ผลิต​ ผลิตพลังจิต​ พลังจิต​ก็แทรกซึมที่จิตไม่เสียหาย​
ถ้าหากว่า​ได้ทำเช่น​นี้เขาเรียกว่า​ พัฒนาชีวิต
สมเด็จ​พระญาณ​ว​ชิ​โร​ดม​
(หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินฺธโร) 
เจ้าอาวาส​วัด​ธรรม​มงคล​เถา​บุญ​ญ​นนท์​วิหาร
ประธาน​ผู้ก่อตั้ง​มูลนิธิ​สถาบัน​พลังจิต​ตา​นุ​ภาพ
.........
ที่มา.. หนังสือ​ธรรมะ​รุ่งอรุณ​ ๙ : พระธรรมเทศนาโดย เจ้าประคุณ สมเด็จพระญาณวชิโรดม (หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินฺธโร) เมื่อวันอาทิตย์​ที่ ๑๗ กรกฎาคม​ พ.ศ. ๒๕๕๙ หน้า​ ๑​๗​
โพสต์​โดย​ @Tanatporn Utaisuthichit
ขออนุโมทนา​กับ​ผู้มีส่วน​แห่ง​สาระ​ธรรม​และ​ภาพประกอบ​นี้
🌾🙏🙏🙏🌾🌾

วันศุกร์ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2563

ผู้พิทักษ์ทั้ง ๗

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก ยิ่งให้ยิ่งได้ ยิ่งหวงยิ่งอด เราไม่หวงเราไม่อด หมดเดี๋ยวก็มา
“สัปตมาตริกา” ศักติเทวีสงคราม-ผู้พิทักษ์ ทั้ง 7
“สัปตมาตริกา – สัปตะมาตฤกา - ซัปตามาตริกา” (Sapta mātṛka)  พระแม่ทั้ง 7  (Seven Mothers)หรือ พระศักติเทวีทั้ง 7  (Seven Goddess Śakti – พลังศักดิ์สิทธิ์แห่งเพศหญิง Divine feminine power) ปรากฏเป็นวรรณกรรมที่ชัดเจนในคัมภีร์ปุราณะของฝ่ายฮินดู มาตั้งแต่ช่วงหลังพุทธศตวรรษที่ 10 เป็นต้นมา 
กำเนิดของเหล่าเทวีผู้พิทักษ์ – เทวีสงคราม ทั้ง 7  ในแต่ละคัมภีร์ปุราณะของแต่ละนิกายจะแตกต่างกัน ในคัมภีร์ “เทวี มาหาตมัยยะ” (Devi Māhātmya)  และ “มารกัณเฑยปุราณะ”(Mārkaṇḍeya Purāṇa)  เล่าถึง อสูรสองพี่น้องนามว่า “ศุมภ์-ศุมภะ-ศุมภาสูร (śumbha - Shumbha) กับ “นิศุมภ์–นิศุมภะ-นิศุมภาสูร” (Niśumbha-Nishumbha) ได้ขอพระจากองค์พระศิวะ ให้ตายได้เฉพาะจากสตรีที่มิได้เกิดจากครรภ์มารดา ต่อมาได้นำกองทัพอสูรออกอาละวาดไปทั่วสามโลก แต่ดันมาถูกหลอกให้หลงรักพระแม่อัมพิกา (Ambikā –แบ่งภาคจากพระนางปราวตี) เทวีแสนงาม มาประทับอยู่ที่เขา “วินธัย” (Vindya) นางประกาศว่าจะแต่งงานกับผู้ที่รบชนะตนเท่านั้น สองอสูรจึงรีบนำกองทัพมาท้ารบ พระนางได้เหล่าเทพเจ้าแบ่งภาคศักติมาเป็นเทวีสัปตมาตริกา (จามุณฑา – จันตี  พราหมณี มเหศวรี เกามารี ไวษณวี อินทราณี วราหิณี)  ลงมาช่วยรบ จนทั้งสองอสูรพ่ายแพ้ แต่มีอสูรตนหนึ่งนามว่า “รัคตภีตะ”(Raktabīja) ได้รับพรให้สังหารไม่ตาย และหาเลือดหนึ่งหยดตกลงพื้นก็จะเกิดเป็นอสูร 1,000 ตนขึ้นมา พระนางกาลี - กาลราตรี (Kaalratri) จึงได้กำเนิดขึ้นจากพระนลาฏแห่งพระแม่ทุรคา เข้าสังหารอสูรได้อย่างไม่ยากเย็น และใช้ลิ้นยาวกวาดละอองเลือดที่ลอยอยู่ในอากาศ มากลืนกินเข้าไปในท้องจนหมด
ในนิกายศากตะ (Śakta - บูชาพลังพระแม่ศักติ) กล่าวว่า เหล่าเทวีนั้นเกิดขึ้นจากพลังศักติ (เพศหญิง) ของเหล่าเทพเจ้าผสมพลังของเทวีปารวตี ในครั้งที่เหล่าอสูรอันได้แก่ มหิษาอสูร ศุมภะ นิศุมภะ จันทร มุนดา ทูมรักษะ รัคตะบีชะ ฯลฯ ที่ล้วนแต่ได้รับพรจากพระพรหม รวบรวมเหล่าอสูรร้ายบุกขึ้นสู่สวรรค์ เหล่าเทพเจ้าได้รวมตัวกันต่อสู้ โดยพระนางปารวตี ได้แปลงรูปเป็นพระแม่อาทิปาราศักติ 18 พระกรหรือพระแม่ทุรคาเทวี เหล่าเทพเจ้าจึงได้แยกภาคของพลังอิตถีศักติของตนออกมาเป็นเทวีสัปตมาตริกา ทั้ง 7 องค์ เพื่อเข้าร่วมต่อสู้กับเหล่าอสูรร้ายจนประสบชัยชนะ 
ในปกรณัมเรื่อง “อันธกาสุรวธามูรติ” (Andhakasura-vadha-murti) และ “คชอสูราสังหาระมูรติ” (Gajasurasamhara Murti)  จาก “มัตสยาปุราณะ” (Matsya Purāṇa )  เล่าถึงเรื่องราวการปราบ “อันธกาสูร” (Andhakasura) บุตรซึ่งเกิดจากพระเสโทของพระศิวะ ที่ได้รับการประสาทพรจากพระพรหมว่า จะสิ้นชีพก็ต่อเมื่อบังเกิดความรักต่อสตรีที่เปรียบเสมือนมารดา และหากถูกอาวุธใด ๆ จนมีเลือดออกจากร่างไม่ว่าจะมากหรือน้อย หยดเลือดนั้นจะกลายเป็นตัวอสูรอันธกะตนใหม่ขึ้นมาไม่สิ้นสุด พระศิวะจึงแบ่งภาคศักติมาเป็นพระแม่โยเกศวรี (มเหศวรี)  และขอให้เหล่าเทพแบ่งภาคศักติมาเป็น พระแม่สัปตมาตริกาทั้ง 7 ประกอบด้วย ไวษณวี พราหมณี เกามารี อินทราณี วราหิ นาราซิมฮี (นรสิงหิณี) (หรือพระลักษมี) ลงมาช่วยรบกับอันธกาสูรมาช่วย คอยกินเลือดอสูรเพื่อไม่ให้กลายร่างขึ้นมาใหม่ แต่สู้ไม่ได้ จึงต้องขอให้พระวิษณุมาช่วยใช้สุทรรศนจักรตัดหัวอันธกาสูร โดยพระองค์ได้เนรมิตถ้วยรองรับโลหิตของอสูรทั้งหมดเอาไว้ และ ตอนที่พระศิวะเปลี่ยนภาคเป็น “มหาวีรภัทร” (Mahā Virabhadra) สังหารอสูรช้างนิลา (Nila) บริวารเอกของอสูรอันธกะ
---------------------------------------------
สัปตมาตริกา - เทวีสงคราม ทั้ง 7 ในปุราณะยุคแรก ประกอบด้วย “พระแม่พราหมณี (Brahmani) กำเนิดขึ้นจากศักติแห่งพระพรหม ถือหม้อน้ำกมัณฑลุ ทรงหงส์เป็นวาหนะ “พระแม่มเหศวรี” (Maheshwari) กำเนิดขึ้นจากศักติแห่งพระศิวะ ถือตรีศูล ทรงโคอุสุภราชเป็นวาหนะ “พระแม่เกามารี” (Kaumari) กำเนิดขึ้นจากศักติแห่งพระสกันทะ ถือหอก ทรงพญานกยูงเป็นวาหนะ “พระแม่ไวษณวี” (Vishnavi) กำเนิดขึ้นจากศักติแห่งพระวิษณุ ถือจักร ทรงพญาครุฑเป็นวาหนะ “พระแม่วราหิ” (Varahi) เกิดจากศักติแห่งพระยมราช มีพระพักตร์เป็นสตรีงามหรือหมูป่า ทรงหมูป่าหรือบังลังก์ป็นพาหนะ (แต่ในคัมภีร์มัสยาปุราณะอธิบายว่าพระแม่วราหิณี กำเนิดขึ้นจากพลังศักติแห่งพระวราหะ มีพระเศียรเป็นหมูป่า ซึ่งเป็นอวตารปางที่ 3 ของพระวิษณุ เรียกว่า “ปัญจามี” (Panchami) –ในความหมายลำดับที่ 5 ของเหล่าเทวีสัปตมาตริกา มีกระบือเป็นพาหนะ) “พระแม่อินทิราณี” อินทราณีหรือไอณทรี (Indirani) กำเนิดขึ้นจากศักติแห่งพระอินทร์ ถือวัชระ ทรงพญาช้างเป็นวาหนะ และ“พระแม่จามุณฑา-จันตี-จามุณฑี-จัณฑิกา-จามุนเดศวรี” (Chamundi–Charchika -Caṇḍī-Caṇḍika) กำเนิดขึ้นจากพระแม่อาทิปาราศักติ  (ทรุคา-กาลี) พระพักตร์ดุร้าย ทรงกระบือเป็นวาหนะ เหยียบบนหัวอสูร 
ในปุราณะและงานศิลปะฝ่ายไวษณพจะนิยมใช้ “พระนางลักษมี” (Lakshmi)  ถือดอกบัว ทรงนกฮูก แทนพระนางจามุณฑา ในคติไศวะนิกาย บางศิลปะก็ปรากฏ“พระแม่นารายซิมฮี – นรสิงหิณี” (Narasimhi) ที่กำเนิดขึ้นจากพลังศักติของพระนรสิงห์ หรือ “พระแม่คเณศาณี – วินายกี” (Ganeshani -Vināyaki) ที่กำเนิดขึ้นจากพลังศักติของพระคเณศ
คติความเชื่อเรื่องศักติเทวีสัปตมาตริกา ยังคงได้รับความนิยมในอินเดียและเนปาลมาจนถึงในปัจจุบัน  ผู้คนจะบูชาพระแม่ทั้ง 7  เพื่อการขอพรให้ปกป้องดูแลลูกหลาน ดังจะเห็นว่ารูปสลักของเหล่าเทวีในยุคโบราณนั้น จะประคองรูปเด็กมาตั้งแต่ในยุคคุปตะ สัปตมาตริกาจึงเป็นพระแม่-มารดาที่มีความเมตตากรุณา คอยดูแลปกป้องคุ้มครองทารกเกิดใหม่ให้แข็งแรงปลอดภัยมาโดยตลอด  
--------------------------------------------------
*** งานศิลปะจากคติและปกรณัมศักติเทวีสงคราม ผู้พิทักษ์ทั้ง 7 ที่เก่าแก่ที่สุดในโลก (ที่ยังดูสมบูรณ์) อาจอยู่ที่ผาหินทรายใกล้กับหมู่บ้านบาโดล (Badoh) ห่างไปทางตะวันออกเฉียงเหนือของเมืองเวทิศา (Vidisha) ในรัฐมัธยประเทศ (Madhya Pradesh) ประมาณ 90 กิโลเมตร เป็นภาพเทวีสัปตมาตริกาทั้ง 7 ประทับบนเก้าอี้ มีพระศิวะเป็นประธาน ศิลปะแบบราชวงศ์คุปตะ ช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 10 
ภาพศิลปะเทวีสัปตมาตริกาที่มีความงดงามที่สุดและมีชื่อเสียงที่สุด คงเป็นภาพสลักบนผนังเทวาลัยถ้ำ “ราเมศวร” (Ramesvara) ถ้ำเอลโลร่าที่ 21 รัฐมหาราษฏระ ในยุคพระเจ้ากฤษณะราชา (Krishnaraja) ราชวงศ์ฮินดูกาลาจูลี – กันยารี (Kalachuri)  ช่วงต้นพุทธศตวรรษที่ 12  มีภาพสลักศิวนาฏราช ภาพพระศิวะ- วีณาธรมูรติ (Veenadhara Murti) เป็นประธาน (มีรูปโคนนทิกำกับที่ฐานล่าง) พระแม่พรหมมณี พระแม่มเหศวารี พระแม่เกามารี พระแม่ไวษณวี พระแม่วราหิ (ในพระพักตร์แบบสตรีผู้มีเมตตา มีรูปหมูป่ากำกับด้านล่าง) พระแม่อินทิราณี และพระแม่ลักษมี โดยมีรูปพระคเณศ – พระคณปติ (ผู้เป็นประธาน) ปิดท้ายทางขวา ผนังติดกันสลักเป็นภาพของพระนางกาลี (ในร่างภูติผีที่น่าหลาดกลัว)  
ยังมีภาพสลักเทวีสัปตมาตริกาบนผนังในห้องคูหาปีกตะวันออก “ถ้ำเอเลเฟนต้า” (Elephanta Cave) บนเกาะช้าง ใกล้เมืองมุมไบ  รัฐมหาราษฏระ งานศิลปะในช่วงราชวงศ์ฮินดูกาลาจูลี กลางพุทธศตวรรษที่ 12
เช่นเดียวกับที่ถ้ำราเมศวร แสดงภาพสลักของเหล่าเทวีสัตปมาตริกา มีภาพพระคเณศและพระศิวะเป็นประธานที่ผนังด้านข้าง แต่ก็เป็นที่น่าเสียดายที่ภาพสลักจำนวนมากในถ้ำนี้ได้ถูกทหารโปรตุเกสและพวกมุสลิมเข้าทำลายอย่างยับเยินในช่วงเวลาหนึ่ง
ภาพสลักบนผนังเทวาลัย ถ้ำเอลโลร่าที่ 14 ในยุคราชวงศ์ราชฐากุฏะ (Rashtrakuta)  ราวพุทธศตวรรษที่ 14-15  มีภาพพระศิวะเป็นประธานที่ผนังด้านซ้าย ผนังกลางแสดงภาพของเหล่าเทวีสัปตมาตริกาคู่กับรูปเด็ก เริ่มต้นจาก พระแม่พรหมมณี (รูปหงส์ที่ฐาน) พระแม่มเหศวรี (รูปวัว) พระแม่เกามารี (รูปนกยูง) พระแม่ไวษณวี (รูปครุฑ) พระแม่วราหิ (รูปหมูป่า) พระแม่อินทิราณี (รูปช้าง) พระแม่ลักษมี (รูปนกฮูก) จบที่พระคณปติ (พระคเณศ – รูปขนมโมทกะ) โดยทางขวาสุดเป็นภาพของพระนางกาลีในร่างภูตผีที่น่าสะพรึงกลัว     
ภาพสลักของเทวีสัปตมาตริกาตามเรื่องราว “อันธกาสุรวธามูรติ” ยังปรากฏที่ผนังฐานเทวาลัยไกรลาสนาถ   ถ้ำเอลโลร่าที่ 16 รัฐมหาราษฏระ สร้างขึ้นในสมัยของพระเจ้ากฤษณะที่ 1  ในช่วงปลายสุดของพุทธศตวรรษที่ 13 จนถึงต้นพุทธศตวรรษที่ 14  มีรูปของเหล่าเทวีนั่งอยู่ที่ปลายพระบาทของพระมหาวีรภัทร ร่วมกับรูปของพระนางกาลีกำลังร่ายรำ  สังหารอสูรช้าง “คชอสูราสังหาระมูรติ” แผ่หนังอสูรช้างนิลาออกโดยรอบ   
ในบางคติ-ศิลปะของเทวีสัปตมาตริกาที่เป็นรูปประติมากรรม โดยเฉพาะในคติไศวนิกาย ได้เปลี่ยนเอาพระแม่ลักษมีออกไปจากลำดับท้ายสุดมาเป็นพระนางจามุณฑา ในรูปของพระแม่กาลี บางรูปสลักก็จะวางรูปของพระศิวะไว้ด้านหน้าและมีเป็นประธานพระคเณศอยู่ด้านหลัง หรือวางเฉพาะพระศิวะไว้ด้านหน้าเท่านั้นครับ
---------------------------------------
*** งานศิลปะและคติเทวีสัปตมาตริกาจากอินเดีย ยังปรากฏอิทธิพลในวัฒนธรรมเขมรโบราณ แต่ก็คงไม่เป็นที่นิยมมากนัก ดังที่พบภาพสลักบนทับหลังในงานศิลปะบาปวนชิ้นหนึ่ง (ปัจจุบันหายสาบสูญไปแล้ว ?) และ ภาพปูนปั้นของศักติเทวีในกลุ่มสัปตมาตริกา ประดับผนังข้างซุ้มประตูปราสาทบริวารฝั่งทิศใต้ของปราสาทแปรรูป (Pre Rup)  
เครดิต ; FB
วรณัย  พงศาชลากร
EJeab Academy
เพราะทุกที่มีเรื่องราวและเรื่องเล่า

โหราศาสตร์ไทย

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก ยิ่งให้ยิ่งได้ ยิ่งหวงยิ่งอด เราไม่หวงเราไม่อด หมดเดี๋ยวก็มา
โหราศาสตร์ไทย
หญิงนับเวียนซ้าย
ชายนับเวียนขวา
เริ่มต้นนับจากเจดีย์
1. ถ้าตกที่ “#เจดีย์” ท่านว่า ปีนั้นจะอยู่ร่มเย็นเป็นสุข จะมีสุขกายสบายใจ จะได้ทำบุญกุศลในศาสนา ปรารถนาสิ่งใด ย่อมได้สมใจนึกแล
2. ถ้าตกที่ “ฉัตรเงิน” ท่านว่า ปีนั้นจะมีลาภผลเงินทอง ใช้พอสบายไม่เดือดร้อนภายในครอบครัว ไปทางทิศใด จะมีคนอุปถัมภ์ค้ำชูพอประมาณแล
3. ถ้าตกที่ “คอขาด” ท่านว่า ปีนั้น จะประสบความร้อนอกร้อนใจ จะมีคดีความถึงโรงถึงศาล ทำให้ต้องเสียเงินทองของรัก ไม่มีเวลาประกอบอาชีพ ทำมาหากินอย่างปกติสุข ไม่ดีเลย
4. ถ้าตกที่ “เรือนหลวง” ท่านว่า ปีนั้นจะมีดีมีความสุขกายสบายใจ จะมีที่พึ่งพิงในความอนุเคราะห์ในเรื่องความเป็นอยู่ เป็นข้าราชการจะได้เลื่อนยศถาบรรดาศักดิ์ดีแล
5. ถ้าตก “ปราสาท” ท่านว่าปีนั้นว่าจะมีความสุขอย่างยิ่ง จะประสบโชคลาภมากมายในชีวิต คิดสิ่งใดจะได้สมปรารถนา ดีนักแล
6. ถ้าตกที่ “ราหู” ท่านว่าปีนั้นจะเดือดร้อนใจอาจจะมีเรื่องทะเลาะวิวาทเป็นคดีความ จะมีคนมาคอยยุแหย่ให้วุ่นวาย หรือ หาเรื่องราวให้เราต้องเดือนร้อน จะมีปวดหัวตัวร้อนเป็นประจำ ไม่ดีแล
7. ถ้าตกที่ “ฉัตรทอง” ท่านว่า ปีนั้นจะมีเกียรติยศปรากฏในฝูงชนทั่วไป ไปสารทิศใดๆจะมีคนคอยอุปถัมภ์ค้ำชู ไม่เดือนร้อนเลย ดีนักแล
8. ถ้าตอกที่ “เทวดาขี่เต่า” ท่านว่า ปีนั้นค่อนข้างดี จะมีคนคอยช่วยเหลือในหน้าที่การงาน แต่ระวังบริวารจะนำความเดือดร้อนมาให้ ดีปานกลางแล
9. ถ้าตกที่ “คนต้องขื่อคา” ท่านว่า ปีนั้นถึงคราวเคราะห์หามยามร้ายจะมีเรื่องวุ่นวายในบ้านและครอบครัวและตนเอง จะถูกจองจำหรือไม่มีความสุขกายสบายใจเลย
10. ถ้าตกที่ “พ่อหมอ” ท่านว่า ปีนั้นจะมีคนมาขอความช่วยเหลือรับอาสาเจ้านายจะได้ดี แต่จะมีความสุขไม่มากนัก จะทุกข์กายทุกข์ใจพอประมาณ ดีปานกลางแล
11. ถ้าตกที่ “แม่มด” ท่านว่า ปีนั้นจะมีคนนำลาภมาให้ แต่ต้องแลกเปลี่ยนกับความช่วยเหลือจากเจ้าชาตา มีความสบายใจพอประมาณแต่จะเหนื่อยใจ ดีปานกลางแล
12. ถ้าตกที่ “นาคราช” ท่านว่า ปีนั้นจะมีอำนาจวาสนา ชะตากำลังดี มีคนมาอ่อนน้อมยอมเป็นคนรับใช้ จะได้ลาภจากบริวารและผู้ใหญ่ แต่ให้ระวังคำพูดและอารมณ์ให้มาก ดีปานกลางแล
#ท่านไหนดวงไม่มีหมั่นทำบุญสวดมนต์ย่อมดีนักแล
ขอบคุณ..ตำราพรหมชาติ
------------------------------

วันพฤหัสบดีที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2563

มนุษย์นาค

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก ยิ่งให้ยิ่งได้ ยิ่งหวงยิ่งอด เราไม่หวงเราไม่อด หมดเดี๋ยวก็มา
จาก “นาคราชา – มนุษย์นาค” ในยุคเริ่มแรกของโลก สู่วัดเจดีย์สี่ห้อง เมืองโบราณสุโขทัย
เรื่องราวของ “นาคราชา – มนุษย์นาค” นามว่า  “นันทะ-นนฺท”  (Nanda Nāga kings) และ “อุปนันทะ-อุปนนฺท” (Upananda Nāga – นาคผู้น้อง) ปรากฏครั้งแรกในพระสูตร “ลลิตวิสตระสูตร” (Lalitavistara Sūtra) อันเป็นคัมภีร์พุทธประวัติที่มีเรื่องราวอำนาจปาฏิหาริย์ของพระมหาโพธิสัตว์-พระศากยุมนี  ในนิกาย “สรวาสติวาท” (Sarvāstivāda) อันเป็นนิกายหนึ่งของสถวีรวาท (หีนยานหรือเถรวาทในยุคเริ่มแรก) ในแคว้นคันธาระ (Gandhara) ช่วงพุทธศตวรรษที่ 5-6  
ต่อมาเรื่องราวของนาคราชา–มนุษย์นาค “นันทะ- อุปนันทะ” ยังปรากฏในวรรณกรรมและพระสูตรสันสกฤตของฝ่าย “นิกายมหาสังฆิกะ” (Mahāsāṃghika)  ที่ได้พัฒนามาเป็น “นิกายมหายาน” (Mahāyāna Buddhism) ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 7  ทั้งใน “ทิวฺยาวทาน”  (Divyāvadāna) วรรณกรรมประเภทอวทาน (Avadāna - ประวัติการกระทำบุญกุศลของบุคคลสำคัญ) ที่รวบรวมมาจาก “อวทานศตกะ” (Avadānaśataka ) และ “สัทธรรมปุณฑริกสูตร” (Saddharma Puṇḍarīka Sūtra) ที่ได้ใช้เนื้อความพุทธประวัติจากลลิตวิสตระสูตรมาประกอบ
ในวรรณกรรมสันสกฤต กล่าวว่า “....พระกุมารได้ประสูติออกจากพระปรัศว์ (สีข้าง) เบื้องขวา พระอินทร์และพระสหัมบดีพรหมช่วยกันรับพระมหาโพธิสัตว์ผู้เป็นกุมารซึ่งอยู่ภายในผ้าไหมทิพย์... ทันทีที่ประสูติ พระโพธิสัตว์ก็ก้าวลงสู่พื้นดิน เมื่อทรงหย่อนพระบาทลงสู่แผ่นดิน ดอกปัทมะใหญ่ก็ชำแรกมหาปัฐพีขึ้นมา เมื่อใดก็ตามที่พระบาทของเขาแตะพื้น ดอกบัวดอกบัวทองคำล้วน ก้านเป็นแก้ว ขนาดเท่าล้อเกวียน มีพันใบ ถูกเนรมิตผุดขึ้นจากพื้นดินเพื่อรองรับทุกก้าวย่าง  ราชานันทะผู้ยิ่งใหญ่และอุปนันทะได้เปิดเผยร่างกายส่วนบนของพวกเขาในท้องฟ้าเนรมิตสายบัวเป็นท่อน้ำเย็นและน้ำอุ่นสองสายเพื่อสรงสนานแก่พระโพธิสัตว์ องค์สักกะพรหม โลกบาลและเทวบุตรอื่นอันมากหลายแสน ต่างได้สรงสนานด้วยเครื่องหอม...”
ในวรรณกรรมสันสกฤต “ทิวฺยาวทาน”ช่วงพุทธศตวรรษที่ 8 ของฝ่ายมหายาน ได้เล่าถึงพุทธประวัติตอน  แสดงเทศนา “พระสัทธรรมปุณฑริกสูตร” ของพระศากยมุนีบนยอดเขาคิชฌกูฏ (Gṛdhrakūṭa)  ใกล้กับกรุงราชคฤห์ (Râgagriha)  ให้กับเหล่าอดีตพระพุทธเจ้าและเหล่ามหาโพธิสัตว์ 80,000 องค์ รวมทั้ง พุทธบริษัทและสัตว์โลกทั้งสามภพ โดยมีนาคราชา “นันทะ-อุปนันทะ” เป็นสะพานสายรุ้ง ยกก้าน  “ปัทม – รัตนบัลลังก์” จากพื้นโลกขึ้นสู่สวรรค์ ซึ่งพระศากยุมนีได้ทรงจำแนกคำสอนออกเป็น 4 ส่วน เพื่อสั่งสอนสัตว์ทั้งหลายให้บรรลุนิพพาน สำหรับคำสอนขั้นสูงเพื่อให้บรรลุถึงความเป็นพระพุทธเจ้านั้น พระองค์จะทรงสอนให้แก่เหล่าพระโพธิสัตว์เท่านั้น
------------------------------------------
*** งานศิลปะ “นาคราชา–มนุษย์นาค” ทางพุทธศาสนาในยุคเริ่มแรก จะนิยมสร้างรูปของราชานันทะและอุปนันทะ ในความหมายของผู้เป็นใหญ่ในปัฐพี (Pṛthvī)  ผู้อุปถัมภ์ค้ำชูพระศากยมุนี ผู้ปกป้องศาสนาสถาน – ทวารบาล (Dvarapala The Guardian) และผู้บันดาล-ประทานทรัพย์ศฤงคารจากใต้ปัฐพี (เพราะทองคำขุดได้จากใต้ดิน) ปรากฏเป็นงานศิลปะตามวิหารถ้ำเจติยสถานทางพุทธศาสนา (Cave temples and Monasteries) แบบถ้ำขุดเจาะ (Rock-cut) ในเขตเทือกเขาฆาฏตะวันตก (Western Ghats) ขอบที่ราบสูงเดกข่าน (Deccan Plateau) ในบริเวณรัฐมหาราษฏระ ที่มีการสร้างขึ้นมาตั้งแต่ช่วงกลางพุทธศตวรรษที่ 4  ทั้งที่หมู่ถ้ำอาชันต้า (Ajanta) หมู่ถ้ำเอลโลร่า (Ellora)  หมู่ถ้ำออรังกาบัด (Aurangabad) หมู่ถ้ำการ์ลี (Karli) หมู่ถ้ำนาสิค (Nasik) หมู่ถ้ำกัณเหรี (Kanheri)  
--------------------------------
*** คติและศิลปะนาคราชา–มนุษย์นาค ในพุทธศาสนามหายานจากอินเดียตะวันตก ได้ส่งอิทธิพลต่อมายังลังกา ปรากฏเป็นรูป มนุษย์นาค–นาคราชา มาประกอบเข้ากับคติ “หม้อปูรณฆฏะ”(Pūrṇa-ghạta)   “หม้อน้ำที่ปริ่มด้วยความเจริญงอกงามไม่สิ้นสุด” สัญลักษณ์มงคลที่หมายถึง “ความอุดมสมบูรณ์” ร่วมกับรูป “คนแคระ” (คุหยกะ Guhyaka - Dwarf) 2 ตน นามว่า “มหาปัทมนิธิ - สังขนิธิ” (MahāpadmaNidhi  - Śaṅkha Nidhi – นิธิแปลว่าทรัพย์ ) บริวารรักษาทรัพย์ของท้าวกุเวร (Kúbera) ในช่วงยุคศิลปะอนุราธปุระ – โปโลนนารูวะ ของลังกา ราวพุทธศตวรรษที่  14 โดยมีเรื่องเล่าปกรณัมกำกับว่า มนุษย์นาค- นาคราชาคือผู้ปกป้องพระพุทธศาสนา และเป็นผู้ประทานความอุดมสมบูรณ์ (ผ่านสัญลักษณ์หม้อปูรณฆฏะ) โดยมีคนแคระ-คุหยกะ ช่วยเป็นผู้อำนวยโชคลาภสักการะประทานพรความมั่งคั่งร่ำรวยแก่สาธุชนที่มากระทำบุญแก่ศาสนสถาน จึงพบรูปงานศิลปะของมนุษย์นาค- นาคราชถือหม้อปูรณะฆฏะร่วมกับคนแคระ ในตำแหน่งของทวารบาล ด้านหน้าทางเข้าศาสนสถาน  เช่นที่  วิหารอิสสุรุมุณิยะ (Issurumuniya ) หรือวิหารวฏะทาเค (Vatadage) วิหารลังกาดิลก (Lankatilaka Viharaya) มาจนถึงในช่วงพุทธศตวรรษที่ 18 
---------------------------------
*** ในช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 19 งานศิลปะและคติมนุษย์นาค–นาคราชา จากลังกาตะวันตก ได้ถูกส่งต่อมายังเขตรัฐสุโขทัย ปรากฏรูปศิลปะของมนุษย์นาค – นาคราชาปูนปั้นประดับที่ฐานผนังของฐานล่างเจดีย์ประธาน “วัดเจดีย์สี่ห้อง” นอกเมืองโบราณสุโขทัยทางทิศใต้ แต่กลับไม่ปรากฏการใช้รูปของคนแคระ-คุหยกะคู่ อยู่ร่วมกับมนุษย์นาคแบบในงานศิลปะลังกา ไม่ได้จัดวางไว้ในตำแหน่งทวารบาลทางเข้า ทั้งยังปรับรูปลักษณ์กลายมาเป็นรูป 4 กร ซึ่งอาจหมายถึงพระโพธิสัตว์ในคติตันตระ หรือพระวิษณุในคติฮินดู ผสมกับคติเทพพนม ตามแบบศิลปะเขมร-สุโขทัย 
ศิลปะมนุษย์นาค–นาคราชา จากยุคเริ่มแรกในอินเดียตะวันตก ได้เดินทางจากลังกา มาจบลงที่วัดเจดีย์ 4 ห้อง เมืองโบราณสุโขทัย เพียงแห่งเดียวในประเทศไทย ทั้งยังเป็นมนุษย์นาคที่มี 4 กร เพียงแห่งเดียวในโลก ไปพร้อมกัน
ส่วนคตินาคราชา “นันทะ – อุปนันทะ” เดิม จากพระสูตรสันสกฤตของฝ่ายมหายาน ได้ถูกฝ่ายเถรวาท(Theravāda) ลังกาวงศ์ ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 11 – 12 สร้างวรรณกรรมบาลีขึ้นใหม่ รวมทั้งสองชื่อเข้าด้วยกัน กลายมาเป็น “พญานาคนันโทปนันทะ-นันโทปนันทนาคราช” (Nandopānanda)  ผู้มีฤทธาอำนาจมากตัวหนึ่ง แต่ได้ถูกพระมหาโมคคัลลานะเถระกำราบครับ 
เครดิต; FB
วรณัย พงศาชลากร 
EJeab Academy
เพราะทุกที่มีเรื่องราวและเรื่องเล่า

ยิ่งให้ยิ่งได้

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก ยิ่งให้ยิ่งได้ ยิ่งหวงยิ่งอด เราไม่หวงเราไม่อด หมดเดี๋ยวก็มา

ยิ่งให้ยิ่งได้
ชายผู้ยากจนถามพระพุทธเจ้าว่า “เหตุใดข้าจึงยากจนยิ่งนัก” รู้คำตอบ ถึงกับน้ำตาไหล
กาลครั้งหนึ่ง มีขอทานคนหนึ่งออกขอทานทุกวัน เขาอยากจะมีชีวิตเหมือนคนปกติ เพราะฉะนั้น เขาจึงมักจะขอทานเสบียงกรังและตุนไว้ แต่ว่าเขากักตุนเสบียงมาหลายปี ยุ้งฉางของเขาก็มีเพียงข้าวสารนิดหน่อย เขาไม่เข้าใจว่าทำไมเป็นเช่นนั้น เขาจึงตัดสินใจค้นหาสาเหตุ
คืนวันหนึ่ง เขาแอบอยู่มุมหนึ่งของบ้านและจ้องไปที่เสบียง ในที่สุด เขาเห็นหนูตัวใหญ่มาขโมยกินเสบียงของเขา เขาโกรธมาก ตะโกนไปที่เจ้าหนูว่า “บ้านคนรวยมีอาหารเยอะแยะ แกทำไมไม่ไปกินทำไมเจาะจงมากินอาหารข้าที่กักตุนมาด้วยความลำบาก” เจ้าหนูพูดขึ้นว่า “ชะตาของเจ้ามีข้าวสารได้แค่8ส่วน เดินให้ทั่วหล้า ก็ไม่สามารถมีข้าวได้ครบถัง” ขอทานถามเจ้าหนู “ทำไมเป็นเช่นนั้น” เจ้าหนูตอบว่า “ข้าก็ไม่รู้ เจ้าไปถามพระพุทธองค์สิ
ขอทานจึงตัดสินใจ เดินทางไปทางทิศตะวันตกเพื่อถามพระพุทธองค์ ว่าเหตุผลอันใดถึงมีชะตาชีวิตเช่นนี้
เจ้าขอทานก็ออกเดินทาง เขาขอทานระหว่างทาง เดินทางไปไกลมาก วันหนึ่ง เขาเดินจนฟ้ามืดถึงจะพบบ้านคนหลังหนึ่ง รีบไปเคาะประตู มีพ่อบ้านเดินออกมาถามว่ามีเรื่องอะไร เขาบอกขอข้าวกินหน่อย พอดีเศรษฐีเจ้าของบ้านออกมาเห็นเข้า เลยถามขอทานว่า มืดอย่างนี้แล้วทำไมยังเดินทางอยู่อีก ขอทานจึงเล่าชะตาชีวิตให้เศรษฐีฟัง
บอกว่าจะไปถามเหตุผลกับพระพุทธองค์ เศรษฐีได้ยินดังนั้น รีบเชิญขอทานเข้าไปนั่งในบ้าน ให้เสบียงกรังและเงินกับเขาจำนวนหนึ่ง ขอทานถามว่าทำไมทำเช่นนั้น เศรษฐีจึงเล่าเหตุผลให้ฟังว่า ลูกสาวข้าอายุ16แล้ว ยังพูดไม่ได้ ขอร้องให้เจ้าช่วยถามเหตุผลกับพระพุทธองค์ด้วย
เศรษฐีเคยสาบานว่าใครก็ตามที่ทำให้ลูกสาวพูดได้ เขาก็จะให้ลูกสาวแต่งงานกับคนนั้น ขอทานได้ฟังเช่นนั้น คิดว่าไหนๆก็จะไปหาพระพุทธองค์อยู่แล้ว เราก็ถือโอกาสช่วยถามให้เขาก็ได้ ขอทานจึงรับปากจะถามให้
ขอทานเดินทางต่อไปผ่านภูเขาลูกแล้วลูกเล่า เดินถึงเขาลูกหนึ่ง เห็นวัดแห่งหนึ่งตั้งอยู่ ก็เลยเข้าไปขอน้ำดื่ม เห็นพระแก่รูปหนึ่งถือไม้เท้าดีบุก ท่าทางแก่มาก แต่ดูกระฉับกระเฉง พระชราให้น้ำเขาดื่มและบอกให้เขาพักผ่อนสักครู่ แล้วถามเขาว่าจะไปไหน ขอทานบอกจุดหมายที่จะไป พระชรารีบจับมือขอทานไว้และพูดว่า ขอร้องเจ้าต้องช่วยถามพระพุทธองค์ให้หน่อย ข้าเข้าฌานฝึกฝนมา 500 กว่าปีแล้ว ตามหลักควรจะขึ้นสวรรค์แล้ว ทำไมยังบินขึ้นไปไม่ได้ ขอทานก็เลยรับปากพระชรา
เดินไปข้างหน้า ผ่านหนทางทั้งห้วยหนองคลองบึง ขอทานมาถึงริมแม่น้ำสายหนึ่ง ในแม่น้ำไม่มีเรือสักลำ ขอทานร้อนรนใจ จะทำอย่างไรดี จะข้ามไปยังไง ขอทานร้องไห้และพูดว่า หรือว่าชีวิตข้าจะต้องลำบากเช่นนี้หรือ ทันใดนั้น เต่ายักษ์แก่ตัวหนึ่งโผล่ขึ้นเหนือน้ำ เต่าแก่พูดภาษาคนได้ ถามขอทานว่ามาร้องไห้ที่นี่ทำไม ขอทานเล่าเรื่องทั้งหมดให้ฟัง เต่าแก่พูดกับเขาว่า ข้าได้เข้าฌานปฏิบัติตนมา 1000 ปีแล้ว ตามหลักน่าจะกลายเป็นมังกรบินไปแล้ว ทำไมยังเป็นแค่เต่าแก่ๆตัวหนึ่ง ถ้าเจ้าไปพบพระพุทธองค์ช่วยถามให้ข้าด้วย ข้าจะให้เจ้าขี่ข้ามแม่น้ำไปฝั่งตรงข้าม ขอทานรับปากด้วยความดีใจ
ขอทานเดินไปจำไม่ได้ว่าอีกกี่วัน แต่ก็หาพระพุทธองค์ไม่เจอ คิดในใจว่าพระพุทธองค์อยู่ไหนนะ แดนสุขาวดีน่าจะถึงแล้ว ขอทานเสียใจมาก เลยผลอยหลับไปแบบงุนงง
ทันใดนั้นพระพุทธองค์ปรากฏองค์ขึ้น ขอทานดีใจมาก พระพุทธองค์ถามขอทานว่า เจ้ามาไกลขนาดนี้ น่าจะมีคำถามอะไรที่สำคัญมากใช่ไหม ใช่เจ้าค่ะ ข้าน้อยจะถามคำถามหลายคำถาม หวังว่าท่านจะอธิบายให้ข้าน้อยเข้าใจได้ พระพุทธองค์ตอบว่า ได้สิ แต่มีเงื่อนไขหนึ่งนะเจ้าถามได้สูงสุดแค่ 3 คำถามเท่านั้น เพราะว่าไม่เคยมีใครถามเกิน 3 คำถามมาก่อน ขอทานตอบตกลง คิดในใจว่า ข้าจะถามคำถามไหนดีขอทานรู้สึกว่าคำถามของตนเองช่างไม่มีความสำคัญเลย
เต่าแก่เข้าฌานมา1000ปีแล้ว ไม่ใช่เรื่องง่าย คำถามเขาน่าจะลองถามดู
พระชราปฏิบัติมา500ปี ก็ลำบากมาก คำถามเขาก็น่าจะถามดู
ลูกสาวเศรษฐีช่างน่าสงสารนัก พูดไม่ได้แล้วจะแต่งงานได้ยังไง
คำถามของเขาก็น่าจะถามดู และแล้วขอทานจึงไม่ลังเลที่จะถามคำถามที่1
พระพุทธองค์ตอบเขาว่า เต่าแก่ไม่ยอมสละกระดองของมัน ก็เลยไม่สามารถกลายเป็นมังกรได้ ในกระดองของเต่ามีไข่มุกราตรีอยู่24เม็ด ถ้ามันยอมสละกระดอง มันก็จะกลายเป็นมังกรได้
คำถามที่2 ท่านตอบว่า พระชราถือไม้เท้าวิเศษทั้งวัน ในใจพะวงแต่ไม้เท้าว่าเป็นของวิเศษ ใช้ไม้เท้าเคาะบนพื้น1ที บนพื้นก็จะกลายเป็นธารน้ำใส ถ้าหากพระชรายอมโยนไม้เท้าทิ้ง เขาก็จะขึ้นสวรรค์ได้แล้ว
ขอทานดีใจมาก จึงถามคำถามที่3 ท่านตอบว่า ถ้าเด็กสาวได้พบคนที่เธอรัก เธอก็จะพูดได้เอง และทันใดนั้นพระพุทธองค์ก็หายไป?
ขอทานรู้สึกว่า ปัญหาของตัวเองไม่มีอะไรสำคัญ กลับไปขอทานตามเดิมดีกว่า แล้วจึงรีบเดินทางกลับ ขอทานกลับมาถึงริมแม่น้ำ เต่าแก่คำนวนว่าขอทานน่าจะมาถึงแล้ว จึงรีบถามว่าพระพุทธองค์ตรัสว่ายังไง ขอทานพูดว่า เจ้าพาข้าข้ามแม่น้ำไปก่อน ข้าจะเล่าให้ฟัง เต่าพาขอทานข้ามแม่น้ำไป ขอทานเล่าสาเหตุให้ฟัง เต่าฟังแล้วเข้าใจทันที จึงถอดกระดองออกยกให้ขอทานและพูดว่า ในนี้มีไข่มุกราตรี24เม็ด เป็นของที่หาค่ามิได้ สำหรับข้าไม่มีประโยชน์แล้ว ข้าขอยกให้เจ้า เต่าแก่จึงกลายเป็นมังกร บินหายไป
ขอทานเอาไข่มุกราตรี24เม็ด รีบเดินทางกลับมาถึงบนเขาพบกับพระชรา พระชรารีบถามว่าพระพุทธองค์ท่านตรัสว่าอย่างไร ขอทานเล่าสาเหตุให้ฟัง พระชราได้ฟังดีใจมาก จึงมอบไม้เท้าวิเศษให้แก่ขอทาน พระชราจึงขี่เมฆบินขึ้นท้องฟ้าหายไป
ขอทานเดินทางมาถึงหน้าบ้านเศรษฐี ทันใดนั้น มีหญิงสาววิ่งออกมาและตะโกนเสียงดังว่า คนที่ไปถามพระพุทธองค์กลับมาแล้ว เศรษฐีก็วิ่งออกมา เขาตกใจมากที่อยู่ๆลูกสาวเขาพูดได้ ขอทานถ่ายทอดคำตรัสพระพุทธองค์ เศรษฐีดีใจมาก จึงให้ลูกสาวแต่งงานกับขอทาน
ความรักที่ให้ออกไป ความรักก็จะย้อนกลับคืนมา
ความสุขที่ให้ออกไป ความสุขก็จะย้อนกลับคืนมา
คิดเผื่อคนอื่น ย่อมจะต้องมีคนคิดถึงคุณ
นี่คือเหตุและผล นี่คือกฏเกณฑ์
เมื่อท่านอ่านบทความนี้จบ ท่านมี2ทางเลือก
เครดิต ;
ขอบคุณข้อมูลจาก http://www.share-si.com/2017/01/blog-post_622.html


วันอังคารที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2563

คาถาขับรถปลอดภัย

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก ยิ่งให้ยิ่งได้ ยิ่งหวงยิ่งอด เราไม่หวงเราไม่อด หมดเดี๋ยวก็มา
คาถาขับรถปลอดภัย
ตั้งนะโม 3 จบแล้วสวดคาถา เพื่อภาวนาให้เดินทางแคล้วคลาดปลอดภัยจากอุบัติเหตุต่างๆ ตลอดการเดินทาง
๑. “เมตตัญ จะ สัพพะโล กัสสะมิง มานะ สัมภาวะเย อัปปะริมานัง”
หลวงพ่อจรัญ ท่านเคยบอกไว้ว่า เวลาขับรถให้ภาวนาพระคาถาบทนี้ แต่จะสวดเป็นหัวใจก็ได้ คือ “เมตตา คุณณัง อรหัง เมตตา” เป็นการแผ่เมตตา สวดแล้ว คนก็รัก หมาก็รัก ผีก็รักครับ ท่านว่างี้น่ะครับ ขับรถก็บริกรรมไป ท่านว่า ปลอดภัยดี ผีสางเทวดาช่วยดู
**************************
คาถาเดินทางปลอดภัย ไร้อุปสรรค
คาถานี้เป็นคาถาหลวงปู่ศุข วัดมะขามเฒ่า โดยตั้งจิตให้เป็นสมาธิ ตั้งนะโม 3 จบ แล้วสวดก่อนเดินทาง ช่วยให้เดินทางปลอดภัย ไร้อุปสรรคตลอดการเดินทาง
๒.“สัตถา เทวะมะนุสสานัง พุทโธ ภะคะวาติ มะ อะ อุ”
**************************
คาถาเดินทางแคล้วคลาดปลอดภัย
๓.“อิติปิโส ภะคะวา ยาตรายามดี วันนี้ชัยศรี สวัสดีลาโภ นะโมพุทธายะ 
อิติปิโส ภะคะวา ยาตรายามดี (วันที่เดินทาง หรือกล่าวว่าวันนี้) ชัยศรีสวัสดีลาโภ นะโมพุทธายะ 
อิติปิโส ภะคะวา ยาตรายามดี พระชัยศรี สวัสดีลาโภ นะโมพุทธายะ ขอให้ข้าพเจ้า และคณะเดินทางโดยปลอดภัย ปราศจากอุบัติเหตุ เภทภัยทั้งหลายทั้งปวง ทั้งยานพาหนะ (รถ เรือ เครื่องบิน และอื่น ๆ) และตัวข้าพเจ้า (และคณะ) เองด้วยเทอญ