วันอังคารที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2563

พระพุทธมหาจักรพรรดิวัดนางนอง

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก ยิ่งให้ยิ่งได้ ยิ่งหวงยิ่งอด เราไม่หวงเราไม่อด หมดเดี๋ยวก็มา

พระพุทธมหาจักรพรรดิ (พระหน้าหุ่น)
และงานศิลปะไทยจีนสมัยรัชกาลที่ 3 ที่วัดนางนองฯ
วัดนางนองวรวิหาร เป็นวัดเก่าแก่ สันนิษฐานว่ามีมาตั้งแต่สมัยพระเจ้าเสือแห่งกรุงศรีอยุธยา ราวปี พ.ศ. 2245–2252 ต่อมาในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ สมเด็จพระนั่งเกล้าฯ รัชกาลที่ 3 ได้โปรดให้บูรณะปฏิสังรณ์ขึ้นใหม่ และสถาปนาเป็นพระอารามหลวง ประกอบพิธีผูก พัทธสีมาพระอุโบสถเมื่อ พ.ศ. 2384 
วัดนางนอง โดดเด่นด้วยศิลปะไทยผสมจีน อันเป็นพระราชนิยมในรัชกาลที่ 3 มีการก่ออิฐถือปูนเป็นซุ้มประตูแบบจีน หน้าบันลวดลายปูนปั้นวิจิตรงดงาม มีการประดับกระเบื้องเคลือบตามส่วนต่างๆของวัด ภายในพระอุโบสถมีภาพจิตรกรรมฝาผนังอันสวยงาม เป็นลายไทยและจีน ได้แก่ ลายฮกลกซิ่วที่เบื้องหน้าพระประธาน ลายค้างคาวที่ขอบหน้าต่าง ลายวรรณกรรมจีนเรื่องสามก๊ก โดยเขียนเป็นลายกำมะลอ (เขียนสีบนรักแบบจีน) และยังมีลายไทยในลักษณะของลายรดน้ำ (ลงรักปิดทอง) บนบานประตู เช่น ลายครุฑ ลายนาค ฯลฯ และเนื่องจากพระประธานเป็นพระทรงเครื่องมหาจักรพรรดิราช จิตรกรรมฝาผนังในพระอุโบสถและหน้าต่างจึงเป็นภาพเกี่ยวข้องกับพระจักรพรรดิราช นอกจากนั้นลวดลายรดน้ำปิดทองประดับบนบานประตูทั้ง 4 บาน รอบพระอุโบสถแสดงรูปแก้วทั้ง 7อันเป็นสมบัติของพระจักรพรรดิราช
พระพุทธมหาจักรพรรดิ พุทธศิลป์ชิ้นเอกแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ 
พระพุทธมหาจักรพรรดิ เป็นพระพุทธรูปทรงเครื่อง ปางมารวิชัย พระพักตร์เป็นพุทธศิลป์สมัยสุโขทัย โดยมีฉายาว่า “พระหน้าหุ่น” เนื่องจากพระพักตร์คล้ายหุ่นหลวงฝีพระหัตถ์ของรัชกาลที่ 2 (ปัจจุบันจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติพระนคร) เครื่องทรงและเครื่องประดับตกแต่งทุกชิ้น ประดิษฐ์ขึ้นด้วยฝีมือช่างอันวิจิตร แล้วจึงนำมาสวมบนองค์พระ ฐานชุกชีปั้นลายปิดทองประดับกระจก ถือเป็นงานประติมากรรมชิ้นเอก ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่มีความงามอย่างวิจิตรอลังการเป็นทีสุด แต่มงกุฎของพระพุทธมหาจักรพรรดิองค์ที่สวมอยู่นี้เป็นองค์ที่ 2 องค์แรกนั้นพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้อัญเชิญขึ้นประดิษฐานบนยอดนภศูลพระปรางค์วัดอรุณราชวราราม เมื่อครั้งทรงปฏิสังขรณ์พระปรางค์วัดให้สูงขึ้นจากเดิม
วัดนางนองวรวิหารมีพระปรางค์คู่ ถ้ามองจากคลองด่าน ซึ่งเป็นด้านหน้าวัด พระปรางค์คู่นี้จะขนาบพระเจดีย์ประธานไม้ยี่สิบ เยื้องลงไปด้านหลังเล็กน้อย องค์แรกอยู่หลังวิหารหลวงพ่อผุดเป็นพระปรางค์ด้านเหนือ องค์ที่สองอยู่หลังวิหารศาลาการเปรียญ เป็นพระปรางค์ด้านใต้ ลักษณะทรงแปดเหลี่ยมอยู่บนฐานกลมยอดนภศูล ซุ้มประตูและกำแพงแก้ว ล้อมรอบพระอุโบสถและเป็นเขตพุทธาวาส ทำซุ้มประตูยอดโค้ง มีอิทธิพลจีนผสมฝรั่ง จึงเป็นศิลปกรรมที่ผสมผสานความงามของหลากหลายอารยธรรมไว้อย่างงดงามลงตัว
ที่อยู่วัดนางนอง
76 ถนน วุฒากาศ แขวง บางค้อ เขตจอมทอง กรุงเทพมหานคร

คาถาหลวงพ่ออินทร์โนนสูง

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก ยิ่งให้ยิ่งได้ ยิ่งหวงยิ่งอด เราไม่หวงเราไม่อด หมดเดี๋ยวก็มา
หลวงพ่ออินท์ วัดบัว
คาถาให้แฟนคืนดีกัน
หาเศษข้าวหมา+แมวที่กินด้วยกัน ตากแห้งบดเป็นผง
ตั้งนะโม ๓ จบ
นะเมตตา โมกรุณา พุทธปราณี ธายินดี ยะเอ็นดู
มะสมสู่ ให้เราทั้งสอง เอ่ยชื่อ ... อยู่ด้วยกัน อยู่ดีกินดี จนกระทั่งวันตาย
( นึกในใจ ... ถ้าหมากับแมวยังอยู่ด้วยกันแล้ว ข้ากับเจ้าต้องอยู่ด้วยกัน )
*******************
คาถาเรียกแม่ธรณี
แม่ธรณีเจ้าข้าฯ( 3 หน)
อยู่แล้วหรือยัง .........(ตัวเองตอบเองว่า... อยู่)
ถ้าอยู่ก็ให้มาช่วยลูก
โลกังกะวิทู เมรุมุอิฯ
*******************
เศกสีผึ้งหลวงพ่อ
พุทธังชอบ
ธัมมังชอบ
สังฆังชอบ
ขอให้เขาไม่ชอบฉันทั้งผู้หญิงและผู้ชาย
พุทธะสิทธิสวาหะชอบฯ
*******************
คาถาเมตตา
พุทธัง จังงัง สง่า
ธัมมัง จังงัง  ราชา
สังฆัง จังงัง  เสนา
ยะหายแห่งกู
ให้คนเอ็นดู ชนะทุกที
*******************
#หลวงปู่อินทร์ หรือ #หลวงตาอินทร์ #วัดบัว ที่ชาวโคราชเรียกกัน หาใช่พระธรรมดาหลวงตาพรรษาน้อยไม่ แท้จริงคือกระบี่คมในฝักแห่งเมืองโคราช สืบวิชาจากครูบาอาจารย์รุ่นใหญ่มาครบถ้วน หลวงปู่บวชตั่งแต่อายุได้ 20 ปี ตั้งแต่ปี พ.ศ.2491 รวม 65 พรรษา อายุ 85 ปี สมัยเป็นพระหนุ่มเข้าไปขอเรียนวิชาจาก หลวงพ่อพรหมสร(รอด) วัดบ้าไพ โดยตกกลางคืนก็เข้าไปบีบนวดให้ท่าน ท่านก็ให้คาถามาหนึ่งบท ทำอย่างนี้ทุกคืน จนได้วิชามาพอสมควร ต่อมาเข้าไปเรียนวิชากับหลวงปู่แจ้ง วัดใหม่สุนทร ซึ่งมีศักดิ์เป็นลุง หลวงลุงก็สอนวิชาให้จนหมด เข้าไปเรียนกับหลวงพ่อเกิด หลวงปู่เสี่ยง วัดเสมาใหญ่ ท่านเหล่านี้ก็สอนให้จนหมดไม่มีอะไรจะสอนแล้ว สุดท้ายไปขอเรียนวิชากับหลวงพ่อคูณ วัดบ้านไร่ หลวงพ่อคูณสอนให้เยอะโดยเฉพาะวิชาทำเครื่องรางของขลัง และวิชาหาของหาย วิชานี้เมื่อเรียนเสร็จหลวงปู่อินทร์กลับมาที่วัด พอดีมีลูกศิษย์ทำของหาย หลวงปู่อินทร์ก็ลองวิชาเลย ปรากฏว่าของที่หายหาได้จริงภายในสามวัน ไปเล่าให้หลวงพ่อคูณฟัง หลวงพ่อคูณหัวเราะชอบใจใหญ่ บอกกูลองครั้งแรกตั้งเจ็ดวันกว่าจะได้คืน จึงนับได้ว่าในบรรดาศิษย์สายหลวงพ่อคูณที่เป็นพระสงฆ์ยังมีชีวิตอยู่ในปัจจุบัน หลวงปู่อินทร์อาวุโสที่สุด ที่เป็นพี่ใหญ่ในศิษย์สายหลวงพ่อคูณ วัดบ้านไร่ โดยสมัยก่อนผู้คนที่มาจากโนนสูง ขอนแก่น ไปกราบหลวงพ่อคูณ ท่านจะกล่าวว่า " พวกมึงนี่โง่ ที่โนนสูงมีพระเก่ง พระดี เป็นไข่มุกดำแห่งภาคอีสานเลยเชียว มาหากูทำไม " และเมื่อถามว่าพระสงฆ์รูปนั้นคือใคร หลวงพ่อคูณจะกล่าวตอบว่า " หลวงตาอินทร์ วัดบัว ที่โนนสูงไง เก่งไม่แพ้กูเลย " ซึ่งสมัยนั้นหลวงปู่อินทร์ยังไม่มีชื่อเสียง เมื่อหลวงพ่อคูณพูดถึงท่านบ่อยๆ จริงทำให้หลายๆคน ตามเข้าไปกราบนมัสการหลวงปู่อินทร์ และเรียกท่านว่า หลวงตาอินทร์ วัดบัวตามที่หลวงพ่อคูณพูดประจำ ทุกวันนี้แม้หลวงปู่อินทร์ จะมีอายุถึง 85 ปี แต่ยังคงรับศรัทธาสาธุชนอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเจิมรถ ลงนะหน้าทอง(อันนี้ขอบอกว่าสุดยอด ไปกราบท่านอย่าลืมเด็จขาด) พรมน้ำมนต์ ปลุกเสกวัตถุมงคล เป่าหัว ท่านทำให้หมด ขออะไรท่านทำให้ด้วยเมตตา แต่ท่านไม่ค่อยพูด วันหนึ่งพูดไม่กี่ประโยค ถ่อมตัวไม่โอ้อวด เหมือนดังคนโบราณมีคำพูดว่า " ของจริงนิ่งเป็นใบ้ ของพูดได้คือของไม่จริง !!! " 

พระประธานพระวิหารวัดอรุณฯ

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก ยิ่งให้ยิ่งได้ ยิ่งหวงยิ่งอด เราไม่หวงเราไม่อด หมดเดี๋ยวก็มา

พระพุทธ​ชัม​ภู​นุ​ท​มหาบุรุษ​ลักขณา​อ​สี​ต​ยา​นุ​บพิตร
พระประธาน​พระวิหาร
วัดอรุณ​ราช​วรา​ราม
พระประธาน​พระวิหารวัดอรุณราชวรารามนี้​ เป็นพระพุทธรูป​ที่พระ​บาท​สมเด็จ​พระ​นั่ง​เกล้า​เจ้า​อยู่​หัว​ทรง​สร้าง​ พร้อมกันกับพระประธาน​พระอุโบสถ​วัด​สุทัศน​เทพ​วรา​ราม
ใน​พ.ศ.2496 ได้เห็นแสงรัศมีลอยฉวัดเฉวียนที่องค์​พระพุทธรูป​ สมเด็จพระพุฒาจารย์​ (วน)​ เจ้าอาวาสได้ให้พระครูปลัดสุตวัฒน์และใบฎีกาเจริญ​ ขึ้นไปดูที่พระเศียรพบว่าพระเกตุถอดออกได้​  ภายในพระเศียรพบพระโกศซ้อนกัน​ 3​ ชั้น​ พระโกศชั้นนอกสูง​ 6​ นิ้วเป็นพระโกศเงินลงยา​ พระโกศชั้นกลางเป็นพระโกศนาก​ พระโกศชั้นในเป็นพระโกศทองคํา​ลงยา​ราชาวดี​ ฝังพลอยแดงเขียว​ ที่ยอดฝาฝังเพชรซีก​ ภายในพระโกศทองคํา​พบพระ​บรมสารี​ริก​ธาตุ​ 4​ องค์​ องค์​หนึ่งขนาดเม็ดถั่วแตก​ องค์หนึ่งขนาดเม็ดพันธุ์​ผักกาด​ อีก​ 2​ องค์​ขนาดเม็ดข้าวสารหัก​ มีวรรณ​ะสีพิกุล​แห้งและทองอุไรอ่อน
ในสมัยโบราณ​  ก็เคยมีผู้เห็นพระบรมธาตุ​เสด็จไปมาระหว่างพระปรางค์​ใหญ่กับพระวิหารนี้

วันศุกร์ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2563

ชื่อเต็มกรุงเทพมหานคร

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก ยิ่งให้ยิ่งได้ ยิ่งหวงยิ่งอด เราไม่หวงเราไม่อด หมดเดี๋ยวก็มา

#ไกด์รักษ์ไทย
#LifeIsJourney
#ชื่อเต็มกรุงเทพ
วันจันทร์ที่ 18 ธันวาคม 2560
ผมชอบร้องเพลงให้นักท่องเที่ยวฟัง
เพลงที่ร้องคือ กรุงเทพฯครับ
(169 ตัวอักษร)
#กรุงเทพมหานคร อมรรัตนโกสินทร์ มหินทรายุธยามหาดิลก ภพนพรัตน์ ราชธานีบุรีรมย์ อุดมราชนิเวศน์ มหาสถาน อมรพิมาน อวตารสถิต สักกะทัตติยะ วิษณุกรรมประสิทธิ์
ความหมาย : พระนครอันกว้างใหญ่ดุจเทพนคร เป็นที่สถิตของพระแก้วมรกต เป็นนครที่ไม่มีใครรบชนะได้ มีความงามอันมั่นคงและเจริญยิ่ง เป็นเมืองหลวงที่บริบูรณ์ด้วยแก้วเก้าประการ น่ารื่นรมย์ยิ่ง มีพระราชนิเวศใหญ่โตมากมาย เป็นวิมานเทพที่ประทับของพระราชาผู้อวตารลงมา ซึ่งท้าวสักกเทวราชพระราชทานให้พระวิษณุกรรมลงมาเนรมิตไว้
In the official English romanisation, this is certified as the longest place name in the world in the Guinness book of records. It's pronounced something like:
"Krung Thep Mahanakhon Amon Rattanakosin Mahinthara Ayuthaya Mahadilok Phop Noppharat Ratchathani Burirom Udomratchaniwet Mahasathan Amon Piman Awatan Sathit Sakkathattiya Witsanukam Prasit"
City of Angels, Great City of Immortals,
Magnificent City of the Nine Gems, Seat of the King,
City of Royal Palaces, Home of the Gods Incarnate,
Erected by Visvakarman at Indra's Behest.
.....................................................
ยังมีสาระเรื่องราวดี ๆ ที่อยากเล่าตามมาดูเราได้ที่ ;
My blogs link 👆
https://sites.google.com/site/dhammatharn/
http://abhinop.blogspot.com
http://abhinop.bloggang.com
.....................................................
ททมาโน ปิโยโหติ #ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก
A giver is always be love.
.....................................................


พระพุทธไสยาสน์วัดป่าโมก

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก ยิ่งให้ยิ่งได้ ยิ่งหวงยิ่งอด เราไม่หวงเราไม่อด หมดเดี๋ยวก็มา
พระพุทธไสยาสน์ ประดิษฐาน ณ วัดป่าโมกวรวิหาร เลขที่ ๑ หมู่ที่ ๔ ถนนป่าโมกราษฎร์บำรุง ริมแม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งตะวันตก ตำบลป่าโมก อำเภอป่าโมก จังหวัดอ่างทอง
   พระพุทธไสยาสน์วัดป่าโมก ถือได้ว่าเป็นพระพุทธไสยาสน์ที่งดงามมากองค์หนึ่งของประเทศไทย มีความยาวจากพระเมาลี ถึงปลายพระบาท ๒๒.๕๘ เมตร วัสดุก่ออิฐถือปูนปิดทอง เป๋็นของเก่าแก่คู่กันมากับวัด
   พระองค์นี้ สันนิษฐานว่าสร้างในสมัยสุโขทัย มีประวัติความเป็นมาน่าอัศจรรย์โดยเล่าขานมาว่าได้ลอยน้ำมาจมอยู่หน้าวัด ชาวบ้านบวงสรวงแล้วชักลากขึ้นมาไว้ที่ริมฝั่งแม่น้ำ นอกจากนี้ยังมีตำนานเล่าขานเกี่ยวกับองค์พระพุทธไสยาสน์ว่าเป็น พระพุทธรูปพูดได้ โดยมีการจารึกผู้บันทึกก็คือ เจ้าคุณพระปาโมกข์มุนี ( เจิม อิสฺสโร ) อดีตเจ้าอาวาสวัดป่าโมกวรวิหาร 
   ตำนานเรื่องพระนอนพูดได้เกิดขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ เมื่อครั้งเกิดอหิวาตกโรคระบาดในบ้านป่าโมกตามลิขิต ของเจ้าคุณพระปาโมกข์มุนีเมื่อครั้งยังเป็นพระครูป่าโมกขมุนี ได้บันทึกไว้พอสรุปได้ว่า 
   เมื่อ พ.ศ.๒๔๔๘ พระภิกษุโต พระในวัดป่าโมกป่วยหนักด้วยโรคอหิวาต์ หมอที่ไหนก็รักษาไม่หาย ขณะนั้นอุบาสิกาเหลียน หลานสาวของพระโตซึ่งอยู่ที่บ้านเอกราช แขวงป่าโมก ก็จนปัญญาจะไปหาหมอยามารักษาพระโต ซึ่งมีศักดิ์เป็นลุงของสีกาเหลียน สีกาเหลียนจึงมาตั้งสัตยาธิษฐานต่อพระพุทธไสยาสน์ และมีเสียงออกมาจาก พระอุระของพระพุทธไสยาสน์บอกตำรายาแก่สีกาเหลียน แล้วจึงนำใบไม้ต่างๆ ที่ว่าเป็นยามาต้มให้พระโตที่อาพาธฉัน พระโตก็หายเป็นปกติ
   จากนั้นสีกาเหลียนจึงนำเหตุอัศจรรย์มาแจ้งต่อพระครูปาโมกขมุนีและพระที่วัดป่าโมก แต่พระครูป่าโมกขมุนียังไม่เชื่อ จึงได้ให้พระสงฆ์ โยมวัด และศิษย์วัดรวม ๓๐ คน โดยมีสีกาเหลียนไปด้วย พระครูป่าโมกขมุนีให้จุดไฟรอบวิหารพระนอนเพื่อดูว่ามีใครมาทำโพรงหลังพระนอนแล้วแอบซ่อนมาพูดกับสีกาเหลียนหรือไม่ แต่พระสงฆ์และโยมวัดก็ไม่พบสิ่งผิดปกติใดๆ ทั้งสิ้น วันต่อมาสีกาเหลียน พระครูปาโมกขมุนี พระสงฆ์และโยมวัดรวม ๓๐ คน พากันเข้ามาในวิหารพระนอน สีกาเหลียนจุดธูปเทียนและถวายหมากพลูแก่พระพุทธไสยาสน์ ก็เกิดเหตุอัศจรรย์ คือหมากพลูที่สีกาเหลียนถวายหายไปในเวลา ๒ นาที พระครูปาโมกขมุนีและพยานทั้งหลายประสบกัยเหตุอัศจรรย์ แต่ก็ยังไม่เชื่อ สีกาเหลียนจึงได้อาราธนาพระพุทธไสยาสน์ให้พูดคุยกับพระครูปาโมกขมุนี ปรากฏว่าก็เกิดเสียงจากพระอุระของพระพุทธไสยาสน์อีก โดยในวันนั้นพระครูปาโมกขมุนีได้ไต่ถามพระพุทธไสยาสน์เกี่ยวกับสารทุกข์สุกดิบและเครื่องยาที่รักษาผู้ป่วยโรคอหิวาต์ พระพุทธไสยาสน์ก็ตอบคำถามที่พระครูปาโมกขมุนีถามทุกประการ
   ต่อมาใน วันที่ ๑๖ ธันวาคม พ.ศ.๒๔๔๘ เมื่อเวลา ๔ ทุ่ม สีกาเหลียน พระครูป่าโมกขมุนี พระสงฆ์และโยมวัด รวมแล้วมีทั้งหมด ๓๕ คน ได้เข้าไปตรวจดูในวิหารพระนอนอีกครั้ง ก็ไม่พบพิรุธใดๆ ทั้งสิ้น สีกาเหลียนจึงบอกกล่าวกับพระพุทธไสยาสน์ว่า พระครูป่าโมกขมุนีอยากคุยด้วยอีก ก็เกิดเหตุการณ์อัศจรรย์ขึ้นอีกครั้ง คราวนี้พระครูปาโมกขมุนีได้ได้ถามพระพุทธไสยาสน์ว่าจะบูรณะปฏิสังขรณ์องค์พระและวิหารขึ้นใหม่ ก็บังเกิดเสียตอบรับมาจากพระอุระของพระนอนอีก โดยพระพุทธไสยาสน์เกิดความยินดีที่พระครูป่าโมกขมุนีจะบูรณะปฏิสังขรณ์องค์พระนอนและวิหาร พระครูปาโมกขมุนีจึงได้เขียนจดหมายนี้เพื่อทูลเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาวชิราวุธฯ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว  รัชกาลที่ ๖ ครั้งทรงเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร แต่พระองค์มิได้เสด็จประทับอยู่ ณ ที่นั้น จึงยังมิได้ถวายจดหมาย
   เมื่อครั้งล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ ๕ เสด็จแวะมาทรงนมัสการพระพุทธไสยาสน์ วัดป่าโมก ได้ทรงพระราชนิพนธ์เกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้ว่า " มีอำแดงคนหนึ่งไปบอกหลวงพ่อพระนอน ขอให้ช่วยรักษาลุงซึ่งป่วย พระนอนนั้นบอกตำรายา แต่มิได้ตอบทางพระโอษฐ์เสียงก้องออกมาจากพระอุระ พระครูไม่เชื่อจึงได้ลองพูดดูบ้าง ก็ได้รับคำตอบทักทายเป็นอันดี แต่นั้นมาพระครูได้รักษาไข้เจ็บป่วยด้วยยานั้น เป็นอะไรๆ ก็หาย ห้ามมิให้เรียกขวัญข้าวค่ายา นอกจากหมากคำเดียว " 
โคลงพระราชนิพนธ์ ในสมัยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ รัชกาลที่ ๓๑ แห่งอาณาจักรอยุธยา เรื่องการชะลอพระพุทธไสยาสน์ เมื่อครั้งทรงเป็นกรมพระราชวังบวรสถานมงคล ได้ทรงพระราชนิพนธ์ถวายสมเด็จพระที่นั่งท้ายสร พระบรมเชษฐาธิราช เป็นจำนวนโคลง ๖๙ บท มีสำนวนตามบทที่ ๒ ดังนี้
  ตะวันลงตรงทิศทุกัง       แทงสาย 
เซราะฝั่งพงรหุรหาย         รอดน้ำ 
ขุดเขื่อนเลื่อนทลมทลาย  ริมราก 
ผนังแยกแตกแตนซ้ำ         รูปร้าวปฏิมา 

วันพฤหัสบดีที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2563

ทำบุญอุทิศ

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก ยิ่งให้ยิ่งได้ ยิ่งหวงยิ่งอด เราไม่หวงเราไม่อด หมดเดี๋ยวก็มา
เรื่อง ทำบุญให้คนตาย
บุญกุศลที่ส่งถึงญาติที่ล่วงลับ ใช่ว่าจะได้รับกันง่ายๆ ทุกคน ... หลวงปู่เทสก์เล่าให้ฟัง เปรตชนิดเดียวที่รับส่วนบุญได้
ทำบุญให้ผู้ตายนี้ท่านแสดงไว้ว่ายากนักผู้ที่ตายจะได้รับ เหมือนกับงมเข็มอยู่ในก้นบ่อ แต่ผู้ยังมีชีวิตอยู่ก็ชอบทำ นับว่าเป็นความดีของผู้นั้นอย่างยิ่ง ท่านเปรียบไว้ สมมติว่าบุญที่ทำลงไปนั้นแบ่งออกเป็น ๑๖ ส่วน แล้วเอาส่วนที่ ๑๖ นั้นมาแบ่งอีก ๑๖ ส่วน ผู้ตายไปจะได้รับเพียง ๑ ส่วนเท่านั้น ฟังดูแล้วน่าใจหาย
เพราะฉะนั้น เราทั้งหลายจึงไม่ควรประมาท ในเมื่อยังมีชีวิตอยู่นี้ สิ่งใดควรจะทำให้รีบทำเสีย ตายแล้วเขาทำบุญไปให้ไม่ทราบว่าจะได้รับหรือไม่ ถึงแม้ได้รับก็น้อยเหลือเกิน เพราะคนตายไปแล้ว เขาเรียกว่าเปรต ไม่ได้เรียกว่า บิดา มารดา ป้า น้า อา ครูบาอาจารย์ อย่างเมื่อเป็นมนุษย์อยู่นี้หรอก ในบรรดาเปรตเหล่านั้น มี ๑๑ พวก มีจำพวกเดียวที่จะได้รับส่วนบุญที่คนยังมีชีวิตอยู่อุทิศไปให้ เรียกว่า ปรทัตตูปชีวีเปรต เปรตจำพวกนี้ได้รับทุกข์ร้อนลำบากมาก เพราะในเปรตโลกนั้น ไม่มีการทำนาค้าขาย แม้แต่ขอทานก็ไม่มี
ฉะนั้นเปรตจำพวกนี้แหละ มนุษย์คนที่ยังเป็นอยู่อุทิศไปให้จึงจะได้รับ เปรตนอกนั้นแล้วไม่ได้รับเลย เช่น ตายไปเกิดเป็นมนุษย์ก็ไม่ได้รับ นับประสาอะไร บางทีสามีภรรยานอนอยู่ด้วยกันแท้ๆ ฝ่ายหนึ่งทำบุญขอให้อีกฝ่ายหนึ่งอนุโมทนาด้วย ก็ไม่รับ พวกที่ไปเกิดเป็นเดรัจฉานยิ่งไปกันใหญ่ ไปเกิดในนรกหมกไหม้ทุกขเวทนามาก ทำบุญอุทิศไปให้ก็ไม่รู้อะไร เพราะกำลังเสวยผลกรรมอันนั้นอยู่ หรือไปเกิดเป็นเทวดาชั้นใดชั้นหนึ่งก็เหมือนกัน เขากำลังเสวยผลบุญของเขาอยู่ เขาจะมาเอากุศลผลบุญของเราได้อย่างไร
ธรรม คือ ของจริงของแท้
โอวาทธรม หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี
เครดิต; FB อมตะธรรม ประเทศไทย

พระธาตุไชยา

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก ยิ่งให้ยิ่งได้ ยิ่งหวงยิ่งอด เราไม่หวงเราไม่อด หมดเดี๋ยวก็มา
พระบรมธาตุไชยา “จันทิศรีโพธิ์” แห่งศรีวิชัย-ไศเลนทรา 
ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 12 อิทธิพลของงานพุทธศิลป์ตามคติความเชื่อของนิกายมหายาน  (Mahāyāna Buddhism) จากยุคราชวงศ์คุปตะ (Gupta Dynasty) ในอินเดียเหนือ ราชวงศ์จาลุกยะ (Early Chalukya Dynasty) ในแคว้นอานธระประเทศ (Andhra Pradesh) เขตที่ราบสูงเดกข่านฝั่งตะวันออก (Eastern Deccan Plateau) และราชวงศ์วากาฏกะ (Vākāṭaka  Dynasty) เขตเดกข่านฝั่งตะวันตก ได้เริ่มเข้ามาสู่ ดินแดนคาบสมุทรมาลายู (Malay Peninsula) คาบสมุทรสุวรรณทวีป (Suvarṇadvīpa) และยวาทวีป (Yavadvīpa)  ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตามกระบวนการ “อินเดีย-ภารตะภิวัฒน์” (Indianization)
ในจดหมายเหตุภูมิศาสตร์ของ “คลอดิอุส ปโตเลมี” (Claudius Ptolemy’s Geography) ที่เขียนขึ้นในช่วงต้นพุทธศตวรรษที่ 8 ปรากฏชื่อนาม “ไครเส เคอโซเนอโซส” (Chrysḗ Chersónēsos - Chryse Chersonese) ในภาษากรีก ที่หมายถึง “ดินแดนแห่งทองคำทางตะวันออก” หรือชื่อนาม “สุวรรณภูมิ” (Suvaṇṇabhūmi)  หรือ “สุวรรณทวีป” (Suvarṇadvīpa ) ในวรรณกรรมของฝ่ายอินเดีย และเส้นทางการค้าทางทะเลในยุคเริ่มแรก ที่จะเริ่มต้นจากปากแม่น้ำคงคา  ผ่านเมืองสะเทิมในอ่าวเมาะตะมะ – เมาะตะบัน มาที่เมืองท่าชื่อตักโกลา (Takola) หรือตะกั่วป่าเป็นท่าเรือแรกของดินแดนไครเส เคอร์โสนีส  ซึ่งในทางภูมิศาสตร์แล้ว จุดที่จะใช้ในการดินทางข้ามคาบทวีปมาลายู-ยวาทวีป จากเมืองท่าตักโกลาในฝั่งทะเลอันดามัน จะมาบรรจบกับเมืองท่าทางตะวันออกในฝั่งทะเลอ่าวไทยที่เมือง “ศรีโพธิ หรือ ไชยา”
งานศิลปะตามคติความเชื่อของนิกายมหายาน จึงได้มาเริ่มต้นเป็นครั้งแรก ๆ บนคาบสมุทรมาลายูที่เมืองไชยา พร้อม ๆ กับดินแดน “กฏาหทวีปะ” (เมืองเกดะห์ หรือเคด้าห์ มาเลเซีย) ดินแดนหมู่เกาะสุมาตรา (Sumatra - Pulau Ameh) ดินแดนจามปาและดินแดนปากแม่น้ำโขงในวัฒนธรรมออกแอว (Óc Eo)   
ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 13 จึงเริ่มปรากฏอิทธิพลพุทธศาสนาในนิกาย “วัชรยาน” (Vajrayāna) หรือ “มหายานตันตระ” (Mahāyāna –Tantra)  “พุทธตันตระยาน”  (Tantric Buddhism) หลังสมัยคุปตะในอินเดียเหนือ จากความนิยมของราชวงศ์วรรธนะ (Vardhana Dynasty) ต่อด้วยราชวงศ์ปาละ (Pala Dynasty) ในแคว้นพิหาร – เบงกอล (อินเดียเหนือ-ตะวันออก) เข้ามาสู่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
จารึกเกตุกัน บูกิต (Kedukan Bukit) จารึกตาลัง ตูโว (Tarang Tuwo) และจารึก โกตา การ์ปูร์ (Kota Kapur) ในช่วงต้นพุทธศตวรรษที่ 13  ได้กล่าวถึงกลุ่มเมืองจากคาบสมุทร ที่นิยมคติพุทธมหายาน-วัชรยาน (ในความสนับสนุนของราชวงศ์ปาละ) ได้ยกกองทัพเรือลงไปตีเมืองในหมู่เกาะทางใต้จากสุมาตราไปจนถึงเกาะชวา ขยายอิทธิพลทางการเมืองและคติความเชื่อลงมายังหมู่เกาะ ที่เคยอยู่ในอิทธิพลของกลุ่มราชวงศ์สัญชัย (Sanjaya) ที่นิยมคติฮินดูในยุคก่อนหน้า
ในช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 13 ถึงต้นพุทธศตวรรษที่ 14   จึงเกิดมีนครศรีวิชัย-ศรีโพธิ์ขึ้นครั้งแรกที่เมืองท่าไชยา บนคาบสมุทรยวาทวีป ภายใต้การปกครองของ “ราชวงศ์ไศเลนทรา”  (Śailendra Dynasty) ดังที่ปรากฏพระนาม “...พระเจ้าศรีมหาราชา ....พระราชาผู้เป็นเจ้าแห่งกรุงศรีวิชัย ผู้อยู่เหนือเหล่าพระราชาของแคว้นโดยรอบทั้งหมดบนพื้นพิภพ...” ในจารึกเสมาเมือง จารด้วยอักษรหลังปัลลวะ ในภาษาสันสกฤต ที่พบในเขตจังหวัดสุราษฎร์ธานี (หรือนครศรีธรรมราช)  เมืองศรีวิชัยที่ไชยาคงเป็นใหญ่เหนือนครอื่น ๆ บนคาบสมุทรและหมู่เกาะชวากลาง นิยมใช้อักษรและภาษาแบบอินเดียอยู่ระยะหนึ่ง ก่อนเปลี่ยนความนิยมมาใช้อักษรชวาโบราณและอักษรกวิ ตามแบบพื้นเมือง  ตั้งแต่สมัยพระเจ้าชยนาศะ พระเจ้าวิษณุ พระเจ้าอินทรา จนมาถึงพระเจ้าสามาลาตังกะ ผู้สร้าง “ชินาลายา” (Jinalaya) หรือมหาเจดีย์บุโรพุทโธ (Candi Borobudur) ในช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 14
------------------------------
*** ในช่วงต้นพุทธศตวรรษที่ 15 กลุ่มนครรัฐศรีวิชัยที่ยังมีศูนย์กลางราชสำนักไศเลนทราอยู่บนเกาะชวา ได้สร้าง “จันทิ” (Candi) หรือ “กุฎี” ขึ้นที่เมืองศรีวิชัย-ศรีโพธิ์ (ชิ-ลิ-โพ-ชิ) (วัดพระบรมธาตุไชยาราชวรวิหาร  ตำบลเวียง อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี) เป็นประธานของพุทธสถาน รูปทรงปราสาทหลังเดี่ยว เรือนธาตุเป็นมีผังรูปกล่องสี่เหลี่ยม (Cella) ขนาดไม่ใหญ่นัก ก่อด้วยอิฐ ตามสถาปัตยกรรมนิยมของราชวงศ์ไศเลนทรา ประดับเสาหลอกที่มุมทั้ง 4 ด้าน กลางผนังมีมุขยื่นออกทั้ง 4 ทิศ ทำให้กลายเป็นอาคารแผนผังรูปกากบาท ตั้งบนฐานประทักษิณแผนผังสี่เหลี่ยมจัตุรัส ที่ยกเป็นเรือนสูงประดับด้วยเสาอิง ด้านหน้าฐานทำเป็นบันไดทางขึ้นเพียงด้านเดียว  
ชั้นหลังคายกเป็นวิมานย่อส่วนซ้อนชั้น ลดหลังแบบอินเดียใต้ขึ้นไป 3 ชั้น  ซุ้มประตูมุขทางเข้าด้านหน้า ประดับแง่งแหลมรูปหัวตัวมกรที่มุมของเรือนวิมานแต่ละชั้น วาง “สถูปิกะ” (Stupika) บนฐานปัทม์ขนาดเล็ก องค์ระฆังรัดอกด้วยเส้นลวดสังวาล เป็นเครื่องประดับอยู่ที่มุมทั้ง 8 (มุมเรือนวิมานและเหนือหลังคามุขซุ้มบัญชร) ส่วนยอดสุดแต่เดิมนั้นคงเป็นรูปพระสถูปใหญ่ในคติความหมายศูนย์กลางของมณฑลจักรวาลมันดารา-มัณฑละ (Mandala Universe) หรือ “พุทธเกษตร” (Buddha Kaset) 
รูปแบบทางสถาปัตยกรรมโดยรวมของ จันทิศรีโพธิ์หรือพระบรมไชยาในภายหลัง คล้ายคลึงกับ “จันทิบูบราห์” (Candi Bubrah)  ในเขต“อุทยานทางโบราณคดีพรัมบานัน” (Prambanan Archacological Park)  ที่สร้างขึ้นประมาณช่วงต้นพุทธศตวรรษที่ 14   “จันทิเมนดุต” (Candi Mendut) ที่สร้างขึ้นโดย “พระเจ้าสามาลาตังกะ” (Samaratungga) และจันทิปะวน (Candi Pawon) ที่สร้างขึ้นในช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 14 ก่อนมีการสร้างจันทิบุโรพุทโธขึ้น 
แต่ด้วยรูปแบบของการยกมุขที่มีการประดับหน้าบันออกมาจากผนังทั้ง 4 ด้านอย่างชัดเจน รวมทั้งการประดับสถูปิกะบนหลังคาของมุขแต่ละด้านของจันทิศรีโพธิ์-พระบรมธาตุไชยา มีความคล้ายคลึงกับการจัดวางผังของ “จันทิกะลาสัน” (Candi Kalasan) และ “จันทิเซวู”  (Candi Sewu) หรือ “มัญชุศรีคฤหะ” (Manjusrigrha) ศาสนสานในคติพุทธวัชรยานขนาดใหญ่ ที่สร้างขึ้นในช่วงต้นพุทธศตวรรษที่ 15 ที่ให้ความสำคัญกับการจัดวางแบบแผนมณฑลมันดารา-มันฑละ ที่ประทับของพระชินพุทธะ 5 พระองค์  “ปัญจสุคต-ปัญจชินะ” (Paῆca Sugatā - Paῆca jina Buddhas) หรือ “พระธยานิพุทธเจ้า–ฌานิพุทธเจ้า” (Dhyāni Buddha) ตามคติของฝ่ายวัชรยานที่นิยมในราชวงศ์ปาละ 
--------------------------------
*** ในช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 15 ราชสำนักไศเลนทราคงได้ย้ายกลับจากเกาะชวามาที่เมือง “คาฑารัม” (Kaḍarām) หรือ เมืองเกดะห์-เคด้าห์ ในประเทศมาเลเซียเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนถูกโจมตีและทำลายโดยกองทัพเรือของพระเจ้าราเชนทราที่ 1 (Rājendra) แห่งจักรวรรดิโจฬะ (Chola Empire) ในช่วงปี พ.ศ.1568  ตรงกับยุคของ “พระเจ้าสังกรมาวิชยศตุงคะวรมัน” (Saṅgrāma-vijayottuṅgavarman) นำไปสู่การสิ้นสุดของราชวงศ์ไศเลนทราที่มีความนิยมในนิกายวัชรยาน  พร้อมกับเมืองศรีโพธิ์-ศรีวิชัย ตามความที่ปรากฏใน "จารึกตัณจาวูร์" (Thanjavur Inscription) 

เครดิต; FB
วรณัย  พงศาชลากร
EJeab  Academy
เพราะทุกที่มีเรื่องราวและเรื่องเล่า