วันอาทิตย์ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2564

หลวงพ่อมงคลบพิตร

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก ยิ่งให้ยิ่งได้ ยิ่งหวงยิ่งอด เราไม่หวงเราไม่อด หมดเดี๋ยวก็มา

หลวงพ่อมงคลบพิตร พระพุทธรูปกลางศึกสงคราม
ในสยามนี้มีเรื่องเล่าตอนที่ 267
โดย ดร.สุวิจักขณ์ ภานุสรณ์ฐากูร
     ผมเป็นคนที่มักมีเหตุการณ์เดจาวู เกิดขึ้นบ่อยๆ บางที เกิดกับตัวบุคคล บางที เกิดในสถานที่ ยกตัวอย่างเช่น บางครั้งเห็นบุคคลท่านหนึ่ง ความรู้สึกของตนเอง บอกว่าเคยพบกันมาก่อน แต่ก็จำไม่ได้ว่าเคยพบกันที่ไหน
     ในทางกลับกันบุคคลที่ผมมีความรู้สึกเช่นนั้น ผมเคยถามพวกเขาเหล่านั้นอยู่เหมือนกัน ว่าเคยเห็นผมมาก่อนหรือเปล่า เคยรู้จักกันมาก่อนหรือไม่ มักได้รับคำตอบว่า เหมือนจะรู้จัก แต่จำไม่ได้เหมือนกันว่าที่ไหนเมื่อไหร่
เหตุการณ์ในลักษณะเช่นนี้ เกิดขึ้นบ่อย ตอนที่ผมเป็นพระ และได้เดินทาง ไปอยู่ที่จังหวัดอยุธยา
     ก่อนหน้าที่จะบวช และใช้ชีวิตเป็นพระอยู่ป่ามา 3 ปี ผมเขียนนิยายไว้เรื่องหนึ่ง ชื่อเรื่องว่า "ฐีติภูตัง" ซึ่งแปลว่าฐานที่มั่นแห่งจิต
     ในเรื่องนั้น เกี่ยวกับการระลึกชาติได้ ของผู้ชายคนหนึ่งซึ่งเคยเป็นทหาร ในช่วงของการเสียกรุงครั้งที่ 2
     และฉากไฮไลท์ที่สำคัญของเรื่อง เกิดขึ้น หน้าวัดมงคลบพิตร ...

     ขุนทหารกระชับดาบในมืออีกครั้ง ก่อนสุดลมหายใจลึก เลือดในกายแผ่ซ่านไปด้วยความรักชาติ
     " หากข้าต้องตายในวันนี้ ข้าจะตายอยู่ที่นี่ หน้าองค์หลวงพ่อ" ขุนไกรราชภักดิ์ ถอดถอนลมหายใจอีกครั้ง
     " ภายใต้มหาเศวตฉัตร บัลลังก์อยุธยา ขุนศึกอย่างข้า สะท้านใจอย่างที่สุดก็ครั้งนี้"....
     ภาพในอดีต วิ่งย้อนกลับมาในมโนสำนึก ขุนทหารบวชที่นี่ ชีวิตเหมือนเกิดขึ้น และเริ่มต้นใหม่ที่นี่ ถัดจากภาพของพระภิกษุในวันวาน เปลี่ยนมาเป็นภาพขุนศึกในวันนี้...
     "จงรับไป มันทำจากเหล็กน้ำดี ตีขึ้นด้วยช่างเหล็กฝีมือเยี่ยมที่สุดในอโยธยา หากเจ้าไม่เคยเห็นว่า เหล็กมันจะตัดเหล็กได้อย่างไร สิ่งที่อยู่ตรงหน้านี่แหละจะทำให้เจ้าได้ประจักษ์"
     ขุนทหาร พนมมือเข้าน้อมรับ ศาสตราวุธ จากองค์หลวงพ่อ
     " ดาบคู่นี้มีชื่อว่า ดาบคู่แสนพลพ่าย สักวันเจ้าจะได้ใช้มัน เหมือนอย่างที่เจ้าของเดิมของมัน สืบทอดกันมา ตั้งแต่ต้นกรุง"
     ขุนศึกสัมผัสได้ถึง พลังบางอย่าง ซึ่งแผนซ่าน จากดาบคู่นั้น
     "โดยแท้จริงแล้ว ผู้เป็นนาย ไม่มีโอกาสได้เลือกดาบ ดาบต่างหาก เป็นผู้เลือกเจ้านายของมันเอง"
     "ปัง ปัง"  เสียงปืนใหญ่ ฉุดให้สำนึกกลับคืนสู่ปัจจุบัน
     " ไอ้ชาติชั่ว พวกกู เคยบุกไปรุกรานมึงรือ" ตวาดพลางแหงนหน้าขึ้นมอง องค์พระพุทธรูปสูงใหญ่อีกครั้ง
     " หัวใจของข้า ฝากไว้ตรงนี้นะหลวงพ่อ" พูดเสร็จ เดินอย่างทรนงองอาจ ไปยังหน้าประตูวิหาร
     ขุนทหารหรี่สายตา คิ้วขมวด ไม่ว่าอาการของสีหน้าจะเป็นอย่างไร หากแต่หัวใจ ไม่เคยสะทกสะท้าน ต่อให้พวกมันมากันมืดฟ้ามัวดิน และต่อให้ไม่เหลือใครสักคนในที่ตรงนี้...
     ขุนทหารรู้ว่า วันนี้ชีวิตดำเนินมาจนถึงที่สุดแล้ว บางคนเกิดมาแล้วตายไปอย่างไรเกียรติ แต่วันนี้ แผ่นดิน กำลังจะมอบเกียรติสูงสุดให้กับเขาแล้ว...
     "ข้าจะสู้จนเลือดหยดสุดท้าย ขอพระเสื้อเมืองพระทรงเมืองรับรู้ หากข้าต้องตาย จะเป็นผีเฝ้าที่นี่ เพื่อปกป้องให้อยุธยาอยู่ยั้งยืนยง" คำพูดประโยคสุดท้ายของขุนศึก ก่อนวิ่งเข้าโรมรันประจันบาน ศัตรูนับร้อยตรงหน้า....

     ครับทั้งหมดคือ ความรู้สึกของผม ในการเขียนบทประพันธ์ อ้างอิงเอาจากเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ ผนวกร้อยเรียน กับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ หลวงพ่อมงคลบพิตร พระพุทธรูป ที่ผมเห็นครั้งแรก เมื่อหลายปีที่แล้ว ก็ให้สะท้านในหัวใจ 
     ประวัติของหลวงพ่อมงคลบพิตรนั้น เล่ากันว่า น่าจะสร้างขึ้นในช่วงต้นกรุงศรีอยุธยา คือในระหว่างปีค.ศ 1991 ถึงประมาณ ปีพ.ศ 2145 สันนิษฐานเช่นนั้น เพราะลักษณะ พระพักตร์ขององค์หลวงพ่อ มีลักษณะที่ใกล้เคียงกับศิลปะสุโขทัย
     ช่วง Timeline ของอาณาจักรสุโขทัย และอาณาจักรอยุธยานั้น มีความต่อเนื่อง ไม่ได้สูญหาย ดังนั้นแล้ว โดยวัฒนธรรมก็ดี โดยความรู้ ศิลปะวิชาการต่าง ๆ ก็ดี ย่อมเกิดการถ่ายทอด จากอาณาจักรหนึ่งสู่อีกอาณาจักรหนึ่ง โดยไร้รอยต่อของกาลเวลา
     นอกจากนั้น ยังมีเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ เกี่ยวกับการย้ายองค์หลวงพ่อ จากทางด้านตะวันออก ของพระราชวังยังด้านตะวันตก ซึ่งคือที่ประดิษฐานอยู่ในปัจจุบัน โดย พระเจ้าทรงธรรม ในปีพ.ศ 2146 ด้วย
     ต่อมาในสมัยของพระศรีสรรเพชญ์ที่ 8 พูดอย่างนี้หลายท่านอาจจะงงว่าเป็นท่านไหน เฉลยเลยล่ะกันครับ พระศรีสรรเพชญ์ที่ 8 ก็คือพระเจ้าเสือ 
     คราวนี้พอพูดถึงพระเจ้าเสือ ก็น่าจะรู้จักกันแล้วนะครับ อาจจะมีคำถามรัวๆมาอีกว่าพระเจ้าเสือคือโอรสของใคร พระเจ้าเสือ เป็นโอรสในทางเปิดเผย ของพระเพทราชา แต่เป็นโอรสในทางลับ ของพระนารายณ์มหาราช คือต้องบอกว่า เราจะพูดกันในมุมไหน
     ทางด้านของประวัติศาสตร์ ว่ากันมาเช่นนี้ ก็เอาเท่าที่เรามีข้อมูลครับ คำว่าโอรสลับนั้น หมายถึงเป็นโอรสที่ ไม่ได้ถูก เลี้ยงอย่างออกหน้าออกตา ซึ่งอาจมีเหตุผลบางอย่างทำให้เป็นเช่นนั้น
     มาต่อเรื่องของหลวงพ่อครับ ได้เกิด ฟ้าผ่ามาต้องมณฑป ทำให้ มณฑปพังลงมา เป็นเหตุให้ พระซอองค์หลวงพ่อชำรุด พระเจ้าเสือจึงโปรดเกล้าให้ ทำการบูรณปฏิสังขรณ์ ต่อมาในสมัยของพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ และทรงโปรดเกล้าให้เจ้าฟ้าธรรมาธิเบศ เป็นแม่กลอง ทำการปฏิสังขรณ์ครั้งใหญ่ ได้ทำการรื้อเปลี่ยนหลังคา จนมีรูปทรงเหมือนในปัจจุบัน
     พระเจ้าอยู่หัวบรมโกศนั้น พระองค์คือโอรสของใคร พระองค์คือโอรสของพระเจ้าเสือ พระองค์มีพระเชษฐาเป็นพระเจ้าแผ่นดินเหมือนกัน มีนามว่าพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระ ซึ่งครองราชย์ก่อน
     ส่วนเจ้าฟ้าธรรมาธิเบศ คือโอรสองค์โต เคยได้รับตำแหน่งเป็นมหาอุปราชวังหน้า ของพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ เป็นผู้ที่มีความรู้ความชำนาญในเชิงช่าง อีกทั้งทางด้านของศิลปะ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เชิงชั้นแห่งอักษรภาษา กล่าวก็คือเป็นกวีนั่นเอง
     มาลองฟังดูสักบทไหมครับเดี๋ยวจะด้นสดให้ฟัง บทกลอนต่อไปนี้ แต่งโดยเจ้าฟ้ากุ้งธรรมธิเบศร
.....ปางพี่มาดหมายสมานสุมาลย์สมร
ดั่งหมายดวงหมายเดือนดารากร
อันลอยพื้นอัมพรโพยมพราย
แม้พี่เหินเดินได้ในเวหาสน์
ถึงจะมาตร์ก็ไม่เสียซึ่งแรงหวัง
มิได้ชมก็พอได้นำเนินชาย
เมียงมาดหมายรัศมีพิมานมอง.....
     เรื่องของเจ้าฟ้ากุ้งธรรมาธิเบศ อาจจะให้ลงลึกในรายละเอียด เป็นเรื่องที่น่าสนใจมาก ดังนั้นแล้วจึงขอเป็นโอกาสต่อไป นะครับ
     ต่อมาในปีพ.ศ 2474 พระยาโบราณราชธานินทร์ พระยาท่านนี้นับว่ามีอายุยืนจริง ๆ เพราะผมเคยเขียนบทความเกี่ยวกับเรื่องของพระพุทธเจ้าหลวงรัชกาลที่ 5 เสด็จประพาสต้นผ่านที่อยุธยา และพระยาโบราณราชธานินทร์นั้น ก็เป็นผู้ให้การรับเสด็จเป็นอย่างดีเนื่องจากเป็นเจ้าเมืองของอยุธยานั้นเอง
     คิดดูว่า ผ่านมาตั้งแต่รัชกาลที่ 5 จนกระทั่งถึงรัชกาลที่ 7 ทั้ง ๆ ที่เจ้าพระยาท่านนี้ก็มีอายุมากแล้วในขณะที่พระพุทธเจ้าหลวงเสด็จประพาสต้นที่อยุธยา    
     เรื่องมีอยู่ว่า ท่านเจ้าพระยานั้นต้องการจะบูรณปฏิสังขรณ์ องค์หลวงพ่อมงคลบพิตร ซึ่งเมื่อคราวเสียกรุงนั้น ถูกพม่าข้าศึกทำลายแตกหักเสียหายเป็นอย่างมาก
     แต่ทางรัฐบาล กลับไม่อนุญาตให้มีการ บูรณะ เรื่องนั้นถูกตีตกไป ต่อมาในปีพ.ศ 2499 ได้เริ่มที่จะทำการบูรณะ จนกระทั่งในปีพ.ศ 2500 กรมศิลปากร จึงเข้ารับหน้าที่ซ่อมแซม
     ซึ่งในเวลานั้น ได้พบพระขนาดเล็ก ที่บรรจุไว้ในพระอุระด้านขวาของหลวงพ่อมงคลบพิตรเป็นจำนวนมาก
ทางกรมศิลปากรได้นำออกมาแล้วเก็บเอาไว้ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา และพิพิธภัณฑ์แห่งชาติจันทรเกษม
     แปลกแต่จริงเรื่องหนึ่ง ในคราวที่จะบูรณะปฏิสังขรณ์องค์หลวงพ่อนั้นต้องใช้เงินจำนวนมาก แต่เมื่อหลายปีมาแล้วเงินไม่พอ ก็ไม่รู้ว่าจะหาเงินมาจากไหน ในขณะนั้นเอง นายอูนุ นายกรัฐมนตรีสหภาพพม่าในขณะนั้นได้บริจาคเงินจำนวน 200,000 บาทร่วมกับฝ่ายรัฐบาลไทยอีก 250,000 บาท
ทำการบูรณะ จนแล้วเสร็จ
     เรียนทราบว่าในความคิดของผม ตอนที่พม่าเข้ามา ตีกรุงศรีอยุธยาจนสามารถบุกเข้ามาถึงในเขตพระราชฐานและวัดหลวงพ่อมงคลบพิตร  
     ซึ่งเล่ากันว่า ถูกพม่าทำลาย ให้แตกหักเสียหาย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บริเวณพระเมาฬี และพระกรด้านขวานั้นเสียหายเป็นอย่างมาก
     การที่นายกรัฐมนตรี ของพม่าได้มาบริจาคเงิน ช่วยการบูรณปฏิสังขรณ์ ผมซึ้งในน้ำใจอยู่ จริง ๆ เหมือนกับว่า บรรพบุรุษของพวกเขาได้มาทำร้ายองค์หลวงพ่อเอาไว้ ตัวของเขาได้มีโอกาส มาบูรณะปฏิสังขรณ์ คืน
     ข้อมูลขององค์หลวงพ่อนะครับ ชื่อเต็มว่า พระมงคลบพิตรเป็นพระพุทธรูป มีความกว้างหน้าต่าง 9 เมตร 55 เซนติเมตร สูง 12 เมตร 45 เซนติเมตร ทั้งนี้ไม่รวมฐานบัว วัสดุที่ใช้ก่อสร้างนั้น เป็นอิฐแกนกลางและบุด้วยทองสำริดห่อหุ้มทอง นับว่าเป็นพระพุทธรูปหล่อขนาดใหญ่ที่สุดองค์หนึ่งของประเทศไทย
     ขอบคุณครับที่ติดตามผลงาน หากเห็นว่ามีประโยชน์ ฝากแชร์ด้วยนะครับ
เครดิต; FB ต้นสาระ
.....................................................
ยังมีสาระเรื่องราวดี ๆ ที่อยากเล่าตามมาดูเราได้ที่ ;
My blogs link 👆
https://sites.google.com/site/dhammatharn/
http://abhinop.blogspot.com
http://abhinop.bloggang.com
.....................................................
ททมาโน ปิโยโหติ #ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก
A giver is always be love.
.....................................................


วันศุกร์ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2564

หลวงพ่อดำอู่ทอง

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก ยิ่งให้ยิ่งได้ ยิ่งหวงยิ่งอด เราไม่หวงเราไม่อด หมดเดี๋ยวก็มา

“หลวงพ่อดำ” พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์แห่งเมืองอู่ทอง กับธรรมจักรตั้งสันตรง ศิลปะจากยุคกุษาณะ คุปตะ-วากาฏกะ 
ในห้องจัดแสดงธรรมสตัมภะ (ตั้งเสา) ของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี ด้านหน้าของรูปประติมากรรมธรรมจักร มีแท่งหินใหญ่สลักเป็นโกลนพระพุทธรูปปางสมาธิ ที่ดูจะไม่มีความงดงามในเชิงศิลปะ จึงไม่ค่อยเป็นที่น่าสนใจมากนัก
แท่นหินสลักร่างโกลนพระพุทธรูปปางสมาธินั้น คือ “หลวงพ่อดำ” พระพุทธรูปที่ถือว่ามีความศักดิ์สิทธิ์ เป็นที่รับรู้กันสำหรับผู้คนอู่ทองในอดีตมากว่า 50 – 60 ปีที่แล้ว
หลวงพ่อดำ เป็นพระพุทธโบราณคู่วัดเขาพระศรีสรรเพชญาราม สลักขึ้นจากหินในท้องถิ่นประเภทหินแปร (Metamorphic rock) ที่เรียกว่า “หินแคลซิลิเกต” (Calc-silicate) ซึ่งเป็นชั้นหินด้านบนสุดของเทือกเขาในเขตอำเภออู่ทอง ลักษณะเป็นการสลักเจาะเข้าไปในแผ่นหน้าหิน ส่วนที่ไม่ได้เจาะจึงกลายเป็นแผ่นหลัง สลักเป็นรูปร่างโกลนพระพุทธรูปปางสมาธิ  พื้นผิวหินแตกกะเทาะสึกกร่อนเพราะตากแดดตากฝนมาเป็นเวลายาวนาน มีร่องรอยของการปูนปั้นฉาบผิวลงรักปิดทองตกแต่งเป็นพระพุทธรูปโดยสมบูรณ์  แต่ก็กะเทาะออกจนหมด มีรอยคราบรักให้เห็นอยู่บ้าง
แต่เดิมนั้น หลวงพ่อดำจะตั้งอยู่ที่หน้าถ้ำบริเวณด้านล่างของหน้าเขาพระ ที่มีพระพุทธรูปสลักหินอีกหลายชิ้น อยู่ในถ้ำในบริเวณใกล้เคียงกัน ชาวบ้านในสมัยก่อนเลยเรียกนามวัดนี้ว่า “วัดเขาพระ” ตามที่พบเห็นพระโบราณจำนวนมากที่หน้าเขาและในถ้ำ
เล่ากันว่าในสมัยก่อนนั้น วัดเขาพระนั้นอยู่ในสภาพรกร้างไม่ได้มีการสร้างอาคารถาวรวัตถุอย่างในปัจจุบัน ในราวปี พ.ศ. 2464 พระครูสัทธานุสารีหรือหลวงปู่เปี้ยน ได้เดินทางจากวัดโพธาราม (วัดจรเข้)  นำสาธุชนขึ้นมาตั้งสำนักสงฆ์ เห็นพระพระพุทธรูปหินบนถ้ำชั้นบน ที่เล่าว่าเดิมเป็นพระนอนแบบศิลปะทวารวดีแต่ถูกน้ำฝนกัดกร่อนจนแตกกะเทาะออกเป็นสามชิ้นใหญ่ จึงได้รวบรวมแรงงานและปัจจัยทำการบูรณะพระพุทธไสยาสน์โบราณโดยสร้างเป็นพระนอนก่ออิฐถือปูนอิงผนังถ้ำตามแบบวัดป่าโมก ขึ้นครอบซากพระนอนแบบทวารวดีเดิมไว้ ปลายพระกรรณและยอดพระรัศมีหรือโลกุตตระสลักขึ้นจากไม้ จนแล้วเสร็จในราวปี พ.ศ. 2465 ถวายพระนามว่า “หลวงพ่อสังฆ์ศรีสรรเพชญ์”
ซึ่งลักษณะของการประดิษฐ์ฐานพระพุทธรูปและสัญลักษณ์ไว้ในถ้ำเขาพระ โดยแกะสลักขึ้นจากหินภายในถ้ำเองนั้น เหมือนกับคติแบบแผนของ “วิหาร-เจติยะถ้ำ” ทางพุทธศาสนา อย่างหมู่ถ้ำอชันต้า- เอลโลร่า ในรัฐมหาราษฎร์ และที่หมู่ถ้ำเขางู จังหวัดราชบุรี ที่มีการดัดแปลงถ้ำด้วยงานศิลปะในคติความเชื่อทางพุทธศาสนา  จำหลักรูปหรือการแกะโกลนผนังหินแล้วใช้ปูนปั้นประดับทับ อาจเคยมีการนำรูปเคารพเช่น ธรรมจักร พระพุทธรูปเข้ามาประดิษฐานไว้ตามจุดต่าง ๆ ของเทือกเขาและภายในถ้ำ เพื่อการ “สมมุติ” ทำ (อภิเษก) ให้ถ้ำและปริมณฑลใกล้เคียงกันนั้นกลายเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ เพื่อการจาริกแสวงบุญไปสู่ “สังเวชนียสถานสมมุติ” (ประสูติ ตรัสรู้ ปฐมเทศนา ปรินิพพาน) วิหารถ้ำจึงได้กลายเป็น “เจติยสถาน” (Chaitya Hall) สถานที่ระลึกถึงพระพุทธเจ้า ในดินแดนที่อยู่ห่างไกลจากสังเวชนียสถานอันแท้จริงในอินเดียเหนือ
หลักฐานของวิหารถ้ำที่เขาพระคงได้ถูกเคลื่อนย้ายเปลี่ยนแปลง ทำลายและสูญหายไปตามกาลเวลา แต่หากได้ย้อนกลับมาพิจารณาร่องรอยบางอย่างที่เป็นเรื่องราวภาพสลักบนแท่งหินหลวงพ่อดำ จะพบว่า ส่วนล่างของแท่งหินนั้น ตรงกลางแกะสลักเป็นรูปธรรมจักรตั้งเป็นแบบขวางจนมองเห็นเป็นสันตรง รูปทรงเหมือนเม็ดข้าว มีดุมล้ออยู่ด้านข้าง มีกวางหมอบเหลียวหลังทั้งสองฝั่ง ซึ่งเป็นภาพสลักที่แสดงความหมายถึงพุทธประวัติตอนปฐมเทศนา ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน เมืองพาราณสี เป็นเรื่องราว “ปฐมเทศนา” แบบพิเศษ ซึ่งในประเทศไทยจะพบได้เพียงที่หลวงพ่อดำองค์นี้เพียงองค์เดียวเท่านั้น
การวางธรรมจักรแบบหันด้านข้างประกอบรูปกวางหมอบตามคติปฐมเทศนา จะพบเห็นได้น้อยมากในงานพุทธศิลป์โบราณทั่วโลกปรากฏครั้งแรก ๆ  ในงานศิลปะมถุรา ยุคพระเจ้ากนิษกะ ราชวงศ์กุษาณะ  ตั้งแต่ปลายพุทธศตวรรษที่ 7 และปรากฏชัดเจนที่พระพุทธรูปปางเทศนาธรรม–ปฐมเทศนา สลักหินทรายที่พบจากวัดสารนาถ เมืองพาราณาสี สังเวชนียสถานของการปฐมเทศนา ซึ่งเป็นงานศิลปะระดับเอกอุในยุคราชวงศ์คุปตะ ราวพุทธศตวรรษที่  10 และพระพุทธรูปประธานในถ้ำเจติยะ-วิหาร ของหมู่ถ้ำอชันต้า ศิลปะแบบราชวงศ์วากาฏกะ ที่มีอายุการสร้างในช่วงพุทธศตวรรษที่ 11  ซึ่งพระพุทธรูปทั้งสองแสดงธรรมจักรมุทรา ในพุทธประวัติตอนปฐมเทศนา ในคติมหายาน
หลวงพ่อดำและพระนอน (?) ที่เคยมีอยู่ที่หน้าเขาพระ ได้แสดงให้เห็นถึงร่องรอยความพยายามของผู้คนในยุคพุทธศตวรรษที่ 12 – 13 ที่พยายามจะสร้างวิหารถ้ำ-เจติยสถาน ตามความนิยมในยุคราชวงศ์คุปตะ-วากกาฏกะ สร้าง “สังเวชนียสถาน-สมมุติ” ตามแบบแผนวิถีปฏิบัติทางพระพุทธศาสนา  ขึ้นในดินแดนใหม่ที่โพ้นทะเลแห่งนี้
--------------------------------------------------
*** หลวงพ่อดำ ตั้งอยู่หน้าถ้ำมาเป็นเวลายาวนาน จนในปี พ.ศ. 2510 – 2512  กรมศิลปากรจึงได้ทำหนังสือมาขอยืมองค์หลวงพ่อดำจากวัดเขาพระเพื่อไปจัดแสดง แต่ไม่ได้ส่งกลับคืนมาจนถึงในทุกวันนี้ ด้วยคงเพราะเป็นโบราณวัตถุที่มีความสำคัญ เพียงองค์เดียวที่พบในประเทศไทย
แต่เรื่องราวของวิหารถ้ำ สังเวชนียสถานและความสำคัญของหลวงพ่อดำ พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์แห่งเมืองอู่ทอง เหล่านี้ กำลังถูกลืมเลือนหายไปจากความทรงจำของผู้คนแล้วครับ
เครดิต ; FB
วรณัย พงศาชลากร
EJeab Academy
.....................................................
ยังมีสาระเรื่องราวดี ๆ ที่อยากเล่าตามมาดูเราได้ที่ ;
My blogs link 👆
https://sites.google.com/site/dhammatharn/
http://abhinop.blogspot.com
http://abhinop.bloggang.com
.....................................................
ททมาโน ปิโยโหติ #ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก
A giver is always be love.
.....................................................


วันพฤหัสบดีที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2564

ที่มาเชตุพน

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก ยิ่งให้ยิ่งได้ ยิ่งหวงยิ่งอด เราไม่หวงเราไม่อด หมดเดี๋ยวก็มา

     คำว่า "เชตุพน" นั้นเป็นนามเก่าแก่ มาจากชื่อ เจ้าเชตุ ( อ่านว่า เจ้า-เชด)  ราชกุมารองค์หนึ่ง ที่ร่วมถวายที่ดิน(ทางเข้าวัด)เป็นพุทธบูชา
    เรื่องเริ่มเมื่อ #อนาถบิณฑิกเศรษฐี ต้องการจะสร้างพระอารามถวายพระพุทธเจ้า พบว่าสวนเจ้าเชตุมีทำเลดี สงบร่มรื่น แต่เจ้าเชตุไม่ขายที่ดินให้ เล่นแง่ตั้งราคาว่าให้เอาทรัพย์สินเงินทองมาปูให้เต็มสิ จึงจะขายให้ อนาถบิณฑิกเศรษฐีได้แสดงศักยภาพทางการเงิน ได้ปูทองคำเต็มพื้นที่ที่จะซื้อ (บ้างก็ว่าปูด้วยเหรียญเงิน ) แต่เงินทองมาหมดเกลี้ยงตรงทางเข้าสวนของเชตุพอดี
เจ้าเชตุเห็นความตั้งใจของอนาถบิณฑิกเศรษฐี
ก็ใจอ่อน เกิดศรัทธาขอร่วมถวายที่ดินตรงทางเข้าวัดให้ และขอให้ตั้งชื่อวัดเป็นชื่อตัวเองด้วย
.....................................................
ยังมีสาระเรื่องราวดี ๆ ที่อยากเล่าตามมาดูเราได้ที่ ;
My blogs link 👆
https://sites.google.com/site/dhammatharn/
http://abhinop.blogspot.com
http://abhinop.bloggang.com
.....................................................
ททมาโน ปิโยโหติ #ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก
A giver is always be love.
.....................................................


พระพุทธรูปปางปฐมเทศนา

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก ยิ่งให้ยิ่งได้ ยิ่งหวงยิ่งอด เราไม่หวงเราไม่อด หมดเดี๋ยวก็มา

“พระพุทธรูปปางปฐมเทศนางดงามที่สุดในโลก” พิพิธภัณฑ์แห่งสังฆารามสารนาถ
“พิพิธภัณฑ์แห่งสารนาถ” (Sarnath Museum) เมืองพาราณสี เป็นพิพิธภัณฑ์ที่จัดเก็บโบราณวัตถุที่ขุดพบจาก “สังฆารามแห่งสารนาถ” (Sarnath Monastery) ที่ตั้งอยู่ในบริเวณที่เคยป่าอิสิปตนมฤคทายวัน (Isipatana Migadava) สถานที่บำเพ็ญพรตของเหล่ามุนีฤๅษี เขตแคว้นกาสี ในสมัยพุทธกาล ทางทิศเหนือของเมืองพาราณสี (Varanasi) รัฐอุตตรประเทศ
ชื่อนามของสารนาถมาจากคำว่า “สารงฺค+นารถ – สารังคนาถ” หมายถึงที่อยู่ของฝูงกวาง ซึ่งในวรรณกรรมทางพุทธศาสนา สังฆารามสารนาถนี้  ถือเป็น “สังเวชนียสถานแห่งการปฐมเทศนา” เป็นสถานที่พระพุทธองค์ได้เสด็จมาพบกับ “ปัญญวัคคีย์ทั้ง 5” (Pañcavaggiya) ประกอบด้วย “โกณฑัญญะ” (Kondanna) “วัปปะ” (Vappa) “ภัททิยะ” (Bhaddiya) “มหานามะ” (Mahanama) และ “อัสสชิ” (Assaji) และได้ทรงแสดง “เทศนาธัมมจักกัปปวัตตนสูตร” (Dhammacakkappavattana Sutta) จนโกณฑัญญะได้บรรลุธรรม ขอบวชเป็นพระสงฆ์องค์แรกในโลก
สังฆารามสารนาถจะถูกทำลายอย่างย่อยยับในช่วงพุทธศตวรรษที่ 18 โดยแม่ทัพอิสลามเตอร์ก นามว่า “กุดบัดดิน ไอบัค (Qutb al-Din Aibak –kutbuddin Aybeg) ได้นำกองทัพกว่า 120,000 คน ของ สุลต่านแห่งราชวงศ์คูริด (Ghurid Dynasty) ที่มีพระนามว่า “โมฮัมหมัด โฆรี-ฆอร์” (Mu'izz ad-Din Muhammad Ghori) เข้ายึดครองและทำลายบ้านเมืองในอินเดียเหนือไปจรดแค้วนพิหาร ได้เผาทำลายวัดวาอารามในพุทธศาสนาและเทวาลัยพราหมณ์ฮินดู เข่นฆ่าผู้คนและพระภิกษุสามเณรล้มตายหลายหมื่นรูป
ในปี พ.ศ. 2377 จึงได้เริ่มมีการขุดค้นซากปรักหักพังของสังฆารามสารนาถที่ถูกทิ้งร้างเป็นป่ารกชัฏโดย “เซอร์อเล็กซานเดอร์ คันนิ่งแฮม” (Sir Alexander Cunningham) ซึ่งก็ได้มีการรื้ออิฐและแผ่นหินสลักจำนวนมากไปสร้างอาคารในยุคอาณานิคม เขื่อนใหญ่กั้นตลิ่งริมแม่น้ำกว่า 40 จุด เขื่อนและสะพานข้ามแม่น้ำวรุณา (Varuna) และสถานีรถไฟที่พาราณสี ทั้งยังขนย้ายรูปประติมากรรมที่ยังมีสภาพสวยงามไปตามพิพิธภัณฑ์ต่าง ๆ จนในที่สุด ท่านอนาคาริก ธรรมปาละ (Anagarika Dhammapala) ผู้ศรัทธาพุทธศาสนาชาวลังกาได้ใช้ความพยายาม ฝ่าฟันอุปสรรคมากมายเพื่อฟื้นฟูพระพุทธศาสนาและนำสังฆารามสารนาถ (รวมทั้งสังเวชนียสถานอีกหลายแห่ง) ที่ได้กลายเป็นป่ารกและสถานที่เลี้ยงสัตว์ของเศรษฐีชาวฮินดูภายหลังการขุดค้นของอังกฤษ กลับคืนมาได้สำเร็จในช่วงปี พ.ศ. 2444
ในปี พ.ศ. 2447 เซอร์จอห์นมาร์แชล (Sir John Marshall) ผู้อำนวยการใหญ่ด้านโบราณวิทยาในอินเดีย  ได้เริ่มโครงการจัดสร้างอาคารพิพิธภัณฑ์ ในพื้นที่ใกล้เคียงกับสถานที่ขุดค้น เพื่อจัดแสดงโบราณวัตถุชิ้นสำคัญเปิดใช้งานครั้งแรกในปี พ.ศ. 2453
ห้องด้านหน้าห้องแรกของอาคารจัดแสดง เป็นห้องโถงไฮไลท์สำคัญ แสดงรูปประติมากรรม “เสาอโศก” (Ashoka's Pillar) ชิ้นที่มีความงามและสมบูรณ์ที่สุด เป็นเสาสิงห์ (Lions Capital) แบบจตุรทิศ (หันหน้าไป 4 ทิศ) ในความหมายของการประกาศพระสุรเสียงแห่งธรรมจักรกัปปวัตนสูตรของพระพุทธองค์
“ราชสีห์”(lion) เป็นสัญลักษณ์แสดงความยิ่งใหญ่ของ “ศากยะวงศ์” วงศ์วานแห่งพระพุทธองค์ (หรือแสดงความยิ่งใหญ่ของพระเจ้าจักรพรรดิอโศกเองด้วย) และยังอาจความหมายถึงอำนาจแห่ง “พระจักรพรรดิแห่งโลกและธรรม” (พระเจ้าอโศก- พระพุทธเจ้า) ที่ดำรงอยู่ทุกหนแห่ง หรือในความเชื่อทางพุทธศาสนาได้อธิบายว่า เสาสลักรูปสิงห์ทั้ง 4 คือสัญลักษณ์ของคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าที่องอาจดุจพญาราชสีห์ และแผ่ไปไกลดุจเสียง “สีหนาท”แห่งราชสีห์
เหนือบัวหัวเสา ประกอบไปด้วยสัญลักษณ์ของ “สระอนวตัปตา- อโนดาต” (Anavatapta) สระน้ำศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่สูงสุดบนสรวงสวรรค์ล้อมรอบเขาพระสุเมรุ เป็นต้นกำเนิดแม่น้ำศักดิ์สิทธิ์ทั้ง 4 สายใหญ่แห่งโลกอันได้แก่ คงคา ยมุนา พรหมบุตร และสินธุ ที่ปากน้ำแต่ละสายนั้นจะเป็นที่ตั้งของดินแดนสรรพสัตว์ ทั้งสี่ทิศ คือ ดินแดนแห่งราชสีห์ ดินแดนคชสาร ดินแดนม้า และดินแดนแห่งแดนโคอุสภะ สลับรูปของวงล้อมธรรมจักรแบบมีกงซี่ถี่ ในความหมายของการเคลื่อนไปข้างหน้า (ล้อหมุน) ที่มีพลวัต (พลัง)
รูปเสาอโศก จึงแทนความหมายของอำนาจแห่งศากยวงศ์ที่อยู่บนยอดเขาพระสุเมรุ ศูนย์กลางแห่งจักรวาลนั่นเอง
ด้านใน อาคารทางปีกซ้ายเป็นห้องจัดแสดงประติมากรรมพุทธศิลป์ในพระพุทธศาสนา ที่พบจากสังฆารามสารนาถแห่งนี้ ซึ่งไฮไลท์สำคัญก็คงเป็นรูปประติมากรรมพระพุทธเจ้าปางแสดงปฐมเทศนา และห้องเครื่องทองที่จัดแสดงอยู่ในห้องด้านหลัง
รูปประติมากรรม “พระพุทธรูปปางปฐมเทศนา” แห่งสังฆารามสารนาถนี้ ขุดพบที่บริเวณหน้า "พระมูลคันธกุฏี” หรือ “พระมูลคันธกุฏีวิหาร” (Mulgandha kuti – vihar) ใกล้กับเสาอโศก นับว่าเป็นพระพุทธรูปที่มีชื่อเสียงและได้รับการยกย่องว่าเป็นพุทธศิลป์ที่มีความงดงามที่สุดของอินเดีย
และก็คงเป็นพระพุทธรูปที่งดงามที่สุดของโลก ไปด้วยโดยปริยาย
พุทธลักษณะเป็นพระพุทธรูปนั่งปางสมาธิ แบบขัดสมาธิเพชร “วัชระ-สาสนะ” (เห็นฝ่าพระบาททั้งสองข้าง) ปางแสดงปฐมเทศนา แสดงท่ามือ “ธรรมจักรมุทรา” โดยยกพระหัตถ์ขวาขึ้นระดับพระอุระ แสดงวิตรรกะมุทรา  พระหัตถ์ซ้ายยกขึ้น ชี้ไปยังวงนิ้วโอเคของพระหัตถ์ขวา อันหมายถึงการแสดง (สั่งสอน-เทศนา)ธรรมจักรกัปปวัตนสูตร  ในศิลปะแบบราชวงศ์คุปตะ ตระกูลช่างสารนาถ อายุการสร้างในราวพุทธศตวรรษที่  10
ด้านข้างและด้านบนหลังพระพุทธรูป สลักเป็นแผ่นหลังประภาวลี (Altarpiece) โดยด้านข้างนั้นสลักเป็นรูปสัตว์เทพผู้ปกป้อง ที่เรียกว่า “ยาลิ” (Yāḻi) แบบตัว “สิงหวยาล” (Simha-Vyala สิงห์มีเขา) และรูป “มกร” ( Makara-มะกะระ สัตว์ผสมแห่งคงคา) ด้านบนเป็นประภามณฑลรูปกลม มีรูปวิทยาธรทั้งสองฝั่งวางตัวแบบสมมาตร
ลักษณะของการสร้างรูปประติมากรรมลอยตัวแบบมีแผ่นหลังนี้ เป็นการทำรูปประติมากรรมเพื่อใช้วางพิง แนบหรือฝังเข้าไปในช่อง-ผนังกำแพง
ด้านล่างเป็นฐานที่มีช่องท้องไม้แสดงพุทธประวัติตอนปฐมเทศนา ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน โดยมีรูปธรรมจักรแบบวางหันข้าง (เห็นเป็นสัน) แบ่งตรงกลางภาพ มีรูปกวางอันเป็นสัญลักษณ์ของป่ามฤคทายวัน รูปปัญจวัคคีย์ทั้ง 5 โดยมีรูปสตรีและเด็ก ที่อาจหมายถึงผู้อุปถัมภ์ – ผู้ศรัทธาในพระพุทธศาสนา อยู่ทางด้านซ้ายสุดของภาพ
ความงดงามในพุทธศิลป์แบบคุปตะที่สำคัญบนรูปพระพุทธรูปองค์นี้ คือลวดลายก้านเถาและใบขดที่อยู่ในประภามณฑลรูปกลมหลังพระเศียร เป็นลายพรรณพฤกษาที่มีก้านต่อช่อ-ต่อก้าน พลิ้วเป็นวงโค้งขึ้นลงไปตามแนวกลม ด้านข้างของเส้นก้านนำ จะแตกเป็น กนกใบม้วนสลับกับดอกไม้บาน มีลักษณะแบบแผนเดียวกับแผ่นหินสลักลวดลายประดับสถูป “ธรรมเมกขสถูป” (Dhamekh Stupa) พระเจดีย์ใหญ่ ประธานแห่งสังฆารามสารนาถ อันเป็นลวดลายสำคัญของยุคสมัยศิลปะคุปตะ ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 10 
ลวดลายเถาของพระสถูปนั้นจะเน้นไปที่ลายดอกบัว ในขณะลวดลายที่แผ่นหลังพระพุทธรูปเน้นไปที่ลายดอกไม้บานแบบดอกทานตะวัน แต่ทั้งสองก็ยังคงลักษณ์ของใบไม้ประกอบเป็นก้านต่อช่อก่านต่อก้านใหม่เลื้อยออกไปอย่างต่อเนื่อง โดยมีใบม้วนขดผลิใบและผลิดอกออกด้านข้างแบบเดียวกัน ในความหมายของความอุดมสมบูรณ์ ขนาบข้างด้วยลายลูกปัดอัญมณี โดยขอบนอกสุดเป็นรูปแฉกโค้งแหลมในความหมายของประภารัศมี
*** ซึ่งก็แสดงให้เห็นว่า พระพุทธรูปและพระสถูปนั้น ถูกสร้างขึ้นในช่วงยุคสมัยเดียวกันครับ
เครดิต ; FB
วรณัย  พงศาชลากร
EJeab Academy
.....................................................
ยังมีสาระเรื่องราวดี ๆ ที่อยากเล่าตามมาดูเราได้ที่ ;
My blogs link 👆
https://sites.google.com/site/dhammatharn/
http://abhinop.blogspot.com
http://abhinop.bloggang.com
.....................................................
ททมาโน ปิโยโหติ #ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก
A giver is always be love.
.....................................................


วันพุธที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2564

วัดหน้าพระเมรุ

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก ยิ่งให้ยิ่งได้ ยิ่งหวงยิ่งอด เราไม่หวงเราไม่อด หมดเดี๋ยวก็มา
บานประตูวิหารน้อย วัดหน้าพระเมรุ พระนครศรีอยุธยา
ตัววิหารตั้งอยู่ทางทิศตะวันออก ของพระอุโบสถ สร้างขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่3 บานประตูด้านบนสลักรูปเทพพนมในกรอบซุ้มเรือนแก้วซ้อนลดหลั่นกัน3องค์ คั่นด้วยลายหน้ากระดาน ถัดลงมาสลักลายกระหนกก้านขด โดยมีลายก้านต่อดอกเป็นแกนกลาง บนสุดเป็นลายเทพพนมประทับนั่งในดอกบัว คั่นด้วยลายพุ่มข้าวบิณฑ์ ถัดลงมาเป็นครุฑ และล่างสุดเป็นสิงห์ แตกตัวลายเป็นลายกระหนกขดม้วนและมีเทพพนมผุดจากดอกบัว และจบลายด้วยแถวลายกระจังชั้นหน้ากระดานและฐานสิงห์ จัดได้ว่าเป็นงานแกะสลักที่มีความงดงามมาก
.....................................................
ยังมีสาระเรื่องราวดี ๆ ที่อยากเล่าตามมาดูเราได้ที่ ;
My blogs link 👆 
https://sites.google.com/site/dhammatharn/
http://abhinop.blogspot.com
http://abhinop.bloggang.com
.....................................................
ททมาโน ปิโยโหติ #ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก
A giver is always be love.
.....................................................

วันอังคารที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2564

นารายณ์บรรทมสินธุ์

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก ยิ่งให้ยิ่งได้ ยิ่งหวงยิ่งอด เราไม่หวงเราไม่อด หมดเดี๋ยวก็มา

“นารายณ์บรรทมสินธุ์-วิษณุอนันตศายินปัทมนาภะ” กลางสายน้ำธรรมชาติ ใหญ่ที่สุดในโลก
รูปศิลปะ “นารายณ์บรรทมสินธุ์” (Reclining Vishnu) หรือ “วิษณุอนัตศายินปัทมนาภะ” (Vishnu ananta shayana padmanabha) พระวิษณุประทับนอนอยู่บนพญาอนันตนาคราชเหนือเกษียรสมุทร (Vishnu reclining on the serpent Shesha (Ananta) on Cosmic Ocean - Kṣīrasāgara) ริมฝั่งแม่น้ำพราหมณี (Brahmani River) ทางฝั่งตะวันออก ใกล้กับหมู่บ้านศารังกา (Saranga) รัฐโอริสสา (Orissa) ทางตะวันออกของคาบสุทรเดกข่าน-อินเดีย ถือเป็นรูปประติมากรรมสลักจากโขดหินธรรมชาติบนสายน้ำตามธรรมชาติที่มีความยาวมากที่สุดในอินเดีย (และในโลก) สร้างขึ้นในช่วง "ราชวงศ์เภามะกาลา" (Bhauma-Kara Dynasty) ต้นพุทธศตวรรษที่ 15 ในยุคสมัยที่คติความเชื่อแบบไวษณพนิกาย (Vaishnavism) กำลังกลับมารุ่งเรืองขึ้นอีกครั้งในอินเดีย
รูปพระวิษณุอนันตศายินปัทมนาภะ 4 กร สลักบนโขดหินทรายที่เป็นลาดผาชั้นน้ำตกเตี้ย ๆ ใกล้กับริมชายฝั่งมีขนาดความยาว  15.4 เมตร กว้างประมาณ 7 เมตร สวมกีรีฏมุกุฏ  (Kirīṭamukuṭa) คลุมพระเศียรด้วยนาคโค้งคล้ายฮูด (Hood) คลุมพระเศียร สลักรูปจักร สังข์ คทาและดอกบัว ในแต่ละพระหัตถ์ พระเพลาล่างไขว้ทับ ลาดหินด้านบนปรากฏรูปพรหม 4 กร บนดอกบัวที่มีสายบัวเชื่อมต่อลงไปยังรูปพระวิษณุ ที่แสดงว่ารูปบรรทมสินธุ์นี้ เป็นภาพมงคลที่หมายถึงตอนกำเนิดโลกใหม่ ปรากฏใน “มหาภารตะ” (Mahābhārata Sanskrit epic) ที่มีอายุการรจนาเริ่มแรกที่ประมาณ 2,500 ปี ว่า
“.....โลกเมื่อถึงคราวสิ้นกัลป์ (หนึ่งกัลป์เท่ากับหนึ่งวันของพระพรหม) ทุกสรรพสิ่งถูกทำลายล้าง พื้นดินจมลงสู่ใต้มหาสมุทรพระผู้เป็นเจ้าที่ทรงพระนามว่า “พระวิษณุ” ผู้มีพันพระเนตรและพันพระบาท บรรทมอยู่ที่ท่ามกลางมหา “เกษียรสมุทร” มีพญานาคผู้มีพันเศียรรองรับองค์พระผู้เป็นเจ้า...
“...เมื่อพระองค์ตื่นบรรทม และมองเห็นโลกที่ว่างเปล่า พระองค์ได้ตั้งสมาธิเพื่อการสร้างสรรค์สรรพสัตว์ขึ้นใหม่ ในขณะนั้น ได้เกิดดอกบัว (หมายถึงความบริสุทธิ์) ดอกหนึ่ง ผุดขึ้นจากพระนาภี (สะดือ) จากผลของสมาธินั้น แล้วพระพรหมผู้มีสี่พักตร์ก็ได้ปรากฏขึ้นบนดอกบัวนั้น.....”
เรื่องราวการกำเนิดโลกใหม่จากพระนาภี ยังปรากฏในคัมภีร์ปุราณะตามคติความเชื่อของฮินดูหลากนิกาย ในแต่ละยุคสมัย โดยเฉพาะของฝ่ายไวษณพนิกาย อย่าง คัมภีร์ หริวงศ์ (Harivaṃśa) ภาควัตปุราณะ (Bhāgavata Purāṇa) มัสยาปุราณะ (Matsya Purāṇa) และวิษณุปุราณะ (Viṣṇu Purāṇa) วราหะปุราณะ(Varāha Purāṇa) ปัทมปุราณะ (Padma Purāṇa) มารกัณเฑยะปุราณะ (Mārkaṇḍeya Purāṇa)  พราหมณะปุราณะ (Brahmāṇḍa Purāṇa)  ซึ่งต่างล้วนได้เล่าเรื่องราวของการบรรทมสินธุ์ของพระวิษณุ และการกำเนิดขึ้นของพระพรหมในดอกบัวที่ผุดขึ้นจากพระนาภีเพื่อการสร้างโลกใหม่
----------------------------------------
*** อิทธิพลของคติความเชื่อและแนวคิดการรังสรรค์งานศิลปะโดยอาศัยโขดหินธรรมชาติจากวัฒนธรรมฮินดูจากอินเดียตะวันออกนี้ ส่งอิทธิพลโดยตรงต่อศิลปะในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หลายแห่ง อย่างรูปสลัก วิษณุอนันตศายิน บนโขดหินในแม่น้ำเสียมเรียบ ที่กบาลสเปียน บนเขาพนมกุเลนและสวายเลอ อีกทั้งยังพบรูปสลักบนโขดหินริมฝั่งแม่น้ำโดมใหญ่ ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่ายอดโดม เทือกเขาพนมดองเร็ก จังหวัดอุบลราชธานี ที่มีอายุในราวพุทธศตวรรษที่ 16 ใกล้เคียงกัน
---------------------------
*** ความหมายที่สำคัญในการสลักรูปพระวิษณุ (ผู้กำลัง) อนันตศายิน มีปัทมะ ผุดออกมากพระนาภี (สะดือ) หรือ นารายณ์บรรทมสินธุ์  เพราะต้องการ “สมมุติ - อุปมา” หรือ “การอภิเษก” (Abhiṣeka) เปลี่ยนให้สายน้ำตามธรรมชาติ มีความ “ศักดิ์สิทธิ์” เป็นดั่ง “เกษียรสมุทร” บนสรวงสวรรค์ไวกูณฐ์แห่งพระวิษณุ ที่อยู่บนพื้นโลกนั่นเองครับ
เครดิต : FB
วรณัย พงศาชลากร
EJeab Academy
.....................................................
ยังมีสาระเรื่องราวดี ๆ ที่อยากเล่าตามมาดูเราได้ที่ ;
My blogs link 👆
https://sites.google.com/site/dhammatharn/
http://abhinop.blogspot.com
http://abhinop.bloggang.com
.....................................................
ททมาโน ปิโยโหติ #ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก
A giver is always be love.
.....................................................


วันจันทร์ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2564

พระมหาวิษณุ

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก ยิ่งให้ยิ่งได้ ยิ่งหวงยิ่งอด เราไม่หวงเราไม่อด หมดเดี๋ยวก็มา

“พระมหาวิษณุ-วิศวรูป” สภาวะสูงสุดแห่งองค์พระวิษณุ
“พระมหาวิษณุ” (Mahāvishnu) ในรูปกายแห่ง “วิศวรูป” (Viśvarūpa) หรือ “วิษณุมูรติ” (Vishvamurti) คือ สภาวะสูงสุดที่ยิ่งใหญ่แห่งองค์พระวิษณุ เป็นรูปกายแห่งมหาจักรวาลทั้งมวล อันไม่มีจุดเริ่มต้นหรือจุดจบ มีพระมหาวิษณุที่ปรากฏในทุกอณูภาค ทุกขุมขน ทุกมิติแห่งจักรวาล มีร่างเป็นเหล่าเทพเจ้ามหาฤๅษีทั้งมวลรวมกัน ทุกสรรพชีวิตและทุกอารมณ์ในจักรวาลเป็นส่วนหนึ่งของพระองค์ มีรูปกายที่ใหญ่โตเกินจะจินตนาการ  มีพระเศียรและพระกรมากมายนับไม่ถ้วน
“พระมหาวิษณุ-วิศวรูป-วิษณุมูรติ” ปรากฏเป็นชื่อนามครั้งแรกในคัมภีร์ (มหา) ปุราณะ (Purāṇa)  ที่มีอายุเริ่มแรกประมาณพุทธศตวรรษที่ 8 – 9 และใน “ภควัทคีตา-ภควัทคีโตปนิษัท” (Bhagavad gītā) ที่อายุการรจนาครั้งแรกประมาณ 2,200 ปี เป็นการนำคำสอนในคัมภีร์อุปนิษัท (Upaniṣads-การปฏิบัติธรรม) คำสอนของนิกาย “ปาญจราตระ” (Pāñcarātras)  และ “ภาควัตปุราณะ” (Bhāgavata Purāṇa) ของนิกายภาควัต (Bhāgavata) ที่มีพระวาสุเทพ (Vasudeva)  และพระกฤษณะ (Kṛṣṇa) เป็นเทพเจ้าสูงสุด และมารจนาเป็นวรรณกรรม การสนทนาการักษาธรรมระหว่าง “พระอรชุน” (Arjuna) กับ “พระกฤษณะ” ก่อนเริ่มต้นมหาสงครามแห่ง “ทุ่งกุรุเกษตร” (Kurukshetra) ระหว่างภารดา“เการพ” (kauravas) และภารดา “ปาณฑพ” (Pandavas) ในวรรณกรรมมหาภารตะ (Mahābhārata Sanskrit epic) ผ่านการเรียบเรียงถ้อยคำโดยสัญชัย (Sanjaya) ผู้เป็นสารถี ทูลถวายแก่ “ท้าวธฤตราษฎร์” (Dhritarashtra) ที่ตาบอดครับ 
การปรากฏร่างแห่งจักรวาลอันไม่มีที่สิ้นสุดของพระมหาวิษณุ หรือวิศวรูป-วิษณุมูรติ เกิดขึ้นในช่วงที่มหากองทัพแห่งแดนภารตะ ทั้งฝ่ายภารดาเการพและภารดาปาณฑพ 18 อักเษาหิณี ต่างได้มาประจันหน้ากันเหนือทุ่งกุรุเกษตร เมื่อพระอรชุนที่ได้พระกฤษณะมาเป็นสารถี เห็นผู้คนทั้งฝ่ายตอนเองและฝ่ายเการพ ที่ล้วนแต่จะเป็นญาติพี่น้องที่เคยมีความผูกพัน จึงเกิดเป็นความสังเวชใจที่จะต้องเห็นเหล่าพี่น้อง ญาติวงศ์และไพร่พลที่ต้องเข่นฆ่ากันเพื่ออำนาจ  ทุกฝ่ายคงจะต้องล้มตายมากมาย จึงตัดสินใจจะแล่นรถศึกออกจากสนามรบ โดยจะยอมแพ้ต่อฝ่ายเการพ เพื่อหลีกเลี่ยงการนองเลือดครั้งใหญ่
แต่พระกฤษณะ พระอวตารแห่งองค์พระวิษณุผู้เป็นสารถี ก็ได้กล่าวคำสั่งสอน เพื่อเป็นอนุสสติยั้งเตือนความสับสนในจิตใจของพระอรชุนไว้
"...รบเถิดอรชุน ในฐานะนักรบผู้ทรงธรรม การเข้ารบของเจ้านั้นคือหน้าที่เพื่อการรักษาธรรม ให้อยู่คู่โลกไปตลอดกาลนาน...โดยมินิ่งดูดาย....
“...รบเถิดอรชุน หากการรบมิประสบผลจนเจ้าจะต้องตายลงในสนามรบเพื่อรักษาธรรมอันศักดิ์สิทธิ์ สรวงสวรรค์จะเปิดประตูรอรับเจ้า ผู้ปราชัยที่ทรงเกียรติ์ไปสถิตอยู่ร่วม...
“.... รบเถิดอรชุน หากเจ้าได้รับชัยชนะเหนือศัตรูผู้เป็นอธรรม โลกจะได้บังเกิดยินดี เพราะมีมหาราชาทรงปรีชาธรรมขึ้นมาปกครอง....
แต่กระนั้น อนุสสติแห่งพระกฤษณะ ก็ยังมิอาจเปลี่ยนแปลงใจในเบื้องลึกของพระอรชุนได้ พระองค์จึงได้นิรมิตกายกลับไปเป็นพระวิษณุ 4 กร ขยายขึ้นเป็น “กฤษณะ-วิศวรูป” รูปจักรวาลอันยิ่งใหญ่เกินคณานับ จนพระอรชุนเกิดความหวั่นไหวในมหาอำนาจ จนได้ฉุกคิดในคำสอนแทนความสับสน พระองค์จึงลดกายมาเป็นพระมหาวิษณุ 4 กร  
“...อรชุน เรานั้นจะปรากฏตัวทุกครั้งเมื่อความชอบธรรมเสื่อมถอยไป เพราะความไม่ชอบธรรมมีเพิ่มมากขึ้น...”
“อรชุน เราจะปรากฏตัวในทุกยุคทุกสมัย เพื่อปกป้องคุ้มครองคนดี ทำลายคนทำความชั่ว เพื่อธำรงไว้ซึ่งความชอบธรรมแห่งโลก....”
“...อรชุน เจ้ามองเรา...ผู้เป็นวิษณุ ให้เป็นแบบอย่าง เพื่อการรักษาธรรมะให้อยู่คู่โลกเถิด”
เสียงเป่าสังข์เป็นพระเวท เพื่อเริ่มต้นการรบอันศักดิ์สิทธิ์  จึงได้เกิดขึ้นในมหาสงครามแห่งทุ่งกุรุเกษตร
------------------------------------------
*** ภาพงานศิลปะ ที่สะท้อนคติ “พระมหาวิษณุ-วิษณุมูรติ-วิศวรูป” จากภควัทคีตาและคัมภีร์ภาควัตที่เก่าแก่ ดูเหมือนจะไม่ได้รับนิยมมากนักในงานศิลปะฮินดูในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่ก็ยังพบภาพสลักนูนต่ำ บนผนังอิฐด้านในของคูหาปราสาทประธานของ “ปราสาทกระวาน” (Kravan) ปราสาทก่ออิฐ 5 หลัง สร้างขึ้นในสมัยของพระเจ้าหรรษวรมันที่ 1 โดย “มหิธรวรมัน” (Mahidharavarman) ขุนนางเก่าแก่จากยุคพระเจ้ายโสธรวรมัน ช่วงกลางพุทธศตวรรษที่ 15 และภาพเขียนจิตรกรรมฝาผนัง บนผนังห้องคูหาประธาน “ปราสาทเนียงเขมา”  (Neang Khmao) อำเภอสำโรง จังหวัดตาแก้ว ปราสาทก่ออิฐ 3 หลัง สร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 4 (จารึกกรอบประตู K .765) ช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 15 แต่ก็ได้หลุดลอกออกไปเกือบทั้งหมดแล้ว
ภาพสลักบนผนังปราสาทประธาน-ปราสาทกระวาน ได้แสดงภาพพระมหาวิษณุ-วิศวรูป 8 กร ล้อมรอบด้วยเหล่าเทพเจ้าและเทวี แสดงอัญชลีมุทรา (Añjali mudrā) จำนวนมาก โดยด้านบนสุดเป็นรูปของจระเข้ที่อาจมาจากเรื่อง “คเชนทราโมกษณะ” (Gajendramokṣaṇa) ในภาควัตปุราณะ ที่จระเข้ร้าย (Grāha) กัดขาช้างคเชนทรา (อดีตชาติคือพระเจ้าอินทรายุมมา Indradyumna กษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่จากมหาภารตะ) เอาไว้ 1,000 ปี ช้างได้ถวายการบูชาจนพระวิษณุได้ทรงครุฑลงมากำราบ ส่วนภาพจิตกรรมที่ปราสาทประธาน-ปราสาทเนียงเขมาก็มีภาพของพระมหาวิษณุ-วิศวรูป 8 กร และองค์ประกอบเช่นเดียวกัน
*** รูปจระเข้ในภาพศิลปะ จึงอาจหมายถึงบาป กิเลสตัณหาและความชั่วร้าย ที่มนุษย์ทุกคนต้องประสบเจอในสังสารวัฏ ไม่สามารถหลีกหนีพ้น อาจเป็นรูปเพื่อการเตือนใจ ให้ผู้คนได้บูชาพระวิษณุ ที่ทรงเป็นผู้นำพามนุษย์ให้หลุดพ้นจากบาปเคราะห์และความชั่วร้ายบรรลุ โมกษะ-ปรมาตมัน
เครดิต ; FB
วรณัย  พงศาชลากร
EJeab  Academy
.....................................................
ยังมีสาระเรื่องราวดี ๆ ที่อยากเล่าตามมาดูเราได้ที่ ;
My blogs link 👆
https://sites.google.com/site/dhammatharn/
http://abhinop.blogspot.com
http://abhinop.bloggang.com
.....................................................
ททมาโน ปิโยโหติ #ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก
A giver is always be love.
.....................................................