วันพุธที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564

เนื้อนาบุญ

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก ยิ่งให้ยิ่งได้ ยิ่งหวงยิ่งอด เราไม่หวงเราไม่อด หมดเดี๋ยวก็มา

เน้ือนาบุญ
เนื้อนาบุญ หมายถึง บุคคลที่ช่วยทำให้บุญนั้นแผ่ขยายกว้างขวาง ดุจนาดีที่หว่านเมล็ดข้าวลงไปแม้ไม่กี่เมล็ด ก็กลายเป็นต้นข้าวที่ออกรวงมากมาย จากเมล็ดข้าวไม่กี่เมล็ดก็ขยายกลายเป็นหมื่นเป็นแสนเมล็ด
ผู้ที่เป็นเนื้อนาบุญที่ดีก็คือ ผู้ที่ประพฤติธรรม เห็นแก่ตัวน้อย มีชีวิตเพื่อผู้อื่นยิ่งกว่าเพื่อตัวเอง บุคคลประเภทนี้เมื่อเราให้ทานแก่ท่าน ทานนั้นย่อมไม่ได้ถูกใช้ไปเพื่อปรนเปรอตนเองหรือสนองกิเลส แต่เป็นไปเพื่อส่งเสริมธรรมให้มีผลกว้างขวาง
ผู้ที่เป็นเนื้อนาบุญที่ดีก็คือพระอริยสงฆ์ เพราะท่านมีกิเลสน้อยหรือไม่มีเลย จึงบำเพ็ญประโยชน์แก่ผู้อื่นได้มากมาย การทำบุญให้ทานของเรา ก็คือการให้กำลังแก่ท่านในการช่วยเหลือเกื้อกูลผู้อื่นมากขึ้น เช่น เผยแผ่ธรรมให้แพร่หลายยิ่งขึ้น
แม้เนื้อนาบุญที่ดีอย่างนี้จะหายาก แต่ก็ยังมีเนื้อนาบุญอีกมากมายที่ดีรองลงมา การทำบุญกับท่านเหล่านั้น ย่อมได้บุญเช่นกัน
พระพุทธองค์ทรงแบ่งลำดับของเนื้อนาบุญ ลำดับอานิสงส์ ต่ำสุดไปสูงสุด ดังนี้
🔹 #อานิสงส์ของทานตามลำดับ 🔹
1. ทำทานแก่สัตว์เดรัจฉาน 100 ครั้ง
ผลบุญ ยังไม่เท่ากับ ให้ทาน คนทุศีล เพียงครั้งเดียว
2. ทำทานแก่มนุษทุศีล(ไม่มีศีล) 100 ครั้ง
ผลบุญ ยังไม่เท่ากับ ให้ทาน ผู้ที่มีศีล 5 เพียงครั้งเดียว
3. ทำทานแก่ผู้ที่มีศีล5 100 ครั้ง
ผลบุญ ยังไม่เท่ากับ ให้ทาน ผู้ที่มีศีล 8 เพียงครั้งเดียว
4. ทำทานแก่ผู้ที่มีศีล 8 100 ครั้ง
ผลบุญ ยังไม่เท่ากับ ถวายทาน สามเณร เพียงครั้งเดียว
5. ถวายทานแก่สามเณร 100 ครั้ง
ผลบุญ ยังไม่เท่ากับ ถวายทาน พระสมมติสงฆ์ เพียงครั้งเดียว
6. ถวายทานแก่พระสมมติสงฆ์ 100 ครั้ง
ผลบุญ ยังไม่เท่ากับ ถวายทาน พระโสดาบัน เพียงครั้งเดียว
7. ถวายทานแก่พระโสดาบัน 100 ครั้ง
ผลบุญ ยังไม่เท่ากับ ถวายทาน พระสกิทาคามี เพียงครั้งเดียว
8. ถวายทานนแก่พระสกิทาคามี 100 ครั้ง
ผลบุญ ยังไม่เท่ากับ ถวายทาน พระอนาคามี เพียงครั้งเดียว
9. ถวายทานนแก่พระอนาคามี 100 ครั้ง
ผลบุญ ยังไม่เท่ากับ ถวายทาน พระอรหันต์ เพียงครั้งเดียว
10. ถวายทานแก่พระอรหันต์ 100 ครั้ง
ผลบุญ ยังไม่เท่ากับ ถวายทาน พระปัจเจกพุทธเจ้า เพียงครั้งเดียว
11. ถวายทานแก่พระปัจเจกพุทธเจ้า 100 ครั้ง
ผลบุญยังไม่เท่ากับ ถวายทาน องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
เพียงครั้งเดียว
12. ถวายทานแก่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า 100 ครั้ง
ผลบุญยังไม่เท่ากับ ถวายสังฆทานที่มีองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
เป็นประธาน เพียงครั้งเดียว
13. ถวายสังฆทานที่มีองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นประธาน
100 ครั้ง ผลบุญยังไม่เท่ากับ การถวายวิหารทาน เพียงครั้งเดียว
14. ถวายวิหารทาน 100 ครั้ง  ผลบุญยังไม่เท่ากับการ ให้ธรรมทาน ให้ธรรมะ เพียงครั้งเดียว
15. การให้ธรรมทาน 100 ครั้ง ผลบุญ ยังไม่เท่ากับ การให้อภัยทาน แม้เพียงครั้งเดียว
-มีอะไรที่อานิสงส์มากกว่าสิ่งที่กล่าวมานี้อีกใหม
พระพุทธองค์ตอบว่ามี คือ มหาทาน
งดเว้นจากการเบียดเบียน ไม่ทำให้ตนเอง
และ ผู้อื่นเดือดร้อน มีศีลบริสุทธิ์ ด้วยตนเอง
เป็นมหาทาน อานิสงส์มากกว่าที่กล่าวมาทั้งหมด
และ มีอะไรอานิสงส์มากกว่ามหาทานอีกใหม
พระพุทธองค์ตอบว่ามี คือ การเห็นโลกตามความเป็นจริง
มีสัมมาสติ สัมมาสมาธิ เข้าสู่ญาณขั้นตามลำดับ จนถึงขั้นของวิปัสนาญาณ รู้แจ้งอริยสัจ 4 อานิสงส์มากที่สุด
ในสมัยพุทธกาลมีบุคคลมากมายที่มีโอกาสได้ทำความดีกับพระพุทธองค์โดยตรง บ้างก็ให้ทาน นิมนต์พระพุทธองค์ไปฉันอาหารที่บ้าน ที่ราชวัง ฟังธรรม บ้างก็ร่ำรวยจากยาจกเป็นมหาเศรษฐีในชั่วข้ามคืน
ขณะที่บางคนทำความดีทั้งชีวิตแต่แทบไม่เห็นผลในชาตินั้นเลยก็เพราะหลายๆ องค์ประกอบกัน "เนื้อนาบุญ" เจตนา ก่อนทำ ขณะทำ หลังทำ ทรัพย์ที่หามาได้โดยความสุจริต ถ้าหากสมบูรณ์ดีแล้วย่อมเห็นผลเร็ว หากเนื้อนาบุญน้อย ก็ย่อมเห็นผลช้า
เครดิต ; FB อมตะธรรม ประเทศไทย
.....................................................
ยังมีสาระเรื่องราวดี ๆ ที่อยากเล่าตามมาดูเราได้ที่ ;
My blogs link 👆
https://sites.google.com/site/dhammatharn/
http://abhinop.blogspot.com
http://abhinop.bloggang.com
.....................................................
ททมาโน ปิโยโหติ #ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก
A giver is always beloved.
.....................................................


วันอังคารที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564

พุทธสุภาษิต บาลี ไทย อังกฤษ

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก ยิ่งให้ยิ่งได้ ยิ่งหวงยิ่งอด เราไม่หวงเราไม่อด หมดเดี๋ยวก็มา


พุทธศาสนสุภาษิต บาลี ไทย อังกฤษ
 ๑. จิตฺตํ ทนฺตํ สุขาวหํ - จิตที่ฝึกดีแล้ว นำสุขมาให้
    If you train your mind well, happiness will surely come.
    จิตของเราเขาเปรียบดั่งเสื้อผ้า   ถึงเวลาต้องซักให้ผ่องใส
    อันเสื้อผ้าใช้สบู่ถูลงไป            ส่วนจิตใจใช้ธรรมะชำระแทน ฯ
๒. นตฺถิ สนฺติปรํ สุขํ - สุขอื่นยิ่งกว่าความสงบไม่มี
    Peace is the highest bliss.
    เพียงรู้จักทำใจให้สงบ            ก็จะพบความสุขจริงที่ยิ่งใหญ่
    ไม่ต้องเสียเงินทองของใดใด   เพียงหายใจเข้าออก 'รู้' อยู่สุขเอย ฯ
๓. สุโข ปุญฺญสฺส อุจฺจโย - การสั่งสมขึ้นซึ่งบุญ นำสุขมาให้
    Happiness comes from accumulated merit.
    ทำดีสำเร็จได้ ดั่งใจ               ดวงจิตย่อมผ่องใส สุขล้ำ
    รางวัลใช่อื่นไกล คือจิตสุขนา   ใครจักอวยลาภซ้ำ ห่อนสู้ ใจเกษม
๔. ททมาโน ปิโย โหติ - ผู้ให้ ย่อมเป็นที่รัก
    A giver is always beloved.
    รักที่มีแต่ให้โดยไม่ขอ        รักจะก่อประโยชน์อันยิ่งใหญ่
    ยิ่งให้เขาเราจักยิ่งสบายใจ   ใครไม่เคยให้ใครลองให้ดู ฯ
๕. อพฺยาปชฺฌํ สุขํ โลเก - ความไม่เบียดเบียน เป็นสุขในโลก
    None - violence brings peace.
    หากโลกนี้ถืองามด้วยความรัก   โลกก็จักถืองามด้วยความหวัง
    หากโลกนี้ถืองามด้วยความชัง   โลกก็รั้งถืองามด้วยความเลว ฯ
๖. อตฺตนา โจทยตฺตานํ - จงเตือนตนด้วยตนเอง
    Be your own instructor.
    ตนเตือนตนของตนให้พ้นผิด    ตนเตือนจิตตนได้ใครจะเหมือน
    ตนเตือนตนไม่ได้ใครจะเตือน   อย่าแชเชือนรีบเตือนตนให้พ้นภัย ฯ
๗. ธมฺโม สุจิณฺโณ สุขมาวหาติ - ธรรมที่ประพฤติดีแล้ว นำสุขมาให้
    Always conductive to happiness is the Dharma which is well - practiced.
    ประพฤติธรรมสำคัญอยู่ที่จิต   ถ้าตั้งผิดมัวหมองไม่ผ่องใส
    ถ้าตั้งถูกผุดผ่องไม่หมองใจ    สติใช้คุ้มจิตไม่ผิดเลย ฯ
๘. ธมฺโม หเว รกฺขติ ธมฺมจารึ - ธรรมแล ย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรม
    The virtous are protected by their own virtues.
    ปราชญ์สรรเสริญว่าธรรมนั้นล้ำเลิศ     แสนประเสริฐกว่าทรัพย์ทั้งน้อยใหญ่
    ธรรมย่อมคุ้มผู้ประพฤติเป็นธรรมไซร้   ย่อมต้องได้ผลงามตามตำรา ฯ
๙. นิสมฺม กรณํ เสยฺโย - ใคร่ครวญก่อนแล้วจึงทำดีกว่า
    It is advisable to think before doing anything.
    คิดก่อนแล้วจึงทำจงจำไว้        ทำอะไรต้องคิดทั้งหน้าหลัง
    อย่าปล่อยตัวให้ทำตามลำพัง   ต้องเอาใจเหนี่ยวรั้งเสมอไป
    ก่อนจะทำสิ่งใดใจต้องคิด       ถูกหรือผิดอย่างนี้ดีหรือไม่
    ถ้าเห็นว่าไม่ดีมีโทษภัย           ต้องหาทางทำใหม่ทำให้ดี ฯ
๑๐. อรติ โลกนาสิกา - ความริษยา เป็นเหตุทำโลกให้ฉิบหาย
      Jealousy leads to destruction of all sides.
      โลกขาดรักโลกจักเจิ่งด้วยเลือด   โลกขาดรักโลกจักเดือดเชือดห้ำหั่น
      โลกขาดรักโลกจักกระจายพลัน    โลกขาดรักมีอันต้องเอวัง ฯ
๑๑. โกธํ ฆตฺวา สุขํ เสติ - ฆ่าความโกรธได้ อยู่เป็นสุข
      Happy is he who has killed anger.
      มีอะไรน่าโกรธอย่าโทษเขา   ต้องโทษเราว่าใจไม่เข้มแข็ง
      เรื่องน่าโกรธแม้ว่าจะมาแรง   ถ้าใจขแข็งเหนือกว่าชนะมัน ฯ
๑๒. โลโกปตฺถมฺภิกา เมตฺตา - เมตตาธรรมเป็นเครื่องค้ำจุนโลก
      Loving - kindness cements the people of the world.
      น้ำใจคือเอื้อเฟื้อ   และช่วยเหลือเผื่อแผ่กัน
      หมั่นทำทุกทุกวัน   ความดีนั้นน่าชื่นใจ (คนดีนั้นโลกชื่นชม) ฯ
๑๓. มาตา มิตฺตํ สเก ฆเร - มารดาเป็นมิตรในเรือนตน
      A mother is a real friend at home.
      มารดาเป็นมิตรในเรือน            มารดาเป็นเพื่อนในบ้าน
      มารดาเป็นอาจารย์ประจำชีวิต   มารดาเป็นพรหมลิขิตชีวิตลูก ฯ
๑๔. โย จ ปุตฺตานมสฺสโว - บรรดาบุตรทั้งหลาย บุตรผู้เชื่อฟังเป็นผู้ประเสริฐสุด
      Of all the children, an obedient one is the best.
      บุตรคือจุดหมายปลายทางเสกสร้างฝัน   คือรางวัลแห่งชีวิตสิทธิศักดิ์
      คือผลรวมของสองเพศวิเศษนัก           คือศรปักอยู่กลางทรวงสองดวงใจ
      คือปลายเส้นความรู้สึกอันลึกซึ้ง           คือผู้ซึ่งเป็นความจริงอันยิ่งใหญ่
      คือเส้นเกลียวโซ่ทองคล้องสายใย        คือคนใหม่ตัวแทนของคนสองคน ฯ
๑๕. อกฺโกเธน ชิเน โกธํ - พึงชนะคนโกรธ ด้วยความไม่โกรธ
      One should overcome an angry person by not being angry.
      โกรธเขาเราก็รู้อยู่ว่าร้อน           จะนั่งนอนก็เป็นทุกข์ไม่สุขใส
      แล้วจะดื้อด้านโกรธจะโทษใคร   ต้องโทษใจของเราไม่แข็งพอ ฯ
๑๖. อสาธุง สธุนา ชิเน - พึงชนะคนไม่ดี ด้วยความดี
      One should overcome an evil person by virtue.
      ความดีทำไว้ ถึงคราวตายจาก   ก็มีคนอยาก ช่วยแบกช่วยหาม
      ถ้าหากทำชั่ว ก็พาตัวตกต่ำ       ถึงมีหน้าก็ต้องคว่ำ เหมือนหอยโข่งหอยแครง
      ดีอยู่ที่ไหน ทำไว้เถิดท่าน         การบุญสุนทร์ทาน จงหมั่้นแสวง
      ถึงใครค้อนว่า ก็อย่าระแวง ทั้งที่มืดที่แจ้ง ทำดีมันตลอดไป ฯ
๑๗. ททํ มิตฺตานิ คนฺถติ - ผู้ให้ ย่อมผูกไมตรีไว้ได้
      Giving brings friendship.
      ให้ท่านท่านจักให้        ตอบสนอง
      นบท่านท่านจักปอง     นอบไหว้
      รักท่านท่านควรครอง   ความรัก เรานา
      สามสิ่งนี้เว้นไว้           แต่ผู้ทรชน ฯ
๑๘. อปฺปมาโท อมตํ ปทํ - ความไม่ประมาท เป็นทางแห่งความไม่ตาย
      Earnestness (not being engrossed in worldly pleasures) leads to immortality.
      ผู้ใดเอยเคยประมาทพลาดมาก่อน   ไม่นิ่งนอนถอนถ่ายในภายหลัง
      ย่อมยังโลกให้สว่างกระจ่างดัง        จันทราครั้งปราศเมฆาสง่างาม ฯ
๑๙. วิริเยน ทุกฺขมจฺเจติ - คนล่วงทุกข์ได้ด้วยความเพียร
      Effort is the cause fo freedom from suffering.
      เกิดเป็นคนควรหวังอย่ายั้งหยุด   ใจจ่อจุดแน่วแน่ในแนวหมาย
      หวังไว้เถิดหวังยั่งยืนมิคืนคลาย   ปราชญ์ทั้งหลายสมหวังเพราะตั้งใจ ฯ
๒๐. อตฺตา หเว ชิตํ เสยฺโย - ชนะตนนั่นแหละเป็นดี
      The top of all the best is self - conquest.
      ชนะอื่นหมื่นแสนแม้นร้อยครั้ง   แต่ถ้ายังแพ้กิเลสและเหตุผล
      ไม่ยิ่งใหญ่ไปกว่าปัญญาชน      ผู้ข่มจิตพิชิตตนเพียงหนเดียว ฯ
เครดิต;
วัดปัญญานันทาราม จ.ปทุมธานี  "คู่มือ-คู่ใจ สามเณรภาคฤดูร้อน ประจำปี ๒๕๕๑
.....................................................
ยังมีสาระเรื่องราวดี ๆ ที่อยากเล่าตามมาดูเราได้ที่ ;
My blogs link 👆
https://sites.google.com/site/dhammatharn/
http://abhinop.blogspot.com
http://abhinop.bloggang.com
.....................................................
ททมาโน ปิโยโหติ #ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก
A giver is always beloved.
.....................................................


วันจันทร์ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564

เทวาลัย

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก ยิ่งให้ยิ่งได้ ยิ่งหวงยิ่งอด เราไม่หวงเราไม่อด หมดเดี๋ยวก็มา

“หลักหินกำหนดเขตแดนพระกัลปนา” ในวัฒนธรรมโบราณ
ในจารึกเขมรโบราณจำนวนมาก กล่าวาถึงหลักหิน  “โคล-หินโคน”(គោល) ที่เป็นแท่งหิน 4 เหลี่ยมขนาดคนโอบ สูงประมาณ 1 - 1.5 เมตร หน้ากว้างประมาณ 60 เมตร ยอดบนแหลม (บางหลักก็ทำเป็นดอกบัวบาน) โค้งมนทรงยอหรือกระโจม บางทีส่วนยอดจะโตกว่าส่วนฐาน มีเส้นลวดเขียนคั่น เป็นหลักหินเพื่อใช้ “การกำหนดเขตแดน”  (Stone Boundary Markers) ที่ดินที่ได้มีการอุทิศถวายแก่ศาสนสถาน (เทวาลัย-ปราสาทหิน) รวมทั้งการถวายผู้คนในเขตที่ดินที่ถวายนั้นให้เข้าไปทำประโยชน์เพื่อการทำนุบำรุงแก่ศาสนสถาน (เทวสถาน-ปราสาท) ที่เรียกว่า การกัลปนา หรือ “พระกัลปนา” (Vraḥ kalpanā )
ผู้คนในที่ดินที่ถูกกำหนดเป็นเขตพระกัลปนา จะถูกถวายไปพร้อมกับที่ดินให้เป็น “ข้าพระกัลปนา”หรือ “ข้าพระ” ผู้ชายหลายคนจะได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้ดูแลทำประโยชน์ในที่ซึ่งเป็นศาสนสมบัติของศาสนสถาน มีตำแหน่งว่า “ขํยุ” หรือ “กระโยม” ที่กลายมาเป็นคำว่า “โยม” ในปัจจุบัน ซึ่งผู้ปกครองในดินแดนที่ประกาศเขตแดนนั้นด้วยหลักหินโคนก็จะละเว้นการเก็บส่วยจากข้าพระที่ถือว่าเป็นคนของศาสนสถานไปแล้ว ผลผลิตอันอุดมสมบูรณ์ทั้งหลายที่เกิดขึ้นจากเหล่าข้าพระจะถูกจัดเก็บไปถวายให้แก่เทวรูปและเทวาลัยตามที่พราหมณ์-นักบวชเป็นผู้กำหนดสัดส่วนให้
นอกเหนือจากการกำหนดเขตแดนเพื่อการพระกัลปนาแล้ว หลักหินโคนยังถูกใช้เป็น “เครื่องหมายกำกับ”  ตามแนวถนน-เส้นทาง ที่เชื่อมต่อระหว่างชุมชนใหญ่ ปักเป็นระยะห่าง  โดยไม่เกี่ยวข้องกับการกัลปนาที่ดินแก่ศาสนสถานอีกด้วย
หลักหินโคน (โคล) ยังถูกระบุในจารึกหลายหลักว่า เป็นหลักหินเพื่อการกำหนดเขตแดนที่กษัตริย์ พระญาติผู้เป็นใหญ่ ขุนนางเสนาบดีและข้าราชการระดับต่าง ๆ  ทั้งกมรเตงอัญ กำเสตรงอัญ ทรตาญโขลญ โขลญ ประภูวิษัย วาบ ต่างได้ “อุทิศถวายแก่อาศรม (เทวสถาน-ปราสาทหิน)” อย่างที่ปรากฏความกล่าวไว้อย่างชัดเจนในจารึกจำนวนมาก เช่นจารึกปราสาทหินพนมวัน 2 จารึกปราสาทหินพนมรุ้ง 2 จารึกปราสาทหินพิมาย 3 จารึกวัดสระกำแพงใหญ่ จารึกวัดตาพระยา ฯลฯ
หลักหินโคน ที่ถูกปักเพื่อใช้กำหนดเขตแดนของตัวเทวสถานในคติฮินดูไศวนิกาย ทำหน้าที่แบบเดียวกับหลักหิน “ใบเสมา”  (Sīmā Marker stones) ล้อมรอบพระอุโบสถ (Uposathāgāra) ในการกำหนดเขตแดนปริมณฑลอันบริสุทธิ์ในคติพุทธศาสนาเถรวาท-อีสาน มักมีลวดลายประดับที่หัวเสาด้านใดด้านหนึ่ง นิยมสลักเป็นรูปฤๅษี-นักบวชนั่งในท่าไขว้ข้อเท้าที่เรียกว่า “โยคาสนะ” (Yogāsana) แสดงอัญชลีมุทรา (Añjali mudrā) สวดบริกรรมพระเวทในซุ้มวิมาน (เรือนแก้ว) อีกทั้งยังมีรูปของพระทวารบาลนนทิเกศวร – มหากาลแบบยืนแสดงอัญชลีมุทรา เช่นหลักหินโคล-โคนของปราสาทพนมวัน (อยู่ที่วัดดอนขวาง ตำบลหัวทะเล อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา  วัดหนองระเวียง ตำบลหนองระเวียง อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา และวัดสารธรรมาราม ตำบลท่าช้าง อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดนครราชสีมา) หลักหินที่ซากปราสาทอิฐวัดโพธิ์ย้อย อำเภอประคำ จังหวัดบุรีรัมย์ (จำนวน 6 หลัก)  หลักหินที่วัดสารธรรมาราม บ้านท่าช้าง อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดนครราชสีมา หลักหินที่วัดตาเบา อำเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร์ หลักหินโคนที่บ้านพูนสูข วัดพลับพลาและวัดโคกขมิ้น อำเภอพลับพลาชัย จังหวัดบุรีรัมย์ ฯ
---------------------------
*** การถวายที่ดินและการอุทิศข้าพระกัลปนา จะเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัยไม่ตายตัว หลักหินโคนจำนวนมากจึงถูกรื้อถอน เคลื่อนย้าย ทุบทำลาย ไปตามอำนาจใหม่ที่เข้ามาแทนที่ อย่างในช่วงกลางพุทธศตวรรษที่ 18 เมื่อความนิยมในราชสำนักเปลี่ยนแปลงมาเป็นพุทธศาสนาวัชรยาน-โลเกศวร รูปแบบศิลปะหลักหินเพื่อกำหนดเขตศาสนสถาน ไปเปลี่ยนมาเป็นรูปของพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรแทนที่รูปของฤๅษีของฝ่ายฮินดูในยุคก่อนหน้า ทั้งยังยืมรูปศิลปะของทวารบาลมาใช้ประดับหลักหินโคนบนเส้นทางระหว่างสะพานหินข้ามแม่น้ำใหญ่อีกหลายแห่ง
*** ยิ่งในยุค 100 ปีที่ผ่านมา หลักหินบอกเขตกัลปนาที่ดิน เทวาลัยและบอกเส้นทางจำนวนมากในอดีต ถูกทิ้งร้างไม่ได้ใช้ประโยชน์อย่างถาวร ส่วนใหญ่จะถูกทุบทำลาย ก็ถูกถอนไปใช้ประโยชน์อื่น และบ้างก็ถูกเคลื่อนย้ายจากจุดเดิมไปไว้ที่อื่น ๆ กลายเป็นสิ่งของศักดิ์สิทธิ์จากอดีตไปครับ
เครดิต ; FB
วรณัย  พงศาชลากร
EJeab  Academy
.....................................................
ยังมีสาระเรื่องราวดี ๆ ที่อยากเล่าตามมาดูเราได้ที่ ;
My blogs link 👆
https://sites.google.com/site/dhammatharn/
http://abhinop.blogspot.com
http://abhinop.bloggang.com
.....................................................
ททมาโน ปิโยโหติ #ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก
A giver is always be love.
.....................................................


วัดมหาธาตุ พระนครศรีอยุธยา

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก ยิ่งให้ยิ่งได้ ยิ่งหวงยิ่งอด เราไม่หวงเราไม่อด หมดเดี๋ยวก็มา

     วัดมหาธาตุ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นหนึ่งในวัดในเขตอุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา วัดมหาธาตุเป็นวัดที่มีความสำคัญยิ่งในสมัยกรุงศรีอยุธยา เพราะเป็นวัดที่ประดิษฐานพระบรมธาตุใจกลางพระนคร และเป็นที่พำนักของสมเด็จพระสังฆราชฝ่ายคามวาสีอีกด้วย วัดแห่งนี้จึงได้รับการก่อสร้างและดูแลตลอดเวลาจวบจนถูกทำลายและถูกทิ้งร้างลงหลังเสียกรุงครั้งที่ 2
     วัดมหาธาตุเป็นพระอารามหลวง ตั้งอยู่ใกล้วัดราชบูรณะ ในบริเวณอุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา สร้างในสมัย สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 1 ขุนหลวงพะงั่ว เมื่อปี พ.ศ. 1917 แต่ไม่แล้วเสร็จ ทรงเสด็จสวรรคตเสียก่อน และได้สร้างเพิ่มเติมจนเสร็จ ในสมัย สมเด็จพระราเมศวร โดยได้โปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระปรางค์ประธาน และอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุมาบรรจุไว้ใต้ฐานพระปรางค์ประธานของวัดมหาธาตุ เมื่อปี พ.ศ. 1927 ซึ่งปรากฏในพระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา
ความสำคัญของวัดมหาธาตุนั้น นอกจากจะเป็นที่ประดิษฐานองค์พระบรมสารีริกธาตุแล้ว ยังถือเป็นวัดที่เป็นศูนย์กลางเมืองและเป็นสถานที่จัดพระราชพิธีต่าง ๆ ของกรุงศรีอยุธยา โดยมีสมเด็จพระสังฆราช ฝ่ายคามวาสีประทับอยู่ภายในวัด ส่วนพระสังฆราช ฝ่ายอรัญวาสีนั้น ประทับอยู่ที่วัดป่าแก้ว (วัดใหญ่ชัยมงคล) นอกจากนี้ยังเป็นสถานที่ ๆ พระศรีศิลป์และจหมื่นศรีสรรักษ์ พร้อมคณะได้ซุ่มพลที่ปรางค์วัดมหาธาตุ ก่อนยกพลเข้าพระราชวังทางประตูมงคลสุนทร เพื่อจับกุมสมเด็จพระศรีเสาวภาคย์
     ในสมัยสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม ปรางค์ของวัดองค์เดิมที่สร้างด้วยศิลาแลง ยอดพระปรางค์ได้ทลายลงมาเกือบครึ่งองค์ถึงชั้นครุฑ แต่จะด้วยเหตุผลประการใดไม่ทราบ จึงยังมิได้ซ่อมแซมให้คืนดีดั้งเดิมในรัชกาลนั้น ต่อมาสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง ทรงบูรณะใหม่รวมเป็นความสูง 25 วา (1วา=2เมตร 2*25=50เมตร) เมื่อปี พ.ศ. 2176 และในสมัยสมเด็จพระเจ้าบรมโกศ เมื่อปี พ.ศ. 2275 - 2301 จนถึงช่วงเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่2 วัดมหาธาตุโดนทำลายจนเหลือเพียงซากปรักหักพังและถูกทิ้งร้าง ต่อมายอดพระปรางค์ได้พังทลายลงมาอีกครั้งในรัชสมัยรัชกาลที่ 5
.....................................................
ยังมีสาระเรื่องราวดี ๆ ที่อยากเล่าตามมาดูเราได้ที่ ;
My blogs link 👆
https://sites.google.com/site/dhammatharn/
http://abhinop.blogspot.com
http://abhinop.bloggang.com
.....................................................
ททมาโน ปิโยโหติ #ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก
A giver is always be love.
.....................................................


วันอาทิตย์ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564

พระพุทธบาทสำริด

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก ยิ่งให้ยิ่งได้ ยิ่งหวงยิ่งอด เราไม่หวงเราไม่อด หมดเดี๋ยวก็มา

ความงามแห่งศรัทธาบน “พระพุทธบาทสำริด” ที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศไทย
ในช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 19 ได้เกิดความนิยมในการสร้างรูป “พระพุทธบาท” (จำลอง) จากอิทธิพลของฝ่ายลังกาวงศ์-สีหลภิกขุและพุกาม ขึ้นในกลุ่มรัฐสุโขทัย ล้านนาและอยุทธยา ปรากฏหลักฐานชัดเจนใน “จารึกนครชุม” (หลักที่ 3) ด้านที่ 2 ที่กล่าวถึงพระยาธรรมิกราชได้ไปจำลองรอยพระบาทของพระพุทธเจ้าที่เขาสุมนกูฎในเกาะลังกา นำรอยพิมพ์พระพุทธบาทกลับมาประดิษฐานในอาณาจักรสุโขทัย 4 แห่ง คือ ที่จอมเขาสุมนกูฎเมืองสุโขทัย  เมืองศรีรัชนาลัย จอมเขานางทองเมืองบางพาน (อำเภอพรานกระต่าย กำแพงเพชร)และจอมเขาที่เมืองปากพระบาง (ยอดเขากบ  วัดวรนาถบรรพต นครสวรรค์)
“....พระยาธรรมิกราชให้ไปพิมพ์เอารอยตีน………………พระเป็นเจ้าเถิงสิงหลอันเหยียบเหนือจอมเขาสุมนกูฎบรรพตประมาณเท่าใดเอามาพิมพ์ไว้จุ่งคนทั้งหลายแท้…….………อันหนึ่งประดิษฐานไว้ในเมืองศรีสัชนาลัยเหนือจอมเขา…………………อันหนึ่งประดิษฐานไว้ในเมืองสุโขทัยเหนือจอมเขาสุมนกูฎอันหนึ่งประดิษฐานไว้ในเมืองบางพาน เหนือจอมเขานางทองอันหนึ่งประดิษฐานไว้เหนือจอมเขาที่ปากพระบาง จารึกก็ยังไว้ด้วยทุกแห่ง ฯ...”
จารึกเขาสุมนกูฎ (หลักที่ 8)   ช่วงต้นพุทธศตวรรษที่ 20 กล่าวถึงสัญลักษณ์มงคล 108 ประการที่ประกอบอยู่ในพระพุทธบาทจำลองไว้ว่า “....เขาอันนี้ชื่อสุมนกูฏบรรพต…เรียกชื่อดังอั้นเพื่อไปพิมพ์เอารอยตีนพระพุทธเจ้าเรา ....อันเหยียบเหนือจอมเขาสุมนกูฏบรรพต…ในลังกาทวีปพู้น มาประดิษฐานไว้เหนือจอมเขาอันนี้แล้วให้คนทั้งหลายได้เห็นรอยฝ่าตีนพระพุทธเป็นเจ้าเรานี้ มีลายอันได้ร้อยแปดสีส่อง.... ดับหนทางแต่เมืองสุโขทัยมาเถิงจอมเขานี้งามหนักหนาแก่กมสองขอก หนทางย่อมตั้งกัลปพฤกษ์ใส่รมยวล ดอกไม้ตามไต้เทียนประทีปเผาธูปหอมตระหลบ…ศักราช 1281 ปีกุน เมื่อพระศรีบาทลักษณ์ขึ้นประดิษฐานไว้ในเขาสุมนกูฏบรรพต...”
สัญลักษณ์ 108 มงคล (อัฏฐุตรสตมงคล) เกิดขึ้นบนเกาะลังกา ด้วยอิทธิพลของฝ่ายคณะอภัยคีรีวิหาร (Abhayagiri-vihāra)  หรือพุทธศาสนาฝ่ายมหายานแบบลังกา  ที่ต้องการสร้างเรื่องราวให้พระพุทธเจ้านั้นมีความเป็นอภินิหารและอยู่เหนือความเป็นมนุษย์/เหนือโลกตามแบบมหายานมากขึ้น (เหยียบอยู่เหนือโลกุตรทั้งปวงในอดีตก่อนปรินิพพาน)  ดังที่กล่าวถึงในคัมภีร์ชินลังการฎีกา ประกอบด้วย หอก, แว่นส่องหน้า, ที่อยู่ของพระศรี, ดอกพุด, สวัสติกะ, พวงมาลัย, ภาชนะราชูปโภค, แท่นที่ประทับ,ขอสับช้าง, ปราสาท, ซุ้มประตู, เศวตรฉัตร,พระขรรค์, พัดใบตาล, กำหางนกยูง, แส้หางจามร, มงกุฎประดับเศียร, แก้วมณี, บาตร, พวงมาลัย, มาลัยมะลิ, ดอกบัวสีน้ำเงิน, ดอกบัวสีแดง, ดอกบัวหลวงสีแดง, ดอกบัวหลวงสีชมพู, ดอกบัวหลวงสีขาว,หม้อที่มีน้ำเต็ม, ถ้วย, ภาชนะที่มีของบรรจุเต็ม, มหาสมุทรทั้ง 4,จักรวาล, ป่าหิมพานต์, เขาพระสุเมรุ, ดวงอาทิตย์, ดวงจันทร์, กลุ่มดาวนักษัตร 27 ดวง, ทวีปใหญ่ทั้ง 4  พระเจ้าจักรพรรดิและข้าราชบริพาร 7 ประการ, สังข์ทักษิณาวัต, ปลาทองคู่, จักรคู่, แม่น้ำสำคัญ 7 สาย, ภูเขาสำคัญ 7 ลูก, สระใหญ่ทั้ง 7 ในป่าหิมพานต์, พระยาครุฑทอง, จระเข้, รูปธง, เสลี่ยงทอง, พัดโบกทอง (จามร), เขาไกรลาส, พระยาราชสีห์, พระยาเสือโคร่ง, พระยาม้าวลาหก ,พระยาช้างอุโบสถ, พระยาช้างฉัททันต์, พระยานาควาสุกี, พระยาหงส์, พระยาโคอุสุภราช, พระยาช้างเอราวัณ, มังกรทอง, เรือใหญ่, แม่โคและลูก, กินนร, กินนร, นกดุเหว่า, นกการวิก, พระยานกยูง, พระยานกกระเรียน, พระยานกจากพราก, พระยานกไก่ฟ้า, เทวโลกกามาพจร 6 ชั้น และรูปพรหมโลก 16 ชั้น เข้ามาจัดวางอยู่ภายในฝ่าพระพุทธบาท
รูปศิลปะพระพุทธบาทในรัฐสุโขทัย ยังคงนิยมจัดวางรูปสัญลักษณ์มงคลในช่องตารางแบบเต็มพระบาท แบ่งด้วยเส้นลวดและไม่แบ่งด้วยเส้นลวด ตรงกลางเว้นพื้นที่กลมเป็นรูปธรรมจักรหรือดอกบัวตามแบบลังกา จัดวางสุคติภูมิแห่งจักรวาลในมิติด้านตั้ง (ถือพระอังคุฏ-นิ้วหัวแม่เท้าเป็นด้านบน) มีโสฬสพรหมโลกอยู่ในระดับสูงที่สุด ไล่ลงมาเป็นเทวโลก เขาพระสุเมรุ ทวีป จักรวาลและมหาสมุทร โลกมนุษย์ ไล่ระดับลดหลั่นลงมา มีทั้งแบบแนวมิติราบและแนวตั้ง ซึ่งการจัดวางรูปมงคลแบบนี้เป็นคติที่ยังคงความนิยมต่อเนื่องมาจนถึงในปัจจุบัน
-------------------------------------------
***  รอยพระพุทธบาทสำริด ที่พบจากวัดเสด็จ จังหวัดกำแพงเพชร เป็นรูปพระพุทธบาทจำลองที่หล่อขึ้นจากสำริดที่เก่าแก่ในประเทศไทย  มีขนาดประมาณ 105.5 ซม. * 154 ซม. สภาพชำรุด เป็นพระพุทธบาทเบื้องขวา แบบตั้งขวางเพื่อประดิษฐานแบบวางพิง (ผนัง) หันนิ้วพระบาทไปทางเวียนซ้าย มีรูปสังข์ในทุกกลางร่องหัวนิ้วพระบาท สกัดลายเส้นรูปลายสัญลักษณ์มงคลล้อมรอบกลุ่มบัวตรงกลางในมิติราบตามแผนผังของจักรวาทินในแนวโคจรของพระอาทิตย์ พระจันทร์ ตรงกลางฝ่าพระบาทเป็นรูปวงกลมล้อซี่แบบพระธรรมจักร หมายถึง “เขาพระสุเมรุ” ล้อมรอบด้วยวงกลมมีกลีบบัวรวน 7 ชั้น หมายถึงเทือกเขาสัตบริภัณฑ์และมหาสมุทร  โดยมีวงของนทีสีทันดรอยู่ด้านนอกสุด วงใน 27 รูป วงสอง 36 รูป เป็นรูปของ สัตว์มงคล พืชพรรณ ทวีป มนุษย์ สัตว์หิมพานต์ ปราสาทจตุโลกบาล เครื่องสูงและสมบัติของพระมหาจักรพรรดิ มีเทวโลกและพรหมโลก 28 รูป อยู่รอบนอกสุดโดยไม่มีการแบ่งกรอบเส้นลวด มีลักษณะการจัดวางรูปสัญลักษณ์ที่คล้ายคลึงกับพระพุทธบาทสลักหินทรายที่พบจากวัดพระราม พระนครศรีอยุธยา แต่มีการจัดวางลำดับความสำคัญแตกต่างไป คือ วางรูปพรหมโลกและเทวโลกไว้ด้านใน (รอบเขาพระสุเมรุและเขาสัตตบริภัณฑ์คีรี) ส่วนดวงดาว ทวีป โลก มนุษย์ สัตว์หิมพานต์ แม่น้ำ ภูเขาและดอกไม้เครื่องสูง วางสัญลักษณ์ความอุดมสมบูรณ์และลาภยศไว้วงด้านนอกสุด คั้นด้วยกรอบเส้นลวดแบบเดียวกับพระพุทธบาทไม้วัดพระรูป จังหวัดสุพรรณบุรี
ด้านบนของพระพุทธบาทสำริดวัดเสด็จเป็นรูปอดีตพระพุทธเจ้า 27 พระองค์ คงเหลืออยู่ 13 พระองค์ (องค์ที่เหลือติดกับส้นพระบาทที่ถูกฉีกขาดออกไป)  มีชื่อนามจารึกอักษรขอมสุโขทัยกำกับไว้ด้านบน นับจากซ้ายมาขวา เริ่มจาก พระปทุมุตตระ พระนารทะ พระปทุมะ พระพุทธอโนมทัสสี พระพุทธโสภีตะ พระพุทธเรวัตตะ พระสุมนธีระ พระพุทธสุมังคละ พระโกญฑัญญะ พระทีปังกระ พระสรณังกระ พระพุทธเมธังกระและพระพุทธตัณหังกระ
ขอบด้านข้างมีจารึก ว่า “...ทรง เดช บุญ ศักดิ์ พิเศษทั่วหล้า ใช้ข้าผู้ดีธรรมรุจี (ได้) จําหลักลายบาทลักษณ์ทั้งมวล ก็ (แล้ว) เสร็จในพระบาทพระสรรเพชญก็ (จน) บริบูรณ์เท่านี้ สิริเป็นทอง (สำริด) 1500,000  (ให้)บําเหน็จ (แก่) ช่างหล่อ 10 ตําลึง สิริประสม (รวม) เป็นเงิน 36 ตําลึง ดังนี้แล...”
ด้านข้างทางขวาที่เหลืออยู่ เป็นรูปพระอัครสาวกในกรอบสี่เหลี่ยม ติดกับปลายพระอังคุฏ มีจารึกระบุว่าเป็น “พระมหาโกญฑัญญเถระ” ถัดลงมาเป็น “พระกุมารกัสสปะและพระกัสสปเถระ” ในกรอบสี่เหลี่ยมเดียวกัน ลงมาเป็น “พระคยานันที” และ “พระอุรุเวฬกัสสปะ” ในกรอบเดียวกัน ถัดลงมาเป็นท้าวโลกบาล (Lokapalas) “วิรุณหกราชะ” (วิรุฬหก-ทิศใต้) และ “ธัฏฐรัฏฐราชะ” (ธตรฐ-ตะวันออก) ในกรอบเดียวกัน ล่างสุดเป็นรูป “พระขัตตคามะ” (ขัตตุคาม) ทวารบาลถือพระขรรค์ยาว สวมเทริดแบบกรัณฑมงกุฎ
ด้านล่างเป็นรูปพระมหาสาวกเดินเรียงแถวแสดงอัญชลี เหลืออยู่ 20 องค์ มีจารึกกำกับชื่อนาม (เรียงจากซ้ายตรงรอยแตกไปทางขวา) เริ่มจาก สาคโต สุคโต โสภทฺโท ปภงฺกร สมิทฺธี โลลุทฺธายี กาฬุทายี อุทายี ควมฺปติ สิมฺพลี อุบาลี ภทฺทรชิ อสฺสชิ วักกลิ ปุณณเถระ พระภารัทวาชะ พระสุภูตะ อังคุลิมาละ นาคเถระและรัฏฐปาละ
------------------------------------
*** จากรูปแบบเครื่องแต่งกายของทวารบาล ฐานตั่งแข้งสิงห์-ปีฐกะ รวมถึงอายุของตัวอักษรขอมสุโขทัยที่ใช้จารึก พระพุทธบาทสำริดนี้น่าจะถูกสร้างขึ้นในเมืองกำแพงเพชร ในช่วงที่รัฐสุโขทัยกำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรอยุทธยา ประมาณปลายรัชกาลของสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 2 (เจ้าสามพระยา) ช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 20 โดยเป็นงานศิลปะสุโขทัยใต้/กำแพงเพชรที่ได้รับอิทธิพลศิลปะและคติจากอยุทธยา แต่ยังไม่ปรากฏงานศิลปะรูปดอกไม้จีนอย่างดอกโบตั๋น ดอกไม้หลายกลีบและดอกบัวอย่างที่เป็นความนิยมในเวลาต่อมา
เครดิต ;FB
วรณัย  พงศาชลากร
EJeab  Academy
.....................................................
ยังมีสาระเรื่องราวดี ๆ ที่อยากเล่าตามมาดูเราได้ที่ ;
My blogs link 👆
https://sites.google.com/site/dhammatharn/
http://abhinop.blogspot.com
http://abhinop.bloggang.com
.....................................................
ททมาโน ปิโยโหติ #ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก
A giver is always be love.
.....................................................


วันเสาร์ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564

ตำนานสมเด็จพระนเรศวร

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก ยิ่งให้ยิ่งได้ ยิ่งหวงยิ่งอด เราไม่หวงเราไม่อด หมดเดี๋ยวก็มา

หากจะกล่าวถึงสงครามรูปเเบบกองโจรในสมัยโบราณที่รบได้ผลอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ใช้กำลังคนน้อยรบชนะคนมาก ชิงเชิงภูมิศาสตร์ข้าศึกเพื่อความได้เปรียบ ตีตัดเสบียงทัพข้าศึก ใช้กองทหารม้าโจมตีฉับพลัน รวมถึงเผาค่ายทัพของฝั่งตรงข้ามไม่ให้อยู่เป็นสุข
ผู้ที่คิดค้นรูปเเบบกลยุทธ์ผสมผสานเช่นนี้เป็นคนเเรกได้คือ "สมเด็จพระนเรศวรมหาราช"สำหรับผมพระองค์ท่านคือกษัตริย์นักกลยุทธ์ที่มี ความสามารถในการวางเเผนรับมือข้าศึกได้อย่างยอดเยี่ยมที่สุดคนหนึ่งในประวัติศาสตร์ชาติไทยเราเลยทีเดียว
เนื่องจากสมเด็จพระนเรศวร เป็นพระราชโอรสของสมเด็จพระมหาธรรมราชาซึ่งพ่อของท่านก็เป็นนักกลยุทธ์ที่เก่งกาจอยู่เเล้ว (หากไม่เเน่จริงคงวางเเผนโค่นขุนวรวงศาเเละท้าวสีสุดาจันทร์ไม่ได้) พระองค์คงถูกถ่ายทอดสรรพวิชามาเเต่ยังเล็กอย่างเเน่นอนเเละยิ่งตอนถูกนำไปเป็นองค์ประกันที่หงสาวดี ท่านยิ่งได้รับการถ่ายทอดวิชาจากยอดนักรบเเห่งยุคอย่างบุเรงนอง
ทั้งฝีมือดาบ การต่อสู้ การรบบนช้างเเละม้าศึก ตำราพิชัยสงครามทั้งทางฝั่งไทยเเละพม่าจนเเตกฉาน รวมถึงเชิงการรบเเละเชิงการปกครอง บทความนี้ผมจะมาลองวิเคราะห์พร้อมยกตัวอย่างเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์มาอ้างอิงว่าทำไม สมเด็จพระนเรศวรถึงสามารถรบชนะข้าศึกศัตรูเเละนำความสงบกลับคืนบ้านเมืองได้หลังจากตกเป็นเมืองขึ้นของพม่าถึง 15 ปี
1. วิเคราะห์สถานการณ์ ภูมิศาสตร์ เเละหาจุดอ่อนข้าศึก
เรามักจะคิดถึงภาพของสมเด็จพระนเรศวรเป็นนักรบที่ดุดัน ชำนาญเพลงดาบ เพลงทวน การบังคับช้างม้า ปีนค่ายข้าศึก เเต่จุดเด่นของพระองค์ท่านที่เเท้จริงเเล้วคือเป็นนักยุทธวิธีเเละกลยุทธ์ ที่เก่งกาจที่สุดคนนึงเลยทีเดียว ในทุกการศึกพระองค์ท่านจะไม่ค่อยเอาทัพไปปะทะข้าศึกวัดกันตรงๆซะเท่าไร หากไม่ใช่ต้องหนุนขึ้นช่วยทัพของลูกน้องที่เพลี่ยงพล้ำหรือติดอยู่ในวงล้อม
เช่นตอนที่พระเจ้านันทบุเรงใช้ลักไวทำมูมาล้อมจับเป็นพระองค์ท่าน หรือในการศึกยุทธหัตถีที่ต้องดวลเดี่ยวกัน สมเด็จพระนเรศวรท่านจะประเมินกำลังข้าศึกก่อนเเล้วค่อยหาทางเอาชนะโดยทำอย่างไรก็ได้ให้สูญเสียชีวิตไพร่พลน้อยที่สุด
ยกตัวอย่างก็คือศึกเมืองคัง ที่ทั้งเมืองหงสาวดีเเละเมืองตองอูยกทัพตรงๆขึ้นหวังตีเมืองให้ให้ได้ สุดท้ายด้วยเมืองมีทางขึ้นเเค่ทางเดียวคือบีบให้ขึ้นเขาไปเลยเจอเมืองคังเล่นซะเสียไพร่พลไปมาก เเต่สมเด็จพระนเรศวรนั้นระหว่างที่ทั้งสองทัพทำศึกอยู่พระองค์ก็ออกลาดตระเวนดูภูมิศาสตร์บริเวณสมรภูมิจนไปเจอทางลับที่เข้าเมืองได้อีกทาง
เเต่จะยกเข้าไปตรงๆก็คงจะเจอทหารมาอุดช่องหลังได้อีกพอถึงคิวของท่านที่จะเข้าตีท่านก็ให้เเม่ทัพนายกองส่วนน้อยเเกล้งโห่ร้องส่งเสียงอยู่ข้างหน้าทำว่าจะเข้าตีเหมือนเดิมเช่นอีกสองทัพก่อนหน้า ชาวเมืองคังไม่รู้ในอุบายของพระองค์ก็เทไปรักษาเมืองที่ข้างหน้าเหมือนทุกครั้ง พระองค์เห็นดังนั้นก็จึงนำไพร่พลหลักเข้ายึดเมืองคังจากทางลับที่เจอได้สำเร็จสมดังเเผนการที่ทรงวางไว้
หากเราดูในหลายๆสมรภูมิ สมเด็จพระนเรศวรจะชอบใช้ทหารกองน้อยไปตีล่อให้ข้าศึกตามเข้ามาเเละให้ทัพหลักรอซุ่มอยู่สองข้างทางของพื้นที่ ที่เลือกไว้เเล้วว่าจะให้ข้าศึกยกเข้ามาเรียกว่า killing zone เรียกว่าทัพข้าศึกจะเสร็จพระองค์ท่านเเทบทุกครั้งเลยทีเดียว
เช่นทัพเชียงใหม่ที่ยกเข้ามาเป็นทัพหน้าของหงสาวดีหลังจากที่สมเด็จพระนเรศวรประกาศอิสรภาพนั้นเจอกลศึกนี้เข้าไปเรียกได้ว่าย่อยยับเสียหายสุดๆ จนทำให้พระเจ้านันทบุเรงหัวร้อนจนต้องยกทัพใหญ่ตามมาในปี 2129 เพื่อล้างอายกันเลยทีเดียว
2. ยอมทอดกาย ออกรบดังทหารเลวได้ใจขุนทหารเเละประชาชน
ต้องมาทำความเข้าใจก่อนว่าการศึกในสมัยโบราณคนที่เป็นกษัตริย์หรือเเม่ทัพมักจะเป็นผู้วางกลยุทธ์ออกคำสั่งให้ลูกน้องไปรบไปตายเเทนมากกว่า เเต่สมเด็จพระนเรศวรท่านออกลุยพร้อมทหารของท่านในทุกสมรภูมิดังทหารเลวคนนึงเลยทีเดียว คือติดวงล้อมข้าศึกก็ติดด้วยกัน เข้าตีก็เข้าตีด้วยกัน ปีนค่ายก็เอากับเค้าด้วย คือใครเป็นทหารที่อยู่กัพระองค์ท่านก็ต้องสู้ตายถวายชีวิตเเหละครับ
ยกตัวอย่างเช่นอย่างตอนที่พระองค์ท่านปีนค่ายเเล้วถูกเเทงตกลงมานั้น เมื่อเรื่องทราบไปถึงพระเจ้านันทบุเรงนั้นก็ได้มีรับสั่งว่า พระนเรศวรนี้กระทำการกล้าหาญนักพระราชบิดาจะรู้หรือไม่ ดังเอาพิมเสนมาเเลกเกลือ หากออกมาตีค่ายอีกเมื่อไรให้เร่งจับเป็นมาให้ได้จะเสียไพร่พลเท่าไรก็จะยอม พระเจ้านันทบุเรงจึงให้ลักไวทำมูซึ่งเป็นนายกองทหารม้าคุมกำลังออกไปรบล่อให้พระนเรศวรเข้าติดกับเพื่อจะจับเป็น
อุบายครั้งนั้นได้ผลสมเด็จพระนเรศวรเราต้องกลศึกเข้าอย่างจัง เเต่สิ่งที่พม่าไม่คาดคิดคือพระองค์ท่านมีฝีมือสูงส่งเกินไป ในการล้อมจับคราวนั้นจบลงที่พระองค์ท่านเเทงลักไวทำมูด้วยทวน เเละใช้ดาบฟันทหารทศที่หมายเข้าจับพระองค์ตายทันทีอีกสองคน เเละรบอยู่ในวงล้อมข้าศึกที่มาล้อมจับนั้นตั้งเเต่เที่ยงยันเย็น จนกองทหารของพระองค์ตามมาทันเเละเเก้ไขนำพระองค์ออกไปได้
หรือเเม้เเต่การศึกยุทธหัตถีกับพระมหาอุปราชหากเป็นคนทั่วๆไปผมว่าสติหลุดไปเเล้วเเต่พระองค์ท่านกลับท้าดวลเค้าตัวๆซะงั้น ซึ่งมันคือทางรอดเดียวจริงๆในสถานการณ์อย่างนั้น หรืออีกทางหนึ่งคือพระองค์น่าจะพอรู้ฝีมือของมหาอุปราชอยู่เเล้ว รวมถึงน่าจะรู้ว่าเป็นคนเสียหน้าไม่ได้เมื่อท้าไปอย่างนั้นด้วยศักดิ์ลูกผู้ชายอย่างไรเสียก็ต้องออกมาลองกันสักตั้งให้รู้ผลไปเลย ส่วนตัวผมเเล้วศึกยุทธหัตถีคือศึกชี้ขาดว่าอยุธยาจะอยู่รอดปลอดภัยหรือดับสูญไปพร้อมกับชีวิตของสมเด็จพระนเรศวร
เพราะขนาดพระองค์ยอมวางชีวิตตัวเองเป็นเดิมพันให้บ้านเมืองขนาดนี้เหล่าทหารในยุคพระองค์ท่านจึงรบได้ดุดันเเละมีประสิทธิภาพสูงมาก จนพวกพม่าเอาไปพูดว่า"ทหารอยุธยากลัวพระนเรศวรมากกว่ากลัวตาย" เเต่ผมกลับคิดเห็นดังที่ล้นเกล้ารัชกาลที่ 6 ท่านรับสั่งว่าไม่ใช่หรอกเพราะ "ทหารไทยรักพระนเรศวร"
3. เป็นที่รักของพวกมอญเเละชาวไทใหญ่ เป็นหัวขบวนในการปลดเเอกเป็นอิสรภาพจากพม่า
เนื่องด้วยชีวิตในวัยเด็กจนถึงวัยรุ่นของพระองค์ท่านเติบโตมาในเมืองหงสาวดี พระองค์ท่านคงมีมิตรสหายที่เป็นคนหลายเชื้อชาติมากมายที่รักนับถือในฝีมือของกันเเละกัน เพราะในสมัยของบุเรงนองนั้นเหล่าประเทศราชต้องส่งลูกหลานมาเป็นองค์ประกันที่เมืองหงสาวดี บุตรธิดาเหล่านี้จะได้รับการศึกษาอย่างดีที่สุดในราชสำนักของหงสาวดีเพื่อ
จุดประสงค์ในการให้บุตรธิดาเหล่านี้เมื่อเติบใหญ่ก็ให้ไปปกครองอาณาจักรของตนภายใต้ธงของหงสาวดี นี้คือกุศลโลบายที่ชาญฉลาดของบุเรงนอง เเละอีกทางหนึ่งก็คือตัวประกันดีๆนี่เองเพื่อไม่ให้พ่อเเม่ที่เป็นเจ้าเมืองคิดเอาใจออกห่างไม่งั้นลูกหลานของตนจะมีภัยเป็นเเน่นอน
ระหว่างที่อยู่เป็นองค์ประกันที่หงสาวดีนั้น สมเด็จพระนเรศวรท่านต้องมีความสามารถโดดเด่นเป็นที่ยอมรับในหมู่ลูกเจ้าเมืองด้วยกันอย่างเเน่นอน เพราะจากที่บันทึกในประวัติศาสตร์ก่อนที่พระองค์จะประกาศอิสรภาพที่เมืองเเครงนั้น ทางหงสาวดีได้ออกคำสั่งให้พระยาเกียรติเเละพระยารามซึ่งเป็นขุนนางของมอญให้ออกไปต้อนรับพระนเรศวรก่อนเข้าเมืองหงสาวดี
เมื่อมีจังหวะก็ให้จับประหารเสีย เเต่พระยามอญทั้งสองกลับนำความลับนี้ไปปรึกษาพระอาจารย์ของตนคือ "พระมหาเถรคันฉ่อง" ท่านพระเถระองค์นี้คือคนที่ทำให้พระนเรศวร รอดจากการถูกลอบสังหารครั้งนั้นเพราะท่านให้ลูกศิษย์ทั้งสองนำความนี้ ขึ้นกราบบังคมทูลสมเด็จพระนเรศวร
เมื่อรู้ว่าเป็นอกุศลกรรมดังนี้พระองค์ท่านจึงประกาศตัดสินใจประกาศอิสรภาพทันที ณ เมืองเเครงในปี 2127 จากนั้นชาวมอญส่วนใหญ่ก็เข้าร่วมกับทัพพระนเรศวรกลับสู่อยุธยาเพื่อเป็นกำลังสู้รบกับพม่าในศึกใหญ่ที่จะตามมา
หากดูมาถึงตรงนี้เราจะรู้ว่าท่านคุ้นเคยกับพวกคนมอญมาก ถ้าเป็นคนอื่นผมเชื่อว่ามอญทั้งสองคงไม่ลังเลที่จะจับสังหาร เเต่นี่เกิดความลังเลขึ้นเรียกว่าพระบารมีของท่านต้องมีความดีงามสูงเเน่นอน ไม่งั้นมอญเเละไทใหญ่คงไม่กล้าเสี่ยงชีวิตมาอยู่ใต้พระบรมโพธิสมภารเป็นเเน่เเท้
ในส่วนของพวกไทใหญ่นั้น มีเรื่องเล่าว่าเจ้าฟ้าไทใหญ่เป็นพระสหายสนิทกับสมเด็จพระนเรศวร เมื่อสมัยยังอยู่ในราชสำนักหงสาวดีด้วยกัน เจ้าชายทั้งสองมีความใฝ่ฝันที่จะปลดเเอกเอกราชให้กับบ้านเมืองของตนตั้งเเต่ยังเยาว์วัย จึงเร่งฝึกฝีมือเพื่อเตรียมการใหญ่ในวันข้างหน้า
จึงไม่น่าเเปลกใจเลยว่าในช่วงที่พระนเรศวรยกพลขึ้นไปตีหงสาวดีหรือตองอู ทัพกรุงศรีอยุธยาสามารถเคลื่อนพลได้อย่างสะดวกมาก เพราะหัวเมืองไทใหญ่มาเข้ากับเราทุกหัวเมือง หากไม่เป็นการยกย่องพระองค์ท่านจนเกินไป
เราอาจพูดได้ว่าพระองค์ท่านเตรียมเครือข่ายหาพันธมิตรไว้ตั้งเเต่ยังเด็กๆเลยทีเดียว ซึ่งถ้าเป็นอย่างนั้นจริงๆความคิดความอ่านของพระองค์ท่านนั้นต้องเหนือกว่าคนทั่วไปมากมายจริงๆ
4. การตัดสินใจมีเด็ดขาดสูงมาก
เรื่องความเด็ดขาดของสมเด็จพระนเรศวรเป็นที่เลื่องลืออย่างมาก เช่น หลังจากที่พระองค์ท่านประกาศอิสรภาพ ก็ได้มีดำริให้เกณฑ์หัวเมืองเหนือทั้งปวงเพื่อมาเป็นกำลังป้องกันกรุงให้อยุธยา เเต่ได้มีเเม่ทัพสองคนที่ได้เเข็งเมืองต่อต้านพระองค์ท่าน
คือ พระยาพิชัยเเละพระยาสวรรคโลก ไม่ยอมทำตามที่พระองค์ได้บัญชาการมา เรื่องของเรื่องคือสองพระยามีชื่อนี้ดันเป็นลูกน้องคนสนิทของพ่อท่านซะด้วย อาจจะเพราะคิดว่าพระนเรศวร ณ ขณะนั้นเป็นเเค่อุปราชไม่ใช่กษัตริย์หรือว่าคิดว่าเเข็งเมืองไปก็สู้หงสาวดีไม่ได้จึงเลือกถือข้างหงสาวดี
เราไม่อาจรู้ใจของพระยาทั้งสองในตอนนั้นได้ พระนเรศวรได้ส่งกรมการของท่านเข้าไปเกลี่ยกล่อม เเต่ดันไปตัดหัวกรมการของท่านโยนใส่หน้าท่าน หยามกันชัดๆพระองค์ท่านเลยจัดทัพเข้าตีไม่เกินสองวันก็ได้เมืองจัดการตัดหัวสองพระยาเสียบประจานไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่าง
หรือตอนที่พระยากำเเพงเพชรคุมกำลังไปเกี่ยวข้าวเตรียมเก็บเสบียง เเต่ดันโดนทัพของพม่าตีเเตกเข้ามาถึงพระนคร พระองค์ท่านเเละน้องชายคือสมเด็จพระเอกาทศรถ จึงรีบรุดขึ้นไปตีพม่าจนเเตกพ่ายถอยไป ได้ลงโทษสั่งประหารพระยากำเเพงเพชร
เนื่องด้วยเป็นศึกเเรกตั้งเเต่พระองค์คุมทัพมาเเล้วเเตกพ่ายเเก่ข้าศึกเกรงจะทำให้ไพร่พลเสียขวัญเเละอ่อนเเอในการศึกไม่ควรเก็บไว้เป็นเยี่ยงอย่าง เเต่ด้วยความที่พระยากำเเพงเพชรเป็นคนของพ่อท่าน สมเด็จพระมหาธรรมราชาจึงขอผ่อนผันให้ถอดยศลงเหลือเเค่สามัญชนเเละออกจากราชการ
หรือเเม้เเต่ตอนศึกยุทธหัตถี ที่ทหารตามช้างของท่านเเละน้องชายไม่ทัน ก็ให้ลงอาญารอโทษประหารให้หมด ร้อนไปถึงบรรดาเมียๆของขุนศึกทั้งหลายต้องไปทูลเชิญนิมนต์สมเด็จพระวันรัต วัดป่าเเก้ว ให้มาขออภัยทานชีวิตเเก่ขุนทหารทั้งหมด พระนเรศวรท่านได้สดับธรรมเเละเห็นพระอาจารย์ของท่านขอชีวิตไว้จึงยกชีวิตของเหล่าทหารไว้
เเต่ให้เตรียมไปทำศึกตีเมือง ทะวาย มะริด ตะนาวศรี เป็นการเเก้ตัวเเทนหากไม่ได้ก็มีชีวิตตนเป็นเดิมพัน เหล่าเเม่ทัพนายกองในศึกครั้งนั้นจึงรบพุ่งถวายชีวิตกันเลยทีเดียว จนตีเมืองมาได้ดังพระราชประสงค์โดยไม่ต้องเสด็จนำทัพไปเอง
เรื่องราวเเละตำนานของสมเด็จพระนเรศวรนั้นมีหลากหลายมุมมองให้ศึกษา บทความของผมเป็นเพียงภาพสะท้อนความคิดของตัวผมเองที่มีต่อพระองค์ท่าน โดยกระผมอยากจะยกย่องเชิดชู วีรกรรมอันหาญกล้าเเละหัวใจที่เเข็งเเกร่งของพระองค์ท่านที่ได้เป็นตัวอย่างให้ลูกหลานได้ระลึกเเละบูชาถึงพระเกียรติคุณที่พระองค์ท่านได้สร้างไว้ในเเผ่นดินนี้ตลอดไปครับ
11 ธันวาคม ค.ศ. 2019
"ราชมนู"
เครดิต ; FB
Thai Historian
.....................................................
ยังมีสาระเรื่องราวดี ๆ ที่อยากเล่าตามมาดูเราได้ที่ ;
My blogs link 👆
https://sites.google.com/site/dhammatharn/
http://abhinop.blogspot.com
http://abhinop.bloggang.com
.....................................................
ททมาโน ปิโยโหติ #ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก
A giver is always be love.
.....................................................


วันศุกร์ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564

พระธาตุพนม

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก ยิ่งให้ยิ่งได้ ยิ่งหวงยิ่งอด เราไม่หวงเราไม่อด หมดเดี๋ยวก็มา
“ท้าวกำมะทา - พญา ตบ อก” และนิทานพื้นถิ่นลาวใต้ ที่ปราสาทวัดพู
 “ปราสาทวัดพู” (Wat Phou Pr.) ปรากฏนามในจารึกว่า “มหาตีรถะสถาน” (Mahātīrtha) “ลิงคปรวตา-ลึงคบรรพต” (Lingaparvata) และ “ลิงคปุระ” (Lingapura) ที่ตั้งอยู่บนลานชะง่อนผาเชิงเขาภูควาย (หน้าเขาภูเกล้า – เก้า) มีร่องรอยการใช้ประโยชน์มาตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ มีการสร้างปราสาทอิฐขึ้นครั้งแรกในช่วงพุทธศตวรรษที่ 12 จนถึงในช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 17 – ต้นพุทธศตวรรษที่ 18 จึงได้มีการสร้าง “อาคารมหามณฑป” (Maha-Maṇḍapa-The Sanctuary) เชื่อมต่อเข้ากับปราสาทประธานก่ออิฐหลังเดิม รวมทั้งมีการสร้างหมู่อาคารขึ้นใหม่เป็นจำนวนมาก มาจนถึงช่วงกลางพุทธศตวรรษที่ 18 
บริเวณทางด้านขวามือ ปลายฐานอาคารโคปุระแผนผังกากบาท ชั้นที่ 2 ก่อนขึ้นบันไดไปชั้นที่ 3 ของ มีรูปสลักของ “ทวารบาล” (Dvarapala) ในท่ายืน ศิลปะนิยมแบบบายน มือขวากุมยอดตะบองยาวที่ตั้งอยู่กึ่งกลางระหว่างเท้าด้านหน้า มือซ้ายยกขึ้นมากุมที่หน้าอก ที่หมายถึงการแสดงความเคารพหรือกำลังแจ้งเตือนแก่สาธุชนให้สงบจิตใจ เมื่อเข้ามายังศาสนสถานอันศักดิ์สิทธิ์
ถึงแม้รูปประติมากรรมดังกล่าว จะเป็นทวารบาล “มหากาล” (Mahākāla) หรือ “อสูรทวารบาล” ผู้พิทักษ์เบื้องซ้าย คู่กับ “นนทิเกศวร” (Nandikeśvara) เทพบุตรผู้ถือกำเนิดจากสีข้างขององค์พระศิวะ ผู้พิทักษ์เบื้องขวาของทางเข้าศาสนสถาน (ในความหมายเขาไกรลาส) แต่ในนิทานพื้นบ้านของชาวลาวใต้จะเล่าต่างกันไปว่า นี่คือรูปของ “ท้าวกำมะทา”หรือ “พญา ตบ อก” ผู้สร้างปราสาทวัดพูแห่งนี้ ส่วนมือซ้ายที่ยกขึ้นกุมหน้าอกนั้นไม่ใช่การแสดงความเคารพ แต่กำลังทุบอกแสดงความเสียใจ (ชาวลาวจึงเรียกว่าท้าว ตบ อก) ยืนนิ่งด้วยความคับแค้นใจจนกลายเป็นหิน เพราะสร้างวัดพูเสร็จภายหลังพระธาตุพนม ตามโครงเรื่องการแข่งขันสร้างปราสาท ที่นิยมเล่าขานกันในนิทานพื้นบ้านไท–ลาว
---------------------------------
*** ท้าวกำมะทา เป็นชื่อนามที่ถูกนำมาจากพงศาวดารเมืองจำปาศักดิ์ ที่เล่ากันมาว่า “...แต่เดิมนั้น เมืองนครจำปาศักดิ์ก็คือเมือง “จำปานคร” มีกษัตริย์ปกครองบ้านเมืองสืบต่อกันมา แต่ภายหลังจากที่ท้าวพระยาคัชนามสวรรคต เมืองจำปานครก็ร้างผู้คน
“ท้าวกำมะทา” ผู้มีเชื้อแขกจาม ยกไพร่พลมาสร้างเมืองจำปานครขึ้นใหม่ ที่ริมฝั่งแม่น้ำของฟากตะวันตกของแม่น้ำโขงตรงเขาหนองสระ ที่บนเขานั้นท้าวกำมะทา ได้สร้างปราสาท เรือนสนมกำนัลเป็นตึกแถวและถนนกำแพงแก้ว มีป้อมศิลาเป็นชั้นอยู่ตามเนินเขา แล้วท้าวกำมะทาก็ให้ช่างฝีมือแกะสลักรูปของตนไว้ทำด้วยศิลา แต่งตัวสามเทริดใส่สังวาลเหมือนอย่างคน ตั้งไว้ที่หน้าปราสาท ณ บนเขาหนองสระ รูปนั้นยังปรากฏอยู่จนทุกวันนี้ (รูปสลักทวารบาลนี้) 

ครั้นท้าวกำมะทาสวรรคต เมืองจำปานครก็ว่างกษัตริย์มาช้านาน หามีผู้ใดที่จะปกครองต่อไป มีแต่บ้านเรือนของพวกลาว พวกส่วยทางใต้จึงอพยพเข้ามาตั้งเรียงรายอยู่ที่เมืองเก่าริมฝั่งโขงและตามเชิงเขาหนองสระ จนมีกษัตริย์พระองค์ใหม่ ยกพลเขมรแขกจามขึ้นไปสร้างพระนครที่เมืองจำปานคร ครั้นสร้างเมืองใหม่สำเร็จบริบูรณ์แล้ว จึงตั้งนามเมืองใหม่ว่า “นครกาลจำปากนาคบุรีศรี” และผูกสัมพันธไมตรีไว้กับพระเจ้ากรุงกัมพูชาธิบดี
------------------------------
*** เรื่องราวของท้าวกำมะทาในพงศาวดารนครจำปาศักดิ์นี้ ได้กลายมาเป็นนิทานพื้นบ้านในท้องถิ่นวัดพู เช่นเดียวกับตำนานรักสามเส้า “ท้าวบาเจียง นางมะโรงและท้าวจัมปาสัก” ที่เล่าว่า".... กาลครั้งหนึ่งในอดีต หนุ่มลาวลุ่มคนหนึ่งออกมาล่าสัตว์ เกิดตกอยู่ในอันตรายอย่างใหญ่หลวง โชคดีมีพรานหนุ่มลาวเทิง (ที่สูง) มาช่วยไว้ได้ทัน สองหนุ่มตกลงกันไว้ว่า ในภายภาคหน้าหากทั้งสองฝ่ายมีบุตรชายหรือบุตรสาวก็จะให้ผูกเสี่ยวเป็นสหายรักกัน แต่ถ้าฝ่ายหนึ่งได้ลูกชาย ฝ่ายหนึ่งได้ลูกสาว ก็จะให้มาแต่งงานกินดองเป็นทองแผ่นเดียวกัน
เมื่อเวลาผ่านไป หนุ่มลาวลุ่มได้ลูกสาวสวยสุดเซ็กซี่ชื่อว่า “นางมะโรง” ฝ่ายพรานหนุ่มลาวเทิงได้ลูกชายกำยำล่ำสัน แต่หน้าตาไม่หล่อชื่อ “ท้าวบาเจียง” เมื่อมาพบกัน ท้าวบาเจียงได้เกิดหลงรักนางมะโรง แต่พ่อของนางกลับได้ตกลงใจมอบหมายนางให้ “ท้าวจัมปาสัก” บุตรชายของเจ้านครลาวลุ่มเพื่อแลกกับทรัพย์สินจำนวนมหาศาลไปแล้ว และนางมะโรงก็มีใจให้กับท้าวจัมปาสักที่ร่ำรวยและแสนดี นางมะโรงจึงทำใจไม่ได้ว่าต้องออกเรือนไปกับท้าวบาเจียงตามคำสัญญาของพ่อ ท้าวจัมปาสักรู้เรื่องจึงมาชวนให้นางมะโรง “โตนหนี” (หนีตามกัน) นางมะโรงไปนอนคิดจนเกิดเป็น “ภูมะโรง” (ตั้งอยู่บนทางผ่านถนนที่มุ่งหน้าเข้าสู่เมืองปากเซ) ในที่สุดทั้งคู่ก็ตัดสินใจหนีตามกันไป (จนได้) 
ท้าวบาเจียงจัดขบวนขันหมากของชาวภูไปสู่ขอตามที่ตกลงไว้ ได้ถูกพ่อของนางมะโรงปฏิเสธขันหมากเพราะนางมะโรงหนีไปกับท้าวจัมปาสักแล้ว ด้วยความเจ็บช้ำน้ำใจ ท้าวบาเจียงจึงได้เทเครื่องขันหมากโดยเฉพาะไก่ต้ม (ภูกองไก่ - เทไก่ทิ้ง) และเหล้า (ภูส่าหล้า – เทเหล้าทิ้ง) ทิ้งทั้งหมด ทิ้งห้องหอ (ตาดผาส้วมคือห้องหอที่ท้าวบาเจียงสร้างเอาไว้รอนางมะโรง) ก่อนกระโดดหน้าผาฆ่าตัวตาย แต่ก่อนตายท้าวบาเจียงก็ได้สาปแช่งให้นางมะโรงและท้าวจัมปาสักต้องทนทุกข์ทรมานไม่สมหวังในความรักเช่นเดียวกับตน หน้าผาที่ท้าวบาเจียงฆ่าตัวตายมีชื่อว่า “ภูบาเจียง” จนเมื่อนางมะโรงได้อยู่กินกับท้าวจัมปาสัก จึงเกิดความทุกข์และความเลวร้ายในชีวิตคู่มาโดยตลอด จนนางมะโรงไม่อาจทนอยู่ต่อไปได้ ทั้งคู่พากันไปจบชีวิตที่กลางมหานทีสีพันดอน..."
-----------------------------
*** ชาวลาวในปัจจุบันเล่าเรื่องกันสนุกว่า ตอนที่มีการสร้างปราสาทวัดพูนั้น กษัตริย์ต้องหาช่างฝีมือจำนวนมากมาก่อสร้าง แต่ก็เป็นช่วงเวลาเดียวกันกับการสร้างพระธาตุพนม เหล่าช่างฝีมือได้เดินทางไปสร้างพระธาตุพนมกันหมดแล้วยังไม่ยอมกลับ บอกว่าเมืองพนมน่าอยู่กว่า ยังไงก็ไม่ยอมกลับ และได้ฝากความลับไปถึงเหล่าช่างที่กำลังสร้างปราสาทวัดพู ว่าเมืองพนมนั้นน่าอยู่มาก ทำให้ช่างทุกคนลองติดตามไปและก็ไม่มีใครกลับมาช่วยสร้างปราสาทวัดพู จึงยังคงไม่เสร็จสมบูรณ์อย่างที่เห็นอยู่ในปัจจุบัน 
เมื่อถูกซักถามว่า ที่เมืองพนมมีอะไรดีกันล่ะ ช่างฝีมือจึงพากันหนีไปเที่ยวกันหมด ก็จะเล่าต่อว่า ที่เมืองพนมมีแต่ผู้สาวสวย ๆ บ่ใส่เสื้อ ช่างมาเห็นสาวปะนมก็เลยติดใจ ไม่กลับมาวัดพูแต่อยู่สร้างพระธาตุพนม
*** พระธาตุพนมเดิมจึงมีชื่อว่า “พระธาตุปะนม” แต่ภายหลังมีการเปลี่ยนชื่อเป็นพระพนมในภายหลังครับ
เครดิต ; FB
วรณัย พงศาชลากร 
EJeab Academy
.....................................................
ยังมีสาระเรื่องราวดี ๆ ที่อยากเล่าตามมาดูเราได้ที่ ;
My blogs link 👆 
https://sites.google.com/site/dhammatharn/
http://abhinop.blogspot.com
http://abhinop.bloggang.com
.....................................................
ททมาโน ปิโยโหติ #ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก
A giver is always be love.
.....................................................