วันพฤหัสบดีที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2563

ปราสาทหินเขาพนมรุ้ง

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก ยิ่งให้ยิ่งได้ ยิ่งหวงยิ่งอด เราไม่หวงเราไม่อด หมดเดี๋ยวก็มา
แม่ทัพ “นเรนทราทิตย์” ในภาพสลักสงครามกลางเมือง (?) ที่ปราสาทพนมรุ้ง
“จารึกบ้านทาด (Ban That inscription K. 364)  อักษรเขมร ภาษาสันสกฤต ที่ตั้งอยู่ด้านหน้าของ “ปราสาททาดสามปรางค์” (ธาตุสามปรางค์) หรือปราสาทบ้านนาสำรวย  เขตเมืองสุขุมา แขวงจำปาสัก (บาสัก-Bassac) ประเทศลาว ห่างไปทางทิศใต้ของปราสาทวัดพู ตามเส้นทางถนนโบราณ ประมาณ 18 กิโลเมตร   จารึกขึ้นในสมัยพระเจ้าสูริยวรมันที่ 2 ในพุทธศตวรรษที่ 17 บทสรรคะที่ 3 (Sargas) โฉลกที่ 30 กล่าวว่า  
“...พระเจ้าธรณินทรวรมันที่ 1 (Dharanīndravarman) กษัตริย์ผู้ซึ่งถูกแบ่งอาณาจักรออกเป็น 2 ส่วน ผู้ถูกพิชิตโดยพระเจ้าสุริยวรมัน (ที่ 2) (Suryavarman) ผู้เป็นหลานชายของกษัตริย์ทั้งสอง ”... (R.C. Majumdra 1953)
 สรรคะ 3 โฉลกที่ 33 ว่า
"...Lâchant sur la terre des combats l'océan de ses armées, il livra une terrible bataille; bondissant sur la tète de l'éléphant du roi ennemi, il le tua,comme Garuda, [s'abattant] sur la cime d'une montagne, tue un serpent..."
.
 “....พระองค์ทรงปล่อยให้กองทัพที่มีมากมายประดุจคลื่นมหาสมุทรอันปั่นป่วนต่อสู้กับศัตรู ส่วนพระองค์ทรงทะยานขึ้นหัวช้างและทรงปลงพระชนม์พระราชาผู้เป็นศัตรู ดุจพญาครุฑสังหารพญานาคบนยอดบรรพต...” (L. Finot 1912)
จารึกพนมรุ้ง 7 (K.384) ด้านที่ 3  กล่าวถึง แม่ทัพนเรนทราทิตย์ ว่า “...ในสนามรบอันดุเดือด พระองค์กวัดแกว่งพระขรรค์ปลายแหลมเข้าประหารศัตรู พระองค์กระโจนขึ้นไปในอากาศ เปรียบประดุจกองเพลิงอันร้อนแรง ทรงเข้าสังหารพระราชาผู้เป็นศัตรูด้วยกำลังอำนาจ อุปมาดั่งสายฟ้าอันประเสริฐที่ฟาดฝ่ามาบนยอดเขา พร้อมนำสายฝนแห่งธรรมมาสู่แผ่นดิน...” 
--------------------------------
*** จารึกบ้านทาดและจารึกปราสาทพนมรุ้ง อาจได้กล่าวถึงเรื่องราว “สงครามกลางเมือง” (Civil War)  ในหน้าประวัติศาสตร์ของ "ราชวงศ์มหิธระปุระ – มหรธีปุระ " (Mahidharapura Dynasty)  ราชสำนักแห่งดินแดนวิมายปุระ – อีสานใต้ และเข้าไปปกครองอาณาจักรกัมพุชะเทศะ ปรากฏเป็นสลักอยู่บนหน้าบันซุ้มบัณชร ชั้นเชิงบาตรชั้นที่ 2 ฝั่งทิศใต้ของปราสาทประธานเขาพนมรุ้ง
ภาพการสงครามบนหลังช้าง หรือ “ยุทธหัตถี” ตรงส่วนกลางของภาพ อาจเป็นเรื่องราวเหตุการณ์สำคัญร่วมสมัยกับการสร้างปราสาท ที่เกี่ยวเนื่องกับแม่ทัพนเรนทราทิตย์-สูริยะ ผู้สถาปนาปราสาทพนมรุ้งอันงดงามขึ้นใหม่ ตามคติ “ไศวนิกาย-ปุศปตะ” (ต่อมา หิรัณยะ ผู้เป็นบุตรได้มีการก่อสร้างต่อ) แตกต่างไปจากความนิยมของพระเจ้าสูริยวรมันที่ 2 ที่นิยมคติ “ไวษณพนิกาย”  ไม่น่าจะเป็นภาพสลักบอกเล่าเรื่องทางวรรณกรรมทั้งรามายณะ ที่พบโดยทั่วไปตามขนบแบบแผนของภาพสลักในวัฒนธรรมเขมรโบราณ และไม่ใช่สงครามทุ่งกุรุเกษตร ในมหากาพย์มหาภารตะ ที่มีการพระราชสงครามระหว่างเหล่ากษัตริย์ชมพูทวีปบนราชรถเทียมม้าจำนวนมาก อย่างภาพสลักที่ผนังระเบียงคดด้านตะวันตก ปีกทิศใต้ปราสาทนครวัด ไม่ใช่การยุทธหัตถีบนหลังช้างครับ
ภาพบุคคลที่กระโจนทะยานจากช้างศึกของตนไปยังช้างศึกฝ่ายศัตรูอย่างเก่งกล้าและคล่องแคล่ว สอดรับกับจารึกปราสาทพนมรุ้งหลักที่ 7 - 9 ที่กล่าวถึงนเรนทราทิตย์ว่า “...ทรงมีรูปโฉมที่งดงาม (หล่อ) เป็นที่นิยมชมชอบในหมู่สตรี เป็นผู้เฉลียวฉลาด มีปัญญาเฉียบแหลม คล่องแคล่ว ในความสามารถในการรบ ทรงเป็นแม่ทัพของพระเจ้าสูริยวรมันที่ 2 ในสงครามสำคัญหลายครั้ง .... ทรงชำนาญการรบบนหลังช้าง และทรงถนัดในการใช้อาวุธหลากชนิด ...”
 “....สงครามและชัยชนะในสมรภูมิของพระองค์ คือชัยชนะของชาวมหิธระปุระ และเป็นชัยชนะของธรรมะ เหนือ ฝ่ายศัตรู ผู้เป็นดั้งอธรรม...” 
ภาพสลักที่แสดงให้เห็นร่างของราชาฝ่ายศัตรูที่ร่วงลงมาอยู่ในงวงช้าง สวมศิราภรณ์ทรงสูงอย่างคนสำคัญ ช้างทรงประดับกลดสัปทน ขบวนกองทัพที่มีธงเครื่องสูงประกอบ อาจเป็นพระราชาคนสำคัญในศึกครั้งใหญ่สุดของแม่ทัพนเรนทราทิตย์ผู้เก่งกล้า ในสงครามกลางเมืองของราชวงศ์ ที่สมรภูมิเมืองพระนครศรียโสธระปุระ
ภาพบุคคลที่หล่นลงมาตรงงวงช้าง อาจเป็นภาพวาระสุดท้ายของ “พระเจ้าธรณินทรวรมันที่ 1” พระราชาแห่งราชวงศ์ พระเชษฐาแห่งพระเจ้าชัยวรมันที่ 6 ผู้เป็นพระปิตุลาของพระเจ้าสูรยวรมันที่ 2  ที่พ่ายแพ้ สิ้นพระชนม์ในการสงครามบนหลังช้าง จากศึกชิงอำนาจครั้งสำคัญนี้
เป็นภาพสลักมงคลเพื่อเป็นประจักษ์พยานว่า พระองค์คือผู้ที่สามารถเอาชนะศึกชิงบ้านชิงเมืองในครั้งนั้น ร่วมกับ“พระเจ้าสูริยวรมันที่ 2” นำธรรมะและความสงบสุขมาสู่อาณาจักร
ภาพสลักหน้าบัญชร เชิงบาตร (วิมาน) ชั้นแรกฝั่งทิศเหนือ ยังอาจหมายถึงขบวนกองทัพของนเรนทราทิตย์ที่เดินทางไปทำสงคราม ยึดดินแดนทางเหนือหลายครั้ง ก่อนจะกลับมาอภิเษกเป็นนักพรต บำเพ็ญโยคะวิถีตามแบบพระศิวะอย่างเข้มงวด ตลอด 7 เดือนที่ “รมยคีรี” (Ramya Giri) อันมีปราสาทหินเขาพนมรุ้ง ที่เปรียบเสมือนวิมานไกรลาส-ศิริศะ แห่งพระศิวะบนโลก ศูนย์กลางของมหิธระปุระนั่นเอง
เครดิต ;
วรณัย พงศาชลากร
EJeab Academy
เพราะทุกที่มีเรื่องราวและเรื่องเล่า

เคล็ดลับการเก็บกุ้งและใบกระเพรา

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก ยิ่งให้ยิ่งได้ ยิ่งหวงยิ่งอด เราไม่หวงเราไม่อด หมดเดี๋ยวก็มา
แม่บอกเคล็ดลับ เก็บกุ้ง เก็บใบกระเพราให้นานเป็นปี สดเหมือนซื้อมาใหม่
แม่บอกเคล็ดลับ เก็บกุ้ง เก็บใบกระเพราให้นานเป็นปี สดเหมือนซื้อมาใหม่
1 เทคนิคการเก็บกุ้งให้อยู่ได้นานๆ
ขั้นตอนแรกเลยให้เรานั้นเตรียมขวดน้ำพลาสติกที่เราไม่ได้ใช้แล้ว นำมาเช็ดล้างทำความสะอาดให้แห้งดี
แล้วให้เตรียมกุ้งที่เหลือจากการประกอบอาหารมาล้างน้ำทำความสะอาดให้เรียบร้อย จากนั้นค่อยเอาใส่ขวดทีละตัว
ขั้นตอนนี้ให้เติมน้ำเปล่าลงไปให้เด็มขวด จากนั้นปิดฝาให้สนิท แล้วนำไปแช่ไว้ในตู้เย็นที่ช่องแช่แข็ง
เมื่อจะนำกุ้งออกมาทำอาหารของเรานั้น ให้เรานำออกมาทั้งขวด ละลายน้ำแข็งให้เรียบร้อยและหยิบออกมา เนื้อกุ้งของคุณที่ได้ในเมนูอาหารนั้นก็จะยังคงความสดใหม่เหมือนเดิม
2 วิธีเก็บใบกระเพรา โหระพาแช่แข็งไว้ทานข้ามปี
ขั้นตอนแรกเลย ให้เราตั้งต้มน้ำให้เดือดจัด และ หาชามใบใหญ่ใส่น้ำเย็นเอาไว้ ยิ่งแช่น้ำแข็งให้เย็นจัดๆก็จะยิ่งดี
จากนั้นให้นำมาเด็ดใบโหระพาใบกระเพราให้สะอาด จากนั้นนำไป ล ว กในน้ำเดือดจัด คน 2-3 ครั้งก็พอแล้ว
จากนั้นตักขึ้นสะเด็ดน้ำแล้วเอาใส่ในน้ำเย็นที่ละลายน้ำแข็งไว้ในทันที
ถ้าทำแบบนี้ผักจะยังคงความเขียวสดอยู่ ใส่ในน้ำเย็นเพื่อที่จะให้หยุดความร้อนในทันที ให้เราทำจนหมด
จากนั้นให้เรามาทำการปั้นให้เป็นก้อนๆ กะปริมาณว่ าเราจะใช้เท่าไหร่ จากนั้นนำมาปั้นเป็นก้อนบีบน้ำออกให้หมด และเก็บใส่ไว้ในถุงซิปล็อค
ขั้นตอนสุดท้าย นำไปแช่ในช่องแช่แข็ง เวลาที่เราจะนำมาประก อบ เ ม นู อ า ห า รแต่ละทีก็ให้หยิบออกมาทีละก้อน จากนั้นก็ละลายน้ำปกติ แค่นี้ก็เสร็จเรียบร้อยแล้วจ้า ลองทำดูนะ
เครดิต ;
FB.
108archeepparuay

สิ่งที่หาได้ยากยิ่ง๔อย่าง

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก ยิ่งให้ยิ่งได้ ยิ่งหวงยิ่งอด เราไม่หวงเราไม่อด หมดเดี๋ยวก็มา
สิ่งที่ได้มายากที่สุด ๔ อย่าง 
ในทางพระพุทธศาสนาได้พูดถึงสิ่งที่ได้มายากยิ่ง ในชีวิต ๔ อย่าง คือ
1. การอุบัติขึ้นมาของพระพุทธเจ้า  
พระโพธิสัตว์แต่ละพระองค์ กว่าจะตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ ต้องสร้างบารมีกันยาวนานหลายอสงไขยกัปทีเดียว ท่านสร้างบารมีทุกรูปแบบ แม้บางชาติจะพลัดไปเกิดเป็นสัตว์เดียรัจฉาน แต่ท่านก็ยังคงสร้างบารมี เพื่อมุ่งหวังพระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณการอุบัติขึ้นของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแต่ละพระองค์ จึงเป็นการยากอย่างนี้ ท่ามกลางความทุกข์ ความมืดบอดของสัตว์โลก มหาบุรุษผู้หนึ่งได้ถือกำเนิด ตรัสรู้ธรรมที่ช่วยนำพาสัตว์โลกออกจากการเวียนว่ายตายเกิด ออกจากกองทุกข์ได้ และในปัจจุบันนี้ พระสัทธรรมนั้นก็ยังคงอยู่ให้เราได้ศึกษา และปฏิบัติตาม
2. การได้เกิดมาเป็นมนุษย์ 
มนุษย์ในโลกนี้มีอยู่จำนวนมาก เป็นพันล้านคน แต่เมื่อเปรียบเทียบกับสัตว์เดียรัจฉานแล้ว เทียบกันไม่ติดเลย น้อยกว่ามาก ยังไม่ต้องพูดสัตว์ในภพภูมิต่าง ๆ สัตว์นรกที่ยังคงต้องทนทุกข์ทรมานจากบาปกรรมที่ตนได้สร้างไว้ การได้เกิดเป็นมนุษย์ ถือว่าเป็นสิ่งที่ยากเหลือเกิน
3. การดำรงชีวิตของมนุษย์ 
เมื่อได้เกิดเป็นมนุษย์แล้ว การดำรงชีวิตอยู่ก็เป็นของที่ยาก เพราะภัยและอันตรายที่อยู่รอบตัว ไม่ว่าจะเป็นภัยพิบัติ อุบัติเหตุ ล้วนใช้ชีวิตอยู่บนความไม่แน่นอนด้วยกันทั้งนั้น และการประคองชีวิตให้อยู่บนเส้นทางแห่งความดี ก็ทำได้ยากยิ่ง
4. การได้ยินได้ฟังธรรมะของพระพุทธเจ้า
 เมื่อได้เกิดเป็นมนุษย์ และสามารถดำรงชีวิตมาได้จนถึงทุกวันนี้ ก็ใช่ว่าทุกคน จะเกิดในร่มเงาของพระพุทธศาสนา และใช่ว่าทุกคนจะได้ฟังธรรมะ คำสอนที่ช่วยให้พ้นทุกข์ได้

วันพุธที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2563

ที่มาของชื่อพายุ

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก ยิ่งให้ยิ่งได้ ยิ่งหวงยิ่งอด เราไม่หวงเราไม่อด หมดเดี๋ยวก็มา
เปิดที่มา ‘พายุ’ รายชื่อที่เรียกขาน มาจากไหน?
บางคนอาจสงสัยว่าว่า.. พายุเหล่านี้ มีใครเป็นกำหนดชื่อ และมีหลักการอย่างไร พายุบางลูกก็มีชื่อไทยคุ้นหู แต่อีกหลายลูกก็มีชื่อประหลาด ฟังไม่คุ้นเลย
เปิดที่มา ‘พายุ’ รายชื่อที่เรียกขาน มาจากไหน?
แต่ละชื่อนั้นจริงๆ แล้วตั้งขึ้นจากอะไร?
ก่อนจะไปดูเรื่องเบื้องหลังการตั้งชื่อพายุ เราต้องทำความเข้าใจถึงความรุนแรงของพายุหมุนเขตร้อนเสียก่อน เนื่องจากมีผลต่อการตั้งชื่อ
โดย พายุหมุนเขตร้อน คือ พายุที่เกิดขึ้นเหนือทะเลหรือมหาสมุทรในเขตร้อน มีเส้นผ่านศูนย์กลางตั้งแต่ 100 กิโลเมตร (กม.) ขึ้นไป ซึ่งจะเกิดขึ้นพร้อมๆ กับลมพัดที่รุนแรง โดยในซีกโลกเหนือ ลมจะพัดทวนเข็มนาฬิกาเข้าหาศูนย์กลาง ส่วนซีกโลกใต้ ลมจะพัดตามเข็มนาฬิกาเข้าสู่ศูนย์กลาง ยิ่งใกล้ศูนย์กลางความแรงก็จะเพิ่มมากขึ้น
ทั้งนี้พายุหมุนเขตร้อนจะเรียกแตกต่างกันไป โดยในบริเวณมหาสมุทรอินเดียและอ่าวเบงกอล เรียกว่า ไซโคลน (CYCLONE) ขณะที่บริเวณมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือ ทะเลแคริบเบียน อ่าวเม็กซิโก จะเรียกว่า เฮอร์ริเคน (HURRICANE) ส่วนมหาสมุทรแปซิฟิกเหนือด้านตะวันตก มหาสมุทรแปซิฟิกใต้ และทะเลจีนใต้ เรียกว่าไต้ฝุ่น (TYPHOON)
ทั้งนี้ตามข้อตกลงระหว่างประเทศ ได้แบ่งระดับ ความรุนแรงของพายุ ซึ่งมีผลต่อการตั้งชื่อพายุ แบ่งเป็น 3 ระดับ ได้แก่
1.พายุดีเปรสชั่น (Derpession) เป็นพายุกำลังอ่อน มีความเร็วลมใกล้ศูนย์กลางไม่เกิน 34 นอต หรือราว 63 กิโลเมตร (กม.) ต่อชั่วโมง
2.พายุโซนร้อน (Tropical Storm) มีความเร็วลมสูงสุดใกล้ศูนย์กลาง 34 นอต แต่ไม่เกิน 64 นอต หรือราว 63 กม.ขึ้นไป/ชม. แต่ไม่เกิน 118 กม./ชม. 
3.ไต้ฝุ่นหรือเฮอร์ริเคน มีความเร็วสูงสุดใกล้ศูนย์กลางตั้งแต่ 64 นอตขึ้นไป หรือราว 118 กม./ชม.
จากข้อมูลของมูลนิธิโครงการสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ อธิบายถึงการตั้งชื่อพายุว่า มีการบันทึกว่าช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 นักอุตุนิยมวิทยาชาวออสเตรเลียเริ่มใช้อักษรกรีกเรียกพายุ แต่การเรียกพายุหมุนเขตร้อนอย่างเป็นระบบเริ่มขึ้นราวๆ ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 กองทัพสหรัฐกำหนดใช้ชื่อ "ผู้หญิง" เรียกพายุหมุนเขตร้อนเหนือมหาสมุทรแปซิฟิก
ขณะที่ปี 2496 ศูนย์พายุเฮอร์ริเคนแห่งชาติสหรัฐอเมริกาก็เริ่มตั้งชื่อพายุที่เป็นชื่อผู้หญิงเช่นกันในมหาสมุทรแอตแลนติก
การเรียกพายุหมุนเขตร้อนอย่างเป็นระบบเริ่มขึ้นราวๆ ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 กองทัพสหรัฐกำหนดใช้ชื่อ "ผู้หญิง" เรียกพายุหมุนเขตร้อนเหนือมหาสมุทรแปซิฟิก
ในบางแหล่งระบุว่า การที่ใช้ชื่อผู้หญิงเพื่อลดความเกรี้ยวกราดของพายุ แต่ก็มีการประท้วงว่าเป็นการเปรียบเทียบผู้หญิงกับความโหดร้าย จนปี 2522 จึงมีการนำชื่อผู้ชายมาร่วมด้วย
ล่าสุดปี 2543 องค์กรอุตุนิยมวิทยาโลกและประเทศสมาชิกในแถบแปซิฟิกตอนบนกับทะเลจีนใต้ 14 ประเทศ ได้แก่ กัมพูชา จีน เกาหลีเหนือ ฮ่องกง ญี่ปุ่น ลาว มาเก๊า มาเลเซีย ไมโครนีเซีย ฟิลิปปินส์ เกาหลีใต้ ไทย สหรัฐ และเวียดนาม จึงตกลงว่าจะตั้งชื่อพายุเอง
โดยแต่ละประเทศจะเสนอชื่อประเทศละ 10 รายชื่อ รวมทั้งหมด 140 รายชื่อ แบ่งออก 2 กลุ่มใหญ่ และ 5 คอลัมน์ โดยจะเริ่มจากชื่อแรกและเรียงตามลำดับไปเรื่อยๆ 
สำหรับการเรียกชื่อพายุ เมื่อเกิดพายุขึ้น จะเริ่มเรียกจากชื่อแรกในคอลัมน์ที่ 1 (หรือตามภาพคือ I) ตั้งแต่ Damrey (ดอมเรย) ของประเทศกัมพูชา ไล่เรียงลงมาที่ชื่อ Longwang (หลงหวาง) จนมาสุดที่ Trami (จ่ามี) ของเวียดนาม และจะวนกลับไปที่ชื่อแรกของคอลัมน์ 2 (หรือตามภาพคือ II) Kong-rey (กองเรย) และต่อไปเรื่อยๆ วนไปจนถึงคอลัมน์ 5 (หรือตามภาพคือ V) จบที่ชื่อสุดท้าย Saola (ซาวลา) ของเวียดนาม เมื่อชื่อถูกใช้วนจนครบแล้ว ก็จะกลับมาเริ่มที่ Damrey (ดอมเรย) อีกครั้ง 
ทั้งนี้สำหรับประเทศไทย เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2543 คณะกรรมการกำหนดการออกเสียงชื่อพายุภาษาไทย ที่มี ทวีสิทธิ์ ดำรงษ์ รองอธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา ฝ่ายบริหาร ที่เป็นประธานกรรมการ ได้มีการเสนอชื่อพายุชุดใหม่ 10 ชื่อ ได้แก่ พระพิรุณ ทุเรียน วิภา รามสูร เมขลา นิดา มรกต ชบา กุหลาบ และขนุน อย่างที่เราคุ้นหูกันดีนั่นเอง
เครดิต ;
ที่มา : cmmet.tmd, saranukromthai, stem, 

ทำไมต้องทำบุญ

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก ยิ่งให้ยิ่งได้ ยิ่งหวงยิ่งอด เราไม่หวงเราไม่อด หมดเดี๋ยวก็มา
เคยมีท่านเจ้าคุณรูปหนึ่งถามท่านพ่อลีว่า
"ในเมื่อเป็นพระกรรมฐาน ดำเนินในปฏิปทาของ "ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต" แล้ว ทำไมท่านจึงชอบนำพาเหล่าบรรดาญาติโยม จัดงานบุญงานกุศลสร้างพระอยู่เป็นประจำ ไม่มุ่งเน้นพาเหล่าบรรดาญาติโยมให้ปฏิบัติภาวนาล่ะ?"
ท่านพ่อลีท่านก็ตอบท่านเจ้าคุณรูปนั้นว่า
เกล้ากระผม ทำนาไม่ได้เอา
"ข้าว" อย่างเดียว  (มรรคผล)
"แกลบ" ผมก็เอา  (เนกขัมมบารมี)
"รำ" ผมก็เอา  (บุญกุศล)
"ฟาง" ผมก็เอาขอรับ (นิสัยวาสนา)
หมายเหตุ : เพราะในบุคคลทั้งหลายย่อมมีนิสัยวาสนาและบุญบารมีธรรมที่สั่งสมอบรมมามากน้อย ต่างกันไม่เท่าเทียมกัน ครั้นถ้าท่านพ่อลีจะมุ่งเน้นสอนแต่ "การภาวนา" ก็คงจะได้ผลเพียงบางคนเท่านั้น
ท่านจึงเล็งเห็นว่า คนที่ "บารมียังอ่อน" ยังไม่ถึงพระนิพพานในชาตินี้ ก็คงต้องได้อาศัยยึดเกาะ "บุญกุศล" ให้จิตใจมีศีลมีธรรม เพื่อไม่ตกลงในอบายภูมิ ได้แก่ นรก เปรต อสุรกาย สัตว์เดรัจฉาน ท่านจึงมีดำริสร้างพระพุทธรูปและมีงานบุญอยู่เป็นประจำ อันเป็นความปรารถนาดีที่ท่านมีต่อลูกศิษย์ทุกๆคน เพียงแต่ใครจะมีสายตามองเห็น "ความเมตตา"ขององค์ท่านได้มากน้อย ตามแต่ภูมิจิตภูมิธรรมของแต่ละบุคคลเป็นรายๆไป
กรรมเป็นผู้จำแนกสัตว์
สมบัติของเรา คือ กาย วาจา ใจ เป็นสิ่งที่ได้ด้วยยาก เพราะคนที่เกิดมาเป็นมนุษย์นี้ต้องประพฤติศีล ๕ มีกรรมบถ ๑๐ จึงจะเล็ดลอดมาเกิดเป็นมนุษย์ได้ ทีนี้เรามาพิจารณาดูสิ การจะมาปฏิบัติศีล ๕ หรือมาปฏิบัติกรรมบถ ๑๐ นี่มันยากง่ายเพียงใด แค่ไหน ถ้าเราคิดว่าการรักษาศีล ๕ เป็นของยาก การรักษากรรมบถ ๑๐ เป็นของยาก เราก็จะรู้ว่าการมาเป็นมนุษย์นี้เป็นของยาก
การได้ความเป็นมนุษย์มาก็ได้มาด้วยกฎของกรรม คนเราทุกๆ คนอยากจะไปเกิดในสถานที่ดีๆ ทีสมบูรณ์พูนสุข แต่เราก็เลือกเกิดเองไม่ได้ ทั้งนี้เพราะกฎของกรรมมันจำแนก กัมมัง สัตเต วิภะชะติ กรรมย่อมจำแนกสัตว์ให้เป็นต่างๆ กัน
บางคนถูกกรรมจำแนกในตระกูลต่ำ บางคนถูกกรรมจำแนกให้เกิดในตระกูลปานกลาง ลางคนก็ถูกจำแนกให้เกิดมาแล้วเป็นผู้มีสุขภาพไม่สมบูรณ์ ทั้งนี้เพราะกฏของกรรมและอำนาจของกรรมเป็นผู้จำแนก
ใครจะเชื่อก็ตาม ไม่เชื่อก็ตาม คนเรามีความสามารถพอๆ กันเกือบทุกคนนั่นแหละ สมมุติว่าใครก็ตามที่เรียนจบปริญญามาด้วยกัน มาทำงานร่วมกัน ในสถาบันเดียวกัน คนหนึ่งมีความก้าวหน้า ก้าวหน้าทั้งยศถาบรรดาศักดิ์และทรัพย์สมบัติ อีกคนหนึ่งก้าวไปไม่ได้ถึงไหน ยังแถมยากจนด้วย เงินเดือนก็ไม่พอใช้ ทั้งที่คน ๒ คนนี้มีความรู้เท่ากัน มีกำลังกายแข็งแรงเท่ากัน แต่ทำไมจึงประสบผลสำเร็จไม่เหมือนกัน ก็เพราะผลของกรรมนั่นเอง
ดังนั้น หลักพระพุทธศาสนา พระพุทธเจ้าเป็นผู้รู้ทรงรู้แจ้งเห็นจริง คนที่ทำกรรมดีได้ดี ทำกรรมชั่วได้ชั่ว พระองค์จึงสั่งสอนให้ทำแต่กรรมดี ฉะนั้น ที่ท่านทั้งหลายตั้งใจร่วมกันจัดให้มีการฟังเทศน์เป็นประจำ จะว่าทุกเดือนหรือทุกสัปดาห์ก็ว่าได้นั้น ก็เพราะเชื่อในคำสอนของพระพุทธเจ้าว่าการฟังเทศน์เป็นบุญอย่างหนึ่ง และถ้าฟังแล้วนำเอาไปปฏิบัติตามด้วยก็ยิ่งได้บุญมาก

วันอังคารที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2563

บทสวดมนต์พาหุงมหากา

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก ยิ่งให้ยิ่งได้ ยิ่งหวงยิ่งอด เราไม่หวงเราไม่อด หมดเดี๋ยวก็มา
#บทสวดมนต์ตามแนวทางหลวงพ่อจรัญ
อิมินาสักกาเรนะ พุทธัง อภิปูชะยามิ
อิมินาสักกาเรนะ ธัมมัง อภิปูชะยามิ
อิมินาสักกาเรนะ สังฆัง อภิปูชะยามิ
🌷 อะระหัง สัมมา สัมพุทโธ ภะคะวา พุทธัง ภะคะวันตัง อภิวาเทมิ (กราบ)
🌷 สวากขาโต ภะคะวะตาธัมโม ธัมมังนะมัสสามิ (กราบ)
🌷 สุปะฏิปัณโณ ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ สังฆังนะมามิ (กราบ) 
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต 
สัมมา สัมพุทธัสสะ (3 จบ)
พุทธัง สะระนัง คัจฉามิ
ธัมมัง สะระนัง คัจฉามิ
สังฆัง สะระนัง คัจฉามิ
ทุติยัมปิ พุทธัง สะระนัง คัจฉามิ
ทุติยัมปิ ธัมมัง สะระนัง คัจฉามิ
ทุติยัมปิ สังฆัง สะระนัง คัจฉามิ
ตะติยัมปิ พุทธัง สะระนัง คัจฉามิ
ตะติยัมปิ ธัมมัง สะระนัง คัจฉามิ
ตะติยัมปิ สังฆัง สะระนัง คัจฉามิ
#บทสวดพุทธคุณธรรมคุณสังฆคุณ
🌷 อิติปิ โส ภะคะวา อะระหัง สัมมา สัมพุทโธ วิชชาจะระณะสัมปันโน สุคะโต โลกะวิทู อะนุตตะโร ปุริสะทัมมะสาระถิ สัตถา เทวะมะนุสสานัง พุทโธ ภะคะวาติฯ
🌷 สะวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม สันทิฏฐิโก อะกาลิโก เอหิปัสสิโก โอปะนะยิโก ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหิติฯ
🌷 สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ อุชุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ ญายะปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ สามีจิปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ ยะทิทัง จัตตาริ ปุริสะยุคานิ อัฏฐะ ปุริสะปุคคะลา เอสะ ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ อาหุเนยโย ปาหุเนยโย ทักขิเณยโย อัญชะลีกะระณีโย อะนุตตะรัง ปุญญักเขตตัง โลกัสสาติฯ
#บทสวดพาหุงมหากาฯ
🌷 1. พาหุงสะหัส สะมะภินิมมิตะสาวุธันตัง
ครีเมขะลัง อุทิตะโฆ ระสะเสนะมารัง ทานาทิธัมมะวิธินา ชิตะวา มุนินโทตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ
🌷 2. มาราติเร กะมะภิยุชฌิตะสัพพะรัตติง โฆรัมปะนาฬะวะกะมัก ขะมะถัทธะยักขัง ขันตีสุทันตะวิธินา ชิตะวา มุนินโทตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ
🌷 3. นาฬาคิริง คะชะวะรัง อะติมัตตะภูตัง ทาวัคคิจักกะมะสะนีวะ สุทารุณันตัง เมตตัมพุเสกะวิธินา ชิตะวา มุนินโทตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ
🌷 4. อุกขิตตะขัค คะมะติหัตถะสุทารุณันตัง ธาวันติโยชะนะปะถังคุลิมาละวันตัง อิทธีภิสังขะตะมะโน ชิตะวา มุนินโทตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ
🌷 5. กัตตะวานะ กัฏฐะมุทะรัง อิวะ คัพภินียาจิญจายะ ทุฏฐะวะจะนัง ชะยะกายะมัชเฌสันเตนะ โสมะวิธินา ชิตะวา มุนินโทตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ
🌷 6. สัจจัง วิหายะ มะติสัจจะกาวาทะเกตุง วาทาภิโรปิตะมะนัง อะติอันธะภูตัง ปัญญาปะทีปะชะลิโต ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ
🌷 7. นันโทปะนันทะภุชะคัง วิพุธัง มะหิทธิง ปุตเตนะ เถระภุชะเคนะ ทะมาปะยันโตอิทธูปะเทสะวิธินา ชิตะวา มุนินโทตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ
🌷 8. ทุคคาหะทิฏฐิภุชะเคนะ สุทัฏฐะหัตถัง พรัหมัง วิสุทธิชุติมิทธิพะกาภิธานัง ญาณาคะเทนะ วิธินา ชิตะวา มุนินโทตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ
เอตาปิ พุทธะชะยะมังคะละอัฉฐะคาถา โยวาจะโน ทินะทิเน สะระเต มะตันทีหิตวานะเนกะวิวิธานิ จุปัททะวานิโมกขัง สุขัง อะธิคะเมยยะ นะโร สะปัญโญ
     มะหาการุณิโก นาโถ หิตายะ สัพพะปาณินัง ปูเรตวา ปาระมี สัพพา ปัตโต สัมโพธิมุตตะมัง เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ โหตุ เต ชะยะมังคะลังฯ
     ชะยันโต โพธิยา มูเล สักยานัง นันทิวัฑฒะโน เอวัง ตวัง วิชะโย โหหิ ชะยัสสุ ชะยะมังคะเล อะปะราชิตะปัลลังเก สีเส ปะฐะวิโปกขะเร อะภิเสเก สัพพะ พุทธานัง อัคคัปปัตโต ปะโมทะติฯ สุนักขัตตัง สุมังคะลัง สุปะภาตัง สุหุฏฐิตัง สุขะโณ สุมุหุตโต จะ สุยิฏฐัง พรัมหมะจาริสุ ปะทักขิณัง 
     กายะกัมมัง วาจากัมมัง ปะทักขิณัง ปะทักขิณัง มะโนกัมมัง ปะณิธีเต ปะทักขิณา ปะทักขิณานิ กัตวานะ ละภันตัตเถ ปะทักขิเณฯ
     ภะวะตุ สัพพะมังคะลัง รักขันตุ สัพพะเทวะตา สัพพะพุทธานุภาเวนะ สะทา โสตถี ภะวันตุเตฯ 
     ภะวะตุ สัพพะมังคะลัง รักขันตุ สัพพะเทวะตา สัพพะธัมมานุภาเวนะ สะทา โสตถี ภะวันตุเตฯ 
     ภะวะตุ สัพพะมังคะลัง รักขันตุ สัพพะเทวะตา สัพพะสังฆานุภาเวนะ สะทา โสตถี ภะวันตุเตฯ
😁 หลังจากสวดจบก็กราบพระ 3 ครั้งนะคะ แล้วก็สวดเฉพาะ "บทพุทธคุณ" หรือ "บทอิติปิโส" คือ 
"อิติปิ โส ภะคะวา อะระหัง สัมมา สัมพุทโธ วิชชาจะระณะสัมปันโน สุคะโต โลกะวิทู อะนุตตะโร ปุริสะทัมมะสาระถิ สัตถา เทวะมะนุสสานัง พุทโธ ภะคะวาติฯ" 
😁 สวดเท่าอายุของเรา + 1 เช่น แก้วอายุปีนี้ 38 ก็สวด 39 จบ การนับก็ใช้ลูกประคำหรือนับนิ้วก็ได้ ตามความถนัดของแต่ละคนค่ะ 

📍📍📍 #อยากมีชีวิตที่ดีขึ้นกว่าปัจจุบันก็ต้องทำ

เมื่อสวดจบก็ "ขออโหสิกรรม" ก่อน
แล้วจึง "แผ่เมตตา" 😁😁😁

ครุฑยุดนาค

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก ยิ่งให้ยิ่งได้ ยิ่งหวงยิ่งอด เราไม่หวงเราไม่อด หมดเดี๋ยวก็มา
“ครุฑยุดนาค” จากธรรมชาติ สู่คติความเชื่อ วรรณกรรมและงานศิลปะ
เรื่องราวของ “ครุฑ” (Garuda) หรือ “ผู้มีปีก - มนุษย์นก” นั้น  ปรากฏในวรรณกรรมฮินดูมาแล้วมากกว่า 3,000 ปี จากอิทธิพลของราชวงศ์ อาร์เคเมนิด (Achaemenian) แห่งจักรวรรดิเปอร์เซีย มีความหมายถึงเทพยดาผู้มีปีก ผู้ปกปักษ์รักษาความดี ซึ่งในยุคแรกนั้นยังไม่เกี่ยวข้องกับวรรณกรรมการเป็นวาหนะ (Vāhana) ของพระวิษณุ และยังไม่ปรากฏวรรณกรรมในเรื่องความขัดแย้งกับนาค 
ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 4  เริ่มปรากฏงานศิลปะรูป “ครุฑ – ผู้มีปีก” ครั้งแรกในอินเดียเหนือ เป็นรูปของบุคคลมีปีกหรือมนุษย์นก แบบเดียวกับ เทพยดามีปีก – เทวดา ที่ได้รับอิทธิพลทางศิลปะมาจากอิทธิพลงานศิลปะนิยมของชาวกรีกเบคเตรีย-เมโสโปเตเมีย-เปอร์เซีย อย่างรูปสลักบนผนังหินกำแพงล้อม “สถูปภารหุต” (Bharhut Stupa) เป็นรูปครุฑบนยอดเสาในความหมายของอำนาจเหนือธรรมชาติของฝ่ายดี ผู้ปกปักษ์รักษา   
     ในเวลาเดียวกันนั้น ก็ได้ปรากฏการนำรูป “นกมีจะงอยปากแหลมกำลังต่อสู้กับงู” (Serpent – งูที่กำลังส่ายหัว ในงานศิลปะจึงทำให้ดูมีหลายหัว) เลียนแบบเรื่องจริงตามธรรมชาติของนกอินทรีย์และงู มาสร้างเป็นงานศิลปะที่สื่อความหมายในเรื่องสรรพสัตว์ในป่าและธรรมชาติ (มาบูชาพระพุทธเจ้าในรูปศรีมหาโพธิ์) บนผนังคานฝั่งด้านในของซุ้มประตูโตรณะตะวันออก “สถูปสาญจี” (Sanchi Stupa) ทางเหนือของเมืองโภปาล รัฐมัธยมประเทศ อายุในช่วงราชวงศ์ศุงคะ (Shunga) ปลายพุทธศตวรรษที่ 4  รวมทั้งรูปศิลปะ “งูพันคอนกอินทรีย์” บนผนังคานโตรณะจากซากศาสนสถานในศาสนาเชน (Jainism) ชื่อว่า “กัณกาลิ ติระ” (Kankali Tila) ในเขตเมืองมถุรา รัฐอุตรประเทศ ในอิทธิพลของราชวงศ์ซาตราปเหนือแห่งมถุรา (Mathura Northern Satraps) ช่วงพุทธศตวรรษที่ 6 – 7 
    ถึงเวลานี้ ก็ยังไม่ปรากฏวรรณกรรมและงานศิลปะ “ครุฑยุคนาค” (Khrut yut nak - Garuda holding Nāga) นอกจากงานศิลปะเลียนแบบธรรมชาติ รูปนกอินทรีย์จับงูเป็นอาหารตามธรรมชาติเท่านั้น 
-----------------------------------------
*** ในพุทธศตวรรษที่ 9 ช่วงราชวงศ์คุปตะ (Gupta Dynasty) คติและวรรณกรรมเรื่อง “ครุฑ-ผู้มีปีก” ได้ถูกพัฒนาขึ้นมาเป็น 3 แนว คือ  
(1)  ในมหาภารตะ (Mahābhārata) และ ครุฑปุราณะ (Garuda Purāṇa) อธิบายว่า ครุฑ เป็นบุตรคนที่สองของพระฤๅษีกัศยปเทพ (Kashyapa) กับนางวิน(ะ)ตา (Vinata) เป็นพี่น้องร่วมอุทรเดียวกับพระอรุณ สารถีแห่งพระสุริยเทพ ในขณะที่เหล่านาค (Nāga) นับ 1,000 ก็กำเนิดขึ้นจากพระฤๅษีกัศยปเทพกับนางกัท(ะ)รุ (Kadru) ซึ่งเป็นพี่น้องกับนางวินตา ธิดาท้าวทักษะด้วยกันทั้งคู่ ทั้งครุฑและนาคจึงเป็นลูกพี่ลูกน้องกัน แต่ด้วยเพราะคำสาปของพระอรุณ (Aruna) (บุตรที่เกิดจากไข่ใบแรก แต่เพราะนางวินตารีบกะเทาะเปลือกนำออกมา จึงทำให้พิการมีครึ่งตัว) นางวินตาโดนโกงพนันสีม้าพระอาทิตย์แก่นางกัทรุ นางและครุฑ บุตรจากไข่ใบที่สองจึงต้องเป็นทาสแก่นางกัทรุและพวกนาคยาวนานกว่า 500 ปี แต่ครุฑได้ไปนำน้ำอมฤตมาจากสวรรค์ เพื่อปลดปล่อยมารดาให้พ้นจากความเป็นทาส จนได้ต่อสู้กับเหล่าเทพเจ้า และพระอินทร์ เป็นที่มาของชื่อนาม “สุบรรณ” ที่หมายถึงขนนกอันสวยงาม 
เมื่อพญาครุฑรู้ว่า นางกัทรุและเหล่านาคโกงการพนันสีม้าพระอาทิตย์ จึงเป็นที่มาของการจับนาคกินเพื่อล้างแค้น กลายมาเป็นรูปงานประติมากรรมครุฑยุคนาคในงานศิลปะทางความเชื่อ
(2)  ครุฑผู้เป็นวาหนะ ที่ในวรรณกรรมของฝ่ายไศวะบางสำนวนกล่าวว่า พญาครุฑนั้นเกิดขึ้นจากเทวอำนาจของพระวิษณุเจ้าเพื่อเป็นวาหนะโดยตรง ในมหาภารตะกล่าวว่า ในระหว่างการชิงน้ำอมฤต พระวิษณุเห็นความดีงามในความกตัญญูและพลังอำนาจ จึงได้เจรจายกย่อง ขอให้เป็นวาหนะโดยมิได้ต่อสู้กัน ส่วนใน “พราหมณะปุราณะ” (Brahmāṇḍa Purāṇa) ก็กล่าวถึงครุฑวาหนะ ที่ดื้อดึงจะกินนาคที่ได้รับพระจากพระศิวะ แต่ก็พ่ายแพ้ต่ออำนาจแห่งพระวิษณุ เพียงถูกนิ้วก้อยกดเหนือศีรษะเท่านั้น   
(3) ในมหากาพย์มหาภารตะ ยกให้ครุฑเป็นผู้รักษาธรรมเช่นเดียวกับพระวิษณุ ที่ต้องต่อสู้กับความอยุติธรรมและขจัดความชั่วร้าย ส่วนนาคนั้นถูกนำไปใช้เป็นสัญลักษณ์ของความชั่ว ครุฑจึงถูกนำมาใช้ในคติเรื่องพลังอำนาจ ความกล้าหาญ ความรวดเร็วและรุนแรงในการต่อสู้กับศัตรู เปรียบประดุจครุฑ (นกอินทรีย์) โฉบลงจากท้องฟ้าลงมาโจมตีนาค (งู) ตามที่พบเห็นในธรรมชาติ  ครุฑคือผู้แข็งแกร่งและจะเป็นผู้ชนะเหนือศัตรูที่ชั่วร้ายในการทำสงคราม รูปของครุฑกับนาคกลายมาเป็นของคู่กันในคติความหมาย “ความถูกต้อง – ความดี (ครุฑ) ความไม่ถูกต้อง – ความชั่ว (นาค)” 
-------------------------------------
*** ถึงจะดูเหมือนว่าปรากฏวรรณกรรมและคติเรื่อง “ครุฑยุดนาค” ขึ้นมาในอินเดียเหนือแล้วก็ตาม แต่รูปครุฑในงานศิลปะในราชวงศ์คุปตะ ช่วงพุทธศตวรรษที่ 9 – 10  ที่ยังคงนิยมทำเป็นรูปแบบของมนุษย์มีปีกหรือมนุษย์นกต่อมาจนถึงราวพุทธศตวรรษที่  11 - 12 จึงเกิดเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงรูปลักษณ์ของใบหน้าและแขนขาให้กลายเป็นรูปของนกอินทรีย์มากขึ้น แต่ก็ยังไม่ปรากฏรูปศิลปะ “ครุฑยุดนาค” ขึ้นโดยตรง คงมีแต่ ภาพสลักเรื่อง “คเชนทราโมกษะ” (Gajendra Moksha) ในภาควัตปุราณะ (Bhāgavata Purāṇa)  บนผนังทิศตะวันตกของปราสาททศวาตาร  เมืองทิโอการ์ รัฐอุตตรประเทศ ที่แสดงภาพพระวิษณุทรงครุฑ ลงมาปกป้องช้างคเชนทรา (อดีตชาติคือพระเจ้าอินทรายุมมา Indradyumna กษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่จากมหาภารตะ) ที่กำลังชูดอกบัวเพื่อบูชาพระวิษณุ ขอความช่วยเหลือจากภัยจระเข้ร้าย แต่ในงานศิลปะได้ใช้รูปนาคพันที่ขาช้าง ในความหมายของความชั่วร้าย – ความไม่ถูกต้องแทนรูปจระเข้
ครุฑ ในความหมายของความดี (วาหนะของพระวิษณุผู้รักษาธรรม) เข้าปะทะกับนาค (แทนรูปจระเข้) ในความหมายของความชั่ว เป็นครั้งแรกในงานศิลปะแบบคุปตะ ช่วงพุทธศตวรรษที่ 10 นี้เอง
--------------------------------------
*** ในช่วงประมาณหลังพุทธศตวรรษที่  11 เป็นต้นมา ได้มีการผสมผสานคติ “พระวาหนะแห่งพระวิษณุ”  เข้ามาอยู่ในรูปเดียวกันกับงานศิลปะรูปครุฑยุคนาค กลายมาเป็นศิลปะนิยมในอีกรูปแบบหนึ่ง 
ประมาณช่วงพุทธศตวรรษที่ 12  คติความเชื่อ วรรณกรรมและงานศิลปะ เรื่อง “ครุฑยุดนาค” ในความหมายของ “ความดี (ครุฑ) เหนือความชั่ว (นาค)” ของฝ่ายฮินดูจากอินเดียใต้ เริ่มเข้ามาสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นช่วงแรก ปรากฏเป็นภาพของครุฑยุดนาคในงานศิลปะแบบถาลาบริวัตร (Thala Boriwat Style) ดังตัวอย่างจากทับหลังวัดทองทั่ว จังหวัดจันทบุรี และภาพที่คล้ายคลึงกันอีกหลายแห่งในกัมพูชาและลาวที่ยังคงทำเป็นรูปครุฑอ้วน ขาสั้นอวบมีขนเป็นนก มีใบหน้าเป็นมนุษย์ที่ยังไม่มีการพัฒนาเป็นจะงอยปากนก มือทั้งสองจับยุดนาคตามคติวรรณกรรม
ในขณะที่รูปศิลปะครุฑยุดนาคจากวรรณกรรมและปุราณะในอินเดียเหนือ ก็เพิ่งจะปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจน ในช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 12 – ต้นพุทธศตวรรษที่ 13 เป็นครั้งแรก ๆ  
------------------------------------------
*** งานศิลปะครุฑยุดนาค ทั้งในความหมายของความดีเหนือความชั่ว และแบบพระวาหนะของพระวิษณุจากอินเดีย ได้รับความนิยมมาอย่างต่อเนื่องในวัฒนธรรมเขมร ชวาและจามปา แต่ในคติพุทธศาสนามหายาน-วัชรยานในยุคจักรวรรดิบายน ช่วงกลางพุทธศตวรรษที่ 18 จะนิยมเฉพาะศิลปะและคติของรูปครุฑยุคนาคที่ไม่มีรูปพระวิษณุประกอบ ต่อเนื่องมาในสมัยกรุงศรีอยุธยา ที่ได้นำเอาคติและงานศิลปะครุฑยุดนาค มาดัดแปลงเพื่อใช้ประดับศาสนสถานในคติพุทธศาสนาเถรวาทมาจนถึงในปัจจุบัน รวมทั้งยังมีความนิยมในวรรณกรรมพญาครุฑ ตามคติความหมายแห่งเทพปักษา ผู้พิทักษ์ความดีเหนือความชั่ว พลังอำนาจฝ่ายดี มีชัยชนะเหนือศัตรู และการป้องกันพิษร้ายต่อเนื่องมาจากอดีต
เครดิต ;
วรณัย  พงศาชลากร
EJeab  Academy
เพราะทุกที่มีเรื่องราวและเรื่องเล่า