วันจันทร์ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2564

เมืองฝ้าย บุรีรัมย์

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก A giver is always beloved.
“เมืองฝ้าย” บุรีรัมย์ ร่องรอยมหายานครั้งแรกในแดนอีสานใต้  
เมืองโบราณ “เมืองฝ้าย” ตั้งอยู่ในเขตตำบลเมืองฝ้าย อำเภอหนองหงส์ จังหวัดบุรีรัมย์ เป็นเมืองโบราณรูปวงกลมขนาดใหญ่ ในลุ่มน้ำห้วยลึกที่ไหลขึ้นไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือลงสู่ลำปลายมาศ ประกอบด้วย บ้านฝ้าย หมู่ 1 บ้านปราสาททอง หมู่ 9 และบ้านคูเมือง หมู่ 10  
.
เมืองฝ้ายเป็นเนินโคกเมืองขนาดใหญ่ที่ปรากฏร่องรอยการอยู่อาศัย  ซ้อนทับ 4 ยุค เริ่มตั้งแต่ “ชุมชนยุคเหล็ก” ที่มีอายุประมาณ 2,000 – 2,300 ปี  “วัฒนธรรมหินตั้ง” ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 5 - 9  ที่พบการจัดวางหินล้อมรอบพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์บนเนินสูงหลายแห่ง ช่วง “วัฒนธรรมภารตะภิวัฒน์-ทวารวดี” ราวพุทธศตวรรษที่ 10 – 14  ที่มีการเมืองรูปวงกลมที่มีคันดินและคูน้ำ 3  ชั้น แต่ละชั้นห่างกันประมาณ 50 – 60 เมตร ความกว้างแนวเหนือใต้ชั้นนอก ประมาณ 900 x 800 เมตร ชั้นในสุด 400 x 450 เมตร และช่วงวัฒนธรรมแบบรัฐศรีจานาศะ-มหายาน ราวพุทธศตวรรษที่ 14-16 ที่มีการขยายตัวเมืองออกมาทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ เป็นแนวกำแพงดิน (คั้นผันน้ำ) ยาวแนวเหนือใต้ ความยาวประมาณ  600 เมตร รื้อคันดิน (กำแพง) ทางตะวันตกเฉียงใต้ออกไปบางส่วน ขยายแนวคูเมืองชั้นนอก ออกมาประมาณ 150 – 200 เมตรจากแนวเดิม รวมทั้งมีร่องรอยของการขุดคูน้ำและคันเมืองขยายออกไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ห่างจากแนวกำแพงชั้นนอกประมาณ 700 เมตรครับ
.
บริเวณเมืองฝ้ายโบราณ ปรากฏร่องรอยสิ่งก่อสร้างทางความเชื่อศาสนาที่ถูกทำลายไปในหลายยุคสมัย เริ่มจากกลุ่มหินตั้ง ที่จัดวางหินในรูปแบบต่าง ๆ ล้อมรอบพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์บนเนินดินสูงอย่างน้อย 4 กลุ่ม สถูปหรือปราสาทเจ็ดได ฐานอาคารศาสนสถานก่อด้วยอิฐ 4 – 5 แห่ง ปราสาทคูตะน๊อบ -คูกันน๊อบ ปราสาท (สถูป ?) คูตะบึ้ง และแนวถนนโบราณหรือคันผันน้ำ  
.
งานพุทธศิลป์ชิ้นเอกที่พบจากเมืองฝ้าย คือพระพุทธรูปปางสมาธินาคปรก ในคติ “พระสมณโคดมพุทธเจ้า” (Samaná Gautama” ของฝ่ายสถวีรวาท-เถรวาท อายุทางศิลปะในราวพุทธศตวรรษที่ 11-12 ในพุทะศิลปะแบบแคว้นอานธระ ในอิทธิพลของงานศิลปะคุปตะ ที่เล่ากันว่าขุดพบได้ที่บริเวณซากกองอิฐในป่าไผ่ด้านทิศตะวันตกของเมืองฝ้าย แล้วถูกย้ายไปประดิษฐานซ่อนไว้ที่ศาลปู่ตากลางหมู่บ้าน ที่เรียกว่า “ปราสาทกลางบ้าน” หรือ “ปราสาทเจ็ดได” ที่เป็นซากเนินดินขนาดใหญ่ ตั้งอยู่บริเวณตอนเหนือของเมืองโบราณ ต่อมาในปลายเดือนมิถุนายน  ปี พ.ศ. 2507 จึงได้ถูกโจรกรรม ขนย้ายด้วยเกวียนจากบ้านฝ้ายไปถึงบ้านหินดาด ที่ห่างออกไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ ประมาณ 26 กิโลเมตร เพื่อนำไปขายให้กับพ่อค้านายหน้าที่จะนำไปส่งต่อผู้สั่งซื้อที่ปลายทางจากกรุงเทพมหานคร ในราคา 7,000 บาท  แต่เกิดการทะเลาะวิวาทเพราะเรื่องแบ่งเงินได้ไม่เท่ากัน ชาวบ้านที่หินดาดเห็นเป็นพิรุธจากเหตุการณ์ทะเลาะวิวาทชกต่อย จึงแจ้งตำรวจที่สถานีตำรวจภูธร กิ่งอำเภอห้วยแถลง เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงนำกำลังไปดักจับ พบรถหกล้อและคนแปลกหน้าจำนวนหนึ่งที่ใกล้สระน้ำ ในที่ดินของ นายอุดลย์และนางทองมี ค้าดี และทราบเรื่องจากคนขายคนหนึ่งที่ปริปากออกมาอย่างไม่ตั้งรู้ประสีประสาว่า “ขนพระเก่ามาจากบ้านฝ้าย ไม่มีของผิดกฎหมายเด้อ” ความจึงแตกขึ้นมาครับ
.
ชาวบ้านหินดาดเมื่อรู้เรื่อง จึงช่วยกันออกค้นหาพระจนกระทั่งเวลาประมาณ 15.00 น. ของวันที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2507 นายมีได้พบพระพุทธรูปในสระน้ำ ตำรวจจึงกลับไปที่รถหกล้ออีกครั้ง ปรากฏว่าคนร้ายรู้ตัวขับรถหนีออกไปก่อน จับได้เฉพาะชาวบ้านที่รับจ้างขนพระมาจากเมืองฝ้ายเท่านั้น (แต่ก็ปล่อยตัวไปภายหลัง)
.
ชาวบ้านหินดาด จึงอัญเชิญพระพุทธรูปโบราณจากเมืองฝ้ายไปประดิษฐานไว้ที่วัดอุทัยมัคคาราม เรียกว่า "หลวงพ่อศรี" เพื่อเป็นสิริมงคล พระครูอาทรนวกิจ เจ้าอาวาส จึงถวายพระนามใหม่ว่า "พระพุทธศรีพิทักษ์ชน" มาจนถึงในปัจจุบันครับ
.
----------------------------- 
*** ต่อมาในช่วงเดือนมีนาคม พ.ศ. 2513 เมื่อชุมชนได้เริ่มขยายตัวหักร้างถากพงภายในโคกเมืองมากขึ้น นายลับ ขุนนาม ได้ขุดพบพระพุทธรูปหินทรายแสดงพระหัตถ์วิตรรกะมุทราทั้งสองพระหัตถ์ (พระหัตถ์ซ้ายหักหายไป) ความสูงประมาณ 1 เมตร ซึ่งเป็นงานพุทธศิลป์ของรูป “พระฌานิพุทธอมิตาภะ” (Amitābha Dhyāni Buddha) ตามคตินิกาย“สุขาวดี” (Sukhāvatī) ของฝ่ายมหายาน ที่นิยมในวัฒนธรรมทวารวดี ช่วงพุทธศตวรรษที่ 13 – 14  ชาวบ้านได้นำมาประดิษฐานไว้ที่วัดบ้านฝ้าย ต่อมาถูกโจรกรรมแต่ก็ตามจับคืนมาได้ ปัจจุบันไปเก็บรักษาและจัดแสดงไว้ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร  
.
เมื่อชุมชนขยายตัวจับจองแผ้วถางที่ดินไปทั่วเกาะเมือง ต่อมาในช่วงปี พ.ศ. 2514 นายเสนอ นาคินทร์ชาติและนางอารมณ์ นาคินทร์ชาติ ได้ขุดพบพระพุทธรูปและพระโพธิสัตว์สำริดจำนวน 3 องค์ ซึ่งเล่ากันว่า พบที่บริเวณข้างถนนดินทางทิศใต้ภายในเกาะเมืองชั้นใน ในระหว่างที่ฝนตกหนัก น้ำจากกลางเนินเกาะเมืองได้ไหลชะล้างหน้าดินตามถนนจนรูปประติมากรรมสำริดลอยขึ้นมาครับ 
.
ชาวบ้านในยุคนั้นจะเรียกรูปประติมากรรมสำริดสามองค์ที่พบว่า “พระสามพี่น้อง” เล่ากันว่า มีร่องรอยการถูกเคลื่อนย้ายออกมามาจากซากศาสนสถานรอบเมืองฝ้าย นำมาซ่อนไว้โดยฝังรวมกันไว้ในหลุมเดียวกัน ซึ่งก็อยู่ในช่วงปี พ.ศ. 2507 ที่มีการค้นหารูปประติมากรรมโบราณจากเขตอีสานใต้เพื่อการโจรกรรมออกไปขาย รูปสำริดทั้งสามองค์จึงมีรูปแบบของศิลปะงานช่างที่แตกต่างกันออกไป และยากที่จะหาที่มาได้อย่างชัดเจน 
.
พระพุทธรูปสำริดที่พบจากเมืองฝ้ายโบราณ เป็นพระพุทธรูปประทับยืนตรงแบบ “สมภังค์” (Samabhaṅga) ความสูง 1.10 เมตร  รูปประติมานแสดงว่าเป็น “พระฌานิพุทธอมิตาภะ” ของฝ่ายมหายาน พุทธศิลป์ในวัฒนธรรมทวารวดี ช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 13 พระกรทั้งสองข้างยื่นออกไปข้างหน้า พระกรขวาอยู่ในท่าแสดงธรรมหรือวิตรรกะมุทรา พระกรซ้ายนิ้วพระหัตถ์หักหายไปแต่ก็อย่าในรูปแสดงวิตรรกะมุทรา พระเมาลีเป็นรูปกรวย เม็ดพระศกเป็นรูปก้นหอย พระขนงโก่งต่อกันคล้ายปีกกา มีอูรณาหรืออุณาโลม (Unalome) อยู่ตรงกลางพระนลาฏ ห่มจีวรคลุมบางแนบพระองค์ ส่วนที่ชำรุดและซ่อมแล้วคือ พระเศียรหักตรงพระศอ พระอังสา พระหัตถ์ซ้ายและข้อพระบาท ด้านหลังมีรอยซ่อมด้วยปูน 
.
พระพุทธรูปยืนที่พบจากเมืองฝ้าย ถือเป็นพระพุทธรูปสำริดในงานพุทธศิลป์ช่วงวัฒนรรมทวารวดีที่มีขนาดใหญ่ที่สุด เท่าที่เคยพบในประเทศไทยครับ       
.
----------------------------------------
*** องค์ที่สอง คือ “พระโพธิสัตว์ไมเตรยะ”  (Bodhisattva Maitreya) สำริด 4 กร ประทับยืนในท่าสัมภังค์ สูง  1.37 เมตร พระกรหน้าทั้งสองข้างยื่นไปข้างหน้าแสดงท่าคล้ายวิตรรกะมุทรา พระกรซ้ายล่าง ซ้ายบน และขวาล่างยกขึ้นพระกรแสดงท่ามุทราถือสิ่งของ ส่วนพระกรขวาบนหักตรงข้อศอก มุ่นมวยผมทรงชฏามงกุฏ พระเกศาทำเป็นวงซ้อนกันสี่ชั้น ทรงภูษาสั้นบางแนบพระองค์ มีเข็มขัดเส้นเล็กคาดเอว ซึ่งเป็นลักษณะเด่นของงานศิลปะแบบไพรกเมง (Prei Kmeng) ช่วงต้นพุทธศตวรรษที่ 13 ที่สอดรับกับคติความนิยมในพระโพธิสัตว์ไมเตรยะอนาคตพุทธะจากเมืองศรีเทพ เมืองใหญ่ทางเหนือของกลุ่มรัฐศรีจานาศะ
.
*** องค์ที่สาม เป็นพระโพธิสัตว์ไมเตรยะสำริด 2 กร ประทับยืนในท่า “ตริภังค์” (Tribhaṅga) หรือเอียงสะโพก มีความสูงประมาณ 70 เซนติเมตร มุ่นมวยผมทรง “ชฏามุกุฏ” (Jaṭāmukuṭa) ทรงภูษาสั้น มีเข็มขัดผ้า (รัดพระองค์) เส้นเล็ก ๆ คาดทับอยู่เหนือพระโสณีและผูกเป็นโบที่ด้านหน้า ชายผ้าห้อยอยู่ทางด้านขวาและริ้วชายผ้าทำเป็นเส้นบางๆ พระกรหักตรงข้อศอกทั้งสองข้าง พระชงหักตรงพระชานุ (ซ่อมต่อขึ้นใหม่) ศิลปะแบบไพรกเมง (Prei Kmeng) ช่วงต้นพุทธศตวรรษที่ 13
.
ความนิยมในคติพระพุทธเจ้าไมเตรยะในนิกายมหายาน (Mahāyāna Buddhism) ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  มีรากฐานความนิยมมาจากยุคราชวงศ์กุษาณะ ในแคว้นคันธาระ ตั้งแต่ช่วงพุทธศตวรรษ 7 และในช่วงราชวงศ์คุปตะ ในอินเดียเหนือ ตั้งแต่ช่วงพุทธศตวรรษที่ 9 ที่ได้ส่งอิทธิพลทั้งคติและงานศิลปะพระโพธิสัตว์ไมเตรยะ ลงมาทางใต้ในยุค “ราชวงศ์วากาฏกะ” (Vākāṭaka  Dynasty) กลางพุทธศตวรรษที่ 11 ต่อเนื่องมาถึงยุค “ราชวงศ์จาลุกยะ” (Early Chalukya Dynasty) ราชสำนักฮินดูที่ให้การสนับสนุนนิกายมหายานฝ่ายวัชรยาน-ตันตระ ที่เข้าครอบครองแคว้นอานธระ-อินเดียใต้ในช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 12
.
*** รูปงานศิลปะพระโพธิสัตว์ไมเตรยะ (พระพุทธเจ้าอนาคตของฝ่ายมหายาน) จากแคว้นอานธระ ปรากฏหลักฐานในช่วงเวลาสั้น ๆ ในเขตรัฐศรีจานาศะ ตั้งแต่เมืองศรีเทพลงมาถึงเขตอีสานใต้อย่างที่เมืองฝ้าย ลงไปถึงเขตเขมรล่างกลุ่มรัฐทางเหนือของโตนเลสาบ เฉพาะในช่วงพุทธศตวรรษที่ 13 ซึ่งหลังจากนั้นก็ไม่ปรากฏความนิยมอีกเลยครับ
เครดิต ; FB
วรณัย  พงศาชลากร
EJeab  Academy

ยังมีสาระเรื่องราวดี ๆ ที่อยากเล่าตามมาดูเราได้ที่ ;
My blogs link 👆
https://sites.google.com/site/dhammatharn/
http://abhinop.blogspot.com
http://abhinop.bloggang.com
ททมาโน ปิโยโหติ #ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก
A giver is always beloved.



นารายณ์ตรีวิกรม

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก A giver is always beloved.
“นารายณ์ตรีวิกรม-วามนาวตาร” ที่ปราสาทเขาพนมรุ้ง 
ทับหลังเหนือกรอบประตูชั้นในของอาคาร “อรรธมณฑป” (Ardhamandapa) มุขตะวันออก ด้านหน้าปราสาทประธานเขาพนมรุ้ง หลังจากซุ้มประตูที่มีทับหลัง “วิษณุอนัตศายินปัทมนาภา” หรือ “นารายณ์บรรทมสินธุ์” อันเลื่องชื่อประดับอยู่หน้าซุ้มประตู บอกเล่าเรื่องราวของพระวิษณุในภาค“วามนาวตาร” (Vamana Avatar) หรือ “พระวิษณุตรีวิกรม” (Vishnu Trivikrama) 
.
พระวิษณุในภาคนี้ อวตารลงมาเป็นพราหมณ์เตี้ยตัวเล็ก นามว่า “วามน-วามนะ” ที่ดูอ่อนแอและด้อยความสามารถ ด้วยรูปลักษณ์ภายนอก เพื่อล่อลวง “อสูรพลี-มหาพาลี” (Bali Asura-Mahabali) ผู้แกร่งกล้า เพื่อปลดปล่อยโลกทั้งสามที่ตกอยู่ในอำนาจของอสูรให้เป็นอิสระครับ
.
พระวิษณุอวตารลงมาเป็นบุตรของฤๅษีกัศยปะและนางอทิติ (ผู้ให้กำเนิดพระสุริยะและพระจันทรา) เพื่อปราบอสูรพลี หลานของ “ท้าวประหลาด” โอรสของ “หิรัญยกศิปุ” ที่ถูกพระวิษณุสังหารไปในครั้ง “นรสิงหาวตาร” พระอวตารภาคที่แล้ว
.
ภาพสลักบนทับหลัง ได้แสดงเรื่องราวหลักของวรรณกรรมแยกออกเป็นสามส่วน โดยภาพส่วนทางซ้ายสุด เป็นภาพของ “พลับพลาปรัมพิธีไหว้ครู – สรงน้ำ” บุคคลในอาคาทางซ้ายสุด อาจหมายถึง “พระศุกรจารย์ (Sukracarya)” ผู้เป็นพระคุรุอาจารย์แห่งเหล่าอสูร (หรืออาจเป็น “มหาฤาษีนาคุลิสะ” มหาคุรุฤๅษีแห่งสวรรค์) เป็นประธานในพิธีสถาปนามหาราชาแห่งสามโลก แวดล้อมด้วยเหล่าพราหมณ์ฤๅษีพร้อมเครื่องหอมน้ำอบ ฤๅษีในพลับพลาสองคนกำลังสรงน้ำที่มือลงบนแท่นดอกไม้ (ฐานบัวคว่ำบัวหงาย) เพื่อการสักการบูชาอาจารย์ ในขณะคุรุฤๅษีประธานในพิธี กำลังยก “วัชระ” เพื่อการประสาทพรอันเป็นมงคลครับ
.
ซึ่งในพิธีอัศวเมธ (อภิเษกให้เป็นใหญ่) ของอสูรพลีครั้งสุดท้ายนี้ พราหมณ์แคระวามน ได้หาโอกาสเข้ามาร่วมงานได้สำเร็จ 
.
ภาพสลักส่วนกลาง เป็นเรื่องต่อเนื่องจากภาพทางซ้าย เป็นภาพของมหาพลีในอาคารพลับพลา ในท่านั่ง “มหาราชาลีลาสนะ” กำลังต้อนรับเหล่าฤๅษีพราหมณ์จากทั่วชมพูทวีป (ภาพสลักฤๅษีพราหมณ์เรียงแถวอยู่ด้านข้างขวาของพลับพลา กำลังเดินทางเข้ามาหาร่วมพิธีทางซ้าย) ในพิธีกรรมเพื่อการประกาศความเป็นใหญ่เหนือสามโลก ที่มหาพลีจะต้องนำน้ำมาล้างเท้าให้พราหมณ์ผู้มาร่วมพิธี แล้วรองน้ำที่ชำระเท้าของพราหมณ์นั้นมารดที่ศีรษะของตนเพื่อให้เกิดสิริมงคล ก่อนที่จะทำการบริจาคทานแก่พราหมณ์เพื่อเป็นการแสดงความยิ่งใหญ่ครับ 
.
----------------------
*** ในคัมภีร์ภาควัตปุราณะกล่าวว่า “น้ำที่อสูรพลีชำระล้างพระบาทแห่งพระวิษณุ (พราหมณ์เตี้ยวามน) นั้น “เปรียบประดุจน้ำที่พระศิริศะ – (พระศิวะ) ผู้ทรงทัดจันทราเป็นปิ่นพระเกศา ได้ทรงรองรับไว้เหนือพระเศียรด้วยความเคารพศรัทธาอย่างสูงสุด”
.
ท้าวพลีได้เอ่ยปากถามพราหมณ์เตี้ยว่าปารถนาสิ่งใด พราหมณ์วามนะจึงกล่าวตอบว่า 
.
"....มหาราชาผู้ยิ่งใหญ่ ตัวข้านั้นเตี้ยแคระ คงมิปรารถนาสิ่งใดมากไปกว่าแผ่นดินสามย่างก้าว เพื่อมาเป็นที่อยู่อาศัยแก่สรรพสัตว์ทั้งมวล ก็คงเพียงพอแล้ว..."
.
อสูรพลีมองพิจารณาดูร่างอันเตี้ยแคระของพราหมณ์วามนก็เกิดความคิดอันหลงไปในรูปลักษณ์สังขาร “แผ่นดินสามย่างก้าว มันจะเท่าไหร่กันเชียว .....เอาไปเลยท่านพราหมณ์เตี้ยเอ๋ย ข้าให้สัตย์ ถ วา .... ยยยย ...” 
.
ยังมิทันเอ่ยสิ้นคำสัตย์ “พระศุกราจารย์” คุรุผู้ทรงปัญญาจึงรีบเข้าขัดขวาง และพยายามอธิบายแก่อสูรพลีว่า พราหมณ์เตี้ยนั้นเป็นเพียงภาพมายา แท้จริงแล้วเป็นพระวิษณุเจ้าที่จำแลงอวตารลงมา แต่กระนั้นมหาพลีผู้ลุ่มหลงในอำนาจเหนือเหล่าเทพเจ้า ผสมกับมนตร์สะกดแห่งพระวิษณุ จึงไม่ได้สนใจในคำตักเตือนครั้งสำคัญของคุรุอันควรเคารพเชื่อฟัง
.
*** ภาพสลักตรงกลางของทับหลัง ได้แสดงเรื่องราวตอนที่อสูรพลีจึงเอ่ยวาจาสัตย์แห่งมหาราชา ประทานแผ่นดินให้ 3 ก้าว แล้วยกคนโทน้ำหลั่งทักษิโณทกลงบนมือพราหมณ์วามน ที่สลักเป็นบุคคลรูปร่างเตี้ยเล็กด้านขวาของพลับพลาครับ 
-
เมื่อเตือนให้มีสติไม่ได้ พระศุกราจารย์จึงรีบแปลงร่างเป็น “ฝาจุก” ไปอุดคนโทน้ำเอาไว้ ไม่ให้คำกล่าวอุทิศบริจาคอันบริสุทธิ์ผ่านลงสู่ธรณี ฤๅษีวามนรู้แก่การณ์ จึงเอาใบ “หญ้าคา” อันแหลมคม แทงทะลุฝาจุก (พระศุกร์แปลง) เข้าไป โดนตาของพระศุกร์จนทนไม่ได้ ไหลหลุดออกมา น้ำจึงหลั่งผ่านมือลงสู่พื้น
.

*** ภาพสลักส่วนที่สามทางด้านขวาสุดของทับหลัง เป็นเหตุการณ์ภายหลังที่น้ำอุทิศไหลลงสู่ธรณี พราหมณ์เตี้ย คืนกลับร่างเป็นพระวิษณุ 4 กร ร่างขยายใหญ่มหึมา ก้าวข้ามมหาสมุทรแห่งดอกบัว (ในความหมายของจักรวาล) ก้าวขาแรกก็เอาสวรรค์คืนไว้ได้ทั้งหมด ก้าวขาครั้งที่สองก็เอาโลกมนุษย์ไว้ทั้งหมด และก้าวขาครั้งที่สามเอาบาดาลไว้ทั้งหมดครับ 
.
ภาพสลักทางขวาสุดเป็นรูปเทวสตรีถือพานรองรับพระบาท อันหมายความถึง “พระภูมิเทวี” (พระมเหสี มารดาแห่งโลก) แวดล้อมด้วยเหล่าสัตว์ร้าย อย่างลิง ฝูงนกบิน ปลาและจระเข้ ที่หลายถึงเหล่าพลพรรคในกองทัพของอสูรพลี พยายามเข้าต่อสู้ขัดขวางการ “ย่างสามขุม - ตรีวิกรม” เพื่อคืนแผ่นดิน แต่ก็แตกกระจายพ่ายแพ้ ปรากฏเป็นภาพสลัก สัตว์กำลังแสดงการหนีออกจากพระวิษณุด้านขวาสุดของทับหลัง
.
*** เป็นที่น่าเสียดายที่ภาพสลักอันงดงามได้ถูกกะเทาะทุบทำลายไปจนยากจะกลับคืน ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกับการขนทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์ลงมา ซึ่งก็คงได้แต่ใช้ภาพเชิงซ้อนกับภาพถ่ายเก่าในการฟื้นคืน เรื่องราวอันศักดิ์สิทธิ์แห่ง “นารายณ์ตรีวิกรม-วามนาวตาร” ที่ปราสาทเขาพนมรุ้ง กลับคืนมา
เครดิต ; FB
วรณัย พงศาชลากร 
EJeab Academy

ยังมีสาระเรื่องราวดี ๆ ที่อยากเล่าตามมาดูเราได้ที่ ;
My blogs link 👆
https://sites.google.com/site/dhammatharn/
http://abhinop.blogspot.com
http://abhinop.bloggang.com
ททมาโน ปิโยโหติ #ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก
A giver is always beloved.


วันอังคารที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2564

เมืองโบราณกลอนโด

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก A giver is always beloved.
“เมืองโบราณกลอนโด” ป้อมปราการบายน ที่แม่น้ำแควน้อย
ตามเส้นทางแม่น้ำแม่กลองจากแยกปากแพรก จุดบรรจบของแม่น้ำแควใหญ่และแม่น้ำแควน้อยที่ตัวเมืองกาญจนบุรี ขึ้นไปตามถนนทางทิศตะวันตกประมาณ 30 กิโลเมตร เลาะไปตามสายน้ำแควน้อยอันคดเคี้ยว บริเวณริมฝั่งน้ำใกล้กับ “เดอะ เลกาซี ริเวอร์แคว รีสอร์ท” เคยเป็นที่ตั้งของชุมชนเขมรโบราณ ที่อาจเป็น “เมืองป้อมค่าย” (Fortress Barrack) เพื่อการควบคุมเส้นทางเครือข่ายลุ่มน้ำแม่กลอง-แควน้อย จากศรีชยปุระ-นครปฐม ศัมพูกปัฏฏนะ ไปจรดชุมชนใหญ่ไกลสุดของอำนาจแห่งจักรวรรดิบายน ที่ “เมืองสิงห์”หรือ “ศรีชยสิงหปุระ” (Śrí Jaya-Siṃhapurí) วิษัยนครบายนที่ตั้งอยู่ไกลสุดขึ้นไปตามสายน้ำแควน้อยไปอีกประมาณ  35 กิโลเมตร
.
เมืองโบราณกลอนโด หรือ “กลอนโกร” ตั้งอยู่ริมน้ำแควน้อยฝั่งทางทิศใต้ ในเขตตำบลกลอนโด อำเภอด่านมะขามเตี้ย จังหวัดกาญจนบุรี เป็นเมืองที่มีคันดินล้อมรอบ ความสูงประมาณ 2-4 เมตร ค้นกว้างประมาณ 12 - 13 เมตร  ล้อมรอบตัวเมืองเป็นรูปสี่เหลี่ยม มีความกว้างยาวประมาณ 250 x 260 เมตร เป็นเมืองขนาดไม่ใหญ่นัก เมื่อเทียบกับ “เมืองครุฑ” ทางทิศตะวันออกของเมืองสิงห์ ที่มีขนาดใหญ่กว่า (520 x 340 เมตร) เคยมีร่องรอยของคูน้ำล้อมรอบ แต่ในปัจจุบันถูกไถทำการเพาะปลูก เกลี่ยดินถมคูน้ำไปจนหมดแล้ว ภายในมีพื้นที่ประมาณ 35 ไร่ ตรงกลางเป็นเนินสูงกว่าโดยรอบเล็กน้อย ปัจจุบันใช้เป็นที่เพาะปลูกพืชไร่อย่างอ้อยหรือข้าวโพด ทางทิศตะวันตกภายในคันดินเมือง มีบ้านเรือนตั้งอยู่ 2 – 3 หลังครับ 
.
กลางคันดิน (กำแพง) ทางทิศตะวันตกและตะวันออก มีร่องรอยของช่องประตูอย่างละ 1 ช่อง ส่วนทางทิศใต้เป็นช่องที่เจาะแนวคันดินขึ้นใหม่เพื่อตัดถนนในยุคหลัง 2 ช่อง กลางคันดินฝั่งตะวันตกเคยมีแนวคันดินยาวที่น่าจะเป็นแนวถนนต่อยาวจากช่องประตูออกไปทางแม่น้ำประมาณ 500 เมตร  ติดกับแนวกำแพงทางทิศเหนือเยื้องไปทางทิศตะวันออกมี “บาราย” (Baray) แบบชุมชนเขมรโบราณ ขนาดประมาณ 120 x 90 เมตร ตั้งในตำแหน่งเดียวกับบารายโกสินารายณ์ของเมืองศัมพูกปัฏฏนะ รับน้ำมาจากคลองตะเคียนที่ไหลมาจากตะวันตกไปไหลลงลำน้ำแควน้อยเก่าทางทิศตะวันออก
.
*** ชื่อนามของเมือง “กลอนโด” เป็นชื่อที่มาจากนิทานพื้นบ้านเรื่อง “ท้าวเวชสุวรรณโณกับท้าวอู่ทอง” เล่ากันว่ามาจากคำว่า “กลอนโด่” ที่ท้าวอู่ทองมาสร้างไว้ แต่ยังสร้างเมืองไม่เสร็จ ท้าวเวสสุวรรณโณตามมาทัน ท้าวอู่ทองจึงทิ้งเมืองไว้เหลือเพียงแต่กลอนประตูตั้ง “โด่เด่” อยู่ สอดรับกับเรื่องเล่าของชาวบ้านพื้นถิ่นที่เล่ากันว่า เคยมีผู้พบชิ้นส่วนของกลอนประตูและร่องรอยของอาคารอิฐ (ดินเผา) ที่มีรูเสาตั้งอยู่บริเวณกลางเมือง แต่ปัจจุบันได้สูญหายไปจนหมดแล้ว
.
ในอีกความหมายหนึ่ง ชื่อของเมือง “กลอนโด” เดิมเคยมีการเรียกกันว่า “กลอนโก” นั้น อาจมาจากชื่อในภาษาเขมรโบราณว่า “เกราโก-กรอลโก” (Krol ko) ที่มีความหมายถึง “คอกเลี้ยงวัว” แต่ก็เพี้ยนเสียงมาเป็นกลอนโด่ ผสมผสานกับนิทานเรื่องเล่าพื้นบ้าน กลายมาเป็นกลอนโดในปัจจุบันครับ 
.
*** การขุดค้นทางโบราณคดีในช่วงปี พ.ศ. 2548  และเศษเครื่องถ้วยที่ชาวบ้านเก็บไว้ พบเครื่องเซรามิคเคลือบขาวแบบจีน (ชิงไป๋) (Chinese Glaze Stoneware) ที่ผลิตจากเตาในมณฑลฟูเจี้ยน เครื่องเคลือบดินเผาเขมรโบราณ (Khmer Glaze Stoneware) แบบเตาราชวงศ์มหิธระปุระ อายุในราวพุทธศตวรรษที่ 17 – 18 แตกหักทับถมอยู่ทั่วบริเวณเมืองเป็นจำนวนมาก อีกทั้งยังพบเครื่องประดับตะกั่ว เงิน รูปประติมากรรมสำริดแบบเขมร รูปเคารพหินทรายเทวสตรีที่แตกหัก อาวุธเหล็กและ “ก้อนดินเผา” ที่มีร่องรอยการกดประทับพิมพ์ของโครงสร้างอาคารไม้ ทั้งเป็นรอยโค้งนูน  รอยเว้า เรียบแบน คล้ายแผ่นไม้ไผ่สานขัดเป็นผนังโครงสร้าง และรอยพิมพ์ของเศษเยื่อไผ่ติดอยู่กับก้อนดินเผาเป็นจำนวนมาก
.
ที่คันดินกำแพงเมืองยังพบก้อนดินเผากองพูนทับถมกันอย่างหนาแน่น คันกำแพงดินทางทิศตะวันตกมีร่องรอยการจัดเรียงก้อนดินเผาทำเป็นผนังกำแพงด้านนอก ด้านในกุด้วยดินอัดเป็นแกนกำแพงและเชิงเทิน อีกทั้งยังมีร่องรอยของเพลิงไหม้ ปรากฏบนก้อนดินเผาเป็นบริเวณกว้างครับ
.
จากหลักฐานก้อนดินเผาที่พบเป็นจำนวนมากอาจแสดงให้เห็นว่า ในครั้งเริ่มแรกเมืองกลอนโด มีการสร้างแนวกำแพงคันดินที่มีการปักไม้ไผ่ไว้บนยอดสันกำแพงเป็นเชิงเทิน ด้านนอกคันดิน อาจมีการสุมไฟเพื่อเปลี่ยนหน้าดินอ่อนให้แข็งเป็นดินเผา เพื่อความแข็งแรงทนทาน ไม่ให้ศัตรูที่เข้ามาประชิดขุดทำลายฐานกำแพงได้โดยง่าย
.
*** เมืองโบราณกลอนโดเป็นหลักฐานสำคัญที่แสดงให้เห็น “ขั้นตอน”การขยายอิทธิพลทางการเมืองและคติความเชื่อในยุค “จักรวรรดิบายน” (Bayon Empire) สมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 (Jayavarman 7) ที่ได้ขยายอิทธิพลเข้ามาสู่แดนตะวันตก จากฐานที่มั่นใหญ่ของราชวงศ์ “มหิธระปุระ” ที่เมืองลวะปุระหรือจังหวัดลพบุรีตามที่ปรากฏใน  “จารึกปราสาทตอว์” (K.692) ที่กล่าวว่า “...พระองค์ทรงมีชัยชนะเหนือจามปา …และเหล่าพระราชาในแดนตะวันตก (King of the west- inam aparaṃ) ...” (โศลกที่ 35, 45) ครับ
.
ด้วยเพราะเมืองกลอนโด มีลักษณะการอยู่อาศัยของชุมชนในชั่วระยะเวลาสั้น ๆ ไม่เกิน 50-80 ปี (ปลายพุทธศตวรรษที่ 18 – กลางพุทธศตวรรษที่ 19) เมืองโบราณริมแม่น้ำดแควน้อยแห่งนี้จึงน่าจะเป็นป้อมปราการ (Fortress ) หรือ “ค่ายทหาร” (Barracks) ของจักรวรรดิบายน ที่รุกเข้ามาสู่ดินแดนตะวันตกตามแนวลำน้ำแม่กลองเข้าสู่ลำน้ำแควน้อย
อีกทั้งหลักฐานภาชนะที่พบทั้งเครื่องดินเผา เครื่องเคลือบแบบเขมรและแบบจีน ที่มีรูปร่างรูปแบบคล้ายคลึงกัน ที่ดูเป็นแบบแผน ไม่มีความหลากหลาย และร่องรอยการสร้างอาคารเรือนพักที่ใช้โครงสร้างไม้และไม้ไผ่ที่มีการนำดินโคลนมาพอกทับ ล้วนแสดงให้เห็นความเป็นอยู่ของกลุ่มคนที่มีรูปแบบของการอยู่อาศัย รวมทั้งหน้าที่ที่เหมือนกัน ซึ่งนั่นก็อาจหมายถึง ชุมชนที่ตั้งมั่นอยู่ในเมืองกลอนโด ก็คือกลุ่มทหารหรือคาราวานกองทัพ-ผู้คนเขมรโบราณ ที่เข้ามาตั้ง “ฐานทัพ” แรก บนลุ่มแม่น้ำแควน้อย เพื่อขยายตัวเข้าสู่แดนตะวันตกในช่วงกลางพุทธศตวรรษที่ 18 เป็นต้นมา และได้พัฒนาชุมชนขึ้นเป็น “ป้อมค่าย” เมืองรูปสี่เหลี่ยมเพื่อการควบคุมอำนาจเหนือเส้นทางน้ำ ลำลเยงของป่าและทรัพยากรออกไปสู่เมืองสำคัญของลุ่มแม่น้ำแม่กลองครับ    
.
ร่องรอยหลักฐานยังได้แสดงให้เห็นว่า มีการ “เผาทำลาย” หรือ  “เกิดเพลิงไหม้” ครั้งใหญ่ จนดินที่พอกไม้ แนวดินหรือพื้นดินที่รองรับโครงสร้างไม้ในรูปแบบต่าง ๆ ทั้งเรือนพักและเชิงเทิน ต่างก็ถูกความร้อน เผาไหม้จนกลายเป็นดินสุก (แข็ง) บ้าง ไม่สุกบ้าง ที่มีร่องรอยของพิมพ์ไม้ประทับติดอยู่ แตกกระจายไปทั่วบริเวณเมือง
.
ซึ่งเหตุผลสำคัญของเพลิงไหม้ครั้งใหญ่ ก็อาจจะมาจาก “การสงครามครั้งสุดท้าย” ที่ “เหล่าพระราชาตะวันตก” ในจารึก อาจได้กลับเข้ามาปลดแอกอำนาจที่อ่อนแอลงของผู้คนจากแดนโตนเลสาบ นำทหารเข้าโจมตี ทำลายป้อมค่ายกลอนโด ตัดเส้นทางเชื่อมต่อสำคัญไปยังเมืองสิงห์และเมืองครุฑ จนถึงการเข้าทำลาย “ศัมพูกปัฏฏนะ”(จอมปราสาท-สระโกสินารายณ์ อำเภอบ้านโป่ง) ในช่วงกลางพุทธศตวรรษที่ 19  รื้อถอนปราสาทและทุบทำลายรูปเคารพแห่ง “อานุภาพ” จนย่อยยับไปทั่วแคว้นแดนตะวันตกครับ
.
*** หลังจากร้างราไปกว่าร้อยปี ผู้คนในยุคหลัง (ช่วงกรุงศรีอยุธยา) คงได้ย้อนกลับเข้าไปใช้เมืองกลอนโด เพื่อเป็นจุดพักแรมระหว่างเดินทางตามเส้นทางน้ำแควน้อย หรือตั้งถิ่นฐานเป็นกลุ่มใหญ่เพื่อทำการเพาะปลูก จึงปรากฏร่องรอยของการบูรณะเมืองกลอนโด โดยการนำเศษก้อนดินเผาที่แตกกระจัดกระจายพูนถมกลับขึ้นไป ทำเป็นแนวคันกำแพงดินขึ้นใหม่อีกครั้ง
.
และก็ร้างลงไปอีกนับร้อยปี จนถึงในปัจจุบันครับ
เครดิต ;
วรณัย พงศาชลากร          
EJeab Academy

ยังมีสาระเรื่องราวดี ๆ ที่อยากเล่าตามมาดูเราได้ที่ ;
My blogs link 👆
https://sites.google.com/site/dhammatharn/
http://abhinop.blogspot.com
http://abhinop.bloggang.com
ททมาโน ปิโยโหติ #ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก
A giver is always beloved.


วันพฤหัสบดีที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2564

นางฑากิณี

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก A giver is always beloved.
“นางฑากิณี-แหกขายกสูง” ร่องรอยคติตันตระ ที่ปราสาทเนินทางพระ สุพรรณบุรี
.
ที่บ้านสระ อำเภอสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรี เคยมีซากปราสาทในวัฒนธรรมเขมรโบราณหลังหนึ่ง แต่เดิมนั้นชาวบ้านจะเรียกซากเก่าแก่ที่พบว่า “ดอนถ้ำพระ – เนินทางพระ” ซึ่งเคยมีแนวกำแพงศิลาแลงล้อมรอบ 2 ชั้น ชั้นนอกกว้างยาวประมาณ 150 เมตร ชั้นในประมาณ 50 เมตร  มีซากกองอิฐและศิลาแลงที่เคยเป็นปราสาทหินเป็นประธานอยู่ตรงกลางค่อนไปทางตะวันตก  มีสระน้ำติดกำแพงบริเวณด้านทิศเหนือเยื้องฝั่งตะวันออก
.
บริเวณนี้เคยเป็นชุมชนโบราณที่ตั้งถิ่นฐานในลุ่มขนาดใหญ่ของแม่น้ำท่าว้า-ท่าคอย ซากของปราสาทหินที่เนินทางพระผ่านการถูกทำลายมาแล้วหลายครั้งในอดีต เหมือนว่าตัวปราสาทจะถูกรื้อถอนจนพังทลายลงทับถมเป็นเนินดอนใหญ่ ต่อมาในยุคประมาณ 60 -70 ปีที่แล้ว เริ่มมีการขุดหาเศษซากวัตถุโบราณอย่างพระเครื่องและรูปประติมากรรมโลหะนำออกไปขายเป็นจำนวนมาก จนถึงปี พ.ศ. 2522 จึงเริ่มมีการขุดค้นศึกษาทางวิชาการเป็นครั้งแรก  จึงได้พบซากของปราสาทหินก่ออิฐผสมศิลาแลงแกนดินอัดด้วยดินและอิฐตรงกลาง แต่ด้วยเพราะถูกลักลอบขุดทำลายอย่างละเอียดไปก่อนหน้าแล้ว จึงยากที่จะทำการศึกษารูปแบบทางสถาปัตยกรรมได้อย่างชัดเจน คงพบชิ้นส่วนบัวกลุ่มยอดปราสาทและเครื่องปักบรรพแถลง กลีบขนุนประดับเรือนยอดแตกหักกระจายอยู่จำนวนหนึ่งครับ
.
วัตถุโบราณที่ขุดพบในครั้งนั้น มีทั้งรูปประติมากรรมหินทรายพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร 4 กร เศียรทวารบาลหินทราย นนทิเกศวร-มหากาล พระพิมพ์เนื้อดินเผาและโลหะ รวมทั้งชิ้นส่วนประติมากรรมปูนปั้นประดับปราสาทที่เหลือรอดจากการลักลอบขุดหาวัตถุโบราณจำนวนหนึ่ง อย่างรูปพระพุทธเจ้าไภษัชยคุรุ พระวิษณุในอวตารตรีวิกรม พระคเณศ พระโพธิสัตว์ เทพยดา รูปบุคคลสตรี อัปสรา ครุฑยุดงวงช้าง อสูรา มกร หน้ากาลและรูปสัตว์ เต่า ลิง ช้าง รวมทั้งลวดลายพรรณพฤกษาอย่างลายดอกซีกดอกซ้อน ลายกลีบบัวเชิงในขนบการจัดวางลวดลายประดับปราสาทแบบเขมรโบราณ 
.
แต่รูปประติมากรรมลอยตัวหินทราย ที่เป็นพระพุทธรูปปางนาคปรกขนาดใหญ่หลายชิ้นนั้น ได้ถูกขุด/ขนย้ายหายไป ก่อนปี พ.ศ. 2520 ทั้งหมดแล้วครับ
.
รูปประติมากรรมที่พบจากเนินทางพระ แทบทั้งหมดล้วนสะท้อนคติความเชื่อในพุทธศาสนานิกายมหายานแบบเขมร หรือที่เรียกว่า “วัชรยาน” (Vajrayāna Buddhism) “พุทธตันตระ” (Tantric Buddhism) หรือ “มหายานตันตระ” (Mahāyāna -Tantra) ที่มีการผสมผสานความเชื่อและศิลปะนิยมกับคติฮินดู-ไวษณพนิกายได้อย่างลงตัวมาตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 17  โดยเฉพาะการปรากฏรูปของเทพีในคติ “ศักติ” Goddess Śakti – พลังศักดิ์สิทธิ์แห่งเพศหญิง Divine feminine power) อันเป็นเอกลักษณ์สำคัญของฝ่ายตันตระ ที่ถูกผนวกคติความเชื่อเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของพุทธศาสนาฝ่ายวัชรยานแบบเขมรในช่วงพุทธศตวรรษที่ 18 ก็ได้ส่งอิทธิพลมายังงานศิลปะที่พบจากปราสาทเนินทางพระอย่างชัดเจน
.
รูปประติมากรรมปูนปั้นบุคคลสตรีหลายชิ้นจากเนินทางพระ แสดงท่าทางในลักษณะแยกขายกสูงขึ้นมาเหนือศีรษะ เป็นลักษณะเด่นชัดของรูปประติมาน “นางฑากิณี” (ḍākinī - Dakini) บุคลาธิษฐานแห่งผู้เป็นพลังอำนาจ ความรู้แจ้งและพลังแห่งเครื่องเพศ นางมีสมญานามจากคัมภีร์สันสกฤต ว่า “ผู้เต้นรำบนท้องฟ้า" หรือ “ผู้เฉิดฉายบนนภากาศ” แสดงถึงความสมดุลแห่งเสรีภาพที่สมบูรณ์ นางเป็นสัญลักษณ์ของการกำเนิดพลังแห่งพุทธะครับ
.
นางฑากิณีในคติวัชรยานตันตระ คือพลังเพื่อการปกปักษ์รักษาเหล่าสิทธะ (นักบวชตันตระ) เช่นเดียวกับยิดัม  (Yi-Dam The Guardian) นางฑากิณีมีหลายองค์ มีทั้งรูปปกติและรูปดุร้าย รูปปกติมี 5 องค์ตามตระกูลพระพุทธเจ้า“พุทธฑากิณี” (Buddhaḍākinī วรรณะกายขาว-ไวโรจนะ) “วัชรฑากิณี” (สุขสิทถี Sukhasiddhi- Vajraḍākinī วรรณะกายฟ้า-อักโษภยะ) “รัตนฑากิณี” (Ratnaḍākinī วรรณะกายเหลือง-รัตนสัมภาวะ) “ปัทมฑากิณี” (Padmaḍākinī วรรณะกายแดง-อมิตาภะ) “กรรมฑากิณี” (Karmaḍākinī วรรณะกายเขียว-อโมฆสิทธิ)  รูปลักษณ์ในภาคดุร้ายคือ “สรวพุทธฑากิณี (Sarva Buddha Dakini) สิงหวักตรา(Simhavaktra) มกรวักตรา (Makaravaktra) วัชรวราหิ (Vajravārāhī)” และมีนางฑากิณีประจำฤดูกาล อีก 4 องค์คือ “วสันตเทวี คิมหันตเทวี ศรัทเทวี และเหมันตเทวี” 
.
ในหนังสือ “ลัทธิของเพื่อน” ปี 2500 ของท่านเสถียรโกเศศ  กล่าวว่า นางฑากิณีในลัทธิลามะธิเบตนั้นเป็นชายาของธรรมบาล ซึ่งชั้นเดิมเป็นพวกยักษ์และนาถ มีจำนวน 8 นาง มีนามว่า “สาสยา” ผิวขาวถือกระจก “มาลา” ผิวเหลืองถือพวงลูกประคำ “คีตา” ผิวแดงถือพิณ “ครรม” ผิวเขียว ร่ายรำ “บุษปา” ผิวขาวถือดอกไม้ “ธูปา” ผิวเหลืองถือหม้อน้ำ “ทีปา” ผิวแดงถือโคม “คินธา” ผิวเขียวถือแจกันน้ำหอมครับ  
.
ในคัมภีร์จักระสังวรฝ่ายตันตระ นางฑากิณีไม่ใช่ “นางโยคินี” (Yogini) ธิดาแห่งเหวัชระทั้ง 8 อันได้แก่นางเคารี (Gauri) นางเฉารี (Chauri) นางเวตาลี (Vetali) นางฆษมารี (Ghasmari) นางปุกกาสี (Pukkasi) นางชาพารี (Shabari) นางฉนฑลี (Chandali) และนางโทมพี (Dombi) ที่นิยมนำมาสร้างเป็นรูปบุคคลสตรีร่ายรำในท่า “ยินดีปรีดาในชัยชนะ” (อรรธปรยังกะ-Ardhaparyaṅka) เหนือซากศพแห่งอวิชชาทั้ง 8 (พระศิวะ พระพรหม พระอินทร์ พระวิษณุ พระยม ท้าวกุเวร พระนิรฤติ และเทพอสูรวิมาสิตริน)  ซึ่งท่ารำแหกขาแบบนางโยคินี/ตันตระนี้ ยังปรากฏเป็นรูปประติมากรรมปูนปั้นชิ้นหนึ่งจากเนินทางพระด้วยเช่นกัน
.  
รูปประติมากรรม “แหก-ยกขาสูง” (เพื่อแสดงพลังแห่งเครื่องเพศอันบริสุทธิ์ ปกปักษ์พุทธะ/พลังแห่งโลกทุกทิวาราตรี) ที่ปรากฏความนิยมในรูปศิลปะของนางสุขสิทถี-วัชรฑากิณี ยังคงปรากฏเฉพาะที่ประสาทเนินทางพระเท่านั้น ไม่ปรากฏว่าพบรูปประติมานแบบเดียวกันนี้ในงานศิลปะเขมรโบราณที่อื่น ๆ ในประเทศไทยเลยครับ  
.
------------------------------------
*** การปรากฏตัวของรูปนางฑากิณีแหกยกขาและนางโยคิณีร่ายรำในงานศิลปะตามคติแบบวัชรยานตันตระ (ที่ไม่ใช่มหายาน – เพราะมหายานไม่มีศักติ) ที่ปราสาทเนินทางพระ อาจได้สะท้อนคติความเชื่อจากอินเดียในยุคพุทธศตวรรษที่ 17 – 18  ที่เพิ่งเข้ามาผสมผสานกับงานศิลปะที่ได้ถูกดัดแปลงผสมผสานจนกลายมาเป็นเอกลักษณ์เฉพาะภูมิภาคของกลุ่มรัฐ “สุวรรณปุระ” ในฝั่งตะวันตกของลุ่มเจ้าพระยา 
.
รัฐสุวรรณปุระ เป็นจุดปะทะสำคัญทั้งศิลปะและคติความเชื่อระหว่างปาละ - พุกาม (ตันตระ-มหายาน-เถรวาท) ลังกา (เถรวาทลังกาวงศ์) ละโว้ (กัมโพชสงฆ์ปักขะ) และเขมร (วัชรยานตันตระ – ฮินดู) จนมีความโดดเด่นในเฉพาะภูมิภาคลุ่มเจ้าพระยายุคหลังบายน ก่อนจะพัฒนามาเป็นศิลปะต้นอยุธยาโดยแท้จริงในเวลาต่อมาครับ
.
น่าเสียดายที่โบราณสถานส่วนใหญ่ของรัฐสุวรรณปุระ ได้ถูกทำลายอย่างย่อยยับภาพหลังการล่มสลายของกลุ่มอำนาจลูกผสม และการพัฒนาไปเป็นรัฐสุพรรณภูมิใหม่ของกลุ่มคนผู้ปกครองใหม่ที่นิยมคติเถรวาทและการทำลายในยุคร่วมสมัยปัจจุบัน 
.
งานศึกษาทางวิชาการของกลุ่มรัฐสุวรรณปุระจึงยังมีไม่มาก หลายเรื่องติดหล่มวนเวียนอยู่กับการตีความในมุมมองข้อมูลเดิม ๆ ที่อ้างอิงต่อกันมาไว้ ถึงดินแดนบริเวณแถบนี้จะดูเป็นโซนแรก ๆ ที่มีการเขียนและพูดถึงกันไว้อย่างกว้างขวาง แต่ทั้งหลายนั้นก็กลับมากลายเป็นกรอบความคิดที่แปลกประหลาด เพราะเหมือนมีอะไรมากมายและกลับไม่มีอะไรให้เห็นเลย หลายสิ่งหลายอย่างในยุคเริ่มก่อตัวเป็นอยุธยา กลับถูกยกเอาไปเป็นงานศิลปะเขมร ยกไปเป็นศิลปะอยุธยา-อู่ทอง อโยธยา หรือยกไปเป็นศิลปะลพบุรี (ละโว้) ทั้งหมด
.
ภาพปูนปั้นนางฑากิณีแหกขาที่ปราสาทเนินทางพระ จึงอาจช่วยลดอคติความคิด เอาคติความนิยมมาทำความเข้าใจในคติความเชื่อแบบวัชรยานตันตระที่แตกต่างไปจากมหายาน และยังเป็นร่องรอยสำคัญของผู้คนที่เคยครอบครองดินแดนสุวรรณปุระ ที่มีความคิดความเชื่อในคติตันตระแบบเดียวกับเมืองพระนครธมในช่วงระยะเวลาหนึ่ง ก่อนพัฒนาตัวเองกลายมาเป็นรัฐใหญ่นาม “สุพรรณภูมิ” ริมแม่น้ำท่าจีนในเวลาสืบเนื่องต่อมาครับ
เครดิต ;
วรณัย  พงศาชลากร
EJeab Academy

ยังมีสาระเรื่องราวดี ๆ ที่อยากเล่าตามมาดูเราได้ที่ ;
My blogs link 👆
https://sites.google.com/site/dhammatharn/
http://abhinop.blogspot.com
http://abhinop.bloggang.com
ททมาโน ปิโยโหติ #ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก
A giver is always beloved.


จูลประโทนเจดีย์

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก A giver is always beloved.
“จุลประโทนเจดีย์” สถูปเจดีย์ที่ (อาจ) เก่าแก่ที่สุดในประเทศไทย
“...สถูปคันธาระ น่าจะเป็นต้นแบบของเจดีย์จุลประโทน อำเภอเมืองจังหวัดนครปฐม ทั้งนี้เพราะสถูปองค์นี้มีฐานประทักษิณสี่เหลี่ยมและบันไดขึ้นทั้ง 4 ด้าน ตกแต่งด้วยเครื่องประดับทางสถาปัตยกรรมเช่น เสาอิง และซุ้ม อันเป็นลักษณะเด่นของสถูปที่แคว้นคันธาระ ซึ่งแต่เดิมนั้นเป็นศูนย์กลางของนิกายสรรวาสติวาท ...การตกแต่งสถูปด้วยเส้นลวดบัวด้วยสีแดงและสีดำ เช่นที่เจดีย์จุลประโทน ก็ยังเป็นคตินิยมของนิกายนี้...” (พิริยะ ไกรฤกษ์ : 2544)
สถูปจุลประโทนเจดีย์ ตั้งอยู่ห่างไปทางทิศตะวันออกของพระประโทณเจดีย์ ประมาณ 400 เมตร หรือหากนับจากถนนเพชรเกษม ปากทางเข้าข้างเทคนิคนครปฐมไปตามถนนเทศบาล 1 ประมาณ 250 เมตร มีขนาดฐานสี่เหลี่ยมจัตุรัสกว้างยาวประมาณ 20 * 20 เมตร ครับ 
ในปี พ.ศ. 2483 มีการขุดลอกหน้าดินเนินทับถม โดย “ปิแอร์ ดูปองต์” (Pierre Dupont) จาก “สำนักฝรั่งเศสแห่งปลายบุรพทิศ “ (École française d'Extrême-Orient - EFEO) ร่วมกับกรมศิลปากร ภายใต้การนำของหลวงบริบาลบุรีภัณฑ์ ได้ตั้งชื่อซากสถูปที่พบนี้ขึ้นใหม่ว่า “จุลประโทน” เพื่อมิให้ไปสับสนกับ “พระประโทณเจดีย์” (ที่มีขนาดใหญ่กว่า) ต่อมายังมีการขุดค้นอีกครั้งในปี พ.ศ. 2511 จึงทำให้รู้ว่า เจดีย์จุลประโทนนั้นมีการก่อสร้าง บูรณะและปรับปรุงต่อเติมมาต่อเนื่องมาถึง 3 สมัย เริ่มมาตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 11 ถึงพุทธศตวรรษที่ 13 และยังได้มีการบูรณะครั้งสุดท้ายในช่วงพุทธศตวรรษที่ 18
--------------------
*** จุลประโทนเจดีย์ สร้างในครั้งแรกราวกลางพุทธศตวรรษที่ 12  ในคติ “สรวาสติวาท” (Sarvāstivāda) อันเป็นนิกายหนึ่งของนิกาย“สถวีรวาท-เถรวาท” (Sthāvirīya -Theravāda) ในอินเดียเหนือ แต่ใช้คัมภีร์ภาษาสันสกฤต ปฏิเสธปาฏิหาริย์ของพระพุทธเจ้าและพระโพธิสัตว์ตามแบบนิกายมหาสังฆิกะ-มหายาน (Mahāsāṃghika - Mahāyāna)  ซึ่งในยุคแรกสร้างนั้น มีฐานแผนผังรูปจัตุรัส รูปแบบของชั้นฐานประทักษิณ 1 ชั้น (ปัจจุบันจมอยู่ใต้ดิน ที่เห็นอยู่เป็นชั้นต่อเติมในสมัย 2 – 3 ) ที่หน้ากระดานตกแต่งเป็นเสาอิง/เสาคั่นแบบคันธาระ เกิดเป็นช่องว่างระหว่างกลางเพื่อประดับรูป “ประติมากรรมดินเผา” (Terracotta plaques) ที่เล่าเรื่อง ชาดก (ชาตกะ-Jātaka) วรรณกรรม “อวทานะ - อวทานศตกะ – ทิวยาวทานะ” (Avadānas – Avadānashataka - Divyāvadāna) เป็นตัวอย่างการกระทำคุณงามความดีและกุศลบารมีโดยพระโพธิสัตว์และบุคคลหลากชนชั้น ที่จะได้บรรลุเป็นพระมานุษิโพธิสัตว์ในอนาคต ภาพมงคลรูปบุคคลและสัตว์ มีบันไดทางขึ้นตรงกลางทั้ง 4 ด้าน ทำราวบันไดเป็นรูปลิ้นที่แลบออกมาจากปากสิงห์ ส่วนเชิงบันไดทางขึ้นทำเป็นรูปอัฒจันทร์วงโค้ง ซึ่งเป็นลักษณะเด่นของศิลปะแบบคุปตะในอินเดียเหนือและแคว้นอานธระในอินเดียใต้ครับ
ถัดขึ้นไปเป็นชั้นฐานที่มีการเพิ่มมุมยกเก็จซ้อนชั้น เพื่อรองรับซุ้มอาคารจำลองที่มีซุ้มหน้าบัญชร เป็นมุขยื่นออกมาจากฐานสี่เหลี่ยมแบบเดิม ประดับชั้นฐานของมุขด้วยลวดบัวผูกเป็นชั้น “เวทีพันธะ/อธิษฐาน” “เวทีพันธะ – อธิษฺฐานะ” (Vedībandha - Adhiṣṭhaāna)  ประกอบด้วย “ขื่อปลอม” (Dentils) คล้ายซี่ฟันเฟือง ทำเป็นหัวไม้ที่เหลาปลายยื่นออกมาในท้องไม้ด้านล่าง รองรับชั้นบัวลูกแก้วหรือ“บัววลัย” (Bua Valai) โค้ง ซึ่งนิยมทั้งในอินเดียเหนือและอินเดียใต้ แบบเดียวอย่างชุดฐานวิหาร “พระมูลคันธกุฏี-วิหาร” (Mulgandha kuti – vihar) ที่สังฆารามสารนาถ ในศิลปะแบบปลายราชวงศ์คุปตะ ราวพุทธศตวรรษที่ 11-  12 และชุดฐานของมหาสถูปนาลันทา (Nalanda) ในรัฐพิหาร ในงานศิลปะแบบราชวงศ์ปาละ ช่วงพุทธศตวรรษที่ 12-14 
ชุดลวดบัวของชั้นซ้อนในครั้งแรกสร้าง ทำเป็นฐานชุดหน้าบัวคว่ำ ท้องไม้ชั้นล่างทำเป็นรูปขื่อปลอม ถัดขึ้นมาเป็นชั้นบัววลัย หน้ากระดานท้องไม้แคบมีเสาแบ่งเป็นช่อง ๆ ทำเป็นลายตารางหมากรุกคล้ายหน้าต่าง ตามแบบสถูปคันธาระ – กุษาณะ สิ้นสุดที่ชั้นคานหลังคาปลอม (กโปตะ-Kapota) บัวเชิงรองรับผนังอาคารยกเก็จที่มีการประดับตกแต่งด้วยเสาอิงและซุ้มอาคารวิมาน ประดิษฐานประติมากรรมเช่นพระพุทธรูปยืนอยู่ภายในซุ้ม เหนือชั้นฐานยกเก็จประดับซุ้มอาจซ้อนด้วยเนินโดมอัญฑะหรือองค์ระฆังด้านบนทแต่ได้พังทลายลงมาทั้งหมดครับ  
*** จนถึงในช่วงต้นพุทธศตวรรษที่ 13 ได้มีการต่อเติมชั้นฐานให้สูงขึ้นจนกลายเป็นกำแพงสูง ด้วยลวดบัววลัยขนาดใหญ่ (ทำหน้าที่บัวเชิงไปในตัว) ต่อด้วยชุดของหน้ากระดานที่มีเสาอิง (ติดผนัง) เรียบ ๆ ไม่มีลวดลาย รองรับชั้นคานหลังคาปลอม (กโปตะ) ปิดทับส่วนฐานของชั้นย่อเก็จชั้นแรกที่สร้างในยุคก่อนไปจนหมด แต่ยังคงรักษาบันได ทั้งยังมีการซ่อมแซมรูปดินเผาเดิม รวมทั้งปั้นเติมส่วนที่แตกหักออกไปใหม่ด้วย “ปูนปั้น” (Stucco figures) เป็นเรื่องราวชาดกในคติเถรวาท

*** ต่อมาในช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 13 - ต้นพุทธศตวรรษที่14 จึงมีการสร้างฐานประทักษิณขึ้นใหม่ ทำเป็นฐานยกเก็จ 8 กระเปาะ ที่บริเวณมุมและตรงกลาง ทับฐานจัตุรัสเดิมในยุคก่อนหน้าทั้งหมด ตามแบบความนิยมในยุคศิลปะทวารวดี ที่มีชุดของลวดบัววลัยในชั้นของลวดบัวหน้ากระดาน ขื่อปลอมที่จมลงไปในท้องไม้ สลับกับเสาติดผนังแบ่งเป็นช่องขนาดเล็กประดับรูปยักษ์แบก ทำให้ลานประทักษิณมีความสูงกลายเป็นฐานขนาดใหญ่ ที่มุมทั้ง 4 ด้าน ทำเป็นสถูปบริวาร
รูปประติมากรรมภายในซุ้มบัญชร อาจได้ถูกปรับเปลี่ยนจากพระพุทธรูปยืนปางวิตรรกะ (ที่นิยมในยุคก่อนหน้า) มาเป็นพระพุทธรูปนั่งห้อยพระบาทแบบกรีก (ปรัมภปาทาสนะ) และพระพุทธรูปนาคปรก ตามแบบคติเถรวาทลังกา–อานธระในช่วงเวลานี้   
ต่อมาในยุควัฒนธรรมบายน – ขอมเจ้าพระยา ช่วงพุทธศตวรรษที่ 18 ก็ยังพบหลักฐานการเข้ามาใช้ประโยชน์ที่เจดีย์จุลประโทนอีกครั้ง โดยพบรูปปูนปั้นประดับอาคารรูปบุคคล รวมทั้งพระพิมพ์อีกเป็นจำนวนมากครับ
*** ถ้าไม่นับพระปฐมเจดีย์ ที่ถูกสร้างครอบไว้จนยากจะรู้ว่า พระเจดีย์ใหญ่ที่อยู่ภายในนั้นมีความเก่าแก่ขนาดไหน จุลประโทนเจดีย์จึงนับว่าเป็นสถูปเจดีย์ในงานสถาปัตยกรรมทางพุทธศาสนาที่ได้รับอิทธิพลมาจากศิลปะคุปตะ-อานธระ ที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศไทย ที่สร้างขึ้นครั้งแรกในช่วงกลางพุทธศตวรรษที่ 12 ครับ 
เครดิต FB
วรณัย พงศาชลากร
EJeab Academy

ยังมีสาระเรื่องราวดี ๆ ที่อยากเล่าตามมาดูเราได้ที่ ;
My blogs link 👆
https://sites.google.com/site/dhammatharn/
http://abhinop.blogspot.com
http://abhinop.bloggang.com
ททมาโน ปิโยโหติ #ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก
A giver is always beloved.

วันพุธที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2564

ปางประทานอภัย

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก A giver is always beloved.
วันนี้ วันพระ 
“อภยะมุทรา” ที่เก่าแก่ที่สุดในโลก 
“อภัยมุทรา-อภย (ะ) มุทรา” (Abhaya-mudrā) ปรากฏในงานพุทธศิลป์รูป “พระศากยมุนี” ครั้งแรก ในช่วงปลายสุดของราชวงศ์กุษาณะ (Kushana) แห่งมถุรา (Mathura) ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 8 ซึ่งในยุคก่อนหน้านั้น การแสดงท่ากรีดนิ้วในพระหัตถ์ขวาที่แบบออกนี้จะหมายถึง “การเทศนาธรรม” (Teaching) เท่านั้น ต่อมานักบวชและช่างศิลปะในแคว้นคันธาราฐ – คันธาระ (Gandhara) ได้แยกออกเป็นมุทราเทศนาธรรมขึ้นเป็นครั้งแรก โดยทำให้พระหัตถ์ทั้งสองมาประสานกันที่ใต้พระอุระ พระหัตถ์ขวาค่อมนิ้วพระหัตถ์ซ้ายที่หงายขึ้น นิ้วชี้และนิ้วหัวแม่มือมาชนกัน (ซึ่งต่อมาได้พัฒนาเป็นธรรมจักรมุทราและวิตรรกะมุทรา) และได้ใช้รูปแบบพระหัตถ์ขวาที่ตั้งแบบออกที่เคยเป็นมุทราเทศนาธรรมเดิม กลายมาเป็นอภัยมุทราแทน
.
การเปลี่ยนแปลงรูปพุทธศิลป์ที่คันธาระ ได้ส่งต่อคติความนิยมมายังงานศิลปะแบบมถุรา จนเมื่อราชวงศ์คุปตะ (Gupta Dynasty) เข้ายึดครองมถุราจากชาวกุษาณะได้ในช่วงต้นพุทธศตวรรษที่ 9 พุทธศิลป์ของของพระพุทธรูปปางอภัยมุทราในมถุราที่นิยมทำเป็นรูปประทับนั่ง ได้ถูกพัฒนารูปแบบจนกลายมาเป็นพระพุทธรูปยืน ยกพระหัตถ์ขวาตั้งแบออกครับ  
.
ความหมายเริ่มแรกของคติอภยมุทรา คือการสั่งสอนให้ “ไม่ต้องเกรงกลัวต่อภัยอันตราย” (อ – ภย) ไม่ได้มีความหมายถึงการให้อภัย ที่เกิดขึ้นจากการนำพุทธประวัติตอนต่าง ๆ มาใส่ความหมายให้กับพระพุทธรูป จนความหมายเปลี่ยนแปลงไปทั้งหมด เฉพาะของฝ่ายไทยในยุคหลัง 
.
คติอภัยมุทราในงานพุทธศิลป์โบราณของฝ่ายอินเดียและในวัฒนธรรมภารตะภิวัฒน์ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นิยมสร้างทั้งรูปยืนและนั่ง ยกพระหัตถ์แบออกด้านขวาด้านเดียว หรือยกขึ้นแบออกทั้งสองพระหัตถ์ในระดับพระอุระ ไม่เจาะจงว่าเป็นพุทธประวัติตอนใด พระหัตถ์ที่ยกขึ้นแบออก หมายถึงการห้ามมิให้เกิดภัย -ประทานความไม่เกิดภัย-ไม่ให้เกิดภัยร้าย-ประทานความไม่เกรงกลัว หรือประทานพระธรรมเพื่อให้ผู้สดับรู้ ไม่ต้องหวั่นไหวเกรงกลัวต่อทุกข์ ที่เป็นภัยร้ายที่สุดแห่งมนุษย์ครับ 
ประติมานในคติอภยมุทรา-ความไม่ต้องเกรงกลัวภัยร้ายในงานพุทธศิลป์ อาจได้สะท้อนถึงพุทธปรัชญา ที่สื่อถึงการเดินทางสู่พระนิพพานด้วยความไม่กลัวในทุกข์ หรือปราศจากความกลัวต่อความทุกข์นั่นเอง  
.
ในเวลาต่อมา ความนิยมพุทธศิลป์จากคติอภยมุทรา ได้ถูกแปรเปลี่ยนความหมายไปเป็น “การให้อภัย” หรือ “ปางประทานอภัย” ตามเสียง “อภย” โดยได้นำพุทธประวัติตอนที่พระพุทธเจ้าทรงให้อภัยหรือยกโทษให้พระเจ้าอชาตศัตรูที่สารภาพบาปเพราะสำนึกผิดที่ได้กระทำปิตุฆาตพระเจ้าพิมพิสารผู้เป็นพระราชบิดา เป็นพระพุทธรูปทั้งแบบประทับนั่งขัดสมาธิราบและยืน โดยกำหนดเป็นการยกฝ่าพระหัตถ์ แบหันออกเสมอพระอุระ ทั้งแบบพระหัตถ์ขวาแบออกเพียงฝั่งเดียวและสองพระหัตถ์ รวมทั้ง ปางห้ามพยาธิ ปางห้ามสมุทร ปางโปรดสัตว์ ปางห้ามพระญาติ ปางห้ามแก่นจันทน์ ที่ถูกกำหนดรูปพุทธศิลป์ขึ้นใหม่ ในช่วงปลายกรุงศรีอยุธยาเป็นต้นมา
.
พระพุทธยืนยกสองพระกรขึ้น แบฝ่าพระหัตถ์ออกตั้งตรง ในยุคก่อนปลายกรุงศรีอยุธยา จึงเป็นพระพุทธรูปตามคติอภัยมุทราในความหมายของ การประทานพรมิให้กลัวภัยร้าย หรือความไม่เกรงกลัวภัยร้ายจากทุกข์ทั้งสิ้น ไม่เกี่ยวข้องกับปางประทานอภัย ปางห้ามสมุทร ที่เพิ่งเกิดขึ้นในยุคหลังที่เริ่มนิยมการสร้างพระพุทธรูปปางต่าง ๆ ตามพุทธประวัติของฝ่ายเถรวาทครับ
-----------------------------------------
*** ภาพพระพุทธรูปแสดงอภยมุทราในยุคแรก จัดแสดงในพิพิธภัณฑแห่งรัฐอุตตรประเทศ เมืองมถุรา ศิลปะแบบราชวงศ์กุษาณะ หมวดมถุรา อายุในช่วงพุทธศตวรรษที่ 9 – 10 เป็นรูปพุทธศิลป์ที่ยังคงรักษาขนบแบบแผนพระพุทธรูปตามแบบราชวงศ์กุษาณะยุคแรก ๆ ที่นิยมทำเป็นรูปประทับนั่ง แต่ได้ปรับท่ามือไปตามแบบศิลปะคันธาระและผสมผสานงานพุทธศิลป์แบบคุปตะแล้ว 
เครดิต ; FB
วรณัย พงศาชลากร
EJeab Academy

ยังมีสาระเรื่องราวดี ๆ ที่อยากเล่าตามมาดูเราได้ที่ ;
My blogs link 👆
https://sites.google.com/site/dhammatharn/
http://abhinop.blogspot.com
http://abhinop.bloggang.com
ททมาโน ปิโยโหติ #ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก
A giver is always beloved.


ปูทอง

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก A giver is always beloved.

ปูทอง (สุวรรณกักกฏกชาดก)
ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้าประทับอยู่วัดเชตวันเมืองสาวัตถี ทรงปรารภหญิงชาวเมืองผู้ปกป้องสามีจากพวกโจรคนหนึ่ง ได้ตรัสอดีตนิทานมาสาธก ว่า...
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีบึงใหญ่ใกล้ป่าหิมพานต์อยู่บึงหนึ่ง ในบึงนั้นมีปูทองตัวขนาดเท่าลานนวดข้าวตัวหนึ่งอาศัยอยู่ มันสามารถจับช้างที่มาดื่มน้ำในบึงเป็นอาหารได้ ฝูงช้างเพราะกลัวปูทองนั่นเองจึงไม่กล้าลงดื่มน้ำในบึงนั้น
สมัยนั้น พระโพธิสัตว์ได้ถือปฏิสนธิในครรภ์ของช้างพังเชือกหนึ่ง เพื่อป้องกันอันตรายจากปูทอง ช้างพังนั้นได้หนีไปอยู่ที่ภูเขาลูกหนึ่ง จนพระโพธิสัตว์เติบโตมีช้างพังเชือกหนึ่งเป็นภรรยาแล้วถึงได้กลับมายังถิ่นที่อยู่เดิม
วันหนึ่ง ช้างโพธิสัตว์ได้เข้าไปพูดกับพญาช้างผู้เป็นบิดาว่า
" พ่อ ฉันจักจับปูทอง "
พญาช้างห้ามไว้ไม่เห็นด้วย แต่สุดท้ายทนคำอ้อนวอนของลูกช้างไม่ได้ก็ต้องใจอ่อน ช้างโพธิสัตว์ได้เรียกประชุมฝูงช้างแล้วเดินไปใกล้บึงนั้นถามว่า
" ท่านทั้งหลาย ปูทองจะจับช้างในเวลาลงไปหรือเวลาขึ้นจากน้ำ "
ได้ฟังว่าปูทองมักจะจับช้างในเวลาขึ้นจากน้ำเท่านั้น จึงบอกช้างทุกตัวลงไปในบึงดื่มน้ำให้อิ่มแล้วค่อยขึ้นมา ส่วนตนจะตามขึ้นมาทีหลัง ช้างทุกตัวได้ลงไปดื่มน้ำในบึงแบบกล้า ๆ กลัว ๆ
ขณะที่ช้างโพธิสัตว์กำลังจะขึ้นจากน้ำตามหลังฝูงช้างนั่นเองก็ถูกปูทองหนีบ ๒ เท้าหลังไว้แน่น ช้างพังผู้ภรรยาไม่ทอดทิ้งสามีได้ยืนดื่มน้ำอยู่เป็นเพื่อนใกล้ ๆ นั่นเอง ช้างโพธิสัตว์พยายามดึงปูทองแต่ปูก็ไม่ขยับเขยื้อน กลับถูกปูดึงไปไว้ตรงปากพร้อมที่จะกิน
ช้างโพธิสัตว์กลัวตายจึงร้องขึ้นสุดเสียงว่า " ข้าพเจ้าขึ้นไม่ได้ ติดก้ามปูแล้ว "
เท่านั้นเองฝูงช้างต่างร้องแตกตื่นวิ่งขี้เยี่ยวราดเข้าป่าไปอย่างรวดเร็ว ช้างพังผู้ภรรยาก็กลัวตายกำลังจะวิ่งหนีไปด้วยเช่นกัน ถูกสามีอ้อนวอนว่า
" น้องรัก ปูทองมีนัยน์ตายาว มีหนังเป็นกระดูก ไม่มีขน ได้หนีบพี่ไว้แล้ว น้องอย่าทิ้งพี่ไปนะ "
นางช้างจึงหันมาปลอบใจสามีว่า
" พี่ ฉันไม่ละทิ้งพี่ไปหรอก พี่มีกำลังมากกว่าใคร ๆต้องเอาชนะปูได้แน่ พี่เป็นที่รักของฉันยิ่งกว่าแผ่นดินแผ่นฟ้า "
แล้วหันมาพูดอ้อนวอนปูทองเป็นคาถาว่า
" ท่านเป็นสัตว์น้ำที่ประเสริฐกว่าปูทั้งหลายในสมุทร
ในแม่น้ำคงคา และในแม่น้ำยมุนา ขอท่านจงปล่อยสามีของฉันผู้ร้องไห้อยู่เถิด "
ปูทองได้ฟังนางช้างพังแล้วใจอ่อนยอมปล่อยเท้าช้างโพธิสัตว์ แต่หารู้ไม่ว่ากระดองของตนเองได้ถูกช้างโพธิสัตว์กระทืบจนพังทลายและเสียชีวิตไปเวลาต่อมา ช้างโพธิสัตว์ได้ลากปูทองขึ้นไปบนฝั่งเรียกฝูงช้างมาประชุมกันแล้วช่วยกันกระทืบปูทองจนละเอียดเป็นจุณในที่สุด
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า : ภรรยาที่ดีควรอยู่เคียงข้างสามีจนตราบเท่าชีวิต ไม่ว่าจะตกอยู่ในสถานการณ์ใด ๆก็ตาม
เครดิต ; www.dhammathai.org
ยังมีสาระเรื่องราวดี ๆ ที่อยากเล่าตามมาดูเราได้ที่ ;
My blogs link 👆
https://sites.google.com/site/dhammatharn/
http://abhinop.blogspot.com
http://abhinop.bloggang.com
.......................................................
ททมาโน ปิโยโหติ #ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก
A giver is always beloved.