วันอาทิตย์ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2564

เต่าตายเพราะปาก

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก A giver is always beloved.

เต่าตายเพราะปาก (กัจฉปชาดก)
ในสมัยหนึ่งพระพุทธเจ้าประทับอยู่วันเชตวัน เมืองสาวัตถีทรงปรารภพระโกกาลิกะผู้เดือดร้อนเพราะปาก ได้ตรัสอดีตนิทานมาสาธก ว่า...
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว พระโพธิสัตว์เกิดเป็นอำมาตย์ผู้สอนธรรมแก่พระเจ้าพรหมทัต ผู้ครองเมืองพาราณสี โดยปกติพระราชาเป็นคนพูดมาก อำมาตย์พยายามหาอุบายกล่าวตักเตือนพระองค์อยู่แต่ก็ยังหาไม่ได้ สมัยนั้นที่สระแห่งหนึ่งในป่าหิมพานต์มีเต่าตัวหนึ่งอาศัยอยู่ มันเป็นเพื่อนกันกับลูกหงส์ ๒ ตัว
วันหนึ่ง ลูกหงส์ได้มาเยี่ยมเต่าและชักชวนมันไปเที่ยวที่ถ้ำทองด้วย โดยให้เต่าคาบไม้ตรงกลางแล้วหงส์จะคาบปลายทั้งสองข้างบินไป ก่อนไปได้ตกลงกับเต่าว่า
"สหาย ท่านต้องอดทนไม่พูดอะไรกับใครจนกว่าจะถึงถ้ำของเรานะ มิเช่นนั้นท่านจะร่วงลงพื้นดินแน่ๆ จะหาว่าเราไม่เตือน"
เต่ารับคำอย่างมั่นเหมาะพอหงส์บินผ่านเมืองพาราณสี เด็กชาวบ้านได้พากันชี้และตะโกนว่า
"เฮ้ ๆ พวกเรามาดูหงส์หามเต่า เร็ว ๆ"
เต่าได้ฟังเช่นนั้นโกรธจึงปล่อยไม้เอ่ยปากว่า
"เจ้าเด็กร้าย เราต่างหากหามหงส์ไป" มันได้ร่วงตกลงไปตายที่ท้องพระลานหลวง
ขณะนั้นอำมาตย์กำลังเข้าเฝ้าพระราชาอยู่พอดี พอมีเสียงคนว่า
"มีเต่าตกจากอากาศมาตายตัวหนึ่ง"
เท่านั้น พร้อมด้วยพระราชาได้ไปที่นั้น พระราชาตรัสถามถึงสาเหตุที่เต่าตกลงมาตายอำมาตย์โพธิสัตว์ได้โอกาสจึงให้โอวาทพระราชาเป็นคาถาว่า
"เต่าพออ้าปากจะพูด ได้ฆ่าตนเองแล้วหนอ เมื่อคาบท่อนไม้อยู่ดีแล้ว กลับฆ่าตนเองเสียด้วยคำพูดของตนเองนั่นแหละ ข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐในหมู่วีรชน บุรุษผู้เป็นบัณฑิต เห็นเหตุวันนี้แล้วควรพูดให้ดี ไม่ควรพูดให้เกินเวลา ขอพระองค์ทรงทอดพระเนตรเต่าผู้ถึงความพินาศเพราะพูดมาก"
พระราชาทราบว่าอำมาตย์พูดถึงพระองค์จึงตรัสถามว่า
"ที่ท่านพูดหมายถึงเราใช่ไหม ?"
อำมาตย์โพธิสัตว์จึงกราบทูลว่า
"มหาราชเจ้า..ไม่ว่าพระองค์หรือใครคนไหนๆ เมื่อพูดเกินประมาณย่อมถึงความพินาศกันทั้งนั้น"
ตั้งแต่วันนั้นมา พระราชาได้ทรงตรัสแต่น้อยลง
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า : ควรพูดให้ถูกกาละเทศะและพูดแต่คำที่เป็นประโยชน์เท่านั้น อย่างเป็นคนพูดมาก เข้าทำนองน้ำท่วมทุ่ง ผักบุ้งโหรงเหรง
เครดิต ; www.dhammathai.org
ยังมีสาระเรื่องราวดี ๆ ที่อยากเล่าตามมาดูเราได้ที่ ;
My blogs link 👆
https://sites.google.com/site/dhammatharn/
http://abhinop.blogspot.com
http://abhinop.bloggang.com


การร่วมมือกัน

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก A giver is always beloved.

การร่วมมือกัน (กรุงคมิคชาดก)
ในสมัยหนึ่งพระพุทธเจ้าประทับอยู่วัดเชตวัน เมืองสาวัตถี ทรงปรารภพระเทวทัตผู้พยายามปลงพระชนม์พระองค์ ได้ตรัสอดีตนิทานมาสาธก ว่า...
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว พระโพธิสัตว์เกิดเป็นกวางตัวหนึ่ง อาศัยอยู่ในป่าละเมาะแห่งหนึ่ง ในที่ไม่ไกลจากนั้นมีสระน้ำสระหนึ่ง เต่าตัวหนึ่งอาศัยอยู่ และใกล้ ๆ สระน้ำนั้นมีนกสตปัตตะทำรังอยู่ สัตว์ทั้ง ๓ เป็นเพื่อนรักกันมาก วันหนึ่งกวางออกหากินได้ติดบ่วงนายพรานตอนเที่ยงคืนจึงร้องเรียกให้เพื่อนมาช่วย เต่าและนกสตปัตตะมาเห็นแล่วตกลงกันว่าให้เต่าใช้ปากกัดบ่วงให้ขาดก่อนฟ้าสว่าง ส่วนนกพยายามไม่ให้นายพรานออกจากบ้านก่อนสว่างเช่นกัน เมื่อตกลงกันตามนั้นนกสตปัตตะจึงพูดเตือนเต่าว่า
"เต่าเพื่อนรัก ท่านต้องรีบกัดบ่วงให้ขาดเร็ว ๆ นะ เราจักหาวิธีไม่ให้นายพรานมาถึงที่นี่เร็วได้" ว่าแล้วก็บินไป
ฝ่ายเต่าได้เริ่มแทะเชือกบ่วกนั้นทันที ส่วนนกสตปัตตะได้บินไปจับที่ต้นไม้หน้าบ้านนายพราน พอถึงเวลาตี ๕ นายพรานลุกขึ้นเดินถือหอกออกมาทางประตูหน้าบ้าน นกเห็นเช่นนั้นก็บินโฉบลงไปจิกนายพราน เขาถูกนกจิกไปหลายทีจึงคิดว่าเราถูกนกกาฬกรรณีจิกแล้ว โชคไม่ดีเลยเวลานี้ กลับเข้าไปนอนต่ออีกสักหน่อยดีกว่า"
เวลาผ่านไปเล็กน้อยนายพรานได้เปลี่ยนไปออกทางประตูหลังบ้าน นกสตปัตตะก็ไปดักที่ประตูหลังบ้านเช่นกัน เขาถูกนกจิกอีกเป็นครั้งที่ ๒ จึงกลับเข้าบ้านไปพร้อมกับบ่นว่า
"นกบ้านี่ร้ายจริง ๆ ไว้ให้สว่างก่อนค่อยไปก็ได้วะ"
พอสว่างแล้ว นายพรานเดินถือหอกออกจากบ้านไป นกสตปัตตะได้บินไปบอกกวางและเต่าล่วงหน้าแล้ว ปรากฏว่าเต่าแทะเชือกบ่วงทั้งคืนจนปากระบมเปื้อนไปด้วยเลือดยังเหลือเชือกเกลียวเดียวก็จะขาด กวางจึงใช้กำลังดิ้นให้เชือกขาดหลุดหนีเข้าป่าไปได้อย่างหวุดหวิด ปล่อยให้เต่านอนหมดแรงอยู่ตรงนั้น นายพรานมาเห็นเฉพาะเต่านอนอยู่จึงใส่กระสอบแขวนเต่าเอาไว้บนกิ่งไม้ กวางได้ปรากฎตัวให้นายพรานเห็นแล้วล่อให้นายพรานวิ่งตามไปจนไกลลิบ แล้ววิ่งย้อนกลับคืนมาช่วยเต่า โดยใช้เขายกกระสอบลงมาแล้วกล่าวขอบคุณเต่าและนกสตปัตตะที่ได้ช่วยเหลือชีวิต และต่างคนต่างแยกย้ายกันหลบซ่อนและหาที่อยู่ใหม่เพื่อความปลอดภัย เต่าได้หนีลงน้ำ กวางหนีเข้าป่าลึก ส่วนนกสตปัตตะไปถึงต้นไม้แล้วก็พาลูก ๆ ไปอยู่ในทีห่างไกล
นายพรานกลับมาถึงที่นั้นอีกไม่เห็นเต่าในกระสอบ ก็ได้แต่ถือกระสอบขาดกลับบ้านไป สัตว์ทั้ง ๓ ได้เป็นเพื่อนรักกันจนตราบเท่าชีวิต
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า : น้ำพึ่งเรือเสือพึ่งป่า ดินดีเพราะป่าปก ป่ารกเพราะดินดี คบคนไว้มากมายย่อมมีประโยชน์ในยามตกทุกข์ได้ยาก
เครดิต ; www.dhammathai.org
ยังมีสาระเรื่องราวดี ๆ ที่อยากเล่าตามมาดูเราได้ที่ ;
My blogs link 👆
https://sites.google.com/site/dhammatharn/
http://abhinop.blogspot.com
http://abhinop.bloggang.com


วันเสาร์ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2564

พระปรางค์วัดมหาธาตุราชบุรี

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก A giver is always beloved.
“พระปรางค์วัดมหาธาตุราชบุรี” พระปรางค์ทรงงาเนียมกับการสิ้นสุดรัฐสุพรรณภูมิที่ลุ่มน้ำแม่กลอง 
ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 16-18 กลุ่มเมืองตะวันตกของลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา ทั้ง เมืองศัมพูกปัฏฏนะ (จอมปราสาท ราชบุรี) เมืองชยสิงหปุระ (เมืองสิงห์ กาญจนบุรี) ชยราชปุรี (ราชบุรี) และศรีชยวัชรบุรี (เพชรบุรี) อาจเคยเป็นกลุ่ม “รัฐตันหลิวไหม” (Deng Liu Mei) ตามชื่อนามใน “บันทึกซูฟันชิ” (Zhu Fan Zhi) ช่วงราชวงศ์ซ่ง และยังอาจหมายถึง “เหล่าพระราชาในแดนตะวันตก” จากจารึก “จารึกปราสาทตอว์” (K.692) ในช่วงกลางพุทธศตวรรษที่ 18 ที่กล่าวถึงการกลับเข้ามาครอบครองดินแดนตะวันตกและที่ราบภาคกลางในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ที่เป็นถิ่นฐานของกลุ่มชาวรามัญ-ทวารวดี เช่นเดียวกับการทำสงครามกับอาณาจักรจามปา (Campāpura) ทางตะวันออก 
.
“...พระองค์ทรงมีชัยชนะเหนือจามปา …และเหล่าพระราชาในแดนตะวันตก (King of the west- inam aparaṃ) ...” (โศลกที่ 35, 45)
.
จนเมื่อสิ้นสุดจักรวรรดิบายนในช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 18 กลุ่มรัฐนี้อาจได้พัฒนามาเป็นรัฐ “ปี้ชาปู้หลี” (Bi Cha Bu Li) จากบันทึก“ต้าเต๋อ หนานไห่จื้อ” (Ta děi Nan hi tchih) หรือภูมิศาสตร์ทะเลใต้สมัยต้าเต๋อ ที่บันทึกโดย “เฉินต้าเจิ้น” (Chen Ta-Chin) ตามบันทึกราชวงศ์หงวนที่กล่าวถึงการส่งเครื่องบรรณาการของกลุ่มรัฐนี้ โดยมีศูนย์กลางราชสำนักอยู่ที่เมืองเพชรบุรี (ศรีชยวัชรบุรีเดิม) และราชบุรี (ชยราชปุรี) นครชุมทางใหญ่บนเส้นทางการค้าข้ามคาบสมุทรมาลายู (Malay Peninsula) ทั้งเส้นทางบกลงไปยังรัฐตามพรลิงค์และคุมเส้นทางช่องเขาตะนาวศรีออกไปฝั่งทะเลเบงกอล เดินทางไปสู่โลกตะวันตกครับ
เมื่ออำนาจจากราชสำนักบายน ที่มีศูนย์กลางอยู่ที่เมืองพระนครศรียโสธระปุระหมดลง กลุ่มชนในลุ่มเจ้าพระยาและลุ่มน้ำสาขาตอนบน ทั้งกลุ่มตระกูลไทเลืองที่ศรีสัชนาลัยสุโขทัย (ซั่งสุ่ยสูกูตี่) กลุ่มลูกผสมรัฐละโว้และเมืองท่าอโยธยา (รัฐหลอหู่) กลุ่มรามัญ-ทวารวดีเดิมรัฐสุพรรณภูมิ-สุวรรณปุระ (เสียน กั๋ว กวั่น) รวมไปถึงนครบนเส้นทางการการค้ารัฐเพชรบุรี (ปี้ชาปู้หลี) ที่ต่างก็เคยเป็น “ขอมเจ้าพระยา” มีความสัมพันธ์ร่วมในจักรวรรดิเดียวกันมาก่อน ต่างก็ได้แยกตัวออกเป็นรัฐอิสระแบบกลุ่มเครือญาติไปตามภูมิภาค ยังไม่มีการรวมรัฐเล็กรัฐน้อยขึ้นเป็นอาณาจักรใหญ่
.
*** ในช่วงต้นพุทธศตวรรษที่ 19 กลุ่มรัฐเพชรบุรี (ปี้ชาปู้หลี – ลูกครึ่งเขมร/รามัญ) อาจได้ถูกกลุ่มรัฐสุพรรณภูมิ-สุวรรณปุระที่เป็นรัฐของชาวรามัญ-ทวารวดีเดิมจากทางเหนือเข้ายึดครองด้วยการดองญาติระหว่างผู้ปกครอง แต่ก็อาจมีการสงครามที่รุนแรง โดยเฉพาะเมืองบายนเดิมในกลุ่มลุ่มน้ำแม่กลองและต้นน้ำสาขา ที่ หลายแห่งถูกทำลาย ไม่มีร่องรอยการอยู่อาศัยหรือสร้างศาสนสถานต่อเนื่องมาในยุคหลัง     
.
รัฐเพชรบุรี รวมทั้งเมืองชยราชปุรี ได้ผนวกรวมเข้ากับรัฐสุพรรณภูมิ ตามเขตวัฒนธรรมและเส้นทางการค้าของชาวรามัญ-ทวารวดีเดิมก่อนอิทธิพลเขมร กลับกลายเป็นรัฐใหญ่ในช่วงกลางพุทธศตวรรษที่ 19 ตามชื่อนาม “เสียน” จากบันทึกในยุคราชวงศ์หยวนและราชวงศ์หมิงครับ 
.
-----------------------------------   
*** ที่เมืองชยราชปุรี ในช่วงกลางพุทธศตวรรษที่ 19 เมื่อรัฐสุพรรณภูมิ (รามัญ-ทวารวดีเดิม) ที่นิยมการสร้างพระเจดีย์ทรง 8 เหลี่ยม จากอิทธิพลเจดีย์ทรงถะแบบจีนที่ผ่านมาทางเมืองหริภุญชัยและพุกามได้กลับเข้ามาครอบครองเมืองราชบุรีอีกครั้ง กลุ่มราชสำนักใหญ่ได้มีการปรับเปลี่ยนศาสนสถานศูนย์กลางของเมือง ที่เคยเป็น “ปราสาทหิน” ในงานสถาปัตยกรรมแบบเขมรในยุคบายน มาเป็นพระเจดีย์ในคติ “มหาธาตุ” กลางนครตามความเชื่อของฝ่ายเถรวาทรามัญ โดยสร้างพระเจดีย์ 8 เหลี่ยมใหญ่ ตามแบบเจดีย์ประธานวัดมรกตและวัดเจดีย์หักและเจดีย์บริวารของวัดมหาธาตุสุพรรณบุรี ที่เป็นเจดีย์ทรงสูงชะลูด ส่วนฐานเขียง-ฐานตรีมาลาวางผัง 8 เหลี่ยมต่อขึ้นมาถึงเรือนธาตุผนังสูงที่ซ้อนขึ้นไป 2 – 3 ชั้น รองรับองค์ระฆังเรียวสูงคล้ายทรงลอมฟาง (ลูกฟักผ่าครึ่ง) จากอิทธิพลพุกาม-หริภุญชัย บนฐานปัทม์กลมหรือ 8 เหลี่ยม ด้านบนไม่มีชั้นบัลลังก์ (หรรมิกา) หรืออาจมีบัลลังก์ 8 เหลี่ยมไม่มีเสาหาน ต่อก้านฉัตรปล้อง-ไฉน-ฉัตรวลี เป็นวงแหวนลดหลั่นแบบแยกห่างกันขึ้นไปถึงปลียอด วางเจดีย์ประธานใหญ่และเจดีย์บริวารไว้ทางด้านหลังปราสาทหินบายนที่เป็นศูนย์กลางเดิม
.
ถึงช่วงกลางพุทธศตวรรษที่ 20 ราชสำนักสุพรรณภูมิที่เมืองราชบุรี ที่มีอิสระจากราชสำนักสุพรรณภูมิที่เมืองสุพรรณบุรี-สรรค์บุรีในระดับหนึ่ง ก็ได้ถูกผนวกรวมเข้ากับรัฐอยุทธยา-ละโว้ (หลอหู่) จึงได้มีการเปลี่ยนแปลงพระมหาธาตุกลางนคร จากเจดีย์ทรง 8 เหลี่ยม มาเป็นพระปรางค์แบบอยุทธยา โดยได้รื้อปราสาทเขมรเดิมด้านหน้า นำวัสดุมาใช้สร้างวิหารหลวงขนาดใหญ่และได้นำมาใช้เป็นวัสดุสร้างเจดีย์ทรงปราสาท-พระปรางค์ ขึ้นครับ
.
ฐานล่างของปรางค์ประธานที่สร้างขึ้นแทนเจดีย์ทรง 8 เหลี่ยมยุคสุพรรณภูมิเดิม ทำเป็นฐานเขียง (อุปานะ) สูง ซ้อนด้วยฐานปัทม์ซ้อนชุดฐานลดหลั่นขึ้นไป 3 ชั้นแบบพีระมิด ท้องไม้แต่ละชั้นคาดแถบบัวลูกฟักเหลี่ยมขนาดใหญ่คับท้องไม้ จนดูเหมือนว่าเป็นการ “เซาะร่อง” ท้องไม้เป็นเส้นติดกับลวดบัวคว่ำบัวหงายมากกว่า มีรูปแบบเดียวกับการคาดแถบบัวลูกฟักที่ท้องไม้และการยกชั้นฐานสูงของปรางค์ประธานวัดพระราม แต่แตกต่างไปจากชั้นฐานบัวลูกฟักของวัดราชบูรณะ ที่ยังคงรักษาขนบตามแบบปราสาทเขมร-ละโว้อย่างชัดเจน  
.
ด้านบนฐานสูงเป็นเรือนธาตุเป็นทรงปราสาทสี่เหลี่ยม ยกเก็จประธานซ้อน 4 กระเปาะ จนเกิดเป็นการยกมุมถี่แตกต่างไปจากการยกมุมเก็จของปราสาทเขมรละโว้ ตรงกลางยกซุ้มประตูซ้อนเพียง 2 ชั้นหน้าบัน เหนือบัวรัดเกล้าเป็นชั้นอัสดงที่ไม่มีรูปประติมากรรมครุฑเหินขนาดใหญ่ประดับมุม (ครุฑยุดนาครับไขรา) แต่กลายเป็นมุมหลักที่ประดับด้วยกลีบขนุนแบบชะลูดแหลม (แตกต่างไปจากกลีบขนุนแบบละโว้ที่ยังอ้วนป้อมกว่า) ปั้นปูนรูปรูปทวารบาล –หรือเทพเจ้าในซุ้มบัญชร ยกชั้นวิมาน (รัดประคด-เชิงบาตร) แยกจากกันเป็นชั้น ๆ ขึ้นไป 6 ชั้น ประดับกลีบขนุน (บัวกาบขนุน) เรียงชิดกัน เหลือช่องว่างระหว่างกลีบเพียงเล็กน้อยตามการยกมุมของแต่ละชั้นวิมาน กลีบขนุนของมุมหลักในแต่ละชั้นยังมีขนาดใหญ่กว่ามุมย่อย แผ่นบรรพแถลงวางในระดับเดียวกับกลีบขนุนเหนือลวดบัวเชิงบาตรของมุขหน้าเก็จประธานในแต่ละชั้นทำเป็นรูปใบเสมา ขนาดเท่ากับกลีบขนุน ซึ่งทั้งหมดก็ล้วนเป็นลักษณะเด่นของพระปรางค์ไทย ที่หลุดออกจากงานสถาปัตยกรรมเขมร-ละโว้แล้วครับ 
.
------------------------------
*** และเมื่อพิจารณาแผนผังเปรียบเทียบระหว่างปรางค์ประธานวัดมหาธาตุสุพรรณในยุคแรก ที่สร้างขึ้นในสมัยพระบรมไตรโลกนาถ กับปรางค์ประธานวัดมหาธาตุราชบุรี จะพบว่า องค์ประกอบของทั้งสองพระปรางค์มีขนาดของระเบียงคด ปรางค์ประธาน ใกล้เคียงกัน มีการจัดวางวิหารที่มีท้ายจระนำแทรกเข้ามาภายในระเบียงคด รวมทั้งตำแหน่งของเจดีย์ 8 เหลี่ยมคู่แบบสมมาตรทั้งภายในระเบียงคดและนอกระเบียงคด ล้วนแต่มีการจัดวางตำแหน่งเดียวกัน 
ลวดลายภาพเขียนสีอดีตพระพุทธเจ้าตามคติเถรวาทลังกาวงศ์ภายในห้องคูหาประธาน (Cella) ยังปรากฏลวดลายดอกไม้ทิพย์-ดอกบัว ลายเมฆริ้วหรือลายเครือเถาจากอิทธิพลศิลปะจีน ที่นิยมในช่วงพุทธศตวรรษที่ 20 ลายปราสาทยอดแหลมในคติคันธกุฏีวิหาร รูปพระสาวกขนาบข้าง ลายเครื่องแต่งกายกษัตริย์ แสดงอิทธิพลของงานศิลปะแบบพุกาม-รามัญ ของงานช่างศิลปะเดิมที่นิยมในภูมิภาคครับ  
.
อีกทั้งรูปแบบของปรางค์ที่มีลักษณะเด่นของ “พระปรางค์ทรงงาเนียม” (หลังคาทรงวิมานอ้วนป้อมสอบโค้งเข้า เพิ่มชั้นวิมาน-เชิงบาตรมากกว่า มีการปรับจำนวนชั้นและการจัดเรียงบัวกาบขนุน (กลีบขนุน) ให้กระชับเข้ามาชิดกันตามจำนวนมุมที่เพิ่มขึ้น แตกต่างไปจากทรงวิมานแบบเขมร-ละโว้ ที่นิยมในอยุทธยาเดิมอย่างเห็นได้ชัด) ฐานยกสูง 3 ชั้นบนฐานไพทีใหญ่ การวางแถบบัวลูกฟักใหญ่เต็มท้องไม้ ที่เป็นพระราชนิยมในสมัยพระบรมไตรโลกนาถ อย่างพระปรางค์ประธานวัดพระศรีรัตนมหาธาตุสุพรรณบุรี พระปรางค์ประธานวัดพระศรีรัตนมหาธาตุเชลียงและพระปรางค์ประธานวัดพระศรีรัตนมหาธาตุพิษณุโลก อีกทั้งการจัดวาง “ทับหลังปลอม” ภายในช่องจระนำของซุ้มประตู รวมทั้งการเปลี่ยนเครื่องปักมุมชั้นอัสดงจากรูปประติมากรรมลอยตัว อย่างครุฑยุดนาคมุมไขราและรูปทวารบาลเดิมมาเป็นกลีบขนุน ตามรูปแบบสถาปัตยกรรมของพระปรางค์ประธานวัดพระราม ที่สร้างขึ้นในช่วงต้นพุทธศตวรรษที่ 21 
.
ต่อมาได้มีการต่อเติมเพิ่มมุขฐานปัทม์คาดบัวลูกฟักแถบใหญ่ล้อตามแบบฐานเดิม ต่อเติมเป็นอาคารคูหายาว ด้านหน้า รวมทั้งเพิ่มมุขฐานเฉพาะชั้นล่างตรงกับหน้าซุ้มประตูยาวออกไปทั้ง 3 ด้าน สร้างเป็นพระปรางค์บริวารที่ปลายมุขฐาน ซึ่งน่าจะสร้างขึ้นต่อเนื่องในช่วงปลายของกลางพุทธศตวรรษที่ 21 ช่วงสมัยของสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 ครับ
.
ซึ่งในช่วงเวลาเดียวกันนี้ ภายหลังจากการสร้างปรางค์บริวารจึงได้มีการก่อฐานไพทีสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่ขึ้นใหม่ถมทับส่วนฐานเขียงของพระปรางค์ใหญ่ ปรางค์บริวารและฐานล่างของเจดีย์ 8 เหลี่ยมบริวารเดิมที่อยู่ตามมุมทั้งหมด ซึ่งในปัจจุบัน (ภายหลังจากการบูรณะ) ได้มีการเปิดส่วนฐานให้เห็นร่องรอยการก่อถมฐานไพทีให้เห็นอยู่ที่มุมตะวันตกเฉียงใต้ 
.
*** พระปรางค์วัดมหาธาตุราชบุรี มหาธาตุกลางนครชยราชปุรี จึงควรถูกสร้างขึ้นในช่วงต้นพุทธศตวรรษที่ 21 ปลายสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ เพื่อแสดงพระราชอำนาจอันยิ่งใหญ่ ที่ได้ทรงผนวกรวมรัฐสุพรรณภูมิกลุ่มสุดท้ายที่ลุ่มน้ำแม่กลอง เข้ามาอยู่ในอาณาจักรกรุงศรีอยุทธยาอย่างสมบูรณ์ครับ
เครดิต ; FB
วรณัย พงศาชลากร
EJeab Academy

ยังมีสาระเรื่องราวดี ๆ ที่อยากเล่าตามมาดูเราได้ที่ ;
My blogs links 👆
https://sites.google.com/site/dhammatharn/
http://abhinop.blogspot.com
http://abhinop.bloggang.com
ททมาโน ปิโยโหติ #ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก
A giver is always beloved.


วันพฤหัสบดีที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2564

วัดหลักเมือง สุโขทัย

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก A giver is always beloved.
“วัดหลักเมือง” เจดีย์ทรงปราสาทเขมรองค์สุดท้ายในรัฐสุโขทัย
ในช่วงปลายสุดของพุทธศตวรรษที่ 16 ได้เริ่มมีการสร้างปราสาท (อิฐ) ในวัฒนธรรมเขมรโบราณที่มียอดหลังคาเป็นชั้น “วิมานลดหลั่น” ขึ้นครั้งแรกในเขตรัฐสุโขทัย ตามคติไกรลาววิมานของฝ่ายไศวะนิกาย (Shaivism) บนยอดเขาปู่จ่า ในตำบลนาเชิงคีรี อำเภอคีรีมาศ จังหวัดสุโขทัย ห่างจากตัวเมืองโบราณสุโขทัยไปทางใต้ประมาณ 14 กิโลเมตร 
.
ต่อมาในช่วงปลายสุดของพุทธศตวรรษที่ 17 ถึงต้นพุทธศตวรรษที่ 18  ได้มีการสร้างปราสาทหินตามแบบสถาปัตยกรรมหลังคาทรงวิมานแบบเขมรโบราณหลังเดี่ยว ตามคติฮินดู “ไวษณพนิกาย” (Vaishnavism)  ที่นิยมในราชสำนักฝ่ายเมืองพระนครในช่วงเวลานั้นขึ้นภายในกำแพงเมืองสุโขทัยโบราณค่อนไปทางเหนือ  ที่  “ปราสาทศาลตาผาแดง”ครับ
.  
ต่อมาในช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 18 มีการสร้าง “ปราสาทพระพายหลวง” ปราสาทศิลาแลงสามหลังบนฐานไพทีเดียวกัน ตามคติวัชรยาน-บายน (Mahāyāna Buddhism-Vajrayāna-Tantra) ขึ้นบริเวณทางเหนือของเมืองโบราณสุโขทัย 
.
ในเวลาต่อมาเมื่อได้มีการเปลี่ยนแปลงอำนาจของผู้ปกครองดินแดนจากลุ่มเชื้อสายเขมร-ละโว้เดิม มาเป็นกลุ่มลูกครึ่งขอม – ไท/ลาว ชนชั้นปกครองตระกูลไทและกลุ่มไทเลืองจากเมืองบางขลัง บางยาง เมืองราด ในช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 19  ก็ยังคงปรากฏความนิยมในการสร้างอาคารประธานของศาสนสถานตามแบบสถาปัตยกรรมทรงปราสาทยอดวิมานแบบเขมร ทั้งที่  “ปรางค์สามยอดวัดศรีสวาย” ทางใต้ภายในเมืองโบราณสุโขทัย “ปรางค์ (ปราสาท) วัดเจ้าจันทร์” เมืองศรีสัชนาลัย (เชลียง-เชียงชื่น) และปรางค์ทิศของวัดมหาธาตุกลางเมืองโบราณสุโขทัย รวมทั้งปรางค์ขนาดเล็กในรัฐสุโขทัยที่ได้เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงรูปทรงเรือนธาตุและการจัดลำดับชั้นวิมานที่แตกต่างไปจากปราสาทเขมรมากขึ้นครับ
.
ซึ่งในช่วงพุทธศตวรรษที่ 20 ก่อนปรากฏอิทธิพลและการสร้างเจดีย์ทรงปรางค์ (งาเนียม) แบบอยุทธยาที่ศรีสัชนาลัยและการสร้างครอบทับที่วัดศรีสวาย  รัฐสุโขทัยเคยได้มีพัฒนาการเจดีย์ทรงปราสาทยอดวิมานหรือที่เรียกว่า “ปรางค์” เป็นเอกลักษณ์ของตนเองที่แตกต่างไปจากปรางค์แบบรัฐอยุทธยา โดยอาจได้รับอิทธิพล รูปแบบสถาปัตยกรรมเรือนธาตุมาจากล้านนา ที่ “วัดหลักเมือง” เมืองโบราณศรีสัชนาลัยครับ
------------------------
*** “วัดหลักเมือง” ถูกกล่าวถึงครั้งแรกในปี พ.ศ. 2450 เมื่อครั้งที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว  ยังดำรงพระอิสริยยศเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ สยามมกุฎราชกุมาร ได้เสด็จเยือนเมืองสุโขทัย-ศรีสชันาลัย-กำแพงเพชร ทรงมีพระราชนิพนธ์ไว้ในเรื่อง “เที่ยวเมืองพระร่วง” ว่า  "...ข้าพเจ้าเชื่อว่าไม่ใช่วัดพระพุทธศาสนาเป็นแน่ และมิใช่โบสถ์พราหมณ์ แต่จะเกี่ยวกับศาลผี หรือเทวดาอันใดอันหนึ่ง จึงได้เล่าต่อไปว่าบางทีอาจจะเป็นหลักเมือง..." ทรงเชื่อว่าวัดแห่งนี้คือสถานที่ฝังดวงเมืองที่มีพระปรางค์ครอบอยู่ จึงพระราชทานนามว่า “หลักเมือง” ต่อมาจึงได้เรียกกันต่อมาว่า “วัดหลักเมือง” ครับ
.
รูปแบบทางสถาปัตยกรรมของเจดีย์ทรงปราสาทประธานของวัดหลักเมือง ยังคงลักษณะเด่นของเรือนปราสาทแบบเขมร คือมีฐานล่างเป็นฐานปัทม์ใหญ่ คาดแถบลูกฟักเหลี่ยมซ้อนชั้นที่ท้องไม้ ยกมุมเก็จประธานทั้ง 4 ด้าน แต่เพิ่มมุขหน้าเก็จยื่นยาวออกมาแบบผนังเรียบแทนที่จะเป็นซุ้มประตูแบบเดิม กลายเป็นทรงจัตุรมุข-กากบาท วิมานชั้นที่ 2 ยังคงรักษามุมตามแบบเรือนธาตุ ลดหลั่นขนาดเรือน ซ้อนชั้นขึ้นไป 3 ชั้นเชิงบาตร แต่มีการวางฐานบัวยกท้องสูงเป็น “ฐานคั่น” ทำหน้าบันซุ้มบัญชรเหนือหน้ามุขแต่ละด้านในแต่ละชั้น แทนที่จะวางหน้าบันในระดับเชิงบาตรเหนือตัวเรือนวิมานที่มีท้องสูงกว่า วางกลีบขนุนบนมุมทั้งชั้นฐานบัวและชั้นเรือนวิมานลดหลั่นขนาดขึ้นไปทุก ๆ ชั้น
.
การยกชั้นวิมานซ้อนแบบแยกชั้นขาดกันเป็น “พีระมิด” ของปรางค์วัดหลักเมือง แสดงให้เห็นพัฒนาการที่เกิดขึ้นภายหลังรูปแบบปราสาทที่วัดเจ้าจันทร์ที่ยังคงรักษารูปแบบหน้าบันชั้นซ้อนทั้ง 4 ด้านและการยกชั้นวิมานเป็นชั้น ๆ เชิงบาตร โดยไม่มีชั้นฐานบัวใหญ่มาคั่นระหว่างชั้นตามแบบสถาปัตยกรรมปราสาทเขมรอยู่ แต่ดูเหมือนว่าปรางค์วัดหลักเมืองที่สร้างในยุคหลังกว่า ได้พยายามรักษารูปแบบวิมานลดหลั่นที่คงแยกเป็นชั้น ประดับหน้าบันมุขและกลีบขนุนตามแบบปราสาทเจ้าจันทร์  แต่ได้ปรับเปลี่ยนหน้ามุขมาทำเป็นผนังเรียบตามแบบเรือนธาตุของเจดีย์ และยังปรับกลีบขนุนฝังชิดผนังจนกลายเป็นกาบประดับ 
.
ด้วยรูปแบบที่แตกต่างไปจากปราสาทเขมรอย่างวัดพระพายหลวง แต่ยังคงรักษารูปแบบการยกชั้นเชิงบาตรลดหลั่นจากเรือนธาตุขึ้นไป มีหน้าบันซุ้มบัญชรและกลีบขนุนแบบปรางค์วัดเจ้าจันทร์ แต่ทำตัวเรือนทึบแบบเรือนธาตุฐานสี่เหลี่ยมเพิ่มมุมไม่มีซุ้มประตูแบบล้านนาของปรางค์ประธานวัดหลักเมือง ปรางค์แบบสุโขทัยนี้จึงควรถูกสร้างขึ้นในช่วงหลังของกลางพุทธศตวรรษที่ 20 (พ.ศ. 1950 – 1970)  เป็นเจดีย์ทรงปรางค์ ที่ยังคงรับอิทธิพลสถาปัตยกรรมปราสาทเขมรเป็นองค์สุดท้ายในรัฐสุโขทัย     
.
*** ถึงรูปแบบปรางค์ทรงซ้อนชั้นพีระมิดของวัดหลักเมืองจะไม่ได้รับความนิยมในรัฐสุโขทัย แต่ก็ยังปรากฏร่องรอยของพัฒนาการส่วนหลังคาที่เปลี่ยนมารวบชั้นวิมานมาต่อซ้อนชั้นลดหลั่นขึ้นไปหลายชั้นเป็นทรงกรวย จบที่ยอดหม้อน้ำ โดยไม่มีหน้าบันซุ้มบัญชรและกลีบขนุนประดับ อย่างที่พบจากเจดีย์รายวัดเจดีย์เจ็ดแถวในเมืองโบราณศรีสัชนาลัยและเจดีย์รายที่วัดชนะสงครามในตัวเมืองโบราณสุโขทัยครับ
เครดิต ; FB
วรณัย  พงศาชลากร
EJeab Academy

ยังมีสาระเรื่องราวดี ๆ ที่อยากเล่าตามมาดูเราได้ที่ ;
My blogs links 👆
https://sites.google.com/site/dhammatharn/
http://abhinop.blogspot.com
http://abhinop.bloggang.com
ททมาโน ปิโยโหติ #ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก
A giver is always beloved.


วันจันทร์ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2564

ปราสาทบ้านพลวง

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก A giver is always beloved.
ลวดลายสะท้อนความอุดมสมบูรณ์แห่งพงไพร ที่ “ปราสาทบ้านพลวง” เมืองสุรินทร์ 
“ปราสาทบ้านพลวง” ตั้งอยู่ที่บ้านพลวง ตำบลกังแอน อำเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร์ ตามถนนสายสุรินทร์-ปราสาท-ช่องจอม มีทางแยกซ้ายมือเข้าไปอีกประมาณ 900 เมตร มีป้ายบอกทางเข้าไปถึงตัวปราสาทได้โดยสะดวก เป็นปราสาท “สฺรุก” (Sruk) ศาสนสถานศูนย์กลางประจำชุมชน (Communities) เพื่อประดิษฐานรูปเคารพในคติความเชื่อแบบฮินดู (Hinduism)  ในศิลปะ (ช่วงความนิยม) แบบปราสาทพระวิหาร-บาปวน ราวกลางถึงปลายพุทธศตวรรษที่ 16 ถึงต้นพุทธศตวรรษที่ 17
.
ปราสาทหินบ้านพลวงเป็นปราสาทหินขนาดเล็กที่ได้รับการขุดแต่งบูรณะโดยวิธีการ "อนัสติโลซิส" (Anastylosis - การรื้อมาและประกอบเป็นจิ๊กซอว์ขึ้นไปใหม่ เสริมโครงสร้างและรากฐานใหม่ หินส่วนไหนขาดก็เติมหินใหม่เข้าไปให้สมบูรณ์ โดยไม่ขัดแย้งกับลวดลายศิลปะเดิมของปราสาท) โดย นาย แวนส์ เรย์ ซิลเดรส นักศึกษาปริญญาเอก มหาวิทยาลัยคอร์แนล สหรัฐอเมริกา ที่กำลังทำงานวิจัยเรื่องเกี่ยวกับศิลปะตะวันออกสมัยโบราณอยู่ในขณะนั้นครับ
.
ซิลเดรสได้เดินทางสำรวจปราสาทหินมาหลายแห่งในอีสานใต้ ก็ยังไม่ถูกใจ เพราะว่าปราสาทส่วนใหญ่เป็นแบบ "อาโรคยศาลา" (ĀrogyaŚālā)  จึงไม่มีลวดลายศิลปะการแกะสลักหินให้ศึกษามากนัก หลายปราสาทก็มีขนาดใหญ่  จนเขาได้มาพบกับปราสาทหลังหนึ่งในสภาพมีดินทับถม แต่ส่วนเรือนยังคงสมบูรณ์ สลักลวดลายอย่างสวยงามบนหน้าบันใกล้กับบ้านพลวง เขาจึงเกิดความสนใจและต้องการที่จะบูรณะขึ้นมาใหม่ตามแนวคิดอนัสติโลซิสที่นิยมใช้กับการบูรณะปราสาทในช่วงนั้น
.
ในปี พ.ศ. 2514  ซิลเดรส จึงได้ทำเรื่องขออนุญาตกรมศิลปากรและได้รับทุนจากมูลนิธิวิจัยโซเดย์ แห่งสหรัฐอเมริกา มาเป็นงบประมาณในการบูรณะปราสาทบ้านพลวงประมาณ 6 แสนบาทครับ
.
------------------------------
*** ปราสาทบ้านพลวงหันหน้าไปทางทิศตะวันออก มีคูน้ำเป็นรูปตัวยู ( U ) ล้อมรอบ ใกล้เคียงกันทางตะวันออกมี “บาราย” (Baray) หรือสระน้ำขนาดใหญ่ (Pond) ขนาด 350*350 เมตร แสดงความเป็นที่ตั้งของชุมชน (สฺรุก-วิษัย) โบราณมาก่อน เป็นปราสาทหลังเดี่ยวก่อด้วยหินทรายทั้งหมด ตั้งอยู่บนฐานศิลาแลงขนาดใหญ่รูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีมุขฐานยื่นเฉพาะส่วนกลางยาวไปข้างหน้า 
.
จากร่องรอยส่วนรักแร้ของมุขฐานได้แสดงว่า ในครั้งแรกสร้างนั้น (ในช่วงสมัยพระเจ้าสูริยวรมันที่ 1) อาจมีความตั้งใจจะสร้างเป็นปราสาทอิฐแบบตรีมูรติ (Trimurti)  3 หลังบนฐานยาว ที่มีร่องรอยของการยกมุขเป็นเก็จด้านหน้า แต่ต่อมาได้สร้างขึ้นเพียงหลังเดียวโดยสร้างฐานด้านหน้าเป็นฐานยาวเสริมเข้าไปกับฐานเดิมครับ      
.
เรือนธาตุปราสาทบ้านพลวง มีประตูทางเข้าอยู่ด้านหน้าเพียงด้านเดียว ส่วนด้านอีก 3 ด้านแกะสลักหินเป็นรูปประตูแบบเครื่องไม้ประดับอกเลาประดับผนังที่เรียกว่า “ประตูหลอก” (False doors) ด้านบนเรือนสร้างแค่เพียงชั้นบัวรัดเกล้า ส่วนบน (หลังคา) ทรงเรือนวิมานอาจสร้างด้วยการก่ออิฐ แต่พังทลายลงมาจนหมดแล้ว จึงเหลือตัวปราสาทเพียงครึ่งเดียว หรืออาจยังไม่ได้สร้างขึ้นไป
.        
หน้าบันขององค์ปราสาทแกะสลักเข้าไปบนผนังของมุขยกเก็จ โดยไม่ได้แยกเป็นหน้าบันออกมาเป็นแผ่น ซึ่งเป็นรูปแบบทางสถาปัตยกรรมที่นิยมกันในศิลปะแบบพระวิหาร หน้าบันทางทิศตะวันออกด้านหน้าแกะสลักเป็นเรื่องราว “พระกฤษณะกำลังยกเขาโควรรธนะ” ร่วมกับภาพของโคปาล โคปีและรูปวัว อยู่บนก้านขดใบม้วนที่หน้าบันอย่างชัดเจน ส่วนทางเหนือก็ปรากฏรูปพระกฤษณะต่อสู้กับนาคกาลียะบนทับหลัง สะท้อนคติ วรรณกรรมเรื่อง “พระกฤษณะ” (Krishna-Kṛṣṇa) หรือ “ชีวประวัติแห่งพระกฤษณะ” (Krishnacaritra)  ในวัยเด็ก (Childhood of Kṛṣṇa) อันเป็นคตินิยมสำคัญในยุคศิลปะแบบพระวิหารครับ 
.
*** “หน้าบัน” (Pediment) ทางทิศเหนือ มีสภาพผุกร่อนไปมาก สลักเป็นเทพเจ้าประทับบนช้าง (พระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ) หน้าบันทางทิศตะวันตกไม่มีการแกะสลัก  ส่วนหน้าบันทางทิศใต้ เป็นรูปบุคคลในท่านั่ง มหาราชาลีลาสนะบนหน้าเกียรติมุข ซึ่งตามคติความเชื่อของฮินดู ควรจะหมายถึงพระยม 
.
*** “ทับหลัง”(Lintel) เหนือกรอบประตูด้านทิศตะวันออกหรือด้านหน้าของปราสาทสลักเป็นรูปพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ (แบบหันด้านข้าง ที่นิยมในยุคปราสาทพระวิหาร) อยู่ภายในซุ้มเรือนแก้วเหนือเกียรติมุข ที่ผนังมุมหลักของด้านหน้ายังสลักรูปทวารบาลถือกระบองในซุ้มเรือนแก้ว แต่ยังแกะสลักไม่เสร็จสิ้น 
.
ทับหลังทางทิศเหนือเป็นเรื่องพระกฤษณะกำลังรบกับนาคกาลียะ ส่วนทางด้านตะวันตกยังไม่ได้เริ่มแกะสลักรูปใด ๆ ดูเหมือนว่าปราสาทด้านหลังจะเป็นทิศสุดท้ายในการแกะสลักของทุกปราสาทหินเสมอ ๆ   
.
ส่วนทางด้านทิศใต้ ทับหลังสลักเป็นรูปพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณสามเศียร มีเส้นเกศาที่ตะพอง ทับหลังรูปพระอินทร์นี้ อาจเคยเป็นทับหลังในตำแหน่งด้านหน้าทิศตะวันออกในครั้งแรกสร้าง แต่ได้ถูกย้ายมาไว้ทางทิศใต้  โดยได้มีการแกะสลักแก้ไขแผงด้านบนที่เคยเป็นรูปฤๅษีสวดบริกรรมคาถาในซุ้มตามขนบแบบแผน มาเป็นรูปสัตว์นานาชนิดร่วมอยู่ ทั้งลิงที่มาเกาะอยู่ยอดช่อกรุยสามเหลี่ยม วัวหมอบ หมูป่าและนก บริเวณผนังเรือนธาตุ (ยกเก็จ) ด้านตะวันออก มีร่องรอยเริ่มต้นการแกะสลักรูปนางอัปสรา ส่วนเสาประตูซุ้ม (Pilaster) สลักลวดลายหนุมานคายท่อนก้านต่อก้านต่อดอก ท
.
ส่วนผนังเหนือทับหลัง (คอสอง) ฝั่งทิศใต้นี้ สลักรูปสัตว์ป่า ทั้ง เสือ (ลิง?) ปลาจำนวนมาก แม่ม้าพาลูกมาเล็มหญ้า จระเข้กินปลา หงส์กินปลา นกหงส์-ห่านหรือนกน้ำ ทั้งยังมีรูปกระรอก-กระแต หลุดลงมาเกาะอยู่ที่ข้างซุ้มบัญชรของพระอินทร์อีกด้วย
.
รูปสลักสัตว์ป่าอย่างกระรอกกระแตและกวางป่า(ละมั่ง ?) ยังหลุดลามมาอยู่เหนือพวยระกา-ใบไม้ก้านต่อดอกพันธุ์พฤกษาที่หน้าบันด้านหน้า เหนือรูปพระกฤษณะยกเขาโควรรธนะ ทั้งยังมีภาพหงส์เหินเข้าไปเรียงแทนกลีบบัวลวดบัวหงายของชุดบัวหัวเสาทางทิศใต้ สลักรูปนกน้ำไปแอบวางไว้ใต้รูปหนุมานคายท่อนพรรณพฤกษาของเสาประดับ  ซึ่งการแทรกลวดลายของรูปสัตว์เช่นนี้ยังไม่เคยปรากฏเป็นคติในลัทธิความเชื่อใดในการสร้างปราสาทองค์ไหนในวัฒนธรรมเขมรครับ
ภาพสลักสัตว์ป่าที่เข้าไปแฝงอยู่ในร่วมในลวดลายประดับปราสาทที่สร้างขึ้นเพื่อการอุทิศถวายแก่เทพเจ้า ไม่เคยปรากฏในงานศิลปะเขมรโบราณที่เคร่งครัดตามแบบแผนอันศักดิ์สิทธิ์ คงพบเห็นได้ที่ปราสาทบ้านพลวงเพียงแห่งเดียว อาจด้วยเพราะความอุดมสมบูรณ์ของพื้นที่ ที่เคยเป็นป่าใหญ่ มีสัตว์นานาชนิดและบึงน้ำใหญ่  ช่างท้องถิ่นปราสาทบ้านพลวงในอดีต จึงได้แหกกรอบความเชื่อ ขนบแบบแผนและศิลปะ นำเอาสภาพแวดล้อมอันอุดมสมบูรณ์ในถิ่นฐานของตนลงมาผสมผสานกับความเชื่อทางศาสนาในคติเรื่องพระอินทร์ เทพเจ้าแห่งความอุดมสมบูรณ์  สะท้อนความอุดมสมบูรณ์แห่งพงไพรในอดีตของดินแดนแถบนี้    
.
*** แต่ผู้ปกครองใหญ่จากราชสำนักหรือนักบวชพรามหณ์อาจไม่ได้มองเห็นด้วยตามความคิดของช่างแกะสลักศิลปะ จึงไม่อยากให้ภาพสลักนอกขนบแบบแผนที่แทรกรูปสัตว์ป่ามาร่วมกับลวดลายเทพเจ้าอันศักดิ์สิทธิ์มาอยู่ด้านหน้า ช่างศิลปะท้องถิ่นและนักบวชพราหมณ์ที่สฺรุกบ้านพลวง จึงได้เจรจาตกลงประนีประนอมกัน รื้อเอาทับหลังและเสาประดับจากเดิมที่เป็นซุ้มประตูด้านหน้าย้ายมาอยู่ทางทิศใต้ทั้งหมด ซุ้มประตูด้านหน้าปราสาทที่มีความสำคัญที่จะต้องแกะสลักเสร็จสมบูรณ์ก่อนด้านอื่น ๆ จึงต้องมาถูกแกะสลักแก้ไขใหม่ กลายเป็นด้านยังแกะสลักไม่แล้วเสร็จ ในขณะที่ด้านทิศใต้และทิศเหนือกลับแกะสลักลวดลายประดับซุ้มประตูได้อย่างสมบูรณ์ครับ
เครดิต ; FB
วรณัย  พงศาชลากร
EJeab Academy

ยังมีสาระเรื่องราวดี ๆ ที่อยากเล่าตามมาดูเราได้ที่ ;
My blogs links 👆
https://sites.google.com/site/dhammatharn/
http://abhinop.blogspot.com
http://abhinop.bloggang.com
ททมาโน ปิโยโหติ #ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก
A giver is always beloved.


พระยอดธง

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก A giver is always beloved.
รูปประติมากรรมสำริด บน “ยอดเสาธงชัย”  
.
ว่ากันว่า มนุษย์เริ่มใช้สัญลักษณ์ “ธง” (Flag) เป็นเครื่องสื่อสารความหมายสัญลักษณ์แสดงตัวตนของกลุ่ม มาตั้งแต่ราว 4,000 ปีที่แล้ว แต่ในยุคแรกเริ่มนั้นยังไม่ได้ใช้ผ้ามาทำเป็นเนื้อธง แต่จะสลักขึ้นจากไม้ ในความหมายของ “สัญลักษณ์ - เครื่องหมายนำทาง” จนถึงในช่วง 3,500 ปีที่แล้ว จักรวรรดิเอลาไมท์ (Elamite Empire) ในอิหร่านได้ใช้ธงที่ทำขึ้นจากแผ่นโลหะเพื่อเป็นสัญลักษณ์ขึ้นเป็นครั้งแรกในโลก 
.
หลักฐานเก่าแก่ที่สุดของการใช้ผ้าทอเป็นธง ปรากฏเป็นภาพสลักบนประตูหิน “โตรณะ” ของสถูปสาญจี ที่สร้างขึ้นในยุคราชวงศ์ศุงคะ ราวพุทธศตวรรษที่ 4  เป็นรูปขบวนช้างของกษัตริย์ บนหลังช้างมี “ธงชัย”(Flag of Victory) ผืนยาวที่มีรูปพระอาทิตย์และพระจันทร์ประดับอยู่ ปลายธงมีก้านรับปลายทั้งสองด้านต่างระดับแบบโค้งม้วนคล้ายใบเรือสำเภา ยอดเสาธงทำเป็นรูปสัญลักษณ์ของ “เมล็ดพันธุ์แห่งความเจริญงอกงาม” ครับ
.
ธงในอินเดียโบราณมีอยู่ 3 ประเภท อย่างแรกเรียกว่า “ธช หรือ ธวชะ” หมายถึงผ้ารูปร่างต่าง ๆ ทั้งสามเหลี่ยมและสี่เหลี่ยมที่ผูกไว้ตรงปลายเสา อย่างที่สองเรียกว่า “ปฏากะ” หมายถึงธงชัยมงคล ธงประจำเทพเจ้า หรือธงศักดิ์สิทธิ์ที่ใช้ในการถวายบูชาเทพเจ้าทั้งในคติฮินดูและพระพุทธเจ้าในคติพุทธ และอย่างสุดท้ายคือ “โตรณะ” ก็คือธงราว ธงเล็ก ๆ ที่เรียงเป็นแถว มีสายเชือกผูกโยงขึงไว้ระหว่างเสา หรือพาดลงมาเชื่อมกับวัตถุมงคลสำคัญ
..
------------------------
*** ข้ามมาในวัฒนธรรมเขมรโบราณ  “ธงชัย”มีหลายรูปแบบ ส่วนใหญ่เป็นเครื่องสูงในการถวายเครื่องบูชาแด่เทพเจ้า และเกี่ยวข้องกับกษัตริย์เป็นหลักครับ
.
รูปธงบนภาพสลักนูนต่ำบนกำแพงระเบียงคดที่ปราสาทนครวัดและปราสาทบายน ล้วนแสดงหลักฐานของการใช้ธงประกอบในเรื่องราวต่าง ๆ  ทั้งในขบวนเกียรติยศ-เฉลิมพระเกียรติ ขบวนทัพ การต่อสู้ระหว่างเทพเจ้า ธงชัยจะทำหน้าที่บ่งบอกฐานะของผู้ใช้ธงนั้นว่ามีระดับชั้นความสำคัญขนาดไหนในสังคม โดยมีรูปแบบหลัก ๆ อยู่ 3 แบบ คือ ธงผืนยาวเป็นริ้ว - พลิ้วโค้งที่ด้านบน ธงผืนใหญ่มีชายสามเหลี่ยม 3 – 5 ชาย และธงรูปสามเหลี่ยม
.
จากภาพสลัก ธงชัยผืนผ้ารูปแบบต่าง ๆ จะถูกนำมาใช้ประกอบร่วมกันกับเครื่องสูงชนิดอื่น ๆ ในขบวนแห่แหน ทั้ง กลด – ฉัตรสัปทน บังแทรกบังสูรย์ แส้จามร เครื่องพัดโบก พัดวาลวิชนีหางนกยูง ธงผืนยาวเป็นริ้วจะทำหน้าที่บ่งบอกความสำคัญหรือฐานะของบุคคลสำคัญในภาพสลักอย่างกษัตริย์ แม่ทัพหรือขุนพล แต่ละธงชัยก็นิยมจะสลักเป็นลวดลายดอกไม้ ลายต่อก้านขดหรือลายมงคลเป็นเส้นบาง ๆ ไว้บนเนื้อธง (ที่สลักบนหิน) อย่างสวยงาม รวมทั้งธงตระแกรง (ในขบวนกองทัพที่ปราสาทบายน) ที่ใช้ในการป้องกันลูกธนูจากฝ่ายข้าศึกครับ  
.
แต่ในขบวนแห่แหนในภาพสลักทั้งขบวนเฉลิมพระเกียรติ ขบวนกองทัพและขบวนพิธีพรามหณ์ จะปรากฏเสาที่มีรูปประติมากรรมบนยอดเสา (Flagpole tops) ที่อาจเรียกว่า “ยอดเสาธงชัย” นำอยู่ด้านหน้ากลุ่มภาพที่เป็นขบวนสำคัญ บ่งบอกระดับฐานะทางสังคมของผู้เป็นใหญ่ที่แตกต่างกันไปในแต่ละขบวน ความสัมพันธ์กับกษัตริย์ รวมทั้งอาจยังได้แสดงถึงความสามารถในเชิงการสงครามของผู้เป็นใหญ่ในแต่ละกองทัพอีกด้วย
.
รูปประติมากรรมบนยอดเสาธวัช-ธงชัย (Dhvaja) ในภาพสลักรูปขบวนกองทัพทั้งที่ปราสาทนครวัดและบายน จะพบว่า มีรูปพระวิษณุประทับบนครุฑพ่าห์ (นารายณ์ทรงสุบรรณ) ในท่าเหาะเหินก้าวขาข้างหนึ่งยาวไปด้านหน้า  นำหน้ากระบวนกองทัพพระเจ้าสูริยวรมันที่ 2  (วรบาท กมรเตงอัญ ปรมวิษณุโลก) ประธานของขบวนลำดับที่ 12  หมายถึงกองทัพกษัตริย์ผู้เป็นเสมือนอวตารของพระวิษณุตามคติฝ่ายไวษณพนิกาย (Vaishnavism –Vishnuism) ที่ก็ยังได้รับความนิยมสืบเนื่องต่อมาในกลุ่มรัฐขอมเก่าลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา ในคติ “พระรามาธิบดี”ครับ
.
ลำดับรองลงมาเป็นรูป “ครุฑเหิน” (ธงชัย-ครุฑาธุช) นำหน้า กองทัพลำดับที่ 3 ที่นำโดย “อนัก สัญชัก กันจัสปรยัก” ตำแหน่ง “วฺร กมฺรเตง อัญ ศรีวีรายุทธวรรมม” ขบวนทัพลำดับที่ 6 ที่นำทัพโดย “อนัก สัญชัก วิทยาศรม” ตำแหน่ง“วฺร กมฺรเตง อัญ ศรีวีรวรรมม” ซึ่งรูปครุฑพ่าห์นี้อาจแสดงความเกี่ยวข้องของแม่ทัพ ในฐานะพระญาติของพระเจ้าสูริยวรมันที่ 2  
.
ลำดับรองลงมาเป็นรูปวานรถือพระขรรค์ (ธงชัยกระบี่ธุช) แสดงท่าฮึกเหิม ยกขาด้านหนึ่งขึ้นสูง หันฝ่าเท้าไปด้านหน้า บางรูปไม่ถือพระขรรค์ บางรูปแสดงท่าร่ายรำ บนเสาที่นำหน้าหลายขบวนกองทัพ อย่างขบวนที่ 4 ที่นำทัพโดย “อนัก สัญชัก มัตคนัน ตำแหน่ง“วฺร กมฺรเตง อัญ ศรีวชยา ยุทธวรรมม” ขบวนทัพที่ 5 นำโดย “วฺร กมฺรเตง อัญ ศรีมหิปตินทรวรรมม” ผู้ปกครอง “จันลัตไต” ขบวนทัพที่ 11 นำโดย “กมฺรเตง อัญ ธนัญชัย” ขบวนทัพที่ 13 นำโดย “อนัก สัญชัก ไตรโลกยปุระ” หรือ ขบวนทัพที่ 14 นำทัพโดย “วฺร กมฺรเตง อัญ มูล ศรีวรรทธะ” ขบวนทัพที่ 15 นำโดย “อนัก สัญชัก อโส ลนิส” ตำแหน่ง “วฺร กมฺรเตง อัญ ศรีราเชนทร วรรมม” ขบวนทัพที่ 19  ที่นำทัพโดย “วฺร กมฺรเตง อัญ ศรีสิงหวีรวรรมม”ครับ  
.
*** ซึ่งรูปวานรในคติความเชื่อฝ่ายไวษณพนิกายนั้น มาจาก  วรรณกรรม “มหากาพย์รามายณะ” (Rāmāyaṇa) หรือ “รามาจันทราวตาร” (Ramachandra Avartar) ที่หมายถึงเหล่าแม่ทัพวานรที่มีความเก่งกาจ ทั้งพญาหนุมาน (Hanuman) พญาวานรสุครีพ (Sugriva) พญาวานรพาลี (Vaali) พญาองคต (Angada)  ในสงครามพิชิตท้าวราพณ์ – ราวานะ (Ravana) รากษสผู้ปกครองนครพิชัยลงกา
.
รูปบนยอดเสายังมีรูปบุคคลที่ควรหมายถึงเทพเจ้าในท่าฟ้อนรำ แสดงความกล้าหาญไม่เกรงกลัว คล้ายท่าฮึกเหิมแบบเดียวกับวานร (กระบี่ธุช) ในขบวนแห่ที่ 16 นำหน้าหอพระเพลิงกลาโหม-พระสังเวียนพิธีกูณฑ์ (ไฟศักดิ์สิทธิ์ของกองทัพ - กลาโหม) รูปเทพเจ้าฟ้อนรำบนยอดเสาชัย จึงเกี่ยวเนื่องเฉพาะกับในพิธีการของฝ่ายศาสนาพรามหณ์-ฮินดูเท่านั้นครับ
.
*** สำหรับภาพสลักขบวนทัพที่ปราสาทบายนนั้น จะพบแต่รูปวานร-กระบี่ธุชนำหน้าขบวนทั้งหมด ไม่ว่าเป็นขบวนกองทัพหรือขบวนพิธีกรรม เช่น แห่พระเพลิง 
.
-------------------------------
***  รูปประติมากรรมบนยอดเสาที่ปรากฏในภาพสลัก เป็นรูปประติมากรรมสำริดบน “ยอดเสาธงชัย” ที่มีการนำมาใช้งานในชีวิตจริง ได้มีการพบ “รูปประติมากรรมสำริดยอดธง” (Bronze Statue Flagpole tops) ตามรูปแบบที่ปรากฏในภาพสลัก ทั้งรูปพระวิษณุครุฑพ่าห์ รูปครุฑพ่าห์ กระบี่ธุช รวมทั้งยังมีรูปประติมากรรมสำริดที่แตกต่างไปจากภาพสลัก ทั้งรูปครุฑยุดนาค กระบี่ธุช (วานร) ในท่าร่ายรำ กระบี่ธุชและสิงห์ในท่ายกแขนขึ้นสูง (ที่อาจหมายถึงการประกาศศักดา-เดชานุภาพของขบวนเดินทางบุคคลสำคัญระดับราชสำนักระดับต่าง ๆ) รูปเทวดาร่ายรำพร้อมแสดง (ท่า) การประกาศศักดา ที่อาจเป็นรูปนำหน้าขบวนเดินทางของนักบวชพราหมณ์คนสำคัญครับ
เครดิต ; FB
วรณัย  พงศาชลากร
EJaeb Academy

ยังมีสาระเรื่องราวดี ๆ ที่อยากเล่าตามมาดูเราได้ที่ ;
My blogs links 👆
https://sites.google.com/site/dhammatharn/
http://abhinop.blogspot.com
http://abhinop.bloggang.com
ททมาโน ปิโยโหติ #ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก
A giver is always beloved.


วันศุกร์ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2564

พระเจ้าอังคติราช

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก A giver is always beloved.

พระพรหมนารท
เรื่องพระพรหมมนารท หรือตามชาวบ้านเรียกกันว่า
พรหมนารท จัดเป็นชาติที่ ๘ ในจำนวนสิบชาติ และในชาตินี้
            ได้สั่งสอนให้พระเจ้าแผ่นดินดำรงตนอยู่ในสัมมาทิฐิ คือความถูกต้อง เรื่องมีอยู่ว่า #พระเจ้าอังคติราช เสวยราชสมบัติในมิถิลานคร ในแคว้นวิเทหรัฐ ท้าวเธอมีราชธิดาองค์หนึ่งพระนามว่า รุจา และก็มีเพียงพระองค์เดียวเท่านั้น แม้ท้าวเธอจะมีสนมกำนันจำนวนเป็นร้อยเป็นพัน พระองค์เสวยราชสมบัติด้วยทศพิธราชธรรม พระราธิดาเล่าก็ประกอบไปด้วยลักษณะสวยงาม และมั่นคงอยู่ในศีลธรรมทุกกึ่งเดือนนางจะต้องจำแนกแจกทานเป็นนิจไป อำมาตย์ผู้ใหญ่ของพระราชามีอยู่ 3 คนด้วยกัน คนหนึ่งชื่อ วิชัย คนหนึ่งชื่อ สุนามะ คนหนึ่งชื่อ อลาตะ
            เมื่อถึงคราวเทศกาลเพ็ญเดือน ๑๒ ในในปีหนึ่ง อันเป็นฤดูกาลที่น่าเพลิดเพลินเจริญใจ พระจันทร์เต็มดวงลอยในท้องฟ้าน้ำเปี่ยมตลิ่งใสซึ่งลงไป พันธุ์ผักน้ำ สายบัวก็ชูช่อดอกดอกสะพรั่งไปทั้งสองฟากน้ำ แลดูเป็นเครื่องเจริญตายามเมื่อแลดูพระเจ้าอังคติราชก็ให้มีการเฉลิมฉลองฤดูกาล มีมโหรสพเอิกเกริกทั่งพระนคร
            ส่วนพระเจ้าอังคติราช พระองค์เสด็จประพาสในพระนครแล้วกลางคืนก็เสด็จออก อำมาตย์ ตรัสถามว่า
            "วันนี้เป็นวันดี เราควรจะทำอย่างไรดี ?” #อลาตะอำมาตย์จึงทูลว่า
            “หม่อมฉันเห็นว่าในฤดูกาลอันเป็นที่น่ารื่นรมย์นี้ควรจะได้จัดทัพออกเที่ยวตระเวนตีบ้านเล็กเมืองน้อยไว้ในพระราชอำนาจ” ทรงหันไปยิ้ม พร้อมตรัสว่า
            “ก็ดีอยู่ แต่เรายังไม่นึกอยากจะทำ แล้วต่อไปใครเห็นควรจะทำอย่างไรดี” #สุนาอำมาตย์จึงกลาบทูลว่า
            “ท่านอลาตาเป็นฝ่ายทหารเลือดนักรบ ก็คิดแต่จะรบเพราะกีฬาอะไรจะสนุกเท่ากีฬารบไม่มี นี่เป็นความคิดของผู้เป็นนักรบ แต่กระหม่อมฉันเห็นว่าเป็นเรื่องเดือดร้อนทั้งฝ่ายเราผู้ยกไป และฝ่ายเขาซึ่งต้องรับทัพของเรา พระหม่อมฉันเห็นว่าถ้าพระองค์จะตกแต่งมัชบานในราชอุทยาน จัดงานราตตรีสโมสรสันนิบาต มีมโหรีขับกล่อม มีสนมกำนันฟ้อนรำขับร้องเพื่อเฉลิมฉลองเทศกาล และปลุกปลอบพระทัยของพระองค์ ซึ่งต้องวุ่นกับราชกิจมาตลอดวัน ก็เห็นจะดีพระเจ้าค่ะ”
            “ก็ดีอยู่ แต่ยังไม่ชอบใจเรา ใครจะว่ายังไงอีกล่ะ?” วิชัยอำมาตย์เห็นว่าพระทัยของพระเจ้าอังคติราชไม่มีการทะเยอทะยาน ความโลภก็ไม่มี และมิใคร่ในกามคุณ ควรเราจะชักชวนในทางสงบจึงจะดี จึงกราบทูลว่า
            "ขอเดชะ กระหม่อมฉันเห็นว่าในราตรีกาลอันแสนจะเบิกบานนี้ หากเสด็จไปสู่สำนักของปราชญ์สนทนาปราศรัยสดับธรรมก็จะดีพระเจ้าค่ะ” พระเจ้าอังคติราชพอพระทัยทันที
            “เออดี ท่านวิชัย แต่เราจะไปสำนักใครดีล่ะถึงจะดี”
            “ขอเดชะ #กระหม่อมฉันรู้จักท่านคุณาชีวก ผู้ไม่มีกิเลสและไม่อยากได้ใคร่ดีอะไรทั้งนั้น แม้เสื้อผ้าก็ไม่ต้องการ หากสนทนาอาจจะได้อะไรดี ๆ พระเจ้าค่ะ”
            พระเจ้าอังคติราชจึงสั่งให้จัดพลเสด็จไปยังสำนักของชีวกซึ่งเป็นชีเปลือย เมื่อถึงเข้าไปถวายนมัสการถามทุกข์สุขซึ่งกันและกันแล้ว พอมีโอกาสก็ตรัสขึ้นว่า “พระมหากษัตริย์ ควรประพฤติปฎิบัติอย่างไรในประชาชนพลเมือง เสนา ข้าราชบริพาน พระชนกชนนี อัครมเหสีและโอรสธิดา ยามตายไปแล้วจึงไปสู่สุคติ และคนที่ตายไปตกนรกเพราะทำอะไร” คุณาชีวกไม่รู้ว่าจะทูลตอบอย่างไรดี แต่ก็ทูลลัทธิตนขึ้นว่า
            “มหาบพิตร สุจริต ทุจริต จะได้มีผลอะไรก็หามิได้ บุญก็ไม่มี บาปก็ไม่มี มหาบพิตรให้ทาน มหาบพิตรก็เสียของไปเปล่าโดยไม่ได้อะไรตอบแทนเลย รักษาศีลเล่ามหาบพิตรได้อะไร หิวข้าวแสบท้องเปล่าประโยชน์ สวรรค์นรกมีที่ไหนกันบิดามาดาไม่มี เพราะธรรมชาติ ๗ อย่างมาประชุมกันเท่านั้น ธรรมชาติ ๗ อย่างคือ ดิน น้ำ ลม ไฟ สุข ทุกข์ ชีวิต การจะได้ดีได้ชั่วก็ได้ดีได้ชั่วเอง ไม่มีใครบันดาลให้ เมื่อทั้ง ๗ แยกกัน สุขทุกข์ก็ลอยไปในอากาศ ไม่มีใครทำลายชีวิตนั้นได้ สรุปความว่าไม่มีอะไรทั้งนั้น ล้วนแต่เป็นธาตุประชุมรวมตัวกันและแยกสลายออกจากกันเท่านั้น อีกประการหนึ่ง #คนที่จะต้องวนเวียนอยู่นั้นก็เพียง ๘๔ กัลป์เท่านั้น”
            ขณะนั้นเอง อลาตะเสนาบดีผู้ระลึกชาติได้ก็กล่าวรับสมอ้างคุณาชีวกว่า จริงอย่างท่านอาจารย์ว่า "ข้าพเจ้าเองเมื่อชาติก่อนเป็นคนฆ่าโค ชื่อปิงคละ ข้าพเจ้าฆ่าโคเสียไม่รู้ว่ากี่ร้อยกี่พันตัวตายจากชาตินั้นมาเกิดในตระกูลเสนาบดี ได้เสวยสุขจนกระทั่งบัดนี้ ถ้านรกมีจริงข้าพเจ้าคงไปเกิดไปเกิดในนรกแล้ว ไม่ได้มาเกิดเป็นเสนาบดีดังนี้ ผลบาปต้องไม่มีแน่ ๆ ข้าพเจ้าจึงเกิดมาดังนี้”
            ความจริงนั้น อลาตะเสนาบดีเกิดในสมัยพระกัสสปพุทธเจ้า ได้บูชาพระเจดีย์ด้วยพวงอังกาบพวงหนึ่ง ตายจากชาตินั้นแล้วได้ท่องเที่ยวไป ๆ มา จนเกิดเป็นปิงคละ และด้วยอานิสงส์ได้บูชาพระเจดีย์ จึงได้ไปเกิดเป็นเสนาบดี #แต่เพราะแกระลึกชาติได้เพียงชาติเดียว จึงเห็นว่าคนฆ่าสัตว์มากมายแต่กลับได้เสวยความสุข จึงทำให้เข้าใจผิดไปว่าแกทำปาบแต่กลับได้ดี อันผิดวิสัยความจริงว่า               
อันบ่วงกรรมทำไว้ในปางหลัง เป็นพืชยังปางนี้ให้มีผล
หว่านพืชดีมีผลแก่ตนเอง  หว่านพืชชั่วกลั้วผลที่ค่นแค้น
อันความจริงข้อนี้มีมาแล้ว ไม่คลาดแคล้วเป็นอื่นทุกหมื่นแสน
หว่านพืชชั่วผลดีมีมาแทน ถึงแม้นแมนแม่นไม่เปลี่ยนได้เลย
            หากจะพูดอย่างง่าย ๆ ก็ว่า ทำกรรมอย่างไรก็ให้ผลอย่างนั้น ทำกรรมดีย่อมได้ผลดี ทำกรรมชั่วย่อมได้ผลชั่ว เทวดาก็เปลี่ยนจากชั่วให้เป็นดีก็ไม่ได้
            เวลานั้น มีบุรุษยากจนคนหนึ่งชื่อ วิชกะ นั่งฟังอยู่ด้วยเขารับได้ฟังคำของอลาตะเสนาบดีแล้วอดใจอยู่ไม่ได้ ถึงกับน้ำตาไหลออกมานองหน้า พระเจ้าอังคติราชเห็นเข้าก็ให้ประหลาดพระทัยจึงตรัสถามว่า
            “เจ้าวิชกะ เจ้าร้องไห้ทำไม ?”
            “ขอเดชะ #เพราะข้าพระพุทธเจ้าระลึกชาติได้ว่าเมื่อชาติก่อนข้าพระพุทธเจ้าเป็นเศรษฐี มีจิตใจบุญ จำแนกแจกทานทานแก่สมณชีพราหมณ์และยาจกวณิพกตลอดมา แต่เมื่อตายแล้วแทนที่จะไปสวรรค์ กลับต้องมาเกิดในตระกูลจัณฑาลอันได้รับรับความลำบากยากเข็ญอยู่ในบัดนี้ เพราะฉะนั้นที่ท่านอลาตะกล่าวว่าบุญไม่มีผล บาปไม่มีผลเป็นความจริงแน่นนอน ถ้ามิฉะนั้นแล้วกระหม่อมฉันจะตกระกำลำบากไม่ได้”
            แต่ความจริงแล้วเรื่องมันเป็นอย่างนี้ คือชาติที่เขาระลึกได้นั้น เขาเกิดเป็นคนเลี้ยงโค และได้ติดตามโคไปบังเอิญพบพระหลงทางองค์หนึ่ง ท่านก็เข้ามาถามหนทาง เพราะเขากำลังขุ่นใจเรื่องตามโค จึงเลยไม่ตอบท่าน ท่านเข้าใจว่าเขาไม่ได้ยินเลยถามอีก เขาก็ตวาดไปว่า
            “พระขี้ข้าอะไรเซ้าซี้น่ารำคาญ”
            เพราะกรรมนี้เองจึงทำให้เขาเกิดในตระกูลจัณฑาล แต่เพราะเขาระลึกชาติไปไม่ถึงจึงเห็นเพียงชาติที่เข้าเป็นเศรษฐีเท่านั้น พระเจ้าอังคติราชได้ทรงฟังถ้อยคำของวิชกะ ก็เห็นไป
            ตามคำอลาตะและคุณาชีวก เพราะมีพยานรับรอง ทำให้ข้อความนั้นน่าเชื่อถืออีกมาก ถึงกับตรัสกับวิชกะว่า
            “ท่านอย่าเสียใจไปเลย เราเองก็ถือผิดมาเช่นท่านเมือนกัน เราเคยทำความดีโดยปกครองประชาชนด้วยทศพิธราชธรรม แต่ผลไม่เห็นบังเกิดดีอย่างไร ตั้งแต่นี้เราจะหาความสุขส่วนตัว และแม้พระคุณเจ้าคุณาชีวกข้าพเจ้าก็จะไม่มา เพราะไม่มีประโยชน์อะไร”
            เมื่อตรัสดังนั้นแล้วก็เสด็จกลับพระราชวังทันที และนับแต่นั้นมาก็ปล่อยพระองค์ตกอยู่ในความสุขสนุกสนานเพลิดเพลินกับสุรานารีดนตรีอบายมุขไปตามเรื่อง กิจราชการน้อยใหญ่มอบให้เป็นธุระของอำมาตย์ผู้ใหญ่ทั้ง ๓ คือ วิชัย สุนามะ และอลาตะโดยเด็ดขาด ศาลาโรงทานที่เคยได้ตั้งไว้ ก็ตรัสให้เลิกทั้งหมด เพราะไม่มีผลจะทำไปทำไม ผลบุญทานก็ไม่มี หาความสุขดีกว่า สุรา นารี เออมันช่างแสนสุขสำราญเสียจริง ๆ
            ถึงวัน ๑๕ ค่ำเป็นวันพระ พระราชธิดารุจาเคยขึ้นเฝ้าพระราชบิดาและเคยรับเงินทองพระราชทานไปเพื่อแจกจ่ายแก่สมณชีพราหมณ์และผู้ยากจนค่นแค้น เมื่อขึ้นไปเฝ้าตอนจะกลับก็ได้รับเงินพระราชทานมา ๑.๐๐๐ ตามที่เคยให้จิตใจที่เคยสละให้ทานไม่มีเลย
            ความประพฤติของพระเจ้าอังคติราชคือ มิจฉาทิฐิ ก็แพร่สะพัดไปทุกมุมเมือง ราษฎรชาวเมืองทั้งปวงก็รู้ทั่วกันว่า พระราชาของตนไม่ตั้งตนในทศพิธราชธรรม #เพราะได้รับคำสั่งสอนจากคุณาชีวก เพราะพระราชธิดามิได้ใกล้ชิดพระองค์ จึงไม่ค่อยจะรู้เรืองของพระบิดานัก ตราบจนนางสนมกำนัลมาเล่าให้ฟังถึงกับอัดอั้นตันพระทัย
            “ทำไมหนอพระบิดาจะสั่งสนทนากับใคร ๆ จึงไม่เลือกคน จึงได้รับสั่งสอนอันตรงกันข้ามเช่นนี้ ข้อความที่ควรจะถามนั้นน่าจะถามสมณะมากกว่า เราเองก็ระลึกชาติได้ถึง ๑๔ ชาติ ทำอย่างไรจึงจะแก้พระบิดาจากทิฐิผิดอันนี้ได้”
            เมื่อกำหนดเข้าเฝ้า ก็พร้อมด้วยหญิงบริวารแต่งกายหลายหลากชนิดพากันขึ้นไปเฝ้า พระเจ้าอังคติราชก็โสมนัสตรัสสนทนากับพระราชธิดาเป็นอันดี พร้อมทั้งถามถึงความทุกข์สุขที่ได้รับ ซึ่งพระราชธิดาก็ทูลตอบให้ชื่นชอบพระทัยเป็นอันดีจึงถึงเวลาเสด็จลากลับ ซึ่งพระองค์เคยพระราชทานทรัพย์เพื่อเอาไปจำเเนกแจกทาน แต่คราวนี้ทรงเฉยเสีย พระราชธิดาจึงต้องทูลขอทรัพย์จำนวน ๑.๐๐๐ เพื่อไปทรงแจกจ่าย กลับได้ยินพระราชบิดาตรัสว่า
            “รุจา ตั้งแต่เราให้ทานมาก็นานแล้ว ไม่เห็นจะได้อะไรขึ้นมา นอกเสียจากทรัพย์จะหมดเปลืองไปเท่านั้น อดกินอดนอนจนกระทั่งทรมานจิตใจไม่ให้ได้รับความเทิงเริงรมย์ เราจะลำบากกันทำไม คราวก่อนพ่อไม่รู้จึงให้เจ้าทำ เดี๋ยวนี้พ่อรู้แล้วสิ่งเหล่านี้ไม่มีประโยชน์ เลิกทำเสียเถอะ หาความสุขไปเรื่อย ๆ ดีกว่า เจ้าจะเอาเงินทองไปใช้จ่ายบำรุงความสุขแล้ว พ่อไม่ขัดข้องเลย
            ถ้าเอาไปจำแนกแจกทานแล้วพ่อว่าหาประโยชน์มิได้ #เท่ากับเจ้าช่วยให้พวกนั้นขี้เกียจขึ้นไปเสียอีก เวลานี้สันดานมันก็ขี้เกียจอยู่แล้ว เจ้าอย่าไปส่งเสริมให้มันขี้เกียจเพิ่มขึ้นอีกเลย คุณาชีวกน่ะแกเป็นเจ้าลัทธิที่เห็นว่าบุญบาปไม่มีอะไรที่จะส่งผลทั้งนั้น แกจึงไม่ต้องการอะไรแม้แต่ผ้านุ่งแกยังไม่เอาเลย ไม่ใช่แต่แกคนเดียว แม้แต่อลาตะเสนาบดีก็เห็นเช่นนั้น ตลอดจนวิชกะเขาระลึกชาติได้ เขาก็ว่ายังงั้นเหมือนกัน”
            พระราชธิดาได้ฟังก็เศร้าพระทัย เออ ? พระราชบิดาเราช่างเป็นไปมากเหลือเกิน #มาเชื่อคนที่ระลึกชาติได้เพียงชาติสองชาติ ก็วางตนเป็นคนประพฤติผิดไป เราเองระลึกชาติได้ถึง ๑๔ ชาติ จะต้องให้พระบิดากลับความประพฤติให้ได้
            เมื่อพูดถึงการระลึกชาติ ทำให้นึกถึงเรื่องที่เกิดมาไม่นานเท่าไหร่ เด็กชายผู้หนึ่งระลึกชาติได้ว่าตนเคยเป็นงูเหลือมใหญ่ ถูกฆ่าตายจึงได้มาเกิดเป็นคน อ้างสถานที่ต่าง ๆ อย่างน่าเชื่อถือ
            พระราชธิดารุจาคิดตกลงใจในการจะแก้ทิฐิของพระราชบิดา จึงได้ทูลพระราชบิดาคัดค้านพระราชดำรัสขึ้นว่า
            “ข้าแต่พระบิดา เรื่องที่ควรถามสมณะสิไปถามอาชีวกก็ได้อย่างนี้แหละ เข้าลักษณะคบคนพาล ๆ พาไปหาผิด คบบัณฑิต ๆ พาหาผลแน่ทีเดียว ตัวคุณาชีวกเองปฎิบัติตนไม่น่าเชื่อถือ ถือเปลื่อยแต่ก็ยังกินอาหาร ไหนว่าบุญไม่มีบาปไม่มีแกจะบำเพ็ญบ้า ๆ เช่นนั้นเพื่ออะไรกัน ยังอยากให้คนอื่นเคารพบูชา จึงเห็นได้ชัดว่าเป็นคนบ้ามากกว่าคนดี แกถือออกบวชทำไม คำพูดกับการปฎิบัติมันผิดกันราวฟ้ากับดิน
            พระบิดาก็มาเชื่อไอ้คนเช่นนี้ได้ พระบิดาโปรดละทิฐิผิดนั้นเสียเถิด อลาตะและวิชกะนั้นระลึกชาติได้เพียงชาติเดียวเท่านั้น กระหม่อมฉันระลึกได้ถึง ๑๔ ชาติ แลเห็นการที่ตนปฎิบัติได้เพียงนิดเดียวเท่านั้น ก่อนที่หม่อมฉันจะลงมาบังเกิดเป็นบุตรีของพระองค์
            กระหม่อมฉันได้บังเกิดเป็นอักครมเหสีแห่งชวนะเทพบุตร เพียงแต่ชวนะเทพบุตรไปเอาดอกไม้มาเพื่อประดับร่างกายกระหม่อมฉัน กระหม่อมฉันก็จุติมาเกิดในเมืองมนุษย์เสียแล้ว ชั่วพริบตาเดียวจริง ๆ เมื่อข้าพระองค์จุติจากชาตินี้แล้วจะได้ละเพศเทพธิดากลายเป็นเทพบุตรีมีศักดานุภาพมาก ขอพระองค์อย่าได้เชื่อคนหลอกลวงทั้งหลายเลย โปรดปฎิบัติพระองค์ตามทศพิธราชธรรมตามเคยเถิด”
            พระเจ้าอังคติราชได้ทรงสดับ ก็ชื่นชมยินดีในพระดำรัสของพระธิดา แต่ก็ยังคงปฎิบัติเช่นเคย มั่วสุมอยู่กับสนมกำนัลอย่างไร ก็ยังคงปฎิบัติเช่นนั้นไม่ทรงละเลิก และก็ไม่ต่อว่าพระธิดาอีกด้วย พระราชธิดาเห็นว่าตนเองพูดเท่าไหรก็ไม่มีน้ำหนัก จึงตั้งสัจจาธิษฐานว่า “ถ้าว่าคุณของพระบิดายังมีอยู่ #ก็ให้สมณพราหมณ์ผู้ทรงคุณธรรมมาช่วยกำจัดทิฐิผิดของพระบิดาข้าพเจ้าด้วยคำสัตย์นี้ด้วยเถิด”
การตั้งสัตย์นี้ทีตัวอย่างมากมาย อย่างในวรรณคดี เรื่องสังข์ทอง ตอนนางรจนาเสี่ยงพวงมาลัยให้เจ้าเงาะก็ตั้งสัตย์
ถ้าบุญญาธิการเคยสมสอง
ขอให้พวงมาลัยนี้ไปต้อง
เจ้าเงาะรูปทองจงประจักษ์
เสี่ยงแล้วโฉมยงนงลักษณ์
ผินพักตร์ทิ้งพวงมาลัยไป
            เจ้าเงาะก็ได้พวงมาลัย เพราะเคยเป็นคู่กันมาแต่ชาติปางก่อนในพระราชพงศาวดารไทย เรามีการเสี่ยงเทียนอธิษฐานในแผ่นดินพระเฑียรราชา และการเสี่ยงสัตย์นี้มีมากมายหลายแห่งนัก รวมความกล่าวกันว่าการตั้งสัตย์ให้สำเร็จประโยชน์ได้พระพุทธเจ้าของเราตอนเป็นลูกนกคุ่มที่ไฟเกิดขึ้นในที่พ่อแม่ไม่ได้อยู่ด้วย ก็เลยตั้งสัตย์ไฟก็ดับไปไม่ไหม้ เลยใช้เป็นมนต์กันไฟจนกระทั่งบัดนี้
            เมื่อพระราชธิดาตั้งสัตย์ดังนั้น ก็ร้อนขึ้นไปบนสรวงสวรรค์ แต่คราวนี้ไม่ใช่พระอินทร์ แต่เป็นมหาพราหม พระนารทมหาพรหมได้ทราบสัจจาธิษฐานของพระราชธิดารุจาจึงดำริว่า
            “ถ้านอกจากเราแล้วใคร ๆ ก็ไม่สามารถจะแก้ไขให้พระเจ้าอังคติราชสละทิฐินั้นได้ จำเราจะต้องลงไปแก้ไขช่วยพระราชธิดารุจา เพื่อความสุขของประชาชนพลเมือง”
            จึงได้จัดแจงแปลงเพศเป็นมาณพหนุ่มน้อยห่มผ้าที่ทำด้วยทอง แล้วหาบทองเท่าลูกฟักท่าลอยอยู่ ณ ท่ามกลางอากาศเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าอังคติราช พอได้เห็นคนเหาะได้พระเจ้าอังคติราชก็หวั่นไหว
            “เอ ? เราท่าจะแย่ สมบัติเห็นจะเปลี่ยนผู้ปกครองเสียแล้วกระมัง” แต่พระราชธิดากลับปลื้มพระทัย
            “การอธิษฐานของเราเห็นจะได้ผลดี ผู้ที่มาคงจะมีมหิทธิฤทธิ์มาก คงสามารถขจัดทิฐิของพระราชบิดาได้” พระเจ้าอังคติราชไม่สามารถจะประทับอยู่บนราชบัลลังก์ได้ เพราะทรงเกรงกลัวมาก ต้องเสด็จลงมาอยู่กับพื้นดิน พลางดำรัสถามว่า
            “ท่านผู้มหิทธิฤทธิ์ ท่านมาจากไหน และต้องการอะไร” นารทมหาพราหมจึงตอบว่า
            “อังคติราช ข้าพเจ้ามีนามว่านารท คนรู้จักโดยโคตรว่ากัสสปโคตร และข้าพเจ้ามาจากสวรรค์ ท้าวเธอก็ดำริขึ้นว่า
            “ไหนอาชีวกว่าปรโลกไม่มี แล้วท่านนารทมาจากโลกอื่น แต่จะต้องไว้ถามขณะอื่น ขณะนี้ต้องถามเรื่องทำไมจึงเหาะมาได้” ตึงตรัสถามว่า
            “ท่านพระนารท ท่านมีร่างกายและเครื่องนุ่งห่มงดงามและมีฤทธิ์เหาะเหินเดินอากาศ เพราะอะไรจึงเป็นเช่นนี้ได้”           
            “ข้าแต่พระเจ้าอังคติราช การที่ข้าพเจ้ามีร่างกายและเครื่องนุ่งห่มอันงดงาม ประกอบด้วยฤทธิ์เหาะไปในอากาศ ก็เพราะข้าพเจ้าได้ทำคุณงามความดีไว้ เป็นต้นว่า ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักทรัพย์ ไม่ประพฤติผิดในลูกเมียเขา ไม่กล่าวโป้ปดมดเท็จ และไม่ดื่มสุราเมรัยอันเป็นเหตุให้เสียอารมณ์ จึงได้สมบัติและมากฤทธิ์เช่นนี้” แม้พระนารทจะบอกความจริง แต่พระเจ้าอังคติราชก็หาเชื่อไม่ กลับแย้งว่า
            “ข้าแต่พระนารท ได้ยินเขาว่าสวรรค์มี นรกมี เทวบุตรมี เทวธิดามี โลกนี้มี โลกหน้ามี จะจริงหรือประการใด”
“#ที่ท่านถามมานั้นทั้งหมดมีจริงทั้งนั้น” พระเจ้าอังคติราชกลับตรัสต่อไปว่า
            “เมื่อท่านว่าโลกหน้ามี ถ้าเช่นนั้นข้าพเจ้าขอยืมเงินท่านสัก ๑.๐๐๐ ถึงชาติหน้าจึงชดใช้ให้”
            “ไม่ได้”
            “เพราะอะไร?”
            “ก็เพราะเหตุว่าท่านเป็นคนไม่มีศีลธรรม ประพฤติแต่ความชั่ว ชาติหน้าท่านอาจจะไปเกิดในอบาย ในนรกน่ะ ข้าพเจ้าไม่อยากจะลงไปทวงเงินจากท่าน เพราะร้อนเหลือประมาณ และท่านก็ไม่สามารถจะออกจากนรกเพื่อมาคืนเงินข้าพเจ้าได้ และเมื่อเป็นเช่นนี้ ท่านเห็นสมควรไหมว่าข้าพเจ้าควรจะให้ท่านยืมเงิน แต่ถ้าท่านเป็นคนปฎิบัติตนอยู่ในศีลธรรมประพฤติปฎิบัติแต่ในทางที่ดี อย่าว่าแต่ ๑.๐๐๐ เดียวเลย ๒.๐๐๐ - ๓.๐๐๐ ข้าพเจ้าก็ให้ได้” เล่นเอาพระเจ้าอังคติราชเงียบงันพูดไม่ออก ได้แต่กรอกหน้า แล้วนิ่งเฉย มหานารทพรหมจึงกล่าวต่อไปอีกว่า
            “ถ้าพระองค์ยังคงขืนปฎิบัติตนอยู่เช่นนี้แล้ว เป็นแน่ที่พระองค์ต้องไปอยู่ไปสู่นรก อันมีเครื่องทรมานหลายอย่างหลายประการ มีกาปากเหล็กโตกว่าตัวเกวียน เที่ยวจิกกินสัตว์นรก มีหมาขนาดวัวตัวใหญ่คอยไล่กัด มียมบาลคอยเอาหอกไล่ทิ่มแทงบางพวกก็ต้องขึ้นต้นงิ้วอันมีหนามคมเป็นกรด ดังในพระมาลัยกล่าวไว้ว่า
“หนามงิ้วคมยิ่งกรด โดยโสฬส ๑๖ องคุลี
มักเมียท่านว่ามันดี หนามงิ้วยอกทั่วทั้งตัว”             
            บางพวกก็ถูกภูเขาไฟกลิ้งมาทั้ง ๔ ทิศ บดให้ละเอียดแล้วก็กลับฟื้นขึ้นมาอีก ภูเขาก็กลิ้งมาทับอีก แบนแล้วก็แบนอีกจนกว่าจะหมดกรรม บางพวกก็ถูกยมบาลเอาคีมลุกเป็น ไฟลากลิ้นเอาออกมา แล้วเอาน้ำทองแดงที่ละลายเทลงไปในคอ ไหม้ตับไตไส้พุงขาด แล้วกลับฟื้นขึ้นมาผจญกรรมต่อไปอีก จนกว่าจะหมดกรรม บางพวกก็ถูกสุนักกัดทึ้งทั้งร่างกายแล้วก็กลับฟื้นขึ้นมาอีก
บางพวกก็ถูกยมบาลจับโยนลงไปในกระทะทองแดง ที่มีน้ำทองแดงเหลวคว้างอยู่ไหม้หมดร่างกายแล้วกลับฟื้นขึ้นมาอีก บางพวกก็มือโตเท่าใบตาล จะเดินไปทางไหนมาทางไหนก็แสนจะยากเย็น บางพวกก็มีปากเท่ารูเข็ม จะบริโภคน้ำและอาหารก็มิได้ ล้วนแต่แสนสยดสยอง ถ้าพระองค์ไปประสพไม่ละเลิกมิจฉาทิฐิ พระองค์จะต้องประสบกับสิ่งเหล่านี้อย่างแน่นอน บางทีอาจจะถูกเอาเบ็ดเกี่ยวลิ้นห้อยโตงแตงขาดตกลงมาเกี่ยวห้อยแล้วก็กลับฟื้นขึ้นใหม่ ดู ๆ ก็น่าสนุกนะ”
            เมื่อนารทพรหมพรรณนานรกให้ พระเจ้าอังคติราชสดับนั้น พระองค์ก็เกิดกลัวภัยในขุมนรก จึงตรัสกับพระนารทว่า “ข้าแต่ท่านนารท ข้าพเจ้าไม่อยากที่จะลงไปในนรกทำอย่างไรเล่าจึงจะพ้นได้” ตอนนี้ความกลัวเข้าจับจิตใจเสียแล้ว เลยทำให้เชื่อว่าโลกนี้มีโลกหน้ามี ผลดีผลชั่วมี บิดามารดามี
พระมหานารทพรหมจึงสอนให้ตั้งตนอยู่ในศีล ๕ ประการ ดำเนินราโชบายตามทศพิธราชธรรม และนับแต่นั้นมาประชาชนพลเมืองทั้งหลายก็อยู่เย็นเป็นสุข เพราะพระเจ้าแผ่นดินแผ่เมตตาไปให้พสกนิกร ตราบจนกระทั่งสิ้นพระชนมายุ เรื่องพระนารทก็เป็นอันจบลงด้วยการสั่งสอนพระเจ้าอังคติราชให้ละมิจฉาทิฐิดำรงตนอยู่ในสัมมาทิฐิ
ท่านเล่าอ่านจบแล้วได้อะไรบ้างในเรื่องนี้
สื่งที่ควรกำหนดคืออย่าถือว่าทำดีไม่ได้ดี ทำชั่วไม่ได้ชั่ว
เพราะผลดีผลชั่วย่อมมีอยู่ สัตว์โลกทั้งหมดย่อมเป็นไปตามกรรม
ที่ทำไว้ไม่มีใครฝืนไปได้ อยากจะได้ดีจงทำดี ถัาอยากได้ชั่ว เอาเลย สิ่งชั่วร้าย
ทั้งหลาย ก็ประพฤติเข้าไป ไม่มีใครห้าม แล้วท่านจะพบผลชั่ว การคบหาสมาคม
กับคนเลวแล้วด้วย ก็จะทำให้เป็นคนเลวไปด้วย คบคนเช่นไรก็จะเป็นคนเข่นนั้น
เรื่องนี้ก็จบแต่เพียงเท่านี้ ขอให้ทุกคนจงโชคดีจงเลือกทำแต่ผลกรรมดี.....
เครดิต ;
http://www.learntripitaka.com
ยังมีสาระเรื่องราวดี ๆ ที่อยากเล่าตามมาดูเราได้ที่ ;
My blogs links 👆
https://sites.google.com/site/dhammatharn/
http://abhinop.blogspot.com
http://abhinop.bloggang.com
ททมาโน ปิโยโหติ #ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก
A giver is always beloved.