วันอังคารที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2564

ปรางค์ประธาน

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก A giver is always beloved.
“ปรางค์ประธานวัดสมณโกฏฐาราม” ชุมชนเริ่มแรกในเขตตะวันออกของเกาะเมืองอยุทธยา  

“คำให้การขุนหลวงวัดประดู่ทรงธรรม” (เอกสารจากหอหลวง) อายุเอกสารในช่วงต้นรัตนโกสินทร์ ได้กล่าวถึง พระมหาธาตุสำคัญ ที่เป็นหลักแห่งกรุงศรีอยุธยาว่ามีจำนวน  5 องค์  “...พระมหาธาตุที่เปนหลักกรุงศรีอยุธยา ๕ องค์ คือ พระมหาธาตุวัดพระราม ๑ พระมหาธาตุวัดมหาธาตุ ๑ พระมหาธาตุวัดราชบูรณ ๑ พระมหาธาตุวัดสมรโกฏ ๑ พระมหาธาตุวัดพุทไธสวริย ๑ ...”
.
*** ถึงแม่ว่าในปัจจุบัน พระปรางค์ (เจดีย์ทรงปราสาท) ประธานวัดสมณโกฏฐารามจะพังทลายลงมาจนหมดแล้ว แต่ภาพหลักฐานถ่ายเก่าในช่วงรัชกาลที่ 5 จากหนังสือฟิล์มกระจกจดหมายเหตุหนึ่งพันภาพประวัติศาสตร์รัตนโกสินทร์ (กรมศิลปากร 2559) ได้แสดงภาพขององค์ปรางค์มุมทางทิศใต้และทิศตะวันออกที่ยังไม่พังทลายลงมา แสดงให้เห็นตัวเรือนธาตุผังสี่เหลี่ยมกว้างยาวประมาณ 7*7 เมตร บนฐานที่พังทลายไม่มีรูปทรงชัดเจน เรือนธาตุยกเก็จประธานหนาออกมาผนังเรือนเพียงชั้นเดียว เกิดมุมหลักแบบกล่อง 4 เหลี่ยม (Cube) ขนาดใหญ่อย่างเห็นได้ชัด กลางเก็จแต่ละด้านยกมุขเป็นซุ้มประตูซ้อน 2 ชั้น หน้าบันทรงใบหอกซ้อนขึ้นไป 2 ชั้น จนถึงลวดบัวรัดเกล้าของตัวเรือน ติดแนบไปกับผนังเรือนธาตุแบบบาง ๆ ไม่ยื่นเป็นมุขยาวออกมา เป็นแผนผังจัตุรมุขแคบ ๆ ซุ้มประตูด้านตะวันออกยื่นออกมามากกว่าด้านอื่นเล็กน้อย เป็นประตูทางเข้าภายใน ส่วนอีก 3 ด้าน ยังคงเห็นเป็นซุ้มประตูหลอกประดับผนังที่มีทับหลังจำลอง อกเลาและนมเลาอย่างชัดเจนครับ 
.
ฐานบัวเชิงผนังและซุ้มประตูของเรือนธาตุ ก่ออิฐเป็นชุดลวดบัวเชิงอยู่เป็นแผงในระนาบเดียวกัน ส่วนบัวรัดเกล้าด้านบนผนังเดินเส้นลวดขนาดใหญ่ เน้นเส้นและส่วนลวดที่นูนยาวในระนาบเดียวกัน แบบเดียวกับเส้นลวดของบัวเชิงด้านล่าง
.
ชั้นวิมานซ้อนเรือนจำลองขึ้นไป 6 ชั้น ประดับกลีบขนุนที่มุมเริ่มจากชั้นอัสดง ตามแบบปราสาทเขมรละโว้ เอียงสอบโค้งขึ้นไปตามขนาดลดหลั่นของชั้นวิมานจนดูเป็นทรงพุ่ม ด้านบนสุดยังคงเห็นแกนในของส่วนก่ออิฐเป็นจอมโมฬี/บัวกลุ่มยอดปรางค์อย่างชัดเจน รวมความสูงประมาณ 25 เมตร (เทียบอัตราส่วนจากภาพบุคคลที่ปรากฏในภาพถ่ายเก่า) ครับ
.
*** รูปแบบทางสถาปัตยกรรมของพระปรางค์วัดสมณโกฏฐาราม แตกต่างไปจากปรางค์ปราสาทแบบเขมรละโว้  (อย่างที่วัดนครโกษา ปรางค์บริวารภายในวัดมหาธาตุลพบุรี และปรางค์แบบต้นกรุงศรีอยุธยา (ปรางค์วัดลังกา ปรางค์บริวารวัดมหาธาตุ) ที่มีการยกเก็จซ้อนเพิ่มอีก 1- 2 ชั้นทำให้เกิดการเพิ่มมุมที่ถี่มากขึ้น (จนกลีบขนุนเรียงชิดกัน) และมีสันมุมโค้ง แต่มีการยกเก็จแบบเดียวกับปรางค์เมืองศรีเทพและปรางค์ประธานวัดมหาธาตุ ที่ยกขึ้นมาเพียงระดับเดียว ทำให้เกิดการเพิ่มมุมเพียงด้านละ 3 มุม มุมหลักมีที่ว่างของผนังกว้าง กลีบขนุนในชั้นต่าง ๆ ของวิมานจึงวางห่างกัน    
.
*** หลังคาทรงวิมานและฐานนั้น อาจได้รับการบูรณะเพิ่มเติมในสมัยหลัง (ประมาณช่วงกลางพุทธศตวรรษที่ 21) ที่อาจได้มีการปรับเปลี่ยนผนังเชิงบาตรจากเดิมที่เป็นผนังตรงมาเป็นทรงโค้งรองรับหน้ากระดานในแต่ละชั้น จัดวางกลีบขนุนใหม่ให้สอบโค้งเข้า ส่วนฐานล่างก็ดูเหมือนว่าจะมีการฟอกเสริมครอบฐานยกสูงเดิมจนกลายเป็นฐานประทักษิณมีทางขึ้นด้านหน้าขนาดใหญ่คาดบัวลูกแก้วอกไก่ที่ท้องไม้ รองรับฐานเขียงและฐานปัทม์คาดบัวแถบลูกฟัก 2 ชั้น (ฐานปรางค์ต้นอยุธยา นิยมซ้อนฐานบัวแถบลูกฟักสูงมากกว่า 3 ชั้น)
*** ด้วยเพราะมีเรือนธาตุแบบเดียวกับปรางค์ศรีเทพและปรางค์วัดมหาธาตุอยุธยา แต่มีการจัดชั้นวิมานทรงพุ่มที่ดูทันสมัยกว่า ปรางค์ประธานวัดสมณโกฏฐารามจึงอาจสร้างขึ้นในช่วงกลาง-ปลายพุทธศตวรรษที่ 19 ในสภาพแวดล้อมที่แม่น้ำป่าสักเดิม (คลองหันตรา) ยังคงไหลอ้อมไปทางตะวันออก ก่อนจะมีการขุดคูเมืองตะวันออก (จนขยายกลายมาเป็นแม่น้ำป่าสักในปัจจุบัน) ยังไม่มีเกาะเมือง ผู้คนจากเมืองโบราณศรีเทพได้อพยพลงมามาตั้งถิ่นฐานบนที่ดอน สร้างวัดและพระปรางค์ใหญ่ติดกับคลองกุฏีดาว/คลองมเหยงคณ์ขึ้น มีหนองน้ำอยู่ทางด้านหน้าทางทิศตะวันออก บริเวณวัดท่าบัวและตำหนักเสด็จ ทางใต้ของวัดมเหยงคณ์ในปัจจุบันครับ   
.
พระปรางค์ใหญ่วัดสมณโกฎฐาราม จึงอาจเป็นสิ่งก่อสร้างในคติความเชื่อรุ่นแรกในเขตตะวันออกของเกาะเมือง ที่สร้างขึ้นภายหลังปราสาทปรางค์มหาธาตุอยุธยาฐานชะลูดสูงในช่วงต้นพุทธศตวรรษที่ 19 ก่อนหน้าการสถาปนากรุงศรีอยุธยาตามความในพงศาวดารในช่วงปลายสุดของพุทธศตวรรษที่ 19 และก่อนการสร้างพระเจดีย์ช้างล้อมวัดมเหยงคณ์ ในช่วงกลางพุทธศตวรรษที่ 20
.
*** ชุมชนฝั่งตะวันออกของเกาะเมืองที่วัดสมณโกฏฐาราม จึงควรเป็นชุมชนอพยพจากเมืองศรีเทพมาตามเส้นทางแม่น้ำป่าสักกลุ่มใหญ่กลุ่มหนึ่งที่เข้ามาตั้งถิ่นฐานบริเวณที่ราบตะกอนโค้งตวัดของแม่น้ำเจ้าพระยา เป็นกลุ่มแรก ๆ ในช่วงต้นพุทธศตวรรษที่ 19 ซึ่งต่อมาไม่นานนัก กลุ่มชนตะวันตกจากรัฐสุพรรณภูมิและกลุ่มชนรัฐละโว้ คงได้เข้ามาตั้งบ้านเมืองและชุมชนใหม่กระจายตัวไปตามที่ดอนของดินแดนใหม่ สบน้ำอันอุดมสมบูรณ์และเมืองท่าสำคัญที่กำลังเติบโตขึ้นในช่วงเวลานั้นครับ
เครดิต : FB
วรณัย พงศาชลากร
EJeab Academy

วันพฤหัสบดีที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2564

เจดีย์ขุนหลวงพระงั่ว

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก A giver is always beloved.
“พระเจดีย์ยุคขุนหลวงพ่องั่ว” สุดชายแดนเหนือสุดของรัฐสุพรรณภูมิที่เขาธรรมามูล ชัยนาท

“วัดธรรมามูลวรวิหาร” ตั้งบนเชิงเขาริมฝั่งซ้ายของแม่น้ำเจ้าพระยาในตำบลธรรมามูล อำเภอเมืองชัยนาท ปรากฏชื่อนามในพระราชหัตถเลขา รัชกาลที่ 5 คราวเสด็จมณฑลฝ่ายเหนือ เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม ร.ศ. 120 ปี พ.ศ. 2544 ความว่า "....วันนี้เวลาเช้าโมงครึ่ง ออกเรือจากเมืองไชยนาท...เวลาเช้า 3 โมงเศษถึงธรรมามูล ขึ้นเขามีราษฎรมาอยู่มาก พระวิหารหลังใหญ่หลังคาพังทลายลงมาทั้งแถบ จำจะต้องปฏิสังขรณ์ พระเจดีย์ทลายลงมาแถบหนึ่ง เห็นของเดิมทีจะเปนไม้ 12 จะก่อพอกให้กลม แกนนั้นยังดีอยู่ ทลายแต่ที่พอกแถบหนึ่ง พระพุทธรูปเมืองสรรค์ซึ่งพระบาทสมเด็จ ฯ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดให้เชิญมาไว้ในพระอุโบสถพระรัศมีชำรุด...."
.
*** จากภาพถ่ายเก่าของ Robert Larimore Pendleton ปี พ.ศ. 2480 แสดงให้เห็นว่า พระเจดีย์บนเชิงเขายังไม่ได้ล้มลงมา จะมีก็เฉพาะส่วนองค์ระฆังและฐานด้านหน้าพังลงมาแถบหนึ่ง ตามที่รัชกาลที่ 5 เคยทอดพระเนตรเห็นและมีพระราชหัตถเลขาเอาไว้ครับ  
.
ภาพของลาลิมอร์และภาพถ่ายส่วนฐานกลมที่เหลืออยู่ก่อนการบูรณะ ได้แสดงให้เห็นว่า เจดีย์วัดเขาธรรมามูลนั้นเป็นเจดีย์ทรงระฆังลอมฟางสั้น ฐานปัทม์กลมแบบมีเส้นลวดบัวลูกแก้วคาดที่ท้องไม้แยกห่างกัน 2 เส้น  ซึ่งเป็นรูปแบบของเจดีย์ในช่วงปลายยุคของรัฐสุพรรณภูมิ
จากภาพถ่ายเก่าของลาริมอร์ ยังได้เห็นเทคนิคการก่อพระเจดีย์ในยุคปลายรัฐสุพรรณภูมิ ที่มีการก่ออิฐเป็นผนังเพื่อเป็น “แกนเอ็นค้ำยัน” ภายในส่วนฐานล่าง 8 เส้น ส่วนภายในชั้นองค์ระฆังคงเหลือเพียง 4 เส้น แต่อาจมีการใช้โครงไม้ช่วยค้ำโครงยันส่วนองค์ระฆังที่ก่ออิฐเป็นผนังไม่หนามาก ภายในแกนเอ็นทุกชั้นเป็นโพรง ยังคงเห็นผนังของส่วนฐานรองรับองค์ระฆังที่มีแผนผังกลม ก่ออิฐเป็นผนังหนากว่า มีเจดีย์/สถูปิกะ ทั้ง 4 มุม บัลลังก์ด้านบน 8 เหลี่ยม ก้านฉัตรเหมือนถูกพอกจนเต็ม จนมีขนาดเท่ากับบัวฝาละมี ประดับเสาอิงตามมุมหักในความหมายของเสาหานครับ
.
พระเจดีย์เขาธรรมามูล  มีรูปทรงเดียวกับ “เจดีย์วัดชุมนุมสงฆ์” (ฐานจัตุรัส 14*14 เมตร เส้นผ่าศูนย์กลางวงกลม 12 เมตร) และเจดีย์วัดกุฎีสงฆ์ (ฐานจัตุรัส 14.45 *14.45 เมตร ฐานวงกลมประมาณ 14 เมตร) ในเมืองโบราณสุพรรณบุรี  ฐานขององค์เจดีย์ก่อเป็นฐานเขียงผัง 4 เหลี่ยม ขนาด 14*14 เมตร ฐานเขียงกลมแบบ “มาลาสนะ/ตรีมาลา/บุปผาปธาน” (Mālāsana-Trimālā)  (ชั้นล่างที่จมอยู่ในฐานใหม่ มีเส้นผ่าศูนย์กลาง 12 เมตร) 3 ชั้น เหนือขึ้นไปเป็นฐานปัทม์ (บัวคว่ำ-บัวหงาย) แผนผังกลม 3 ชั้น มีท้องไม้ใหญ่ คาดรัดด้วยเส้นลวดลูกแก้วคู่แบบแยกห่าง เหนือขึ้นไปเป็นฐานชุดมาลัยเถา 3 ชั้น ชั้นบัวปากระฆังรองรับองค์ระฆังทรงลอมฟางแบบสุพรรณภูมิ บัลลังก์แบบบัวปัทม์ 8 เหลี่ยม ก้านฉัตรยังไม่มีเสาหาน บัวฝาละมี ปล้องไฉน/วงแหวน/ฉัตรวลี ซ้อนแบบมีช่องว่างขึ้นไปจนถึงส่วนปลียอด  โดยมีลูกแก้วอยู่ด้านบนสุด 
.
*** การที่พระเจดีย์มาตั้งอยู่นอกเมือง บริเวณเชิงเขาริมแม่น้ำใหญ่ ด้วยเพราะในช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 19 นั้น ชนชั้นนำในรัฐสุพรรณภูมิได้รับอิทธิพลทั้งคติความเชื่อและงานศิลปกรรมมาจากฝ่ายลังกาผ่านเมืองนครพัน (เมาะตะมะ - Martaban) ที่กำลังมีความนิยมในคติรามัญนิกาย/อุทุมพรคีรี โดยเฉพาะคติความเชื่อ “อารัญวาสี-อรัญวาสี” (Āraṇya-vāsī) พระพุทธรูปปางลีลา/จงกรม และสถาปัตยกรรมแบบลังกาหลังยุคโปโลนนารุวะ (Post Polonnaruwa) เมืองคัมโปละ (Gampola) ดังการปรากฏรูปชุดฐานตรีมาลา-มาลัยเถา-องค์ระฆัง-บัลลังก์รองรับก้านฉัตรของพระเจดีย์เป็นครั้งแรกครับ  
.
*** รูปแบบทางสถาปัตยกรรมของพระเจดีย์เขาธรรมามูล ยังสอดคล้องกับใบเสมาหินทรายแดงแบบสุพรรณภูมิ (ทรงกลีบบัวสูงคอดเอว โครงกรอบลาย (หน้าใบ) หัวจุก/ยอด/หมวก โค้งปีกค้างคาว โก่งคิ้ว (ท้องใบ) โครงสามเหลี่ยมโค้งร่างแห) แกะสลักลวดลายอันวิจิตร จากอิทธิพลงานศิลปะจีนในช่วงปลายราชวงศ์หยวนต่อราชวงศ์หมิง ที่นิยมในช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 19 ทั้งลายดอกไม้กลมมีกลีบ (ดอกจอก) ลายตัวโค้ง ลายตัวเหงาหัวกลม หลังมีครีบและไรขน ลายเครือเถา ลายดอกโบตั๋นแย้มกลีบ ลายดอกบัวมีกลีบ ลายดอกเบญจมาศมีกลีบ ลายนกหงส์ ลายเส้นลวดกรอบ ลายเส้นลวดกรอบเกี่ยวพัน ลายหัวหลูอี่ ลายใบเทศ ลายหางไหล ฯ
.
*** เจดีย์วัดเขาธรรมามูลได้รับการบูรณะในสมัยพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ ด้วยการก่ออิฐเป็นฐานปัทม์ 4 เหลี่ยม เสริมคงมั่นคงที่ส่วนฐาน และสร้างเจดีย์ขนาดเล็ก/สถูปิกะ ตามรูปแบบสถาปัตยกรรมที่เป็นความนิยมในช่วงปลายกรุงศรีอยุธยาจำนวน 4 องค์ บนมุมของฐานใหม่ครับ 
.
*** เมื่อนำองค์หลักฐานมาพิจารณาร่วมกับการปรากฏของพุทธศิลป์ปางลีลา ในรูปแบบพระพิมพ์หลายรูปแบบที่พบจากรุวัดชุมนุมสงฆ์ ที่สะท้อนคติอรัญวาสี/รามัญนิกาย ในรัฐสุพรรณภูมิ รูปแบบของฐานเจดีย์ที่ปรับเปลี่ยนจากฐาน 8 เหลี่ยมนิยม ในยุคพุทธศตวรรษที่ 19 มาเป็นฐานกลมแบบลังกา งานศิลปะจากอิทธิพลจีนบนใบเสมา และการพบพระเจดีย์รูปทรงเดียวกันในเมืองสุพรรณบุรี ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ยังมีกษัตริย์ปกครองอยู่ พระเจดีย์วัดเขาธรรมามูลจึงควรเป็นพระเจดีย์ที่สร้างขึ้นในช่วงสมัยของ “ขุนหลวงพ่องั่ว/สมเด็จพ่อพระญาศรีอินทราราช/สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 1/ซานเลี่ยเจาผีหย่า 參烈昭毗牙สมเด็จเจ้าพ่อพญา”กษัตริย์พระองค์สุดท้ายแห่งรัฐสุพรรณภูมิ ในช่วงต้นพุทธศตวรรษที่ 20 ที่ทรงครองราชย์ในเมืองสุพรรณบุรีเป็นเวลายาวนานจนมีพระชนมายุถึง 63 พรรษา ทรงเป็นผู้เริ่มขยายอิทธิพลของรัฐสุพรรณภูมิขึ้นไปปะทะกับรัฐสุโขทัยทางเหนือเป็นช่วงแรก ก่อนที่จะทรงย้ายราชสำนักไปครองราชย์/ครอบครอง/ผนวกเมืองท่าอยุทธยา/อโยธยา เมืองใหม่ที่มีชัยภูมิก้าวหน้านานอีก 18 ปี (ประมาณปี พ.ศ. 1913-1931)
.
*** เจดีย์วัดเขาธรรมามูล จึงควรถูกสร้างในช่วงประมาณต้นพุทธศตวรรษที่ 20 บนชัยภูมิเชิงเขาริมแม่น้ำอันเป็นเขตชายแดนทางเหนือสุดของรัฐสุพรรณภูมิ ที่เหนือขึ้นไปยังคงเป็นเขตอิทธิพลของรัฐสุโขทัย ที่มี “เมืองพระบาง” เป็นหน้าด่าน (มีพระเจดีย์ทรงระฆังแบบสุโขทัยเป็นประธานของเมือง) เหนือขึ้นไปมีเมืองสองแควเป็นเมืองสำคัญทางทิศใต้ของรัฐที่พระมหาธรรมราชาที่ 1/พระญาฦๅไทย/ลือไท/พญาลิไท ต้องย้ายราชสำนักและยกกองทัพใหญ่มาตั้งมั่นรักษาอยู่นานถึง 7 ปี (พ.ศ. 1883-1890) ซึ่งต่อมา เมื่อขุนหลวงพ่องั่วได้ครองอยุทธยาแล้ว จึงได้รวมกองทัพใหญ่ขึ้นมาพิชิตสองแคว ภายหลังการสวรรคตของพญาลิไทประมาณปี พ.ศ. 1917 กำราบรัฐสุโขทัยทางเหนือได้เป็นครั้งแรกครับ
เครดิต : FB
วรณัย  พงศาชลากร
EJeab  Academy

วันพุธที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2564

เมืองศรีเทพ

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก A giver is always beloved.
“ทับหลังปราสาท เมืองโบราณศรีเทพ”...ควรได้กลับคืนสู่ท้องถิ่น

กลุ่มปราสาทก่ออิฐ/หินขนาดใหญ่ของเมืองโบราณศรีเทพ ประกอบด้วยปรางค์ศรีเทพ และปรางค์สองพี่น้อง  ตั้งอยู่ภายในเมืองในฝั่งทางตะวันตก หันหน้าไปทางตะวันตก อาจเกี่ยวเนื่องกับ “คติชีวิตหลังความตาย” เทวาลัยพระเมรุมาศเพื่อการเดินทางไปสู่ปรมาตมัน ตามแบบปราสาทนครวัด ตั้งบนฐานบัวลูกฟักก่อด้วยศิลาแลงสูงผังจัตุรมุขสองชั้น  ตัวเรือนผังสี่เหลี่ยมยกเก็จประธานออกมาแคบ ๆ ชิดกับผนังเพียงชั้นเดียว แล้วยกมุขซุ้มประตู ซ้อน มีหน้าบันแบบใบหอกซ้อนสูงทิ้งห่างกัน 2 ชั้น ด้านหน้ายกมุขซุ้มประตูยาวกว่าด้านอื่น เป็นประตูเข้าทางเดียวแต่มีคูหาคั่นระหว่างกรอบประตู 2 ชั้น อีกสามด้านเป็นประตูหลอกประดับผนัง มีหน้าบันสองชั้นติดแนบไปกับผนังเรือนธาตุ เส้นลวดบัวเชิงผนังเรือนธาตุกับซุ้มประตูมีระดับแนวระนาบใกล้เคียงกัน ลวดบัวเชิงเสาตรงซุ้มประตูต่ำกว่าเล็กน้อย  
.
เหนือชั้นเรือนธาตุขึ้นไปเป็นชั้นหลังคาทรงวิมานจำลองซ้อน ที่มีผนังสูงลดหลั่นขึ้นไป 5 ชั้น เหนือหน้ากระดานลวดบัวเชิงบาตรแต่ละชั้นทำคล้ายกับหลังคาลาดของวิมาน ตรงกลางเรือนวิมานจำลองแต่ละด้านทำเป็นซุ้มบัญชรกว้างใหญ่ มีเครื่องปักประดับมุมหลักแบบกลีบขนุน/บัวกาบขนุนทรงชะลูดสูง เหนือมุมของวิมานแต่ละชั้นครับ
.
*** ทับหลังขนาดใหญ่สองแผ่นที่พบจากปรางค์ศรีเทพ รวมถึงเสากรอบประตูและเสารองรับทับหลัง (ที่มีรูปฤๅษีสวดบริกรรมพระเวทในท่าโยคาสนะในซุถ้มที่ฐานล่าง) มีร่องรอยถูกทุบทำลายอย่างยับเยิน ถึงลวดลายของทับหลังจะถูกกะเทาะจนเสียหาย แต่โครงร่างที่เหลือก็แสดงให้เห็นรูปประธานในซุ้มบัญชรตรงกลางคือรูป “พระวรุณทรงหงส์” (Varuṇa/Haṃsa) อันเป็นเทพเจ้าในกลุ่มทิศปาลกะ (Dikpālakas) ผู้รักษาทิศตะวันตกอย่างชัดเจน ประกอบกับขนาดของกรอบประตูปราสาท ทับหลังพระวรุณจึงควรเป็นทับหลังของมุขด้านหน้าสุดของตัวปราสาท  โดยมีทับหลังสลักหินทรายที่แตกหักชำรุดเป็น 2 ชิ้นส่วนอีกแผ่นหนึ่ง ที่ควรเป็นทับหลังของกรอบประตูด้านใน ยังคงเหลือลวดลายท่อนมาลัยและใบไม้ขดม้วน 
.
*** ทับหลังทั้งสองชิ้นนี้ควรมีอายุในช่วงศิลปะนิยมแบบพิมาย ประมาณสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 6 ช่วงกลางพุทธศตวรรษที่ 17 ครับ  
.
คงด้วยเพราะในช่วงก่อนปี พ.ศ. 2527 ยังไม่มีการจัดการพื้นที่ การขุดค้นและจัดตั้งอุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ ทับหลังของปราสาททั้งสองหลังและเสารองทับหลัง/ประดับกรอบประตูบางส่วนที่ถูกพบบนผิวดิน จึงได้ถูกเคลื่อนย้ายนำไปเก็บรักษาและจัดแสดงกลางแจ้งที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเจ้าสามพระยา พระนครศรีอยุธยา และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติรามคำแหง จังหวัดสุโขทัย มาจนถึงในปัจจุบันครับ  
.
ต่อมาเมื่อมีการขุดแต่ง ในช่วงปี พ.ศ. 2527 - 2529 จึงได้พบชิ้นส่วนของทับหลังพระวรุณทรงหงส์ที่เดิมมี 2 ชิ้น เพิ่มอีกชิ้นหนึ่งจนครบสมบูรณ์ โดยชิ้นส่วนที่พบได้ถูกนำมาจัดแสดงภายในอาคารสำนักงานอุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพมาจนถึงปัจจุบัน มิได้ถูกนำไปรวมกับ 2 ชิ้นที่พบก่อนหน้า ซึ่งต่อมาได้มีการจำลองทับหลังทั้งสองแผ่นด้วยปูนซีเมนต์มาตั้งแสดง รวมกับชิ้นส่วนหินทรายประกอบ/ประดับปราสาทอื่น ๆ ทางทิศใต้ของปรางค์ศรีเทพ
------------------------------
***  ถึงเวลานี้ ทับหลังที่เป็นหินทรายแกะสลักของจริงจากปราสาทเมืองโบราณศรีเทพทั้งสองแผ่นและเสาประดับกรอบประตูที่ถูกเคลื่อนย้ายออกไปเมื่อนานมาแล้ว ควรได้กลับคืนสู่ท้องถิ่น มาตั้งจัดแสดงที่หน้าตัวปราสาทให้เห็นถึงความงดงามอย่างสมบูรณ์ในอดีตเมื่อได้มาท่องเที่ยวเรียนรู้ โดยสลับของจำลองที่มีอยู่แล้ว กลับไปจัดแสดงแทนในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติทั้งที่พระนครศรีอยุธยาและสุโขทัย ....ดีกว่าไหมครับ ? 
เครดิต :FB
วรณัย พงศาชลากร 
EJeab Academy

วันจันทร์ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2564

เจดีย์ 16 เหลี่ยม

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก A giver is always beloved.
“มหาสถูปแห่งศรีสุพรรณภูมิ” พระเจดีย์ 16 เหลี่ยม เพียงองค์เดียวในประเทศไทย ที่วัดสนามชัย สุพรรณบุรี

“อาจารย์บุญครอง คันธฐากูร” ปราชญ์เมืองสุพรรณ ได้เคยเล่าเรื่องราวที่ถ่ายทอดมาจากความทรงจำของผู้คนรอบวัดสนามชัย/วัดสนามไชย ในอดีต ก่อนที่พระเจดีย์ใหญ่จะเริ่มพังลงมาครั้งแรกในปี พ.ศ. 2467 สรุปความได้ว่า
.
“...วัดสนามชัย อาจมีชื่อนามเก่าเรียกขานกันว่า “สระน้ำชัย” แต่เดิมนั้นอยู่ตำบลโพธิ์หลวง อำเภอท่าพี่เลี้ยง ต่อมาเปลี่ยนเป็นตำบลพิหารแดง อำเภอเมือง ปัจจุบันแยกตำบลพิหารแดง ตั้งเป็นตำบลสนามชัย จังหวัดสุพรรณบุรี เป็นพระเจดีย์แปลกกว่าเจดีย์โดยทั่วไป แทนจะเป็นเจดีย์ตัน กลับเป็นเจดีย์กลวง ตรงกลางเป็นห้องสี่เหลี่ยม เคยพบอัฐิธาตุป่นปนอยู่กับเถ้าถ่านบรรจุอยู่จำนวนมาก....
.
.....ชาวบ้านเล่าว่า แต่ก่อนนั้นเจดีย์สนามไชยสูงใหญ่มองเห็นได้แต่ไกล มีรูปทรงคล้ายโกศ...นายถวิล อายุวัฒน์ เล่าว่า "น่าจะสูงเกิน  ต้นตาล 2 - 3 ต้น" ส่วนครูโปร่ง พลายบุญ เล่าว่า เป็นเจดีย์ขนาดใหญ่ สูงประมาณ 70- 80 เมตร ยอดเป็นปล้องไฉน มีหยาดน้ำค้าง.....ส่วนบนมีเค้าลวดลายปูนปั้น บางท่านว่าลายที่เหลือเป็นพู่ห้อย ดูว่าเป็นเจดีย์สมัยอยุธยา ตอนกลางเรือนเป็นซุ้ม 8 เหลี่ยม หรือ 8 ทิศ.....
.
.....โดยรอบองค์เจดีย์มีการปูพื้นด้วยอิฐอย่างเป็นระเบียบ เป็นลานประทักษิณ กว้าง 48 เมตร ยาว 62 เมตร ส่วนล่างเป็นฐานเจดีย์ 16 เหลี่ยม เส้นผ่าศูนย์กลาง 23 เมตร รอบเจดีย์องค์ใหญ่มีกำแพงแก้วและซุ้มประตู 4 ทิศ มีซากพระปูนปั้นสมัยอยุธยา ทั้ง 4 ทิศ มีเจดีย์บริวารเรียงรายด้านทิศเหนือ/ใต้ อีกประมาณด้านละ 7 องค์  ด้านตะวันตก 4 องค์ แต่ยอดพังลงมาหมดแล้ว....ซากโบสถ์ทางตะวันออก ยังเห็นผนัง มีซากพระพุทธรูปหินทรายจำนวนหนึ่ง มีใบเสมาหินสีแดง (ขาสิงห์) ปรากฏอยู่ ใกล้เคียงกันมีสระน้ำขนาดใหญ่  2 แห่ง....
.
....เคยมีการขุดหาของมีค่าภายในกรุมาก่อนปี พ.ศ. 2500 แล้ว เคยเจอพระกำแพงศอกและพระเครื่องแบบเดียวกับที่วัดมหาธาตุจำนวนมาก....”
.
....ก่อนปี พ.ศ. 2504  มีการขุดสำรวจภายในเจดีย์ที่พังทลาย (ก่อนบูรณะเหลือซากสูงถึงบัวรัดเกล้าของเรือนชั้น 2 ด้านทิศใต้ เพียงประมาณ 18 เมตร) พบอัฐิกระดูกป่นและเถ้าเผาไฟ.... ปี พ.ศ. 2505 มีการเจาะช่องที่ฐานล่างทำเป็นอุโมงค์ทางเดินเข้าไปห้องกรุตรงกลางเพื่อให้คณะของผู้นำรัฐบาลทหารในยุคนั้นเข้าไปข้างในได้โดยสะดวก.... ” 
.
-------------------------
*** การขุดค้นศึกษาทางโบราณวิทยาระหว่างปี พ.ศ. 2511 2515 2528 พ.ศ. 2547–2549 และ พ.ศ. 2549-2551 ได้แสดงให้เห็นว่า มีความตั้งใจจะก่อพระเจดีย์ประธานวัดสนามไชยด้วยแผนผัง 16 เหลี่ยม มาตั้งแต่แรกสร้าง ซึ่งต่อมาได้มีการบูรณะและก่อสร้างอาคารประกอบเพิ่มเติมอีกอย่างน้อย 2 ครั้งครับ
.
----------------------------------
*** เจดีย์วัดสนามชัย จึงไม่ได้มีอายุก่อสร้างขึ้นไปถึงสมัยปลายทวารวดี ช่วงพุทธศตวรรษที่ 16 (หรือก่อนหน้า) และไม่ควรเกี่ยวข้องกับตำนานพระเจ้ากาแต มอญน้อยในพงศาวดารเหนือ ที่เล่าว่าสร้างวัดสนามชัยในปี พ.ศ. 1706 ที่นำมาครอบทับใช้อธิบายกันอยู่ในปัจจุบันครับ
.
-------------------------
*** จากภาพถ่ายเก่า (พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอู่ทอง) ก่อนบูรณะครั้งแรกในปี พ.ศ. 2504 ได้แสดงให้เห็นว่า การพังทลายลงมาหลายครั้งตั้งแต่ปี พ.ศ. 2467 นั้น ได้ทำให้เจดีย์ที่มีความสูงใหญ่ในยุครุ่งเรือง คงเหลือเพียงเนินกองอิฐและดินทับถมขนาดใหญ่ มีผนังเรือนธาตุที่เหลือเสาอิง/บัวหัวเสา ของมุมของเรือนธาตุชั้นแรก 4 มุม (ปัจจุบันเหลือเสา 3 มุม) ส่วนผนังของเรือนธาตุแสดงร่องรอยก่ออิฐของซุ้มจระนำมีหน้าบันโค้งหน้านาง 8 ช่อง สลับกับผนังเรียบ ในรูปแบบของเรือนธาตุทรงปราสาท  
.
ลวดลายปูนปั้นที่เหลืออยู่บนบัวหัวเสาบริเวณมุมของเรือนชั้นที่ 2 ที่เหลืออยู่เพียง 3 เสา แสดงชั้นลวดบัวของหัวเสาที่ยังต่อเนื่องขึ้นไปยังแถบลวดบัวลูกแก้วชั้นบน  ผนังเสาเป็นมุมหักเหลี่ยมล้อไปตามมุมเรือนธาตุ ชั้นบนเป็นบังหงาย/บัวลูกแก้ว ไม่มีปูนปั้นเหลืออยู่ ลงมาเป็นร่องท้องไม้ ผนังร่องปั้นเป็นกรอบช่องกระจกสี่เหลี่ยมผืนผ้า 2 ช่อง ล้อมรอบด้วยปูนลายดอกจอกเป็นระยะ ถัดมาเป็นหน้ากระดานยื่น ปั้นลายดอกจอกกลมและดอกสี่เหลี่ยมข้าวหลามตัด 4 กลับ สลับกันต่อเนื่อง (ลายดอกไม้ต่อเนื่อง) ถัดลงมาเป็นแถบประดับดอกไม้กลมนูน (บัวกุมุท) เป็นระยะ ด้านล่างสุดเป็นเฟื่องอุบะมาลัยที่มีลวดลายแตกต่างกัน  โดยเสาแรกมีลายดอกจอกซ้อนเป็นประธาน แตกใบขด/กระหนกตัวหัวกลม แบบม้วนเข้าด้านในมีครีบหยักเกาะหลัง ด้านล่างทิ้งเป็นมาลัยดอกไม้กลมจบด้วยใบเทศ ล้อมรอบด้วยลายบัวรวนโค้งเป็นพวงมาลัย 2 โค้งตามมุมหักครับ 
.
ลวดลายของอีกบัวหัวเสาหนึ่งยังคงใช้ดอกจอกซ้อนดอก ทิ้งมาลัยดอกไม้กลมลงด้านล่าง จบลายด้วยใบเทศ สลับกับดอกไม้ทรงข้าวหลามตัด ในกรอบมาลัยวงโค้ง 2 วง ส่วนอีกเสาหนึ่งที่เหลืออยู่ทางทิศใต้ ทำเส้นลวดเป็นกรอบกระจังหยักหัวกลมวางกลับหัว คล้ายลาย “หัวหยู่อี้” ในอิทธิพลการวางเส้นลวดกรอบแบบจีน เรียงกัน 3 ชุด ภายในกรอบตรงกลางทิ้งอุบะเป็นพวงระหว่างหัวกลม มีดอกจอกซ้อนเป็นประธาน แตกลายขด/เหงาหัวกลม/ตัวโค้งงอออกด้านข้าง มีครีบเกาะหลัง จบด้วยใบเทศแหลม
.
*** ลวดลายปูนปั้นประดับที่เหลืออยู่บริเวณหัวเสาของเรือนธาตุชั้นสองนี้ ล้วนแต่แสดงงานศิลปะแบบรัฐสุพรรณภูมิ ที่ได้รับอิทธิพลศิลปะจีนมาตั้งแต่ช่วงกลางพุทธศตวรรษที่ 19 ถึงกลางพุทธศตวรรษที่ 20 เช่นเดียวกับลวดลายแกะสลักที่พบบนใบเสมาหินทราย ที่พบจำนวนมากในเขตภาคกลางฝั่งตะวันตกหรือในรัฐสุพรรณภูมิครับ
.
-------------------
*** จากหลักฐานคำบอกเล่าของผู้คนที่เคยพบเห็นก่อนที่เจดีย์จะพังทลายลงมา ว่ามีความสูงถึงประมาณ 70 เมตร มีรูปทรงโกศ มีปล้องไฉน มองเห็นได้แต่ไกล ประกอบกับส่วนฐานที่ยังคงเหลืออยู่มีเส้นผ่าศูนย์กลาง 23 เมตร รูปทรงสถาปัตยกรรมในยุคสุพรรณภูมิที่นิยมสร้างพระเจดีย์ทรงสูงชะลูด และการก่ออิฐผนังข้างโดยรอบที่มีความหนาเป็นพิเศษเพื่อการรองรับน้ำหนักด้านบน เปรียบเทียบกับเจดีย์ในยุคร่วมสมัยรัฐสุพรรณภูมิ อย่างเจดีย์มหาธาตุเมืองสรรค์บุรี ที่มีฐานสี่เหลี่ยมขนาดประมาณ 17*17 เมตร เจดีย์วัดพระแก้วเมืองสรรค์ ฐานสี่เหลี่ยม 10*10 เมตร เจดีย์สูง 37 เมตร รากฐานเจดีย์สี่เหลี่ยมบริวารของวัดมหาธาตุสุพรรณ 11*11 เมตร ฐานปรางค์วัดมหาธาตุสุพรรณ 18 เมตร และฐานเจดีย์ 8 เหลี่ยมขนาดใหญ่ของวัดใหญ่ชัยมงคล (ทางตะวันออกเฉียงใต้ของเกาะเมืองอยุทธยา) เฉพาะส่วนฐาน 4 เหลี่ยมที่สร้างต่อเติมในยุคหลังมีขนาด  27*27 เมตร เจดีย์สูงถึง 62 เมตร
.
*** เจดีย์ประธานวัดสนามไชย จึงควรมีความสูงประมาณ ไม่เกิน 55 เมตร เคยเป็น “มหาสถูปเจดีย์” ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในภาคตะวันตกของลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาในยุครัฐสุพรรณภูมิ  และเป็นพระมหาเจดีย์จากยุคโบราณเพียงแห่งเดียวในประเทศไทย ที่มีแผนผัง 16 เหลี่ยมครับ 
.
ด้วยขนาดที่ใหญ่โตของพระมหาเจดีย์ที่สอดรับกับที่ตั้งของวัดทางตะวันออกของแม่น้ำท่าจีน ยังคงปรากฏร่องรอยเส้นทางคลองน้ำเชื่อมต่อไปถึงแม่น้ำเจ้าพระยาทางเหนือของเกาะเมืองอยุทธยา มหาสถูปแห่งวัดสนามไชยนี้ จึงควรถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็น “พระมหาธาตุ” ศูนย์กลางสำคัญของรัฐสุพรรณภูมิในช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 19 (ก่อนพระเจดีย์ทรงชะลูดสูงแบบสุพรรณภูมิ ประธานวัดมหาธาตุสุพรรณบุรี ที่สร้างขึ้นครั้งแรกประมาณต้นพุทธศตวรรษที่ 20 ช่วงสมัยของขุนหลวงพะงั่ว) สอดรับกับกับหลักฐานของชื่อนาม “ศรีสุพรรณภูมิ” (Śrī Supaṇṇabhūmi) ที่พบในจารึกลานทองวัดส่องคบ 1 อายุประมาณช่วงกลางพุทธศตวรรษที่ 20 ซึ่งน่าจะเป็นช่วงเวลาที่พระอินทราชา (นครินทราธิราช) กษัตริย์แห่งรัฐสุพรรณภูมิ ที่มีอิทธิพลเหนือเกาะเมืองอยุทธยา ได้มาบูรณปฏิสังขรณ์ รวมทั้งมีการย้ายอุโบสถจากตะวันตกมาผูกพันธสีมาใหม่ทางตะวันออก และสร้างระเบียงคดล้อมรอบในแผนผังเดียวกับที่วัดมรกต
.
--------------------------
*** รูปแบบสันนิษฐาน/มโนวิทยาจากหลักฐานทั้งหมดที่มีอยู่ของพระมหาสถูปเจดีย์แห่งศรีสุพรรณภูมิ เริ่มต้นจากฐานเขียง 16 เหลี่ยม 3 ชั้น ฐานล่างเป็นฐานปัทม์ 16 เหลี่ยม มีคาดเส้นบัวลูกฟักคู่ (รัดท้องไม้) ที่นิยมในช่วงนั้น รองรับเรือนธาตุทรงปราสาท 16 เหลี่ยม มีซุ้มหน้าบันโค้งยื่นล้ำออกมาไม่มากนัก จำนวน 8 ผนัง สลับกับผนังเรียบว่าง (แบบการสลับผนังของเรือนธาตุชันสองของวัดพระแก้วเมืองสรรค์) ด้านบนเป็นบัวหัวเสาและรัดเกล้า (ที่ยังเหลืออยู่ 3 เสาในปัจจุบัน) เหนือขึ้นไปไม่มีหลักฐาน จึงมโน/จินตนาการต่อด้วยชั้นฐานปัทม์ 8 เหลี่ยม มีซุ้มจระนำเตี้ย ๆ ตามตำแหน่งล้อกับซุ้มของเรือนธาตุชั้นล่าง (ตามแบบการซ้อนชั้นของเจดีย์ทรงปราสาท 8 เหลี่ยม ที่วัดพระยาแพรก ที่มีอายุร่วมสมัยกัน) ต่อด้วยเรือนธาตุแบบมีซุ้มจระนำ 8 เหลี่ยม (ตามคำบอกเล่า) ฐานปัทม์ 8 เหลี่ยม 2 ชั้น รองรับองค์ระฆังทรงลอมฟาง (แบบสุพรรณภูมิ จากอิทธิพลพุกาม/ล้านนา/หริภุญชัย) บัลลังก์ 8 เหลี่ยม  ปล้องไฉนเป็นวงมีสันแหลม (ฉัตรวลี) ไม่ชิดกัน ขึ้นไปถึงปลียอด (ตามรูปแบบเจดีย์ 8 เหลี่ยม ของรัฐสุพรรณภูมิ เช่นวัดพระรูป วัดมรกต เจดีย์บริวารวัดมหาธาตุสุพรรณบุรี และคำบอกเล่าเรื่องยอดเจดีย์ที่เคยมีอยู่ในอดีต) รวมความสูงประมาณ 50-55 เมตร ครับ
เครดิต :FB
วรณัย  พงศาชลากร
EJeab  Academy

วันศุกร์ที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2564

ปรางค์ฤๅษี

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก A giver is always beloved.
“ปรางค์ฤๅษี” ปราสาทวิมานที่เก่าแก่ที่สุดของเมืองโบราณศรีเทพ  

“ปรางค์ฤๅษี /ปรางค์นอก/ปรางค์หลวงพ่อฉาว” ล้วนเป็นชื่อนามที่ตั้งขึ้นใหม่ในยุคปัจจุบัน ไม่ปรากฏชื่อนามในจารึก ร่วมสมัยใด ๆ  โดยครั้งหลังในปี พ.ศ. 2531 ถูกเปลี่ยนชื่อมาเป็น “ปรางค์ฤๅษี”  (Prang Ruesi) โดยมีเหตุผลที่มาของชื่อนามว่า เป็นเทวาลัยที่ตั้งอยู่ในเขตป่ารกชัฏนอกเมือง เหมาะสมกับการบำเพ็ญตบะของพวกดาบสฤๅษี ประกอบกับนิทานพื้นบ้านเมืองศรีเทพเรื่อง “ฤๅษีตาวัว-ฤๅษีตา กับบ่อน้ำเป็น/บ่อน้ำตาย”.
.
ปราสาทปรางค์ฤๅษี ตั้งอยู่บ้านนาน้ำโครม ตําบลนาสนุ่น อําเภอศรีเทพ ทางทิศเหนือ ระยะห่างออกไปประมาณ 2 กิโลเมตรจากคูน้ำคันดินกำแพงเมืองโบราณศรีเทพและทางตะวันออกของเขาคลังนอก มีปราสาททรงวิมาน 2 หลัง โดยปรางค์ฤๅษีอยู่ทางทิศเหนือยังคงสภาพชั้นวิมานอยู่ เป็นปราสาทก่ออิฐบนฐานเขียงศิลาแลงแผนผังสี่เหลี่ยมจัตุรัส กว้างยาวประมาณ 7.50 เมตร ตัวเรือนธาตุปราสาทผังสี่เหลี่ยมจัตุรัสขนาด 4.6*4.6 เมตร ยกมุขซุ้มประตูซ้อน 2 ระดับ หน้าบันเจาะช่องเป็นซุ้มโค้งติดผนัง  บัวเชิงเรือนธาตุเป็นชุดบัวปัทม์ 3 ชั้น ในระดับเดียวกัน บัวหัวเสาต่อเนื่องทั้งซุ้มประตูและชั้นซ้อน เหนือลวดบัวรัดเกล้า ซ้อนเรือนวิมานเรือนลดหลั่นขนาดขึ้นไป อีก 4 ชั้น (คงเหลือเพียง 1 ชั้นในปัจจุบัน) ยอดปราสาทเป็นหม้อน้ำอมลกะ (Āmālaka) ทรงครึ่งวงกลม (ขุดค้นได้ตรงบริเวณตะวันตกเฉียงเหนือของตัวปราสาท)  หันหน้าไปทางทิศตะวันออก มีกำแพงศิลาแลง ขนาด 33 * 24 เมตรล้อมรอบ ด้านหน้าคงเหลือฐานเขียงศิลาแลงของโคปุระ อาคารบรรณาลัย/พลับพลาพิธีกรรม ชาลาทางเดินยาวชั้นนอกไปยังสระน้ำด้านหน้า  และชาลาทางเดินด้านในปูพื้นด้วยอิฐมาสุดที่ฐานของพลับพลาเครื่องไม้ด้านหน้าปราสาท ติดกับฐานปราสาททางทิศเหนือ ยังมีฐานศิลาแลงเตี้ย ๆ ขนาดเล็ก ที่อาจเกี่ยวเนื่องกับการประกอบยัญกรรมบูชาไฟ “โหมกูณฑ์-โหมกุณฑ์” ครับ
.
โบราณวัตถุที่พบจากการขุดแต่งบูรณะในปี พ.ศ. 2551  พบฐานโยนีสนะบริเวณด้านข้างองค์ปรางค์ประธานทางทิศเหนือ ศิวลึงค์และชิ้นส่วนรูปโคนนทิบริเวณฐานอาคารโคปุระด้านหน้า เป็นหลักฐานที่แสดงว่า ปราสาทปรางค์ฤๅษีเกี่ยวเนื่องกับคติความเชื่อในลัทธิฮินดู โดยเฉพาะไศวะนิกายอย่างชัดเจน
.
*** ถึงแม้ว่า จะมาการค้นพบจารึกบนแผ่นทับหลังจากปราสาทอิฐ (ที่พังทลายหมดแล้ว/ก่อจำลองขึ้นไปใหม่) ทางทิศใต้ของปราสาทปรางค์ฤๅษี จารด้วยอักษรเขมรโบราณ ภาษาเขมรและสันสกฤต  มีข้อความที่ค่อนข้างลบเลือน 19 บรรทัด คงแปลได้เพียงตำแหน่งและชื่อนาม “...เสตงอัญศรี วรปติ...”และ “กมรเตง” โดยกำหนดอายุอยู่ที่กลางพุทธศตวรรษที่ 16 แต่กระนั้น การจารอักษรบนแผ่นทับหลังฝั่งด้านในห้องครรภคฤหะ  เป็นการจารลงบนทับหลังที่ยังมิได้มีการแกะสลักลวดลายใด ๆ ไม่ได้จารบนหินที่ตั้งใจทำเป็นแผ่นจารึกหรือจารข้อความบนกรอบประตูตามขนบแบบแผนนิยม แสดงว่า ปราสาทหลังทางทิศใต้เป็นปราสาทที่ถูกสร้างทิ้งค้างคาไว้มาจากยุคก่อนหน้า แล้วจึงค่อยมาจารข้อความขึ้นในภายหลังเท่านั้น มิได้อยู่ร่วมสมัยกันกับการก่อสร้างตัวปราสาทแต่อย่างใดครับ
.
อีกทั้งหลักฐานรูปแบบสถาปัตยกรรมของตัวปราสาทปรางค์ฤๅษี ทั้งหน้ากระดานล่างที่ยังไม่ยื่นล้ำออกมาจากชุดลวดบัวเชิงมากนัก ชุดบัวเชิงแบบพันธะเวที/ อธิษฺฐานะซ้อน 3 ชั้น ซุ้มหน้าบันแบบเจาะช่องเว้าโค้งเหนือประตูผนังบนไว้สลักรวยนาค ยังไม่นิยมเครื่องปักประดับมุมวิมาน ซึ่งทั้งหมดยังเป็นสถาปัตยกรรมนิยมของปราสาทวิมานแบบก่ออิฐในช่วงพุทธศตวรรษที่ 15  อย่างที่พบจากปรางค์แขก ปราสาทตำหนักไทร/ทามจาน ปราสาทโดนตวล ปราสาทกระวาน ปราสาทพระนาคบวช ฯ ประกอบกับร่องรอยโบราณวัตถุอย่างทับหลัง ที่มีการสลักโกลนในแบบศิลปะ “แปรรูป” (Pre Rup Style) ที่พบจากเมืองศรีเทพ (จัดแสดงที่ศูนย์ ฯ อุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ) ล้วนแต่แสดงให้เห็นว่า ปราสาทปรางค์ฤๅษีควรจะถูกสร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าราเชนทรวรมัน (Rājendravarman)  ช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 15 ถึงต้นพุทธศตวรรษที่ 16 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่มีหลักฐานการขยายอิทธิพลของอาณาจักรกัมพุชะเทศะขึ้นมาทางเหนืออย่างชัดเจนเป็นครั้งแรก 
.
*** ปราสาทปรางค์ฤๅษีจึงเป็นร่องรอยหลักฐานการเข้ามามีอิทธิพลของอาณาจักรกัมพุชะเทศะในช่วงแรกที่เมืองโบราณศรีเทพ ต่อเนื่องกับยุคสมัยรัฐศรีจานาศะ (Śrī Cānāśa /Chanasa) ที่กำลังถูกลดบทบาทจนหายไปครับ   
เครดิต : FB
วรณัย  พงศาชลากร
EJeab  Academy

ตัวมกร

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก A giver is always beloved.
“ถาลาบริวัตร” ศิลปะเริ่มแรกของอนุราชวงศ์ปัลลวะ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
“ราชวงศ์ปัลลวะ” (Pallava Dynasty) ผู้ปกครองแคว้นอานธระประเทศ (Andhra Pradesh) และทมิฬนาฑู (Tamil Nadu) ในเขตอินเดียใต้ฝั่งตะวันออก เริ่มปรากฏขึ้นอิทธิพลขึ้นครั้งแรกในช่วงต้นพุทธศตวรรษที่ 9 เป็นกลุ่มอำนาจแห่งกาญจีปุรัม (Kanchipuram) ที่กำลังเติยใหญ่ขึ้นในท่ามกลางการช่วงชิงอำนาจของกลุ่มราชวงศ์ใหญ่ อย่าง “ราชวงศ์อิกษวากุ/นครนาคารชุนโกณฑะ” (Ikshvaku Dynasty) ที่กำลังเสื่อมถอย “ราชวงศ์จาลุกยะ” (Early Chalukya Dynasty) จากอินเดียตะวันตกที่ขยายอิทธิพลเข้ามา “ราชวงศ์ปาณฑยะ” (Pandya) คู่อริทางใต้สุดของคาบสมทรเดกข่าน ที่เข้ามาช่วงชิงแดนทิมฬนาฑู และราชวงศ์คุปตะ (Gupta Dynasty) จากอินเดียเหนือ ที่ได้แผ่อำนาจเข้ามายึดครองแคว้นอานธระประเทศในช่วงพุทธศตวรรษที่ 10
.
*** ซึ่งในช่วงพุทธศตวรรษที่ 9 – 10 เป็นช่วงเวลาแรก ๆ ของ กระบวนการ “ภารตะภิวัฒน์/การกลายเป็นวัฒนธรรมอินเดีย” (Indianization) ขึ้นในดินแดนต่าง ๆ ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือ “สุวรรณทวีป-สุวรรณภูมิ (Suvaṇṇabhūmi- Suvarṇadvīpa) ทั้ง “คาบสมุทรมาลายู” (Malay Peninsula) ไปจรดชวาและดินแดนปากแม่น้ำโขง โดยเฉพาะการเข้ามาของคติความเชื่อและศิลปะในลัทธิภาควัต (Bhāgavata) ไวษณพนิกาย (Vaishnavism –Vishnuism) ที่นิยมในจักรวรรดิคุปตะ พุทธศาสนาทั้งฝ่ายสถวีรวาท/เถรวาท (Sthāvirīya) และมหายาน (Mahāyāna) ในงานศิลปะแบบ “หลังอมราวดี” (Post Amaravati) (อมราวดี/คุปตะ/ลังกา) จากท่าเรือเรือในแค้วนอานธระประเทศ และปากแม่น้ำคงคาในเขตแคว้นกลิงคะครับ  
.
*** ส่วน “ลัทธิฮินดู/ไศวะนิกาย” (Hinduism/Shavisim) จากอิทธิพลอินเดียเหนือและตะวันตก นั้น ดูเหมือนว่าจะเพิ่งได้รับความนิยมในสมัยราชสำนักราชวงศ์ปัลลวะที่เริ่มเข้าครอบครองแคว้นอานธระประเทศ  และอินเดียใต้ ในช่วงกลางพุทธศตวรรษที่ 11 และได้เริ่มส่งกองเรือข้ามมหาสมุทร นำโดยกลุ่มเชื้อพระวงศ์ในอนุราชวงศ์ นักบวช พ่อค้าวาณิช ช่างฝีมือ เกษตรกร ทหารและกลุ่มผู้แสวงโชค ออกสำรวจดินแดนใหม่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ยังไม่มีการครอบครองเป็นครั้งแรก 
ในยุคแรกของการสำรวจดินแดนใหม่ กลุ่มอนุวงศ์ปัลลวะกลุ่มแรกได้เดินทางเลาะชายฝั่งทะเลตะวันออก (จังหวัดจันทบุรีไปถึงจังหวัดกัมปอดในปัจจุบัน) สำรวจเข้าไปในแผ่นดินใหญ่ ส่วนกลุ่มอนุวงศ์ปัลลวะกลุ่มใหญ่ ที่ติดตามเข้ามา เลือกเดินทางอ้อมแหลมดัดมุย (จังหวัดก่าเมา เวียนามในปัจจุบัน) เลาะมาเข้าทางปากแม่น้ำโขง ล่องตามแม่น้ำใหญ่เข้ามาในภูมิภาคแผ่นดิน ตามเส้นทางเดิมที่ “ราชวงศ์สาตวาหนะ” (Satavahana Dynasty) อานธระ/อิกษวากุและคุปตะ และกลุ่มชาวอินเดียทางตะวันตกเคยใช้มาแล้วในช่วงก่อนหน้าครับ 
.
ในช่วงกลางพุทธศตวรรษที่ 11 กลุ่มสำรวจกลุ่มใหญ่ได้เริ่มตั้งชุมชนเมืองขึ้นเป็นครั้งแรกที่ “สัมภูปุระ” (Sambhupura) ตั้งแต่สมัยของพระเจ้าศรีสารวะเภามะ (Śrī Sārvabhauma) และขยายขอบเขตมายัง “อีศานปุระ” (Īśānapura) หรือ “สมโปร์ไพรกุก” (Sambor Prei Kuk) โดยมีเจ้าชายจิตรเสนะ (Prince Śrī Citrasena) บุตรของ “ศรีวีรวรมัน” (Śrī Vīra-varman) เป็นผู้นำในการสำรวจเพื่อการขยายดินแดน/อิทธิพลของอนุวงศ์ชาวปัลลวะ ให้ลึกเข้าไปในแผ่นดินตามเส้นทางแม่น้ำโขงและต้นน้ำสาขา
-----------------------  
*** ศิลปะอันโดดเด่นในยุคเริ่มแรกของอนุวงศ์ปัลลวะในลุ่มน้ำโขง/ชายทะเลตะวันออก คือการปรากฏรูป “นักรบนั่งอยู่เหนือตัว ม ก ร (Makara) คู่ อยู่ที่เหนือเสาปลายของซุ้ม หันหน้าเข้าหากัน หางเป็นกระหนกม้วนยาว อ้าปากเห็นเขี้ยวและฟันคายแถบคาดประดับลายลูกปัดอัญมณี (ในความหมายของการสำรอกน้ำศักดิ์สิทธิ์) เข้าหากันแบบสะพาน/วงโค้ง โดยมีพุ่มช่อดอกไม้กลม/วงรีทิ้งอุบะตรงกลาง” เป็นรูปมงคลเหนือซุ้มบัญชร/ซุ้มประตู ที่รับอิทธิพลทางศิลปะมาจากราชวงศ์คุปตะ/ราชวงศ์วากาฏกะ/จาลุกยะ (เช่นที่พบจากหมู่ถ้ำอชันต้าและเอลโรล่า เมืองออรังกาบัด รัฐมหาราษฏระ) ดังปรากฏภาพสลักหินในงานศิลปะราชวงศ์ปัลลวะในอินเดียใต้อย่างที่ “เทวาลัยไกรลาสนาถ” (Kailasanathar temple) เมืองกาญจีปุรัม (Kanchipuram)  “มหิงษาสุรมรรทิณี มณฑาพรัม” (mahishasuramardini mandapam) ในกลุ่มเทวาลัยถ้ำเจาะหิน และ “มณฑปเทราปตีรถะ” (Draupadi Ratha) ใน  “กลุ่มเทวาลัยปัญจปาณฑพรถะ” (Pancha Rathas complex) เมืองมามัลละปุรัม (Mahabalipuram) รัฐทมิฬนาฑู อดีตเมืองท่าสำคัญของราชวงศ์ปัลลวะครับ
.
ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ศิลปะมกรคายแถบวงโค้งเหนือซุ้มประตูแบบปัลลวะ ได้ถูกนำมาแกะสลักหินเป็นรูปมงคลไว้เหนือซุ้มประตู ส่วนใหญ่จะอยู่ในรูปแบบของหินทับหลัง ถูกกำหนดชื่อเรียกศิลปะว่า “ถาลาบริวัตร/ธาราบริวัต ”(Thala Boriwat Style) เริ่มต้นประมาณปลายพุทธศตวรรษที่ 11 ถึงช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 12 โดยในยุคแรกนิยมใส่รูป “ครุฑยุคนาค” (Khrut yut nak - Garuda holding Nāga) ตามคติ“ความดี (ครุฑ) เหนือความชั่ว (นาค)” ในปกรณัมพื้นถิ่นของอินเดีย รูปสิงห์ หน้ากาล หรือสูริยเทพ ไว้ในช่อดอกไม้กลมตรงกลาง ยังไม่ปรากฏรูปเทพเจ้าอย่างพระวิษณุ พระศิวะหรือพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ (ทิศตะวันออก) ต่อมารูปแถบโค้งได้ยืดออกด้านข้างตามขนาดกรอบประตู เพิ่มช่อดอกไม้คั่นแถบโค้ง ที่พัฒนาขึ้นในท้องถิ่น (ศิลปะสมโบร์ไพรกุก) จึงเริ่มปรากฏรูปของเหล่าเทพเจ้าเข้ามาอยู่ในวงช่อดอกไม้ 
.
--------------------- 
*** รูปศิลปะ “ถาลาบริวัตร” ของอนุราชวงศ์ปัลลวะนี้ จึงมักพบในพื้นที่ที่นักเดินทางสำรวจจากแดนอินเดียใต้ ได้เข้ามาบุกเบิกและยึดครองดินแดนในช่วงแรก ๆ (ก่อนการเป็นเขมร) เริ่มจากชายฝั่งทะเลตะวันออกของประเทศไทยและกัมพูชา เลาะเข้ามาทางเส้นทางปากแม่น้ำโขง ขึ้นไปยังกำปงจาม สตรึงเตรง ข้ามสี่พันดอน วัดพู ขึ้นไปยังปากแม่น้ำมูล และบางส่วนอาจพบเห็นลึกเข้าไปเขตอีสานใต้และลาวครับ 
เครดิต : FB
วรณัย  พงศาชลากร
EJeab  Academy

วันพฤหัสบดีที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2564

เจ้าชายจิตรเสน

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก A giver is always beloved.
“ร่องรอยเจ้าชายจิตรเสน” ที่เมืองโบราณริมแม่น้ำโขง หน้าปราสาทวัดพู
ใน “La Mission archéologique française et le Vat Phu : recherches sur un site exceptionnel du Laos /The French archaeological mission and Vat Phou :
Research on an exceptional historic site in Laos” ปี พ.ศ. 2551 ได้กล่าวถึงการศึกษาเมืองโบราณวัดหลวงเก่าริมแม่น้ำโขง หน้าเขาภูควายที่ตั้งของปราสาทหินวัดพู สรุปความว่า
.
*** ...ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2534 ได้เริ่มมีการสำรวจพื้นที่และขุดหลุมทดสอบโดยรอบเมืองโบราณที่ไม่มีชื่อปรากฏในงานศึกษาทางจารึก (Epigraphic) เป็นครั้งแรก เมืองโบราณนี้อาจมีชื่อว่า “ลึงคปุระ” (Liṅgapura) หรือ “กุรุเกษตร”(Kurukṣetra) ตามชื่อนามที่พบจากจารึก ตั้งอยู่ตรงสบน้ำของลำห้วยสระหัว ที่ไหลลงมาจากภูเขาทางตะวันตก ลงมาปากน้ำที่บรรจบกับแม่น้ำโขง มีคูขอบน้ำชั้นนอกกว้างยาวประมาณ  2,300 x 1,800 ม. ล้อมรอบทางทิศตะวันตกและทิศใต้ ทางทิศเหนือเป็นลำห้วยสระหัว (Houay Sa Houa) ทางตะวันออกติดกับแม่น้ำโขงได้ถูกกัดเซาะเข้ามาถึง 200 เมตร จนตลิ่งกลายเป็นสันทรายสูง ซึ่งยังได้เคยพบชิ้นส่วนของสิ่งก่อสร้างทั้ง อิฐ ศิลาแลง หินทราย แท่นหินและประติมากรรม ที่ก้นแม่น้ำริมตลิ่ง...
.
....เมืองถูกแบ่งออกเป็น 3 ส่วนด้วยคันดิน เมืองส่วนทางตะวันออกติดกับแม่น้ำโขง (อาจเป็นเมืองเริ่มแรกที่เก่าแก่ที่สุด ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 11) คงเหลือเพียงกรอบคันดินเฉพาะแนวนอนทางใต้ความยาว 665 เมตร (และแนวตั้งทางตะวันตก 782 เมตร) ส่วนทางเหนือติดกับลำห้วยสระหัว เมืองกลางมีร่องรอยแนวกำแพงอิฐบนคันดินที่ถูกไถทำลายจากการเกษตรและการตั้งบ้านเรือนของชุมชนเรียกกันว่า “กำแพงจาม”
.
ร่องรอยสิ่งก่อสร้างฝีมือมนุษย์จำนวนมากกว่า 30 แห่ง ในเมืองโบราณวัดหลวงเก่า ถูกปกคุลมด้วยป่ารกชัฏ ปรากฏชัดเจนจากภาพถ่ายทางอากาศ (Aerial photographs) มี 10 แห่งเป็นบ่อน้ำและอ่างเก็บน้ำ และมี 2 แห่งที่เป็นโบราณสถานที่มีคูน้ำล้อมรอบ
.
....การสำรวจบนผิวดินยังพบองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมของโบราณสถาน ทั้งกรอบประตู (Door frames) อัฒจันทร์ (ธรณีประตู บันไดทางเข้าครึ่งพระจันทร์ Half-moon access stairs) เสาขนาดเล็ก คานเสา โดยเฉพาะแผ่นทับหลังที่พบจากทุ่งนาชิ้นหนึ่งทางเหนือใกล้กับห้วยสระหัว ที่แกะสลักอย่างสวยงาม ในงานศิลปะก่อนเมืองพระนคร (ถาลาบริวัตร Thala Boriwat Style ช่วงกลางพุทธศตวรรษที่ 12) ฐานรูปเคารพ เศษรูปปั้น หลักจารึก (Inscription steles) ที่มีอายุในช่วง พุทธศตวรรษที่ 11 - 13 ... 
.
...เมืองโบราณวัดหลวงเก่า ยังพบชิ้นส่วนแตกหักของเครื่องใช้ประจำวันอย่างภาชนะดินเผา แท่นบดยา ครกหิน ฯลฯ แต่ส่วนใหญ่ก็ได้ถูกรบกวนจากการขยายตัวของชุมชนยุคใหม่ที่ขยายตัวขึ้นติดกับโบสถ์คาทอลิกทางเหนือของตัวเมือง อีกทั้งถนนสมัยใหม่ที่ตัดผ่านเมือง พื้นที่ราบถูกใช้ในการทำนา ซากกองอิฐถูกขุดค้นปล้นสะดมเพื่อค้นหาวิ่งของมีค่ามานานกว่าหลายปี... 
.
...จากการสำรวจร่องรอยบนพื้นผิว การขุดหลุมทดสอบขนาดเล็ก 2 แห่ง ร่วมกับการศึกษาวิเคราะห์ภาพถ่ายทางอากาศ (Photogrammetric) ผ่านระบบคอมพิวเตอร์ (GIS) ได้แสดงร่องรอยโบราณสถานก่ออิฐขนาดใหญ่ที่จมอยู่ใต้ดินตะกอน จำนวน 6 เนินในเมืองโบราณ (ดอนไผ่รุม,หนองพระปู่,โฟนธาตุ, ดอนปู่ตา,หนองเวียนและหนองม่วง) โดยเฉพาะที่ดอนปู่ตา ทางเหนือตะวันออกเฉียงเหนือของเมืองใกล้กับห้วยสระหัว มีเนินดินขนาดใหญ่ รองลงมาคือเนินดินรูปวงกลมของหนองเวียนตรงกลางเมือง... 
.
...หลุมทดสอบบริเวณจุดบรรจบของห้วยสระหัวกับแม่น้ำโขง ที่เรียกว่า “ห้วยสระหัว 2”  (Houay Sa Houa 2)  นั้น มีร่องรอยโบราณวัตถุที่หนาแน่น มาตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ จากหลุมทดสอบยังพบก้อนอิฐก่อเป็นจำนวนมาก พื้นที่เต็มไปด้วยเศษซากและร่องรอยของอิฐและหินที่เป็นชิ้นส่วนสถาปัตยกรรมและวัตถุทางความเชื่อ แท่นหินทรายสองแท่นมีจารึกของเจ้าชายศรีจิตรเสน (Prince Śrī Citrasena) หรือ พระเจ้ามเหนทรวรมัน (Mahendravarman) ที่มีอายุในช่วงต้นพุทธศตวรรษที่ 12 ที่มีความสำคัญในช่วงเวลาของการเปลี่ยนผ่านจากยุคสมัยฟู มาสู่เจนละและเขมรโบราณ (ปัจจุบันจารึกทั้งสองหลัก อยู่ในห้องคลังของพิพิธภัณฑ์วัดพู) ...
.
*** ...ในปี พ.ศ. 2536 จึงได้มีการเริ่มต้นโครงการขุดค้นทางโบราณวิทยาขึ้นที่เมืองโบราณวัดหลวงเก่า 
ที่ห้วยสระหัว 2  เป็นครั้งแรก บริเวณนี้เกี่ยวข้องกับจารึกเจ้าชายจิตรทั้งสองหลัก (K.1173 และ K.1174) ที่ถูกขนไปเก็บไว้ที่วัดหลวงเก่า ซึ่งการขุดค้นได้เผยให้เห็นว่าซากอาคารก่ออิฐขนาดใหญ่ความยาวกง่า 14.5 เมตร มีอายุในช่วงพุทธศตวรรษที่ 12 และอาจถึงปลายพุทธศตวรรษที่ 10...
.
...การขุดค้นที่ห้วยสระหัว 2 เริ่มต้นขึ้นอีกครั้งในระหว่างปี พ.ศ. 2538-2539  ครั้งนี้ได้แสดงให้เห็นว่า มีศาสนสถานก่ออิฐสร้างซ้อนทับต่อเนื่องกันมาถึง 3 ยุคสมัย ทั้งยังตั้งอยู่บริเวณดอนปู่ตา ใกล้เคียงกับจุดที่มีการค้นพบฐานของ “จารึกศรีเทวานิกะ” (Śrī Devānīka Inscription K.365/ปัจจุบันจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑ์วัดพู)... 
.
...เนินดินข้างดอนปู่ตาถูกขุดปล้นสะดม และถูกไถปรับหน้าดินมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2513 จนเหลือความสูงเพียง 2.5 ม. ส่วนฐานรากของอาคารยังจมอยู่ใต้เนินดิน ซึ่งดูเหมือนว่าจะเกี่ยวข้องกับฐานรูปประติมากรรมวัวนนทิ ที่ถูกย้ายไปยังวัดหลวงเก่าอีกด้วย...
.
...ทางตะวันตกของสิ่งก่อสร้างชั้นแรกถูกซ้อนทับด้วยฐานของอาคารก่ออิฐแผนผังสี่เหลี่ยมจัตุรัสขนาดใหญ่ ประมาณ 14.5*14 เมตร มีผนังก่ออิฐสองชั้นหนาล้อมรอบพื้นที่ว่างตรงกลางขนาด 4.6 x 5.1 ม. ที่น่าจะเป็นห้องครรภคฤหะ หน้าด้านทิศตะวันออกก่อฐานเป็นมุขขนาด 3.5 x 7 ม. มีบันไดขึ้นลงและปูพื้นด้วยอิฐที่จัดเรียงอย่างไม่เป็นระเบียบบนกรวดอัดโดยรอบอาคาร...
.
...ในการขุดค้น ได้มีการพบหินทรายประกอบโครงสร้าง ทั้งคานรองรับที่มีลวดลายประดับ ส่วนบนของยอดปราสาทรูปดอกบัวตูม (หัวหอม) อัฒจันทร์/ธรณีประตู ฐานกรอบวงกบประตู หินทรายแผ่นเล็ก เศษหินทรายแผ่นบาง ๆ หลายชิ้น คล้ายรูปเขาสัตว์ (ใบไหม้แหลม) ที่อาจเป็นส่วนประดับที่ยื่นออกมาจากเรือนวิมานแบบปราสาทจามปา ชิ้นส่วนของรางโสมสูตร (Somasūtra) หรือท่อระบายน้ำ ชิ้นส่วนหินรูปตัว L ซึ่งอาจเป็นชิ้นส่วนยึดเข้ากับผนังก่ออิฐ และชิ้นส่วนแตกหักของแท่นรูปเคารพ รวมทั้งฐานที่อาจเป็นที่ตั้งของรูปประติมากรรมนนทิ...(ปัจจุบันจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑ์วัดพู)
.
...ร่องรอยการก่อสร้างที่ซ้อนทับและปรับเปลี่ยนการใช้ประโยชน์ที่ห้วยสระหัว 2 อาจได้แสดงว่า อาคารเหล่านี้มีอายุเก่าแก่จนถึงช่วงต้นพุทธศตวรรษที่ 11 สนับสนุนสมมติฐานของ ยอร์ช เซเดส์ George Coedès) ที่เชื่อว่า พระเจ้าศรีเทวานิกะในจารึกเป็นกษัตริย์มาจากชายฝั่งทะเลจามปา /ชวา เป็นผู้เริ่มก่อตั้งเมืองโบราณแห่งนี้เป็นครั้งแรกในชื่อนามของท่าน้ำ “มหาตีรถะ” (Mahātīrtha)  แห่ง “กุรุเกษตร” โดยนำความเชื่อเรื่อง “พระภัทเรศวรลึงค์/ศรีลึงคปาวตา”( Bhadreśvara liṅga/Śrī Lingaparvata) เข้ามาด้วย...  
.
---------------------------------
*** จารึกเจ้าชายจิตรเสน/พระเจ้ามเหนทรวรมัน 2 หลัก ทับหลังถาลาบริวัตร รูปประติมากรรมวัวนนทิ ฐานศิวลึงค์ อายุในช่วงต้นพุทธศตวรรษที่ 12 ที่พบจากการขุดค้นในปี พ.ศ. 2538-2539 รวมทั้งจากการถูกเคลื่อนย้ายไปรวมไว้ที่วัดหลวงเก่าในอดีต มีความเกี่ยวเนื่องกับโบราณสถานก่ออิฐที่ห้วยสระหัว 2 ที่สร้างซ้อนทับไปบนซากอาคารก่ออิฐที่เก่าแก่กว่าอีกชั้นหนึ่ง ซึ่งก็อาจเคยเป็นอาคารที่ตั้งของมหาตีรถะริมน้ำห้วยสระหัวและที่ปักตั้งจารึกศรีเทวานิกะ มาตั้งแต่ช่วงกลางพุทธศตวรรษที่ 11 ก่อนจะมีการดัดแปลงใหม่ซ้อนทับ ภายหลังจากที่เจ้าชายจิตรเสน/มเหนทรวรมันเข้ามาครับ  
เครดิต FB
วรณัย  พงศาชลากร
EJeab  Academy