วันพุธที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2563

คาถาขออโหสิกรรม

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก ยิ่งให้ยิ่งได้ ยิ่งหวงยิ่งอด เราไม่หวงเราไม่อด หมดเดี๋ยวก็มา
คาถาขออโหสิกรรม
ของหลวงพ่อเงิน วัดบางคลาน
พุทโธ กัมมัฏฐาโม กรรมมะจุติสัมพุทโธ
(กรรมใดๆ ก็ขอให้อโหสิกรรมต่อกัน
ด้วยอานุภาพพระสัมพุทโธ)
เป็นคาถาที่หลวงพ่อ เงินบางคลานท่านได้เจริญภาวนา
ทุกวันก่อนบิณฑบาตว่ากันว่าเป็นการแผ่เมตตาไป ยัง
สัตว์โลกด้วยเพราะปรากฏว่าการเจริญพระคาถานี้ทำให้
จระเข้ตัวนึงที่ชื่อไอ้สีเลิกอาละวาดทำร้ายคนเดินเรือ
ในแม่น้ำน่านเพราะว่าหลวงพ่อเงินท่านจะ ภาวนาทุกที
ตอนที่บิณฑบาต(ทางเรือ) มันจะคอยว่ายน้ำตามเรือ
ไม่ทำอะไรผู้คน จนบางทีถ้าหลวงพ่อเงินท่านจะ
ข้ามแม่น้ำ ว่ากันว่ามันจะว่ายมาหา หลวงพ่อเงินก็นั่ง
บนหลังมันข้ามน้ำไปได้ (เป็นคาถาเดียวกับที่สมเด็จโต
ใช้สะกด จระเข้) ผู้ที่เป็นเจ้าของวิชานี้คือหลวงพ่อใหญ่
เมืองพิจิตรหนึ่งในอาจารย์ สมเด็จโตและคาถานี้
หลวงพ่อไป๋ วัดท่าหลวง ได้ใช้เสกตะกรุดกระดูกแร้ง
จนลือ เลื่องด้วย

ที่มาของพระคาถานี้ว่ากันว่าที่สาวัตถี มีตายาย สองคน
มีอาชีพหาปลาตลอดชีวิตไม่เคยทำความดีเลย วันหนึ่ง
พระพุทธเจ้าทรงทราบด้วยปรมาภิเษกสัมโพธิญาณว่า
ตากับยายคู่นี้เคยถวายสังฆทานแก่สมเด็จพระพุทธตัณหังกร
มาก่อนแต่ ก็มีการยักยอกเงินในสมัยพระพุทธเมธังกร
ผลกรรมเลยต้องตกเป็นคนทุกข์ยากหลายชาติ พระองค์
ห็นว่าสองตายายนี้จะต้องตายไปใน 7 วัน จึงควรจะสอน
ให้ภาวนาเพื่อไม่ให้ไปทางอบาย

รุ่งเช้าพระพุทธองค์จึงทรงเสด็จไปที่ตากับยายพักอาศัย
พอไปถึงพระองค์ทรงแสดงพระฉัพพรรณรังสีจนตายาย
สองคนเลื่อมใสได้ห่อข้าวยาคู ใส่บาตร พระองค์ทรง
ถามว่า อยากรวยไหมตากับยายก็บอกว่าอยากพระองค์
บอกว่า ตถาคตจะให้คำภาวนาแล้วจะรวยตายายก็ดีใจ
แต่ต้องนั่งบ่นภาวนาไปนะ ห้ามจับปลานะ ตายยาย
ทั้งสองก็รับคำก็นั่งภาวนาคำที่พระพุทธเจ้าทรงให้ก็คือ
"พุทโธ กัมมัฏฐาโมกรรมมะจุติ สัมพุทโธ" ตายายก็
ภาวนา ผ่านไปสิ้น 7 วันทั้งสองก็ตายลงนายนิริยบาล
มารับตัวไปแต่จิตที่ภาวนาไว้ก่อน ตายทำให้ดวงวิญญาณ
ทั้งสองจิตจับที่คำภาวนา ภาวนาไปตลอดทางพอไป
สำนักพระยายมราช นายบัญชีก็อ่านความดีความเลว
ของดวงวิญญาณทั้งสอง และเรียกวิญญาณกุ้งปลาเต่า
ที่ตายายเคยฆ่ามาให้การปรากฏว่าไม่มีใครมา ก็มีเต่า
มาบอกว่าเธอทั้งสองภาวนาคาถา นี้เป็นการแผ่เมตตา
ขออโหสิกรรมฉันไม่โกรธเธอหรอกอโหสิกรรมให้
แล้วเต่าก็ เดินจากไปพระยายมราชจึงเสด็จลงมาจาก
บัลลังก์ตรัสว่า ไม่มีเจ้าทุกข์ตายายใส่บาตรองค์สมเด็จ
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าไปเกิดที่จาตุมหาราชิกได้ ตายาย
ก็งงว่าตนได้ฆ่ากุ้งปลาเต่ามามากมายทำไมได้ไปสวรรค์
พระยายมราชบอกว่าก็พระที่พวกเจ้าเจอคือองค์สมเด็จ
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าและคาถาที่ให้

"พุทโธ กัมมัฏฐาโม กรรมมะจุติ สัมพุทโธ" แปลว่ากรรมใดๆ
ก็ขอให้อโหสิกรรมต่อกันด้วยอานุภาพ พระสัมพุทโธ นะสิ
พวกโจทก์ก็เลยอโหสิกรรมหมด ท่านก็ว่าดวงจิตเจ้า
ทั้งสองผูกกับคำภาวนานี้ ผู้ถึงพระพุทโธเป็นพุทธานุสสติ
กรรมฐานไม่อาจลงอบายภูมิได้ไปได้จตุมหาราชิกา ขึ้นไป
หลังจากนั้นพระโมคคัลานะได้ไปพบเทพบุตรเทพธิดา
ทั้งสองนี้ จึงได้จดจำพระคาถานี้ไว้ตกทอดมายังพระครูใหญ่
วัดเมืองพิจิตรอาจารย์สมเด็จพระพุฒาจารย์โตและหลวงพ่อ
เงิน วัดบางคลานอีกทีได้เรียนกันจำสืบมา

เทพารักษ์หลักเมืองกรุงเทพมหานคร

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก ยิ่งให้ยิ่งได้ ยิ่งหวงยิ่งอด เราไม่หวงเราไม่อด หมดเดี๋ยวก็มา
เทพารักษ์ มเหศักดิ์หลักเมืองกรุงเทพมหานคร 
   “ เทพารักษ์ ” นั้น มาจากคำว่า เทพ + อารักษ์ แปลว่า " เทพหรือเทวดาผู้รักษา " ซึ่งเชื่อกันว่ามีอยู่ทุกหนทุกแห่ง แม้แต่ในต้นไม้ใหญ่ๆ ก็มีเทพารักษ์ช่วยดูแลรักษา แต่สำหรับเทพารักษ์องค์สำคัญที่ถือเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองประจำพระนคร มีหน้าที่ดูแลปกปักรักษาประเทศชาติให้อยู่รอดปลอดภัย มีอยู่ด้วยกัน ๕ องค์ คือ พระเสื้อเมือง พระทรงเมือง พระกาฬไชยศรี เจ้าหอกลอง และเจ้าเจตคุปต์ ซึ่งปัจจุบันประดิษฐานอยู่ ณ “ หอเทพารักษ์ ” เป็นอาคารจตุรมุขยอดปรางค์ อยู่ภายในศาลหลักเมือง กรุงเทพมหานคร
   ตามประวัติกล่าวว่า หลังจากที่พระบาทสมเด็จพระปรโมรุราชามหาจักรีบรมนารถ พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ ๑ ทรงสถาปนาหลักเมืองกรุงเทพมหานครขึ้นมา เมื่อวันที่ ๒๑ เมษายน พ.ศ. ๒๓๒๕ การฝังเสาหลักเมืองมีพิธีรีตองตามพระตำราที่เรียกว่า " พระราชพิธีนครฐาน " ใช้ไม้ชัยพฤกษ์ทำเป็นเสาหลักเมือง ประกอบด้านนอกด้วยไม้แก่นจันทน์ที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางวัดโคนเสา ๒๙ เซนติเมตร สูง ๑๘๗ นิ้ว กำหนดให้ความสูงของเสาหลักเมืองอยู่พ้นดิน ๑๐๘ นิ้ว ฝังลงในดินลึก ๗๙ นิ้ว มีเม็ดยอดรูปบัวตูมสวมลงบนเสาหลักแล้วลงรักปิดทอง เจาะภายในไว้เป็นช่องสำหรับบรรจุดวงชะตาเมือง
   เมื่อแล้วเสร็จได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างศาลประดิษฐานรูปเทพารักษ์สำคัญสำหรับพระนครขึ้น ๓ ศาล คือ ศาลพระเสื้อเมือง ศาลพระทรงเมือง และศาลพระกาฬไชยศรี ตรงบริเวณระหว่างหน้าวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ( วัดโพธิ์ ) กับคลองคูเมืองเดิม ซึ่งในบริเวณเดียวกันนี้ยังเป็นที่ตั้งของศาลเจ้าเจตคุปต์หรือเจตคุก ซึ่งอยู่ที่หน้าคุกของกรมพระนครบาล และศาลเจ้าหอกลองอยู่ที่หน้าหอกลองประจำเมือง
   ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหามงกุฎ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระสยามเทวมหามกุฏวิทยมหาราช รัชกาลที่ ๔ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ขุดเสาหลักเมืองเดิมขึ้น และจัดสร้างเสาหลักเมืองขึ้นใหม่ทดแทนของเดิมที่ชำรุด เป็นแกนไม้สัก ประกอบนอกด้วยไม้ชัยพฤกษ์ ๖ แผ่น สูง ๑๐๘ นิ้ว ฐานเป็นแท่นกว้าง ๗๐ นิ้ว บรรจุดวงเมืองในยอดเสาทรงมัณฑ์ที่มีความสูงกว่า ๕ เมตร และเชิญหลักเมืองเดิมและหลักเมืองใหม่ประดิษฐานในอาคารศาลหลักเมืองที่สร้างขึ้นใหม่ มียอดปรางค์ก่ออิฐฉาบปูนขาว ได้แบบอย่างจากศาลหลักเมืองกรุงศรีอยุธยา เมื่อปีพุทธศักราช ๒๓๙๕
   ลุมาแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ฯ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ มีการสร้างสถานที่ราชการและตัดถนนเพิ่ม จึงต้องรื้อศาลเทพารักษ์ทั้ง ๕ แล้วเชิญมาประดิษฐานรวมกันใน ศาลหลักเมือง ครั้นถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ ๙ ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้บูรณะศาลหลักเมืองรวมทั้งสิ่งต่างๆ อันเนื่องในศาลหลักเมืองด้วย ดังนั้นกรมศิลปากรจึงได้ดำเนินการซ่อมบูรณะรูปเทพารักษ์ที่ชำรุดอยู่บางส่วนให้บริบูรณ์
เทพารักษ์ทั้ง ๕
๑. พระเสื้อเมือง เป็นรูปหล่อด้วยสำริดปิดทอง สูง ๙๓ เซนติเมตร ประทับยืนบนฐานสิงห์ พระเศียรทรงมงกุฎยอดชัย สวมสนับเพลาเชิงงอน นุ่งภูษา ทับด้วยชายไหวชายแครง ประดับด้วยสุวรรณกระถอบ คาดปั้นเหน่งรัดพัสตร์ สวมกรองศอ ต้นพระพาหารัดด้วยพาหุรัด ใส่สังวาลตาบทิศ ทับทรวงสวมทองพระกร ทองพระบาท ฉลองพระบาท พระหัตถ์ซ้ายท้าวที่บั้นพระองค์ทรงคทาวุธ พระหัตถ์ขวายกชูขึ้นเสมอพระนลาฏทรงจักราวุธ
๒. พระทรงเมือง เป็นรูปเทพารักษ์หล่อด้วยสำริดปิดทอง สูง ๘๘ เซนติเมตร ประทับยืนบนฐานปัทม์ ฉลองพระองค์ทรงเครื่องเช่นเดียวกับพระเสื้อเมือง พระหัตถ์ซ้ายท้าวที่บั้นพระองค์ทรงพระขรรค์ พระหัตถ์ขวายกชูขึ้นเสมอพระนลาฏทรงสังข์
๓. พระกาฬไชยศรี เป็นรูปเทพารักษ์สี่กรหล่อด้วยสำริดปิดทอง สูง ๘๖ เซนติเมตร ประทับบนหลังนกแสก ซึ่งอยู่บนแท่นสี่เหลี่ยมปิดทอง ฉลองพระองค์ทรงเครื่องเช่นเดียวกับพระเสื้อเมือง พระหัตถ์ซ้ายบนยกชูเสมอพระอังสา ทรงเชือกบาตสำหรับคล้องมัดปราณของมนุษย์ผู้ถึงฆาต พระหัตถ์ซ้ายล่างยกเสมอพระนาภี แสดงกิริยาตักเตือนสั่งสอนมิให้กระทำความชั่วร้าย พระหัตถ์ขวาบนยกชูเสมอพระอังสา ทรงชวาลา คือดวงวิญญาณเปรียบดังธาตุไฟในร่างกายคนเรา ซึ่งหากแตกดับลงเมื่อใดก็เท่ากับสิ้นชีวิตดวงวิญญาณออกจากร่างแล้วนั่นเอง พระหัตถ์ขวาล่างท้าวที่บั้นพระองค์ทรงพระขรรค์
๔. เจ้าหอกลอง เป็นรูปเทพารักษ์ทรงมงกุฏหล่อด้วยสำริดปิดทอง สูง ๑๐๕ เซนติเมตร ประทับยืนบนแท่นแปดเหลี่ยม พระเศียรทรงมงกุฎยอดชัย สวมสนับเพลามีเชิง นุ่งภูษาทับด้วยห้อยหน้า ประดับด้วยสุวรรณกระถอบ คาดปั้นเหน่งทับรัดพัสตร์ ต้นพระพาหารัดด้วยพาหุรัด ใส่สังวาล ตาบทิศ ทับทรวง สวมทองพระกร ทองพระบาท ฉลองพระบาท มีรูปนาครัดที่ข้อพระพาหาไพล่ไปเบื้องหลัง พระหัตถ์ทั้งสองยกเสมอระดับพระอุระ พระหัตถ์ขวาทรงดอกบัว พระหัตถ์ซ้ายทรงเขาสัตว์ สำหรับใช้เป่าเป็นสัญญาณเรียกประชุมไพร่พลให้มาเข้าประจำหน้าที่ตามธรรมเนียมปฏิบัติกันในสมัยโบราณ
๕. เจ้าเจตคุปต์ เป็นรูปเทพารักษ์ที่จำหลักด้วยเครื่องไม้ปิดทองทั้งองค์ สูง ๑๓๓ เซนติเมตร ประทับยืนบนแท่น พระเศียรทรงมงกุฎยอดชัย สวมสนับเพลามีเชิง นุ่งภูษาทับด้วยห้อยหน้า ประดับด้วยสุวรรณกระถอบ คาดปั้นเหน่งทับรัดพัสตร์ ต้นพระพาหารัดด้วยพาหุรัด ใส่สังวาล ตาบทิศ ทับทรวง สวมทองพระกร ทองพระบาท ฉลองพระบาท มีรูปนาครัดที่ข้อพระพาหาไพล่ไปเบื้องหลัง พระหัตถ์ทั้งสองยกเสมอระดับพระอุระ พระหัตถ์ขวาถือเหล็กจาร พระหัตถ์ซ้ายถือใบลานอัครสันธานาสำหรับจดความชั่วร้ายของชาวเมืองที่ตายไป


มงคล38ประการ

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก ยิ่งให้ยิ่งได้ ยิ่งหวงยิ่งอด เราไม่หวงเราไม่อด หมดเดี๋ยวก็มา
“พระนอนเขาพระราชทรัพย์” กับภาพสลักสัญลักษณ์มงคล 108 ประการตามคติอยุธยา
นครอุดงค์ (Oudong - อุดงฦาไชย หรือ อุดงมีชัย) ตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของจังหวัดกำปงสปือ(Kampong Speu)  และห่างไปทางตะวันตกเฉียงเหนือของกรุงพนมเปญ (เมืองจัตุมุข) ประมาณ 40 กิโลเมตร เคยเป็นที่ตั้งของราชสำนักแห่งกษัตริย์อาณาจักรกัมพูชา ที่มีอำนาจในช่วงกลางพุทธศตวรรษที่ 22 – 24 ตั้งอยู่บริเวณเชิงเขา "พนมอุดง" (Phnom Oudong) หรือ "เขาพระราชทรัพย์" (Preah Reach Trop Mountain) ที่มียอดเขาฝั่งทางเหนือเป็นที่ตั้งของวัดเขาพระราชทรัพย์ มีพระเจดีย์ขนาดใหญ่หลายองค์ตั้งอยู่ 
.
ส่วนยอดเขารองลงมาทางฝั่งทิศใต้ของเขาพระราชทรัพย์ เป็นที่ตั้งของวัดและพระเจดีย์ “พระจันทราชา” (Preah Chan Reachea) อันเป็นชื่อนามของปฐมกษัตริย์อาณาจักรละแวก ในช่วงกลางพุทธศตวรรษที่ 21 ด้านหน้าของพระเจดีย์ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ มีวิหารพระนอนไสยาสน์ ปางมหาปรินิพพาน-นิรวาณ (Mahaparinirvana-Nirvana)  เป็นพระนอนโบราณ อายุการสร้างประมาณพุทธศตวรรษที่ 13 – 14   แบบเดียวกับ “พระองค์ธม” (Preah Ang Thom) ที่เขาพนมกุเลน  ใช้การก่อหินทรายเป็นก้อน ๆ  มาเรียงสร้างขึ้นเป็นองค์ หันพระเศียรไปทางตะวันออกเฉียงเหนือ พระพักตร์หันไปทางตะวันตกเฉียงเหนือ พระบาทหันมาทางตะวันตกเฉียงใต้ ตามสภาพของภูมิประเทศบนยอดเขาครับ
.
ในปัจจุบัน พระนอนวัดพระจันทราชาและตัววิหารก่อหินศิลาแลงอยู่ในสภาพถูกทำลาย คงเหลือชิ้นส่วนส่วนของพระเศียร พระหัตถ์ พระวรกายและส่วนพระบาทคู่ที่มีการสลักลวดลายมงคล 108 ประการทั้งสองฝ่าพระบาทเหลืออยู่ แต่ละชิ้นส่วนพังทลาย กระจัดกระจายไม่เป็นรูปองค์พระนอนอย่างในอดีต
.
จารึก K.1006 อักษรเขมร ภาษาไทย ที่จารขึ้นในปี พ.ศ. 2126 พบที่เขาพนมกุเลน รวมถึงจารึกภาษาเขมร K.285 และ K.465 ได้กล่าวถึงสมเด็จพระราชมุนีที่มาจากกรุงศรีอยุธยา ได้เดินทางมายังเขาพนมพระราชทรัพย์ ได้บูรณะพระพุทธรูปพระปรินิพพานที่ปรักหักพังและลงรักปิดทองอย่างสวยงามสำหรับหมู่บ้าน และได้สร้างและพระวิหารที่สมบูรณ์ เพื่อสืบรักษาพระพุทธศาสนาครับ 
.
สอดรับกับลวดลายและคติของภาพสลักมงคล 108 ประการ ที่ปรากฏอยู่บนฝ่าพระบาทของพระนอนที่ยังคงตั้งเทินกันอยู่ในจุดเดิมทั้งสองข้าง แต่ละข้างมีความยาวประมาณ 1 เมตร มีนิ้วพระบาทเท่ากัน แต่ละนิ้วสลักเป็นลวดลายดอกบัวและพรรณพฤกษา ไม่ทำเป็นปล้อง ฝ่าพระบาททสลักเป็นช่องตารางสี่เหลี่ยมแบ่งด้วยเส้นลวด 10 ช่อง * 11 ชั้น ภายในช่องเป็นรูปสัญลักษณ์มงคล ตรงกลางเป็นรูปธรรมจักร จัดวางสุคติภูมิแห่งจักรวาลในมิติด้านตั้ง (ถือนิ้วพระบาทเป็นด้านบน) มีโสฬสพรหมโลกอยู่ในระดับสูงที่สุด ไล่ลงมาเป็นเทวโลก เขาพระสุเมรุ ทวีป จักรวาลและมหาสมุทร โลกมนุษย์ ไล่ระดับลดหลั่นลงมา ซึ่งเป็นการจัดวางรูปมงคลที่เป็นความนิยมในสมัยอยุธยา
.
รูปสลักสัญลักษณ์มงคลบนฝ่าพระบาทพระนอนพระจันทราชา เริ่มจากรูปพรหมและเทวดา 24 ช่อง ในความหมายของพรหมโลกและเทวโลก ถัดลงมาเป็นเครื่องสูง เขาพระสุเมรุและเขาสัตตบริภัณฑ์คีรี 34 ช่อง รูปสัตว์ 26 ช่อง รูปพืชพรรณ 14 ช่อง พานพุ่มบายศรีขนาดใหญ่ 7 กระทง และรูปปลาในวงโค้ง ในความหมายของมหาสมุทรและแม่น้ำที่ปลายส้นพระบาทครับ
.
---------------------------------------------------------------
*** จากหลักฐานที่พระราชมุนี พระเถระผู้ใหญ่และคณะที่ได้เดินทางมาบูรณะพระนอนที่เขาพระราชทรัพย์ในช่วงต้นพุทธศตวรรษที่ 22 ยุคอาณาจักรอุดงค์ จึงน่าจะมีการแกะสลักสัญลักษณ์มงคล 108 ประการขึ้นใหม่ ตามคติพุทธศาสนาที่นิยมในกรุงศรีอยุธยาบนฝ่าพระบาทของพระพุทธรูปที่ถูกสร้างมาแล้วในยุคก่อนหน้า ด้วยงานศิลปะแบบเขมรอุดงค์ในช่วงเวลาเดียวกับการบูรณะในครั้งนั้น  ซึ่งคงได้มีการบูรณปฏิสังขรณ์ และมีการแกะสลักรูปประติมากรรมพระสาวกแสดงการอัญชลันมัสการในครั้งมหาปรินิพาน เรียงรายที่ด้านหน้าองค์พระนอนในยุคของนักองค์จัน-พระญาจันทราชา ในช่วงกลางพุทธศตวรรษที่ 21 มาก่อนหน้าแล้วครับ 
เครดิต :
EJeab  Academy
เพราะทุกที่มีเรื่องราวและเรื่องเล่า

ยอดพระปรางค์วัดอรุณ

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก ยิ่งให้ยิ่งได้ ยิ่งหวงยิ่งอด เราไม่หวงเราไม่อด หมดเดี๋ยวก็มา
ยอดพระปรางค์​วัดอรุณ
รูปแบบทางสถาปัตย​กรรม​ของปรางค​์นั้น​  ยอดจะเป็นนภศูล
ยอดนภศูลนั้น​  เมื่อก่อนจะเรียกกันวุ่นวายไปหมด​  เรียกวชิรศูลก็มี​ พงศาวดารเรียกลำภุขันก็มี​  เรียกฝักเพกาก็มี​  เรียกสลัดไดก็มี​ เขียนนพศูลก็มี​  แต่ปัจจุบัน​ยุติเรียกนภศูล​  แปลว่า​  "หอกฟ้า" 55​  หรือ​ "หอกอากาศ" 555​  เพราะ​ "ศูล" แปลว่าหอก​  (อย่างตรีศูลของพระศิวะ)​ "นภ" แปลว่า​ ฟ้า​ อากาศ​  เช่น​ นภาลัยที่อยู่บนฟ้า​  นภานุภาพ​กำลังทางอากาศ
ยอดนภศูลของพระปรางค์​วัดอรุณ​  ซึ่งเป็นพระปรางค์ที่สูงที่สุด​  สวยที่สุด​  สำคัญที่สุด​ของชาติ​ไทยนั้น​  มีความพิเศษเหนือนภศูลพระปรางค์​ทุกองค์
ด้วยขนาดอันใหญ่โตของนภศูล​ จึงมีระฆังอยู่ล้อมรอบทุกชั้น​  ตอนบนของนภศูลมีไฟฟ้าแรงสูงส่องสว่าง​  เหนือไฟส่องสว่าง​ เป็นไฟกัน​ (เฮลิคอปเตอร์)​ ชน​ เหนือไฟกันชนมีมงกุฎ​  เหนือมงกุฎ​มีสายล่อฟ้า

พระโพธิสัตว์เสวยชาติเป็นพญาช้าง

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก ยิ่งให้ยิ่งได้ ยิ่งหวงยิ่งอด เราไม่หวงเราไม่อด หมดเดี๋ยวก็มา
พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นพญาช้างหัตถี
พระพุทธเจ้าเล่านิทาน.
"หัตถีชาดก - พญาช้างสละชีวิตเพื่อช่วยเหลือผู้อื่น"
เมื่อครั้งพระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นพญาช้าง(หัตถี) อาศัยอยู่ในป่าแห่งหนึ่งใกล้กับทะเลทราย วันหนึ่งเขาได้ยินเสียงร้องคร่ำครวญ พญาช้างได้มาพบผู้คนจำนวนมาก จึงถามว่า เหตุใดจึงได้เดินทางมาถึงทะเลทรายแห่งนี้ได้ พวกเขาจึงได้เล่าว่าถูกกษัตริย์เนรเทศออกมาจากบ้านเมืองของเขา เดินทางกันมา 1,000 คน ตอนนี้เหลืออยู่ 700 คน แต่ละคนไม่ได้ดื่มน้ำหรือได้กินอาหารกันมาหลายวัน หลายคนกำลังจะอดตาย 
ผู้คนต่างวิงวอนขอน้ำและอาหารอย่างน่าเวทนาในความทุกข์ พญาช้างโพธิสัตว์ทรงเกิดความสงสาร ด้วยรู้ว่า ไม่มีอาหารใดสำหรับมนุษย์ในทะเลทรายแห่งนี้ จึงกล่าวแก่ผู้ถูกเนรเทศทั้ง 700 คนว่า 
“ ...พวกเจ้าจงเดินไปทางนั้น ใต้หน้าผาแห่งนั้นที่อยู่ใกล้ทะเลสาบ เจ้าจะพบกับซากช้างตายที่เพิ่งตกจากภูเขาลงไปตาย พวกเจ้าจงนำเนื้อของช้างนั้นมากินเพื่อประทังชีวิต จงแล่เนื้อช้างทั้งหมดเพื่อใช้เป็นเสบียงกรังและจงได้นำกระเพาะอาหารของช้างนั้นไปใช้เป็นถุงเก็บน้ำจากทะเลสาบ มันจะพอเพียงสำหรับพวกเจ้าทุกคน ....”
.
“ พวกเจ้าต้องให้สัตย์สัญญาแก่เรา...ต้องกินเนื้อช้างและต้องมีสติ รอดออกไปจากทะเลทรายอันกันดารแห่งนี้...”
ผู้ถูกเนรเทศทั้งหมดต่างดีใจ ถึงจะก็ยังสงสัยคาใจว่าทำไมต้องให้สัตย์สัญญา โดยหารู้ไม่ว่า พญาช้างโพธิสัตว์ที่เดินจากไปนั้น กลับได้มุ่งหน้าขึ้นไปบนยอดเขาสูงและได้กระโดดลงมาสิ้นชีวิตที่ใต้หน้าผาแห่งนั้น เมื่อผู้คนเดินทางมาตามที่พญาช้างแจ้งไว้ ก็ได้มาพบซากของพญาช้าง ต่างก็จำได้ว่าเป็นพญาช้างตัวเดียวกับที่ได้ช่วยชี้ทางให้แก่พวกเขาไว้ 
ทุกคนต่างก็เสียใจ แต่กระนั้นคำสัตย์สัญญาที่พญาช้างได้ขอให้รักษาไว้ พวกเขาจึงได้ตัดสินใจกินเนื้อของพญาช้างนั้นด้วยหัวใจที่ปิติยินดีและเศร้าโศก 
“...พญาช้าง ท่านได้เสียสละชีวิตเพื่อรักษาเราทั้ง 700 ชีวิตไว้ พวกเราขอให้คำสัตย์สัญญาว่า จะขอเสียสละชีวิตเพื่อรักษาผู้อื่นด้วยความเมตตากรุณา อย่างที่ท่านได้กระทำบารมีด้วยชีวิตนี้ไว้...”
----------------------------------
*** “หัตถีชาดก” (Hasti Jātaka) เป็นวรรณกรรมนิทานชาดกที่ไม่ได้อยู่ในพระไตรปิฎกและอรรถกถาบาลีของฝ่ายเถรวาทที่เริ่มตั้งแต่เอกนิบาต (ekanipāta) ไปจนถึงมหานิบาต (mahānipāta) รวมทั้งสิ้น 547 เรื่อง แต่ไปปรากฏในบทกวีสันสกฤต “ชาดกมาลา” (Jātaka-mālā)  ที่รจนาขึ้นโดยท่าน “อารยศูร” (Ᾱryaśūra)  จำนวน 34 เรื่อง เป็นชาดกเก่าแก่ที่นิยมใช้ในคติพระพุทธศาสนานิกาย “สถวีรวาท” (Sthāvirīya nikāya)  ยุคราชวงศ์คุปตะ-วากาฏกะ (Gupta-Vakataka)  ช่วงพุทธศตวรรษที่ 9 – 12 ในอินเดียเหนือครับ
----------------------------------
*** งานศิลปะเรื่องหัตถีชาดกนั้นพบเห็นได้ไม่มากนัก โดยมีภาพเขียนจิตรกรรมฝาผนัง มุมตะวันตกเฉียงใต้ (ทางซ้ายมือจากประตูทางเข้า) วิหารถ้ำอชันตาหมายเลข 17 ศิลปะในราชวงศ์วากาฏกะ ราวกลางพุทธศตวรรษที่ 11  เป็นภาพวาดต่อเนื่อง ด้านบนเป็นตอนที่พญาช้างโพธิสัตว์พบกับกลุ่มผู้ถูกเนรเทศ ส่วนภาพด้านล่างเป็นตอนที่ผู้คนกำลังแล่เนื้อพญาช้างกิน และภาพผู้คนกำลังสรรเสริญในความเสียสละของพญาช้าง
.
ในประเทศไทย พบงานศิลปะเรื่องหัตถีชาดกเพียงแห่งเดียว เป็นภาพปูนปั้น 2 แผ่น ประดับผนังฐานประทักษิณด้านตะวันตกเฉียงใต้พระสถูปจุลประโทนเจดีย์ จังหวัดนครปฐม  อายุในราวปลายพุทธศตวรรษที่ 12 ที่ถูกสร้างขึ้นตามคติความเชื่อของนิกายมูลสรรวาสสติวาท (สถวีรวาทิน) ที่นิยมใช้เรื่องราว “ชาดกมาลา” และนิทานคติธรรมอย่าง “โพธิสัตวอวทาน” (Bodhisattva-avadāna)  เป็นเครื่องมือสำคัญในการเผยแพร่คติธรรมทางพุทธศาสนาในช่วงต้นวัฒนธรรมทวารวดี แผ่นหนึ่งเป็นตอนที่ผู้ถูกเนรเทศกำลังขอความช่วยเหลือจากพญาช้าง (แตกพังไปแล้ว) และภาพตอนที่เหล่าผู้ถูกเนรเทศกำลังแล่เนื้อพญาช้างกิน ปัจจุบันจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระปฐมเจดีย์ จังหวัดนครปฐมครับ
เครดิต :
วรณัย พงศาชลากร
EJeab Academy
เพราะทุกที่มีเรื่องราวและเรื่องเล่า

ใบเสมา

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก ยิ่งให้ยิ่งได้ ยิ่งหวงยิ่งอด เราไม่หวงเราไม่อด หมดเดี๋ยวก็มา
ใบเสมา
ใบเสมา” เมืองพระนคร ยุคหลังบายน
ถึงร่องรอยของคติพุทธศาสนาแบบเถรวาท (Theravāda – Theravādin) จากลังกา-มอญ-ละโว้ จะเริ่มปรากฏในงานศิลปะของราชสำนักเมืองพระนครในยุคพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 มาตั้งแต่ช่วงกลางพุทธศตวรรษที่ 18 ต่อเนื่องมาในช่วงต้นพุทธศตวรรษที่ 19 ดังพบรูปสลักประดับอาคารตามคติแบบเถรวาทที่ปราสาทโต๊ปตะวันตก (Western Prasat Top Temple) แต่หลักฐานของคติความเชื่อและงานศิลปะแบบเถรวาท-ลังกาวงศ์ที่ชัดเจนนั้น เริ่มต้นในกลางพุทธศตวรรษที่ 19 จากหลักฐาน “จารึกโคกสวายเจก” (KôkSvàyČek Inscription - K.754) พบจากวัดโคกโพธิ์ (Vằt Kôk Khpŏs) ทางใต้ของบารายตะวันตก ที่จารขึ้นในปีพ.ศ. 1851 ช่วงรัชสมัยของ “พระเจ้าศรีนทรวรมัน – อินทรวรมันที่ 3” (Srindravarman) เป็นจารึกภาษาบาลี  (Pali-engraved) หลักแรกของอาณาจักรกัมพุชเทศะ ภายหลังจากที่พระองค์ได้สละราชบัลลังก์เพื่อออกผนวชเป็นพระภิกษุ โดยมอบให้พระราชโอรส  “พระเจ้าศรีนทรชัยวรมัน” (Srindrajayavarman)  ที่มีความศรัทธาในพุทธศาสนาเถรวาทเช่นเดียวกับพระองค์ ขึ้นเป็นกษัตริย์สืบต่อมา 
“...พระเจ้าแผ่นดินผู้ยิ่งใหญ่ ....ได้ถวายหมู่บ้าน “ศรีศิรินทรตนะกรรม” (Sruk ŚrŚndraratnagrāma) ถวายแก่พระเถระ “ศรีศรินทรโมฬี” ทรงโปรดให้อุบาสิกา นามว่า “ศรีมาลินีรัตนะลักษมี” ปฏิบัติหน้าที่ .....สร้างวิหาร ขุดคูน้ำสระน้ำ.....ประดิษฐานพระพุทธรูปประธาน .....ถวายข้าทาสชายหญิง ....ถวายหมู่บ้าน 4 แห่ง ...ทรงรับสั่งให้ผูกสีมาทั้ง 8 โดยรอบ เพื่อเป็นการพุทธบูชา...”
.
ในรัชสมัยของพระเจ้าศรีนทรวรมัน เป็นช่วงเวลาสุดท้ายที่มีการสร้างปราสาทหินตามแบบฮินดูในอาณาจักรกัมพุชเทศะ ในสมัยนี้ได้มีการดัดแปลง ปรับเปลี่ยน “ปราสาทพระป่าลิไลย์”  (Preah Palilay) ที่ก่อสร้างตามขนบแบบแผนปราสาทก่อหินทราย (วิมานเทวาลัย) ในคติฮินดู จากยุคพระเจ้าชัยวรมันที่ 8 แต่ยังสร้างไม่แล้วเสร็จ  ปรากฏภาพสลักเทพเจ้าฮินดูอยู่บนทับหลังและภาพสลักรามายณะตามแบบศิลปะปราสาทพระปิถุ เปลี่ยนมาเป็น “สังฆาราม” (Monastery) ที่มีภาพสลักและการประดับตามคติพุทธศาสนาแบบเถรวาทลังกาแทน 
.
ในเมืองพระนครหลวง (นครธม-ศรียโสธระปุระ) จึงไม่มีการสร้างปราสาทหินแบบเดิมในอาณาจักรกัมพูชายาวนานมาอีกกว่า 100 ปี ก่อนเสียเมืองให้กับอาณาจักรอยุทธยาในช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 20 นอกจากมีการสร้างวัดพุทธศาสนาแบบเถรวาท ที่ประกอบด้วยด้วยอาคารหลักอย่าง พระอุโบสถ (Uposathāgāra) ที่มีใบเสมาคู่ (Sīmā – Double-slab marker stones- Stone boundary markers) ตามคติ “สีมันตริก” (ระยะของช่องว่างที่จะต้องเว้นไว้ระหว่างเขตคามวาสี-มหาเสมา กับเขตอรัญวาสี -ขัณฑเสมา ในคติลังกาวงศ์) ปักล้อมรอบ 8 ทิศ  วิหาร (Vihāra)  อาคารมีลักษณะเดียวกันคือก่อฐานด้วยการเรียงหินศิลาแลงหรือหินทราย บดอัดดินแน่นบุด้านใน ปูพื้นด้วยหิน และสร้างเป็นอาคารเครื่องไม้ วางใบเสมาคู่ล้อมรอบ สร้างพระพุทธรูปก่อเรียงหินเป็นประธานของศาสนสถาน จัดวางพระเจดีย์ใหญ่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุก่อเรียงหินทรงระฆังแบบลังกาไว้ด้านหลังอุโบสถ ไม่นิยมการใช้อิฐ ซึ่งมีจำนวนประมาณ 25 แห่ง (รวมการสร้างเพิ่มเติมในเขตปราสาทยุคก่อนหน้า อย่างในเขตปราสาทพระปิถุ Preah Pithu  X (Ta Tuot)) อย่าง วัดปรัมปีลเวง (Pram Pi Lveng) วัดพระโง๊ก (Wat Preah Ngok) วัดพระอังโคกโธลก (Preah Ang Kok Thlok) วัดพระอินทร์เทพ (Wat Preah Int tep) ฯลฯ จนถึงยุคของนักองค์จัน (Ang Chan) ปฐมกษัตริย์แห่งอาณาจักรละแวก (Lovek) ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 22 ที่กลับมาฟื้นฟูเมืองนครธมโบราณในช่วงระยะเวลาหนึ่ง จึงเกิดวัดเถรวาทเพิ่มขึ้นรวม 59 แห่งภายในตัวเมืองครับ
------------------------------------
*** ใบเสมาในคติเถรวาทที่เก่าแก่ที่สุดหลังศิลปะบายนของเมืองพระนคร พบจากปราสาทนครธม อายุในช่วงกลางพุทธศตวรรษที่ 19 เป็นใบเสมาแบบแผ่นตั้งในรูปแบบของซุ้มบัญชร-บันแถลง ด้านบนเป็นซุ้มหน้านางประยุกต์ให้แคบลง ยอดตรงกลางวางหัวเม็ดแบบการวางหม้ออมลกะบนยอดสุดของปราสาท มีรูป “พระโลกบาล” (Lokapalas) หรือ “จตุโลกบาล (Cātum-Lokapala) -จตุมหาราชิกา” (Cātummahārājika)   สวมศิราภรณ์ทรงเทริด มีกระบังหน้าตามแบบเขมร ยอดมวยผมแหลมบัวกลุ่ม 3 ชั้น 3 ยอด พระหัตถ์ถือพระขรรค์และจับเข่า นั่งในท่ามหาราชาลีลาสนะ  คล้ายกับงานศิลปะที่ปรากฏบนภาพ พุทธประวัติ สลักนูนสูงบนประติมากรรมหลักหิน (Stele) ใช้ประดับศาสนสถานในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน
.
ในช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 19 เมืองพระนคร ยังมีความนิยมใบเสมาในรูปแบบแท่งตรง ทั้งแผ่นหน้าเรียบไม่มีลวดลาย และแบบมีสันตรงกลางที่มียอดบนเป็นเส้นหยักของซุ้มหน้าบันประยุกต์ อย่างใบเสมาของวัดพระอังโคกโธลก ใกล้กับปราสาทบายนทางตะวันตก และใบเสมาที่พบจากปราสาทโต๊ปตะวันตกครับ
.
ในช่วงเวลาเดียวกันยังมีความนิยมใบเสมาแบบแท่งตรง ทั้งแผ่นหน้าเรียบไม่มีลวดลาย แบบมีลวดลายและมีสันตรงกลางที่มียอดโค้งเป็นกลีบบัว ตรงสันกลางของยอดประดับด้วยกลีบบัวทำเป็นบัวหัวเม็ด ที่พบจากวัดหลายแห่ง เช่นวัดพระโง๊ก ติดกับปราสาทบายนทางทิศเหนือ ใบเสมาที่พบจากวัดเทพพนม (Tep Pranam Temple) ด้านหน้าของวัดป่าลิไลย์  ทางเหนือของพระราชวังหลวง
.
ช่วงพุทธศตวรรษที่ 20 เป็นต้นมา รูปแบบของใบเสมาเมืองพระนครหลวง เริ่มนิยมรูปทรง “กลีบบัวคอดเอว”  มีแก้มใบ สลักลวดลายตรงกลางทั้งส่วนล่าง (ท้องใบเสมา) และส่วนบน (หน้าใบเสมา) มีทั้งแบบมีบัวเม็ดยอดด้านบนและแบบเป็นสันแหลมกลีบบัว ใบเสมาแบบที่มียอดเป็นซุ้มหน้าบันประยุกต์อย่างในยุคก่อนหมดความนิยมไปทั้งหมด ดังตัวอย่างของใบเสมาวัดร้างที่ติดกับด้านหลังทางตะวันตกของวัดพระอังโคกโธลก ทำลวดลาย ท้องใบเป็นซุ้มสามเหลี่ยมกลีบใบระกา ต่อด้านข้างเป็นกาบสามเหลี่ยม หน้ากระดานลายกลีบดอกต่อเนื่อง แกนกลางเป็นสันนูน ทำเป็นก้านตรงขึ้นไปแตกพุ่มกลีบดอกกลีบใบด้านบนสุด  มีลักษณะคล้ายกับใบเสมาบางแผ่นที่พบในอยุธยา แต่ยังไม่พัฒนาหน้าใบเป็นลายปากแตรหรือปีกค้างคาวที่มีโก่งคิ้วครับ
.
ใบเสมาแบบกลีบบัวคอดเอว มีสันกลาง มีลวดลายประกอบ ยังพบแบบที่มีบัวหัวเม็ดเรียบอยู่ที่บนยอดใบ อย่างที่วัดปรัมปีลเวง ทางตะวันออกของสนามชัย หน้าลานพระราชวังหลวง  
.
ภายหลังการเสียเมืองพระนครหลวงให้กับอาณาจักรอยุทธยาในช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 20 จึงปรากฏงานศิลปะใบเสมาทรงกลีบบัว-สันแหลม-เอวคอด มีลวดลายหน้าใบเป็นปากแตร มีเส้นโก่งคิ้ว แก้มใบ มีสันกลางและมีท้องใบเป็นทรงสามเหลี่ยมร่างแห สลักลวดลายพรรณพฤกษา ซึ่งเป็นลักษณะเด่นของงานศิลปะแบบอยุทธยาช่วงพุทธศตวรรษที่ 20 - 21 ที่ปราสาทพระขรรค์และปราสาทนครวัดอีกด้วยครับ
.
-----------------------------------
*** งานศิลปะและคติความเชื่อของใบเสมาเถรวาทเมืองพระนคร มีพัฒนาการที่เกี่ยวเนื่องและมีความคล้ายคลึงกับงานศิลปะของฝ่ายอยุทธยาโดยตรง ซึ่งก็น่าคิดว่า คติและศิลปะของใบเสมาระหว่างอยุทธยากับเมืองพระนคร ฝ่ายใดเริ่มต้นคติสีมันตริกขึ้นก่อนกัน ฝ่ายใดเป็นฝ่ายส่งอิทธิพลให้กับอีกฝ่ายหนึ่ง และใบเสมาที่เก่าแก่ที่สุดของอาณาจักรอยุทธยา หน้าตาเป็นอย่างไร อยู่ที่ไหนกันแน่
.
คงต้องมาหาคำตอบร่วมกันในกิจกรรม “ชมศิลป์ใบเสมา – อยุทธยาตะวันตก” One Day - Edutainment Trip ประวัติศาสตร์กรุงศรีอยุธยาแบบ Update ในวันอาทิตย์ที่ 23 สิงหาคม นี้ครับ 
.
*** สอบถามรายละเอียด ลงทะเบียนร่วมกิจกรรม ที่ คุณอัฐพงษ์ บุญสร้าง โทร. 089 089 6169
ประวัติศาสตร์หลังเที่ยงคืน https://web.facebook.com/Bond3.001
.
ถ้าสนใจอย่าช้านะครับ ตัดสินใจได้เลย รับจำนวนจำกัดตามขนาดของรถเดินทางครับ
เครดิต :
วรณัย  พงศาชลากร
EJeab  Academy
เพราะทุกที่มีเรื่องราวและเรื่องเล่า

นางอัปสร

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก ยิ่งให้ยิ่งได้ ยิ่งหวงยิ่งอด เราไม่หวงเราไม่อด หมดเดี๋ยวก็มานางอัปสร
“นางอัปสรา ติโลตตมา" ความงามเหนือนางใดในสามโลก 
ใน “มหากาพย์มหาภารตะ” (The great epic Mahabharata) พระฤๅษีนาทรมุนี (Sage Narada) ได้เล่าเรื่องความงามและความเสียสละของ “นางอัปสราติโลตตมา" (Tilottamā)  ให้แก่ภารดาปาณฑพ (Pāṇḍava) เพื่อสั่งสอนศิลปะศาสตร์ในการครองเรือนระหว่างพี่น้องทั้ง 5 ที่มีมเหสีคนเดียวกันคือ “นางเทราปตี” (Draupadi) ว่า 
.
เมื่อครั้งหนึ่ง มีอสูรพี่น้องสองตน ชื่อ “สุนทะ” (Sunda)  และ “อุปสุนทะ” (Upasunda) บุตรของอสูรชัมภะ (Jambhā) ที่เคยรบแพ้พระอินทรา ทั้งสองบำเพ็ญตบะบนยอดเขาวินไธย (Vindyas) ทรมานกายด้วยการกินอากาศเป็นอาหาร ยืนหยั่งขาเดียว เบิกตาจ้องพระสุริยะไม่กระพริบตา ปากก็เปล่งวาจาสรรเสริญพระพรหมธาดา ถึงแม้เหล่าเทพเจ้าจะได้พยายามขัดขวาง ด้วยการส่งสาวงามมายั่วยวนทำลายการบำเพ็ญตบะของอสูรทั้งสองก็ตาม แต่ก็ไม่สำเร็จ ตบะที่เกิดขึ้นอย่างแรงกล้าทำให้ภูเขาวินไธยกลายเป็นภูเขาไฟ ระเบิดพวยพุ่งไปถึงถึงสวรรค์ชั้นอรูปพรหม (ชั้นที่ 16) 
.
ด้วยอำนาจตบะบารมี พระพรหมธาดาจึงเสด็จลงมา ไต่ถามความต้องการของทั้งสอง อสูรพี่น้องได้ขอพรให้ตัวเองเก่งกว่าใครในสามโลก เป็นอมตะ ใครฆ่าก็ไม่ตาย แต่พระพรหมก็รู้สดับรู้ว่า การให้พรแก่อสูรนั้นเป็นเรื่องไว้ใจไม่ได้ ต้องมีข้อยกเว้นไว้แก้ไข แล้วจึงประสาทพรให้ตามที่ทั้งสองขอมาทุกประการ แต่ก็มีพระสุรเสียงต่อท้ายว่า
.
“..จะไม่มีใครฆ่าเจ้าทั้งสองให้ตายได้ แต่เจ้าจะตาย หากเจ้าเข่นฆ่ากันเอง... (นะ)”
.
ถึงจะสงสัย แต่สองพี่น้องอสูรก็ไม่ติดใจ เพราะมั่นใจว่าเป็นพี่น้องที่มีความรักใคร่กันเป็นอย่างมาก เรียกว่าตายแทนกันได้อยู่แล้ว เมื่อได้ฤทธาอำนาจก็ให้กำแหงหาญ ออกอาละวาดทำลายล้างไปทั่วสามภพ ไล่ฆ่ามนุษย์ นาค ฤๅษี เทวดา รวมทั้งพวกอสูรด้วยกัน ล้มตายเป็นเบือ เหล่าเทพเจ้าบนสรวงสวรรค์ต่างพากันอพยพหนีไปยังพรหมโลกครับ
.
เมื่อถึงกาลวิกฤต ไร้ซึ่งผู้เข้าต่อต้านด้วยเพราะอำนาจแห่งพรพรหม เหล่าเทพเจ้ารวมกันเข้าปรึกษาพระพรหมธาดาให้ช่วยแก้ไข ดั่งข้อยกเว้นที่ได้ทรงแนบไว้ในมหาพร พระองค์ได้ขอให้พระวิศวกรรม (Vishwakarma) ได้เนรมิตอัปสราที่งามเลิศกว่า (อัตมา – uttama- เหนือกว่า) นางใดในสามโลก
นาง“ติโลตตมา" (Tilottamā) จึงได้ถูกสร้างขึ้น โดยพระวิศวกรรมได้รวมเอารัตนอัญมณีจากทุกทั่วสวรรค์ ความหอมของบุปผามาลีทุกแดนฟ้า รัศมีแห่งสุริยะ สังคีตศิลป์ทุกกระแสเสียง สรรพสิ่งที่งามเลิศที่เห็นและสัมผัสได้ มาสร้างเป็นนางอัปสราที่มีชื่อว่าติโลตตมา ขึ้นมา ตามคำบัญชาของพระพรหม  เพื่อให้เป็นนางอัปสราที่มีความงามอันสมบูรณ์พร้อม งามยิ่งกว่าเหล่านางอัปสราที่เกิดขึ้นมาจากการกวนเกษียรสมุทร (ที่มี “นางอรุวศี” เป็นนางอัปสราที่สวยที่สุดในบรรดาอัปสราทั้งมวล) ครับ
.
พระพรหมธาดา ได้ขอให้นางติโลตตมา ได้เสียสละกายใจเพื่อดับยุคอันเลวร้าย โดยใช้เรือนร่างทรวดทรง ความงามและเสน่ห์มารยา ยั่วยวนให้พี่น้องอสูรแตกคอกัน จนต้องฆ่าฟันกันเองให้ได้
.
ในยามนี้ ทั้งสามโลกจึงต้องฝากความหวังไว้ที่นางคนเดียวเท่านั้น
.
ด้วยความงามยิ่งกว่าใครในสามโลกอย่างแท้จริง ระหว่างที่นางลงมาจากสวรรค์ เหล่าทวยเทพต่างตาค้าง เหมือนต้องมนตราแห่งอัปสราสะกดนิ่ง เหลียวหลังตามนางไปทุกองค์
.
เมื่อนางได้มาถวายความเคารพพระศิวะด้วยการเดินทักษิณาวัตร (Circumambulated) รอบพระองค์ ก่อนลงมายังโลก พระศิวะยังต้องเปิดพระเนตรมอง จากที่พระองค์มีเพียงพักตร์เดียว เผลอเหลียวมองตามนางติโลตตมาที่เดินวนรอบจนคอหมุนตาม เกิดเป็นพระพักตร์ขึ้นมาอีกรวมเป็นสี่พระพักตร์ งามจนพระนางปารวตีต้องเอามือมาปิดพระเนตรไว้ไม่ให้มองนางติโลตตมา จนจักรวาลมืดดับ พระองค์จึงต้องเปิดพระเนตรที่สามขึ้นที่กลางพระนลาฏเพื่อให้แสงสว่างแก่จักรวาล
.
ส่วนพระอินทร์นั้น อาการหนักกว่าเพื่อน สอดส่ายสายตาตามนางไป จนดวงตาเพิ่มขึ้นทีละดวงจนถึงพัน กลายเป็น “ท้าวสหัสนัยน์”ที่มีดวงตาเต็มพระวรกาย
.
เมื่อนางติโลตตมาลงมาจากสวรรค์ มาพบกับพี่น้องอสูรที่กำลังเสพสุขสำราญในกามโลกีย์ท่ามกลางสาวสวยในโลกมนุษย์ นางเลือกเข้าไปหาและบำเรอกามราคะแก่สุนทะอสูรผู้พี่ก่อน แล้วย้ายไปเสพสังวาสกับอสูรอุปสุนทะผู้น้อง พลางกล่าวน้อยใจว่า 
.
“อสูรผู้พี่ของท่านนั้นหมายปองที่จะครอบครองตัวข้าไว้เพียงผู้เดียว ไม่ต้องการให้ข้ามาพบกับท่าน” เสน่หาอันเย้ายวนของนางติโลตตมา สร้างความไม่พอใจให้กับอุปสุนทะอสูรเป็นอย่างมาก
.
แล้วนางติโลตตมาหวนกลับไปหาสุนทะอสูร ด้วยจริตมารยา ยั่วยวนปรนเปรอด้วยลีลาที่เหนือกว่านางใด จนอสูรผู้พี่หลงใหลพร่ำเพ้อ เอ่ยสัญญาว่าจะมอบทุกสิ่งในโลกให้ นางตัดพ้อว่า 
.
“คงไม่ได้หรอกพี่อสูร เพราะอุปสุนทะน้องของท่านหมายจะครองข้าไว้เพียงคนเดียว และสัญญาจะมอบทั้งโลกมนุษย์นี้ให้เป็นกำนัลแก่ข้าอยู่แล้ว”
.
คำยุแหย่อันหวานละมุนด้วยเล่ห์กล ทำให้ทั้งสองอสูรเกิดผิดใจกันขึ้นอย่างรุนแรง เมื่อนางเดินออกมาที่กลางลาน ทั้งสองอสูรต่างก็เข้ามาแย่งยื้อ ฉุดรั้งมือแต่ละข้างของนางไว้ นางติโลตตมาจึงตะโกนขึ้นว่า 
.
“เห็นไหม...เห็นไหม พี่ เขาหมายจะครอบครองข้าไว้เพียงผู้เดียวเท่านั้น” ทั้งสองอสูรหลงคิดว่านางพูดกับตนเอง จึงบันดาลโทสะเข้าเข่นฆ่าแย่งชิง จนตายไปพร้อมกันทั้งคู่
.
เมื่อเสร็จภารกิจสำคัญตามแผนการที่ได้วางไว้ นางติโลตตมาจึงกลับคืนมาสู่สวรรค์ พระพรหมธาดาเห็นว่า นางอัปสราผู้มีความงามที่สุดในสามโลกนี้จะก่อปัญหาแก่เทพเจ้าผู้มักมากในสวรรค์ จึงให้ไปหลบอยู่หลังแสงพระอาทิตย์ที่แสงเจิดจ้า จนไม่มีใครมองเห็นความงามของนางได้อีกต่อไป
.
"ความสวยงามของเจ้ามันมากนัก หากอยู่สวรรค์ สวรรค์ก็จะปั่นป่วนโกลาหล คงต้องพึ่งแสงอันสว่างของพระสุริยะเทพปิดบังความงามของเจ้าไว้ จะไม่มีใครเห็นเจ้า เรื่องร้าย ๆ เพราะหมายจะแย่งชิงเจ้ากัน จะได้ไม่เกิดบนพรหมโลกแห่งนี้ "
-----------------------------------
*** แต่ถึงแม้กระนั้น ยามที่แสงแห่งพระสุริยเทพอ่อนแรง ผู้คนต่างก็ยังคงเพ่งมองและหลงใหลในเสน่ห์ของนางติโลตตมา งามเหนือใครในสามโลก เมื่อพระอาทิตย์ทอแสงขึ้นและอัสดงลงที่ขอบฟ้า กันมาอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัวครับ
เครดิต :
วรณัย พงศาชลากร
EJeab Academy
เพราะทุกที่มีเรื่องราวและเรื่องเล่า