วันเสาร์ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2563

คนตกปลาได้ไปสวรรค์

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก ยิ่งให้ยิ่งได้ ยิ่งหวงยิ่งอด เราไม่หวงเราไม่อด หมดเดี๋ยวก็มา
คนตกปลาได้ไปสวรรค์ คนปฏิบัติธรรมได้ไปนรก 
วันนี้เป็นวันสำคัญทางศาสนา มีการจัดงานบุญ พร้อมกับฟังเทศน์อย่างยิ่งใหญ่ ชายคนหนึ่ง ได้มานั่งฟังธรรมอยู่บนศาลาวัด และในขณะที่นั่งฟังอยู่นั้น สายตาก็เหลือบไปเห็นคนกำลังตกปลาอยู่ในบ่อน้ำที่วัด แล้วก็นั่งคิดปน ก่ น ด่ า คนตกปลาอยู่ในใจ
ว่าทำไมถึงทำเช่นนั้น ในวัดแท้ๆ ยังกล้ามาจับปลา ไม่กลัว บ า ป ก ร ร ม บ้างเลยหรืออย่างไร
แต่แทนที่ชายคนนี้มานั่งฟังธรรมจะได้บุญ กลับเอาจิตไป ด่ า ท อ ผู้อื่นอยู่ตลอดเวลา
ในขณะเดียวกัน “คนตกปลา” ก็มองเห็นคนที่มานั่งฟังธรรมบนศาลาวัด ใจก็ตั้งจิตขออนุโมทนาบุญ เพราะผมมันเป็นคน บ า ป  ไม่มีโอกาสได้ไปนั่งฟังธรรมกับคนอื่นเขา ต้องเอาเวลามาตกปลาเลี้ยงชีพ เลี้ยงดูพ่อแม่ที่ ป่ ว ย หนัก เพราะเกิดมาจ น จึงไม่มีวาสนาสร้างบุญแบบคนอื่น
หากเกิดชาติหน้า ก็ขอให้มีโอกาสได้สร้างบุญเหมือนแบบท่านๆที่ได้นั่งฟังธรรมอยู่ด้วยเถิด
เกิดมาชาตินี้มี ก ร ร ม หนัก ต้องชดใช้ ก ร ร ม ที่ก่อไว้ ปลาที่มาติดเบ็ด ก็ขออย่าได้จอง เ ว ร กันเลย
ถึงแม้คนตกปลา จะกำลังตกปลาอยู่ แต่จิตก็เอาแต่ภาวนาสาธุไปกับคนที่ฟังธรรม และขออโหสิ ก ร ร ม ปลาตลอด ที่นี้ทุกคนเข้าใจหรือยังว่า ทำไมคนฟังธรรมถึงตกนรก คนตกปลาได้ขึ้นสวรรค์
ความหมายของ “ก ร ร ม ดี” และ “ก ร ร ม ชั่ ว” มาจากเจตนา การมีเจตนาที่ประกอบด้วยกุศล คือ ก ร ร ม ดี แต่การมีเจตนาที่ประกอบด้วยอกุศล คือ ก ร ร ม ชั่ ว อย่างชายที่ไปนั่งฟังธรรม ก็หลงคิดว่าตัวเองกำลังทำดีอยู่ แล้วก็เอาแต่มองคนอื่นที่ไม่ทำแบบตัวเองว่าเป็นคนไม่ดี ในใจก็เอาแต่ ด่ า ท อ คิด ร้ า ย ต่างๆนาๆ ในขณะที่คนตกปลา มีแต่เจตนาที่ดีต่อผู้อื่น เห็นผู้อื่นทำความดี ก็ยินดีด้วยเสมอ
การปฏิบัติธรรม เป็นการฝึกจิตให้สงบ เพื่อพัฒนาจิตของตนเองให้สูงขึ้น ไม่ใช่เอาไว้ไปข่มคนอื่นให้ดูต่ำลง เพราะสุดท้ายแล้วคนที่ทำแบบนี้ ย่อมต่ำกว่า
เจ้าสวดมนต์แต่ยัง “นิ น ท า “
เจ้าทำทานแต่ยัง ” เ อ า เ ป รี ย บ “
เจ้ามีความรู้แต่ชอบ  ” ดู ถู ก ค น “
เจ้าตัวสะอาดแต่ ” ใ จ ส ก ป ร ก “
เจ้าอยากได้มิตรแท้ แต่… ” เจ้ากลับเป็นมิตรเทียม “
เจ้าบอกทำกุศล แต่… ” หมายเอาชื่อเสียง “
เจ้ามีทุกสิ่ง แต่… ” ไม่คิดแบ่งปัน “
เจ้าดูแลคนอื่น แต่… ” ละเลยพ่อแม่ “
เจ้างด เ นื้ อ สั ต ว์ แต่… ” ข่ ม เ ห ง ” เพื่อนมนุษย์
เจ้าหาตัวเองไม่เจอ แต่… “ก ร ร ม ” หาเจ้าเจอ
เครดิต ;
พระไพศาล วิสาโล ได้บอกถึงพฤติกรรมที่คนเหล่านี้เป็น นั่นเพราะว่า “เหมือนในสังคมทุกวันนี้ ที่ชอบทำบุญ แต่กลับไร้น้ำใจ ทั้งๆที่การมีน้ำใจต่อเพื่อนมนุษย์ เป็นสิ่งที่ทำได้ง่ายในชีวิตประจำวัน แต่บางคนกลับดั้นด้นเดินทางไปไกลๆ เพื่อที่จะไปทำบุญที่วัดอย่างเดียว แต่กับคน ทุ ก ข์ ย า ก ใกล้ตัว ไม่เคยแม้แต่จะเหลียวแลยื่นมือช่วย นั่นเป็นเพราะว่าคนเรา มักจะชอบกระทำต่อสิ่งที่อยู่สูงกว่าตน เช่น พระสงฆ์ วัดวาอาราม แต่กลับละเลยสิ่งที่คิดว่าอยู่ต่ำกว่าตนเอง เช่น คน ย า ก จ น หรือ สั ต ว์ น้อยใหญ่”
เมตตาค้ำจุนโลก

วันศุกร์ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2563

สติปัฏฐาน ๔

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก ยิ่งให้ยิ่งได้ ยิ่งหวงยิ่งอด เราไม่หวงเราไม่อด หมดเดี๋ยวก็มา
สติปัฏฐาน 4 จะพาไปสู่นิพพาน
ณ กรุงสาวัตถี พระพุทธเจ้าได้ตรัสกับเหล่าภิกษุว่า ;
แม่น้ำคงคาไหลไปทางทิศตะวันออก ฉันใด 
    ภิกษุที่ฝึกฝนพัฒนาสติปัฏฐาน 4 ให้มาก (การมีสติระลึกรู้สภาวะทางกาย รู้สภาวะทางอารมณ์ความรู้สึก รู้สภาวะทางจิต และรู้สภาวะทางธรรม) ก็จะโน้มไปสู่นิพพาน ฉันนั้น 
    สติปัฏฐาน 4 ทำอย่างไร
    คือ 
-การพิจารณาเห็นกายในกาย (เห็นกายย่อยส่วนต่างๆในกายใหญ่) 
 -ห็นเวทนาในเวทนา (เห็นความรู้สึกต่างๆ)
 -เห็นจิตในจิต (เห็นสภาวะจิตต่างๆ)
  -เห็นธรรมในธรรม (เห็นธรรมในแง่มุมต่างๆ)
    และสติปัฏฐาน 4 นี้ จะนำไปสู่การละสังโยชน์เบื้องสูง 5 อย่างได้ (1.รูปราคะ - การติดใจในรูป ตัวคน วัตถุ สิ่งของ 2.อรูปราคะ - การติดใจในนามธรรม เช่น ความรู้สึกสุข 3.มานะ - ความสำคัญว่าตัวเองเป็นนั่นเป็นนี่ 4.อุทธัจจะ - ความฟุ้งซ่านพล่านไป และ 5.อวิชชา - ความไม่รู้ถึงความเป็นจริง) 
เครดิต ;
ที่มา: พระไตรปิฎกและอรรถกถาแปล ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 30 (พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค ภาค 5 เล่ม 1 สติปัฏฐานสังยุต คังคาปาจีนนินนสูตร ข้อ 839), 2559, น.480-481
 

พระร่วงโรจนฤทธิ์

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก ยิ่งให้ยิ่งได้ ยิ่งหวงยิ่งอด เราไม่หวงเราไม่อด หมดเดี๋ยวก็มา
พระร่วงโรจนฤทธิ์
วัดพระปฐมเจดีย์
พระ​คู่​บ้าน​คู่​เมือง​นครปฐม
พระร่วงโรจนฤทธิ์​เป็นพระยืนองค์ใหญ่​ประดิษฐานในมุขหน้าพระวิหารทิศเหนือ  ที่สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์​ทรงออกแบบซุ้มพระอย่างสวยงาม​ยิ่ง​  เป็นศรีสง่าแห่งพระคู่บ้านคู่เมือง​นครปฐม
ประวัติ​ความเป็นมาของพระร่วง​โร​จน​ฤทธิ์​นั้น​มีอยู่ครบถ้วนกระบวนความ​  ในประกาศของเจ้าพระยาธรรมาธิกรณ์  เสนาบดีกระทรวงวังครั้งรัชกาลที่​ 6​ ดังนี้
ประกาศถวายพระนามพระพุท​ธปฏิมา​  ที่พระวิหารด้านอุดรแห่งองค์​พระปฐมเจดีย์
พระบาทสมเด็จพระรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราวุธ​  พระมงกุฎ​เกล้าเจ้าอยู่หัว​  มีพระบรมราชโองการเหนือเกล้าฯ​ ให้ประกาศให้ทราบทั่วกันว่า​  พระพุทธ​ปฏิมาซึ่งประดิษฐาน​อยู่​ที่​ด้านอุดรแห่งพระปฐม​เจดีย์​นั้น​  เดิมเมื่อครั้งพระบาทสมเด็จ​พระ​เจ้า​อยู่​หัว​ยังทรงดำรงพระ​อิสริยยศ​เป็นสมเด็จพระย​ุพราช​  เสด็จประพาสหัวเมืองฝ่ายเหนือใน​พ.ศ.​ 2451  ได้ทอดพระเนตรพระพุทธรูปโบราณเป็นอันมาก​  มีพระพุทธรูป​องค์​หนึ่ง​ที่เมืองศรีสัชนาลัย​โบราณราชธานี​  กอปรด้วยลักษณะงามเป็นที่ต้องพระราชหฤทัย​  แต่ชำรุดมาก​  ยังคงเหลืออยู่แต่พระเศียรพระหัตถ์และพระบาท​  ซึ่งสันนิษฐาน​ได้แน่ว่าเป็นพระพุทธ​รูป​ยืนห้าม​ญาติ​  จึงโปรดเกล้า​ให้เชิญลงมากรุงเทพ​ฯ​  แล้วให้ช่างปั้นสถาปนาขึ้น​ให้​สมบูรณ์​เต็มพระองค์​  เมื่อการทำหุ่นเสร็จ​เป็นอันจะเททองได้แล้ว​  จึงโปรดเกล้าฯ​ ให้จัดการสถาปนา​พระพุทธ​รูป​พระ​องค์​นั้น​ ณ​ วันที่​ 30​ ธันวาคม​ 2456  ตรงกับวั​นมหามงคล​สมัยฉลองและเฉลิมพระชนมพรรษา​ที่วัดพระเชตุพน​  เมื่อการหล่อสำเร็จ​แล้ว​  มีขนาดสูง​จากพระบาทถึงพระเกศ​ 12​ ศอก​ 4​ นิ้ว​ ต้องด้วยลักษณะ​บริบูรณ์​ทุก​ประการ​  จึงโปรดเกล้าฯให้เชิญไปประดิษฐาน​ไว้ยังพระวิหาร​พระ​ปฐม​เจดีย์​  จังหวัดนครปฐม​  ออกจากกรุงเทพพระมหานคร​เมื่อเดือนกรกฎา​คม​ พ.ศ.​ 2457  เจ้าพนักงาน​จัดการ​ตกแต่ง​ประกอบตั้งต่อมาจนแล้วเสร็จ​บริบูรณ์​ ณ​ วันที่​ 2​ พฤศจิกายน​  พ.ศ.​ 2458
ครั้นกาลต่อมา​  ได้ทรงพระราชอนุสรณ์​คำนึงถึงพระพุทธ​ปฏิมากร​องค์​นั้นว่า​  ยังหาได้สถาปนาพระนามให้สมพระราช​หฤทัย​ประสาทการและเป็นอัครปูชนียฐานไม่​  จึงได้ถวายพระนามพระพุทธ​ปฏิมาพระ​องค์​นั้นว่า​  "พระร่วง​โร​จน​ฤทธิ์​  ศรีอิทราทิตย์​ธรรมโมภาส​  มหาวชิราวุธ​ราชปูชนิยบพิตร"   เพื่อเป็นเครื่อง​เฉลิม​พระราชศรัทธา​สืบไป
ประกาศ​มา​ ณ​ วันที่​ ตุลาคม​ พ.ศ.​ 2466
(ลงนาม​  เจ้าพระยา​ธรรมาธิกรณ์)
มหาเสวกเอก​  เสนาบดีกระทรวงวัง
ในการปฏิสังขรณ์​พระ​ร่วง​โร​จน​ฤทธิ์​นั้น​  พระบาทสมเด็จพระมงกุฏ​เกล้าเจ้าอยู่หัว​  โปรดให้กรมศิลปากรดำเนินการ​  นับเป็นการใหญ่เพราะช่างไม่เคยหล่อพระยืนองค์ใหญ่มาก่อน​  มีข้อน่าสังเกต​ุว่า​ พระร่วง​โร​จน​ฤทธิ์​เมื่อสร้างเสร็จ​แล้ว​  ดูลงพุงเล็กน้อย​  เหมือนพระรูปโฉมของพระ​บาท​สมเด็จ​พระมงกุฏเกล้า​เจ้า​อยู่​หัว​ เป็นที่ต้องพระราชหฤทัย​ยิ่งนัก
พระบาทสมเด็จพระมงกุฏ​เกล้า​เจ้า​อยู่​หัว​  ทรงมีความเลื่อมใสผูกพันกับพระร่วงโร​จน​ฤทธิ์​มาก​  ในเบื้องปลายพระชนม์ชีพ​  ได้ทรงมีพระราชพินัยกรรมในข้อสุดท้ายว่า
"พระอังคารขอให้บรรจุใต้ฐานพระพุทธ​ชิน​สีห์​ในวัดบวรส่วน​ 1​ อีกส่วนหนึ่งขอให้กันไว้บรรจุ​ใต้ฐานพระร่วงโ​รจนฤทธิ์​ที่องค์พระปฐม​เจดีย์​ ในโอกาสอันเหมาะสม​ ซึ่งไม่ติดต่อกับงานพระเมรุ" 
ปัจจุบัน​พระบรม​ราชสรีรางคาร​ส่วนหนึ่งของพระบาทสมเด็จพระมงกุฏ​เกล้าเจ​้าอยู่หัวได้ประดิษฐาน​อยู่ในพระวิหารทิศเหนือตรงผนังด้านหลังองค์​พระร่วงโรจน์​ฤทธิ์​  แต่เป็นเรื่องแปลกที่สุด​ที่ไม่นับวัดพระปฐมเจดีย์เป็นวัดประจำรัชกาลที่​ 6​ ทั้งๆที่คุณสมบัติ​ของวัดประจำรัชกาลคือ​ เป็นวัดที่ประดิษฐาน​พระบรมอัฐิหรือพระบรมราชสรีรางคาร​  และก็เป็นเช่นนี้ทุกวัด
เมื่อพระบาทสมเด็จ​พระ​จอมเกล้า​เจ้า​อยู่​หัว​ทรงสถาปนาพระปฐมเจดีย์​  ทรงเสด็จบูชาพระปฐม​เจดีย์ในพระวิหารหลวงทิศตะวันออก​อันเป็นด้านหน้าของพระปฐมเจดีย์​  แต่ปัจจุบัน​พระร่วงโ​รจนฤทธิ์​ที่อยู​่ทิศเหนือกลายเป็นด้านหน้าไปเสียแล้ว​  ผู้คนจำนวนมากต่างมาที่พระปฐมเจดีย์เพื่อไหว้พระร่วง​โร​จน​ฤทธิ์​  โดยไม่ได้ไหว้พระปฐมเจดีย์เลย

วันพฤหัสบดีที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2563

นครวัด

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก ยิ่งให้ยิ่งได้ ยิ่งหวงยิ่งอด เราไม่หวงเราไม่อด หมดเดี๋ยวก็มา
การเสด็จกลับสู่สวรรคาลัยของพระเจ้าสูรยวรมันที่ 2  ที่พระเมรุมาศมหาปราสาท “นครวัด”  
“บรมวิษณุโลก- พระบาทมหาวิษณุโลก” (Paramavishnuloka - Phra Bat Mahā Viṣṇuloka)  คือชื่อพระนามภายหลังการเสด็จสวรรคตของพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2  (Suryavarman II) หรือ  "วรบาท กมรเตงอัญ ปรมวิษณุโลก" (Vora Bat Kamradeng An Paramavishnuloka)  ผู้สร้างมหาปราสาทนครวัด(Angkor Wat) อันยิ่งใหญ่
ภาพสลักนูนต่ำบนผนังกำแพงของระเบียงคดทิศใต้ปีกตะวันตกและตะวันออก เป็นภาพสลักต่อเนื่อง ที่กำลังบอกเล่าเรื่องราว “การเสด็จกลับคืนสู่สวรรคาลัยของพระเจ้าสูริยวรมันที่ 2”  โดยทมีการจัดเรียงลำดับภาพ เริ่มจากฝั่งตะวันตกเพื่อให้เกิดกสนเดินแบบ “อุตราวรรต” (เวียนซ้าย ทวนเข็มนาฬิกา) ไปทางทิศตะวันออก ซึ่งเป็นการเดินในคติความหมาย “อวมงคล” 
ภาพสลักช่วงแรกอยู่ที่ระเบียงคดปีกตะวันตก เริ่มจากผนังกำแพงที่ติดมณฑปมุมตะวันเฉียงใต้ แสดงเรื่องราวการเคลื่อนขบวน “พยุหแสนยากร-พยุหยาตราทัพ” ในพระเจ้าสูริยวรมันที่ 2  ประกอบด้วยแม่ทัพบนช้าง 20 กองทัพ ขบวนแห่พระเพลิงกลาโหม และขบวนทัพม้านำหน้า รวม 22 กลุ่มภาพ ซึ่งชื่อนามและความหมายที่จารึกไว้ในแต่ละกลุ่มภาพนั้น ล้วนเกี่ยวข้องกับเหล่าความเป็น พระญาติพระวงศ์ ผู้ภักดี และนามของผู้ปกครองบ้านเมือง “วฺร กมฺรเตง อัญ” ที่อยู่ภายในจักรวรรดิกัมพุชะเทศะอันรุ่งเรือง ในยุคสมัยของพระองค์เท่านั้น
ภาพสลักขบวนกองทัพนี้ ไม่ใช่ภาพการของการเดินทัพไปรบกับจามปาหรือการเดินสวนสนามเพื่อแสดงแสงยานุภาพ ในโลกแห่งความเป็นจริงในยุคสมัยนั้น ด้วยเพราะภาพสลักบนผนังกำแพงระเบียงระเบียงคดปีกตะวันออก ได้เล่าเรื่องราวอันมีความต่อเนื่อง คือภาพ “การพิพากษาตัดสินความดีงาม” ของพระเจ้าสูรยวรมัน พระมเหสี นางใน ขุนศึกและข้าราชบริพารของพระองค์ทั้งหมดในโลกแห่งความเป็นจริง สลักเป็นรูปขบวนเดินเท้า ช่วงเริ่มต้นภาพสลักจะเดินผ่านรูป “พระยมราชา” 18 กร ทรงกระบือ เทพเจ้าแห่งความความตาย และผู้ช่วย “ธรรมบาล - จิตรคุปต์”  โดยผู้คนชั่วร้าย/ ผู้เป็นศัตรูของพระองค์ จะถูกตัดสินความโดยเหล่าคณะยมทูต  แยกพาไปลงทัณฑ์ในนรก 33 ขุม ที่สลักไว้ในแถวล่าง
ปราสาทนครวัดก็คือ “พระเมรุมาศมหาปราสาท”  รูปภาพขบวนมหากองทัพฝั่งซีกตะวันตก ก็คือภาพเฉลิมพระเกียรติ เพื่อแสดงเรื่องราวการเสด็จคืนสู่สวรรคาลัย ด้วยขบวนกองทัพและเหล่าผู้ภักดีเป็นขบวนตามเสด็จ  
----------------------------------------------
***  เริ่มต้นภาพสลักกลุ่มแรกของการส่งเสด็จพระเจ้าสูริยวรมันสู่สวรรคาลัย ทางฝั่งซ้ายสุด เป็นภาพการตระเตรียมกองทัพ ผู้คนและพระเพลิง  บนยอดเขา “ศิวบาท” มหาสถานแห่งความเชื่อมโยงสู่ปรมาตมัน สรวงสวรรค์พระสุเมรุแห่งเทพตรีมูรติ  ปรากฏภาพของพระเจ้าสูริยวรมันที่ 2 และจารึก “สมตจ วรปาท กมรเตง อัญ ปรมวิษณุโลก” ฉลองพระองค์ด้วยเครื่องทรงกษัตริย์ พระหัตถ์ขวาถือหางแส้ พระหัตถ์ซ้ายถือผ้า ประทับนั่งบนนาคะบัลลังก์ที่แวดล้อมด้วย “ฉัตรสัปทน” 14 คัน เครื่องราชกกุธภัณฑ์ “แส้จามร” 4 ด้าม “เครื่องพัดโบก” 5 ด้าม และ“พัดวาลวิชนีหางนกยูง” 1 คู่ ท่ามกลางหมู่ข้าราชบริพารนางในแห่งราชสำนัก พราหมณ์บัณฑิตผู้ทรงเกียรติ แม่ทัพ ขุนพล นายกอง ทหาร และผู้คน 
ทรงกำลังได้รับการสรรเสริญสักการะจากเหล่าทวยราษฎร์ผู้ภักดีของพระองค์ เพื่อส่งเสด็จในครั้งสุดท้าย
ภาพสลักเหมือนกำลังเล่าว่า ...ทรงมีพระราชโองการ แก่ “วฺระ กมฺรเตง อัญ ศรีวีรสิงหวรรมม” มหาเสนาบดีผู้รับสนองพระราชโอการ “วฺระ กมฺรเตง อัญ มูล ศรีวรรทธะ - กมฺรเตง อัญ ธนัญชัย” เสนาบดี ซ้าย ขวา และ “วฺระ กมฺรเตงอัญ คุณโทษ ต ปฺวฺน” ผู้พิพากษาความเป็นคุณ (ดี) และความเป็นโทษ (ร้าย) ทั้ง 4 
“เจ้า....จงจัดเคลื่อนมหากองทัพอันเกรียงไกร ผู้ภักดีแก่เราทั้งหลาย เคลื่อนขบวนไปสู่โลกของความเป็นนิรันดรแห่งพระวิษณุเจ้า ร่วมไปพร้อมกัน...กับเราเถิด” 
*** มหากองทัพ จึงเริ่มต้นจัดขบวนขึ้นเพื่อร่วมกลับสู่สวรรค์ เริ่มจากขบวนกองทัพแรก ใกล้กับทางลงจากยอดเขาศิวบาท คือ “วฺร กมฺรเตง อัญ ศรีชเยนทรวรรมม” ผู้ปกครอง “ลเทา” สวมเกราะหนัง เหน็บมีดสั้นที่ข้าง ถือโล่และหอกซัด ยืนสง่าบนสัปคับหลังช้าง มีธงชัยยาวริ้วปลายแหลม 2 ผืน และพลม้านำขบวน ประดับด้วยฉัตรสัปทน 9 คัน อยู่ปลายขบวน 
*** ขบวนกองทัพ ที่ 2 นำโดยขุนศึก “อนัก สัญชัก วนยะ ผลาน” ตำแหน่ง“วฺร กมฺรเตง อัญ วิเรนธราธิปติวรรมม (แห่ง) โฉกวกุล” สวมเกราะหนัง ถือ “ผดาก” (พร้าแป๊ะกั๊ก) พาดไว้บนบ่า เหน็บมีดสั้นที่ไหล่ซ้าย ยืนสง่าบนสัปคับหลังช้าง ประดับด้วยฉัตรสัปทน 9 คัน และธงชัยยาวริ้วปลายแหลม 2 ผืน 
สำหรับชื่อนาม “กมฺรเตง อัญ วิเรนธราธิปติวรรมม ” ของขบวนทัพนี้ เป็นชื่อนามเดียวกันกับชื่อผู้ปกครอง “ศรีวิเรนธราศรม” หรือเมืองวิมายปุระ จากจารึกกรอบวงกบประตูของปราสาทหินพิมายที่มีการบ่งบอกเวลาไว้ในช่วงยุคเดียวกัน ขบวนทัพนี้จึงหมายถึงกองทัพจากเมืองพิมาย (โฉกวกุล - ป่าพิกุล) ผู้เป็นพระญาติสนิทแห่งราชวงศ์มหิธระปุระอย่างไม่ต้องสงสัย
*** ขบวนกองทัพ ที่ 3 นำโดยขุนศึก “อนัก สัญชัก กันจัสปรยัก” ตำแหน่ง“วฺร กมฺรเตง อัญ ศรีวีรายุทธวรรมม” สวมเกราะหนัง เหน็บมีดสั้นที่ไหล่ซ้าย ถือธนูและลูกศร ฮึกเหิมบนสัปคับหลังช้าง มีธงชัย “ครุฑพ่าห์” และพลม้านำขบวน ประดับด้วยฉัตรสัปทน 6 คัน พัดโบก 2 ผืน
*** ขบวนกองทัพ ที่ 4 นำโดยขุนศึก “อนัก สัญชัก มัตคนัน” (ผู้มีความโกรธในสายตา) ตำแหน่ง“วฺร กมฺรเตง อัญ ศรีวชยา ยุทธวรรมม” สวมเกราะหนัง เหน็บมีดสั้นที่ไหล่ซ้าย ถือ “ผดาก” (พร้าแป๊ะกั๊ก) และโล่ ยืนสง่าบนสัปคับหลังช้าง ประดับด้วยฉัตรสัปทน 8 คัน มีธงชัยกระบี่ธุชและพลม้านำขบวน พลเดินเท้าของกองทัพนี้สวมหมวกเทริดยอดหัวกวางทั้งหมด
*** ขบวนกองทัพ ที่ 5 นำโดย “วฺร กมฺรเตง อัญ ศรีมหิปตินทรวรรมม” ผู้ปกครอง “จันลัตไต” สวมเกราะหนัง เหน็บมีดสั้นที่ไหล่ซ้าย ถือ “ผดาก” (พร้าแป๊ะกั๊ก) และโล่ ยืนสง่าบนสัปคับหลังช้าง ประดับด้วยฉัตรสัปทน 6 คัน พัดวาลวิชนีหางปลา มีธงชัยกระบี่ธุชแกว่างคทาและพลม้านำขบวน
*** ขบวนกองทัพ ที่ 6 นำโดย “อนัก สัญชัก วิทยาศรม” (ผู้ให้ปัญญา) ตำแหน่ง“วฺร กมฺรเตง อัญ ศรีวีรวรรมม” สวมเกราะหนัง เหน็บมีดสั้นที่ไหล่ซ้าย ถือโล่และหอกซัด ยืนสง่าบนสัปคับหลังช้าง ประดับด้วยฉัตรสัปทน 7 คัน มีธงชัย “ครุฑพ่าห์” และพลม้านำขบวน 
*** ขบวนกองทัพ ที่ 7 ( ยังหาชื่อนามที่แปลมาแล้วไม่ได้ครับ) สวมเกราะหนัง เหน็บมีดสั้นที่ไหล่ซ้าย ถืออาวุธไว้ที่ไหล่ นั่งหันหน้ามาข้างหลัง สบาย ๆ บนสัปคับหลังช้าง ประดับด้วยฉัตรสัปทน 13 คัน มีธงชัยยาวริ้วปลายแหลม 2 ผืน และพลม้านำขบวน
*** ขบวนกองทัพ ที่ 8 มีขุนศึก “อนัก สัญชัก วนยะ ผลาน” (ผู้ทรงปัญญา) ตำแหน่ง“วฺร กมฺรเตง อัญ ศรีวิเรนทราธิปติวรรมม” สวมเกราะหนัง เหน็บมีดสั้นที่ไหล่ซ้าย ถือ “ผดาก” (พร้าแป๊ะกั๊ก) และโล่ ยืนสง่าบนสัปคับหลังช้าง ประดับด้วยฉัตรสัปทน 9 คัน คัน มีธงชัยยาวริ้วปลายแหลม 2 ผืนและพลม้านำขบวน
*** ขบวนกองทัพ ที่ 9 มีขุนศึก “อนัก สัญชัก อนักจิ ” (ผู้ชำนาญการรบ) ตำแหน่ง “วฺร กมฺรเตง อัญ ศรี นรปตีนทรวรรมม” ถือคันธนูและลูกศร ยืนบนหลังช้างดูองอาจ สง่างามบนหลังช้าง ประดับด้วยฉัตรสัปทน 10 คัน และเสาธงชัยริ้วยาวปลายแหลม 2 ผืน 
*** ขบวนกองทัพ ที่ 10 มีขุนศึก “อนัก สัญชัก วนิสัตร ” ตำแหน่ง“วฺร กมฺรเตง อัญ ศรี สูราธิปวรรมม” สวมเกราะหนัง เหน็บมีดสั้นที่ไหล่ซ้าย ถือหอกซัดและโล่ ฮึกเหิมบนสัปคับหลังช้าง ประดับด้วยฉัตรสัปทน 8 คัน และธงชัยริ้วยาวปลายแหลม 3 ผืน มีธงชัยกระบี่ธุชและพลม้านำขบวน
*** ขบวนกองทัพ ที่ 11 มี “กมฺรเตง อัญ ธนัญชัย” เสนาบดี 1 ใน 4 ขุนศึกคู่พระทัยจากเขาศิวบาท สวมเกราะหนัง เหน็บมีดสั้นที่ไหล่ซ้ายและเอว ถือ “ผดาก” (พร้าแป๊ะกั๊ก) มือรั้งเชือกยืนบนสัปคับ ประดับด้วยฉัตรสัปทน 10 คัน และธงชัยริ้วยาวปลายแหลม 3 ผืน มีธงชัยกระบี่ธุชและพลม้านำขบวน
*** ขบวนกองทัพในลำดับที่ 12 เป็นภาพของ "วรบาท กมรเตงอัญ ปรมวิษณุโลก” (ตามจารึก) สวมชุดเกราะหนัง สะพายดาบไว้ด้านหลัง ประทับยืนอยู่บนสัปคับหลังช้างศึกทรงมงกุฎทอง แวดล้อมด้วยเครื่องสูงอย่าง “ฉัตรสัปทน”ถึง 15 คัน ธงยาวปลายริ้วโค้ง 4 ผืน เครื่องราชกกุธภัณฑ์อย่าง “แส้จามร พัดโบก พัดวาลวิชนี” พระหัตถ์ขวาจับเชือกบังคับช้าง พระหัตถ์ซ้ายถืออาวุธที่เรียกว่า “พร้าแป๊ะกั๊ก” ซึ่งเป็นอาวุธที่เหมาะกับการต่อสู้แบบประชิดตัว ใช้ในการฟันกระแทกเช่นเดียวกับดาบ ขวาน ง้าว พร้า ใบมีดทำมาจากเหล็กมีคมด้านเดียวอีกด้านเป็นสันหนา โคนส่วนที่เป็นก้านมีดเสียบทะลุด้ามเพื่อให้มีความมั่นคง ส่วนใหญ่ด้ามเป็นไม้กลึงกลมค่อนข้างยาว แต่ไม่ยาวอย่างหอกหรือทวน ส่วนที่ติดกับใบมีดโค้งเว้าขึ้น 
ด้านหน้าช้างทรง เป็นยอดเสาธงชัยรูป “วิษณุครุฑพ่าห์” ในความหมายของกองทัพกษัตริย์ผู้เป็นเสมือนอวตารของพระวิษณุ. ซึ่งก็ยังใช้สืบเนื่องต่อมาในกลุ่มรัฐขอมเก่าลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา ในคติ “รามาธิบดี”
ด้านล่างเป็นภาพกองทัพหลวงราชองครักษ์เดินเท้า สวมชุดเกราะหนังถือหอกซัดและใช้เขนโล่ สวมเทริดหัวสัตว์และหัวลายกนกยอดแหลม เดินขนานกันเป็นคู่อย่างมีระเบียบ
*** ขบวนทัพที่ 13 นำหน้าทัพหลวง มีขุนศึกที่เปรียบเหมือนองครักษ์ “อนัก สัญชัก ไตรโลกยปุระ”(ผู้มีชัยสามโลก) เหน็บมีดสั้นที่ข้างเอวและไหล่ซ้าย มือรั้งเชือกบนสัปคับ ประดับด้วยฉัตรสัปทน 8 คัน พัดโบก 1 และธงชัยริ้วยาวปลายแหลม 5 ผืน มีธงชัยกระบี่ธุชแกว่งคทานำขบวน 
*** ขบวนทัพที่ 14 นำโดย “วฺร กมฺรเตง อัญ มูล ศรีวรรทธะ” เสนาบดี 1 ใน 4 ขุนศึกคู่พระทัยจากเขาศิวบาท สวมเกราะหนัง เหน็บมีดสั้นที่ข้างเอวและไหล่ซ้าย ถือหอกซัดและสวมเขน ยืนองอาจบนสัปคับหลังช้าง ประดับด้วยฉัตรสัปทน 12 คัน และธงชัยริ้วยาวปลายแหลม 3 ผืน มีธงชัยกระบี่ธุชแกว่งดาบฝักปลีนำขบวน
*** กองทัพที่ 15 มีขุนศึก “อนัก สัญชัก อโส (ขาว) ลนิส ” นามว่า “วฺร กมฺรเตง อัญ ศรีราเชนทร วรรมม” สวมเกราะหนัง ถือ กระบี่ พาดไว้บนบ่า เหน็บมีดสั้นที่ข้างเอว นั่งห้อนขาขวาบนสัปคับหัลงช้าง ประดับด้วยฉัตรสัปทน 8 คัน และเสาธงยาวริ้ว 3 ผืน มีธงชัยกระบี่ธุชน่ายรำและพลม้านำขบวน 
*** ขบวนที่ 16 เป็นขบวนอัญเชิญหอพระเพลิงกลาโหม-พระสังเวียนพิธีกูณฑ์ โดยมีเขบวนเหล่าพราหมณ์และราชโหตาจารย์ สวดมนตราฤคเวทบูชาเทพเจ้าด้านหลัง ราชโหตาจารย์นั่งบนเปลมีคานหามและหลังคา ประดับด้วยพัด 13 คัน ธงชัยริ้วยาวปลายแหลม 3 ผืน แวดล้อมด้วยเหล่านั้นบวช หรือ “บัณฑิต” มัดเกล้ามวยผมสูง
ด้านหน้าเป็นขบวนอัญเชิญหอ “พระเพลิง” (วฺร เวลิง) ประดับด้วยฉัตรสัปทน 10 คัน พัดวาลวิชนี 3 คน พัดโบก 4 มีธงชัยกระบี่ธุชร่ายรำนำขบวน ด้านหน้าสุดเป็นขบวนนักดนตรีประโคม สังข์ แตร ฆ้องกอลง และนักแสดง ประดับธงชัยริ้วยาวปลายแหลม 7 ผืน
*** ขบวนทัพที่ 17 มีขุนศึก “อนัก สัญชัก ตรวาง สวาย ” นามว่า “วฺร กมฺรเตง อัญ ปฤถวีนเรนทร” สวมเกราะหนัง ถือหอกซัดและโล่ เหน็บมีดสั้นที่ข้างเอว ประดับด้วยฉัตรสัปทน 6 คัน มีพลเดินเท้าใส่เทริดรูปหัวสัตว์จำนวนมากและพลม้านำขบวน
*** ขบวนที่ 18 มีขุนศึก “อนัก สัญชัก กวีศวร” (ผู้เป็นเลิศในกวี) นามว่า “วฺร กมฺรเตง อัญ มหาเสนาปติ ศรีวีเรนทรวรรมม” สวมเกราะหนัง เหน็บมีดสั้นที่ข้างเอว มือรั้งเชือกบนสัปคับ ประดับด้วยฉัตรสัปทน 7 คัน มีพลเดินเท้าใส่เทริดรูปหัวสัตว์จำนวนมากนำขบวน
*** ขบวนกองทัพที่ 19 มี “วฺร กมฺรเตง อัญ ศรีสิงหวีรวรรมม” ถือหอกซัดและสวมเขน เหน็บมีดสั้นที่ข้างเอว อาการฮึกเหิมบนสัปคับหลังช้าง ประดับด้วยฉัตรสัปทน 7 คัน ธงชัยริ้วยาวปลายแหลม 2 ผืน มีพลเดินเท้าใส่เทริดรูปหัวสัตว์จำนวนมากและพลม้านำขบวน
ขบวนกองทัพที่ 20 นำทัพโดย “วร กมรเตง อัญ ศรี ชัย สิงหวรรมม” นำพล เมืองละโว้ (โลฺว) ถือ “ผดาก” (พร้าแป๊ะกั๊ก) และโล่ ยืนสง่าบนสัปคับหลังช้าง ประดับด้วยฉัตรสัปทน 17 คัน พัดโบก 1 คัน ธงชัยริ้วยาวปลายแหลม 2 ผืน มีพลเดินเท้าใส่เทริดรูปหัวสัตว์จำนวนมากและพลม้านำขบวน
จำนวนฉัตรร่มที่มีจำนวนมากของกองทัพนี้ แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของเมืองละโว้ ในฐานะฐานที่มั่นสำคัญของราชวงศ์ พระญาติพระวงศ์ห่าง ๆ ผู้ปกครองดินแดนฝั่งตะวันตกอันกว้างใหญ่ไพศาล 
*** ขบวนที่ 21 นำทัพโดย “เนะ สฺยำกุกฺ” (ผู้ปกครองกลุ่มชนผิวดำ ? – ตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา) ถือธนูและลูกศร ยืนสง่าบนสัปคับหลังช้าง ถักผมเป็นลอน สวมหมวกประดับดอกไม้ พลเดินเท้าถือหอกยาวแยกเป็นแง่งแหลม สวมชุดลายดอก ประดับด้วยอุบะสร้อยระย้า
ที่น่าสนใจ แต่ไม่เคยมีการพูดถึงกันก็คือลวดลายของ “สัปคับหลังช้าง” ที่มีความแตกต่างไปจากสัปคับของนายทัพฝ่ายเขมรทั้งหมด โดยทำเป็นฐานบัวคว่ำบัวหงาย พนักของสัปคับฉลุเป็นลวดลายโค้ง คล้ายดอกไม้ 4 กลีบ มีความคล้ายคลึงกับลายดอกไม้ประดับในศิลปะแบบทวารวดีของลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา/หรือบ้านเมืองในเขตลุ่มน้ำมูลมากเลย
*** ขบวนกองทัพที่ 22 เป็นทัพหน้าสุดของทั้งหมด นำโดย “อนัก ราชการยย ภาค ปมญ อเชงฺญาล” (ประเทศราช พลธนูจากเมืองเชงฺญาล) เป็นพลเดินเท้าและพลม้า ไม่มีช้างประกอบขบวน ประดับด้วยฉัตรสัปทน 8 คัน พัดโบก 1 คัน ธงชัยริ้วยาวปลายแหลม 2 ผืน
--------------------------------------------------
**** ถัดไปทางตะวันออกของโคปุระกลาง ผนังระเบียงคดอีกฟากหนึ่งแกะสลักเป็นเรื่องราวการตัดสินความของพระยมราชา ขบวนเสด็จตอนต้นภาพ จะแบ่งออกไปสองทาง  ผู้จงรักภักดีของพระองค์ทุกคนจะเดินตามเส้นทางด้านบนผนังขึ้นไปสู่สวรรค์ ส่วนศัตรูผู้ชั่วร้ายและผู้คิดคดทรยศนั้น ล้วนเดินไปตามเส้นทางด้านล่าง  เพื่อรับการพิพากษาลงโทษทัณฑ์ ให้ตกลงสู่นรกในขุมต่าง ๆ อย่างน่าสยดสยอง ดังที่ปรากฏในภาพสลักส่วนล่างของผนัง
*** ในที่สุดแล้ว พระเจ้าสูริยวรมันที่ 2 ก็ได้รับการรับรองคุณงามความดี เสด็จขึ้นไปสู่สวรรคาลัย ดั้งปรากฏภาพของพระองค์ประทับในวิมาน ผนังสุดท้ายทางตะวันออกสุดของผนังภาพ พรั่งพร้อมด้วยพระมเหสี นางใน ข้าราชบริพาร ขุนทหารและผู้ภักดี ตามเสด็จขึ้นไปด้วยทั้งหมด
เครดิต ;
วรณัย พงศาชลากร
EJeab Academy
เพราะทุกที่มีเรื่องราวและเรื่องเล่า

วันพุธที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2563

พระกฤษณะ

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก ยิ่งให้ยิ่งได้ ยิ่งหวงยิ่งอด เราไม่หวงเราไม่อด หมดเดี๋ยวก็มา
12 ฉาก “ชีวประวัติในวัยเด็กของพระกฤษณะ” เทวาลัยไกรลาสนาถ ถ้ำเอลโลร่าที่ 16
“เทวาลัยไกรลาสนาถ” (Kailāsanātha Temple) หรือ “ถ้ำเอลโลร่า ที่ 16” (Ellora 16) เป็นเทวาลัยที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในบรรดาถ้ำเจาะ (Rock-cut) เชิงหน้าผาหินบะซอลต์ กว่า 100 จุด เรียกว่า “หมู่ถ้ำเอลโลร่า” (Ellora Caves)  เขตเทือกเขาฆาฏตะวันตก (Western Ghats range) ของที่ราบสูงเดกข่าน (Deccan Plateau)  ในเขตเมืองออรังกาบัด (Aurangabad) รัฐมหาราษฏระ (Maharashtra) 
เทวาลัยไกรลาสนาถ เกิดขึ้นจากการออกแบบทางสถาปัตยกรรมผสมผสานกับการสำรวจเนื้อหินภูเขา จึงเกิดเป็นการสร้างสร้างอาคารที่มีการจัดวางซุ้มประตู ระเบียง เสาประทีป มณฑป วิมานประธาน ให้มีห้องคูหาและรูปสลักในคติฮินดูมากมาย จากการเจาะเนื้อของภูเขาหินเข้าไปเพียงก้อนเดียว (Single rock) ไม่มีการตัดหินมาประกอบเป็นโครงสร้างแบบเทวาลัยอื่น ๆ 
เทวาลัยไกรลาสนาถ สร้างขึ้นในสมัยของพระเจ้ากฤษณะที่ 1 (Krishna I)  ราชวงศ์ราชฐากุฏะ (Rashtrakuta) ในช่วงปลายสุดของพุทธศตวรรษที่ 13 จนถึงต้นพุทธศตวรรษที่ 14 เพื่อสถาปนาเขาไกรลาส (Kailasha) ที่ประทับแห่งองค์พระศิวะ และ สถานที่สถิตของวิญญาณหลังความตายแห่งกษัตริย์ หลอมรวมกับพระศิวะ (ปราสาทหันหน้าไปทางตะวันตก) โดยมี “ห้องครรภคฤหะ” (Garbha-grihya)  หรือ “ปริมณฑลประธาน” (แซงทัม แซงทอรัม - Sanctum Sanctorum) ประดิษฐานรูปศิวลึงค์ (Shiva Lingam) บนฐานโยนีโธรณี (Yonidorini) ทรงกลมขนาดใหญ่ ใจกลางวิมานเทวาลัยประธาน รอบล้อมไปด้วยงานศิลปะรูปสลัก ปูนปั้นและภาพเขียนสีตามคติความเชื่อในวรรณกรรมเทพเจ้า
บริเวณผนังกำแพงข้างมุขหน้าฐานอาคาร “สถามณฑป” (Sabhā-maṇḍapa)  ด้านหน้าของวิมานประธาน ฝั่งทิศใต้สลักเป็นแผงแสดงเรื่องราวของมหากาพย์ “รามายณะ”  (The Epic Rāmāyaṇa Cycle)  ส่วนทางฝั่งทิศเหนือสลักเป็นแผงภาพในเรื่องราวของมหากาพย์ “มหาภารตะ” (The Epic Mahābhārata) ที่ด้านล่างนั้นเป็นเรื่องราว “ชีวประวัติแห่งพระกฤษณะ” (Krishnacaritra)  ในวัยเด็ก (Childhood of Kṛṣṇa) บนแผงภาพจำนวน 12 ฉาก ซึ่งภาพสลักบนแผงนี้เคยมีงานปั้นปูน (Stucco) เป็นรายละเอียดและมีการลงสีสันสวยงาม
--------------------------------------
*** ฉากแรกนั้น เริ่มจากมุมขวาล่างของแผงภาพคือตอน “กำเนิดพระกฤษณะ” (Kṛṣṇajanma) เป็นภาพของนางเทวกี (Devakī) ให้กำเนิดพระกฤษณะ (พระวิษณุ อวตารลงมาจุติเป็นโอรสองค์ที่ 8 )  โดยมีพระวาสุเทพ (Vasudeva)  พระบิดา กำลังเตรียมสับเปลี่ยนลูกของตนกับลูกสาวของนางยโสธา (Yaśodā) ภรรยาของนายนันทะ (Nanda) โคปาลกะ (Gopika ผู้เลี้ยงวัว) เพื่อหนีจากการตามล่าของพญากังสะ (Kaṃsa) กษัตริย์อสูรผู้ปกครองนครมถุรา
*** ฉากที่ 2 คือตอน “การพาพระกฤษณะหนีออกจากที่คุมขัง” (Deliverence from jail) เป็นภาพของพระวาสุเทพกำลังพากฤษณะกุมารหนีออกจากที่คุมขังในยามดึก โดยมีภาพของทหารยามเฝ้าอยู่ ในวรรณกรรมหริวงศ์ (Harivanśha) เล่าว่า ขณะที่พระวาสุเทพกำลังอุ้มกฤษณะกุมารที่นอนหลับอยู่ตะกร้า ตรงประตูทางออกนั้นปรากฏฝูงลา (Donkeys) นอนขวางอยู่ กำลังจะส่งเสียงร้องเมื่อเห็นเขา พระวาสุเทพจึงก้มลง “กราบลา” เพื่อไม่ให้มันตกใจจนทำให้ผู้คุมตื่น กลายมาสุภาษิตโบราณของฝ่ายฮินดูที่ว่า "ถ้าจะทำงานให้สำเร็จลุล่วง จะต้องกราบลาเสียก่อน” (To get one's work done, one has to prostrate even before a donkey) 
*** ฉากที่ 3 คือตอน “ความปิติยินดีที่โคกุลา” (Rejoicing in Gokula) เป็นภาพของเหล่า พระวาสุเทพ นำพระกฤษณะกุมมาร ข้ามแม่น้ำยมุนา (Yamuna) มายังหมู่บ้านคนเลี้ยงวัวชื่อว่า “โคกุลา” เหล่าโคปาลกะและนางโคปี (Gopis - ผู้หญิงเลี้ยงวัว) ต่างแสดงความยินดีปรีดา ในวรรณกรรมเล่าว่า มีการเล่นดนตรี เป่าขลุ่ย ตีกลองรำมะนา และการฟ้อนรำของเหล่านางโคปีอย่างอบอุ่นและยิ่งใหญ่
*** ฉากที่ 4 คือตอน “ปุตนาวธ” (Pūtanāvadha) สังหารนางอสูรที่มีชื่อว่า “ปุตนา” (Pūtanā) เป็นภาพของนางยโสธา กำลังตำข้าว โดยมีพระกฤษณะกุมารในพระอู่-เปล กำลังดูดนมจากเต้าของนางปุตนา แม่นมอสูรที่แอบเข้ามาให้นมพิษ หมายจะสังหารพระกฤษณะ แต่พิษก็ไม่สามารถทำอะไรได้ ทั้งยังถูกพระกุมารดูดพลังชีวิตของนางออกทางหน้าอกจนแห้งตาย
*** ฉากที่ 5 คือตอน “นมและการปั่นเนย” (Navanītacaurya) เป็นภาพวิถีชีวิตของชาวหมู่บ้านโคกุลา ที่เลี้ยงโคนม นางโคปีจะเป็นคนรีดนม นำน้ำนมใส่หม้อดินมาปั่นเป็นเนยสดและโยเกิร์ต
*** ฉากที่ 6 สันนิษฐานว่า คือตอน  “โควรรธนะธารณ” (Govardhanadhāraṇa) ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่พระกฤษณะกุมารกำลังยกภูเขาโควรรธนะให้เป็นที่พักพิง ช่วยเหลือเหล่าโคปาลกะและปศุสัตว์จากความพิโรธของพระอินทร์จากเหตุที่ผู้คนเลี้ยงโคไม่เซ่นสรวงบูชาพระองค์ จึงบันดาลฝนตกหนัก 7 วัน 7 คืน 
*** ฉากที่ 7 สันนิษฐานว่า คือตอน “โคโธหนะ” (Godohana) หรือ ตอนพระกฤษณะกุมารรีดนมวัว (ภาพยังสลักไม่เสร็จ) เป็นช่วงเวลาที่พระกฤษณะกุมาร ถูกนางโคปีนำมาฝึกรีดนมวัวพร้อม ๆ กับ “พระพลราม” (Balarāma) ผู้เป็นพี่ชาย และเหล่าลูกหลานของครอบครัวโคปาลกะ ในคอกวัวของ “พฤษภานุมหาราชา” (Vrishabhanu Maharaja) ที่มีวัวมากมายนับแสนตัว ซึ่งในวรรณกรรมเล่าว่า พระกฤษณะกุมารแสนซนได้หลอกให้ “นางราธา”  (Radha) เด็กสาวโคปีมาฝึกรีดนมกับพระองค์ แล้วพระกฤษณะกุมารก็ได้เล็งให้น้ำนมจากเต้าพุ่งไปใส่หน้าของเธอจนเปียกโชกให้เป็นที่ขบขันกัน 
แต่นั่นก็คือ จุดเริ่มต้นของความรักครั้งแรกในวัยเด็ก ระหว่างพระกฤษณะกับพระแม่ราธาเทวีครับ
*** ฉากที่ 8 “ พระกฤษณะกุมารแอบขโมยนมเนยมากิน” (Ulūkhalabandhana)  ภาพสลักแสดงตอนที่พระกฤษณะ กำลังแอบเข้าไปลักกินนมและโยเกิร์ตซึ่งเป็นอาหารโปรดของพระองค์ ซึ่งในวรรณกรรมเล่าว่า ด้วยเพราะพระกฤษณะกุมารชอบชักชวนพระพลรามกุมารแอบเข้าไปในห้องเก็บเนยและโยเกิร์ตเป็นประจำ เหล่านางโคปีแต่ละบ้านจะนำนม เนยสดและโยเกิร์ต ไปซ่อนไว้ในห้องมืด หากสองกุมารแอบเข้ามาก็จะมองเห็นแสงสว่างออกมาจากพระวรกายของทั้งสอง หลายบ้านยังได้แขวนหม้อเก็บเนยสดและโยเกิร์ตไว้กับเพดาน แต่ก็ไม่อาจรอดพ้นฝีมือของทั้งสอง ที่ช่วยกันวางแผ่นไม้ต่อขึ้นไปจากครกบด และถ้ายังไม่สามารถขึ้นไปถึงปากหม้อได้ พระกฤษณะกุมารก็จะเจาะรูที่ก้นหม้อและนำลงมาแบ่งกันทานอย่างเอร็ดอร่อย 
*** ฉากที่ 9 คือตอน “สังหารบากาสูร-อสูรจนกนกกระเรียน” (Killing Bakāsura)  เป็นภาพของพระกฤษณะกุมารนอนอยู่บนเตียง กำลังบีบคออสูรนกกระเรียนที่มีชื่อว่าบากาสูร และมีภาพของอสูรยักษ์กำลังแสดงท่าพ่ายแพ้อีกตนหนึ่งที่ปลายเตียงที่อาจมีความหมายถึงเหล่าอสูรอื่น ๆ ที่พญากังสะส่งมาสังหารพระกฤษณะกุมาร ทั้ง อสูรเหินฟ้า ศักตาสูร (Saktasura) อสูรลมหมุน ตรีนะวัตร (Trinavasta) หรืออสูรยักษ์ ประลัมพะ (Pralamba) 
*** ฉากที่ 10 อาจหมายถึงเหตุการณ์ตอน “เทวีผู้ชนะความตาย” (The Goddess victorious over death)  ที่ย้อนกลับไปตอนที่พระวาสุเทพได้แอบนำพระกฤษณะกุมารไปสับเปลี่ยนกับกุมารีของนายนันทะกับนางยโสธา แล้วได้นำไปมอบให้พญากังสะ ซึ่งพญากังสะจึงได้จับขาของทารกน้อยโยนเข้ากระแทกกับกำแพงเพื่อให้สิ้นชีวิต แต่ทารกนั้นกลับกลายร่างเป็นเทวีผู้ชนะความตาย มีสิงห์เป็นวาหนะ (อาจหมายถึง “พระแม่ชคัทธาตรี” (Jagaddhatri) อวตารแห่งพระแม่ทุรคา “พระแม่มายา” (Māyā Devi) หรือพระแม่กาตยายะณี" (Kātyāyanī) ที่เหล่านางโคปีบูชา เพื่อให้พระกฤษณะเลือกตนเป็นภรรยา)  เทวียังได้กล่าวกับพญากงส์ก่อนกลับสู่สวรรค์ว่า “...บัดนี้ผู้ที่จะมาสังหารท่าน ได้ถือกำเนิดขึ้นมาบนโลกแล้ว.."
*** ฉากที่ 11 “สังหารอสูรรถเข็น” (The smashing of the Cart Demon) ย้อนกลับไปตอนที่พระกฤษณะกุมารที่ยังเป็นทารกแรกเกิด เพิ่งผ่านพิธีรับขวัญลงพระอู่ “อุธานา” (Uthana ceremony)  นางยโสธาได้เผลอวางพระกฤษณะกุมารในเปลตะกร้าไว้บนรถเข็น ที่เป็นอสูรนามว่า “ศากตะภังก้า”  (Śakaṭabhaṅga)  โดยไม่รู้ว่าเป็นอสูรแปลงร่างมา อสูรได้แล่นล้อหมุนออกไปอย่างรวดเร็วเพื่อพาทารกไปสังหาร แต่พระกุมารที่ยังเป็นทารกน้อยก็ได้ใช้ขากระแทกด้วยพลังที่รุนแรงจนล้อแยกออกจากดุมเพลา รถเข็นพลิกคว่ำพังพินาศ สิ่งของบนรถกระจัดกระจายกระจัดกระจาย นางยโสธากับเหล่านางโคปีก็ให้งุนงงว่า รถเข็นนั้นพังได้อย่างไร เด็ก ๆ ที่เห็นเหตุการณ์ ต่างก็เล่าว่า พระกุมารเป็นผู้ทำลาย แต่ก็ไม่มีใครเชื่อว่าทารกน้อยนั้นจะมีพละกำลังมากมายได้เช่นนี้ “.. มันควรเป็นความโชคดีของพระกุมาร จากอุบัติเหตุมากกว่านะคะเด็ก ๆ ...” 
*** ฉากที่ 12  “กังสะวธ” (Kaṃsavadha) หรือ “ สังหารพญากงส์” (Killing of Kamsa) เป็นเรื่องราวตอนสุดท้ายในวัยเด็ก เมื่อพระกฤษณะและพระพลรามเติบโตขึ้น พระอวตารทั้งสองไปเดินทางข้ามแม่น้ำยมุนา ไปยังเมืองมถุรา ตามคำลวงของพญากงส์ที่ได้จับพระวาสุเทพและนางเทวกีเป็นตัวประกัน ทั้งสองเดินฝ่าเข้าไปในท้องพระโรงใหญ่ของพระราชวังแห่งมืองมถุรา เข้าต่อสู้และสังหารนักมวยปล้ำอสูร จาณูระและมุสติกะ (Cāṇūra - Muṣṭika) รวมทั้งนักมวยปล้ำผู้เป็นบริวารจนราบคาบทั้งหมด พระกฤษณะได้ทรงกระโดดขึ้นไปบนพลับพลาที่ประทับของพญากงส์อย่างรวดเร็ว ทรงยืนชี้หน้ากล่าวประณามถึงความผิดบาปและความชั่วช้าสามาลย์ที่พญากงส์ได้ก่อขึ้นไว้แก่พระวาสุเทพและพระนางเทวกีผู้เป็นบิดามารดาของพระองค์ รวมทั้งกษัตริย์อุกรเสนะและเหล่าประชาราษฏร 
พญากงส์ลุกขึ้นจากบัลลังก์ทองด้วยความโกรธ คว้าดาบและโล่พุ่งเข้ามาหมายสังหารพระกฤษณะในทันที
พระกฤษณะกระโดดเอาศีรษะกระแทกเข้ากับหน้าผากของพระยากงส์จนมงกุฎหลุดกระเด็น แล้วคว้าผมยาวของเขาไว้ในมือ จากนั้นก็ลากพญากงส์ลงมาจากท้องพระโรง ขว้างร่างอสูรไปบนพื้นดินของเวทีมวยปล้ำด้วยพละกำลังอันมหาศาล พญากงส์พยายามลุกขึ้นต่อสู้อีกครั้ง แต่ก็ไม่สามารถต้านทานพลังของหนุ่มน้อยผู้เป็นพระอวตารได้
พระกฤษณะเหยียบพระบาทบนหน้าอก กดทับพญากงส์ราบไว้กับพื้นลาน แล้วประสานมือเป็นกำปั้นใหญ่ ทุบเข้าไปที่หน้าอกเป็นครั้งสุดท้ายจนพญากงส์สิ้นชีวิตในทันที พระองค์ลากร่างพญากงส์ไปรอบ ๆ ลานประลอง ผู้คนต่างตะโกนร้องปลงสังเวช และกล่าวพระนาม “กฤษณะ ๆๆๆๆๆ” ร่วมสรรเสริญยินดีในชัยชนะอย่างกึกก้อง 
พระกฤษณะกุมารได้ถวายพระราชสมบัติคืนแก่กษัตริย์อุกรเสนะ (Ugrasena) ผู้ทรงคุณธรรม ให้คืนกลับมาปกครองบ้านเมืองมถุราดังเดิม
เครดิต ;
วรณัย  พงศาชลากร
EJeab  Academy
เพราะทุกที่มีเรื่องราวและเรื่องเล่า
Ref : Scenes from the Childhood of Kṛṣṇa on the Kailāsanātha Temple, John Stratton Hawley : 1981

วันจันทร์ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2563

วันแห่งชัยชนะ

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก ยิ่งให้ยิ่งได้ ยิ่งหวงยิ่งอด เราไม่หวงเราไม่อด หมดเดี๋ยวก็มา
ศิลปะแห่ง “วันวิชัยทัสสมิ” พระแม่ทุรคาเทวีพิชิตมหิงษาอสูร
ในวันที่  26 ตุลาคม พ.ศ. 2563 นี้ ผู้นับถือฮินดูในประเทศไทย ถือว่าเป็นวัน “วิชัยทัสสมิ” หรือวันแห่งการเฉลิมฉลองชัยชนะของพระแม่มหาทุรคา (Goddess Durga) ที่ได้ทรงพิชิต “มหิงษาอสูร” (Mahishasura) ได้สำเร็จ 
*** เรื่องราวของ “มหิงษาอสูร มรรทินี - มหิงษาสุรมรรทินี"  (Mahishasura Mardini) หรือการปราบอสูรควายของพระแมทุรคา ปรากฏในงานวรรณกรรมเรื่อง “มหาภารตะ” (The Epic Mahābhārata)  มาตั้งแต่ช่วงพุทธศตวรรษที่ 2 ส่วนในงานศิลปะนั้น ปรากฏชัดเจนในช่วงราชวงศ์กุษาณะ ราวพุทธศตวรรษที่ 7 และเป็นที่นิยมในช่วงราชวงศ์คุปตะ ตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 9 – 10 เป็นต้นมา
บทฉันทลักษณ์อันไพเราะ “มหิงษาสุรมรรทินีสโตรตรัม” (Mahishasura Mardini Stotram)  ได้พรรณนาว่า มหิงษาอสูรคือภาพลักษณ์แห่งความชั่วร้าย เป็นบุตรของ “อสูรรัมภะ” (Rambha)  แล้วย้อนเท้าความว่า เมื่อครั้งหนึ่งมีอสูรสองพี่น้อง คนพี่นามว่า “กาลัมภะ” (Karambha)  และ “รัมภะ” (Rambha) ผู้น้อง ทั้งสองอสูรปรารถนาที่จะมีพลังอำนาจและความเป็นอมตะ จึงเข้าบำเพ็ญตบะญาณบารมี โดยอสูรกาลัมภะผู้พี่ เลือกบำเพ็ญในน้ำเย็นถวายแด่พระวรุณเทพ (Varuna Deva) ส่วนอสูรรัมภะ เลือกที่จะบำเพ็ญตบะในเพลิงไฟ เพื่อขอพรจากพระอัคนีเทพ (Agni Deva) 
แต่พระอินทราเทพล่วงรู้ในแผนการ จึงแปลงร่างเป็นจระเข้ยักษ์สังหารอสูรกาลัมภะผู้พี่ในธารน้ำ (เพื่อให้ดูเหมือนว่าเป็นการตายจากสัตว์ร้ายโดยบังเอิญ) ส่วนอสูรรัมภะได้รับความช่วยเหลือจากอัคนีเทพให้รอดตาย อสูรผู้น้องเกิดความเสียใจมากและเก็บความแค้นเคืองพระอินทร์ไว้ คว้าดาบจะตัดหัวตัวเองเพื่อเป็นเครื่องเซ่นสังเวยบูชาพระอัคนีเพื่อขอพร (ในวรรณกรรมฮินดู การตัดคอตนเองสังเวย ถือเป็นการถวายสิ่งมีค่าสูงสุด) พระอัคนีเทพจึงประสาทพรให้เป็นอมตะ ไม่อาจตายได้โดยเทพเจ้า อสูร หรือมนุษย์ แต่ก็แนบท้ายพรไว้ว่า จะมีเพียง "คนตาย" และ “สัตว์” เท่านั้นที่สามารถสังหารอสูรรัมภะได้
เมื่อได้รับการประสาทพรจากพระอุคนี อสูรรัมภะได้เริ่มต้นออกอาละวาดสังหารผู้คนไปทั่วสารทิศ จนมาวันหนึ่งได้พลันมาพบกับนางควายเผือกที่ดูงดงาม เกิดความหลงรักนางควายสาว จึงแปลงร่างเป็นควายเผือกเข้าไปสมสู่อยู่กินด้วย จนนางควายสาวตั้งท้องขึ้นมา อสูรรัมภะจึงพานางควายท้องแก่เดินทางกลับไปยังเมืองของตน
ระหว่างทางได้พบกับควายหนุ่มซึ่งเป็นควายเปลี่ยวที่ชายป่าใกล้เมือง เกิดการต่อสู้ที่ยาวนานเพื่อแย่งชิงนางควายสาว อสูรรัมภะในร่างควายมีอายุมากสู้แรงของควายหนุ่มไม่ได้ จึงพลาดท่าถูกควายหนุ่มสังหารจนตาย ควายหนุ่มวิ่งไล่กวดนางควายเผือกไปถึงประตูเมืองของอสูรรัมภะ ทหารในเมืองจึงช่วยกันรุมฆ่าควายหนุ่ม แล้วนำนางควายเผือกท้องแก่และศพของอสูรรัมภะกลับเข้าเมือง
นางควายเผือกอาศัยอยู่ในเมืองจนคลอดบุตรชาย ที่สามารถเปลี่ยนร่างเป็นควายหรือร่างผสมที่จะมีหัวเป็นอสูรหรือเป็นควายก็ได้ (รูปลักษณ์ทางศิลปะ จึงมีหลายรูปแบบ ทั้งแบบที่เป็นควาย ร่างผสมควายหรือเป็นร่างอสูรโดยตรง) บุตรชายแห่งอสูรรัมภะจึงมีชื่อว่า “มหิงษาอสูร” (Mahishasura) 
ด้วยความแค้นเคืองในสายเลือดที่ถ่ายทอดมาจากบิดา มหิงษาอสูรสั่งให้สะสมไพร่พลกองทัพอสูร รากษส เพื่อเตรียมทำสงครามกับเหล่าเทพเจ้า แล้วบำเพ็ญตบะญาณบารมีเพื่อขอพรอมตะจากพระพรหมธาดา ซึ่งก็ได้รับประสาทพรให้เป็นอมตะ ไม่มีสิ่งใดและไม่มีผู้ใดสามารถสังหารได้ แม้แต่เหล่ามหาเทพ เทพเจ้า มหาเทวี มหาฤๅษี มนุษย์ อมนุษย์ หรือสรรพสัตว์ทั้งหลายที่มีอยู่แล้วในสามโลก
แต่พระพรหมธาดาก็ได้บันทึกแนบท้ายพรไว้เหมือนทุก ๆ ครั้ง ที่ต้องให้พรอันศักดิ์สิทธิ์แก่เหล่าอสูรผู้ชั่วร้าย ถึงแม้จะเป็นอมตะดังคำขอ แต่จะต้องตายเมื่อถูกอิสตรีสังหาร มหิษาอสูรจึงต่อรองพรแห่งพรหมาว่า ขอให้อิสตรีผู้นั้นจะต้องเกิดโดยผิดปกติวิสัย ไม่ได้เกิดจากครรภ์มารดพา ไม่ได้ถืออวตารมาจากเหล่าเทพเทวีบนสรวงสวรรค์ อิสตรีนั้นจะต้องมีฤทธาอานุภาพดั่งมหาเทพ มหาเทวี มหาฤๅษีทั้งปวง และมีศาตราวุธทุกอย่างที่เหล่ามหาเทพ มหาเทวี มหาฤๅษีใช้อยู่รวมกัน จึงจะสามารถสังหารตนได้
มหิงษาอสูรเชื่อมั่นว่าในสามโลกนี้ จะไม่มีอิสตรีนางใดที่จะมีคุณสมบัติได้เพียบพร้อมดังที่ได้กล่าวขอพรสกัดเอาไว้ได้อย่างแน่นอน
เมื่อได้รับประสาทพรอันยิ่งใหญ่ มหิงษาอสูรได้ออกอาละวาดรุกราน เข่นฆ่าทำลายล้างไปทั้งสามโลก นำกองทัพบุกขึ้นสวรรค์ ทำลายวิมานอินทรา (บางตำนานเล่าว่า พระอินทร์ได้ส่งวัชระให้กับควายหนุ่มกลายมาเป็นเขา จึงสามารถฆ่ารัมภะอสูรผู้เป็นบิดา อาวุธอินทราหรือ “ตรีศูล – วัชระ” จึงเป็นส่วนหนึ่งของความแค้น) ซึ่งไม่มีเทพเจ้าองค์ใดสามารถต่อกรกับมหิงษาอสูรได้เลย
เหล่าเทพเจ้าจึงรวมตัวกัน หนีมาเข้าเฝ้ามหาเทพตรีมูรติ เพื่อแจ้งเหตุและขอความช่วยเหลือ เหล่ามหาเทพ มหาเทวี มหาฤๅษี จึงร่วมกันทำพิธีสร้างอิสตรี ผู้ที่จะลงมาปราบมหิงษาอสูรตามคำประสาพรแห่งพระพรหม พระศิวะจึงเปิดพระเนตรที่สามบนพระนลาฏสร้างดวงไฟใหญ่ขึ้นบนท้องฟ้า ร้อนแรงและทรงพลังยิ่งกว่าอำนาจแห่งพระสุริยะ (บางปุราณะ เล่าว่า มหิษาอสูรได้รับพรจากพระศิวะ เหล่าเทวดาร่วมกันเปล่งแสงแห่งความโกธา) ให้เป็น  “ครรภคฤหะแห่งอิสตรี” อันมิได้เป็นปกติวิสัย มหาเทพ มหาเทวี และมหาฤๅษีทั้งหลาย มอบศาสตราวุธและร่วมกับส่งพลังอำนาจเข้าสู่เพลิงครรภ์ พระศิวะถวายตรีศูล พระวิษณุถวายจักร พระอินทร์ถวายวัชระ อัคนีเทพถวายหอก พระวรุณเทพถวายหอยสังข์ พระสุริยะถวายคันธนูและลูกศร พระศรีลักษมีถวายดอกบัว ฯ
*** ปุราณะฝ่ายศากตะ – ศักติ (ผู้บูชาพลังสตรี) ก็เล่าว่า พระนางทุรคานั้นเกิดขึ้นบนโลกแบบเดียวกับนางปารวตี แต่มิได้เกิดจากครรภ์สตรี เป็นภาคหนึ่งของ “อาทิศักติ” (Adi Shakti หรือ “พระตรีศักติ”) 
เพลิงครรภ์แห่งรุทรเทนตร ได้บังเกิดมหาเทวีทรุคา (นางกาตยายนี) ผู้มีความงามและแสงสว่างดุจดวงอาทิตย์พันดวง มีสามเนตร 18 กร เสด็จลงมาท้าทายและเข้าต่อสู้กับมหิษาอสูรที่เชิงเขา “วินธัย” (Vindya) กองทัพมหาอสูรและเหล่าแม่ทัพนายกองได้ถาโถมบุกเข้าใส่พระนางพร้อมกันอย่างฮึกเหิม แต่ด้วยความน่าสะพรึงและโหดร้าย เทวีทุรคาได้ซัดอาวุธที่ได้รับมาจากเหล่าเทพเข้าสังหารอสูรทั้งหมดพร้อมกันในคราวเดียว จนเลือดอสูรานองปัฐพี ด้วยความโกรธแค้น มหิงษาอสูรในร่างของควายจึงเข้าโจมตี พระนางก็จับจอมอสูรมัดไว้ด้วยเชือก อสูรหลุดจากพันธนาการเปลี่ยนร่างเป็นสิงโตแล้วกระโจนเข้าใส่ นางทุรคาจึงตัดศรีษะอสูรด้วยดาบ อสูรแทรกร่างออกมาจากส่วนหัวที่ถูกตัดแล้วใช้ดาบเข้าต่อสู้ แต่พระนางก็ตรึงร่างของจอมอสูรด้วยห่าลูกศร อสูรไม่ยอมแพ้กลายร่างเป็นช้างยักษ์ แต่ก็ถูกพระนางฟันด้วยดาบจนสาหัส ก่อนตายได้กลับกลายร่างเป็นควายเผือก เทวีทุรคาเนรมิตกายเป็นเสือโคร่งใหญ่กระโจนเข้าตะปบกัดจนควายเผือกสิ้นแรงกลับคืนร่างเป็นอสูร แล้วพระนางจึงกลับร่างเป็นอิสตรี (ที่มิได้เกิดจากครรภ์) แล้วใช้ตรีศูลแทงเข้าที่หน้าอก จนสังหารมหิงษาอสูรได้สำเร็จ 
---------------------------------------
*** เล่ากันต่อมาว่า “เสือโคร่ง” (อินเดีย) ที่ถือกำเนิดขึ้นมาจากอำนาจแห่งเทวีทุรคา จึงเป็นเสมือนตัวแทนแห่งความศักดิ์สิทธิ์ของมหาเทวี จากเรื่องราว “มหิงษาอสูร – มรรทินี” นี้เอง
ส่วนในคติฮินดูสายตรีมูรติ ถือว่าเทวีทุรคาเป็นภาคหนึ่งของนางปารวตี (อุมา) จึงนิยมสร้างงานศิลปะเป็นรูปของเทวีทรงสิงโต ไม่ได้ทรงเสือโคร่งตามแบบวรรณกรรมของฝ่ายศากตะ (ศักติ) 
ในทุก ๆ ปี ประมาณเดือนตุลาคมถึงกันยายน ตามปักษ์จันทรคติของฮินดู ในอินเดียใต้จะจัดงานเทศกาลบูชาเหล่าพระแม่เทวี (Fortnight of the Goddess) โดยในระหว่างวันที่หกถึงวันที่สิบ จะมีงานเทศกาล “ทรุคาบูชา (Durga Puja)” เพื่อระลึกถึงชัยชนะของเทวีทุรคาเหนือมหิงษาอสูร อันมีความหมายถึงชัยชนะของความดีงามเหนือความชั่วร้ายและการปกป้องผู้คนที่ศรัทธาในพระองค์
------------------------------
*** งานศิลปะจากคติวรรณกรรมเรื่อง “มหิงษาสุมรรทิณี” ปรากฏความนิยมเป็นอย่างมากในหลายยุคสมัย สะท้อนความนิยมในลัทธิศักติ ที่บูชาอำนาจแห่งเพศสตรีมาแต่ในอดีต ดูตัวอย่างงานศิลปะจากรูปประกอบได้เลยนะครับ
เครดิต
วรณัย พงศาชลากร 
EJeab Academy
เพราะทุกที่มีเรื่องราวและเรื่องเล่า  

ท้าวกุเวร

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก ยิ่งให้ยิ่งได้ ยิ่งหวงยิ่งอด เราไม่หวงเราไม่อด หมดเดี๋ยวก็มา
ท้าวเวสสุวรรณโณ  หรือ  ท้าวเวสสุวรรณ  หรือ ท่านท้าวกุเวร นั้น ส่วนมากเราจะพบเห็นในรูปลักษณ์ของยักษ์ ยืนถือกระบองยาว หรือ คทา (ไม้เท้าเป็นรูปกระบอง) กันซะส่วนใหญ่ แต่แท้ที่จริงแล้ว ยังมีรูปเคารพของท่านในรูปของชายนั่งในท่า มหาราชลีลา มีลักษณะอันโดดเด่นคือ พระอุระพลุ้ย อีกด้วย กล่าวกันว่า ผู้มีอาชีพสัปเหร่อ หรือ มีอาชีพประหารชีวิตนักโทษ มักพกพารูปท้าวเวสสุวรรณ สำหรับคล้องคอเพื่อเป็นเครื่องรางของขลัง ป้องกันภัย จากวิญญาณร้าย ที่จะเข้ามา เบียดเบียน ในภายหลัง ภาพลักษณ์ของท้าวกุเวร ที่ปรากฎในรูปของชายพุงพลุ้ย เป็นที่เคารพนับถือ ในความเชื่อว่า เป็นเทพแห่งความร่ำรวย แต่ท้าวกุเวรในรูปของท้าวเวสสุวรรณ ซึ่งมาในรูปของยักษ์ เป็นที่เคารพ นับถือว่า เป็นเครื่องราง ของขลัง ป้องกัน ภูติผีปีศาจ
“สารานุกรมไทย” ฉบับ ราชบัณฑิตยสถาน เล่มที่ 3 หน้า 1439
กล่าวถึง ท้าวกุเวร หรือ ท้าวเวสสุวรรณ ไว้ว่า กุเวร-ท้าว พระยายักษ์ผู้เป็นเจ้าแห่งขุมทรัพย์ มียักษ์ และคุยหกะ (ยักษ์ผู้เฝ้าขุมทรัพย์) เป็นบริวาร ท้าวกุเวรนั้น บางทีก็เรียกว่า ท้าวไวศรวัน (เวสสุวรรณ) ภาษาทมิฬ เรียก กุเวร ว่า กุเปรัน ซึ่งมีเรื่องอยู่ในรามเกียรติ์ว่า เป็นพี่ต่างมารดาของ ทศกัณฐ์ และทศกัณฐ์ไปแย่งบุษบก ของท้าวกุเวรไป ท้าวกุเวรมีรูปร่างพิการ ผิวขาว มีฟัน 8 ซี่ และมีขาสามขา (ภาพท้าวเวสสุวรรณจึงมักเขียนท่ายืนแยงแย ถือไม้กระบองยาว อยู่หว่างขา) เมืองท้าวกุเวร ชื่อ อลกาอยู่ บนเขาหิมาลัย มีสวนอุทยานอยู่ไหล่เขาแห่งหนึ่ง ของเขาพระสุเมรุ ชื่อว่า สวนไจตรต หรือ มนทร มีพวกกินนร และคนธรรพ์เป็นผู้รับใช้ ท้าวกุเวรเป็นโลกบาล ประจำทิศเหนือ จีน เรียกว่า โต้เหวน หรือ โต้บุ๋น ญี่ปุ่น เรียก พสมอน
ท้าวกุเวรนี้ สถิตอยู่ยอดเขายุคนธรอีสานราชธานี มีสระโกธาณีใหญ่ 1 สระ ชื่อ ธรณี กว้าง 50 โยชน์ ในน้ำ ดารดาษไปด้วยประทุมชาติ และคลาคล่ำไปด้วย หมู่สัตว์น้ำต่างพรรณ ขอบสระมีมณฑป ชื่อ ภคลวดี กว้างใหญ่ 12 โยชน์ สำหรับเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจ ปกคลุมด้วยเครือเถาภควดีลดาวัลย์ ซึ่งมีดอกออกสะพรั่งห้อยย้อยเป็นพวงพู ณ สถานที่นี้ เป็นสโมสรสถาน ของเหล่ายักษ์บริวาร และยังมีนครสำหรับเป็นที่แปรเทพยสถานอีก 10 แห่ง ท้าวกุเวรมียักษ์ เป็นเสนาบดี 32 ตน ยักษ์รักษาพระนคร 12 ตน ยักษ์เฝ้าประตูนิเวศ 12 ตน ยักษ์ที่เป็นทาส 9 ตน
นอกจากนี้ยังมีกล่าวว่า ท้าวเวสสุวรรณยังมีกายสีเขียว สัณฐานสูง 2 คาวุต ประมาณ 200 เส้น มีอาวุธเป็นกระบอง มีพาหนะ ช้าง ม้า รถ บางทีปราสาท อาภรณ์มงกุฎประดับรูปนาค ดำรงอิสริยศเป็นเจ้าแห่งยักษ์ มีบริวารแสนโกฏิ ถือโล่แก้ว ประพาฬ หอกทอง
ลัทธิความเชื่อของพราหมณ์
กล่าวถึงประวัติของท้าวเวสสุวรรณไว้ว่า ทรง เป็นโอรสของ พระวิศรวิสุมนี กับ นางอิทาวิทา แต่ในมหาภารตะว่า เป็นโอรสของพระปุลัสต์ ซึ่งเป็นบิดาของ พระวิศรวัส กล่าวว่า ด้วยเหตุที่ท้าวกุเวร ใฝ่ใจกับท้าวมหาพรหม เป็นเหตุทำให้บิดาโกรธ จึงแบ่งภาคเป็น พระวิศวรัส หรือ มีนามหนึ่งว่า เปาลัสตยัม ซึ่งรามเกียรติ์ไทยเรียกว่า ลัสเตียน
ท้าวลัสเตียน หรือ พระวิศวรัสซึ่งเป็นภาคหนึ่งของ พระวิศรวิสุมนี นั้น ได้นางนิกษา บุตรีท้าวสุมาลีรักษา เป็นชายา มีโอรสด้วยกันคือ ทศกัณฐ์ กุมภกรรณ พิเภก และ นางสำมะนักขา ดังนั้น ท้าวกุเวร จึงเป็นพี่ชายต่างมารดา และร่วมบิดาเดียวกับทศกัณฐ์ เหตุที่ท้าวกุเวรผิดใจกับผู้เป็นพ่อ เพราะไปฝักใฝ่กับท่านท้าวมหาพรหม ซึ่งเป็นเทวดา ทำให้ผู้เป็นพ่อ คือ พระวิศรวิสุมนีโกรธ เพราะถือทิฐิว่า ตนเป็นยักษ์ ที่เป็นเทวดาต่ำศักดิ์กว่า ไม่ควรไปยุ่งกับเทวดา ที่บนสวรรค์ชั้นสูงกว่า เห็นคนอื่นดีกว่าพ่อของตน ก็เลยแบ่งภาคออกไปมีเมียใหม่ ลูกใหม่ ซะเลย ที่ท้าวกุเวร มีใจฝักใฝ่กับท่านท้าวมหาพรหมนั้น เป็นเพราะท้าวกุเวรนั้น ต้องการบำเพ็ญตบะบารมี หรือ สร้างสมความดี ด้วยการเข้าฌาน และบำเพ็ญทุกรกิริยา นานนับพันปี จนท่านท้าวมหาพรหมโปรดปราน ประทานบุษบกให้ อันบุษบกนี้ หากใครได้ขึ้นไปแล้ว สามารถล่องลอยไปไหนมาไหนได้ตามต้องการ
เดิมทีนั้น ท้าวกุเวรครองกรุงลงกา ซึ่งมีพระวิศกรรม เป็นผู้สร้างให้ แต่นางนิกษา ได้ยุยงให้ทศกัณฐ์ ชิงกรุงลงกา มาจากท้าวกุเวร ทั้งยังชิงเอาบุษบกอันพระพรหมได้ประทานแก่ท้าวกุเวรมาด้วย ดังที่ได้บอกเอาไว้แล้วว่า บุษบกนี้ สามารถลอยไปไหนมาไหนได้ดังใจนึก แต่มีข้อห้ามมิให้หญิงที่ถูกสมพาส (แปลว่า การอยู่ร่วม การร่วมประเวณี) จากชาย 3 คน นั่ง ซึ่งต่อมานางมณโฑ ได้นั่งบุษบก จึงไม่สามารถ ที่จะลอยไปไหนมาไหน ได้อีกเลย สำหรับ นางมณโฑ ที่แต่เดิมเป็นนางฟ้า ที่พระอิศวรประทานให้กับทศกัณฐ์ ต้องกลายมาเป็นหญิงสามผัว ด้วยเหตุที่ว่า เมื่อทศกัณฐ์ได้รับตัวนางมณโฑจากพระอิศวรมาแล้ว ก็อุ้มพานางเหาะกลับมายังกรุงลงกา ขณะที่เหาะข้าม มาระหว่างทาง ได้เหาะข้ามเมืองขีดขิน ซึ่งมี “พาลี” เป็นเจ้าเมือง พาลีโกรธ ที่ทศกัณฐ์บังอาจ อุ้มหญิงสาว เหาะข้ามหัว โดยไม่เกรงใจ จึงเหาะขึ้นไปรบกับทศกัณฐ์ ทศกัณฐ์สู้ไม่ได้ เพราะพาลีได้รับพร จากพระอิศวรว่า หากรบด้วยผู้ใด ศัตรูผู้นั้นจะมีกำลังลดลงครึ่งหนึ่ง หรือมีความสามารถลดน้อยกว่าเดิมครึ่งหนึ่ง เมื่อทศกัณฐ์ เป็นฝ่ายพ่ายแพ้ จึงถูกพาลีแย่งชิงเอานางมณโฑไปเป็นมเหสี ต่อมา เมื่อพาลีคืนนางมณโฑ ให้กับทศกัณฐ์แล้ว เมื่อตอนที่หุงน้ำทิพย์ “หนุมาน” ได้เข้าไปทำลายพิธี โดยปลอมตัวเป็นทศกัณฐ์ แล้วร่วมสังวาส กับนางมณโฑ นางมณโฑ จึงเป็นหญิงที่ผ่านการสมพาสชายมาถึง 3 คน คือ พาลี ทศกัณฐ์ และ หนุมาน เมื่อทศกัณฐ์ ให้นางมณโฑ ขึ้นนั่งบุษบกนี้ทีหลัง บุษบกก็เกิดการขัดข้องทางเทคนิค ไม่ลอยไปไหนมาไหน ตามต้องการ เหมือนเก่า
ครั้นเมื่อท้าวกุเวรต้องเสียกรุงลงกาไปแล้ว ท้าวมหาพรหมท่านก็สร้างนครให้ใหม่ ชื่อ “อลกา” หรือ “ประภา” อันตั้งอยู่ที่เขาหิมาลัย มีสวนชื่อ “เจตรรถ” อยู่บนเขามันทรคีรี อันเป็นกิ่งแห่งเขาพระสุเมรุ บ้างก็ว่า ท้าวกุเวร อยู่ที่เขาไกรลาส ซึ่งพระวิษณุกรรมเป็นผู้สร้างให้
ความเชื่อตามพระพุทธศาสนา
ในพระสูตรที่ชื่อว่า “อาฏานาฏิยะ” กล่าวว่า ท้าวกุเวร ตั้งเมืองอยู่ในอากาศ ข้างทิศที่อุตรกุรุทวีป (เหนือ) และ เขาพระสุเมรุ ยอดสุทัศน์ (ที่เป็นผาทอง) ตั้งอยู่ มีราชธานี 2 ชื่อ คือ อาลกมันทา และ วิสาณา มีนครอีก 8 นคร
ท้าวกุเวร หรือ ท้าวเวสสุวรรณนั้น ยังมีชื่ออีกหลายชื่อ เช่น ธนบดี หมายถึง ผู้เป็นใหญ่ในทรัพย์ ธเนศวร หมายถึง ผู้เป็นเจ้าแห่งทรัพย์ อิจฉาวสุ หมายถึง มั่งมีได้ตามใจ ยักษ์ราชหมายถึง เจ้าแห่งยักษ์ มยุราช หมายถึง เป็นเจ้าแห่ง กินนร รากษเสนทร์ หมายถึง ผู้เป็นใหญ่ในพวกรากษส ส่วนในเรื่องรามเกียรติ์ เรียกท้าวเวสสุวรรณว่า ท้าวกุเรปัน
ในทางพระพุทธศาสนา ได้กล่าวถึงอดีตชาติของท้าวกุเวร เอาไว้ใน พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค เล่ม 3 ภาค 2 - หน้าที่ 151 ว่า ในสมัยที่โลกยังว่าง จากพระพุทธศาสนา ไม่มี พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เสด็จอุบัตินั้น มีพราหมณ์ ผู้หนึ่ง นามว่า กุเวร เป็นคนใจดีมีเมตตากรุณา ประกอบสัมมาชีพ ด้วยการทำไร่อ้อย นำต้นอ้อย ตัดใส่ลงไปในหีบยนต์ แล้วบีบน้ำอ้อยขายเลี้ยงชีวิตตน และบุตรภรรยา ต่อมากิจการ เจริญขึ้น จนเป็นเจ้าของ หีบยนต์สำหรับบีบน้ำอ้อยถึง 7 เครื่อง จึงสร้างที่พักสำหรับ คนเดินทาง และบริจาคน้ำอ้อย จากหีบยนต์เครื่องหนึ่ง ซึ่งมีปริมาณน้ำอ้อยมากกว่าหีบยนต์เครื่องอื่น ๆ ให้เป็นทาน แก่คนเดินผ่านไปมา จนตลอดอายุขัย ด้วยอำนาจ แห่งบุญกุศลที่บริจาคน้ำอ้อยให้เป็นทานนั้น ทำให้กุเวรได้ไปอุบัติเป็นเทพบุตร บนสวรรค์ชั้น จาตุมหาราชิกา มีนามว่า"กุเวรเทพบุตร" ต่อมากุเวรเทพบุตร ได้เทวาภิเษกเป็นผู้ปกครองดูแล พระนครด้านทิศเหนือ จึงได้มีพระนามว่า "ท้าวเวสสุวรรณ"
ตามหลักฐานในคัมภีร์ทางพุทธศาสนา ยืนยันว่า "ท้าวกุเวร" หรือ "ท้าวเวสสุวรรณ" เทวราชพระองค์นี้ ได้สำเร็จเป็น พระอริยบุคคลชั้นโสดาบันเมื่อครั้ง "จุลสุภัททะ ปริพาชก" เกิดความสงสัยในความเป็นมาแห่ง องค์สมเด็จ พระพุทธเจ้า ท่าน "ท้าวเวสสุวรรณ" องค์นี้แหละ ที่ได้เสด็จไปร่วมต้อนรับด้วย และ ยังเป็นประจักษ์พยาน เรื่องพระมหาโมคคัลลานะ ใช้เท้าจิกพื้นไพชยนตวิมาน ของพระอินทร์จนเกิดการ สั่นสะเทือนไป ทั้งดาวดึงส์ เทวโลก อันเป็นการเตือนสติสักกะเทวราชอีกด้วย และก็เชื่อกันตาม ฎีกามาลัยเทวสูตร พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม 1 ภาค 2 - หน้าที่ 435 ว่า "คทาวุธ" ของ "ท้าวเวสสุวรรณ" นั้น เป็นยอดศัสตราวุธ มีอานุภาพสามารถทำลายโลกใบนี้ให้เป็น จุณวิจุณภายในพริบตา
จะเห็นได้ว่า ท้าวกุเวร หรือ ท้าวเวสสุวรรณนั้น ท่านเป็นเทพที่สำคัญยิ่งใหญ่พระองค์หนึ่ง ที่พิทักษ์รักษา พระพุทธศาสนา ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่า ท่านท้าวสักกะเทวราช หรือ พระอินทร์เลยทีเดียว ตามวัดวาอารามต่าง ๆ จะมีรูปปั้นยักษ์ 1 ตน บ้าง 2 ตนบ้าง ยืนถือกระบองค้ำพื้น ส่วนมากจะมี 2 ตน เฝ้าอยู่หน้า ประตูโบสถ์ หรือ วิหารที่เก็บของมีค่า มีพระพุทธรูป และโบราณสมบัติล้ำค่าของทางวัดบรรจุอยู่ ด้านละ 1 ตน หรือไม่ก็บริเวณลานวัด หรือที่ที่มีคนผ่านไปมาแล้วเห็นโดยง่าย บ้างก็สร้างเอาไว้ในวิหาร หรือ ศาลาโดยเฉพาะก็มี ซึ่งยักษ์เหล่านั้น ถ้าเป็น ตนเดียว ก็จะหมายถึง รูปเคารพของท้าวเวสสุวรรณ แต่ถ้าเป็น 2 ตนก็จะเป็นบริวารของท่านท้าวเวสสุวรรณ คอยทำหน้าที่ ปกปักรักษา ดูแลบริเวณวัด
ท้าวเวสสุวรรณ เป็นอธิบดีแห่งอสูรย์หรือยักษ์ หรือเป็นเจ้าแห่งผี เป็นหนึ่งในบรรดาท้าวจตุโลกบาลทั้งสี่ ผู้คุ้มครองและดูแลโลกมนุษย์ สถิตอยู่บนสวรรค์ชั้นจาตุ ทรงอิทธิฤทธิ์อานุภาพมากประทับ ณ โลกบาลทิศเหนือมียักษ์เป็นบริวาร คนไทยโบราณนิยมนำผ้ายันต์รูปยักษ์ผูกไว้ที่หัวเตียงเด็ก เพื่อป้องกันวิญญาณชั่วร้ายไม่ให้มารังควาญแก่เด็กว ท้าวกุเวรองค์นี้มีกล่าวถึงในอาฏานาฏิยปริตว่านำเทวดาในสวรรค์ชั้นจตุมหา ราชิกา มาเฝ้าพระพุทธเจ้าและได้ถวายสัตย์ที่จะดูแลพระพุทธเจ้าและเหล่าสาวก ไม่ให้ยักษ์หรือบริวารอื่นๆ ของท้าวจตุโลกบาลไปรังควาญ
ท้าวเวสสุวรรณ เป็นหนึ่งในบรรดาท้าวจตุโลกบาลทั้งสี่ ผู้คุ้มครองและดูแลโลกมนุษย์สถิตอยู่บนสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกา ซึ่งมีท้าวมหาราชทั้งสี่ปกครอง คือ ท้าวธตรัฏฐะ ท้าววิรุฬหกะ ท้าววิรูปักชะ และท้าวเวสสุวรรณ (ท้าวกุเวร) ประจำทิศต่างๆ ทั้งสี่ทิศโดยเฉพาะท้าวเวสสุวรรณ (ท้าวกุเวร) เป็นใหญ่ปกครองบริวารทางทิศเหนือ ว่ากันว่าอาณาเขตที่ท้าวเธอดูแลปกครองรับผิดชอบมีอาณาเขตใหญ่โตมหาศาล กว้างขวาง และเป็นใหญ่ (หัวหน้าท้าวจตุโลกบาลทั้ง 4 ) กว่าท้าวมหาราชองค์อื่น
ท้าวเวสสุวรรณ เป็น เทพแห่งขุมทรัพย์ เป็น มหาเทพแห่งความร่ำรวย มั่งคั่ง รักษาสมบัติของเทวโลก ทั้งเป็นเจ้านายปกครองดูแลพวกยักษ์ ภูตผีปีศาจทั้งปวง (ในคัมภีร์เทวภูมิ กล่าวไว้ว่า ท้าวเวสสุวรรณได้บำเพ็ญบารมี มาหลายพันปี รับพรจาก พระอิศวร พระพรหม ให้เป็นเทพแห่งความร่ำรวย ) นอกจากนี้หน้าที่ของท้าวเวสสุวรรณมีมากมาย เช่น การดูแลปกป้องคุ้มครองพระพุทธศาสนา, ปกป้องคุ้มครองแก่ผู้นั่งสมาธิปฏิบัติพระกรรมฐาน เป็นต้น
ท้าวเวสสุวรรณมีทั้งหมด_4_ภาค
- ท้าวเวสสุวรรณพรหมาสูติเทพ ชั้นพรหม มีรูปกายสีทอง ภูษาสีทอง
- ท้าวเวสสุวรรณเทพบุตรสูติเทพ ชั้นดาวดึงค์ มีรูปกายสีทอง ภูษาสีแดง
- ท้าวเวสสุวรรณ จาตุมมหาราช มีรูปกายสีเขียวหรือดำ ภูษาสีเขียว
- ท้าวเวสสุวรรณ ชั้นมนุษย์ มาในรูปแบบมนุษย์