วันศุกร์ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2563

ตีหน้าเศร้าเล่าความเท็จ

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก ยิ่งให้ยิ่งได้ ยิ่งหวงยิ่งอด เราไม่หวงเราไม่อด หมดเดี๋ยวก็มา
ลงทัณฑ์ “สำมนักขา” 
ปฐมเหตุแห่งมหาสงคราม ที่ปราสาทหินพิมาย
ในมหากาพย์รามายณะ (Rāmāyaṇa Sanskrit epic)  สำนวนของวาลมิกิ (Vālmīki)  ในภาคอรัณยกัณฑ์ (Araṇya-Kāṇḍa) เล่าว่า  เมื่อองค์ศรีราม องค์ลักษมันและนางสีดา (ชนกี - Janaki)  ออกจากออกจากรุงอโยธยา รอนแรมมาตั้งอาศรมในบริเวณป่า “ปัญชะวาตี” (Panchavati) อันเป็นไพรสณฑ์ใหญ่ที่มีความร่มรื่นงดงามกลางอนุทวีป
ในวันหนึ่งขณะที่องค์ศรีราม กำลังสรงน้ำที่ริมแม่น้ำโคธาวารี (Godavari) นางยักษ์หม้ายนาม “สำมนักขา-ศูรปนขา” (Shurpanakha) พระขนิษฐาเพียงตนเดียวของท้าวราพณ์-ราวาณะหรือทศกัณฐ์แห่งกรุงลงกา ได้มาพานพบเข้าโดยบังเอิญ
ด้วยความว้าเหว่และอ้างว้าง  เพราะเสียสามี “ชิวหา” ไปจากเหตุความเข้าใจผิดเป็นเวลายาวนาน นางจึงเกิดกำหนัดในความหลงใหล ปรารถนาจะได้องค์ศรีรามผู้สง่างามมาเคียงกาย จึงเนรมิตกายเป็นสาวแรกรุ่นรูปโฉมงดงาม อ้อนแอ้นอรชร ตรงเข้าไปหาองค์ศรีราม ทำมารยายั่วยวนด้วยลูกไม้ต่างๆ นานา เพื่อเกี้ยวพาราสี แต่องค์ศรีรามก็มิได้สนใจและขับไล่ให้กลับไป ทั้งยังบอกแก่นางยักษ์ว่า พระองค์นั้นมีคู่อภิเษกแล้วและจะภักดีต่อนางแต่ผู้เดียวเท่านั้น แต่นางสำมนักขาไม่สนใจ ยังคงติดตามพัวพันดักหน้าดักหลังมาจนถึงอาศรม
เมื่อมาถึง นางเหลือบไปเห็นองค์ลักษมัน เห็นว่ามีใบหน้าหล่อเหลางดงามไม่แพ้องค์ราม นางสำมนักขาจึงเปลี่ยนใจเข้าไปยั่วยวนองค์ลักษมันผู้น้องอีกคน ซึ่งองค์ลักษมันก็ได้กล่าวแก่นางว่า เรานั้นมีนางอุรมิลา (Urmilā) เป็นคู่อภิเษก นางได้เสียสละนิทราแทนเราอยู่ที่กรุงอโยธยา เพื่อให้เราได้ตื่นตัวดูแลองค์ศรีรามและนางสีดาได้ตลอดเวลา เราจึงไม่ขอปรารถนาหญิงอื่นใดอีกแล้ว 
เมื่อมาถึงอาศรม นางสีดาออกมาต้อนรับด้วยไมตรี นางสำนักนักขาก็ให้ตกตะลึงในความงามพร้อมสรรพ เผลอจ้องมองสีดาอยู่เป็นนาน จึงคิดอิจฉาด้วยหลงตนเอง กล่าวหาว่านางสีดานี่แหละที่เป็นต้นเหตุให้องค์ศรีรามและองค์ลักษมันไม่สนใจตน จึงคืนร่างกลับเป็นนางอสูร เข้าอาละวาดตบตีนางสีดาเป็นอุตลุด
องค์ศรีรามเข้าขัดขวางและชิงตัวนางสีดาออกมาได้อย่างทันท่วงที ในขณะที่องค์ลักษมันคว้าคันศรหวดตีนางสำมะนักขาจนสะบักสะบอม ล้มลงนอนหมอบสิ้นฤทธิ์ ด้วยความโกรธ องค์ลักษมันจึงคิดจะฆ่านางสำมนักขา แต่ก็เกรงว่าจะเสียพระเกียรติ์แห่งองค์ศรีราม ผู้คนในสามโลกจะดูหมิ่นว่าฆ่าสตรีไม่มีอาวุธ จึงใช้เพียงมีดตัดปลายจมูกและปลายหูของนาง ไล่ตะเพิดกลับไป
นางสำมนักขาทั้งเจ็บปวด หวาดกลัว อับอายและเจ็บแค้น หนีเตลิดไปยังเมืองโรมคัล เข้าเฝ้า “พญาขร” (คาร่า – Khara) ผู้เป็นพระเชษฐา แล้วตีหน้าเศร้าเล่าความเท็จว่า นางถูกสองดาบสเข้ามารังแก หมายข่มเหงลวนลามแต่ตนนั้นได้ขัดขืนต่อสู้ จึงถูกทำร้ายอย่างสาหัส
พญาขรไม่รู้ความจริง จึงให้เจ็บแค้นดุจดังไฟสุมอก ส่งไพร่พลรากษส 7 ตน  ไปยังอาศรมแห่งองค์ศรีราม  ด้วยเพราะคิดว่าเป็นเพียงดาบสทั่วไป ที่สามารถข่มเหงสังหารได้โดยง่าย  
กลายมาเป็นปฐมเหตุของมหาสงครามระหว่างองค์ศรีราม-องค์ลักษมัน กับเผ่าพงศ์ยักษา เป็นครั้งแรก
------------------------------------------
***  ทับหลังประดับซุ้มประตูทิศฝั่งตะวันออกของเรือนธาตุวิมานปราสาทหินพิมาย แสดงเรื่องราวขององค์ลักษมันกำลังลงโทษนางยักษ์สำมนักขา ฉากหลังเป็นต้นไม้ใหญ่ แผ่กิ่งก้าน นกหัสดีลิงค์คาบช้างและสิงห์ แสดงสัญลักษณ์และความหมายที่ชัดเจนว่า เหตุการณ์ในทับหลังนี้ เกิดขึ้นใน “ป่าปัญชะวาตี” โดยมีภาพขององค์ศรีรามตระกองกอดปลอบประโลมนางสีดา ที่นั่งอยู่บนพระเพลา
บุคคลหน้ายักษ์ที่นั่งกองลงกับพื้น ใส่ชุดขาสั้น ทิ้งชายผ้า มีลักษณะการแต่งกายแบบเดียวกับรูปสลัก “นางโยคิณี” (Yogini) ธิดาแห่งเหวัชระทั้ง 8 ที่มีใบหน้าแบบอสูร-ยักษ์ บนทับหลังอีกชิ้นหนึ่งในงานศิลปะนิยมแบบพิมาย  ภาพบุคคลนี้จึงมีความหมายถึงนางยักษ์สำมนักขานั่นเอง 
เครดิต ;
วรณัย พงศาชลากร 
EJeab Academy
เพราะทุกที่มีเรื่องราวและเรื่องเล่า

วันพฤหัสบดีที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2563

สิ่งที่หาได้ยาก4อย่าง

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก ยิ่งให้ยิ่งได้ ยิ่งหวงยิ่งอด เราไม่หวงเราไม่อด หมดเดี๋ยวก็มา
สิ่งที่หาได้ยากในโลกนี้มีมากมาย
แต่สิ่งที่หาได้ยากที่สุดมี 4 อย่างคือ

1. การได้เกิดมาเป็นมนุษย์
2. การมีชีวิตดำรงอยู่ยืนยาว
3. การได้ฟังพระสัทธรรม
4. การเสด็จอุบัติขึ้นของพระพุทธเจ้า

การเกิดเป็นมนุษย์เป็นของยาก

การเจริญสมาธิ(Meditation)ภาวนาเป็นทางลัดที่สุด ที่จะทำให้เกิดความบริสุทธิ์กาย วาจา ใจ ถ้ามีความบริสุทธิ์มาก บุญกุศลก็เกิดขึ้นมาก ถ้ามีความบริสุทธิ์น้อย บุญกุศลก็ลดหย่อนลงไป ความบริสุทธิ์เป็นบ่อเกิดแห่งความสุข เป็นสิ่งที่สั่งสมได้ ถ้าเราเจริญภาวนาทุกวัน ยิ่งเป็นการเพิ่มเติมความบริสุทธิ์ขึ้นทุกวัน จะทำให้เราเข้าถึงความสุขที่แท้จริง ซึ่งเป็นสิ่งที่ทุกคนปรารถนา และต่างกำลังแสวงหากันอยู่ตลอดเวลา ดังนั้น เราจึงควรให้ความสำคัญกับการเจริญภาวนา เพื่อให้ชีวิตของเราเข้าถึงความสุข และความบริสุทธิ์ที่แท้จริง
 
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ใน ขุททกนิกาย ธรรมบท ว่า
      “กิจฺโฉ มนุสฺสปฏิลาโภ   กิจฺฉํ มจฺจาน ชีวิตํ
       กิจฺฉํ สทฺธมฺมสฺสวนํ      กิจฺโฉ พุทฺธานมุปฺปาโท
 
     การได้อัตภาพเป็นมนุษย์เป็นการยาก ชีวิตของสัตว์ทั้งหลายเป็นอยู่ยาก การได้ฟังพระสัทธรรมเป็นการยาก การอุบัติขึ้นแห่งพระพุทธเจ้าทั้งหลายเป็นการยาก”
 
     การได้เกิดเป็นมนุษย์นั้นเป็นของยาก ต้องอาศัยกำลังความเพียรในการสั่งสมความดีอย่างยิ่งยวด พระพุทธองค์ทรงอุปมาความยากในการเกิดเป็นมนุษย์ไว้ว่า “ในท้องทะเลกว้างใหญ่สุดจะประมาณ มีเต่าตาบอดทั้งสองข้างอยู่ตัวหนึ่ง ทุกๆ หนึ่งร้อยปี จะโผล่ขึ้นมาบนผิวน้ำ ๑ ครั้ง และในท้องทะเลนี้มีห่วงที่พอดีกับหัวเต่าลอยอยู่อันหนึ่ง โอกาสที่เต่าตาบอดจะโผล่หัวขึ้นมา แล้วเอาหัวสอดเข้าไปในห่วงพอดี มีความยากเพียงใด โอกาสที่จะได้เกิดเป็นมนุษย์นั้น มีความยากยิ่งกว่า”
 
     เมื่อเกิดมาแล้ว การที่จะรักษาชีวิตให้ดำเนินอยู่บนเส้นทางของการสร้างความดีไปได้ตลอดรอดฝั่งก็ทำได้ยาก เพราะภัยและอันตรายต่างๆ ที่เกิดกับชีวิตของเรามีอยู่รอบตัว และการที่จะได้มีโอกาสฟังธรรมของสัตบุรุษเป็นสิ่งที่หาได้ยาก ในโบราณกาลผู้คนต่างแสวงหาความรู้อันแท้จริง และปรารถนาที่จะสนทนากับนักปราชญ์บัณฑิต เพื่อที่จะได้ดำเนินชีวิตให้ถูกต้องตามคำสอนอันประเสริฐ
 
     พระโพธิสัตว์แต่ละพระองค์ กว่าจะตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ต้องสร้างบารมีกันยาวนานหลายอสงไขยกัปทีเดียว ท่านสร้างบารมีทุกรูปแบบ แม้บางชาติจะพลัดไปเกิดเป็นสัตว์เดียรัจฉาน แต่ท่านก็ยังคงสร้างบารมี เพื่อมุ่งหวังพระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ การอุบัติขึ้นของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแต่ละพระองค์ จึงเป็นการยากอย่างนี้
 
     * ในอดีตชาติของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ครั้งหนึ่งได้ไปเกิดเป็นพญานาคราช มีร่างกายใหญ่โต อายุยืนมาก อุดมไปด้วยสมบัติทั้งหลาย และพรั่งพร้อมไปด้วยบริวาร พระองค์ทรงเบื่อหน่ายในราชสมบัติ เพราะดำริว่า “แม้เราจะมีสมบัติ และบริบูรณ์ด้วยความสุขนานัปการ แต่ก็ยังคงเป็นเพียงสัตว์เดียรัจฉาน โอกาสที่จะสร้างบุญบารมีได้เต็มที่นั้น ยากยิ่งนัก” เมื่อดำริอย่างนี้แล้วจึงตั้งใจรักษาศีล เพื่อว่าเมื่อพ้นจากอัตภาพของพญานาคแล้ว จะได้กลับมาเกิดเป็นมนุษย์อีก แล้วทรงออกจากนาคพิภพไปพำนักอยู่ในที่สงบ ตั้งใจรักษาศีลให้บริสุทธิ์บริบูรณ์ บรรดานางนาคกัญญาทั้งหลาย ต่างเกรงว่าพระองค์จะจากพวกนางไป จึงประดับประดาด้วยของหอม แล้วมาเย้ายวนพระองค์ เพื่อให้ศีลของพระองค์วิบัติ
 
     พระองค์ดำริว่าหากเป็นเช่นนี้ โอกาสที่ศีลของเราจะบริสุทธิ์บริบูรณ์นั้น เป็นไปได้ยาก จึงขึ้นมาเมืองมนุษย์ ขดร่างกายอยู่ที่จอมปลวกริมฝั่งแม่น้ำ  คนทั้งหลายผ่านมาต่างพากันบูชาด้วยของหอม และเครื่องสักการะมากมาย ทุก ๑ เดือน นาคราชจะกลับลงไปเมืองบาดาลครั้งหนึ่ง
 
     นางสุมนาเทวีอัครมเหสีเป็นห่วงพญานาคราชจึงกล่าวว่า “เมื่อพระองค์ขึ้นไปบนเมืองมนุษย์เป็นเวลานาน หากพระองค์มีอันตราย ข้าพระองค์จะทราบได้อย่างไรว่าเกิดอะไรขึ้นกับพระองค์” พญานาคจึงพานางไปดูที่สระน้ำ แล้วบอกว่า “วันใด ที่สระน้ำขุ่นมัว ให้รู้ว่าเรากำลังจะโดนประหาร ถ้าพญาครุฑจับไป น้ำจะเดือดพลุ่งขึ้นมา ถ้าหมองูจับไป น้ำจะมีลักษณะสีแดงเหมือนโลหิต” เมื่อนาคราชบอกลักษณะของการเกิดภัยแล้ว จึงกลับขึ้นไปเมืองมนุษย์อีก
 
     ในระหว่างที่รักษาศีลอยู่นั้น วันหนึ่งมีหมองูผ่านมา เห็นนาคราชขดอยู่ที่จอมปลวก ก็คิดจะจับงูไปแสดงให้ชาวเมืองดู เพื่อหาทรัพย์มาดำรงชีวิต คิดดังนั้นแล้ว จึงหยิบโอสถมาร่ายมนต์ เมื่อนาคราชถูกมนต์ ร่างกายก็เร่าร้อนเหมือนโดนถ่านเพลิง ศีรษะปวดร้าวเหมือนโดนบีบ ดำริว่าเกิดเหตุอะไร จึงยกพระเศียรขึ้นจากวงในขนด เห็นหมองูกำลังร่ายมนต์ก็คิดว่า พิษของเรานั้นมากมาย ถ้าเราโกรธ แล้วพ่นลมจมูกออกไป ร่างกายของหมองูต้องแตกละเอียดเป็นธุลี แต่ถ้าทำอย่างนั้น ศีลของเราก็จะด่างพร้อย ครั้นสอนตัวเองเช่นนี้แล้ว ก็ขนดศีรษะต่อไป ไม่ต่อสู้หรือทำร้ายหมองู เพื่อรักษาศีลให้บริสุทธิ์บริบูรณ์
 
     หมองูเห็นนาคราชไม่โต้ตอบ จึงเคี้ยวโอสถแล้วร่ายมนต์ พ่นไปยังลำตัวของนาคราช นาคราชเหมือนโดนถ่านเพลิงร้อนๆ สาดใส่ ลำตัวพองบวม ดิ้นทุรนทุราย หมองูจับหางนาคราชให้เหยียดตรง บีบลำตัวด้วยไม้กีบ ทำให้ดิ้นไม่ได้ จับศีรษะแล้วบีบเค้นให้อ้าปากออก พ่นโอสถที่ร่ายมนต์แล้ว เข้าในปากของนาคราช ฟันของนาคราชหลุดออกหมด ปากเต็มไปด้วยเลือด จากนั้นหมองูก็ขึ้นไปเหยียบลำตัว ทำให้กระดูกแหลกละเอียด ตลอดลำตัวของนาคราชเปื้อนไปด้วยเลือด สุดจะระงับความทุกข์ทรมานและสติไว้ได้  แต่ด้วยกำลังใจอันเข้มแข็งและเด็ดเดี่ยวที่จะรักษาศีลยิ่งกว่าชีวิต จึงใช้ความอดทนอย่างยิ่งยวด ไม่ยอมแม้กระทั่งคิดที่จะประทุษร้ายหมองูนั้นเลย
 
     หมองูเห็นนาคราชอ่อนกำลังลง จึงจับใส่กรง แล้วนำไปแสดงตามหมู่บ้าน ไม่ว่าหมองูจะให้พญานาคแสดงอย่างไร พญานาคก็ทำตามทุกอย่าง  ประชาชนดูแล้วพากันชอบใจให้ทรัพย์แก่หมองู เขานำพญานาคแสดงเรื่อยไปจนถึงเมืองหลวง พระราชาได้รับสั่งให้หมองูเข้าเฝ้า เพื่อทอดพระเนตรการแสดงของนาคราช เช้าวันนั้นคนทั้งเมืองได้มาดูการแสดงของนาคราช ต่างชอบใจพากันปรบมือเป็นที่สนุกสนาน
 
     วันนั้น นางสุมนาเทวีระลึกถึงสามีของตนจึงไปดูที่สระน้ำ เห็นน้ำในสระเปลี่ยนเป็นสีแดงเหมือนโลหิต รู้ทันทีว่า พญานาคราชต้องถูกหมองูจับไปแน่นอน นางเสด็จออกจากนาคพิภพขึ้นไปเมืองมนุษย์ ดูร่องรอยที่สามีถูกหมองูทรมานแล้วจับไป นางร้องไห้เที่ยวเดินถามชาวบ้านเรื่อยไปจนถึงเมืองหลวง จึงเหาะขึ้นไปยืนอยู่บนอากาศ เห็นพญานาคราชแสดงอยู่ ก็ร้องไห้ด้วยความสงสาร
 
     พญานาคราชเหลือบไปเห็นนางยืนอยู่กลางอากาศ เกิดความละอาย จึงเลื้อยเข้าไปขดในกรง พระราชาสงสัยว่าเกิดอะไรกับพญานาค เมื่อทอดพระเนตรขึ้นไปบนอากาศเห็นนางสุมนาเทวียืนร้องไห้อยู่ จึงตรัสถามขึ้นว่า “ท่านเป็นใคร ทำไมถึงร้องไห้เหมือนคนสติฟั่นเฟือน ท่านสูญเสียอะไรหรือ” นางตอบว่า “หม่อมฉันกำลังตามหาพระสวามีที่ถูกหมองูจับไป และนาคที่แสดงต่อหน้าพระองค์ คือสามีของหม่อมฉัน”
 
     พระราชาตรัสว่า “ธรรมดาพญานาคนั้นมีฤทธิ์ มีพิษ มีกำลังมหาศาล ทำไมจึงตกอยู่ในอำนาจของหมองูเช่นนี้” พระนางตอบว่า “ข้าแต่สมมติเทพ ที่พญานาคไม่แสดงฤทธิ์นั้น เป็นเพราะกำลังรักษาศีลอยู่ ถ้าพญานาคไม่รักษาศีลแล้ว บ้านเมืองของพระองค์ก็จะมอดไหม้เป็นธุลีอย่างแน่นอน  ขอพระองค์ทรงปล่อยพญานาคราชด้วยเถิด”
 
     พระราชาทรงรับสั่งให้หมองูปล่อยพญานาคทันที ทันใดนั้นพญานาคก็แปลงกายเป็นมนุษย์ แล้วประคองอัญชลีขอบพระทัยพระราชาที่เมตตาให้ชีวิต และได้เล่าเรื่องราวทั้งหมดถวายพระราชา จากนั้นจึงกราบทูลเชิญเสด็จชมเมืองบาดาล
 
     เมื่อพระราชาเสด็จไปถึงเมืองบาดาล ทรงเห็นสมบัติและบริวารของพญานาคมากมาย จึงตรัสถามว่า “ท่านนาคราช ท่านก็มีสมบัติมากมาย แวดล้อมด้วยบริวารนับหมื่น อุดมไปด้วยรูปทิพย์ กลิ่นทิพย์ ทำไมท่านจึงมีความเพียรในการรักษาศีลเช่นนี้”
 
     นาคราชตอบว่า “ข้าแต่สมมติเทพ ข้าพระองค์บำเพ็ญเพียรรักษาศีลก็เพราะต้องการจะไปเกิดเป็นมนุษย์ เพราะการได้อัตภาพเป็นมนุษย์ ทำให้โอกาสในการรักษาศีลง่ายกว่า สามารถสร้างบารมีอื่นได้สะดวกกว่า มีโอกาสบำเพ็ญภาวนา ได้บรรลุมรรคผลนิพพานง่ายกว่าการเป็นพญานาค  เพราะฉะนั้นข้าพระองค์จึงรักษาศีลยิ่งชีวิต”
 
     จากเรื่องนี้ จะเห็นว่า การได้เกิดเป็นมนุษย์นั้น เป็นสิ่งที่ได้มายากยิ่งนัก นักสร้างบารมีทุกยุคทุกสมัย ต่างต้องการเกิดมาเป็นมนุษย์ทั้งสิ้น เพราะเป็นภพภูมิอันวิเศษที่เหมาะต่อการสร้างบารมีได้ทุกรูปแบบ  ดังนั้น เมื่อได้เกิดมาเป็นมนุษย์แล้ว ถือว่าพวกเราเป็นผู้มีบุญลาภอันประเสริฐ ไม่ควรประมาทในการดำเนินชีวิต ต้องรีบขวนขวายสร้างบารมีให้ครบทั้ง ๑๐ ทัศ อย่างน้อยที่สุด ก็ควรหมั่นทำทาน รักษาศีล เจริญภาวนาให้ได้ทุกๆ วัน เมื่อถึงคราวบุญบารมีเต็มเปี่ยม เราจะได้บรรลุมรรคผลนิพพาน ซึ่งเป็นเป้าหมายสูงสุดของพวกเราทุกคน

ปราสาทหินเขาพนมรุ้ง

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก ยิ่งให้ยิ่งได้ ยิ่งหวงยิ่งอด เราไม่หวงเราไม่อด หมดเดี๋ยวก็มา
แม่ทัพ “นเรนทราทิตย์” ในภาพสลักสงครามกลางเมือง (?) ที่ปราสาทพนมรุ้ง
“จารึกบ้านทาด (Ban That inscription K. 364)  อักษรเขมร ภาษาสันสกฤต ที่ตั้งอยู่ด้านหน้าของ “ปราสาททาดสามปรางค์” (ธาตุสามปรางค์) หรือปราสาทบ้านนาสำรวย  เขตเมืองสุขุมา แขวงจำปาสัก (บาสัก-Bassac) ประเทศลาว ห่างไปทางทิศใต้ของปราสาทวัดพู ตามเส้นทางถนนโบราณ ประมาณ 18 กิโลเมตร   จารึกขึ้นในสมัยพระเจ้าสูริยวรมันที่ 2 ในพุทธศตวรรษที่ 17 บทสรรคะที่ 3 (Sargas) โฉลกที่ 30 กล่าวว่า  
“...พระเจ้าธรณินทรวรมันที่ 1 (Dharanīndravarman) กษัตริย์ผู้ซึ่งถูกแบ่งอาณาจักรออกเป็น 2 ส่วน ผู้ถูกพิชิตโดยพระเจ้าสุริยวรมัน (ที่ 2) (Suryavarman) ผู้เป็นหลานชายของกษัตริย์ทั้งสอง ”... (R.C. Majumdra 1953)
 สรรคะ 3 โฉลกที่ 33 ว่า
"...Lâchant sur la terre des combats l'océan de ses armées, il livra une terrible bataille; bondissant sur la tète de l'éléphant du roi ennemi, il le tua,comme Garuda, [s'abattant] sur la cime d'une montagne, tue un serpent..."
.
 “....พระองค์ทรงปล่อยให้กองทัพที่มีมากมายประดุจคลื่นมหาสมุทรอันปั่นป่วนต่อสู้กับศัตรู ส่วนพระองค์ทรงทะยานขึ้นหัวช้างและทรงปลงพระชนม์พระราชาผู้เป็นศัตรู ดุจพญาครุฑสังหารพญานาคบนยอดบรรพต...” (L. Finot 1912)
จารึกพนมรุ้ง 7 (K.384) ด้านที่ 3  กล่าวถึง แม่ทัพนเรนทราทิตย์ ว่า “...ในสนามรบอันดุเดือด พระองค์กวัดแกว่งพระขรรค์ปลายแหลมเข้าประหารศัตรู พระองค์กระโจนขึ้นไปในอากาศ เปรียบประดุจกองเพลิงอันร้อนแรง ทรงเข้าสังหารพระราชาผู้เป็นศัตรูด้วยกำลังอำนาจ อุปมาดั่งสายฟ้าอันประเสริฐที่ฟาดฝ่ามาบนยอดเขา พร้อมนำสายฝนแห่งธรรมมาสู่แผ่นดิน...” 
--------------------------------
*** จารึกบ้านทาดและจารึกปราสาทพนมรุ้ง อาจได้กล่าวถึงเรื่องราว “สงครามกลางเมือง” (Civil War)  ในหน้าประวัติศาสตร์ของ "ราชวงศ์มหิธระปุระ – มหรธีปุระ " (Mahidharapura Dynasty)  ราชสำนักแห่งดินแดนวิมายปุระ – อีสานใต้ และเข้าไปปกครองอาณาจักรกัมพุชะเทศะ ปรากฏเป็นสลักอยู่บนหน้าบันซุ้มบัณชร ชั้นเชิงบาตรชั้นที่ 2 ฝั่งทิศใต้ของปราสาทประธานเขาพนมรุ้ง
ภาพการสงครามบนหลังช้าง หรือ “ยุทธหัตถี” ตรงส่วนกลางของภาพ อาจเป็นเรื่องราวเหตุการณ์สำคัญร่วมสมัยกับการสร้างปราสาท ที่เกี่ยวเนื่องกับแม่ทัพนเรนทราทิตย์-สูริยะ ผู้สถาปนาปราสาทพนมรุ้งอันงดงามขึ้นใหม่ ตามคติ “ไศวนิกาย-ปุศปตะ” (ต่อมา หิรัณยะ ผู้เป็นบุตรได้มีการก่อสร้างต่อ) แตกต่างไปจากความนิยมของพระเจ้าสูริยวรมันที่ 2 ที่นิยมคติ “ไวษณพนิกาย”  ไม่น่าจะเป็นภาพสลักบอกเล่าเรื่องทางวรรณกรรมทั้งรามายณะ ที่พบโดยทั่วไปตามขนบแบบแผนของภาพสลักในวัฒนธรรมเขมรโบราณ และไม่ใช่สงครามทุ่งกุรุเกษตร ในมหากาพย์มหาภารตะ ที่มีการพระราชสงครามระหว่างเหล่ากษัตริย์ชมพูทวีปบนราชรถเทียมม้าจำนวนมาก อย่างภาพสลักที่ผนังระเบียงคดด้านตะวันตก ปีกทิศใต้ปราสาทนครวัด ไม่ใช่การยุทธหัตถีบนหลังช้างครับ
ภาพบุคคลที่กระโจนทะยานจากช้างศึกของตนไปยังช้างศึกฝ่ายศัตรูอย่างเก่งกล้าและคล่องแคล่ว สอดรับกับจารึกปราสาทพนมรุ้งหลักที่ 7 - 9 ที่กล่าวถึงนเรนทราทิตย์ว่า “...ทรงมีรูปโฉมที่งดงาม (หล่อ) เป็นที่นิยมชมชอบในหมู่สตรี เป็นผู้เฉลียวฉลาด มีปัญญาเฉียบแหลม คล่องแคล่ว ในความสามารถในการรบ ทรงเป็นแม่ทัพของพระเจ้าสูริยวรมันที่ 2 ในสงครามสำคัญหลายครั้ง .... ทรงชำนาญการรบบนหลังช้าง และทรงถนัดในการใช้อาวุธหลากชนิด ...”
 “....สงครามและชัยชนะในสมรภูมิของพระองค์ คือชัยชนะของชาวมหิธระปุระ และเป็นชัยชนะของธรรมะ เหนือ ฝ่ายศัตรู ผู้เป็นดั้งอธรรม...” 
ภาพสลักที่แสดงให้เห็นร่างของราชาฝ่ายศัตรูที่ร่วงลงมาอยู่ในงวงช้าง สวมศิราภรณ์ทรงสูงอย่างคนสำคัญ ช้างทรงประดับกลดสัปทน ขบวนกองทัพที่มีธงเครื่องสูงประกอบ อาจเป็นพระราชาคนสำคัญในศึกครั้งใหญ่สุดของแม่ทัพนเรนทราทิตย์ผู้เก่งกล้า ในสงครามกลางเมืองของราชวงศ์ ที่สมรภูมิเมืองพระนครศรียโสธระปุระ
ภาพบุคคลที่หล่นลงมาตรงงวงช้าง อาจเป็นภาพวาระสุดท้ายของ “พระเจ้าธรณินทรวรมันที่ 1” พระราชาแห่งราชวงศ์ พระเชษฐาแห่งพระเจ้าชัยวรมันที่ 6 ผู้เป็นพระปิตุลาของพระเจ้าสูรยวรมันที่ 2  ที่พ่ายแพ้ สิ้นพระชนม์ในการสงครามบนหลังช้าง จากศึกชิงอำนาจครั้งสำคัญนี้
เป็นภาพสลักมงคลเพื่อเป็นประจักษ์พยานว่า พระองค์คือผู้ที่สามารถเอาชนะศึกชิงบ้านชิงเมืองในครั้งนั้น ร่วมกับ“พระเจ้าสูริยวรมันที่ 2” นำธรรมะและความสงบสุขมาสู่อาณาจักร
ภาพสลักหน้าบัญชร เชิงบาตร (วิมาน) ชั้นแรกฝั่งทิศเหนือ ยังอาจหมายถึงขบวนกองทัพของนเรนทราทิตย์ที่เดินทางไปทำสงคราม ยึดดินแดนทางเหนือหลายครั้ง ก่อนจะกลับมาอภิเษกเป็นนักพรต บำเพ็ญโยคะวิถีตามแบบพระศิวะอย่างเข้มงวด ตลอด 7 เดือนที่ “รมยคีรี” (Ramya Giri) อันมีปราสาทหินเขาพนมรุ้ง ที่เปรียบเสมือนวิมานไกรลาส-ศิริศะ แห่งพระศิวะบนโลก ศูนย์กลางของมหิธระปุระนั่นเอง
เครดิต ;
วรณัย พงศาชลากร
EJeab Academy
เพราะทุกที่มีเรื่องราวและเรื่องเล่า

เคล็ดลับการเก็บกุ้งและใบกระเพรา

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก ยิ่งให้ยิ่งได้ ยิ่งหวงยิ่งอด เราไม่หวงเราไม่อด หมดเดี๋ยวก็มา
แม่บอกเคล็ดลับ เก็บกุ้ง เก็บใบกระเพราให้นานเป็นปี สดเหมือนซื้อมาใหม่
แม่บอกเคล็ดลับ เก็บกุ้ง เก็บใบกระเพราให้นานเป็นปี สดเหมือนซื้อมาใหม่
1 เทคนิคการเก็บกุ้งให้อยู่ได้นานๆ
ขั้นตอนแรกเลยให้เรานั้นเตรียมขวดน้ำพลาสติกที่เราไม่ได้ใช้แล้ว นำมาเช็ดล้างทำความสะอาดให้แห้งดี
แล้วให้เตรียมกุ้งที่เหลือจากการประกอบอาหารมาล้างน้ำทำความสะอาดให้เรียบร้อย จากนั้นค่อยเอาใส่ขวดทีละตัว
ขั้นตอนนี้ให้เติมน้ำเปล่าลงไปให้เด็มขวด จากนั้นปิดฝาให้สนิท แล้วนำไปแช่ไว้ในตู้เย็นที่ช่องแช่แข็ง
เมื่อจะนำกุ้งออกมาทำอาหารของเรานั้น ให้เรานำออกมาทั้งขวด ละลายน้ำแข็งให้เรียบร้อยและหยิบออกมา เนื้อกุ้งของคุณที่ได้ในเมนูอาหารนั้นก็จะยังคงความสดใหม่เหมือนเดิม
2 วิธีเก็บใบกระเพรา โหระพาแช่แข็งไว้ทานข้ามปี
ขั้นตอนแรกเลย ให้เราตั้งต้มน้ำให้เดือดจัด และ หาชามใบใหญ่ใส่น้ำเย็นเอาไว้ ยิ่งแช่น้ำแข็งให้เย็นจัดๆก็จะยิ่งดี
จากนั้นให้นำมาเด็ดใบโหระพาใบกระเพราให้สะอาด จากนั้นนำไป ล ว กในน้ำเดือดจัด คน 2-3 ครั้งก็พอแล้ว
จากนั้นตักขึ้นสะเด็ดน้ำแล้วเอาใส่ในน้ำเย็นที่ละลายน้ำแข็งไว้ในทันที
ถ้าทำแบบนี้ผักจะยังคงความเขียวสดอยู่ ใส่ในน้ำเย็นเพื่อที่จะให้หยุดความร้อนในทันที ให้เราทำจนหมด
จากนั้นให้เรามาทำการปั้นให้เป็นก้อนๆ กะปริมาณว่ าเราจะใช้เท่าไหร่ จากนั้นนำมาปั้นเป็นก้อนบีบน้ำออกให้หมด และเก็บใส่ไว้ในถุงซิปล็อค
ขั้นตอนสุดท้าย นำไปแช่ในช่องแช่แข็ง เวลาที่เราจะนำมาประก อบ เ ม นู อ า ห า รแต่ละทีก็ให้หยิบออกมาทีละก้อน จากนั้นก็ละลายน้ำปกติ แค่นี้ก็เสร็จเรียบร้อยแล้วจ้า ลองทำดูนะ
เครดิต ;
FB.
108archeepparuay

สิ่งที่หาได้ยากยิ่ง๔อย่าง

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก ยิ่งให้ยิ่งได้ ยิ่งหวงยิ่งอด เราไม่หวงเราไม่อด หมดเดี๋ยวก็มา
สิ่งที่ได้มายากที่สุด ๔ อย่าง 
ในทางพระพุทธศาสนาได้พูดถึงสิ่งที่ได้มายากยิ่ง ในชีวิต ๔ อย่าง คือ
1. การอุบัติขึ้นมาของพระพุทธเจ้า  
พระโพธิสัตว์แต่ละพระองค์ กว่าจะตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ ต้องสร้างบารมีกันยาวนานหลายอสงไขยกัปทีเดียว ท่านสร้างบารมีทุกรูปแบบ แม้บางชาติจะพลัดไปเกิดเป็นสัตว์เดียรัจฉาน แต่ท่านก็ยังคงสร้างบารมี เพื่อมุ่งหวังพระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณการอุบัติขึ้นของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแต่ละพระองค์ จึงเป็นการยากอย่างนี้ ท่ามกลางความทุกข์ ความมืดบอดของสัตว์โลก มหาบุรุษผู้หนึ่งได้ถือกำเนิด ตรัสรู้ธรรมที่ช่วยนำพาสัตว์โลกออกจากการเวียนว่ายตายเกิด ออกจากกองทุกข์ได้ และในปัจจุบันนี้ พระสัทธรรมนั้นก็ยังคงอยู่ให้เราได้ศึกษา และปฏิบัติตาม
2. การได้เกิดมาเป็นมนุษย์ 
มนุษย์ในโลกนี้มีอยู่จำนวนมาก เป็นพันล้านคน แต่เมื่อเปรียบเทียบกับสัตว์เดียรัจฉานแล้ว เทียบกันไม่ติดเลย น้อยกว่ามาก ยังไม่ต้องพูดสัตว์ในภพภูมิต่าง ๆ สัตว์นรกที่ยังคงต้องทนทุกข์ทรมานจากบาปกรรมที่ตนได้สร้างไว้ การได้เกิดเป็นมนุษย์ ถือว่าเป็นสิ่งที่ยากเหลือเกิน
3. การดำรงชีวิตของมนุษย์ 
เมื่อได้เกิดเป็นมนุษย์แล้ว การดำรงชีวิตอยู่ก็เป็นของที่ยาก เพราะภัยและอันตรายที่อยู่รอบตัว ไม่ว่าจะเป็นภัยพิบัติ อุบัติเหตุ ล้วนใช้ชีวิตอยู่บนความไม่แน่นอนด้วยกันทั้งนั้น และการประคองชีวิตให้อยู่บนเส้นทางแห่งความดี ก็ทำได้ยากยิ่ง
4. การได้ยินได้ฟังธรรมะของพระพุทธเจ้า
 เมื่อได้เกิดเป็นมนุษย์ และสามารถดำรงชีวิตมาได้จนถึงทุกวันนี้ ก็ใช่ว่าทุกคน จะเกิดในร่มเงาของพระพุทธศาสนา และใช่ว่าทุกคนจะได้ฟังธรรมะ คำสอนที่ช่วยให้พ้นทุกข์ได้

วันพุธที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2563

ที่มาของชื่อพายุ

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก ยิ่งให้ยิ่งได้ ยิ่งหวงยิ่งอด เราไม่หวงเราไม่อด หมดเดี๋ยวก็มา
เปิดที่มา ‘พายุ’ รายชื่อที่เรียกขาน มาจากไหน?
บางคนอาจสงสัยว่าว่า.. พายุเหล่านี้ มีใครเป็นกำหนดชื่อ และมีหลักการอย่างไร พายุบางลูกก็มีชื่อไทยคุ้นหู แต่อีกหลายลูกก็มีชื่อประหลาด ฟังไม่คุ้นเลย
เปิดที่มา ‘พายุ’ รายชื่อที่เรียกขาน มาจากไหน?
แต่ละชื่อนั้นจริงๆ แล้วตั้งขึ้นจากอะไร?
ก่อนจะไปดูเรื่องเบื้องหลังการตั้งชื่อพายุ เราต้องทำความเข้าใจถึงความรุนแรงของพายุหมุนเขตร้อนเสียก่อน เนื่องจากมีผลต่อการตั้งชื่อ
โดย พายุหมุนเขตร้อน คือ พายุที่เกิดขึ้นเหนือทะเลหรือมหาสมุทรในเขตร้อน มีเส้นผ่านศูนย์กลางตั้งแต่ 100 กิโลเมตร (กม.) ขึ้นไป ซึ่งจะเกิดขึ้นพร้อมๆ กับลมพัดที่รุนแรง โดยในซีกโลกเหนือ ลมจะพัดทวนเข็มนาฬิกาเข้าหาศูนย์กลาง ส่วนซีกโลกใต้ ลมจะพัดตามเข็มนาฬิกาเข้าสู่ศูนย์กลาง ยิ่งใกล้ศูนย์กลางความแรงก็จะเพิ่มมากขึ้น
ทั้งนี้พายุหมุนเขตร้อนจะเรียกแตกต่างกันไป โดยในบริเวณมหาสมุทรอินเดียและอ่าวเบงกอล เรียกว่า ไซโคลน (CYCLONE) ขณะที่บริเวณมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือ ทะเลแคริบเบียน อ่าวเม็กซิโก จะเรียกว่า เฮอร์ริเคน (HURRICANE) ส่วนมหาสมุทรแปซิฟิกเหนือด้านตะวันตก มหาสมุทรแปซิฟิกใต้ และทะเลจีนใต้ เรียกว่าไต้ฝุ่น (TYPHOON)
ทั้งนี้ตามข้อตกลงระหว่างประเทศ ได้แบ่งระดับ ความรุนแรงของพายุ ซึ่งมีผลต่อการตั้งชื่อพายุ แบ่งเป็น 3 ระดับ ได้แก่
1.พายุดีเปรสชั่น (Derpession) เป็นพายุกำลังอ่อน มีความเร็วลมใกล้ศูนย์กลางไม่เกิน 34 นอต หรือราว 63 กิโลเมตร (กม.) ต่อชั่วโมง
2.พายุโซนร้อน (Tropical Storm) มีความเร็วลมสูงสุดใกล้ศูนย์กลาง 34 นอต แต่ไม่เกิน 64 นอต หรือราว 63 กม.ขึ้นไป/ชม. แต่ไม่เกิน 118 กม./ชม. 
3.ไต้ฝุ่นหรือเฮอร์ริเคน มีความเร็วสูงสุดใกล้ศูนย์กลางตั้งแต่ 64 นอตขึ้นไป หรือราว 118 กม./ชม.
จากข้อมูลของมูลนิธิโครงการสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ อธิบายถึงการตั้งชื่อพายุว่า มีการบันทึกว่าช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 นักอุตุนิยมวิทยาชาวออสเตรเลียเริ่มใช้อักษรกรีกเรียกพายุ แต่การเรียกพายุหมุนเขตร้อนอย่างเป็นระบบเริ่มขึ้นราวๆ ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 กองทัพสหรัฐกำหนดใช้ชื่อ "ผู้หญิง" เรียกพายุหมุนเขตร้อนเหนือมหาสมุทรแปซิฟิก
ขณะที่ปี 2496 ศูนย์พายุเฮอร์ริเคนแห่งชาติสหรัฐอเมริกาก็เริ่มตั้งชื่อพายุที่เป็นชื่อผู้หญิงเช่นกันในมหาสมุทรแอตแลนติก
การเรียกพายุหมุนเขตร้อนอย่างเป็นระบบเริ่มขึ้นราวๆ ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 กองทัพสหรัฐกำหนดใช้ชื่อ "ผู้หญิง" เรียกพายุหมุนเขตร้อนเหนือมหาสมุทรแปซิฟิก
ในบางแหล่งระบุว่า การที่ใช้ชื่อผู้หญิงเพื่อลดความเกรี้ยวกราดของพายุ แต่ก็มีการประท้วงว่าเป็นการเปรียบเทียบผู้หญิงกับความโหดร้าย จนปี 2522 จึงมีการนำชื่อผู้ชายมาร่วมด้วย
ล่าสุดปี 2543 องค์กรอุตุนิยมวิทยาโลกและประเทศสมาชิกในแถบแปซิฟิกตอนบนกับทะเลจีนใต้ 14 ประเทศ ได้แก่ กัมพูชา จีน เกาหลีเหนือ ฮ่องกง ญี่ปุ่น ลาว มาเก๊า มาเลเซีย ไมโครนีเซีย ฟิลิปปินส์ เกาหลีใต้ ไทย สหรัฐ และเวียดนาม จึงตกลงว่าจะตั้งชื่อพายุเอง
โดยแต่ละประเทศจะเสนอชื่อประเทศละ 10 รายชื่อ รวมทั้งหมด 140 รายชื่อ แบ่งออก 2 กลุ่มใหญ่ และ 5 คอลัมน์ โดยจะเริ่มจากชื่อแรกและเรียงตามลำดับไปเรื่อยๆ 
สำหรับการเรียกชื่อพายุ เมื่อเกิดพายุขึ้น จะเริ่มเรียกจากชื่อแรกในคอลัมน์ที่ 1 (หรือตามภาพคือ I) ตั้งแต่ Damrey (ดอมเรย) ของประเทศกัมพูชา ไล่เรียงลงมาที่ชื่อ Longwang (หลงหวาง) จนมาสุดที่ Trami (จ่ามี) ของเวียดนาม และจะวนกลับไปที่ชื่อแรกของคอลัมน์ 2 (หรือตามภาพคือ II) Kong-rey (กองเรย) และต่อไปเรื่อยๆ วนไปจนถึงคอลัมน์ 5 (หรือตามภาพคือ V) จบที่ชื่อสุดท้าย Saola (ซาวลา) ของเวียดนาม เมื่อชื่อถูกใช้วนจนครบแล้ว ก็จะกลับมาเริ่มที่ Damrey (ดอมเรย) อีกครั้ง 
ทั้งนี้สำหรับประเทศไทย เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2543 คณะกรรมการกำหนดการออกเสียงชื่อพายุภาษาไทย ที่มี ทวีสิทธิ์ ดำรงษ์ รองอธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา ฝ่ายบริหาร ที่เป็นประธานกรรมการ ได้มีการเสนอชื่อพายุชุดใหม่ 10 ชื่อ ได้แก่ พระพิรุณ ทุเรียน วิภา รามสูร เมขลา นิดา มรกต ชบา กุหลาบ และขนุน อย่างที่เราคุ้นหูกันดีนั่นเอง
เครดิต ;
ที่มา : cmmet.tmd, saranukromthai, stem, 

ทำไมต้องทำบุญ

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก ยิ่งให้ยิ่งได้ ยิ่งหวงยิ่งอด เราไม่หวงเราไม่อด หมดเดี๋ยวก็มา
เคยมีท่านเจ้าคุณรูปหนึ่งถามท่านพ่อลีว่า
"ในเมื่อเป็นพระกรรมฐาน ดำเนินในปฏิปทาของ "ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต" แล้ว ทำไมท่านจึงชอบนำพาเหล่าบรรดาญาติโยม จัดงานบุญงานกุศลสร้างพระอยู่เป็นประจำ ไม่มุ่งเน้นพาเหล่าบรรดาญาติโยมให้ปฏิบัติภาวนาล่ะ?"
ท่านพ่อลีท่านก็ตอบท่านเจ้าคุณรูปนั้นว่า
เกล้ากระผม ทำนาไม่ได้เอา
"ข้าว" อย่างเดียว  (มรรคผล)
"แกลบ" ผมก็เอา  (เนกขัมมบารมี)
"รำ" ผมก็เอา  (บุญกุศล)
"ฟาง" ผมก็เอาขอรับ (นิสัยวาสนา)
หมายเหตุ : เพราะในบุคคลทั้งหลายย่อมมีนิสัยวาสนาและบุญบารมีธรรมที่สั่งสมอบรมมามากน้อย ต่างกันไม่เท่าเทียมกัน ครั้นถ้าท่านพ่อลีจะมุ่งเน้นสอนแต่ "การภาวนา" ก็คงจะได้ผลเพียงบางคนเท่านั้น
ท่านจึงเล็งเห็นว่า คนที่ "บารมียังอ่อน" ยังไม่ถึงพระนิพพานในชาตินี้ ก็คงต้องได้อาศัยยึดเกาะ "บุญกุศล" ให้จิตใจมีศีลมีธรรม เพื่อไม่ตกลงในอบายภูมิ ได้แก่ นรก เปรต อสุรกาย สัตว์เดรัจฉาน ท่านจึงมีดำริสร้างพระพุทธรูปและมีงานบุญอยู่เป็นประจำ อันเป็นความปรารถนาดีที่ท่านมีต่อลูกศิษย์ทุกๆคน เพียงแต่ใครจะมีสายตามองเห็น "ความเมตตา"ขององค์ท่านได้มากน้อย ตามแต่ภูมิจิตภูมิธรรมของแต่ละบุคคลเป็นรายๆไป
กรรมเป็นผู้จำแนกสัตว์
สมบัติของเรา คือ กาย วาจา ใจ เป็นสิ่งที่ได้ด้วยยาก เพราะคนที่เกิดมาเป็นมนุษย์นี้ต้องประพฤติศีล ๕ มีกรรมบถ ๑๐ จึงจะเล็ดลอดมาเกิดเป็นมนุษย์ได้ ทีนี้เรามาพิจารณาดูสิ การจะมาปฏิบัติศีล ๕ หรือมาปฏิบัติกรรมบถ ๑๐ นี่มันยากง่ายเพียงใด แค่ไหน ถ้าเราคิดว่าการรักษาศีล ๕ เป็นของยาก การรักษากรรมบถ ๑๐ เป็นของยาก เราก็จะรู้ว่าการมาเป็นมนุษย์นี้เป็นของยาก
การได้ความเป็นมนุษย์มาก็ได้มาด้วยกฎของกรรม คนเราทุกๆ คนอยากจะไปเกิดในสถานที่ดีๆ ทีสมบูรณ์พูนสุข แต่เราก็เลือกเกิดเองไม่ได้ ทั้งนี้เพราะกฎของกรรมมันจำแนก กัมมัง สัตเต วิภะชะติ กรรมย่อมจำแนกสัตว์ให้เป็นต่างๆ กัน
บางคนถูกกรรมจำแนกในตระกูลต่ำ บางคนถูกกรรมจำแนกให้เกิดในตระกูลปานกลาง ลางคนก็ถูกจำแนกให้เกิดมาแล้วเป็นผู้มีสุขภาพไม่สมบูรณ์ ทั้งนี้เพราะกฏของกรรมและอำนาจของกรรมเป็นผู้จำแนก
ใครจะเชื่อก็ตาม ไม่เชื่อก็ตาม คนเรามีความสามารถพอๆ กันเกือบทุกคนนั่นแหละ สมมุติว่าใครก็ตามที่เรียนจบปริญญามาด้วยกัน มาทำงานร่วมกัน ในสถาบันเดียวกัน คนหนึ่งมีความก้าวหน้า ก้าวหน้าทั้งยศถาบรรดาศักดิ์และทรัพย์สมบัติ อีกคนหนึ่งก้าวไปไม่ได้ถึงไหน ยังแถมยากจนด้วย เงินเดือนก็ไม่พอใช้ ทั้งที่คน ๒ คนนี้มีความรู้เท่ากัน มีกำลังกายแข็งแรงเท่ากัน แต่ทำไมจึงประสบผลสำเร็จไม่เหมือนกัน ก็เพราะผลของกรรมนั่นเอง
ดังนั้น หลักพระพุทธศาสนา พระพุทธเจ้าเป็นผู้รู้ทรงรู้แจ้งเห็นจริง คนที่ทำกรรมดีได้ดี ทำกรรมชั่วได้ชั่ว พระองค์จึงสั่งสอนให้ทำแต่กรรมดี ฉะนั้น ที่ท่านทั้งหลายตั้งใจร่วมกันจัดให้มีการฟังเทศน์เป็นประจำ จะว่าทุกเดือนหรือทุกสัปดาห์ก็ว่าได้นั้น ก็เพราะเชื่อในคำสอนของพระพุทธเจ้าว่าการฟังเทศน์เป็นบุญอย่างหนึ่ง และถ้าฟังแล้วนำเอาไปปฏิบัติตามด้วยก็ยิ่งได้บุญมาก