วันอาทิตย์ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563

ปราสาทบายน

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก ยิ่งให้ยิ่งได้ ยิ่งหวงยิ่งอด เราไม่หวงเราไม่อด หมดเดี๋ยวก็มา
ปราสาทบายน
ศิลปะอันงดงามที่ “ซอกรักแร้” บายน  
“รักแร้” ในที่นี้ หมายความถึง “มุม”  (Corner) ที่ผนังสองด้านชนเข้าหากันแบบตั้งฉาก ทั้งแบบหักเข้าด้านในเป็น “ซอก” และ “สันมุม” ที่เป็นการชนตั้งฉากกันแบบ “หักออก” แบบเดียวกับการยกเก็จบนผนังเรือนสี่เหลี่ยมที่ทำให้เกิดผนังใหม่ยื่นออกมาจากผนังเรือนเดิม จึงมีเก็จประธานยกขึ้น 1 กะเปาะ เกิดเป็นสันมุมทั้งสองด้าน หรือ การ “ยอมุม – ย่อมุมไม้ - ยกมุม” ที่คล้ายกับการยกเก็จ แต่จะลดขนาดของเรือนสี่เหลี่ยมที่มุม พอ ๆ กับการเพิ่มมุม ทำให้เกิดสันมุมเพิ่มได้เป็นจำนวนมากที่บริเวณมุม ทั้ง 4 ด้านของตัวเรือนเท่านั้น
ซอกรักแร้ ที่มีผนังหักมุมตั้งฉากเข้าไปเป็นซอกมุม เป็นส่วนประกอบหนึ่งของอาคารแบบต่าง ๆ ทั้งปราสาท กําแพง  อุโบสถ เทวาลัย 
ซอกรักแร้ ในงานสถาปัตยกรรมโดยทั่วไปส่วนใหญ่จะเป็นมุมฉาก แต่ในงานก่อสร้างปราสาทเทวาลัยที่มีการวางเรือนธาตุของวิมานซ้อนชั้นที่มีขนาดใหญ่มีเรือนสี่เหลี่ยมตรงกลางขนาดใหญ่กว่า มุมที่ยื่นออกมาทั้ง 4 ด้าน กมุมของเรือนธาตุก็จะแทรกออกมาตรงมุมรักแร้ ทำให้เกิดเป็นสันมุมใหญ่ขึ้นมา แต่หากยอดปราสาทมีขนาดใหญ่ เพิ่มมุมขึ้นมากกว่า 1 มุม ตามมุมของเรือนวิมานซ้อนชั้น (ยอดปราสาทด้านบน) ก็จะเกิดการยกสันมุมจากมุมหลักขนาดใหญ่ของเรือนที่มุมรักแร้เพิ่มขึ้น 
-----------------------------------
*** ในช่วงพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ช่วงกลางพุทธศตวรรษที่ 18 งานศิลปะแห่งราชสำนักบายน ได้เกิดเทคนิคการก่อหินขยายซอกมุมรักแร้ เพื่อเสริมผนังกำแพงมุขรองรับน้ำหนักเรือนวิมานที่มีขนาดใหญ่ จึงได้มีการแกะสลักงานศิลปะลวดลายประดับหินที่ก่อเสริมซอกรักแร้ จนทำให้ตัวอาคารมีความสวยงามโดดเด่น แตกต่างจากยุคก่อนหน้าที่เป็นเพียงการสลักลวดลายบนผนังว่างของซอกรักแร้ ทั้งแบบมุมฉากหรือสันมุมที่ยกขึ้นตามการยกมุมของเรือนธาตุเท่านั้น
งานศิลปะแกะสลักที่ซอกมุมรักแร้ที่ดูงดงามที่สุดก็คงต้องยกให้ ซอกรักแร้ของซุ้มประตูเมืองพระนครธม-พระนครหลวง “นครชยศรี”(Nokor - Nagara Jaya sri) ทั้ง  5 ประตู ที่เป็นประตูก่อซุ้มโค้ง (Arc) ขนาดใหญ่ ซ้อนด้วยยอดปราสาท 3 ยอด ยอดกลางสูง 23 เมตร สลักเป็นรูปใบพระพักตร์ของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ในฐานะที่ทรงเป็น “พระมหาโพธิสัตว์” ผู้ดูแลคุ้มครองอาณาจักรไปทั่วทุกทิศ
ที่ซอกรักแร้ซุ้มประตูมีการก่อหินขยายมุม เพื่อเสริมผนังกำแพงมุขรองรับน้ำหนักเรือนวิมานขนาดใหญ่ที่ด้านบน สลักเป็นรูปพระอินทรา (พระอินทร์ ท้าวสักกะเทวราช) และพระมเหสี ทรงช้างไอราวตตะ – เอราวัณ (Airavata - Airāvana) 3 เศียร ในท่ามกลางสระบัว โดยช่างได้ประยุกต์ให้ปลายงวงช้างยุดดึงกอบัวขึ้นมา เพื่อใช้เป็นเสารองรับน้ำหนักหินสลักส่วนหน้าช้างและงวงที่ยื่นออกมา
ในคัมภีร์ “ฤคเวท” (Rigveda) ของฝ่ายฮินดู และวรรณกรรม “มหากาพย์รามายาณะ” (Ramayana story Sanskrit epic) เล่าว่า เมื่อพระอินทร์ทรงช้างไอราวตตะ ไปปราบอสูรงูยักษ์ “วฤตระ” (Vritra) ที่ยึดครองน้ำไปเก็บไว้ใต้ยมโลก เมื่อได้รับชัยชนะพระอินทร์ได้แหวกท้องอสูร เพื่อนำน้ำกลับคืนมา ในบางสำนวนเล่าว่า “...ช้างผู้ยิ่งใหญ่ได้ใช้งวง ยื่นลงไปดูดน้ำจากยมโลกกลับขึ้นมา และได้ก็พ่นน้ำขึ้นไป ทำให้เกิดเป็นเมฆบนท้องฟ้า พระอินทร์ทรงใช้วัชระเป็นสายฟ้าบันดาลให้เกิดลมฝนและพายุ น้ำฝนฉ่ำเย็นโปรยปรายลงมาจากนภา เกิดเป็นแม่น้ำหล่อเลี้ยงแผ่นดิน สร้างความอุดมสมบูรณ์ให้กับโลก....” 
คติพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ จึงหมายถึงเป็นเทพเจ้าผู้พิชิตความแห้งแล้ง เทพเจ้าผู้สร้างเมฆฝนและเทพเจ้าแห่งความสมบูรณ์ ส่วนช้างไอราวตตะในยุคโบราณ หมายถึง “ช้าง (ผู้เป็น) เมฆฝน” (Elephant of the clouds) 
ในวรรณกรรมฝ่ายพุทธศาสนากล่าวถึงช้างเอราวัณว่ามี 33 หัว แต่ละเศียรมีงา 7 งา งาแต่ละงายาวถึง 4 ล้านวา งาแต่ละงามีสระบัว 7 สระ แต่ละสระมีดอกบัว 7 ดอก แต่ละดอกมีกลีบ 7 กลีบ มี 7 เกสร แต่ละเกสรมีปราสาทอยู่ 7 หลัง ปราสาทแต่ละหลังมี 7 ชั้น แต่ละชั้นมี 7 ห้อง แต่ละห้องมี 7 บัลลังก์ แต่ละบัลลังก์มีเทพธิดาสถิต 7 องค์ เทพธิดาแต่ละองค์มีบริวาร องค์ละ 7 นาง เทพธิดาบริวารแต่ละนางมีนางทาสีนางละ 7 ทาสี รวมทั้งนางเทพอัปสรทั้งหมดประมาณ 190,248,432 นาง เทพธิดา บริวารรวมกันทั้งหมดประมาณ 13,331,669,031 นาง  แสดงถึงความสัมพันธ์ระหว่างสระบัวโบกขรณีที่เป็นสัญลักษณ์ของช้างไอราวตตะ-เอราวัณ วรรณกรรมพุทะศาสนาบางสำนวนเล่าว่า ในยามที่โลกสงบสุข ปราศจากความแห้งแล้งและทุกข์ยาก พระอินทร์เมื่อมีเวลาว่าง ก็จะพาพระมเหสีทรงช้างเอราวัณชมอุทยานสวรรค์ “จิตรลดา” ในท่ามกลางสระบัว (สระโบกขรณี) ที่ชื่อว่า “สุนันทา” บนสวรรค์ดาวดึงส์ (Trāyastriṃśa) 
งานศิลปะสลักรูปช้างเอราวัณเกี่ยวรั้งกอบัวที่มุมรักแร้ซุ้มประตูเมืองนครชยศรี (นครธม) จึงมีความหมายถึงความสงบสุขและความอุดมสมบูรณ์ของอาณาจักร อันเกิดขึ้นจากพระมหาโพธิสัตว์ (พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ) ที่ปรากฏเป็นรูปสลักส่วนพระพักตร์ขนาดใหญ่อยู่เหนือยอดประตูนั่นเอง
----------------------------
*** งานสลักประดับมุมรักแร้ที่มีความวิจิตรอลังการที่สุด น่าอยู่ที่  “ปราสาทพระถกล” (Preah Thkol) หรือที่เรียกกันว่า “ปราสาทแม่บุญ” (Mebon) ที่ตั้งอยู่บนเกาะกลางบารายใหญ่ ทางตะวันออกของเมืองรูปสี่เหลี่ยม  “ปราสาทพระขรรค์แห่งกำปงสวาย” (Preah Khan Kampog Svay) นครใหญ่ทางตะวันออกในยุคจักรวรรดิบายน
ภาพลายเส้นที่ “หลุยส์ เดอลาพอร์ต” (Louis Delaporte) นักสำรวจและจิตรกรชาวฝรั่งเศส ได้เคยบันทึกในช่วงทศวรรษที่ 2400 ได้แสดงรูปสลักที่ซอกรักแร้ของเรือนธาตุ สลักเป็นรูปช้างไอราวตตะ 3 เศียรดึงกอบัวในท่ามกลางหมู่นางอัปสราและเทพยดาบนสวรรค์ผุดออกจากดอกบัวถวายอัญชลี ด้านบนขึ้นไปทำเป็นครุฑมีแผงขนคอรอบหัวตามแบบศิลปะบายนกำลังยุดนาคเหนือหน้าเกียรติมุขขนาดใหญ่ที่มุมหลักของเรือนธาตุ หัวนาคผุดออกออกด้านข้าง โดยครุฑยกแขนกางปีกแบกชั้นบัวรัดเกล้าที่ด้านบนสลักประดับเป็นรูปหมู่หงส์เหิน
เป็นที่น่าเสียดายว่า รูปสลักอันงดงามที่กำปงสวายได้ถูกปล้นสะดม สกัดหินตัดออกไปขายในช่วงสงครามกลางเมือง คงเหลือความงดงามจากอดีตเพียงไม่มากนัก 
----------------------------
*** ที่ซอกรักแร้ของซุ้มประตูด้านนอกสุดที่ปราสาทตาพรหม ปราสาทบันเตียกะเดย (บันทายกุฎี) ปราสาทบันทายฉมาร์ อันเป็นศาสนสถานราชวิหาระ-ศาสนวิหารในยุคสมัยราชสำนักบายนเดียวกัน ปรากฏงานสลักรูป “ครุฑยุดนาค” (Khrut yut nak - Garuda holding Nāga) ในความหมายของความดีเหนือความชั่ว  ที่ฝ่ายพุทธศาสนามหายานยืมรูปศิลปะมาจากคติฮินดูโดยไม่มีพระวิษณุมาประกอบ โดยสลักเป็นรูปพญาครุฑมีแผงขนรอบหัวแบบศิลปะบายน กางปีกยกแขนที่จับหางนาคชูขึ้น ส่วนกงเล็บพญาครุฑจับตัวนาคตรงส่วนหัวที่แยก (ส่ายเป็น 5 หัว) ออกเป็นสามทาง
เครดิต;
วรณัย  พงศาชลากร
EJeab  Academy
เพราะทุกที่มีเรื่องราวและเรื่องเล่า

พระเจ้ากรุงธนบุรี

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก ยิ่งให้ยิ่งได้ ยิ่งหวงยิ่งอด เราไม่หวงเราไม่อด หมดเดี๋ยวก็มา
ในปีพ.ศ.2309-2310 ช่วงเวลาที่แสนทุกข์ทรมาณ ตลอดระยะเวลา 5 เดือนที่บ้านเมืองเสียหายหนักจากข้าศึกที่ล้อมและทำลายราชธานีที่อยู่ยาวนานกว่า 417 ปีสิ้นสุดลง ท่ามกลางแสงเพลิงที่ลุกโชติช่วงเห็นได้ระยะไกล แม่น้ำเจ้าพระยาเป็นสีเลือด ชาวบ้านต่างวิ่งหนีเอาตัวรอด บ้างก็ถูกฆ่า ถูกจับเป็นเชลย ถูกข่มขืน ท้องฟ้ามืดดำ 
     แต่ก็ก่อเกิดวีรกรรมพระมหากษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่ พร้อมนายทหารคู่พระทัย ที่นำมาบ้านเมืองให้รอดพ้นจากข้าศึกที่มีจุดประสงค์เพียงเพื่อทำลายบ้านเมืองเราให้พินาศสิ้นเป็นเถ่าธุลี พระปรีชาสามารถที่ยิ่งใหญ่นำพากองทหารอันน้อยนิด ตีฝ่าวงล้อมไปทางตะวันออก เพื่อรวบรวมกำลังกองกู้บ้านเมืองให้มีได้จนถึงวันนี้ นั้นคือสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช พระมหากษัตริย์เป็นที่รักและเคารพ ของประชาชนชาวไทย บิดาแห่งกองทหารม้า และ กองทัพเรือ ให้คงอยู่จวบจนปัจจุบัน
     สมเด็จพระเจ้าตากทรงเข้าตีเมืองจันทบูร หวังที่จะรวบรวมกำลังกอบกู้บ้านเมือง โดยทรงส่งคนไปเจรจาขอความร่วมมือกันพระยาจันทบูร แต่สุดท้ายพระยาจันทบูรทะนงตัวว่า เมืองจันทบูรเป็นเมืองใหญ่มาช้านาน จะให้ใครมากำกับแค่พระยามีชื่อ จะเป็นการลดเกียรติ์ของเจ้าเมืองที่มั่นคง ไม่มีข้าศึกใดทำลายเมืองนี้ได้ จึงตอบปฎิเสธไป 
      พระเจ้าตากทรงเข้าตีเมืองจันทบูรเป็นหลายครั้ง ก็ไม่อาจหักเอาเมืองนี้ได้ จึงได้เรียกขวัญกำลังใจจากทหารเหลืออยู่ โดยให้กินข้าวกินปลา และทุบหม้อข้าวทิ้ง โดยประกาศว่า จะไปกินข้าวกันที่เมืองจันทบูร พระเจ้าตากทรงช้างพังสิริกุญชร ไส่ชนประตูเมืองจันทบูรหักพักทลายลง ทหารตรู่เข้าจับพระยาจันทบูรยึดเมืองได้สำเร็จ 
      จึงทรงให้ทหารต่อเรือรบ ประมาณร้อยลำ ณ ที่นี้ และรวบรวมกำลังพล เคลื่อนทรงทะเล ย้อนกลับไปทางปากแม่น้ำเจ้าพระยา ผ่านป้อมวิชัยประสิทธิ์ เข้าตั้งค่ายประชิดพม่า ณ ต.ค่ายโพธิ์สามต้น เป็นสามค่ายในเวลากลางคืน ด้วยสถานการณ์ที่ละหลวมของการตรวจการณ์ของพม่าหลังจากพิชิตกรุงศรีอยุธยา ก็มีเพียงทหารพม่าเพียงไม่มาก รักษาค่าย โดยสุกี้พระนายกองเป็นแม่ทัพเช่นเดิม การวางแผนของพระเจ้าตากที่จะพิชิตค่ายใหญ่พม่า ณ โพธิ์สามต้นต้องเป็นไปอย่างรัดกุม 
     แต่โชคของพระองค์ก็เข้าข้าง เมื่อทหารพม่าจำนวนหนึ่งกำลังสาละวนกับ พวกครัวมอญที่อพยพล่วงแดนเข้ามา พวกพม่านับร้อยคุมพวกมอญเข้าค่าย พระเจ้าตากจึงแบ่งกำลังแฝงตัวเข้าไปตามครัวมอญ และส่งหน่วยกองทะลวงฟันเข้าตีค่ายพม่าพร้อมกันรวบด้าน โดยที่พม่าไม่ทันได้ตั้งตัว การโจมตีโกลาหลพม่ามิอาจรับมือได้ทันต่างหนีเข้าไปในค่าย เกิดตะลุมบอนทั้งสองฝ่าย จนไปถึงค่ายหลวง ไม่นานสุกี้พระนายกองตายที่รบ พระเจ้าตากและทหารไล่ฆ่าพม่าแตกหนีไปไม่เป็นขบวน เมื่อค่ายใหญ่แตก ก็ทรงเคลื่อนไปขับไล่พวกพม่าที่เหลือในเกาะกรุงศรีอยุธยาสำเร็จ
     สิ่งที่ทรงเห็น ณ ตอนนั้น มีแต่ซากปรักหักพังของราชธานีที่มีมายาวนานกว่า 400 ปี จึงทรปรารภว่า คงมิอาจเป็นดั้งเก่าได้อีกแล้ว จึงทรงตั้งพระทัย อพยพชาวบ้านและกำลังพระองค์ลงมาทางใต้ เพื่อสร้างราชธานีใหม่ จนมาถึงธนบุรีก็ใกล้รุ่ง จึงทรงสร้างวัดอรุณขึ้น และทรงสร้างพระราชวังเดิมธนบุรีทางฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยาในปีพ.ศ. 2310  
ปราบดาภิเษกเป็นพระมหากษัตริย์พระนามว่า สมเด็จพระเจ้าตากสิน แห่งกรุงธนบุรี บัดนั้นเป็นต้นมา

พระยาพิชัยดาบหัก

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก ยิ่งให้ยิ่งได้ ยิ่งหวงยิ่งอด เราไม่หวงเราไม่อด หมดเดี๋ยวก็มา
พระยาพิชัยดาบหัก
พระยาพิชัยดาบหัก เดิมชื่อ จ้อย เกิดในปี พ.ศ. 2284 ที่บ้านห้วยคา เมืองพิชัย จังหวัดอุตรดิตถ์ มีพี่น้อง 4 คน แต่เสียชีวิตไป 3 คน เด็กชายจ้อยมีนิสัยชอบชกมวยมาตั้งแต่เยาว์วัย บิดาได้พร่ำสอนเสมอ ถ้าจะชกมวยให้เก่งต้องขยันเรียนหนังสือด้วย เมื่ออายุได้ 14 ปี บิดานำไปฝากกับท่านพระครูวัดมหาธาตุ เมืองพิชัย จ้อยสามารถอ่านออกเขียนได้จนแตกฉานและซ้อมมวยไปด้วย
ต่อมาเจ้าเมืองพิชัยได้นำบุตร (ชื่อเฉิด) มาฝากที่วัดเพื่อร่ำเรียนวิชา เฉิดกับพวกมักหาทางทะเลาะวิวาทกับจ้อยเสมอ เขาจึงตัดสินใจหนีออกจากวัดขึ้นไปทางเหนือโดยมิได้บอกพ่อแม่และอาจารย์ เดินตามลำน้ำน่านไปเรื่อยๆ เมื่อเหนื่อยก็หยุดพักตามวัด ที่วัดบ้านแก่ง จ้อย ได้พบกับครูฝึกมวยคนหนึ่งชื่อ เที่ยง จึงฝากตัวเป็นศิษย์แล้วเปลี่ยนชื่อใหม่เป็นทองดี ครูเที่ยงรักนายทองดีมากและมักเรียกนายทองดีว่านายทองดี ฟันขาว (เนื่องจากท่านไม่เคี้ยวหมากพลูดังคนสมัยนั้น) ด้วยความสุภาพเรียบร้อย และขยันขันแข็งเอาใจใส่การฝึกมวยช่วยการงานบ้านครูเที่ยงด้วยดีเสมอมา ทำให้ลูกหลานครูเที่ยงอิจฉานายทองดีมาก จนหาทางกลั่นแกล้งต่างๆ นานา นายทองดี ฟันขาว เห็นว่าอยู่บ้านแก่งต่อไปคงลำบาก ประกอบครูเที่ยงก็ถ่ายทอดวิชามวยให้จบหมดสิ้นแล้วจึงกราบลาครูขึ้นเหนือต่อไป
เมื่อเดินถึงบางโพได้เข้าพักที่วัดวังเตาหม้อ (ปัจจุบันคือวัดท่าถนน) พอดีกับมีการแสดงงิ้ว จึงอยู่ดูอยู่เจ็ดวันเจ็ดคืน นายทองดี ฟันขาว สนใจงิ้วแสดง ท่าทางหกคะเมน จึงจดจำไปฝึกหัดจนจดจำท่างิ้วได้ทั้งหมดสามารถกระโดดข้ามศีรษะคนยืนได้อย่างสบาย จากนั้นก็ลาพระสงฆ์วัดวังเตาหม้อขึ้นไปท่าเสา ขอสมัครเป็นลูกศิษย์ครูเมฆซึ่งมีชื่อเสียงในการสอนมวย ครูเมฆรักนิสัยใจคอจึงถ่ายทอดวิชาการชกมวยให้จนหมดสิ้น
ขณะนั้นนายทองดี ฟันขาว อายุได้ 18 ปี ต่อมาได้มีโอกาสชกมวยในงานไหว้พระแท่นศิลาอาสน์ กับนายถึก ศิษย์เอกของครูนิล นายถึกไม่สามารถป้องกันได้ ถูกเตะสลบไปนานประมาณ 10 นาที ครูนิลอับอายมากจึงท้าครูเมฆชกกัน นายทองดี ฟันขาว ได้กราบอ้อนวอนขอร้อง ขอชกแทนครูเมฆและได้ตลุยเตะต่อยจนครูนิลฟันหลุดถึง 4 ซี่ เลือดเต็มปากสลบอยู่เป็นเวลานาน ชื่อเสียงนายทองดี ฟันขาว กระฉ่อนไปทั่วเมืองทุ่งยั้ง ลับแล พิชัย และเมืองฝาง นายทองดีอยู่กับครูเมฆประมาณ 2 ปี ก็ขอลาไปศึกษาการฟันดาบที่เมืองสวรรคโลก ด้วยความฉลาดมีไหวพริบ เขาใช้เวลาเพียง 3 เดือน ก็เรียนฟันดาบสำเร็จเป็นที่พิศวงต่อครูผู้สอนยิ่งนัก หลังจากนั้นก็ไปเที่ยวเมืองสุโขทัยและเมืองตากระหว่างทางได้รับศิษย์ไว้ 1 คน ชื่อบุญเกิด (หมื่นหาญณรงค์) โดยเมื่อครั้งที่บุญเกิดถูกเสือคาบไปนั้น ทองดีได้ช่วยบุญเกิดไว้โดยการแทงมีดที่ปากเสือ จนเป็นที่ร่ำลือไปทั่ว
ภาพเขียนพระยาพิชัยต่อสู้กับพม่าเมื่อครั้งศึกโปสุพลายกทัพมาตีเมืองพิชัยจนดาบหัก
เมื่อท่านเดินทางถึงเมืองตาก ขณะนั้นได้มีพิธีถือน้ำพิพัฒน์สัตยาที่วัดใหญ่เจ้าเมืองตาก สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีจัดให้มีมวยฉลองด้วย นายทองดี ฟันขาว ดีใจมากเข้าไปเปรียบมวยกับครูห้าวซึ่งเป็นครูมวยมือดีของเจ้าเมืองตากและมีอิทธิพลมาก นายทองดี ฟันขาว ใช้ความว่องไวใช้หมัดศอกและเตะขากรรไกรจนครูห้าวสลบไป เจ้าเมืองตากจึงถามว่าสามารถชกนักมวยอื่นอีกได้หรือไม่ นายทองดี ฟันขาว บอกว่าสามารถชกได้อีก เจ้าเมืองตากจึงให้ชกกับครูหมึกครูมวยร่างสูงใหญ่ ผิวดำ นายทองดี เตะซ้ายเตะขวา บริเวณขากรรไกร จนครูหมึกล้มลงสลบไป
เจ้าเมืองตากพอใจมากให้เงิน 3 ตำลึง และชักชวนให้อยู่ด้วย นายทองดี ฟันขาว จึงได้ถวายตัวเป็นทหารของเจ้าเมืองตาก (สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี) ตั้งแต่บัดนั้น เป็นที่โปรดปรานมากและได้รับยศเป็น "หลวงพิชัยอาสา" เมื่อเจ้าเมืองตากได้รับพระราชทานโปรดเกล้าฯ ให้เป็นพระยาวชิรปราการ ครองเมืองกำแพงเพชร หลวงพิชัยอาสาได้ติดตามไปรับใช้อย่างใกล้ชิดและเป็นเวลาเดียวที่พม่ายกทัพล้อม กรุงศรีอยุธยา
พระยาวชิรปราการพร้อมด้วยหลวงพิชัยอาสา และทหารเข้าสู้รบกับทัพพม่าหลายคราวจนได้รับชัยชนะ ได้ช้างม้าอาหารพอสมควร สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีได้รับการต้อนรับจากประชาชนและยกย่องขึ้นเป็นผู้นำ เมื่อกอบกู้เอกราชได้แล้ว สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีขึ้นเป็นกษัตริย์ปกครองกรุงธนบุรีและได้โปรดเกล้าฯ ให้หลวงพิชัยอาสา เป็นเจ้าหมื่นไวยวรนาถ เป็นทหารเอกราชองครักษ์ในพระองค์
ในปี พ.ศ. 2311 พม่าได้ยกทัพมาอีก 1 หมื่นคน สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีพร้อมด้วยหมื่นไวยวรนาถได้เข้าโจมตีจนแตกพ่าย และได้มีการสู้รบปราบก๊กต่าง ๆ อีกหลายคราว เมื่อสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีเสด็จกลับกรุงธนบุรี โปรดตั้งเจ้าหมื่นไวยวรนาถเป็น "พระยาสีหราชเดโช" มีตำแหน่งเป็นนายทหารเอกราชองครักษ์ตามเดิม สุดท้ายเมื่อปราบชุมนุมเจ้าพระฝางได้แล้ว สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีได้ทรงปูนบำเหน็จความชอบให้ทหารของพระองค์โดยทั่วหน้า ส่วนพระยาสีหราชเดโช (จ้อย หรือ ทองดี ฟันขาว) นั้น ได้โปรดเกล้าฯ บำเหน็จความชอบให้เป็นพระยาพิชัยปกครองเมืองพิชัยอันเป็นบ้านเกิดเมืองนอนแต่เยาว์วัย
ในปี พ.ศ. 2313 - 2316 ได้เกิดการสู้รบกับกองทัพพม่าอีกหลายคราว พอสิ้นฤดูฝนปีมะเส็ง พ.ศ. 2316 โปสุพลายกกองทัพมาตีเมืองพิชัย "ศึกครั้งนี้พระยาพิชัยจับดาบสองมือคาดด้าย ออกไล่ฟันแทงพม่าอย่างชุลมุน ณ สมรภูมิบริเวณ วัดเอกา จนเมื่อพระยาพิชัยเสียการทรงตัว ก็ได้ใช้ดาบข้างขวาพยุงตัวไว้ จนดาบข้างขวาหักเป็นสองท่อน" กองทัพโปสุพลาก็แตกพ่ายกลับไป เมื่อวันอังคาร เดือนยี่ แรม 7 ค่ำ ปีมะเส็ง พ.ศ. 2316 (ตรงกับวันที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2316)
ถวายชีวิตเป็นราชพลี 
พระปรางค์วัดราชคฤห์วรวิหาร สถานที่บรรจุอัฐิของพระยาพิชัยดาบหัก
เมื่อปี พ.ศ. 2325 หลังจากสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชถูกสำเร็จโทษ สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกเล็งเห็นว่าพระยาพิชัยเป็นขุนนางคู่พระทัยสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีที่มีฝีมือและซื่อสัตย์ จึงชวนพระยาพิชัยเข้ารับราชการในแผ่นดินใหม่ แต่พระยาพิชัยไม่ขอรับตำแหน่งด้วยท่านเป็นคนจงรักภักดีและซื่อสัตย์ต่อองค์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช และถือคติที่ว่า "ข้าสองเจ้าบ่าวสองนายมิดี" จึงขอให้สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกสำเร็จโทษตนเป็นการถวายชีวิตตายตามสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ซึ่งทายาทของพระยาพิชัยดาบหัก ก็ได้รับราชการสืบมา โดยท่านเป็นต้นตระกูลของนามสกุล วิชัยขัทคะ วิชัยลักขณา ศรีศรากร พิชัยกุล ศิริปาละ ดิฐานนท์ 
หลังจากท่านได้ถูกสำเร็จโทษ สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกได้ปราบดาภิเษกเป็นปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรีเฉลิมพระนามว่าพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช พระองค์จึงได้มีรับสั่งให้สร้างพระปรางค์นำอัฐิของท่านไปบรรจุไว้ ณ วัดราชคฤห์วรวิหาร ซึ่งพระปรางค์นี้ก็ยังปรากฏสืบมาจนปัจจุบัน
พระยาพิชัยดาบหักได้สร้างมรดกอันควรแก่การยกย่องสรรเสริญให้สืบทอดมาถึงปัจจุบันได้แก่ ความซื่อสัตย์สุจริต ความกตัญญูกตเวที ความเด็ดเดี่ยวเฉียบขาดกล้าหาญ รวมถึงความรักชาติ ต้องการให้ชาติเจริญรุ่งเรืองมั่นคงต่อไป

ศึกบางกุ้ง

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก ยิ่งให้ยิ่งได้ ยิ่งหวงยิ่งอด เราไม่หวงเราไม่อด หมดเดี๋ยวก็มา
ศึกบางกุ้ง..... สงครามครั้งแรกของกรุงธนบุรี
สงครามชี้ชะตาความอยู่รอดของชาติไทย
    หลังจากสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช กอบกู้บ้านเมืองและทรงสร้างราชธานีกรุงธนบุรี แต่ในสมัยก็ยังไม่มั่นคง มีพวกจีนเข้ามาสวามิภักดิ์ต่อพระองค์จำนวนหนึ่ง โดยมี ไต๋กงเจียม เป็นผู้นำชาวจีน จึงตั้งเป็นกองอาสา ดำรงตำแหน่ง ออกหลวงเสนาสมุทร รักษาค่ายบางกุ้ง ปัจจุบันอยู่ จ.สมุทรสงคราม 
    เดิมค่ายบางกุ้ง เป็นค่ายไทยที่สร้างตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย แต่เมื่อกรุงแตกครั้งที่ 2 ค่ายก็ถูกทิ้งร้างไว้ จนกระทั่ง ออกหลวงเสนาสมุทรมาบัญชาการ ปรับปรุงค่ายบางกุ้งด้วยชัยภูมิที่ดี
     ในขณะเดียวกันพระเจ้าอังวะได้ทราบข่าวจากกรุงศรีสัตนาคนหุตที่ฝักใฝ่กับพม่าแจ้งข่าวว่า พระเจ้าตากที่ขับไล่พม่า ได้กอบกู้กรุงศรีอยุธยาขึ้นมาใหม่ ช่วงนั้นเป็นปลายปีพ.ศ.2310 แต่พระเจ้าอังวะกลับไม่เชื่อว่าฝั่งไทยจะมีกำลังมากพอที่จะรวบรวมดินแดนขึ้นมาใหม่ เนื่องจากคราวกรุงแตก ก็ถูกกวาดต้อนไปพม่าจนหมด กำลังทหารคงจะไม่มา อีกทั้งพม่าสมัยนั้นยังมีศึกติดพันกับพวกจีนราชวงศ์ชิงอยู่ จึงได้ส่งพระยาทวายคุมพล 3000 ยกมาทาง ด่านไทรโยค โดยให้มาดูสถานการณ์ ถ้าเกิดใครคิดต่อต้านก็สังหารได้ทันที แต่เนื่องจากกาญจนบุรีเป็นเมืองร้าง และราชบุรีเมืองติดชายทะเลก็ไม่มีกำลังประจำการ พวกพระยาทวายจึงจอดเรือรบแถวกาญจนบุรี ยกล่วงมาถึงค่ายบางกุ้งที่ออกหลวงเสนาสมุทรรักษาไว้กับทหารจีน 1000 นาย 
     ฝ่ายสมเด็จพระเจ้าตากสินทรงทราบข่าว จึงยกทัพไปด้วยพระองค์เอง พร้อมด้วย พระมหามนตรี หรือ บุญมา พระอนุชาในรัชกาลที่ 1 จัดทัพเรือ 20 ลำยกมาทาง คลองบางบอน คลองหมาหอน จนถึงแม่น้ำแม่กลอง แต่ข่าวบางกุ้งสถานการณ์ย่ำแย่ ใกล้แตกแล้ว สมเด็จพระเจ้าตากจึงทรงปลุกระดมให้เร่งเคลื่อนทัพไปให้ทัน เพราะนี้คือศึกชี้ชะตาความอยู่รอดของบ้านเมือง หากศึกนี้พ่ายแพ้ อำนาจบ้านเมืองเราจะไม่อาจกอบกู้ได้อีกตลอดไป 
     กำลังใจของทหารพระเจ้าตาก มีความฮึกเหิมมาก เมื่อมาถึงก็ยกพลเข้าค่ายบางกุ้งในทันใด ออกหลวงเสนาสมุทรเห็นพระเจ้าตากยกมาช่วยก็ดีใจ จึงสั่งจุดประทัด ตีม้าล่อ ยกพลที่อยู่เหลือโรมรันข้าศึกเป็นทัพกระหนาบ พระมหามนตรีทรงทัพหน้า ปะทะทัพพระยาทวายด้วยอาวุธสั้น เข้าตีจนพวกพม่าทานกำลังล่าถอยไปหลายเส้น พวกพม่าเสียรีพลทัพไปมากมาย แตกหนีไปไม่เป็นขบวนถอยร่นไปทางเมืองราชบุรี 
       ศึกบางกุ้งถือเป็นศึกที่เรียกความมั่นใจของกองทัพพระองค์ให้กลับคืนมา จากที่เสียกรุงศรีอยุธยาอย่างแท้จริง แต่ในทางกลับกันถ้าศึกนี้พระเจ้าตากแพ้กำลังใจของทหารไทย จะไม่มีความมั่นคงกลับคืนมาอีกเลย...

พระศรีอริยเมตไตรย์

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก ยิ่งให้ยิ่งได้ ยิ่งหวงยิ่งอด เราไม่หวงเราไม่อด หมดเดี๋ยวก็มา
ศรีอาริยเมตไตรย
“ศรีอาริยเมตไตรย” อนาคตพุทธเจ้า
คติเรื่อง “พระอนาคตพุทธเจ้า”  ทั้งฝ่าย“สถวีรวาท-เถรวาท” (Sthāvirīya -Theravāda)  และฝ่ายมหาสังฆิกะ-มหายาน (Mahāsāṃghika - Mahāyāna) ล้วนมีจุดเริ่มต้นมาจาก “ลลิตวิสตระสูตร” (Lalitavistara Sūtra) ของนิกายสรวาสติวาท (Sarvāstivāda) อันเป็นนิกายหนึ่งของสถวีรวาท  ปรากฏครั้งแรกในแคว้นคันธาระ (Gandhara) มาตั้งแต่ช่วงพุทธศตวรรษที่ 5 – 6 เป็นนิกายที่ได้รับการอุปถัมภ์จากพระเจ้ากนิษกะ(Kanishka) แห่งราชวงศ์กุษาณะ (Kuṣāṇa Dynasty) กล่าวถึงเรื่องราวของ “พระมหาโพธิสัตว์” (Bodhisattva)  บนสวรรค์ชั้นดุสิต (Tuṣita) ได้มอบมงกุฎกษัตริย์เพื่อสืบต่อภาระหน้าที่ในอนาคตกาลจากพระมหาโพธิสัตว์องค์ที่จะลงมาตรัสรู้เป็นพระศากยมุนี (Shakyamuni)  เป็นพระมานุษิพุทธเจ้าองค์ที่ 4 บนโลก     
ฝ่ายมหายาน จะเรียกพระพุทธเจ้าอนาคตตามเสียงสันสกฤตว่า “พระโพธิสัตว์ไมเตรยะ  (Bodhisattva Maitreya) ส่วนฝ่ายเถรวาท จะเรียกตามเสียงบาลีว่า  “พระศรีอาริยเมตไตรย” (Phra Sri Ariya Metteyya) โดยทั้งสองนิกายใหญ่ จะมีเรื่องราวของพระอนาคตพุทธเจ้าแตกต่างกันตามความเชื่อและงานศิลปะในแต่ละท้องถิ่น แต่ทั้งสองฝ่ายก็นิยมจะสร้างรูปงานศิลปะเป็น “รูปทรงเครื่องกษัตริย์-สวมมงกุฎ” คล้ายคลึงกันครับ
ตั้งแต่ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 18 พุทธศาสนาในเอเชียตะวันออกเฉียงได้รับอิทธิพลจากฝ่ายเถรวาท “ลังกาวงศ์” ผ่านทางนิกายรามัญ   มากขึ้นกว่าฝ่ายมหายานจากอินเดียตะวันตกในราชวงศ์ปาละผ่านทางพุกาม คติพระ พระศรีอาริยเมตไตรยหรือ “พระศรีอาริย์” ในความหมายของพระโพธิสัตว์ที่กำลังบำเพ็ญสมาธิประทับอยู่บนสวรรค์ชั้นดุสิต ที่จะลงมาจุติเป็นพระพุทธเจ้าองค์สุดท้ายในภัทรกัปป์-กัลป์ (Bhadda-Kalpa) ที่เคยมีอดีตพระเจ้า พระกกุสันธพุทธเจ้า พระโกนาคมนพุทธเจ้า พระกัสสปพุทธเจ้า มีพระสมณโคดมพุทธเจ้า (Samaná Gautama) เป็นพระพุทธเจ้าปัจจุบันในช่วง 5,000 ปี และพระศรีอาริยเมตไตรยพุทธเจ้าจึงจะเสด็จลงมาจุติ 
ยังปรากฏความเชื่อว่า พระสรีระสังขารของพระกัสสปพุทธเจ้านั้นยังคงไม่ได้มีการถวายพระเพลิง คงอยู่ในถ้ำบนเขา “กุกกุฏสัมปาตบรรพต” หรือเขา “คุรุบาท” (Gurupada) ใกล้กับกรุงราชคฤห์  ตามบันทึกของ “หลวงจีนฟาเหี้ยน” (Faxian ,Fa-Hien) ในช่วงกลางพุทธศตวรรษที่ 10 (บ้างก็ว่าถ้ำนี้อยู่ที่เชียงตุง บ้างก็ว่าอยู่ที่เขาในเมืองโมนยั้ว – มั๊วะย่องมิ้วในเขตมัณฑะเลย์)   เพื่อรอพระศรีอริยเมตไตรยที่บรรลุเป็นพระพุทธเจ้าแล้ว  ยกพระสรีระสังขารวางบนพระหัตถ์ขวา ประกาศสรรเสริญแล้วเกิดเป็นพระเพลิงลุกโพลงขึ้นเอง เผาสรีระบนฝ่าพระหัตถ์ของพระศรีอริยเมตไตรพุทธเจ้า 
คติการถวายเครื่องประดับของกษัตริย์ แก่รูปพุทธปฏิมาพระศรีอาริยเมตไตรย และการสร้างพระพุทธรูปทรงเครื่อง ตามพระราชประสงค์ของพุทธกษัตริย์ที่ต้องการไปจุติเป็นพระศรีอาริย์ในอนาคต อาจเริ่มต้นจากฝ่ายลังกา ดังปรากฏความในคัมภีร์จุลวงศ์ (Calavamsa) มาตั้งแต่ช่วงพุทธศตวรรษที่ 11 
อิทธิพลจากพุทธศาสนาในลังกา เป็นแรงบันดาลใจสำคัญที่ทำให้เกิดการสร้างงานพุทธศิลป์ “พระพุทะรูปทรงเครื่องกษัตริย์” เพื่อเป็นพระพุทธรูปฉลองพระองค์ของกษัตริย์ ที่มีพระราชประสงค์หลังการสวรรคตต้องการไปจุติเป็นพระศรีอาริยเมตไตรยในอนาคต ได้รับความนิยมในหลายรัฐที่ราชสำนักนิยมในคติเถรวาท มาตั้งแต่ช่วงกลางพุทธศตวรรษที่ 19    
-------------------------------
*** พระพุทธรูปทรงเครื่อง หน้าตักกว้างประมาณ 1 เมตร สูงประมาณ 1.53 เมตร พบจากเมืองเก่าสุโขทัย จัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ รามคำแหง จังหวัดสุโขทัย เป็นพระพุทธรูปสำริดประทับขัดสมาธิราบ ปางสมาธิ สวมศิราภรณ์ทรงเทริดยอดชัย (เดินหน)  มีรัดเกล้าทรงกรวยชิ้นเล็กประกอบอยู่ด้านข้างแบบกรัณฑมงกุฎ ทัดด้วยครีบข้าง (หูเทริด) ปลายแหลมคั่นหน้าพระกรรณ (หู)  พระพักตร์รูปไข่ตามแบบศิลปะอยุธยา สวมกรองศอคาดเป็นแถบใหญ่ ทิ้งสังวาลประดับ 1 คู่ และสายห้อยตาบทับทรวงรูปสี่เหลี่ยมข้าวหลามตัดปลายงอน สวมพาหุรัดทองข้อพระกรและข้อพระบาท นุ่งพระภูษาสมพต 2 ชั้น  ตามแบบ “ทรงเครื่องใหญ่” ของกษัตริย์หรือพระจักรพรรดิราชา ตามคติ “พระศรีอาริยเมตไตรย” ที่ยังไม่มีการห่มจีวรคลุมดอง จึงเป็นศิลปะแบบอยุธยาผสมผสานลายเส้นลวดถัก-ดอกไม้แบบล้านนาและจีน ที่นิยมในสมัยพระบรมไตรโลกนาถ ช่วงพุทธศตวรรษที่ 21 
เครดิต;
วรณัย  พงศาชลากร
EJeab  Academy
เพราะทุกที่มีเรื่องราวและเรื่องเล่า

วันเสาร์ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563

วันทหารม้า

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก ยิ่งให้ยิ่งได้ ยิ่งหวงยิ่งอด เราไม่หวงเราไม่อด หมดเดี๋ยวก็มา
วันทหารม้า
วันทหารม้า มีต้นกำเนิดจากวีรกรรมที่ บ้านพรานนก ปัจจุบันตั้งอยู่ในอำเภออุทัย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา การกู้ชาติของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช พระยาตากในขณะนั้นยังเป็นพระยาวชิรปราการ ได้นำกองทหารผ่านมาทางบ้านธนู บ้านข้าวเม่า เมื่อวันที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2309
ตลอดทางของการรบ ชาวบ้านได้จัดส่งข้าวเม่า ให้เป็นเสบียงและส่งธนูให้แก่ทหารใช้เป็นอาวุธ กองทหารได้ปะทะกับพม่าที่คลองแห่งหนึ่ง พระยาตากตีทหารพม่าแตกพ่าย จึงตั้งชื่อคลองว่า "คลองชนะ" ฝ่ายทหารพม่าได้ติดตามไปอย่างกระชั้นชิดตลอดระยะทางที่หนีออกจากกรุงศรีอยุธยา พระยาตากต้องต่อสู้กับพม่าถึง 4 ครั้ง แต่กองทหารพม่าก็ไม่ยอมลดละ และไล่ตามไปทันที่บ้านโพธิ์สังหาร มีหญิงสาวชาวบ้านชื่อนางโพ ได้ช่วยรบกับพม่าจนเสียชีวิต และภายหลังจากพระยาตากกู้ชาติได้แล้ว จึงได้ระลึกถึงกลับมาตั้งชื่อหมู่บ้านโพธิ์สังหาร เป็นหมู่บ้านโพสาวหาญ และยังใช้มาจนถึงปัจจุบัน และมีบุคคลสำคัญอีกคนหนึ่งคือ พรานนก หรือเฒ่าคำ ซึ่งเป็นผู้ช่วยจัดเสบียงอาหารให้กับกองทหารพระยาตากในระหว่างสงคราม ในปัจจุบันมีรูปปั้นให้ประชาชนเคารพที่หมู่บ้านพรานนก อำเภออุทัย
กองทัพบกไทยจึงตั้งวันที่ 4 มกราคม ของทุกปี เป็นวันทหารม้า
อ้างอิง
พงษ์ ณ พัฒน์, วันสำคัญไทยนอกปฏิทิน, สำนักพิมพ์ แสงดาว, 2551, หน้า 12-13

หินทับหลัง

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก ยิ่งให้ยิ่งได้ ยิ่งหวงยิ่งอด เราไม่หวงเราไม่อด หมดเดี๋ยวก็มา
หินทับหลัง “พระพุทธเจ้าในซุ้มเรือนแก้ว” ศิลปะประดับยอดสันหลังคากำแพงบายน   
รูปแบบกำแพงล้อมรอบศาสนสถาน ยุคเมืองพระนครตั้งแต่ปลายพุทธศตวรรษที่ 14 เป็นต้นมา นิยมใช้ศิลาแลง (Laterite) เป็นวัสดุหลักในการก่อ รองพื้นด้วยทรายละเอียดอิ่มน้ำ ส่วนฐานกำแพงวางเรียงหินกว้าหนา ส่วนฐานล่างติดกับรากทำเป็นบัวเชิง เดินเส้นลวดขีดสลักเป็นเส้นยาวเข้าไปในเนื้อหิน ผนังกำแพง (ท้อง) มีความแคบกว่าส่วนฐาน ก่อขึ้นทั้งแบบตั้งตรงและแบบแอ่นท้องเล็กน้อย ก่อนไปขยายเป็นบัวยอดชุดใหญ่ด้านบน สกัดเป็นเส้นลวดเป็นคิ้วรองใต้หน้ากระดาน ด้านบนสุดของกำแพงทำเป็นโค้งประทุนเรือ หรือ สามเหลี่ยม เป็นหลังคา (จำลอง) บนสันยอดสุดจะเซาะร่องตรงกลางเพื่อวางแนวหินสลักเป็นหินทับหลังเพื่อประดับส่วนยอดกำแพงแบบอีกที
หินทรายสลักเป็นทับหลังประดับบนสันยอดกำแพง นิยมทำเป็น “บราลี” แบบหม้อน้ำต่อฝายอดแหลมมน เจาะพื้นสันกลางเป็นเดือยปักวางเรียงเป็นแถว ในความหมายว่าตัวกำแพงคือเรือนวิมาน (มีหลังคา) ที่ล้อมรอบศูนย์กลางจักรวาล ยอดกำแพงจึงทำหลังคาโค้งแบบเดียวกับหลังคาวิมานที่มีการปักประดับเครื่องบราลี ซึ่งในเวลาต่อมา ได้มีการพัฒนารูปทรง อย่างแท่งบราลีโค้งขึ้นไปเป็นสันแหลมที่ต่อกันเป็นแท่งยาววางบนสันกำแพง ที่พบจากปราสาทกู่เปือยน้อย จังหวัดขอนแก่น
ในยุคจักรวรรดิบายน ช่วงกลางพุทธศตวรรษที่ 18 ยังคงมีความนิยมในการประดับสันหลังคากำแพงด้วยหม้อน้ำบราลีทั้งแบบสั้นและยาว แบบติดกันและแยกออกจากกัน ทำจากหินศิลาแลงและหินทราย แต่ก็ได้เกิดความนิยมในการสร้างสรรค์งานศิลปะรูป “พระพุทธเจ้าในซุ้มเรือนแก้ว” ในซุ้มสามเหลี่ยมต่อกันเป็นแท่งยาว มาวางเรียงเป็น “ทับหลัง” ประดับบนยอดสันหลังคากำแพง ตามคติความเชื่อในพุทธศาสนามหายาน-วัชรยาน ที่เป็นความนิยมของราชสำนักในช่วงเวลานั้น
ภาพสลักพระพุทธเจ้าปางสมาธิ  หรือ “ธยานะมุทรา” (Dhyana Mudra) ในกรอบซุ้มสามเหลี่ยมเรือนแก้ว – ใบระกา ตวัดปลายเป็นกระหนกหัวนาค ต่อกันเป็นแท่งละ 2 – 3 กรอบ ของทับหลังยอดกำแพง มีความหมายถึง “พระตถาคต-พระพุทธเจ้า” ใน “มหามันดารา – พุทธเกษตร” (Mandala Universe -  Buddha-kṣetra) จักรวาลแห่งผู้บรรลุสู่ความเป็นพุทธะ-โพธิสัตว์) จำนวนมากมายที่สถิตอยู่ในแต่ละทิศ ล้อมรอบศาสนสถานที่หมายถึงศูนย์กลางจักรวาลอันเป็นที่สถิตแห่งพระพุทธเจ้าสูงสุด หรือพระมหาไวโรจนะ-วัชรสัตว์พุทธะ (Mahāvairocana – Vajrasattva Buddha) หรือพระอาทิพุทธะ ( Ādi – Buddha)  พระพุทธเจ้าพระองค์แรก ที่ให้กำเนิดพระฌานิพุทธเจ้า “ปัญจสุคต” (Paῆca Sugatā) ทั้ง 5 พระองค์
งานประดับหินสลักรูป “พระพุทธเจ้าในซุ้มเรือนแก้ว” ของทับหลังบนยอดหลังคากำแพง ในช่วงศิลปะนิยมแบบบายน นิยมใช้กับศาสนสถานทางพุทธศาสนาที่มีความสำคัญ ระดับ “ราชวิหาร”  (ราชวิภาระ - ราชวิภารนามฺนี” (Rājavibhāra nāmnī)  หรือ “ศาสนวิหาร” ในความหมายของ “พระอารามหลวง” ทั้งในเขตเมืองพระนคร  อย่าง ปราสาทตาพรหม ปราสาทพระขรรค์ ปราสาทบันทายกุฎี ปราสาทตาสม ปราสาทตาไน ปราสาทบันทายธม หลายแห่งต่างก็มีการประดับทับหลังกำแพงแบบเดียวกัน อีกทั้งนอกพระนคร อย่างที่ปราสาทบากันที่กำปงสวาย ปราสาทตาพรหมโตเลบาตี ปราสาทนอร์กอบาเจ็ย ปราสาทบันทายฉมาร์
แต่เมื่อถึงยุคการฟื้นฟูคติฮินดู  ในสมัยของพระเจ้าชัยวรมันที่ 8 กษัตริย์ผู้ศรัทธาลัทธิเทวราชาไศวะนิกาย ได้เกิดการทุบทำลายรูปของพระพุทธเจ้าและพระโพธิสัตว์ในคติวัชรยาน ที่กระทำขึ้นอย่างเป็นระบบ จนแทบไม่มีรูปประติมากรรมทางพุทธศาสนาที่ยังคงความสมบูรณ์เหลือรอดมาจนถึงในปัจจุบัน
รูปเคารพในคติความเชื่อความศรัทธาจากยุคจักรวรรดิบายน ที่เคยประดิษฐานในอาคารศาสนสถานในคติพุทธศาสนาวัชรยาน ก็ถูกรื้อถอน มัดฉุดลากออกจากที่ตั้ง พระพุทธรูปใหญ่แห่งจักรวรรดิที่ปราสาทบายน ก็ถูกทุบทำลายทิ้งลงในบ่อน้ำใต้ปราสาทให้จมดิ่งลงสู่ใต้โลก ในหลายพระอารามราชวิหารมีการทุบทำลายก่อนแล้วค่อยนำไปฝังกลบ ส่วนของใบหน้ารูปสลักที่เหลือรอด ก็ยังปรากฏร่องรอยของการทุบตี ทั้งแบบตีแรง ๆ ตีถี่ ๆ ให้กะเทาะ จนส่วนที่ยื่นออกมาอย่างพระนาสิก พระเนตรหรือพระกรรณแตกหัก พระเศียรถูกทุบแยกออกจากพระวรกายเกือบทุกรูป 
รูปสลักพระพุทธเจ้าที่ประดับอยู่บนทับหลังสันหลังคากำแพงในเขตอำนาจเมืองพระนครยุคพระเจ้าชัยวรมันที่ 8 นอกจากแบบที่ยังไม่ได้สลัก ก็จะถูกสกัดทำลายแทบทั้งหมด หรือไม่ก็ถูกสลักแก้เป็นรูปฤๅษีสวดภาวนาในท่านั่งโยคะสนะ ซึ่งก็ยังคงมีรูปสลักพระพุทธเจ้าในซุ้มเรือนแก้วอีกหลายชิ้น เหลือรอดหลงหูหลงตาของผู้รับเหมาทำลายอยู่บ้าง โดยเฉพาะเมืองที่อยู่นอกอำนาจเมืองพระนครหลายแห่ง อย่างที่ปราสาทบันทายฉมาร์ ปราสาทตาพรหมแห่งโตนเลบาตี ก็ไม่ได้ถูกกะเทาะทำลายตามเมืองในอำนาจของราชสำนักยุคนั้นไปด้วย
--------------------------------------
*** ที่วิษัยนคร “ชยราชปุรี” (Jaya-Rájapurí) ชื่อนามเมืองที่ปรากฏในจารึกปราสาทพระขรรค์ (K.908) บทที่ 114 -121   ที่กล่าวถึงเรื่องของการถวาย "พระรัตนตรายา" (Ratnatraya) "ชัยพุทธมหานาถ” (Jayabuddhamahánáthas) ไปยังเมือง 23 วิษัย (Viṣaya) สำคัญทั่วจักรวรรดิบายน หรือ บริเวณวัดมหาธาตุราชบุรี ทางฝั่งตะวันตกของแม่น้ำแม่กลอง เป็นที่ตั้งของศาสนวิหารแบบพระอารามหลวงสำคัญในยุคจักรวรรดิบายน ศูนย์กลางของวิษัยชยราชปุรี  ที่ยังคงปรากฏร่องรอยของซากชิ้นส่วนของหินศิลาแลงและเศษชิ้นส่วนของหินทรายสีแดงที่กระจายอยู่โดยทั่วไป ทั้งที่เป็นฐานของอาคารปราสาทประธาน บรรณาลัย ระเบียงคดและซุ้มประตูโคปุระ รวมทั้งเศษชิ้นส่วนของงานสลักหินทรายประดับปราสาทและรูปประติมากรรม
แต่ที่ยังคงความสมบูรณ์ที่สุดจากยุคจักรวรรดิบายน คือ อาคารโคปุระทิศตะวันออก และกำแพงศิลาแลง ที่มีการประดับทับหลังยอดสันหลังคารูปพระพุทธเจ้าในซุ้มเรือนแก้ว ที่ทำขึ้นจากหินทรายแดง ยังคงปรากฏลวดลายอยู่อย่างครบถ้วนสมบูรณ์ ไม่ได้ถูกสกัดออกแบบเดียวกับราชวิหาร – ศาสนวิหารเมืองพระนคร
ก็อาจนับได้ว่า กำแพงที่มีการประดับทับหลัง “พระพุทธเจ้าในซุ้มเรือนแก้ว บนยอดสันหลังคา ที่วัดมหาธาตุราชบุรี นี้ เป็นกำแพงจากยุคจักรวรรดิบายนที่คงเหลือรอดมาจากยุคสมัยแห่งความรุ่งเรือง ที่ยังคงสมบูรณ์แบบ งดงามมากที่สุดแล้วจากกำแพงในยุคจักรวรรดิบายนทั้งหมด
-------------------------
*** ส่วนที่วิษัยนคร “ศรีชยสิงหบุรี” (Śrí Jaya-Siṃhapurí) หรือ “ปราสาทเมืองสิงห์” ริมแม่น้ำแควน้อย จังหวัดกาญจนบุรี ยังมีโครงหินที่สกัดจากหินศิลาแลง (หินทรายไม่ใช่วัสดุที่พบในท้องถิ่น) รูปสามเหลี่ยมต่อเนื่อง เหลือให้เห็นบนยอดสันหลังคากำแพงที่ล้อมรอบตัวปราสาท ยังไม่มีร่องรอยการปั้นปูนประดับเป็นรูปพระพุทธเจ้าในซุ้มเรือนแก้ว
เครดิต ;
วรณัย พงศาชลากร
EJeab Academy
เพราะทุกที่มีเรื่องราวและเรื่องเล่า