วันอังคารที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2564

พระตรีกาย

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก A giver is always beloved.
พุทธศิลป์ “พระตรีกาย” มหายานผสมเถรวาท ยุคหลังเขมรในลุ่มน้ำเจ้าพระยา   
.
.
.
ปลายพุทธศตวรรษที่ 18 ถึงช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 19 ก่อนนครอยุทธยาจะเกิดขึ้นเป็นศูนย์กลางของอาณาจักรใหม่ กลุ่มรัฐในลุ่มน้ำเจ้าพระยาและสาขาตอนบน รวมไปถึงลุ่มน้ำแม่กลอง ลุ่มน้ำเพชรบุรี  ที่ประกอบด้วย ลโวทยปุระ สุวรรณปุระ ศรีชยวัชรปุรีและศรีชยเกษมปุรี ที่ยังคงปกครองโดยราชสำนักขอม เจ้าพระยา  ที่เคยนิยมในคติมหายาน/วัชรยาน/บายน ในยุคพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ต่อเนื่องมาเป็นคติฮินดูไศวนิกายยุคฟื้นฟู สมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 8  ในขณะที่ชนท้องถิ่นลุ่มน้ำเจ้าพระยายังคงความนิยมในคติเถรวาทรามัญ/สถวีรวาท (Theravāda) อยู่แต่เดิม  จึงนำไปสู่การเกิดขึ้นของคติความเชื่อและงานพุทธศิลป์แบบ “ลูกผสม” มหายาน-เถรวาทรามัญ-วัชรยานบายน ที่เรียกว่า “คณะกัมโพชสงฆ์ปักขะ” (Kambojsanghapakkha)  หรือ “นิกายละโว้” ที่เน้นคติความเชื่อตามคัมภีร์และการปฏิบัติไปทางฝ่ายเถรวาทรามัญนิกายเดิม รักษารูปงานศิลปะแบบวัชรยานจากยุคบายน แต่รับอิทธิพลคติและงานศิลปะจากและ ผ่านรัฐหริภุญชัย มีศูนย์กลางศาสนจักรอยู่ที่เมืองละโว้และเมืองสุวรรณปุระ ในภาคกลางของประเทศไทย   
.
พุทธศิลป์ลูกผสมคณะกัมโพช/ละโว้ ในกลุ่มรัฐขอมเจ้าพระยาหลังยุคเขมร ตั้งแต่ช่วงต้นพุทธศตวรรษที่ 19 นิยมการหล่อสำริดเป็นรูปประติมากรรม “พระพุทธรูปมีแผ่นหลังประภาวลี/ซุ้มเรือนแก้ว” (Altarpiece with Buddha) ที่มีทั้งแบบหล่อชิ้นเดียวขนาดไม่ใหญ่นัก และแบบต่อจิ๊กซอร์ (Jigsaw) ประกอบหลายชิ้นส่วนโดยมีฐานล่างแยกออกจากชิ้นส่วนพระพุทธรูป ส่วนแผ่นหลังเป็นซุ้มเรือนแก้ว/ปรกโพธิ์ บางองค์มีชิ้นส่วนประดับเพิ่มเติม ออกแบบต่อเชื่อมด้วยการเข้าเดือยติดกัน ซึ่งรูปประติมากรรมสำริดแบบนี้จะมีขนาดใหญ่กว่าแบบหล่อชิ้นเดียว รวมทั้งยังมีรายละเอียดงานศิลปะที่งดงามกว่าครับ
.
*** พระพุทธรูปนั่งเรียง 3 รูป บนฐานเดียวกัน สวมอุณหิสกลีบบัว (Crowned Buddha) แบบปาละ/หริภุญชัย ปางมารวิชัย นุ่งห่มจีวรเฉวียง ผ้าสังฆาฏิพาดเรียบตัดตรง ประทับบนอาสนะ 3 ท่อน ประดับแผ่นหลังประภาวลีเป็นซุ้มเรือนแก้วปรกโพธิ์ ความสูงประมาณ 30 เซนติเมตร  พบในหีบไม้จากวัดหนองพังค่า ตำบลหนองพังค่า อำเภอเมือง จังหวัดอุทัยธานี ปัจจุบันจัดแสดงในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร ซึ่งน่าจะถูกขุดได้จากกลุ่มบ้านเมืองในรัฐสุวรรณปุระ/เมืองโบราณหนองแจง ดอนเจดีย์ จังหวัดสุพรรณบุรี  นั่งเรียงตามแบบคติตันตระรูปวิภัติ 3 องค์ (Triad-Trinity) บนแนวระนาบเดียวกัน มาจากอิทธิพลรูปศิลปะเขมรในคติวัชรยาน/มหายาน/บายน การนุ่งจีวรแบบห่มเฉวียง มีผ้าสังฆาฏิตัดตรง มาจากอิทธิพลรูปศิลปะจาคติเถรวาทรามัญ 
.
ฐานล่างสุดทำเป็นขาแบบขาตั่งนั่งเครื่องไม้ (ปีฐะ- ปีฐกะ) รองรับชั้นบัลลังก์ปัทมะ ยกเก็จบัลลังก์ 1 ชั้น  ท้องไม้ตกแต่งลวดลายเป็นรูปดอกไม้กลม 8 กลีบ ลาดบัวลายบัวรวนรูปกระจัง ดอกไม้ 4 กลีบ ทรงข้าวหลามตัดเป็นกาบประดับตรงกลางและมุมของหน้ากระดาน เป็นงานผสมระหว่างฐานขาตั่งแบบจีน/หริภัญชัยกับงานศิลปะฐานบัลลังก์แบบเขมรบายน แต่ประยุกต์ลวดลายตามแบบขอมเจ้าพระยาครับ  
.
พระพุทธรูปองค์กลางมีพระเนตรที่พระนลาฏตามคติแบบมหายาน/ตันตระ ทั้งสามองค์สวมอุณหิสเป็นเครื่องประดับศิราภรณ์แบบกระบังหน้า มีแถบผ้าผูกไขว้กันเป็นเงื่อนกระตุกเหนือพระกรรณทั้งสองข้าง ประดับกุณฑล/กรรเจียก (ตุ้มหู) ที่ปลายพระกรรณทั้งสองข้าง ซึ่งเป็นอิทธิพลงานศิลปะแบบราชวงศ์ปาละ/พุกาม ในคติมหายานผ่านมาทางหริภุญชัย ประทับขัดสมาธิราบบนอาสนะแบบเบาะ 3 ท่อนม้วนรัด ในซุ้มเรือนแก้วโค้งสามเหลี่ยมยาวแหลมรูปทรงสูง นาครวยลำยองหยักสะดุ้ง ประดับใบระกาเรียบเป็นแถวยาว  เหนือซุ้มเป็นรูปต้นโพธิ์เป็นกิ่งท่อนและใบโพธิ์แบบเรียวยาวขึ้นไปจนจบที่ปลายเป็นใบพุ่มม้วนแหลม เป็นแผงโค้งไล่ระดับยอดสอบแหลม ซึ่งงานศิลปะเด่นของคณะกัมโพช/นิกายละโว้
.
*** ประติมานของพระพุทธรูปสามองค์นี้ ควรหมายถึง “พระตรีกาย” (Tri-kāya Buddhas) ตามคติฝ่ายมหายาน โดยองค์กลางคือ “พระอาทิพุทธะ/พระวัชรสัตว์/พระมหาไวโรจนะ” (Ādi /Vajrasattva /Mahāvairocana) พระพุทธเจ้าในพุทธภาวะระดับสูงสุดเรียกว่า “ธรรมกาย” (Dharma-kāya)  ผู้ให้กำเนิดพระพุทธเจ้า 5 พระองค์ ที่เรียก “ปัญจสุคต” (Paῆca Sugatā) ประทับบนอาสนะ 3 ท่อนรูปกลีบบัวที่สูงและละเอียดกว่า รวมทั้งบัลลังก์และเรือนแก้วตรงกลางที่โดดดเด่นกว่า ขนาบข้างด้วย “พระพุทธเจ้าไวโรจนะ” (Vairocana Dhyāni Buddha) ในพุทธภาวะ “สัมโภคกาย” (Sambhoga-kāya) และ “พระศากยมุนีพุทธเจ้า” (Shakyamuni)  พระพุทธเจ้ากายเนื้อ “นิรมาณกาย” (Nirmāṇakāya)  ที่ลงมาประสูติบนโลกมนุษย์ครับ 
.
*** ถึงแม้ว่างานพุทธศิลป์ฝ่ายมหายานจากอิทธิพลปาละ/พุกาม จะนิยมแสดงท่าพระหัตถ์ “ธยานะมุทรา” (Dhyana Mudra) หรือปางสมาธิ และนั่งในท่าขัดสมาธิเพชร แต่เมื่อลงมาผสมเข้ากับศิลปะฝ่ายเถรวาท (ลังกาวงศ์/รามัญนิกาย) งานพุทธศิลป์แบบกัมโพช/นิกายละโว้ ในท้องถิ่นลุ่มเจ้าพระยา จึงได้ถูกปรับเปลี่ยนรูปศิลปะตามความนิยมมาเป็นปางมารวิชัย นั่งในท่าขัดสมาธิราบ   
---------------------
*** พระพุทธรูปมีแผงหลังประภาวลี เป็นพุทธศิลป์ที่มีรูปแบบอันเป็นลักษณะเฉพาะที่ถูกสร้างขึ้นในเขตสามรัฐขอมเจ้าพระยาเท่านั้น ก่อนจะถูกส่งต่อเข้าไปยังเมืองพระนครหลวง  กลายเป็นความนิยมของราชสำนักเขมรที่ก่อนหน้านั้นไม่เคยปรากฏรูปแบบของคติความเชื่อและพุทธศิลป์แบบผสมผสานนี้ ในที่แห่งใดในเขตอาณาจักรกัมพุชเทศะอย่างชัดเจนครับ
.
*** และก็เช่นเดิม คำอธิบายก็ยังคงยกให้ไปเป็นงานในศิลปะเขมร ย้อนยุคสมัยขึ้นไปในยุคบายน ช่วงกลางพุทธศตวรรษที่ 18  ทั้ง ๆ ที่ในช่วงศิลปะบายน ยังคงนิยมในคติพุทธแบบวัชรยาน/ตันตระ ไม่เคยปรากฏความนิยม คติความเชื่อและอิทธิพลพุทธศาสนาแบบลูกผสมนี้ หากไม่ผ่านจากรัฐในเขตลุ่มน้ำเจ้าพระยาจากแดนตะวันตกเข้าไป 
.
*** 100 ปี หลังยุคเมืองพระนคร บ้านเมืองในลุ่มน้ำเจ้าพระยาช่วงพุทธศตวรรษที่ 19 ก็ยังคงมืดมนและหายไปจากความเข้าใจเช่นเดิมครับ
เครดิต :FB
วรณัย  พงศาชลากร

วันศุกร์ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2564

พระเจ้าองค์ตื้อ ภูพระ

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก A giver is always beloved.
“พระเจ้าองค์ตื้อ ภูพระ” จากทวารวดีอีสานมหายานสู่พุทธสถานเถรวาท ที่ชัยภูมิ  
.
.
.
“วัดศิลาอาสน์” หรือ “ภูพระ” ตั้งอยู่บนเนินเขาหินทรายเล็ก ๆ ที่บ้านนาไก่เซา ตำบลนาเสียว อำเภอเมือง จังหวัดเมืองชัยภูมิ มีภูมิวัฒนธรรมเป็นเชิงลาดเทือกเขาหินทรายทางใต้ของเขาภูแลนคาตะวันออก/ตาดโดน ใกล้กับจุดโค้งของแนวเทือกเขา ที่เชื่อมต่อมาจากเขาเพชรบูรณ์ทางตะวันตกทอดยาวไปทางตะวันออก โค้งขึ้นไปทางทิศเหนือที่อำเภอคอนสวรรค์ ต่อขึ้นไปทางเหนือถึงภูเบ็ง น้ำพอง ภูฝอยลม ภูพระบาท ในเขตตำบลเมืองพาน อำเภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานี 
.
บนโขดเพิงหินเทินรูปดอกเห็ดตามธรรมชาติ 2 โขด ปรากฏการแกะสลักผนังของหินส่วนโคนของเพิง โขดทางทิศเหนือเป็นพระพุทธรูปใหญ่ เรียกกันว่า “พระเจ้าองค์ตื้อ” ที่หมายถึง “พระพุทธรูปใหญ่ (ที่สุด ในบริเวณนั้น)” (ตื้อ ในภาษาลาวหมายถึง มหาศาล ประมาณมิได้) อีกโขดหนึ่งอยู่ใกล้เคียงกันทางทิศใต้ แกะสลักเป็นพระพุทธรูปเรียงรายรอบผนังโคนด้านเหนือและตะวันตก 7 องค์ ครับ
.
พุทธศิลป์ของพระเจ้าล้านตื้อพระพุทธรูปปางมารวิชัย ขัดสมาธิเพชรหงายพระบาท แต่วางพระหัตถ์ซ้ายเหนือพระบาท/พระเพลา แตกต่างไปจากขนบงานศิลปะปางมารวิชัย พระวรกายใหญ่ พระพักตร์สี่เหลี่ยม พระขนงต่อกันเกือบเป็นเส้นตรง พระเนตรเปิดและมองตรง พระนาสิกแบน พระเกศาสลักเป็นเส้นขีดถี่ ไม่ทำเป็นวงก้นหอย ห่มคลุมแต่วางผ้าสังฆาฏิเป็นแถบใหญ่เฉียงพาดตรงมาจากพระอังสาซ้าย  
.
*** ส่วนพระพุทธรูป 7 องค์ ถึงจะมีมีพุทธศิลป์ที่คล้ายคลึงกัน แต่ก็มีรายละเอียดของรูปศิลปะและปางที่แตกต่างกัน จนดูเหมือนว่าจะไม่ได้ถูกแกะสลักขึ้นในช่วงเวลาเดียวกันครับ    
.
พระพุทธรูปเพิงเล็กมุมทิศตะวันออก/เหนือ และองค์แรกทางตะวันออก มีพุทธศิลป์ที่ดูเก่าแก่มากที่สุด คือแกะสลักในท่า “ธยานะมุทรา” (Dhyāna Mudra) หรือปางสมาธิ ไขว้ข้อพระชงฆ์ประสานขัดสมาธิเพชร หงายฝ่าพระบาทออกให้เห็นทั้งสองข้างแบบการปฏิบัติโยคะที่เรียกว่า “วัชราสนะ” (Vajrāsana)   พระหัตถ์ขวาวางเหนือพระหัตถ์ซ้าย อีกองค์หนึ่งปลายนิ้วพระหัตถ์ชนกัน นุ่งจีวรแบบห่มคลุม พระพุทธรูปนี้จึงควรถูกแกะสลักขึ้นครั้งแรกจากอิทธิพลของงานศิลปะแบบราชวงศ์ปาละ ***แบบทวารวดีอีสานมหายาน ส่วนพระพักตร์ พระเกศาและอุษณีษะทรงกรวยแหลม มีรูปแบบเดียวกับพระพุทธรูปในงานศิลปะแบบพระวิหาร ยุคพระเจ้าสูริยวรมันที่ 1  พระพุทธรูปสององค์เล็กที่เพิงฝั่งทิศใต้ในครั้งแรกนี้ จึงควรมีอายุในช่วงกลางพุทธศตวรรษที่ 16 เป็นงานศิลปะผสมระหว่างทวารวดีอีสานกับเขมร/พระวิหารในคติมหายาน    
.
ซึ่งในการแกะสลักครั้งแรก ก็อาจได้มีการแกะสลักโกลนของพระพุทธรูปไว้ รวม 7 พระองค์ ตามคติ “พระสัปตมานุษิพุทธเจ้า”(Sapta Mortal Buddha) ของฝ่ายมหายาน รวมทั้งโกลนของพระพุทธรูปองค์ตื้อ แต่ยังแกะสลักไม่แล้วเสร็จครับ
.
ประมาณพุทธศตวรรษที่ 17 จึงได้มีการแกะสลักรายละเอียดพระพุทธรูป 2 – 3 องค์ ให้สวมเทริดอุณหิสแบบเขมร และองค์ทางด้านทิศใต้องค์หนึ่งมีร่องรอยการสลักกรอศอตามแบบศิลปะแบบนครวัด จนเมื่อชาวล้านช้าง/เชียงแสน อพยพเข้ามาในช่วงพุทธศตวรรษที่ 21 – 22 จึงได้มีการแกะสลักองค์ตื้อขึ้นใหม่จากโกลนเดิมที่ทิ้งค้างไว้ในอดีต โดยพระองค์เล็กมุมทิศใต้ของเพิงเล็กก็มีรูปแบบเดียวกัน โดยลอกแบบมาจากพระพุทธรูปองค์ที่แกะสลักครั้งแรก รวมทั้งเลือกแกะสลักผ้าสังฆาฏิแบบเถรวาทเพิ่มเข้าไปเฉพาะพระพุทธรูปแบบที่ไม่สวมเทริดอุณหิส     
.
*** บริเวณภูพระในอดีต เป็นเส้นทางสำคัญเชื่อมต่อเมืองโบราณศรีเทพ ตามเส้นทางช่องเขาพังเหย ขึ้นไปสู่แดนอีสานเหนือตามตั้งแต่ยุคทวารวดี/ปาละ นักบวชและผู้ศรัทธากลุ่มหนึ่งคงได้เริ่มเข้ามาอาศัยเพิงผาหินเทินบนลาดเขา สร้างเป็นชุมชนที่พำนักปฏิบัติธรรมตามแนวทาง “พระป่า/อารัณยกะ”(Aranyaka)” หรือ “อารัญวาสี/อรัญวาสี” (Āraṇya-vāsī /Buddhist forest monastery /Forest renunciates) ดังเช่นที่เขาถมอรัตน์ ทางตะวันตกของเมืองโบราณศรีเทพ  โดยได้ปรับปรุงพื้นที่พำนักใต้โขดหินที่เทินเป็นเพิง ปรับแต่งพื้นและผนังหิน สกัดหินเป็นบ่อน้ำขนาดใหญ่น้อยและได้แกะสลักผนังเป็นรูปพระพุทธเจ้าศากยมุนีใต้โคนหินเทิน อภิเษกให้เป็น “เจติยสถาน” (Chaitya Hall) ในการประกอบสังฆกรรม มาตั้งแต่ช่วงต้นพุทธศตวรรษที่ 15  ต่เนื่องมาจนถึงราวพุทธศตวรรษที่ 17 แล้วปรากฏร่องรอยการทิ้งร้างไประยะหนึ่งครับ  
.
ประมาณพุทธศตวรรษที่ 21 – 22 จึงมีกลุ่มนักบวชและข้าโอกาส/กะโยม ที่นับถือพุทธศาสนาแบบเถรวาทเข้ามาใช้พื้นที่ภูพระอีกครั้ง ซึ่งในครั้งหลังนี้จึงได้มีการแกะสลักโกลนพระพุทธรูปใหญ่เดิมที่ทิ้งค้างไว้ขึ้นเป็นพระเจ้าองค์ตื้อ โดยเลียนแบบพุทธศิลป์จากพระพุทธรูปเพิงเล็กที่แกะสลักไว้ในยุคก่อนหน้า สลักเป็นท่าขัดสมาธิเพชรตามแบบพระสิงหล/เชียงแสน (หรือตามศิลปะนิยมแบบทวารวดีอีสานเดิม) ปางมารวิชัยแบบใช้พระหัตถ์ซ้ายที่เรียกว่า “ปางสะดุ้งกลับ” (กลับร้ายกลายเป็นดี) ที่ปรากฏคติและศิลปะในเชียงรุ้ง เชียงแสนล้านนาและล้านช้าง มาก่อนหน้าแล้ว ทั้งยังสลักผ้าสังฆาฏิให้กับพระพุทธรูปบางองค์เพิ่มเติมเพื่อเปลี่ยนให้เป็นพระพุทธเจ้าแบบเถรวาท ยกเว้นแต่พระพุทธรูปที่สวมเทริดอุณหิส (ที่อาจปล่อยให้เป็นพระศรีอาริยเมตไตรย)  
.
*** การใช้ประโยชน์จากภูพระเพื่อเป็นวัดป่า/อรัญวาสี (มีโคนหินเพิงสลักพระเจ้าองค์ตื้อเป็นศูนย์กลาง) คงได้สิ้นสุดลงกลายเป็นป่ารกชัฏ จนเมื่อชนกลุ่มชนลาวยุคหลังถูกกวาดต้อน/อพยพจากเวียงจันทน์ (ท้าวแล) เข้ามาในพื้นที่  จึงได้มีการมาพบเจติยสถานที่ภูพระอีกครั้ง ชาวลาวได้นำคติความเชื่อฮีตสิบสอง (ประเพณี 12 เดือน ที่เกี่ยวเนื่องกับพุทธศาสนาแบบลาว) คองสิบสี่ การบูชาผีฟ้า/ผีแถน/ผีบรรพบุรุษ ตามวิถีวัฒนธรรมของตน มาประยุกต์ใช้กับเจติยสถานเก่าแก่ในพระพุทธศาสนา โดยได้จัดให้มีพิธีกรรม “ลำผีฟ้า/บูชาแถน ในช่วงเดือน 3 และเดือน 5 ของทุกปี
.
*** ลำผีฟ้า/บูชาแถนของชาติพันธุ์ลาว เป็นการนำคติความเชื่อและพิธีกรรมบูชาผีฟ้า/ผีบรรพบุรุษ เข้ามาสวมทับกับซากพุทธสถานโบราณที่เพิ่งมาพบใหญ่ในเขตที่ตั้งชุมชนของตน จึงมิใช่เป็นคติเดียวกันแบบ “ผีปนพุทธ” มาตั้งแต่แรกนะครับ

เครดิต :FB
วรณัย 

วันอังคารที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2564

พระพุทธรูปปฏิมากรทองคำ

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก A giver is always beloved.
“พระพุทธปฏิมากรทองคำ” พุทธศิลป์แบบปลายรัฐสุโขทัย วัดหงส์รัตนารามราชวรวิหาร

พระพุทธรูปประประธานในพระวิหาร วัดหงส์รัตนารามราชวรวิหาร เป็นพระพุทธปฏิมากรทองคำเนื้อแก่ทองแดง ที่เป็นโลหกรรมแบบโบราณที่ใช้ทองคำบริสุทธิ์ (ที่มีสายแร่ทองแดงผสมมาตามธรรมชาติ/ไม่มีการถลุงแยก) มาใช้เป็นโลหะวัสดุในการหล่อแบบไล่ขี้ผึ้งทั้งองค์ มีพุทธศิลป์แบบปางมารวิชัย ขัดสมาธิราบ มีพระพักตร์กลมไข่ พระเนตรเล็ก พระขนงโก่งเชื่อมกับสันพระนาสิกทั้งสองด้าน พระโอษฐ์ทรงกระจับเล็ก พระหนุสอบเล็กกลม ขนาดหน้าตักกว้าง 1.6 เมตร สูง 1.83 เมตร เดิมนั้นถูกหุ้มปูนพอกไว้เป็นพระประธานของวิหารร้าง (โบสถ์เก่า) ที่มีพุทธศิลป์แบบต้นรัตนโกสินทร์ ต่อมาใน พ.ศ. 2499 พระสุขุมธรรมาจารย์ เจ้าอาวาสวัดหงส์รัตนารามในเวลานั้น ได้พบรอยกะเทาะของปูนหุ้มที่พระพักตร์ของพระพุทธรูป ทำให้รู้ว่ามีพระพุทธรูปทองคำฝังอยู่ภายในองค์พระ จึงได้แกะปูนที่พอกออกทั้งหมด เมื่อมีการขัดผิวขององค์พระเกิดจึงเป็นสีทองแวววาวเปล่งปลั่ง จึงถูกถวายพระนามว่า “หลวงพ่อทองสุก”ครับ 
.
ที่ฐานเขียงขององค์พระพุทธรูป ปรากฏจารึกภาษาไทยสุโขทัย 3 บรรทัด ที่อาจารย์ฉ่ำ ทองคำวรรณ ได้อ่านแปลไว้ ความว่า 
.
“...ศาสนาพระเจ้าได้ ๑๙๖๗ (ปีแบบลังกา) ปีเถาะ เดือน ๓ ออก ๗ คํ่า เสด็จท่านพระญาศรียศราช...... ศรัทธาประสาทอวย ทานกัดสวน ๒ อัน แห่งเจ้านนทปัญญาเป็นฉัน พระเจ้าองค์นี้ สวนหนึ่งต้นคํ้า ตระพังปลาย จดดอกหวาย ๖ ไร่สวน .....กับลูกเมีย.... ข้าวของทั้งมวลบําเรอพระเจ้านี้บ่ต่อสิ้นพงศ์แห่งมัน เมื่อสิ้นเขาผู้ใดบําเรอพระเจ้าได้ให้ (รุ่งเรือง ?)......”
 .
*** ชื่อนามพระญาศรียศราช และปี พ.ศ. 1966 สอดรับกับพระนาม “เจ้าราชศรียศ”ในพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับปลีก เลขที่ 222, 2/ก,104 (ความเริ่มจากลำดับที่ 471-476 ภาคปลาย) ความว่า 
.
“...แล้วให้ส่งหนังสือไปถือพระมหา (ธรรมราชา) แลพระยารามราช พ่อยาแสนสอยดาว ได้พระกำหนดผู้เป็นเจ้าที่มีพระบัณฑูรแต่ก่อนหน้าแล้ว และพระยาเชลียงก็ไว้ (มอบ) เมืองสวรรคโลกแก่เจ้าราชศรียศ ผู้เป็นบุตร หมื่นใจขวาง ขุนนครไชย นักพฤทธิ์ ทั้งหลายแลพลกุฎีศีลบาล (ข้าโอกาส) ประมาณ ๓,๐๐๐ คนแล้ว พระยาเชลียงก็สั่งแก่เจ้าราชศรียศว่า ถ้าพระยาทั้งสามให้ช้างขึ้นมาถึงเราเมื่อใดไซร้ ก็ให้เร่งตามทัพเราจนทัน อนึ่งถ้าพี่เรามหาธรรมราชามาถึงไซร้ ให้เข้ามาอยู่รั้งเมืองด้วย....” 
.
สอดรับกับตำนาน มูลศาสนา (ฉบับวัดยางควง เชียงตุง) ที่ระบุว่า “...ในปี พ.ศ. 1972 พระยาเชลียงมีพระนามว่า “ไสยศรียศ”...” 
.
พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับปลีกและตำนานมูลศาสนาวัดป่าแดง กล่าวถึงช่วงเวลาที่สมเด็จพระบรมราชธิราชที่ 2 เจ้าสามพระยาขึ้นครองราชย์ในปี พ.ศ. 1967 ใกล้เคียงกันว่า ขณะนั้นพระยาบาล/บรมปาล เมืองเจ้าเมืองพิษณุโลกได้ลงมาเข้าเฝ้าที่เมืองสองแคว เจ้าสามพระยาจึงพระราชทานสุพรรณบัฏเครื่องราชูปโภคและเฉลิมพระนามเป็นมหาธรรมราชา และโปรดเรียกให้พระยารามราช พระยาเชลียง และพระยาแสนสอยดาว มาช่วยงานด้วย ซึ่งก่อนหน้านั้น รัฐสุโขทัยภายหลังพรญาเลอไท ในปี พ.ศ. 1952 ได้แตกแยกออกจากกันเป็น 4 ส่วน มีกษัตริย์ปกครองเป็นอิสระต่อกัน โดยมี “พญาบาลเมือง/บรมปาล” (มหาธรรมราชา) ปกครองอยู่ที่เขตสองแคว มีความสัมพันธ์กับ “พญาเชลียง” ที่ปกครองเขตสวรรคโลก (ต่อมาคือ พระยาไสศรียศ) “พญารามราช” ที่ปกครองกรุงสุโขทัยและ “พญาแสนสอยดาว” ที่กำแพงเพชร (ปรากฏชื่อพระนามชัดเจนในจารึกลานเงินเสด็จพ่อพระยาสอย พ.ศ. 1963)  ครับ
.
*** พระพุทธรูปทองคำที่วัดหงส์รัตนาราม จึงควรถูกหล่อขึ้นในยุคพระญาเชลียง กษัตริย์แห่งเมืองเชลียง พระราชบิดาของเสด็จท่านพระญาศรียศราช พระราชโอรสผู้ถวายพระพุทธรูปทองคำ ในปี พ.ศ. 1966 ที่เมืองเชลียง ช่วงเวลาก่อนที่พระบรมราชาธิราชที่ 2 เจ้าสามพระยา (กรุงศรีอยุธยา) จะขึ้นครองราชย์
.
เป็นตัวอย่างอันดีของพัฒนาการงานพุทธศิลป์แบบรัฐสุโขทัยแท้ ๆ  ปลายยุคสมัยแห่งความรุ่งเรือง ช่วงต้นของปลายพุทธศตวรรษที่ 20 ที่ยังไม่ปรากฏอิทธิพลงานศิลปะแบบอยุธยาเข้ามาผสมผสานครับ
เครดิต : FB
วรณัย  พงศาชลากร
EJeab  Academy

พระพุทธรูปเชิงช่างหริภุญชัย

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก A giver is always beloved.
“พระพุทธรูปดินเผาเชิงช่างหริภุญชัย” ความงามที่ไม่มีใครเหมือน

พุทธศาสนาของ “นครหริภุญชัย” รุ่งเรืองสูงสุดในสมัยพระเจ้าอาทิตยราช (พระเจ้าทิตตะ) จนถึงสมัยพระเจ้าสววาธิสิทธิ (สรรพสิทธิ์) ในช่วงกลางพุทธศตวรรษที่ 17 – ต้นพุทธศตวรรษที่ 18 ใช้ภาษารามัญ/มอญเป็นสื่อกลางในการสื่อสาร ใช้อักษรมอญโบราณ บันทึกเป็นภาษามอญและบาลีเป็นหลัก 
จนถึงราวต้นพุทธศตวรรษที่ 19 อาณาจักรหริภุญชัยที่ปกครองโดยพญาญี่บา ได้พ่ายแพ้ต่อพญามังราย สิ้นสุดยุคสมัยของอาณาจักรรามัญตะวันออกครับ
.
ในช่วงเวลานี้ ได้มีความนิยมในการสร้าง “พระพุทธรูปดินเผา” (Terracotta Buddha Statue) ในงานศิลปะที่มีรูปแบบเฉพาะตัวขึ้นเป็นจำนวนมาก ทั้งหมดจะมีรูปพระพักตร์ค่อนข้างยาว พระหนุโค้งกลมเล็ก พระนลาฏใหญ่ พระขนงเป็นสันนูนต่อกันเป็นปีกนก บางองค์มีพระอุณาโลมเหนือพระพระขนง พระเนตรใหญ่โปน เปลือกพระเนตรมีทั้งแบบเหลือบต่ำ ไปจนถึงเบิกกว้างจนเห็นพระกาฬเนตรชัดเจน พระนาสิกบาน พระโอษฐ์ยาว บางองค์มีพระมัสสุ (หนวด)เหนือพระโอษฐ์ มีเส้นขอบไรพระศกนูน เส้นพระเกศาขมวดเป็นวงก้นหอย แต่นูนแหลมทรงกระบอกแบบหนามทุเรียน นุ่งห่มคลุม บางองค์มีผ้าชายสังฆาฏิยาวตรงลงมายาวถึงพระอุทร ปลายผ้าตัดเรียบ นั่งในท่า ขัดสมาธิเพชร ขัดไขว้ข้อพระบาท หงายพระบาทออกให้เห็นทั้งสองแบบการปฏิบัติโยคะที่เรียกว่า “วัชราสนะ”(Vajrāsana) พระหัตถ์ขวาวางบนพระเพลา แสดง“ภูมิสปรรศมุทรา” (Bhūmiśparṣa Mudrā) หรือปางมารวิชัย 
.
พระพุทธรูปดินเผาศิลปะหริภุญชัยองค์หนึ่ง ได้รับมอบมาจากสมาคมเผยแพร่และส่งเสริมศิลปวัตถุเมื่อปี พ.ศ. 2531 เคยจัดเก็บไว้ที่คลังกลางพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ถูกนำมาจัดแสดงในงานนิทรรศการ "อารยธรรมวิวัฒน์ : ลพบุรี - ศรีรามเทพนคร" ณ พระที่นั่งศิวโมกขพิมาน ได้แสดงความสมบูรณ์และความงดงามของพระพุทธรูปดินเผาในสกุลช่างหริภุญชัยที่หาดูได้ยาก พระหนุโค้งกลมเล็ก พระนลาฏใหญ่ มีพระอุณาโลมเหนือกึงกลางพระขนงที่ปั้นเป็นสันนูน พระเนตรเบิกกว้าง พระนาสิกบาน (แตกหัก) พระกรรณใหญ่โค้ง พระอุษณีษะ (หม่อมกะโหลก) หักออกไป แผ่นหลังตัดเรียบไม่เต็มองค์ เหมือนจะใช้นำมาประดับอาคารเจติยสถาน โดยมีร่องใหญ่ที่ด้านหลังเพื่อยึดประกบกับผนังครับ   
.
ที่ส่วนฐานเชียงด้านหน้ามีจารึกเป็นอักษรมอญโบราณ ภาษามอญ/บาลี อายุอักษร/ภาษาในช่วงกลาง-ปลายพุทธศตวรรษที่ 17 ได้มีการแปลความไว้ว่า “...นี้คือในกาลที่พ่อราชินีสร้างพระปางตรัสรู้ กับชนชาวบ้าน/ นี้คือพระปางตรัสรู้ ในวาระที่พ่อ (ของ) ราชินี (?) ร่วมกันสร้างกับชาวบ้าน...” 
.
ประติมาณของพระพุทธรูปดินเผาองค์นี้ แสดงความเป็น “พระศากยมุนีพุทธเจ้า” (Shakyamuni) ในพุทธประวัติตอนผจญมาร (Assault of Māra) ประทับในท่าขัดสมาธิเพชรแบบโยคะและแสดงมุทราตามคติและศิลปะฝ่ายมหายาน (Mahāyāna Buddhism) จากอิทธิพลราชวงศ์ปาละผ่านมาทางพุกามตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 14 แต่เริ่มรับอิทธิพลการพาดผ้าสังฆาฏิแบบเถรวาทจากฝ่ายรามัญนิกายเข้ามาผสมผสาน ส่วนพระพักตร์ที่เป็นเอกลักษณ์ รวมกับเม็ดพระเกศาแหลมแบบหนามทุเรียน เป็นงานฝีมือของกลุ่มช่างพื้นถิ่นรามัญ/หริภุญชัยที่นิยมกันเฉพาะในช่วงเวลานั้นครับ    
.
*** พระพุทธรูปในคติมหายานแบบหริภุญชัย เป็นหลักฐานหนึ่งที่แสดงว่าในช่วงต้นพุทธศตวรรษที่ 17 นั้น ราชสำนักผู้ปกครองหริภุญชัยเดิมยังคงนิยมศิลปะฝ่ายมหายานตามแบบราชวงศ์ปาละและอาณาจักรพุกาม ซึ่งต่อมาเมื่อกลุ่มรามัญอีกกลุ่มหนึ่งจากทางใต้ได้เข้ามาครอบครองหริภุญชัย จึงเกิดการผสมคติรามัญนิกาย/เถรวาทเมืองพัน เข้ากับมหายาน/หริภุญชัย จนเกิดเป็นนิกายใหม่ ส่งอิทธิพลลงมายังละโว้ตามเส้นทางการค้า ผสมผสานอีกครั้งกับคติวัชรยานในยุคจักรวรรดิบายน จนเกิดเป็นนิกายลูกผสม “คณะกัมโพชสงฆ์ปักขะ”(Kambojsanghapakkha) ขึ้นที่ละโว้เป็นครั้งแรก 
.
*** คติและลูกผสมงานศิลปะของคณะกัมโพชสงฆ์ปักขะที่เกิดขึ้นในละโว้ ได้ส่งความนิยมย้อนกลับขึ้นไปยังหริภุญชัย และอาณาจักรมอญตะวันตกในช่วงกลางถึงปลายพุทธศตวรรษที่ 18 ครับ  
เครดิต : FB
วรณัย พงศาชลากร
EJeab Academy

วันเสาร์ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2564

ปราสาทกำแพงแลง เพชรบุรี

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก A giver is always beloved.
“ปราสาทกำแพงแลง” ศูนย์กลางวิษัยนครศรีชยวัชรปุรี เมืองท่าบายนที่เพชรบุรี

ช่วงกลางพุทธศตวรรษที่ 18 อาณาจักรกัมพุชะเทศะ (Kambujadeśa ) ในสมัยของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ได้ขยายอำนาจทางการเมืองและเศรษฐกิจกลับเข้ามายึดครองเมืองลวปุระอีกครั้ง ดังความในจารึกปราสาทพิมานอากาศ (K.485) ที่ได้กล่าวถึงการส่งพระราชโอรสนามว่า “นฤปตีนทรวรมัน” มาปกครอง ทั้งยังใช้เมืองลวะปุระเป็นฐานที่มั่นใหญ่ ขยายอิทธิพลเข้ามาสู่แดนตะวันตก ที่ราบภาคกลางและลุ่มเจ้าพระยาตอนบนอีกครั้ง ดังปรากฏร่องรอยสำคัญ ใน “จารึกปราสาทตอว” (K.692) ที่แสดงว่ามีการทำสงครามเพื่อพิชิตเหล่าพระราชาในดินแดนตะวันตก (รามัญนะ/ทวารวดี) เช่นเดียวกับการทำสงครามกับอาณาจักรจามปา (Campāpura) ทางตะวันออก 
.
ความใน “จารึกปราสาทพระขรรค์” (K.908) บทที่ 114 121 และ 159 ได้กล่าวถึง “วิษัยนคร” (Viṣaya) ที่น่าจะเป็นเมือง/ดินแดนที่ถูกเข้ายึดครองรวมเข้าอยู่ภายในจักรวรรดิตามจารึกปราสาทตอว์ เริ่มจาก “ลโวทยปุระ” (Lavodayapura) หรือเมืองโบราณลพบุรี วิษัย “ศรีชยสิงหปุรี” (Śrí Jaya-Siṃhapurí) หรือเมืองสิงห์ จังหวัดกาญจนบุรี  เมืองใหญ่เพื่อการควบคุมเส้นทางตะวันตก (แม่น้ำแม่กลอง) ข้ามเทือกเขาตะนาวศรีไปยังอ่าวเบงกอล วิษัย “ชยราชปุรี” (Jaya-Rájapurí) เมืองซ้อนทับรามัญ/ทวารวดี ที่มีราชวิหารเป็นศูนย์กลางอยู่ที่วัดมหาธาตุราชบุรี  วิษัย “สุวรรณปุระ” (Svarṇapura) เมืองซ้อนทับที่บ้านหนองแจง  อำเภอดอนเจดีย์ จังหวัดสุพรรณบุรี ที่มีเครือข่ายชุมชนขนาดเล็กที่มีศาสนสถานประจำสรุก กระจายตัวไปทั่วลุ่มน้ำท่าว้า/ท่าจีน อย่างบ้านเนินทางพระ บ้านดอนกอก บ้านดอนคา บ้านดงเชือก  วิษัย “ศัมพูกปัฏฏนะ” (Śambúkapura) สระโกสินารายณ์ อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี ใกล้กับเส้นทางโบราณตามแม่น้ำแม่กลองที่มีจอมปราสาทเป็นศูนย์กลาง วิษัย “ศรีชยเกษมบุรี” (Śrí Jaya-Käemapurí)  ที่อาจหมายถึงเมืองโบราณสุโขทัย เมืองใหญ่เพื่อการควบคุมทางเหนือขึ้นสู่จีน วิษัย "ศรีชยปุรี" (Śrí Jayapurí) ที่อาจหมายถึงเมืองโบราณที่พระราชวังสนามจันทร์ จังหวัดนครปฐมครับ 
.
เมืองท่าเล็ก ๆ ดินแดนสันทรายจุดเชื่อมต่อชายทะเลกับภาคพื้นทวีป ที่สามารถเชื่อมต่อการค้าทางทะเลและการค้าทางบกบนคาบสมุทรนามว่า “เติ่งหลิ่วเหม่ย” (Dengliume/i登流眉) ตาม “บันทึกจูฟานจื้อ” (Zhu Fan Zhi) ช่วงราชวงศ์ซ่งใต้ ก็ได้ถูกเข้ายึดครอง โดยอาจได้เกณฑ์/ขนย้ายผู้คนเป็นกองคาราวานจากเมืองมัลยัง/มังคละปุระ (Malyang/Maṅgalapura) มาสร้างเป็นวิษัย/สฺรุกใหม่ ในนามวิษัย “ศรีชยวัชรปุรี” (Śrí Jaya-Vajrapurí) เพื่อคุมเส้นเส้นทางการค้าออกสู่โลกภายนอก ทั้งยังเป็นเมืองท่าการค้าจีน-อาหรับ และเป็นเมืองหน้าด่านกันชนกับเมืองครหิ (ไชยา) กลุ่มสหพันธรัฐตามพรลิงค์/ตมฺลิงคะ/ตานมะลิงค์/ในคาบสมุทรภาคใต้ที่กำลังเติบโตขึ้น โดยสร้างศาสนสถานศูนย์กลางของเมืองที่ “ปราสาทกำแพงแลง” ปัจจุบันคือ “วัดเทพปราสาทศิลาแลง” ริมถนนโพธิ์การ้องภายในตัวเมืองเพชรบุรี  
.
ปราสาทหินหรือศาสนสถานประจำเมือง (สฺรุก) ตามขนบงานสถาปัตยกรรมแบบราชสำนักบายน ถูกสร้างขึ้นเกือบกึ่งกลางวิษัยนครศรีชยวัชรปุรี ที่มีผังเมืองเป็นกำแพงคันดินกว้าง 1.1 กิโลเมตร ยาว 1.2 กิโลเมตร ล้อมรอบเป็นรูปสี่เหลี่ยม (มีขนาดใกล้เคียงกับเมืองศัมพูกปัฏฏนะ/บ้านโป่ง และเมืองศรีชยปุรี/พระราชวังสนามจันทร์) ในปัจจุบันแนวกำแพงเมืองเดิมกลายเป็นถนนพงษ์สุริยา หน้าวัดใหญ่สุวรรณาราม ถนนช่องสะแกฝั่งตะวันออก ถนนท่าหินฝั่งทิศใต้และถนนพาณิชเจริญ ฝั่งทิศตะวันตกติดแม่น้ำเพชรบุรี  เป็นปราสาทเรือนยอดทรงวิมานศิขระ 5 หลัง ปราสาทประธานตั้งตรงกลางมีผังจัตุรมุข มุขทั้ง 4 ด้านเป็นมุขยกชั้นซ้อน มีคูหายื่นเปิดเป็นซุ้มประตูทางเข้าทั้ง 4 ด้าน ตามคติ “ปราสาทเพื่อการแสดงอานุภาพบารมี” ที่นิยมประดิษฐานรูปของ “พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรเปล่งอานุภาพบารมี 8 พระกร”  (Bodhisattva Avalokiteśvara  Irradiant/ Prestige-Almighty) ในห้องครรภธาตุของปราสาทประธานหลังกลาง ล้อมรอบด้วยปราสาท 4 หลัง ตรงตามแกนประตูทั้ง 4 ทิศ ที่ประดิษฐานพระโพสัตว์อวโลกิเตศวร 4 พระกร พระอาทิพุทธนาคปรกและเทวีปรัญาปารมิตา ขนบเดียวกับปราสาทพนมบานัน ปราสาทพระถกล/กำปงสวาย ปราสาทวัดนครบาเจย ปราสาทตาพรหมโตนเลบาตี  ในประเทศกัมพูชา หรือปราสาทจอมปราสาท บ้านโป่ง จังหวัดราชบุรีและปราสาทเมืองสิงห์ จังหวัดกาญจนบุรีครับ  
.
ถึงโคปุระทิศตะวันออกด้านหน้ามีผังจัตุรมุขแต่ก็มีปีกอาคารด้านข้างยาวกว่ามุขด้านหน้าและด้านหลังตามแบบโคปุระปราสาทพนมบานันไม่มีผิดเพี้ยน ด้านหน้าของโคปุระยังมีการแกะสลักโกลนบนผนังของมุขหน้าและปีกทั้งสองฝั่ง เป็นรูปหน้าต่างกรงลูกแก้วปิดผ้าม่าน (หลอก) ลงมาครึ่งหนึ่ง เป็นลักษณะเด่นเฉพาะของภาพศิลปะหน้าต่างในแบบบายน ส่วนปราสาทบริวารอีก 3 หลัง (ทางตะวันตก เหนือและใต้) มีเรือนธาตุทรงจัตุรมุข โดย 2 หลังที่ขนาบปราสาทประธาน มีร่องรอยการต่อเติมมุขหน้าและมุขหลังยาว ส่วนปราสาทด้านหลัง (ตะวันตก) ผังจัตุรมุขพังทลายลงมาทั้งหมด 
.
แผนผังปราสาท 5 หลังของปราสาทกำแพงแลงมีความคล้ายคลึงกับปราสาทอานุภาพหลังอื่น ๆ แต่ปราสาทเกือบทุกหลังจะมีระเบียงคดก่อด้วยหินมุงหลังคา ส่วนปราสาทกำแพงแลงก็อาจเคยมีการสร้างระเบียงคดแบบหลังคาเครื่องไม้ แต่ไม่มีการกรุหินที่ฐานด้วยเพราะขาดแคลนแหล่งวัตถุดิบหินศิลาแลงในท้องถิ่นและแรงงานที่ไม่เพียงพอ ซึ่งต่อมาอาคารเครื่องไม้ของระเบียงคงได้ถูกรื้อ/เผาทำลายไปจนหมด เช่นเดียวจอมปราสาท ที่อำเภอบ้านโป่งครับ
*** คติปราสาทเพื่อแสดงอานุภาพของจักรวรรดิ/จักรพรรดิ สอดรับกับการขุดค้นทางโบราณวิทยาที่ปราสาทกำแพงแลง ที่ได้มีการขุดพบหลักฐานชิ้นส่วนรูปประติมากรรมของพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรเปล่งอานุภาพบารมี รูปพระพุทธรูปนาคปรก รูปพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร 4 กร 2 รูป พระเศียรของเทวีปรัชญาปารมิตาและนาคหัวราวบันได ซึ่งทั้งหมดมีลักษณะถูกทุบทำลายให้แตกหักเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยอย่างตั้งใจ
.
*** ลวดลายปูนปั้นของปราสาทประธานปราสาทกำแพงแลงที่ยังหลงเหลืออยู่ ได้แสดงถึงฝีมือเชิงช่างในเทคนิคการปั้นปูนประดับบนศิลาแลง สร้างลวดลายที่มีความความสวยงามไม่แตกต่างไปจากการแกะสลักหินทราย วางโครงแม่ลายและจัดวางตามขนบแบบแผนศิลปะบายน แต่ได้ผสมลวดลายในท้องถิ่น ทั้งลายลวดบัวบัวหัวเสา บัวกุมุทและดอกไม้สี่กลีบแบบแยกวางห่าง ลายประจำยาม ลายเฟื่องอุบะแบบมาลัย ลายเพื่องอุบะใบมะม่วง/ดอกบัวตูมแหลม ลายหน้ากาลลิ้นยาวกลางยอดลำยอง (รวยนาค) มกรตัวเล็กลีบปากกว้างคายนาคปลายหน้าบัน 5 เศียร บัวหงายกลีบใหญ่ซ้อนของชั้นรัดเกล้า ลายประดับภายในใบระกา (ครีบรวยนาค/ลำยอง) ที่ทำเป็นลายกระหนก รูปตัวสิงห์และหน้ากาลผสมผสานลายขดม้วนหัวกลม ซึ่งแตกต่างไปจากลวดลายตามขนบงานศิลปะเขมรโบราณไปเกือบทั้งหมดครับ  
.
*** เมื่อสิ้นสุดจักรวรรดิบายนอายุสั้น ในช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 18 ราชสำนักผู้ปกครองนครศรีชยวัชรปุรีที่เป็นชาวมัลยัง คงยังมีความสัมพันธ์ในเชิงเครือญาติและการเมืองอย่างแน่นแฟ้นกับราชสำนักในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 8 มีสถานะเป็นรัฐอิสระขนาดเล็ก ดังปรากฏในบันทึกราชวงศ์หยวน “ต้าเต๋อ หนานไห่จื้อ” (Ta děi Nan hi tchih) ของ “เฉินต้าเจิ้น” (Chen Ta-Chin) ได้กล่าวถึงวิษัยวัชรปุรีว่า “...ในช่วงปี พ.ศ. 1837 กันมู่ติง (กมรเตง) ผู้ปกครองจากนครปี้ชาปู้หลี (Bi cha bu li /ไพชะบูรี)  ได้ส่งราชทูตมาถวายเครื่องราชบรรณาการ ในเดือน 6 วันเกิงอี๋น ปีที่ 31 รัชกาลจี้หยวน...” ซึ่งเป็นปีสุดท้ายของพระจักรพรรดิจูหวางตี้ หรือ “กุบไลข่าน” (Kublai Khan) 

ในช่วงเวลาอันสั้นนี้ มีการเปลี่ยนแปลงให้เป็นปราสาท 3 หลัง ตามคติฝ่ายฮินดูไศวะนิกาย โดยมีร่องรอยการก่อสร้างต่อเติมมุขซุ้มหน้าและหลังของปราสาทบริวารให้ยาวขึ้น รื้อปราสาทองค์ด้านหลังออก อาจรื้อถอน/ทุบทำลายรูปประติมากรรมในคติวัชรยานเดิมทั้งหมด จนมาถึงประมาณกลางพุทธศตวรรษที่ 19 กลุ่มรัฐวัชรปุรี/เพชรบุรี จึงได้ถูกกลุ่มรัฐสุพรรณภูมิจากทางเหนือ ที่เป็นรัฐของชาวรามัญ-ทวารวดีดั้งเดิมในลุ่มน้ำเจ้าพระยา/ท่าจีน เข้าโจมตีและอาจได้ทุบทำลายรูปเคารพอันเป็นสัญลักษณ์แห่งอำนาจเดิมทั้งหมดภายในปราสาทกำแพงแลงอีกครั้ง ผนวกเมืองวัชรปุรี/เพชรบุรีเข้าในรัฐสุพรรณภูมิ ที่กำลังพัฒนาขึ้นมาเป็นรัฐใหญ่ในเขตตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา ตามชื่อนาม “เสียน” ในบันทึกยุคราชวงศ์หยวนและราชวงศ์หมิงครับ
.
*** ปราสาทกำแพงแลง จึงได้ถูกเปลี่ยนแปลงมาเป็นพระปรางค์/พระธาตุ/พุทธสถานแบบเถรวาท/ลังกาวงศ์ ประดับบันแถลงเป็นรูปใบเสมา ปั้นพระพุทธรูปยืนปางประทานพรที่อกเลาของผนังประตูหลอกเดิม ซึ่งต่อมาในช่วงสมัยอยุธยา ยังก็ได้มีการเคลื่อนย้ายพระพุทธรูปสลักหินทรายเข้ามาประดิษฐานในคูหาปราสาท และคงได้ถูกทิ้งร้างหมดความสำคัญไปช่วงเสียกรุงศรีอยุธยาครับ
.
.
*** ปล. หลังตุรษจีนนี้ ชวนไปเที่ยวเมืองศร้างสรรค์อาหารอร่อยระดับ UNESCO กินปูดูปราสาท ที่เพชรบุรีกันครับ
เครดิต : FB
วรณัย พงศาชลากร 
EJeab Academy

วันศุกร์ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2564

โนรา/มโนราห์

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก A giver is always beloved.
“โนรา/มโนราห์” มรดกแห่งภูมิปัญญาของมนุษยชาติ เริ่มต้นมาจากวรรณกรรมฝ่ายมหายานของรัฐศรีวิชัย

การแสดงร่ายนำประกอบเนื้อเรื่อง “โนรา” (Norah, Dance Drama) เป็นนาฏกรรม (Dramatic presentation) ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในภาคใต้ของประเทศไทย มีเนื้อเรื่องในการแสดงมาจากเรื่อง “พระสุธน-มโนราห์ชาดก”(Sudhana-Manoharā) ที่มีเนื้อหาหลักมาจาก “กินรีชาดก” (Kinnarī-jātaka) ปรากฏในวรรณกรรมเก่าแก่ทางพุทธศาสนาอย่าง “มหาวัสดุ” Mahāvastu/นิกายมหาสังฆิกะ (Mahāsāṅghika) ตั้งแต่ประมาณพุทธศตวรรษที่ 4 - 5 และใน “คัมภีร์ทิวยาวทาน” (Divyāvadāna) วรรณกรรมประเภทเรื่องเล่า/อวทาน (Avadāna) ประมาณพุทธศตวรรษที่ 7- 8  ปรับเปลี่ยนเนื้อหามาเป็น “กินรีสุธนชาดก” (Kinnarīsudhana-jātaka) เรื่องเล่าพระโพธิสัตว์ 35 เรื่องของ “หริภัฏฏชาดกมาลา (Haribhaṭṭa-Jātakamālā) ในภาษาสันสกฤต ที่มีอายุการรจนาในช่วงพุทธศตวรรษที่ 10-11 ทั้งยังแพร่หลายและส่งอิทธิพลให้กับนิทานในญี่ปุ่น (เรื่อง “ฮาโกโรโม" แปลว่าเสื้อขนนก) จีน ลาว ชวา เขมร มอญ บอร์เนียว ในเค้าโครงการดำเนินเรื่องที่คล้ายคลึงกัน คือมีนางฟ้า/นางกินรีจากสวรรค์แบบต่าง ๆ ลงมาเล่นน้ำ และถอดปีกหางหรือเสื้อผ้าไว้ แล้วมีนายพรานมาขโมยเอาปีกหางหรือเสื้อผ้า เลยกลับไปสวรรค์ไม่ได้ 
.
วรรณกรรมสันสกฤตเรื่องพระสุธน/มโนราห์ ปรากฏอย่างชัดเจนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ครั้งแรกจากอิทธิพลของ “ราชวงศ์ปาละแห่งคาบสมุทรมาลายู” (Pala Dynasty of Malay Peninsula) ตั้งแต่ช่วงต้นพุทธศตวรรษที่ 13 ราชสำนักที่มีความนิยมในพุทธศาสนาแบบมหายาน/วัชรยาน (Mahāyāna/ Vajrayāna Buddhism) ใช้คัมภีร์ในภาษาสันสกฤต ได้พัฒนาจนกลายมาเป็น “ราชวงศ์ไศเลนทรา” (Śailendra Dynasty) อนุวงศ์ใหญ่ที่กระจายตัวปกครองดินแดนคาบสมุทรไปจนจรดหมู่เกาะชวาครับ
.
ซึ่งก็ดูเหมือนว่าราชสำนักไศเรนทราแห่งหมู่เกาะจะมีความนิยมในวรรณกรรมเรื่องกินรี/มโนราห์ จากอวทานในคัมภีร์ทิวยาวทานเรื่องนี้เป็นอย่างมาก ดังปรากฏงานพุทธศิลป์เป็นภาพแกะสลักบนผนังกำแพงฐานชั้นที่ 1 “มหาบุโรพุทโธ” (Candi Borobudur) หรือ “ชินาลายา” (Jinalaya-แดนแห่งผู้ชนะ) จำนวน 20 ช่องผนัง  ที่สร้างขึ้นในช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 14  
.
การแสดงละครลำนำ/ร่ายรำเรื่องพระสุธน/มโนราห์ในราชสำนักไศเลนทรา อาจดำเนินไปตามรูปแบบ “ราธยาตรี/ยาตรา” (Rath Yatri/Yatra) ที่เป็นร่ายรำประกอบเนื้อหาของแคว้นเบงกอลตะวันตก ที่ได้ผสมผสานอิทธิพลการแสดง “กถัก กฬิ” (Kathak Kali)” อันเป็นความนิยมในกลุ่มราชสำนักฮินดูในอินเดียเหนือมาตั้งแต่ยุคราชวงศ์คุปตะ เป็นการแสดงเรื่องราวละครประกอบจังหวะด้วยดนตรีที่ถ่ายทอดเนื้อหาในวรรณกรรมผ่านผู้เล่าเรื่อง (คนร้อง/คนพากย์/กลอนสด) แสดงในที่แจ้ง ไม่มีโรงละคร ผู้แสดงชายล้วน แต่งกายแบบเทพที่มีการประดับประดาอย่างหรูหราครับ 
.
สอดรับกับหลักฐานจากวรรณกรรมในภาพสลักทางศิลปะที่บุโรพุทโธ ที่ได้แสดงความนิยมในเรื่องกินรีชาดก/มโนราห์อันชัดเจน การแสดงเรื่องราวของพระสุธน/มโนราห์ ตามการลำนำเรื่องราวแบบละครราชยาตรี/กถัก กฬิ ในราชสำนักของราชวงศ์ปาละ จึงควรเป็นความนิยมในราชสำนักไศเลนทรา (ศรีวิชัย) ที่ยังเป็นการแสดงลำนำวรรณกรรมแบบเดียวกับการแสดงละคร “รามายณะ” ที่นิยมในวัฒนธรรมชวา/อินโดนิเชีย สืบทอดต่อมาจนถึงในปัจจุบัน  
.
การแสดง “มโนราห์” (ดำเนินเนื้อเรื่องแบบละครชาตรี) ที่มีการแต่งกายอย่างหรูหรา ประดับลูกปัดแก้วแบบเฉพาะคาบสมุทรร้อยเป็นเส้น สวมปลอกเล็บงอน นุ่งผ้าแบบโธฏียาวคลุ่มสมพตขายาว ทิ้งชายผ้ากุฎิสูตร สวมเทริดมียอดแหลมแบบเทพเจ้าอินเดีย จึงควรมีมาตั้งแต่ยุคอาณาจักรศรีชัยตั้งแต่ช่วงพุทธศตวรรษที่ 14 ครับ
ซึ่งต่อมาก การแสดง “มโนราห์ยาตรี” ได้มีพัฒนาเปลี่ยนแปลงท่าร่ายรำและการประยุกต์เครื่องแต่งกายไปตามยุคสมัย แต่ยังคงเป็นกินรีชาดกตามแบบวรรณกรรมมหายาน ทั้งยังส่งความนิยมในรูปแบบการแสดงละครลำนำ/ดำเนินเรื่องราว ให้แก่ราชสำนักกรุงศรีอยุธยา ในวรรณกรรมชาดกอื่น ๆ มาตั้งแต่ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 22 เป็นต้นมา แต่ก็ยังไม่ได้รับความนิยม จนมาถึงช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์จึงได้เกิดละครชาตรี (ชายล้วนแบบโนรา) ขึ้น โดยใช้เนื้อหาในวรรณกรรมเรื่องอื่นมาลำนำการแสดง 
.
**** เป็นรากเหง้าที่เกิดขึ้นจากผสมผสานคติเรื่องราวในวรรณกรรมและการแสดงร้องรำทำเพลงในท้องถิ่น สะสมพัฒนาไปตามยุคสมัยในดินแดนคาบสมุทรปักษ์ใต้มาตลอด 1,200 ปี มิได้เป็นการรับรูปแบบการแสดงไปจากกรุงศรีอยุธยาแต่อย่างใด 
.
.
*** ในวันนี้ การแสดงละครลำนำ “โนรา” จากภาคใต้ของประเทศไทย ได้รับการรับรองให้เป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ (The Intangible Cultural Heritage) จากองค์การยูเนสโก (UNESCO) อย่างเป็นทางการแล้วครับ
เครดิต : FB
วรณัย  พงศาชลากร
EJeab  Academy

วันพุธที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2564

รอยพระพุทธบาท สระบุรี

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก A giver is always beloved.
รอยพระพุทธบาท

ท่านพระอาจารย์เคยเล่าให้ฟังถึงเรื่องรอยพระพุทธบาท ที่อยู่จังหวัดสระบุรีว่าเป็นรอยพระพุทธบาทแท้ตามตำนานปรัมปราว่า ประทานแก่ฤาษีหรือนายพราน แต่ท่านพระอาจารย์ว่า ทรงประทานไว้แก่สามเณรเรวตะ ผู้เป็นน้องชายพระสารีบุตร

ท่านพระอาจารย์เคยไปนมัสการเล่าว่า มีมณฑปที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงสร้างไว้มีคนเฝ้ารักษา ท่านอยากดูภาพมงคล ๑๐๘ ในรอยพระพุทธบาท แต่คนเฝ้าไม่ยอมเปิด อ้างว่าไม่ได้รับพระบรมราชานุญาต เลยไม่ได้ดู ท่านว่า

ส่วนรอยที่ ๒ ชื่อว่า"พระบาทฮังฮุ้ง" (รังเหยี่ยวใหญ่) พระพุทธบาทนี้ ประดิษฐานอยู่ที่โยนกประเทศ อยู่ที่เมืองเชียงตุง ประเทศพม่า รอยพระบาทนี้ประทานแก่อชิตฤาษี ซึ่งเป็นพระโพธิสัตว์จะมาตรัสรู้ข้างหน้า เคยเป็นพระสหาย สงเคราะห์กันมาหลายภพหลายชาติ ประทานไว้บนแผ่นหิน

ความว่า หลังจากเสด็จเยี่ยมฤๅษีอชิตะ ได้สนทนาร่าเริงกันแล้ว ฤๅษีได้ถวายผลไม้ พร้อมทั้งต้มน้ำกระดูกสัตว์ถวาย ก่อนเสด็จกลับ ฤๅษีขอรอยพระบาทไว้เป็นที่ระลึก

พระพุทธองค์ทรงตรัสถาม "จะไว้ที่ไหน"

ฤๅษีกราบทูลว่า "บนแผ่นหินมีรังเหยี่ยวใหญ่อาศัยเลี้ยงลูกอยู่"

พระพุทธองค์ทรงตรัสถาม "ทำไมจึงให้ประทับไว้ที่นั่น"

ฤๅษีกราบทูลว่า " ในวันฝนตก ไม่ได้ออกไปหาผลไม้ ข้าพระองค์ได้อาศัยเก็บกระดูกสัตว์มาต้มบริโภค ถ้าพระองค์ประทานรอยไว้ที่นั่น วันที่ขึ้นไปเก็บกระดูกสัตว์ จะได้ทำความสะอาด และกราบนมัสการด้วย"
พระบาทฮังฮุ้ง เรียกตามภาษาท้องถิ่นเชียงใหม่กับเชียงตุง พระอาจารย์มนูเคยไปกราบนมัสการ เล่าให้ฟังว่า พระบาทฮังฮุ้งนี้อยู่บนแผ่นหินที่ตั้งขึ้นไป ไม่มีทางขึ้น เจ้าเมืองเชียงตุงทำบันไดเวียนขึ้นไปแต่นานแล้ว บันไดตอนกลางต่อโซ่ใส่พอได้ปีนขึ้นไป แต่ผู้หญิงหรือคนไม่แข็งแรงขึ้นไม่ได้ พระอาจารย์มนูตั้งใจจะขึ้นไปพักภาวนา แต่พอขึ้นไปแล้ว แผ่นหินนั้นเหมือนหลังช้าง ไม่มีที่ให้พัก บริเวณไม่กว้าง ประมาณ ๑๐ วา รอบปริมณฑล เอาบริขารไปด้วย พะรุงพะรังลำบาก ขากลับ นำเอาบริขารพะรุงพะรังกลับลงมา ถ้าพลัดตกลงมาคงไม่ได้กลับบ้านเรา
เรื่องพระพุทธบาทท่านพระอาจารย์มั่น ท่านเล่าแค่นี้

หนังสือ "รำลึกวันวาน" อันเป็นบันทึกของ หลวงตาทองคำ จารุวัณโณ เกี่ยวกับเกร็ดประวัติและปกิณกธรรมของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต

ภาพ: รอยพระพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี