วันอังคารที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565

พระพุทธบาทสระบุรี

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก A giver is always beloved.
“หัวเม็ดยอดเสา” ที่งดงามที่สุดในประเทศไทย พระมณฑปพระพุทธบาทสระบุรี
.
.
.
“หัวเม็ด” คือ ชิ้นส่วนประดับ “ยอดเสา” หรือ “หัวเสา” ของกำแพงพระระเบียงหรือกำแพง/กำแพงแก้ว หรือแบบเสาเดี่ยว เรียกว่า “เสาหัวเม็ด” มีรูปทรงนิยม คือ หัวเม็ดทรงหม้อน้ำกลมยอดฝาหม้อน้ำ เรียงแหวนบัวลูกแก้วขึ้นไปจบที่ยอดแหม คล้ายตัวขุนเกมหมากรุก หัวเม็ดทรงหม้อน้ำเหลี่ยม เรียงชั้นเหลี่ยมขึ้นไปแบบเดียวกับแหวนลูกแก้วจบที่ยอดแหลม ทรงเหลี่ยมแบบยกมุม/หยักมุม หัวเม็ดทรงมัณฑ์/มณฑป เรือนยอดแหลมทรงปราสาท เป็นงานประดับสถาปัตยกรรมที่เริ่มนิยมมากในช่วงปลายกรุงศรีอยุธยา
.
พระมณฑปพระพุทธบาท วัดพระพุทธบาทราชวรมหาวิหาร ตําบลขุนโกลน อําเภอพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี  สร้างขึ้นครั้งแรกในสมัยสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม ช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 22 แต่เดิมเป็นมณฑปโปร่งทรงยอดแหลม/กุฎาคาร ค้ำด้วยเสาใหญ่ไม่มีผนัง ซึ่งต่อมาได้รับการทำนุบำรุง/เสด็จมานมัสการบวงสรวงพระพุทธบาทในทุกรัชกาล ทั้งในสมัยสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง สมเด็จพระนารายณ์มหาราช สมเด็จพระมหาบุรุษ/พระเพทราชา จนถึงสมัยสมเด็จพระสุริเยนทราธิบดี/พระเจ้าเสือ จึงมีการเปลี่ยนแปลงหลังคายอดพระมณฑปเป็นห้ายอด โดยมี พระครูสุวรรณมุนี/สมเด็จพระสังฆราชแตงโม เป็นแม่งาน
.
ถึงสมัยสมเด็จพระภูมินทราธิบดี/พระเจ้าท้ายสระ จึงได้มีการก่อผนังกำแพงระหว่างเสาเพื่อประดับกระจกเงาปั้นลายปิดทองภายใน ต่อมาในสมัยสมเด็จพระมหาธรรมราชาที่ 2/พระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ ได้มีการหุ้มแผ่นทองคำหุ้มส่วนนาค เหมและยอดพระมณฑป ปูพื้นภายในด้วยแผ่นเงิน สร้างบานประตูประดับมุก ทั้ง 4 ด้าน    และหล่อเศียรนาค (สวมมงกุฎ) ชายราวบันไดฝั่งทิศเหนือ
ในสมัยสมเด็จกรมขุนพรพินิต/พระเจ้าอุทุมพร ได้มีหุ้มแผ่นทองคำหลังคาพระมณฑป จนถึงสมเด็จพระสุริยาสน์อมรินทร์/พระเจ้าเอกทัศน์ กลุ่มชาวจีนอาสาจากคลองสวนพูลได้เข้าปล้นสะดมเผาทำลายพระมณฑป ลอกแผ่นทองคำและแผ่นเงินออกไปทั้งหมด
.
*** พระมณฑปพระพุทธบาท จึงเพิ่งได้รับการปฏิสังขรณ์ขึ้นใหม่อีกครั้งในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช  ซ่อมประตูมุกที่เหลือรอดจากการเผาทำลายและสร้างขึ้นใหม่ ปูพื้นด้วยแผ่นเงิน หล่อเศียรนาคบันไดฝั่งทิศตะวันตกเฉียงเหนือ (2 คู่) ซึ่งการบูรณปฏิสังขรณ์ยังต่อเนื่องมาในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย/รัชกาลที่ 2 และพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว/รัชกาลที่ 3 
.
ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว/รัชกาลที่ 4 ได้มีการซ่อมแซมหลังคาเพื่อเปลี่ยนโครงสร้างไม้ จนถึงสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว/รัชกาลที่ 5 ได้เสด็จไปนมัสการพระพุทธบาท 4 ครั้ง   โดยในช่วงปลายรัชกาล ต่อเนื่องมาในสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว/รัชกาลที่ 6  ได้มีการสร้างหลังคามณฑปขึ้นใหม่ทั้งหมด โดยได้เสด็จมายกยอดพระมณฑปเมื่อปี พ.ศ. 2456
.
*** กำแพงแก้วล้อมรอบพระมณฑปเป็นกำแพงก่ออิฐถือปูนความสูงไม่มากนัก ชั้นล่างสุดเป็นระเบียงของฐานไพทีใหญ่ มีหัวเม็ดยอดเสาทรงมัณฑ์ทั้งหมด ชั้นที่ 2 และ 3 ผนังทึบแต่เจาะช่องยอดโค้งสอบแหลมไม่ทะลุเพื่อวางฝางประทีป มีหัวเม็ดยอดเสาทรงมัณฑ์ทั้งหมด ผนังระเบียงชั้นประทักษิณชั้นที่ 4 บนสุด ตั้งบนฐานสูงประดับฐานสิงห์ที่หน้ากระดานล่าง ผนังเจาะเป็นช่องลมยอดสอบแหลม เสาของระเบียงเป็นเสาสี่เหลี่ยมฐานบัว/หัวบัว สันเว้าโค้งแอ่นกลางเล็กน้อย ยกมุม 12  ยอดเสาหัวเม็ดของชั้นที่ 3 และ 4 บางเสาแกะสลักหินสบู่ (Soapstone) เป็นรูปปราสาทยอดปรางค์ขนาดเล็กมีซุ้มหน้าบันซ้อนปลายนาคเบือน 4 ด้าน ประดับกระจังที่มุมยก ส่วนฐานแกะสลักมุม 12 รับตรงมุมกับบัวยอดเสา ประดับมุมเสาระเบียงชั้นที่ 3 และมุมระเบียงชั้นบนรวม 8 ยอด แกะสลักเป็นรูปปราสาทยอดแหลม/เจดีย์ยกมุมไม้ 12 มีมุขหน้าบันซ้อนปลายนาคเบือน 4 ด้านประดับกระจังที่มุมยก ชั้นที่ 3 จำนวน 12 ยอด ชั้นบน 8 ยอด  
.
*** มีคำอธิบายว่า เดิมทีหัวเม็ด/หัวเสาระเบียงแกะสลักจากหินสบู่นี้เคยอยู่ที่วัดไชยวัฒนาราม ที่สร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าปราสาททอง ดังที่พบเสมาทรงซุ้มที่แกะสลักเป็นช่องเพื่อวางฝาง/ตะคันพระประทีป บนสันกำแพงแก้วล้อมรอบลานประทักษิณของฐานไพทีองค์พระปรางค์ประธาน อดีตเจ้าอาวาสวัดพระพุทธบาทได้ไปขนย้ายมาประดับกำแพงแก้วล้อมพระมณฑป ในช่วงสมัยรัชกาลที่ 6-7
.
*** แต่จากภาพวาดลายเส้นของ อ็องรี มูโอ ในปี พ.ศ. 2404 (รัชกาลที่  4) และภาพถ่ายเก่าประมาณ ปี พ.ศ. 2447 (รัชกาลที่ 5) และภาพถ่ายฝีพระหัตถ์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในปี พ.ศ. 2449 (สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ) ได้แสดงให้เห็นว่า ในสมัยรัชกาลที่ 4 ชั้นต่าง ๆ ของพระมณฑปได้สร้างเสร็จสมบูรณ์มาก่อนห้าแล้ว และก่อนหน้าจะมีการบูรณะส่วนเรือนยอดมณฑปครั้งใหญ่ในช่วงปลายรัชกาลที่ 5 นั้น มีหัวเม็ดทรงปรางค์และเจดีย์เหล่านี้ประดับมาอยู่แล้ว   
.
หัวเม็ด/ยอดเสา แกะสลักจากหินสบู่ของพระมณฑปพระพุทธบาทจึงควรถูกแกะสลักขึ้นเพื่อประดับระเบียงของพระพุทธบาทโดยตรงในช่วงสมัยสมเด็จพระนารายณ์ ดังรูปศิลปะของกระจังปฏิญาณประดับมุมยกของหัวเม็ด หน้าบันลายกระหนกใบขด ลำยองตวัดไอยราโค้งที่มีกระจัง 3 ตัวเรียงด้านล่าง และรูปแบบสถาปัตยกรรมนิยมอย่างแข้งสิงห์ฐานประทักษิณบนและการเจาะช่องกำแพงรูปซุ้มยอดสอบแหลมเพื่อประดับฝางประทีป ที่ล้วนเป็นศิลปะในพระราชนิยมในช่วงเวลานี้
.
*** หัวเม็ดยอดเสาแกะสลักจากหินสบู่ ประดับพระมณฑปพระพุทธบาทสระบุรี ได้รับการซ่อมแซมใหม่ในช่วงยุคปัจจุบันจนสมบูรณ์ เป็นหัวเม็ดยอดเสาพระระเบียงที่จัดได้ว่ามีความงดงามที่สุดของประเทศไทยเลยครับ
เครดิต FB
วรณัย  พงศาชลากร
EJeab  Academy

วันจันทร์ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2565

วันพระเจ้าเปิดโลก

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก A giver is always beloved.
พุทธศิลป์ “เสด็จลีลาลงจากดาวดึงส์/เทโวโรหณะ” เก่าแก่ที่สุดในประเทศไทย ที่วัดตระพังทองหลาง กรุงสุโขทัย

พุทธประวัติตอน “พระพุทธเจ้าเสด็จลงจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์”  (Buddha Descending from Tāvatiṃsa /Trāyastriṃśa) หรือสวรรค์ “ไตรตรึงษ์/ตฺรายสฺตฺริศ) เป็นปรารภเหตุของคติ “วันมหาปวารณา/เทโวโรหนะ” ในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11  
.
*** คำว่า “เทโวโรหณะ” หมายถึง “เทว–โอโรหณะ” แปลความว่า “การลงจากเทวโลก” ครับ
.
ในพุทธประวัติแบบเถรวาท/ลังกาวงศ์ จะเล่าว่า ก่อนวันออกพรรษาในพรรษาที่ 7 นับแต่วันตรัสรู้ ภายหลังจากทรงแสดง “ยมกปาฏิหาริย์” (Yamaka-pātihāriya /Twin Miracles) กำราบพวกเดียรถีย์ ที่เมืองศราวัสตี/สาวัตถี  (Śrāvastī Miracles)  พระพุทธเจ้าได้เสด็จไปจำพรรษาอยู่บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์เพื่อเทศนาธรรมโปรดพุทธมารดา เพื่อเป็นการสนองพระคุณ ซึ่งพระนางสิริมหามายาได้ไปจุติเป็นเทพบุตรอยู่ในชั้นดุสิต (สวรรค์ชั้นที่ 4) เสด็จลงมาฟังธรรมที่ชั้นดาวดึงส์ (สวรรค์ชั้นที่ 2) พระองค์ได้เทศนาพระอภิธรรมปิฎกโปรดพุทธมารดาจนบรรลุโสดาปัตติผล ในช่วงเข้าพรรษาเป็นเวลา 3 เดือน 
.
ครั้นถึงวันออกพรรษา พระพุทธเจ้าจึงเสด็จลงจากเทวโลกลงสู่โลกมนุษย์ ได้เกิดอัศจรรย์เป็นเนินใหญ่เชื่อมพรหมโลก อเวจีมหานรก โลกมนุษย์และจักรวาลหลายแสนเป็นเนื้อเดียวกัน เทพยดาจึงได้แลเห็นพวกมนุษย์ มนุษย์ได้เห็นเทพยดา สัตว์นรกได้เห็นมนุษย์และเทพยดา เรียกว่า “วันพระเจ้าเปิดโลก” ครับ
.
เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จลงมาจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ พระอินทร์ได้เนรมิตบันไดแก้วมณี บันไดทอง และบันไดเงินขึ้น โดยบันไดทองอยู่ด้านขวาสำหรับหมู่เทพยดาตามเสด็จ บันไดเงินอยู่ด้านซ้ายสำหรับท้าวมหาพรหมถือเศวตฉัตรกั้น บันไดแก้วมณีอยู่ตรงกลางเป็นทางเสด็จพุทธดำเนินสำหรับพระพุทธเจ้า โดยมีพระอินทร์อุ้มบาตรนำเสด็จ หัวบันไดแต่ละอันพาดที่เขาสิเนรุ (พระสุเมรุ) เชิงบันไดทอดลงยังประตูเมืองสังกัสสะ (Saṅkassa)   พรั่งพร้อมด้วยเทพยดา ปัญจสิงขรคนธรรพ์เทพบุตรบรรเลงพิณ มาตุลีเทพบุตรถือพานดอกไม้สวรรค์ “มณฑารพ/มันทาระ/มนฺทาร/มนฺทารว” (Mandāra) โปรยปรายตลอดเส้นทางเสด็จ
.
*** ถึงแม้ว่าจะปรากฏรูปพุทธศิลป์ในประเทศไทยตั้งแต่ยุควัฒนธรรมทวารวดี ราวพุทธศตวรรษที่ 13 – 14 ที่อธิบายว่า เป็นภาพพระพุทธเจ้าตอนเสด็จลงจากดาวดึงส์  แต่กระนั้น เมื่อพิจารณาจากองค์ประกอบทางศิลปะ ก็ยังไม่ชัดเจนว่ารูปพระพุทธรูปยืนแสดงวิตรรกะ (เทศนาธรรม) นั้น คือ พุทธประวัติตอนเสด็จลงจากดาวดึงส์ แต่อย่างใดครับ
.
*** พุทธศิลป์ของการเสด็จลงจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์แบบเถรวาท/หีนยาน จะประกอบไปด้วยรูปพระอินทร์ พระพรหมถือฉัตร บันได 1–3 ช่อง ภาพของเหล่าเทพยดาแสดงการแซ่ซ้องสาธุการ และที่สำคัญก็คือ พระพุทธรูปประธานจะอยู่ในอากัปกิริยาการเดินหรือ ปาง “ลีลา” ที่ได้รับอิทธิพลจากคติเถรวาท/รามัญนิกาย ผ่านรูปศิลปะมาจากฝ่ายพุกาม “ที่แสดงท่าเดินอย่างชัดเจน” ตั้งแต่ช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 17  
.
*** พุทธศิลป์ตามพุทธประวัติเสด็จลงจากดาวดึงส์/เทโวโรหนะแบบลีลาที่ชัดเจน จึงเพิ่งเพิ่งปรากฏครั้งแรกในงานศิลปะของรัฐสุโขทัยที่วัดตระพังทองหลางครับ
.
*** วัดตระพังทองหลาง ตั้งอยู่ทางตะวันออกนอกเมืองโบราณสุโขทัย ห่างจากประตูเมืองประมาณ 1 กิโลเมตร บนเกาะกลางน้ำของตระพังทองหลางที่ได้ตื้นเขินไปมากแล้ว จึงทำให้ดูเหมือนว่าเป็นเพียงแค่คูน้ำล้อมรอบ ซากอาคารที่เหลืออยู่มีวิหารผนังโปร่งด้านหน้า มีเจติยะประธานรูปทรงมณฑปเรือนกล่องสี่เหลี่ยม (Cella – Cube) ไม่ลดสันมุม ภายในมีซากโกลนศิลาแลงพระพุทธรูปปางมารวิชัยนั่งเต็มพื้นที่ระหว่างผนัง 
.
ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 20 ราชสำนักสุโขทัยเกิดความนิยมในสถาปัตยกรรมเรือนปราสาทผังสี่เหลี่ยม ที่มียอดหลังคาก่ออิฐหน้าจั่วป้านลม/หลังคาลาด แทรกเข้าไประหว่างกลางตัววิหารและพระเจดีย์ที่เป็นประธานของวัด รวมทั้งมณฑปหลังคาทรงกรวยเหลี่ยม ซ้อนชั้นด้วยเครื่องไม้มุงกระเบื้องยอดแหลมเดี่ยวแบบกุฎาคาร และยอดแบบพระเจดีย์อย่างที่เรือนวัดศรีชุม ภายในประดิษฐานพระพุทธรูปขนาดเต็มพื้นที่จนดูคับแคบตามคติ “พระคันธกุฏี” (Gandha kuti) ที่ประทับของพระพุทธเจ้า จากอิทธิพลของงานสถาปัตยกรรมพุกาม/ล้านนา ผสมผสานงานประดับจากศิลปะสุโขทัยเดิม ที่มีอิทธิพลของฝ่ายเขมรและเถรวาท-ลังกา จากยุคโปโลนนารุวะครับ
.
*** เจติยะทรงมณฑป เรือนธาตุทรงปราสาทที่วัดตระพังทองหลาง ตั้งบนฐานบัว ลวดลูกฟักเหลี่ยมแคบคาดที่ท้องไม้ ด้านหน้าทำเป็นมุขอาคารยื่นออกมาเล็กน้อย ซ้อนชั้นด้วยซุ้มประตูชั้นลด ยอดซุ้มประตูโค้งแหลม (Arch) แบบใบหอก กลางผนังเรือนอีก 3 ด้าน ยกซุ้มแคบ ๆ ออกมาจากผนัง ในระดับต่ำกว่าซุ้มประตู โดยไม่ยกเก็จประธานที่ฐาน ซ้อนด้วยจระนำซุ้มเป็นชั้นลด ยอดซุ้มโค้งหน้านางในงานศิลปะลังกา ตรงกลางเป็นหน้ากาลคายมาลัยที่ปลายเป็นรูปกินร/กินรี ตวัดกระหนกหางเป็นกระหนกพุ่มใหญ่ ตามอิทธิพลของงานศิลปะลังกา ในขณะที่ปลายซุ้มมุขด้านบนยังคงนิยมทำเป็นหัวนาคปลายหน้าบันตามงานศิลปะสุโขทัย-เขมรเดิม    ภายในช่องปั้นปูนประดับเป็นเรื่องราวในพุทธประวัติที่เกี่ยวเนื่องกับกับกระทำปาฏิหาริย์/อภินิหารของพระพุทธเจ้าเจ้าจากคติอัษฏมหาปาฏิหาริย์ ที่เป็นคติความนิยมจากอิทธิพลฝ่ายปาละผ่านมาทางพุกาม 
.
ซุ้มฝั่งตะวันออกด้านหน้าเป็นซุ้มประตูใหญ่เข้าสู่เรือนธาตุ ภายในประดิษฐานพระพุทธรูปปางมารวิชัยหรือภูมิสปรศมุทรา ตามพุทธประวัติ ตอนผจญมาร (Assualt of Mara)  ที่ทรงกระทำปาฏิหาริย์ แสดงพลังอำนาจกำราบกองทัพพญามารท้าววสวัตตีจนพ่ายแพ้ ซุ้มฝั่งทิศตะวันตกปั้นปูนเป็นรูปพระพุทธเจ้าและพระอัครสาวก ในพุทธประวัติตอนโปรดช้างนาฬาคีรี (Nalagiri Elephant) ที่กรุงราชคฤห์ (Rajgriha) พระพุทธเจ้ายืนในปางประทานอภัยหรืออภยมุทรา (Abhaya Mudra) ซุ้มทางฝั่งทิศใต้ ปั้นปูนเป็นรูปพระพุทธเจ้าปางลีลา ในพุทธประวัติตอน “มหาปาฏิหาริย์” (Mahā Pāṭihāriya)  ที่เมืองสาวัตถี (Sravasti) ตอนที่พระพุทธเจ้าได้แสดงมหาปาฏิหาริย์ปลูก “ต้นคัณฑามพฤกษ์” จากเมล็ด แล้วจึงลีลา (เดิน) ออกจากคันธกุฏีไปยังต้นคัณฑามพฤกษ์เพื่อแสดง “ยมกปาฏิหาริย์” (Yamaka- Pāṭihāriya) กำราบพวกเดียรถีย์ที่ต้นคัณฑามพฤกษ์นี้ครับ
.
*** ซุ้มฝั่งทิศใต้ แสดงเรื่องราวพุทธประวัติตอนเสด็จลีลาลงจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์/เทโวโรหนะ” หรือเรียกในจารึกยุคสุโขทัยว่า “พระเจ้าหย่อนตีน” มีภาพของพระอินทร์ (ซ้าย) พระพรหม 4 พักตร์ (ขวา) ถือเศวตรฉัตรกั้น เหล่าเทพยดาตามเสด็จและส่งเสด็จแสดงอัญชุลี พระพุทธรูปแสดงท่าก้าวเดินลีลาอันงดงามลงจากดาวดึงส์เหนือบันไดแก้วมณี (เส้นขวางในภาพปูนปั้นคือบันได) อันเป็นองค์ประกอบตามพุทธประวัติการเสด็จลงจากดาวดึงส์ที่สมบูรณ์แบบ  
.
*** ภาพประติมากรรมปูนปั้นที่วัดตระพังทองหลาง กรุงสุโขทัย จึงเป็นงานพุทธศิลป์จากพุทธประวัติตอนเสด็จลีลาลงจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์/เทโวโรหนะ ที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศไทยครับ
เครดิต FB
วรณัย  พงศาชลากร
EJeab  Academy

วันอาทิตย์ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2565

พระอินทร์

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก A giver is always beloved.
คติและงานศิลปะ “พระอินทร์” (และเทพมารุต) ที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศไทย

“พระอินทร์” หรือ “อินทราเทพ” (Indra Deva) เป็นเทพเจ้าที่ได้รับการยกย่องในยุคพระเวท ให้เป็นเทพเจ้าสูงสุดผู้ปกครองสวรรค์ (Svarga) ดังปรากฏปรากฏพระนามครั้งแรกในบทสวดสรรเสริญคัมภีร์ “ฤคเวท” (Rigveda) ที่ถือว่าเป็นคัมภีร์เก่าแก่ที่สุดในบรรดาวรรณคดีสันสกฤต อายุประมาณ 3,500 ปี ที่กล่าวถึงเรื่องรราวพระอินทร์ทรงช้างไอราวตะ/เอราวัณ (Airavata - Airāvana) 3 เศียร ปราบอสูรงูยักษ์ “วฤตระ” (Vritra/Vṛtrāsura/อสูรผู้เป็นอุสรรค) ที่ใช้หางยาวมหึมากวาดแม่น้ำทั้ง 7 สาย รวมทั้งสัตว์เลี้ยงและดวงอาทิตย์ ไปเก็บไว้ใต้ยมโลก ทำให้โลกเกิดความแห้งแล้ว พระองค์ได้ใช้ “วัชระ” (Vajra) อาวุธคู่กายที่ทำขึ้นจากกระดูกสะโพกของฤษีทธีจิ (Dadhīci) เข้าสังหารอสูร เมื่อได้รับชัยชนะพระอินทร์ได้แหวกท้องอสูร เพื่อนำน้ำกลับคืนมา  “...ช้างผู้ยิ่งใหญ่ได้ใช้งวง ยื่นลงไปดูดน้ำจากยมโลกกลับขึ้นมา และได้ก็พ่นน้ำขึ้นไป ทำให้เกิดเป็นเมฆบนท้องฟ้า พระอินทร์ทรงใช้วัชระเป็นสายฟ้าบันดาลให้เกิดลมฝนและพายุ น้ำฝนฉ่ำเย็นโปรยปรายลงมาจากนภา เกิดเป็นแม่น้ำหล่อเลี้ยงแผ่นดิน สร้างความอุดมสมบูรณ์ให้กับโลก....” 
.
คติพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ จึงหมายถึงเป็นเทพเจ้าผู้พิชิตความแห้งแล้ง เทพเจ้าผู้สร้างเมฆฝนและเทพเจ้าแห่งความสมบูรณ์ ส่วนช้างไอราวตตะในยุคโบราณ หมายถึง “ช้าง (ผู้เป็น) เมฆฝน” (Elephant of the clouds)  พระอินทร์ยังได้รับการยกย่องว่าเป็นเทพผู้กล้าหาญในการสงครามกับอสูร ผู้ผ่าฟันอุปสรรค เป็นผู้บันดาลความอุดมสมบูรณ์  ผู้สร้างเมฆพายุฝนฟ้าคะนอง สายฝนก่อกำเนิดแม่น้ำครับ  
*** ในยุคหลังพระเวท วรรณกรรมในคติฮินดูเริ่มปรากฏเทพเจ้าตรีมูรติ (พระศิวะ พระวิษณุ พระพรหม) ขึ้นมาเป็นใหญ่ พระอินทร์ได้ถูกลดบทบาทลงเป็นเพียงตัวประกอบ อีกทั้งสร้างภาพลักษณ์ของความหื่นในกามารมณ์ ความพ่ายแพ้เมื่อต้องสู้กับอสูรที่ได้รับพรจากมหาเทพ และการลดขั้นลงมาเป็นเพียงชั้นรองประจำทิศตะวันออกของสวรรค์เท่านั้น   
.
ในคัมภีร์ฤคเวท ยังกล่าวถึงผู้ช่วยของพระอินทร์ในการต่อสู้กับอสูรวฤตระ ในชื่อนามของกลุ่ม “มารุต” หรือ “มารุตคณะ” (Maruts/ Marutagaṇa) เทพเจ้าสายฟ้าและพายุหนุ่มกระเตาะวัยคะนอง ทั้ง 49 องค์  ที่มีนิสัยรุนแรงและก้าวร้าว เป็นบุตรที่เกิดจาก “พระกัศยปเทพ” (Kashyapa) กับ “นางทิติ” (Diti) ผู้เป็นมารดาของเหล่า “แทตย์” (Daityas/อสูรจำพวกหนึ่ง) บุตรของนางถูกพระอินทร์และเทวดาเข่นฆ่าอยู่หลายครั้ง ทำให้นางโกรธ จึงครุ่นคิดจะแก้แค้นสังหารพระอินทร์ พระกัศยปเทพผู้เป็นสามี จึงแนะนำให้นางบำเพ็ญตบะ 1,000 ปี เพื่อขอบุตรที่มีพลังเก่งกล้ากว่าพระอินทร์และเหล่าเทวดา  
.
“เจ้าต้องบำเพ็ญปุมศวานะ (Pumsvana) ตลอดเวลา บุตรที่เกิดในตอนนั้นจะต้องเป็นผู้สังหารพระอินทร์และนำพี่น้องไปสู่ชัยชนะ”
.
“...ในช่วงบำเพ็ญตบะญาณนี้ เจ้าต้องสวมเสื้อผ้าที่สะอาดอยู่เสมอ ไม่ตัดเล็บหรือผม ไม่อาบน้ำโดยการแช่ตัวในน้ำ ห้ามพูดโกหก  ไม่กล่าวคำผรุสวาท ไม่สาปแช่งผู้ใด ไม่พูดกับบุคคลที่ไม่คู่ควร  ควบคุมมิให้มีความโกรธ ห้ามแตะต้องสิ่งอัปมงคล ไม่ทำอันตรายต่อสิ่งมีชีวิตใด ๆ กินอาหารง่าย ๆ ตามปกติ ห้ามกินเนื้อสัตว์โดยเด็ดขาด ห้ามดื่มน้ำโดยยกมือขึ้น  ไม่ออกไปข้างนอกตอนรุ่งสางหรือพลบค่ำ เมื่ออกจากบ้านต้องแต่งผมอย่างเหมาะสม ห้ามนอนหันหัวไปทางทิศเหนือหรือทิศตะวันตก ห้ามนอนโดยไม่ล้างเท้า ห้ามนอนขณะที่ขาเปียก ต้องนอนคนเดียวโดยตลอด  ต้องไม่นอนทั้งเช้าและเย็น ต้องบูชาวัว  พราหมณ์และพระลักษมีก่อนรับประทานอาหารเช้า  ต้องบูชาเหล่าสตรีที่สามียังมีชีวิตอยู่ และสุดท้าย...เจ้าต้องบูชาข้าผู้เป็นสามีของเจ้าด้วย...” (นั่นว่ามาซะยาว ก็จบตรงนี้แหละที่สำคัญ)
.  
นางทิติได้ตั้งท้องเป็นบุตรชายตามที่ต้องการ  แต่ “นางอทิติ” (Aditi) ผู้เป็นมารดาของพระอินทร์และเหล่าเทวดา ภริยาอีกคนหนึ่งของพระกัศยปเทพ นำความไปแจ้งแก่พระอินทร์ จึงวางแผนให้พระอินทร์ปลอมตัวมาเป็นข้ารับใช้ เพื่อทำให้นางทิติละเมิดข้อห้ามในพิธีกรรม ซึ่งพระอินทร์ก็เนียนเป็นข้ารับใช้ที่ซื่อสัตย์ ทำงานหนักอย่างทุ่มเทจนนางทิติไว้วางใจ จนวันหนึ่งนางเผลอเข้านอนโดยไม่ได้ล้างเท้า (ข้ารับใช้ก็แกล้งลืมไม่เตือน)  ทำให้พิธีเสื่อมอำนาจ พระอินทร์จึงใช้โอกาสนี้แทรกเข้าไปในครรภ์ แบ่งทารกออกเป็นเจ็ดส่วน แต่ทารกทั้ง 7 ได้เริ่มร้องไห้ส่งเสียงดัง พระอินทร์จึงพูดว่า “มา รุทะ (Ma Ruda) แปลว่า “หยุดร้องไห้ บัดเดี๋ยวนี้นะ” แต่ทารกก็ยังคงร้องต่อไม่หยุด พระอินทร์จึงแยกทารกออกเป็น 49 ส่วน เสียงจะได้เบาลงครับ
.
นางทิติดีใจมากที่ให้กำเนิดบุตรชายถึง 49 คน แทนที่จะมีเพียงคนเดียว พวกเขาถูกเรียกว่ามารุตตามเสียงที่พระอินทร์พูดไว้ในครรภ์ แต่ด้วยเพราะนางล้มเหลวในการบำเพ็ญปุมศวานะ เหล่ามารุตทั้งหมดจึงไม่ได้เป็นศัตรูของพระอินทร์ อีกทั้งยังกลายเป็นมาเป็นสหายและบริวารร่วมสงครามกับพระอินทร์อีกด้วย
.
*** เหล่ามารุตคณะจะสวมหมวกเสื้อเกราะสีทอง มีขวานทองเพื่อแยกเมฆ (เป็นฟ้าผ่า) ให้ฝนตกลงมา มีสายฟ้าเสียงฟ้าคำรามประดุจสิงโต สามารถเขย่าภูเขาและทำลายป่า ขี่รถม้าศึกสีทองเทียมด้วยม้าสีแดงก่ำครับ
.
----------------
*** รูปศิลปะจากคติเทพเจ้าสายฟ้ามารุต/มารุตคณะ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ไทยและกัมพูชา) ปรากฏความนิยมอยู่เพียงระยะสั้น ๆ  ด้วยเพราะมีวรรณกรรมในคติไศวะนิกาย(บูชาพระศิวะ) ที่ได้ลดบทบาทของพระอินทร์ลงมาเป็นเพียงเทพเจ้าชั้นรองประจำทิศตะวันออก ซึ่งในช่วงพุทธศตวรรษที่ 12 อาจเป็นช่วงสุดท้ายที่ปรากฏเรื่องราวของพระอินทร์ร่วมกับเหล่าเทพมารุตจากคัมภีร์ฤคเวทอยู่ ดังปรากฏรูปศิลปะของพระอินทร์ร่วมกับเทพมารุตในยุครัฐ “อีศานปุระ” (Īśānapura) บนทับหลังในงานศิลปะแบบปราสาท “สมโปร์ไพรกุก” (Sambor Prei Kuk) ตั้งแต่ช่วงกลาง- ปลายพุทธศตวรรษที่ 12 ที่มีการจัดวางองค์ประกอบคล้ายคลึงกัน โดยมีรูปนักรบนั่งบนตัว ม ก ร ชูงวง อ้าปากเห็นเขี้ยวและฟัน มีหางเป็นกระหนกใบขดห้อยสองม้วน ยืนบนแท่นฐาน/ยกเก็จ เหมือนกันทั้งสองด้านของทับหลัง คายแถบเส้นคาดออกมาเป็นวงโค้งเข้าหากัน 4 ขยัก ในความหมายของการสำรอกน้ำศักดิ์สิทธิ์ สะพานสายรุ้ง/ความอุดมสมบูรณ์ ประดับลายลูกปัดอัญมณีและดอกไม้  โดยมีพุ่มช่อดอกไม้ประดับลายลูกปัดอัญมณีในเส้นลวดกลมรี 3 ช่อ ตรงตำแหน่งจุดขยัก ช่อตรงกลางเป็นรูป “พระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ”  รูปม้าในกรอบด้านข้างทั้งสองฝั่งหมายความถึง เทพสายฟ้า  "มารุตคณะ” ขี่ม้า  ด้านบนเป็นรูปดอกไม้แตกพุ่มกระหนกกับดอกไม้ 8 กลีบ วางสลับห่างกัน  ใต้แถบเส้นแถบโค้งแกะสลักเป็นอุบะมาลัยสลับกระหนกใบห้อยทิ้งยอดแหลมลงมา ตรงกลางเป็นพวงมาลัยใหญ่มีพุ่มแผ่ออกที่ปลาย คอสอง/ท้องไม้ด้านล่างยุบเข้าไปสลักเป็นลายกระหนกใบขดสลับลายดอกไม้ 
.
*** ในประเทศไทยพบรูปศิลปะจากคติเทพมารุตจากวรรณกรรมเก่าแก่ บนทับหลัง 2 แผ่น จากปราสาทเขาน้อยสีชมพู ตำบลคลองน้ำใส อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว ปัจจุบันตั้งจัดแสดงอย่างสวยงามที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติปราจีนบุรีครับ
เครดิต : FB
วรณัย  พงศาชลากร
EJeab  Academy

วันอาทิตย์ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2565

ประติมากรรมสิงห์

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก A giver is always beloved.
“ประติมากรรมสิงห์” ใหญ่ที่สุดในยุควัฒนธรรมทวารวดี ที่วัดไก่จ้น เมืองลพบุรี
.
.
.
ทางฝั่งตะวันออกนอกคูน้ำคันดินรูปกลมติดริมแม่น้ำลพบุรี บริเวณหน้าที่ทำการไปรษณีย์กลางในตัวเมืองลพบุรี เคยมีพระสถูปก่ออิฐขนาดใหญ่กว่าสถูปที่วัดนครโกษา มหาธาตุแห่งนครเขตคามวาสี ในยุควัฒนธรรมทวารวดี/ภารตะภิวัฒน์ /Indianization ที่อยู่ภายในตัวเมืองโบราณ เรียกกันว่า “วัดละโว้” หรือ “วัดไก่จ้น” ที่น่าจะเป็นเจดีย์ประธานของเขตอรัญวาสี แต่เมื่อราวปี พ.ศ. 2480 วัดและพระสถูปใหญ่องค์นี้ได้ถูกรื้อทำลายไปทั้งหมด เมื่อกรมยุทธโยธาทหารได้ตัดถนนประชาธิปัตย์ หรือถนนนารายณ์มหาราชในปัจจุบัน  
.  
ชิ้นส่วนรูปประติมากรรมปูนปั้นประดับสถูปจำนวนมากถูกนำมากองรวมไว้ในขณะที่มีการรื้อทำลาย ในนั้นปรากฏรูปประติมากรรมสิงห์ปูนปั้นขนาดใหญ่ 4 รูป ในท่ามกลางชิ้นส่วนปูนปั้นพระพุทธรูป รูปสิงห์ขนาดเล็กและชิ้นส่วนลวดลายประดับซุ้มบัญชรของพระสถูป เป็นรูปสิงห์ในคติ “ทวารบาล” (Dvārapāla) ที่จะตั้งวางเป็นคู่ไว้ตรงทางขึ้นพระสถูปทางด้านตะวันออกและตะวันตกครับ
สิงห์ทวารบาล เฝ้าทางเข้าประตูศาสนสถานตามคติพุทธศาสนา หมายถึง “สิงโต” หรือ “ราชสีห์”(lion) ในวัฒนธรรมอินเดียโบราณที่รับต่อมาจากอารยธรรมเมโสโปเตเมีย เป็นสัตว์ทรงพลังอำนาจ สัญลักษณ์แห่งความยิ่งใหญ่ของพระเจ้าจักรพรรดิหรือพระเจ้าอโศกมหาราช ที่ใช้รูปสิงห์เป็นสัญลักษณ์สำคัญบน “เสาอโศก” (Ashoka's Pillar) หรือ “สิงหสตัมภะ” (Lions Capital) ทั้งแบบจตุรทิศ (หันหน้าไป 4 ทิศ) และแบบสิงห์เดี่ยวแสดงท่า “คำราม” ประกาศพระสุรเสียงแห่งพระราชอำนาจที่องอาจดุจพญาราชสีห์ แผดเสียงก้องกังวานไปทั่วสารทิศ
.
รูปศิลปะสิงห์/ราชสีห์คำรามที่มีขนแผงคอเป็นลอนได้ถูกนำมาใช้เป็นสิงห์ทวารบาลเฝ้าศาสนสถานในท่านั่งแบบยืนขาหน้า นั่งขาหลัง หางม้วนขึ้นบนหลังอย่างสง่างาม โดยมีรูปศิลปะสิงห์ทะยานและสิงห์กระโจนร่วมอยู่ในงานประดับจากอินเดียและลังกา ส่งอิทธิพลคติและงานศิลปะต่อมายังวัฒนธรรมทวารวดีในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ครับ       
.
ประติมากรรมสิงห์ปูนปั้นจากสถูปทวารดีที่วัดไก่จ้น เป็นรูปสิงห์คำราม นั่งขาหลังแบบเฝ้าทางเข้าสถูปในคติสิงห์ทวารบาล มีอายุอยู่ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 13-14 เช่นเดียวกับรูปประติมากกรรมสิงห์ทวารบาล/สิงห์คำรามขนาดเล็กที่พบในคราวเดียวกันและสิงห์คู่หนึ่งที่พบจากมหาวิหารทวารวดีแห่งทุ่งพระเมรุ เมืองโบราณนครปฐม    
.
***  เป็นรูปประติมากรรมสิงห์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในยุควัฒนธรรมทวารวดี ที่พบในประเทศไทยอีกด้วย 
.
*** ปัจจุบันประติมากรรมสิงห์ทวารบาลและปูนปั้นสถูปวัดไก่จ้น ถูกย้ายมาจัดแสดงอยู่ที่หมู่พระที่นั่งพิมานมงกุฎชั้นล่าง พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติสมเด็จพระนารายณ์ครับ
เครดิต : FB
วรณัย  พงศาชลากร
EJeab  Academy

วันอังคารที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2564

พระตรีกาย

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก A giver is always beloved.
พุทธศิลป์ “พระตรีกาย” มหายานผสมเถรวาท ยุคหลังเขมรในลุ่มน้ำเจ้าพระยา   
.
.
.
ปลายพุทธศตวรรษที่ 18 ถึงช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 19 ก่อนนครอยุทธยาจะเกิดขึ้นเป็นศูนย์กลางของอาณาจักรใหม่ กลุ่มรัฐในลุ่มน้ำเจ้าพระยาและสาขาตอนบน รวมไปถึงลุ่มน้ำแม่กลอง ลุ่มน้ำเพชรบุรี  ที่ประกอบด้วย ลโวทยปุระ สุวรรณปุระ ศรีชยวัชรปุรีและศรีชยเกษมปุรี ที่ยังคงปกครองโดยราชสำนักขอม เจ้าพระยา  ที่เคยนิยมในคติมหายาน/วัชรยาน/บายน ในยุคพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ต่อเนื่องมาเป็นคติฮินดูไศวนิกายยุคฟื้นฟู สมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 8  ในขณะที่ชนท้องถิ่นลุ่มน้ำเจ้าพระยายังคงความนิยมในคติเถรวาทรามัญ/สถวีรวาท (Theravāda) อยู่แต่เดิม  จึงนำไปสู่การเกิดขึ้นของคติความเชื่อและงานพุทธศิลป์แบบ “ลูกผสม” มหายาน-เถรวาทรามัญ-วัชรยานบายน ที่เรียกว่า “คณะกัมโพชสงฆ์ปักขะ” (Kambojsanghapakkha)  หรือ “นิกายละโว้” ที่เน้นคติความเชื่อตามคัมภีร์และการปฏิบัติไปทางฝ่ายเถรวาทรามัญนิกายเดิม รักษารูปงานศิลปะแบบวัชรยานจากยุคบายน แต่รับอิทธิพลคติและงานศิลปะจากและ ผ่านรัฐหริภุญชัย มีศูนย์กลางศาสนจักรอยู่ที่เมืองละโว้และเมืองสุวรรณปุระ ในภาคกลางของประเทศไทย   
.
พุทธศิลป์ลูกผสมคณะกัมโพช/ละโว้ ในกลุ่มรัฐขอมเจ้าพระยาหลังยุคเขมร ตั้งแต่ช่วงต้นพุทธศตวรรษที่ 19 นิยมการหล่อสำริดเป็นรูปประติมากรรม “พระพุทธรูปมีแผ่นหลังประภาวลี/ซุ้มเรือนแก้ว” (Altarpiece with Buddha) ที่มีทั้งแบบหล่อชิ้นเดียวขนาดไม่ใหญ่นัก และแบบต่อจิ๊กซอร์ (Jigsaw) ประกอบหลายชิ้นส่วนโดยมีฐานล่างแยกออกจากชิ้นส่วนพระพุทธรูป ส่วนแผ่นหลังเป็นซุ้มเรือนแก้ว/ปรกโพธิ์ บางองค์มีชิ้นส่วนประดับเพิ่มเติม ออกแบบต่อเชื่อมด้วยการเข้าเดือยติดกัน ซึ่งรูปประติมากรรมสำริดแบบนี้จะมีขนาดใหญ่กว่าแบบหล่อชิ้นเดียว รวมทั้งยังมีรายละเอียดงานศิลปะที่งดงามกว่าครับ
.
*** พระพุทธรูปนั่งเรียง 3 รูป บนฐานเดียวกัน สวมอุณหิสกลีบบัว (Crowned Buddha) แบบปาละ/หริภุญชัย ปางมารวิชัย นุ่งห่มจีวรเฉวียง ผ้าสังฆาฏิพาดเรียบตัดตรง ประทับบนอาสนะ 3 ท่อน ประดับแผ่นหลังประภาวลีเป็นซุ้มเรือนแก้วปรกโพธิ์ ความสูงประมาณ 30 เซนติเมตร  พบในหีบไม้จากวัดหนองพังค่า ตำบลหนองพังค่า อำเภอเมือง จังหวัดอุทัยธานี ปัจจุบันจัดแสดงในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร ซึ่งน่าจะถูกขุดได้จากกลุ่มบ้านเมืองในรัฐสุวรรณปุระ/เมืองโบราณหนองแจง ดอนเจดีย์ จังหวัดสุพรรณบุรี  นั่งเรียงตามแบบคติตันตระรูปวิภัติ 3 องค์ (Triad-Trinity) บนแนวระนาบเดียวกัน มาจากอิทธิพลรูปศิลปะเขมรในคติวัชรยาน/มหายาน/บายน การนุ่งจีวรแบบห่มเฉวียง มีผ้าสังฆาฏิตัดตรง มาจากอิทธิพลรูปศิลปะจาคติเถรวาทรามัญ 
.
ฐานล่างสุดทำเป็นขาแบบขาตั่งนั่งเครื่องไม้ (ปีฐะ- ปีฐกะ) รองรับชั้นบัลลังก์ปัทมะ ยกเก็จบัลลังก์ 1 ชั้น  ท้องไม้ตกแต่งลวดลายเป็นรูปดอกไม้กลม 8 กลีบ ลาดบัวลายบัวรวนรูปกระจัง ดอกไม้ 4 กลีบ ทรงข้าวหลามตัดเป็นกาบประดับตรงกลางและมุมของหน้ากระดาน เป็นงานผสมระหว่างฐานขาตั่งแบบจีน/หริภัญชัยกับงานศิลปะฐานบัลลังก์แบบเขมรบายน แต่ประยุกต์ลวดลายตามแบบขอมเจ้าพระยาครับ  
.
พระพุทธรูปองค์กลางมีพระเนตรที่พระนลาฏตามคติแบบมหายาน/ตันตระ ทั้งสามองค์สวมอุณหิสเป็นเครื่องประดับศิราภรณ์แบบกระบังหน้า มีแถบผ้าผูกไขว้กันเป็นเงื่อนกระตุกเหนือพระกรรณทั้งสองข้าง ประดับกุณฑล/กรรเจียก (ตุ้มหู) ที่ปลายพระกรรณทั้งสองข้าง ซึ่งเป็นอิทธิพลงานศิลปะแบบราชวงศ์ปาละ/พุกาม ในคติมหายานผ่านมาทางหริภุญชัย ประทับขัดสมาธิราบบนอาสนะแบบเบาะ 3 ท่อนม้วนรัด ในซุ้มเรือนแก้วโค้งสามเหลี่ยมยาวแหลมรูปทรงสูง นาครวยลำยองหยักสะดุ้ง ประดับใบระกาเรียบเป็นแถวยาว  เหนือซุ้มเป็นรูปต้นโพธิ์เป็นกิ่งท่อนและใบโพธิ์แบบเรียวยาวขึ้นไปจนจบที่ปลายเป็นใบพุ่มม้วนแหลม เป็นแผงโค้งไล่ระดับยอดสอบแหลม ซึ่งงานศิลปะเด่นของคณะกัมโพช/นิกายละโว้
.
*** ประติมานของพระพุทธรูปสามองค์นี้ ควรหมายถึง “พระตรีกาย” (Tri-kāya Buddhas) ตามคติฝ่ายมหายาน โดยองค์กลางคือ “พระอาทิพุทธะ/พระวัชรสัตว์/พระมหาไวโรจนะ” (Ādi /Vajrasattva /Mahāvairocana) พระพุทธเจ้าในพุทธภาวะระดับสูงสุดเรียกว่า “ธรรมกาย” (Dharma-kāya)  ผู้ให้กำเนิดพระพุทธเจ้า 5 พระองค์ ที่เรียก “ปัญจสุคต” (Paῆca Sugatā) ประทับบนอาสนะ 3 ท่อนรูปกลีบบัวที่สูงและละเอียดกว่า รวมทั้งบัลลังก์และเรือนแก้วตรงกลางที่โดดดเด่นกว่า ขนาบข้างด้วย “พระพุทธเจ้าไวโรจนะ” (Vairocana Dhyāni Buddha) ในพุทธภาวะ “สัมโภคกาย” (Sambhoga-kāya) และ “พระศากยมุนีพุทธเจ้า” (Shakyamuni)  พระพุทธเจ้ากายเนื้อ “นิรมาณกาย” (Nirmāṇakāya)  ที่ลงมาประสูติบนโลกมนุษย์ครับ 
.
*** ถึงแม้ว่างานพุทธศิลป์ฝ่ายมหายานจากอิทธิพลปาละ/พุกาม จะนิยมแสดงท่าพระหัตถ์ “ธยานะมุทรา” (Dhyana Mudra) หรือปางสมาธิ และนั่งในท่าขัดสมาธิเพชร แต่เมื่อลงมาผสมเข้ากับศิลปะฝ่ายเถรวาท (ลังกาวงศ์/รามัญนิกาย) งานพุทธศิลป์แบบกัมโพช/นิกายละโว้ ในท้องถิ่นลุ่มเจ้าพระยา จึงได้ถูกปรับเปลี่ยนรูปศิลปะตามความนิยมมาเป็นปางมารวิชัย นั่งในท่าขัดสมาธิราบ   
---------------------
*** พระพุทธรูปมีแผงหลังประภาวลี เป็นพุทธศิลป์ที่มีรูปแบบอันเป็นลักษณะเฉพาะที่ถูกสร้างขึ้นในเขตสามรัฐขอมเจ้าพระยาเท่านั้น ก่อนจะถูกส่งต่อเข้าไปยังเมืองพระนครหลวง  กลายเป็นความนิยมของราชสำนักเขมรที่ก่อนหน้านั้นไม่เคยปรากฏรูปแบบของคติความเชื่อและพุทธศิลป์แบบผสมผสานนี้ ในที่แห่งใดในเขตอาณาจักรกัมพุชเทศะอย่างชัดเจนครับ
.
*** และก็เช่นเดิม คำอธิบายก็ยังคงยกให้ไปเป็นงานในศิลปะเขมร ย้อนยุคสมัยขึ้นไปในยุคบายน ช่วงกลางพุทธศตวรรษที่ 18  ทั้ง ๆ ที่ในช่วงศิลปะบายน ยังคงนิยมในคติพุทธแบบวัชรยาน/ตันตระ ไม่เคยปรากฏความนิยม คติความเชื่อและอิทธิพลพุทธศาสนาแบบลูกผสมนี้ หากไม่ผ่านจากรัฐในเขตลุ่มน้ำเจ้าพระยาจากแดนตะวันตกเข้าไป 
.
*** 100 ปี หลังยุคเมืองพระนคร บ้านเมืองในลุ่มน้ำเจ้าพระยาช่วงพุทธศตวรรษที่ 19 ก็ยังคงมืดมนและหายไปจากความเข้าใจเช่นเดิมครับ
เครดิต :FB
วรณัย  พงศาชลากร

วันศุกร์ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2564

พระเจ้าองค์ตื้อ ภูพระ

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก A giver is always beloved.
“พระเจ้าองค์ตื้อ ภูพระ” จากทวารวดีอีสานมหายานสู่พุทธสถานเถรวาท ที่ชัยภูมิ  
.
.
.
“วัดศิลาอาสน์” หรือ “ภูพระ” ตั้งอยู่บนเนินเขาหินทรายเล็ก ๆ ที่บ้านนาไก่เซา ตำบลนาเสียว อำเภอเมือง จังหวัดเมืองชัยภูมิ มีภูมิวัฒนธรรมเป็นเชิงลาดเทือกเขาหินทรายทางใต้ของเขาภูแลนคาตะวันออก/ตาดโดน ใกล้กับจุดโค้งของแนวเทือกเขา ที่เชื่อมต่อมาจากเขาเพชรบูรณ์ทางตะวันตกทอดยาวไปทางตะวันออก โค้งขึ้นไปทางทิศเหนือที่อำเภอคอนสวรรค์ ต่อขึ้นไปทางเหนือถึงภูเบ็ง น้ำพอง ภูฝอยลม ภูพระบาท ในเขตตำบลเมืองพาน อำเภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานี 
.
บนโขดเพิงหินเทินรูปดอกเห็ดตามธรรมชาติ 2 โขด ปรากฏการแกะสลักผนังของหินส่วนโคนของเพิง โขดทางทิศเหนือเป็นพระพุทธรูปใหญ่ เรียกกันว่า “พระเจ้าองค์ตื้อ” ที่หมายถึง “พระพุทธรูปใหญ่ (ที่สุด ในบริเวณนั้น)” (ตื้อ ในภาษาลาวหมายถึง มหาศาล ประมาณมิได้) อีกโขดหนึ่งอยู่ใกล้เคียงกันทางทิศใต้ แกะสลักเป็นพระพุทธรูปเรียงรายรอบผนังโคนด้านเหนือและตะวันตก 7 องค์ ครับ
.
พุทธศิลป์ของพระเจ้าล้านตื้อพระพุทธรูปปางมารวิชัย ขัดสมาธิเพชรหงายพระบาท แต่วางพระหัตถ์ซ้ายเหนือพระบาท/พระเพลา แตกต่างไปจากขนบงานศิลปะปางมารวิชัย พระวรกายใหญ่ พระพักตร์สี่เหลี่ยม พระขนงต่อกันเกือบเป็นเส้นตรง พระเนตรเปิดและมองตรง พระนาสิกแบน พระเกศาสลักเป็นเส้นขีดถี่ ไม่ทำเป็นวงก้นหอย ห่มคลุมแต่วางผ้าสังฆาฏิเป็นแถบใหญ่เฉียงพาดตรงมาจากพระอังสาซ้าย  
.
*** ส่วนพระพุทธรูป 7 องค์ ถึงจะมีมีพุทธศิลป์ที่คล้ายคลึงกัน แต่ก็มีรายละเอียดของรูปศิลปะและปางที่แตกต่างกัน จนดูเหมือนว่าจะไม่ได้ถูกแกะสลักขึ้นในช่วงเวลาเดียวกันครับ    
.
พระพุทธรูปเพิงเล็กมุมทิศตะวันออก/เหนือ และองค์แรกทางตะวันออก มีพุทธศิลป์ที่ดูเก่าแก่มากที่สุด คือแกะสลักในท่า “ธยานะมุทรา” (Dhyāna Mudra) หรือปางสมาธิ ไขว้ข้อพระชงฆ์ประสานขัดสมาธิเพชร หงายฝ่าพระบาทออกให้เห็นทั้งสองข้างแบบการปฏิบัติโยคะที่เรียกว่า “วัชราสนะ” (Vajrāsana)   พระหัตถ์ขวาวางเหนือพระหัตถ์ซ้าย อีกองค์หนึ่งปลายนิ้วพระหัตถ์ชนกัน นุ่งจีวรแบบห่มคลุม พระพุทธรูปนี้จึงควรถูกแกะสลักขึ้นครั้งแรกจากอิทธิพลของงานศิลปะแบบราชวงศ์ปาละ ***แบบทวารวดีอีสานมหายาน ส่วนพระพักตร์ พระเกศาและอุษณีษะทรงกรวยแหลม มีรูปแบบเดียวกับพระพุทธรูปในงานศิลปะแบบพระวิหาร ยุคพระเจ้าสูริยวรมันที่ 1  พระพุทธรูปสององค์เล็กที่เพิงฝั่งทิศใต้ในครั้งแรกนี้ จึงควรมีอายุในช่วงกลางพุทธศตวรรษที่ 16 เป็นงานศิลปะผสมระหว่างทวารวดีอีสานกับเขมร/พระวิหารในคติมหายาน    
.
ซึ่งในการแกะสลักครั้งแรก ก็อาจได้มีการแกะสลักโกลนของพระพุทธรูปไว้ รวม 7 พระองค์ ตามคติ “พระสัปตมานุษิพุทธเจ้า”(Sapta Mortal Buddha) ของฝ่ายมหายาน รวมทั้งโกลนของพระพุทธรูปองค์ตื้อ แต่ยังแกะสลักไม่แล้วเสร็จครับ
.
ประมาณพุทธศตวรรษที่ 17 จึงได้มีการแกะสลักรายละเอียดพระพุทธรูป 2 – 3 องค์ ให้สวมเทริดอุณหิสแบบเขมร และองค์ทางด้านทิศใต้องค์หนึ่งมีร่องรอยการสลักกรอศอตามแบบศิลปะแบบนครวัด จนเมื่อชาวล้านช้าง/เชียงแสน อพยพเข้ามาในช่วงพุทธศตวรรษที่ 21 – 22 จึงได้มีการแกะสลักองค์ตื้อขึ้นใหม่จากโกลนเดิมที่ทิ้งค้างไว้ในอดีต โดยพระองค์เล็กมุมทิศใต้ของเพิงเล็กก็มีรูปแบบเดียวกัน โดยลอกแบบมาจากพระพุทธรูปองค์ที่แกะสลักครั้งแรก รวมทั้งเลือกแกะสลักผ้าสังฆาฏิแบบเถรวาทเพิ่มเข้าไปเฉพาะพระพุทธรูปแบบที่ไม่สวมเทริดอุณหิส     
.
*** บริเวณภูพระในอดีต เป็นเส้นทางสำคัญเชื่อมต่อเมืองโบราณศรีเทพ ตามเส้นทางช่องเขาพังเหย ขึ้นไปสู่แดนอีสานเหนือตามตั้งแต่ยุคทวารวดี/ปาละ นักบวชและผู้ศรัทธากลุ่มหนึ่งคงได้เริ่มเข้ามาอาศัยเพิงผาหินเทินบนลาดเขา สร้างเป็นชุมชนที่พำนักปฏิบัติธรรมตามแนวทาง “พระป่า/อารัณยกะ”(Aranyaka)” หรือ “อารัญวาสี/อรัญวาสี” (Āraṇya-vāsī /Buddhist forest monastery /Forest renunciates) ดังเช่นที่เขาถมอรัตน์ ทางตะวันตกของเมืองโบราณศรีเทพ  โดยได้ปรับปรุงพื้นที่พำนักใต้โขดหินที่เทินเป็นเพิง ปรับแต่งพื้นและผนังหิน สกัดหินเป็นบ่อน้ำขนาดใหญ่น้อยและได้แกะสลักผนังเป็นรูปพระพุทธเจ้าศากยมุนีใต้โคนหินเทิน อภิเษกให้เป็น “เจติยสถาน” (Chaitya Hall) ในการประกอบสังฆกรรม มาตั้งแต่ช่วงต้นพุทธศตวรรษที่ 15  ต่เนื่องมาจนถึงราวพุทธศตวรรษที่ 17 แล้วปรากฏร่องรอยการทิ้งร้างไประยะหนึ่งครับ  
.
ประมาณพุทธศตวรรษที่ 21 – 22 จึงมีกลุ่มนักบวชและข้าโอกาส/กะโยม ที่นับถือพุทธศาสนาแบบเถรวาทเข้ามาใช้พื้นที่ภูพระอีกครั้ง ซึ่งในครั้งหลังนี้จึงได้มีการแกะสลักโกลนพระพุทธรูปใหญ่เดิมที่ทิ้งค้างไว้ขึ้นเป็นพระเจ้าองค์ตื้อ โดยเลียนแบบพุทธศิลป์จากพระพุทธรูปเพิงเล็กที่แกะสลักไว้ในยุคก่อนหน้า สลักเป็นท่าขัดสมาธิเพชรตามแบบพระสิงหล/เชียงแสน (หรือตามศิลปะนิยมแบบทวารวดีอีสานเดิม) ปางมารวิชัยแบบใช้พระหัตถ์ซ้ายที่เรียกว่า “ปางสะดุ้งกลับ” (กลับร้ายกลายเป็นดี) ที่ปรากฏคติและศิลปะในเชียงรุ้ง เชียงแสนล้านนาและล้านช้าง มาก่อนหน้าแล้ว ทั้งยังสลักผ้าสังฆาฏิให้กับพระพุทธรูปบางองค์เพิ่มเติมเพื่อเปลี่ยนให้เป็นพระพุทธเจ้าแบบเถรวาท ยกเว้นแต่พระพุทธรูปที่สวมเทริดอุณหิส (ที่อาจปล่อยให้เป็นพระศรีอาริยเมตไตรย)  
.
*** การใช้ประโยชน์จากภูพระเพื่อเป็นวัดป่า/อรัญวาสี (มีโคนหินเพิงสลักพระเจ้าองค์ตื้อเป็นศูนย์กลาง) คงได้สิ้นสุดลงกลายเป็นป่ารกชัฏ จนเมื่อชนกลุ่มชนลาวยุคหลังถูกกวาดต้อน/อพยพจากเวียงจันทน์ (ท้าวแล) เข้ามาในพื้นที่  จึงได้มีการมาพบเจติยสถานที่ภูพระอีกครั้ง ชาวลาวได้นำคติความเชื่อฮีตสิบสอง (ประเพณี 12 เดือน ที่เกี่ยวเนื่องกับพุทธศาสนาแบบลาว) คองสิบสี่ การบูชาผีฟ้า/ผีแถน/ผีบรรพบุรุษ ตามวิถีวัฒนธรรมของตน มาประยุกต์ใช้กับเจติยสถานเก่าแก่ในพระพุทธศาสนา โดยได้จัดให้มีพิธีกรรม “ลำผีฟ้า/บูชาแถน ในช่วงเดือน 3 และเดือน 5 ของทุกปี
.
*** ลำผีฟ้า/บูชาแถนของชาติพันธุ์ลาว เป็นการนำคติความเชื่อและพิธีกรรมบูชาผีฟ้า/ผีบรรพบุรุษ เข้ามาสวมทับกับซากพุทธสถานโบราณที่เพิ่งมาพบใหญ่ในเขตที่ตั้งชุมชนของตน จึงมิใช่เป็นคติเดียวกันแบบ “ผีปนพุทธ” มาตั้งแต่แรกนะครับ

เครดิต :FB
วรณัย 

วันอังคารที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2564

พระพุทธรูปปฏิมากรทองคำ

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก A giver is always beloved.
“พระพุทธปฏิมากรทองคำ” พุทธศิลป์แบบปลายรัฐสุโขทัย วัดหงส์รัตนารามราชวรวิหาร

พระพุทธรูปประประธานในพระวิหาร วัดหงส์รัตนารามราชวรวิหาร เป็นพระพุทธปฏิมากรทองคำเนื้อแก่ทองแดง ที่เป็นโลหกรรมแบบโบราณที่ใช้ทองคำบริสุทธิ์ (ที่มีสายแร่ทองแดงผสมมาตามธรรมชาติ/ไม่มีการถลุงแยก) มาใช้เป็นโลหะวัสดุในการหล่อแบบไล่ขี้ผึ้งทั้งองค์ มีพุทธศิลป์แบบปางมารวิชัย ขัดสมาธิราบ มีพระพักตร์กลมไข่ พระเนตรเล็ก พระขนงโก่งเชื่อมกับสันพระนาสิกทั้งสองด้าน พระโอษฐ์ทรงกระจับเล็ก พระหนุสอบเล็กกลม ขนาดหน้าตักกว้าง 1.6 เมตร สูง 1.83 เมตร เดิมนั้นถูกหุ้มปูนพอกไว้เป็นพระประธานของวิหารร้าง (โบสถ์เก่า) ที่มีพุทธศิลป์แบบต้นรัตนโกสินทร์ ต่อมาใน พ.ศ. 2499 พระสุขุมธรรมาจารย์ เจ้าอาวาสวัดหงส์รัตนารามในเวลานั้น ได้พบรอยกะเทาะของปูนหุ้มที่พระพักตร์ของพระพุทธรูป ทำให้รู้ว่ามีพระพุทธรูปทองคำฝังอยู่ภายในองค์พระ จึงได้แกะปูนที่พอกออกทั้งหมด เมื่อมีการขัดผิวขององค์พระเกิดจึงเป็นสีทองแวววาวเปล่งปลั่ง จึงถูกถวายพระนามว่า “หลวงพ่อทองสุก”ครับ 
.
ที่ฐานเขียงขององค์พระพุทธรูป ปรากฏจารึกภาษาไทยสุโขทัย 3 บรรทัด ที่อาจารย์ฉ่ำ ทองคำวรรณ ได้อ่านแปลไว้ ความว่า 
.
“...ศาสนาพระเจ้าได้ ๑๙๖๗ (ปีแบบลังกา) ปีเถาะ เดือน ๓ ออก ๗ คํ่า เสด็จท่านพระญาศรียศราช...... ศรัทธาประสาทอวย ทานกัดสวน ๒ อัน แห่งเจ้านนทปัญญาเป็นฉัน พระเจ้าองค์นี้ สวนหนึ่งต้นคํ้า ตระพังปลาย จดดอกหวาย ๖ ไร่สวน .....กับลูกเมีย.... ข้าวของทั้งมวลบําเรอพระเจ้านี้บ่ต่อสิ้นพงศ์แห่งมัน เมื่อสิ้นเขาผู้ใดบําเรอพระเจ้าได้ให้ (รุ่งเรือง ?)......”
 .
*** ชื่อนามพระญาศรียศราช และปี พ.ศ. 1966 สอดรับกับพระนาม “เจ้าราชศรียศ”ในพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับปลีก เลขที่ 222, 2/ก,104 (ความเริ่มจากลำดับที่ 471-476 ภาคปลาย) ความว่า 
.
“...แล้วให้ส่งหนังสือไปถือพระมหา (ธรรมราชา) แลพระยารามราช พ่อยาแสนสอยดาว ได้พระกำหนดผู้เป็นเจ้าที่มีพระบัณฑูรแต่ก่อนหน้าแล้ว และพระยาเชลียงก็ไว้ (มอบ) เมืองสวรรคโลกแก่เจ้าราชศรียศ ผู้เป็นบุตร หมื่นใจขวาง ขุนนครไชย นักพฤทธิ์ ทั้งหลายแลพลกุฎีศีลบาล (ข้าโอกาส) ประมาณ ๓,๐๐๐ คนแล้ว พระยาเชลียงก็สั่งแก่เจ้าราชศรียศว่า ถ้าพระยาทั้งสามให้ช้างขึ้นมาถึงเราเมื่อใดไซร้ ก็ให้เร่งตามทัพเราจนทัน อนึ่งถ้าพี่เรามหาธรรมราชามาถึงไซร้ ให้เข้ามาอยู่รั้งเมืองด้วย....” 
.
สอดรับกับตำนาน มูลศาสนา (ฉบับวัดยางควง เชียงตุง) ที่ระบุว่า “...ในปี พ.ศ. 1972 พระยาเชลียงมีพระนามว่า “ไสยศรียศ”...” 
.
พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับปลีกและตำนานมูลศาสนาวัดป่าแดง กล่าวถึงช่วงเวลาที่สมเด็จพระบรมราชธิราชที่ 2 เจ้าสามพระยาขึ้นครองราชย์ในปี พ.ศ. 1967 ใกล้เคียงกันว่า ขณะนั้นพระยาบาล/บรมปาล เมืองเจ้าเมืองพิษณุโลกได้ลงมาเข้าเฝ้าที่เมืองสองแคว เจ้าสามพระยาจึงพระราชทานสุพรรณบัฏเครื่องราชูปโภคและเฉลิมพระนามเป็นมหาธรรมราชา และโปรดเรียกให้พระยารามราช พระยาเชลียง และพระยาแสนสอยดาว มาช่วยงานด้วย ซึ่งก่อนหน้านั้น รัฐสุโขทัยภายหลังพรญาเลอไท ในปี พ.ศ. 1952 ได้แตกแยกออกจากกันเป็น 4 ส่วน มีกษัตริย์ปกครองเป็นอิสระต่อกัน โดยมี “พญาบาลเมือง/บรมปาล” (มหาธรรมราชา) ปกครองอยู่ที่เขตสองแคว มีความสัมพันธ์กับ “พญาเชลียง” ที่ปกครองเขตสวรรคโลก (ต่อมาคือ พระยาไสศรียศ) “พญารามราช” ที่ปกครองกรุงสุโขทัยและ “พญาแสนสอยดาว” ที่กำแพงเพชร (ปรากฏชื่อพระนามชัดเจนในจารึกลานเงินเสด็จพ่อพระยาสอย พ.ศ. 1963)  ครับ
.
*** พระพุทธรูปทองคำที่วัดหงส์รัตนาราม จึงควรถูกหล่อขึ้นในยุคพระญาเชลียง กษัตริย์แห่งเมืองเชลียง พระราชบิดาของเสด็จท่านพระญาศรียศราช พระราชโอรสผู้ถวายพระพุทธรูปทองคำ ในปี พ.ศ. 1966 ที่เมืองเชลียง ช่วงเวลาก่อนที่พระบรมราชาธิราชที่ 2 เจ้าสามพระยา (กรุงศรีอยุธยา) จะขึ้นครองราชย์
.
เป็นตัวอย่างอันดีของพัฒนาการงานพุทธศิลป์แบบรัฐสุโขทัยแท้ ๆ  ปลายยุคสมัยแห่งความรุ่งเรือง ช่วงต้นของปลายพุทธศตวรรษที่ 20 ที่ยังไม่ปรากฏอิทธิพลงานศิลปะแบบอยุธยาเข้ามาผสมผสานครับ
เครดิต : FB
วรณัย  พงศาชลากร
EJeab  Academy