วันอังคารที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563

สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก ยิ่งให้ยิ่งได้ ยิ่งหวงยิ่งอด เราไม่หวงเราไม่อด หมดเดี๋ยวก็มา
สนในปีพ.ศ.2309-2310 ช่วงเวลาที่แสนทุกข์ทรมาณ ตลอดระยะเวลา 5 เดือนที่บ้านเมืองเสียหายหนักจากข้าศึกที่ล้อมและทำลายราชธานีที่อยู่ยาวนานกว่า 417 ปีสิ้นสุดลง ท่ามกลางแสงเพลิงที่ลุกโชติช่วงเห็นได้ระยะไกล แม่น้ำเจ้าพระยาเป็นสีเลือด ชาวบ้านต่างวิ่งหนีเอาตัวรอด บ้างก็ถูกฆ่า ถูกจับเป็นเชลย ถูกข่มขืน ท้องฟ้ามืดดำ 
     แต่ก็ก่อเกิดวีรกรรมพระมหากษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่ พร้อมนายทหารคู่พระทัย ที่นำพาบ้านเมืองให้รอดพ้นจากข้าศึกที่มีจุดประสงค์เพียงเพื่อทำลายบ้านเมืองเราให้พินาศสิ้นเป็นเถ่าธุลี พระปรีชาสามารถที่ยิ่งใหญ่นำพากองทหารอันน้อยนิด ตีฝ่าวงล้อมไปทางตะวันออก เพื่อรวบรวมกำลังกองกู้บ้านเมืองให้มีได้จนถึงวันนี้ นั้นคือสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช พระมหากษัตริย์เป็นที่รักและเคารพ ของประชาชนชาวไทย บิดาแห่งกองทหารม้า และ กองทัพเรือ ให้คงอยู่จวบจนปัจจุบัน
     สมเด็จพระเจ้าตากฯทรงเข้าตีเมืองจันทบูร หวังที่จะรวบรวมกำลังกอบกู้บ้านเมือง โดยทรงส่งคนไปเจรจาขอความร่วมมือกับพระยาจันทบูร แต่สุดท้ายพระยาจันทบูรทะนงตัวว่า เมืองจันทบูรเป็นเมืองใหญ่มาช้านาน จะให้ใครมากำกับแค่พระยามีชื่อ จะเป็นการลดเกียรติ์ของเจ้าเมืองที่มั่นคง ไม่มีข้าศึกใดทำลายเมืองนี้ได้ จึงตอบปฎิเสธไป 
      พระเจ้าตากฯทรงเข้าตีเมืองจันทบูรเป็นหลายครั้ง ก็ไม่อาจหักเอาเมืองนี้ได้ จึงได้เรียกขวัญกำลังใจจากทหารเหลืออยู่ โดยให้กินข้าวกินปลา และทุบหม้อข้าวทิ้ง โดยประกาศว่า จะไปกินข้าวกันที่เมืองจันทบูร พระเจ้าตากทรงช้างพังสิริกุญชร ไสชนประตูเมืองจันทบูรหักพักทลายลง ทหารตรู่เข้าจับพระยาจันทบูรยึดเมืองได้สำเร็จ 
      จึงทรงให้ทหารต่อเรือรบ ประมาณร้อยลำ ณ ที่นี้ และรวบรวมกำลังพล เคลื่อนทรงทะเล ย้อนกลับไปทางปากแม่น้ำเจ้าพระยา ผ่านป้อมวิชัยประสิทธิ์ เข้าตั้งค่ายประชิดพม่า ณ ต.ค่ายโพธิ์สามต้น เป็นสามค่ายในเวลากลางคืน ด้วยสถานการณ์ที่หละหลวมของการตรวจการณ์ของพม่าหลังจากพิชิตกรุงศรีอยุธยา ก็มีเพียงทหารพม่าเพียงไม่มาก รักษาค่าย โดยสุกี้พระนายกองเป็นแม่ทัพเช่นเดิม การวางแผนของพระเจ้าตากฯที่จะพิชิตค่ายใหญ่พม่า ณ โพธิ์สามต้นต้องเป็นไปอย่างรัดกุม 
      การปิดล้อมค่ายใหญ่ ณ โพธิ์สามต้นด้วยกำลังของพระเจ้าตากมีเวลาจำกัด จึงทรงส่งทัพไปก่อกวนตีปล้นค่ายแบบกองโจรในเวลากลางคืนนานหลายวัน แต่ก็ไม่อาจหักเอาค่ายใหญ่ได้ พระเจ้าตากจึงทรงวางแผนใช้หน่วยทะลวงฟันแบ่งกำลังไปตัดลำเลียงเสบียงอาหารที่จะส่งไปในค่าย ทำให้ทหารพม่าเริ่มอดอยาก จึงต้องฆ่าม้า ฆ่าควายมากินแทน 
     แต่โชคของพระองค์ก็เข้าข้าง เมื่อทหารพม่าจำนวนหนึ่งกำลังสาละวนกับ พวกครัวมอญที่อพยพล่วงแดนเข้ามา พวกพม่านับร้อยคุมพวกมอญเข้าค่าย พระเจ้าตากจึงแบ่งกำลังแฝงตัวเข้าไปตามครัวมอญ และส่งหน่วยกองทะลวงฟันเข้าตีค่ายพม่าพร้อมกันรอบด้าน โดยที่พม่าไม่ทันได้ตั้งตัว การโจมตีโกลาหลพม่ามิอาจรับมือได้ทัน ต่างหนีเข้าไปในค่าย เกิดตะลุมบอนทั้งสองฝ่าย จนไปถึงค่ายหลวง ไม่นานสุกี้พระนายกองตายที่รบ พระเจ้าตากและทหารไล่ฆ่าพม่าแตกหนีไปไม่เป็นขบวน เมื่อค่ายใหญ่แตก ก็ทรงเคลื่อนไปขับไล่พวกพม่าที่เหลือในเกาะกรุงศรีอยุธยาสำเร็จ
     สิ่งที่ทรงเห็น ณ ตอนนั้น มีแต่ซากปรักหักพังของราชธานีที่มีมายาวนานกว่า 400 ปี จึงทรปรารภว่า คงมิอาจเป็นดั่งเก่าได้อีกแล้ว จึงทรงตั้งพระทัย อพยพชาวบ้านและกำลังพระองค์ลงมาทางใต้ เพื่อสร้างราชธานีใหม่ จนมาถึงธนบุรีก็ใกล้รุ่ง จึงทรงสร้างวัดอรุณฯขึ้น และทรงสร้างพระราชวังเดิมธนบุรีทางฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยาในปีพ.ศ. 2310  
ปราบดาภิเษกเป็นพระมหากษัตริย์พระนามว่า สมเด็จพระเจ้าตากสิน แห่งกรุงธนบุรี บัดนั้นเป็นต้นมา
เครดิต ;fb
จิรชาติ เวชโชติ

วันจันทร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563

พ่อขุนเม็งราย

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก ยิ่งให้ยิ่งได้ ยิ่งหวงยิ่งอด เราไม่หวงเราไม่อด หมดเดี๋ยวก็มา
พ่อขุนเม็งราย
“พ่อขุนเม็งราย” หรือที่คนล้านนารู้จักกันในนาม “พญามังราย” เป็นราชโอรสของ “พระเจ้าลาวเมง” แห่งราชวงศ์ลวจักราช ผู้ครองหิรัญนครเงินยาง กับ
“พระนางอั้วมิ่งจอมเมือง” หรือ “พระนางเทพคำ” ขยาย ราชธิดาของท้าวรุ่งแก่นชายเจ้าเมืองเชียงรุ้ง พระองค์ประสูติเมื่อวันอาทิตย์ แรม 9 ค่ำ เดือนอ้าย ปีกุนเอกศกจุลศักราช 601 ตรงกับพุทธศักราช 1781 เมื่อมีพระชนม์ได้ 16 พรรษา พระบิดาได้สู่ขอ ธิดาเจ้าเมืองเชียงเรืองมาเป็นคู่อภิเษกแล้วโปรดให้เมงรายเป็นมหาอุปราช เมื่อพระเจ้าลาวเมงสวรรคตในปี พ.ศ.1802 เมงรายราชโอรสจึงได้ครอง “เมืองหิรัญนครเงินยาง” สืบแทน ในขณะที่มีพระชนม์ 21 พรรษา
คนล้านนาถือ “พญามังราย” เป็นปฐมกษัตริย์ของราชวงศ์มังรายและสร้างความรุ่งเรืองให้กับอาณาจักรล้านนาก่อนที่จะถูกพม่าปกครองเป็นเวลา 200 กว่าปี พญามังรายมีพระราชกรณียกิจที่สำคัญทั้งหมด 4 เรื่อง ดังต่อไป
1. ทรงสร้างเมืองเอกในแว่นแคว้นถึง 3 เมืองได้แก่
-เมืองเชียงราย เมื่อ พ.ศ.180
-เมืองกุมกาม (ปัจจุบันคืออำเภอสารภีจังหวัดเชียงใหม่) เมื่อ พ.ศ.1829
-เมืองเชียงใหม่ เมื่อ พ.ศ.1834
นอกจากนั้น พระองค์ยังได้ทรงบูรณะ “เมืองหิรัญนครเงินยาง” และในปี พ.ศ.1811 ได้บูรณะเมืองฝางเพื่อใช้เป็นที่ชุมนุมไพร่พลของพระองค์ (ซึ่งแต่เดิมเมืองฝางตกเป็นเมืองขึ้นของเมืองหิรัญนครเงินยางมาก่อน) และโปรดให้ “ขุนอ้ายครือคำลก” หรือ “ขุนเครื่อง” ราชโอรสองค์ใหญ่ไปครองเมืองฝาง
2. ทรงแผ่พระเดชาในทางการรบ
กล่าวคือหลังจากได้ส่งกองทัพไปปราบเมืองมอบ เมืองไร และเมืองเชียงคำได้แล้ว ในปี พ.ศ.1824 ตีเมืองหริภุญชัยจาก “พระยายีบา” กษัตริย์ขอม พระยายีบาหลบหนีไปอยู่กับพระเบิกที่นครเขลางค์พ.ศ.1828 พระยายีบา และพระยาเบิกยกทัพขอมมาเพื่อตีเมืองหริภุญชัยคืน พ่อขุนเมงรายจึงทรงแต่งตั้งพระโอรสคือ ขุนคราม ยกทัพออกไปต้านทาน ได้รบกับ “พระยาเบิก” และจับพระยาเบิกสำเร็จโทษ พระยายีบารู้ข่าวว่าเสียบุตรจึงทิ้งเมืองเขลางค์หนีไปพึ่งพระยาพิษณุโลก เจ้าขุนครามจึงได้เมืองเขลางค์อีกเมืองหนึ่งนับว่าดินแดนภาคเหนือทั้งหมดพ่อขุนเมงรายได้ครอบครองโดยทั่วอาณาจักรลานนาในรัชสมัยของพระองค์มีอาณาเขตกว้างไกลดังนี้
ทิศเหนือ จรด สิบสองปันนา
ทิศใต้ จรด อาณาจักรสุโขทัย
ทิศตะวันออก จรด แคว้นลาว
ทิศตะวันตก จรด แม่น้ำสาละวิน
พ.ศ.1829 ยกทัพไปตีเมืองหงสาวดี “พระเจ้าหงสาวดีเจงพยุเจง” เกรงพระบารมีจึงแต่งเครื่องราชบรรณาการมาถวายขอเป็นไมตรีโดยยกพระราชธิดาพระนามว่า “นางปายโค” (ตะละแม่ศรี) ให้เป็นบาทบริจาริกาแด่พ่อขุนเม็งราย พ.ศ.1832 ยกทัพไปตีเมืองพุกาม พระเจ้าอังวะให้ราชบุตรนำเครื่องบรรณาการมาต้อนรับขอเป็นไมตรี
3. ทรงนำความเจริญในด้านศิลปกรรม เกษตรกรรม และพาณิชยกรรมมาสู่แคว้นลานนา
โดยเมื่อครั้งที่ยกทัพไปตีเมืองพุกาม พระองค์ได้นำช่างฝีมือต่างๆ เช่น ช่างฆ้อง, ช่างทอง และช่างเหล็ก ชาวพุกามเข้ามาฝึกสอนชาวลานนาไทย จึงเข้าใจว่าศิลปต่างๆ ของพุกามที่มีเหลืออยู่ในปัจจุบันน่าจะเริ่มมาแต่นั้นเมื่อจำนวนไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินของพระองค์มีมากขึ้น ก็ทรงจัดหาทำเลที่เหมาะสมในการเกษตร และการค้าเพื่อให้มีอาชีพทั่วหน้า
4. ทรงเป็นนักปกครองที่สามารถและประกอบด้วยคุณธรรมสูงส่ง
“พ่อขุนเมงราย” ทรงเลื่อมใน และศรัทธาในพระพุทธศาสนา โดยเป็นองค์ศาสนูปถัมภก และทรงนำหลักธรรมทางศาสนามาใช้ในการปกครองราษฎรของพระองค์ได้อยู่อย่างร่มเย็นเป็นสุขมีศีลธรรมอันดีมีอัธยาศัยโอบอ้อมอารี แก่คนทั่วไปซึ่งเป็นมรดกด้านคุณธรรมที่ตกทอดถึงลูกหลานชาวลานนา จนตราบเท่าทุกวันนี้ แม้ว่าพระองค์ทรงเป็นนักรบผู้แกล้วกล้า แต่การใดที่เป็นทางนำไปสู่ความหายนะเป็นเหตุให้เสียเลือดเนื้อระหว่างคนไทยด้วยกัน พระองค์จะทรงหลีกเลี่ยง ดังจะเห็นได้จากการที่พระองค์ทรงรับไมตรีจากเจ้าผู้ครองนครต่างๆ และการกระทำสัตย์ปฏิญาณระหว่างสามกษัตริย์ดังกล่าว
พระปรีชาสามารถในด้านการปกครองอีกเรื่องหนึ่งได้แก่ การวางระเบียบการปกครองหรือกฎหมายที่ทรงตราขึ้นไว้เป็นพระธรรมศาสตร์ ใช้ในการปกครองแผ่นดิน เรียกว่า “กฎหมายมังรายศาสตร์” เพื่อให้ลูกขุนใช้เป็นบรรทัดฐานในการพิจรณาในการพิพากษาผู้กระทำผิดสมควรแก่โทษานุโทษโดยมิให้เลือกเห็นแก่หน้าว่าจะเป็นผู้ใหญ่ ผู้น้อย หัวหมู่ หรือไพร่น้อยเมื่อกระทำผิดย่อมต้องได้รับโทษเช่นเดียวกัน
วัดเชียงมั่น วัดแห่งแรกของจังหวัดเชียงใหม่
กล่าวโดยสรุปแล้วพระราชกรณียกิจที่สำคัญทั้ง 4 เรื่องที่พญามังรายได้ทำให้อาณาจักรล้านนามีความเจริญรุ่งเริ่มได้ทำเป็นขั้นเป็นตอน โดยเริ่มจากการขยายอาณาจักรสร้างเมืองต่างๆ ที่สำคัญได้แก่ เวียงกุมกามและเมืองเชียงใหม่ ต่อมาเมื่อพระองค์ขยายอาณาจักรล้านนาไปครบทั้ง 4 ทิศแล้วก็ได้นำศิลปวัฒนธรรมจากเมืองต่างๆ ที่พระองค์ได้ไปตีมานำมารวมกันไว้ที่ศูนย์กลางของอาณาจักร สุดท้ายพญามังรายยังถือว่าเป็นกษัตริย์นักปกครองที่ใช้หลักธรรมทางศาสนาเชกเช่นกับพญาร่วง (พ่อขุนรามคำแหง) สิ่งเหล่านี้ทำให้อาณาจักรล้านนาเจริญรุ่งเรืองเป็นอย่างมาก และปัจจุบันยังคงเหลือรากอารยธรรมล้านนาให้ลูกหลานสืบสานต่อไปในอนาคต

สมาธิรักษาโรค

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก ยิ่งให้ยิ่งได้ ยิ่งหวงยิ่งอด เราไม่หวงเราไม่อด หมดเดี๋ยวก็มา
การใช้สมาธิในการรักษาโรค
โดยหลวงพ่อพุธ​ ได้เมตตาแนะนำไว้ดังนี้
วิธีนั่งสมาธิเพื่อรักษาโรคภายในภายนอก
ก่อนอื่นหลังจากที่เราไหว้พระสวดมนต์เสร็จแล้ว ให้อธิษฐานจิตว่า
“ขอบารมีสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จงดลบันดาลให้โรคภัยไข้เจ็บของข้าพเจ้าหายไป ณ บัดนี้”
แล้วก็มานึกในใจ พุทโธ ธัมโม สังโฆ พุทโธ ธัมโม สังโฆ แล้วก็นึกว่าพระพุทธเจ้าอยู่ที่จิตของเรา​ พระธรรมอยู่ที่จิตของเรา พระสงฆ์อยู่ที่จิตของเรา เราจะสำรวมเอาจิตอย่างเดียว
แล้วก็นั่งขัดสมาธิ ตั้งกายให้ตรง ตั้งสติให้ดี สูดลมหายใจช้าๆ เบาๆ สัก ๔ – ๕ ครั้ง สูดเข้า-ปล่อยออก นับเป็น ๑ ครั้ง
พอทำถึง ๕ ครั้งแล้ว ก็นั่งทำใจให้เฉยๆ อย่าไปตั้งใจคิดอะไร กำหนดสติรู้ใจของเราอยู่เฉยๆ
ในช่วงนั้น ลมหายใจจะปรากฏในความรู้สึกของเรา ก็ดูลมหายใจเรื่อยไป อันนี้ถ้าเราทำได้
จิตสงบ จะมองเห็นลมหายใจขาว วิ่งออก วิ่งเข้า พอมองเห็นลมหายใจขาววิ่งออกวิ่งเข้า
เราเป็นโรคภัยไข้เจ็บอยู่ที่ไหน จิตมันจะวิ่งไปที่ตรงนั้น ลมจะวิ่งตามไป เช่น เป็นแผลในกระเพาะ ลำไส้
พอลมหายใจขาวสะอาดดีแล้ว มันจะวิ่งไปสู่จุดที่มันรู้สึกเจ็บนั่นแหละ พอจิตวิ่งไปตรงนั้น ลมก็ตามไป แล้วมันจะไปสัมผัสขึ้น สัมผัสลง อยู่ที่ตรงนั้น แล้วจะทำให้แผลในกระเพาะ หรือลำไส้หายได้
อันนี้มีคนเขาทำหายมาหลายคนแล้ว อันนี้วิธีทำสมาธิรักษาโรค
เมื่อจิตของเราไปรวมอยู่ที่ลมหายใจ มองเห็นลมหายใจวิ่ง ออก วิ่งเข้า ขาวเหมือนปุยนุ่น ปุยฝ้าย
ในช่วงนั้นจิตสงบเป็นสมาธิ มันจะดึงดูดเอาพลังรอบข้างเข้าไปรวมอยู่ที่จุดนั้น เรียกว่า พลังจักรวาล
พอหลังจากนั้น จิตเขาจะทำหน้าที่ของเขาเอง เราไม่ต้องไปบังคับเขา เราเจ็บที่ตรงไหน ปวดที่ตรงไหน ขัดข้องที่ตรงไหน
เช่น​ อย่างเกิดความมึนตึงในสมอง ปวดศีรษะบ่อยๆ ตึงเครียด มันจะคลายเบาบางลง แล้วในที่สุดจะหายขาด
บางคนไปทำเพียง ๓ วันก็หาย
อันนี้คือวิธีทำสมาธิรักษาโรคภัยไข้เจ็บด้วยตนเอง
โอวาท​ธรรมคำสอนของพระราชสังวรญาณ​ (หลวงพ่อพุธ​ ฐายิโย)​
หลวงพ่อพุธ​ ฐานิโย​ วัดป่าสาลวัน​ อ.เมือง​ จ.นครราชสีมา
เครดิต;
FB มหาธรรมทาน

พระพุทธรูปทรงเครื่องกษัตริย์

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก ยิ่งให้ยิ่งได้ ยิ่งหวงยิ่งอด เราไม่หวงเราไม่อด หมดเดี๋ยวก็มา
พระพุทธรูปทรงเครื่องกษัตริย์
"พระพุทธนิมิตรวิชิตมารโมลีศรีสรรเพชญบรมไตรโลกนาถ”
 เป็นชื่อนามของพระพุทธรูปทรงเครื่องกษัตริย์ พระประธานภายในพระอุโบสถวัดหน้าพระเมรุราชิการามวรวิหาร ที่ตั้งอยู่ทางเหนือนอกเกาะเมืองกรุงศรีอยุธยาใกล้กับคูเมืองแม่น้ำลพบุรี เป็นชื่อที่เพิ่งถูกถวายพระนามขึ้นใหม่โดย “พระยาไชยวิชิตสิทธิสาตรามหาประเทศราชชาติเสนาบดี” (เผือก)  ผู้รักษา (รั้ง) กรุงเก่า แม่กองในการบูรณปฏิสังขรณ์วัดหน้าพระเมรุฯ ในปี พ.ศ. 2378 เพื่อเป็นการเฉลิมพระยศพระเกียรติล้นเกล้า ฯ รัชกาลที่ 3 ไปพร้อมกับการใส่ชื่อนาม “วิชิต” ของตน ร่วมในการพระราชกุศลอันมงคลเพื่อเป็นพุทธบูชาประกอบไปพร้อมกันด้วย 
การสร้างพระพุทธรูปทรงเครื่องกษัตริย์-จักรพรรดราชที่เก่าแก่ที่สุด ปรากฏหลักฐานจากคติพุทธศาสนาฝ่าย “นิกายสรวาสติวาท” (Sarvāstivāda)  ที่เริ่มปรากฏงานพุทธศิลป์ครั้งแรกในช่วงพุทธศตวรรษที่ 5 - 6 มีความหมายถึง “พระโพธิสัตว์” (Bodhisattva) ทั้ง “เจ้าชายสิทธัตถะ” (Siddhartha) ที่ยังไม่บรรลุโพธิสมภาร และ “พระโพธิสัตว์ไมเตรยะ” (Bodhisattva Maitreya) ปรากฏความในคัมภีร์ “ลลิตวิสตระสูตร” (Lalitavistara Sūtra) ว่า เป็นกษัตริย์อยู่บนสวรรค์ รอการมาประสูติเป็นอนาคตพุทธเจ้า
ในคติมหายาน (Mahāyāna Buddhism) และพุทธตันตระ (Tantric Buddhism - Vajrayana Tantra) พุทธศิลป์ทรงเครื่องจะหมายถึง “พระมหาไวโรจนะ – พระอาทิพุทธ – พระวัชรสัตว์พุทธะ” (Mahāvairocana- Ādi-Vajrasattva Buddha) พระพุทธเจ้าผู้เป็นราชาเหนือเหล่าพระตถาคต – พระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าพระองค์แรกที่ให้กำเนิดพระฌานิพุทธเจ้า “ปัญจสุคต” (Paῆca Sugatā) ในพุทธภาวะ “สัมโภคกาย” (Sambhoga-kāya)  ทั้ง 5 พระองค์ ที่เริ่มปรากฏรูปประติมากรรมทางศิลปะในปาละ – พุกาม – กัมพุชเทศะ มาตั้งแต่ช่วงต้นพุทธศตวรรษที่ 14  
ส่วนคติฝ่าย “สถวีรวาท-วิภาชยวาทิน” (Sthāvirīya -Vibhajjavāda) - หีนยาน (Hīnayāna) หรือเถรวาท (Theravāda)  พระพุทธรุปทรงเครื่องกษัตริย์จะหมายความถึง “พระศรีอาริยเมตไตรย” (Phra Sri Ariya Metteyya) ครั้งที่ยังคงเป็นพระโพธิสัตว์ที่กำลังบำเพ็ญสมาธิประทับอยู่บนสวรรค์ชั้นดุสิต เพื่อรอการเสด็จลงมาประสูติเป็นพระอนาคตพุทธเจ้าพระองค์สุดท้ายในภัทรกัปป์ ปรากฏรูปประติมากรรมพระศรีอาริยเมตไตรยทรงเครื่องกษัตริย์ในลังกา รามัญและพุกาม ตั้งแต่ช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 15 อีกทั้งยังหมายถึงคติ “ท้าวชมพูบดี” (Jambupati)  พระสูตรนอกนิบาตที่เล่าถึงเรื่องราวพระพุทธเจ้าสมณโคตม (Samaná Gautama) กำราบพระยาชมพูบดี ที่ถูกแต่งขึ้นในเขตรามัญ-พม่า-ล้านนา ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 19 – 20 แต่เพิ่งปรากฏรูปประติมากรรมทางศิลปะในช่วงพุทธศตวรรษที่ 21 – 22 
ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 18 – 19 ได้เกิดคติ “พุทธราชา” (Buddharāja) ที่ได้รับอิทธิพลจากคติ “จักรวาทิน” (Cakravartin)  ในความหมายที่พระพุทธเจ้าทรงเป็นจักรพรรดิแห่งจักรวาล จากฝ่ายปาละ – พุกาม และลัทธิเทวราชา (Devarāja) จากฝ่ายกัมพุชะเทศะ พัฒนาเป็นคติ “จักรพรรดิราชา” (Chakravartirāja)  จักรพรรดิผู้เป็นใหญ่เหนือเหล่าพระราชา   
ลัทธิเถรวาทในกลุ่มรัฐลุ่มน้ำเจ้าพระยาได้สร้างคติ “พระจักรพรรดิราช” ที่กษัตริย์สามารถเป็นพระพุทธจักรพรรดิราชผู้ครองชมพูทวีปทั้ง 4 ในกัปป์ที่พระพุทธเจ้าศรีอาริยเมตไตรยยังไม่ได้ลงมาจุติได้ ดังปรากฏในวรรณกรรม "ไตรภูมิพระร่วง" เพียงแต่กษัตริย์ที่ต้องการเป็นพระจักรพรรดินั้นจะต้องครอบครองแก้วจักรพรรดิ 7 ประการ จึงจะเป็นพระจักรพรรดิราชผู้ครอบครองชมพูทวีป ที่ถูกนำมาใช้ใน เป็นข้ออ้างในการพระราชสงครามเพื่อการขยายอาณาจักรทั้งของฝ่ายพุกาม หงสาวดี อังวะ กรุงศรีอยุธยา หลวงพระบาง เวียงจันทน์ และละแวก มาตั้งแต่ช่วงต้นพุทธศตวรรษที่ 18-22 
แล้วพระพุทธรูปทรงเครื่องกษัตริย์ที่วัดหน้าพระเมรุ ควรมาจากคติอะไร เป็นพระราชนิยมในสมัยไหน ?
----------------------------------
*** พระพุทธรูปทรงเครื่องกษัตริย์ ประธานแห่งวัดหน้าพระเมรุ เป็นพระพุทธปฏิมาประทับขัดสมาธิราบ ปางมารวิชัย ครองจีวรห่มดอง มีชายผ้าสังฆาฏิทิ้งเป็นแถบยาวหน้าพระนาภี ประดับด้วยอุณหิสเทริดทรงมงกุฎยอดชัย (เดินหน) ทัดด้วยครีบข้าง (หูเทริด) ปลายแหลมคั่นหน้าพระกรรณ (หู) ประดับกระจก แบบครอบพระเศียรไม่ใช่แบบผูกด้านหลังอย่างงานศิลปะเขมร สวมกรองศอ สังวาลไขว้ประดับด้วยกระจังและตาบทับทรวง พาหุรัดทองข้อพระกรและข้อพระบาท สวมพระธำมรงค์ทุกนิ้วพระหัตถ์ (อาจหายไปตอนบูรณะใหม่ในสมัยรัชกาลที่ 3) ตามแบบ “ทรงเครื่องใหญ่” ของกษัตริย์หรือพระจักรพรรดิราชา
ส่วนพระพักตร์เป็นรูปกลมไข่ พระขนงโก่งโค้งเป็นสันคมมาบรรจบกันที่ตรงกลางเหนือพระนาสิกทรงชมพู่โด่ง เว้นช่องกลางพระนลาฏไว้เพื่อต่อเป็นสันคมของพระนาสิก พระเนตรเหลือบมองต่ำ (ตานกนอน) ปลายพระเนตรชี้ขึ้นสูง  โปนพระเนตรโค้งใหญ่รับกับพระขนง พระเนตรล่างที่เปิดเหลือบเป็นลอนโค้งปลายแหลม แอ่นโค้งที่ตรงกลางพระกาฬเนตร ริมพระโอษฐ์บาง ปลายแหลมโค้งขึ้นตรงกับพระกาฬเนตรแบบแย้มพระสรวล พระหนุนูนกลมตรงกลางรับกับพระนาสิก พระกรรณกลมซ้อนยอดแหลมบายศรี ติ่งพระกรรณเว้าโค้งออกเจาะเป็นช่องยาวปลายประดับด้วยกุณฑลที่โค้งออกตามติ่งพระกรรณ ตามแบบงานศิลปะช่างหลวงสมัยพระเจ้าปราสาททอง 
เมื่อครั้งแรกสร้างในช่วงพุทธศตวรรษที่ 21 (พระบรมไตรโลกนาถถึงพระรามาธิบดีที่ 2 พิจารณาประกอบกับการปรากฏครีบข้าง (หูเทริด) รูปแบบใบเสมาคู่ในคติสีมันตริกและรูปแบบพระอุโบสถ) เป็นพระหล่อด้วยสำริดขนาดใหญ่ ส่วนพระเพลากว้างประมาณ 4.5 เมตร สูงประมาณ 6 เมตร เล็กกว่าเศียรพระใหญ่สำริดที่พบจากวัดพระศรีสรรเพชญเพียงเล็กน้อย (อัตราส่วนเมื่อเทียบจากส่วนพระเศียร พระเพลากว้า 55 เมตร สูง 7 เมตร) ซึ่งอาหล่อเป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัยที่ไม่ทรงเครื่อง หรืออาจเป็นพระทรงเครื่องตามคติพระศรีอาริยเมตไตรย ซึ่งต่อมาในสมัยพระเจ้าปราสาททองได้มีการพอกปูนประดับลวดลายลงรัก ปั้นรักปิดทององค์พระสำริด ปรับเปลี่ยนแก้ไขเป็นพระพุทธรูปทรงเครื่องตามคติที่นิยมในยุคสมัยของพระองค์ มีพุทธศิลป์เดียวกับพระพุทธรูปทรงเครื่องภายในพระเมรุทิศ เมรุรายที่วัดไชยวัฒนารามและพระพุทธรูปทรงเครื่องสำริดขนาดเล็ก มีพุทธศิลป์เดียวกันที่พบเป็นจำนวนมาก
------------------------------------------
*** ในคำฉันท์สรรเสริญพระเกียรติฯ พระเจ้าปราสาททอง ได้กล่าวถึงสาเหตุที่พระองค์จะตั้งพระราชพิธีลบศักราชเมื่อจุลศักราช 1000 ว่าเป็นไปตามพุทธทำนายที่กล่าวว่า “...ในภายภาคหน้า กษัตริย์กรุงศรีอยุธยา (พระโพธิสัตว์) จักได้ประกอบพระราชพิธีลบศักราช...” ซึ่งพระองค์ก็อ้างพระองค์ว่าเป็นพระโพธิสัตว์  (ผู้มีบุญญาธิการ) พระองค์นั้น ที่ได้จุติลงมาเป็นพระมหากษัตริย์เพื่อการลบศักราช นำมาซึ่งความร่มเย็นเป็นสุขของโลก ทั้งยังระบุว่าพระชาติที่แล้วของพระองค์นั้นเป็นช้างปาลิไลยก์ในครั้งพุทธกาล ที่ได้รับพุทธพยากรณ์จากพระพุทธเจ้าสมณโคตมว่า ช้างปาลิไลยก์นั้นจะได้ตรัสรู้เป็น “อนาคโตทศพุทธ” ที่หมายความถึง “พระสุมังคลพุทธเจ้า” พระอนาคตพุทธเจ้าองค์ที่ 10 ในอนาคต ดังความปรากฏใน “คัมภีร์อนาคตวงศ์” ว่า
“...ในลำดับนั้น อันว่าช้างปาลิไลยหัตถีตัวนั้น ก็เป็นพระโพธิสัตว์ สร้างบารมีมาเป็นอันมาก จักได้ตรัสเป็นสมเด็จพระพุทธเจ้า ทรงพระนามชื่อว่าพระสุมงคลในอนาคต พระสุมงคลทศพลญาณเจ้านั้น มีพระองค์สูงได้ 60 ศอก พระชนมายุยืนประมาณแสนปี กำหนดไม้กากะทิงเป็นพระศรีมหาโพธิ ประดับด้วยพระพุทธรัศมีรุ่งเรือง...”
พุทธศิลป์พระสุมังคลพุทธเจ้า พระอนาคตพุทธเจ้าองค์ที่ 10 จึงควรจะเป็นพระพุทธรูปทรงเครื่องกษัตริย์ ตามรูปแบบศิลปะเดียวกับพระศรีอาริยเมตตไตรย ที่ถือว่าเป็นอนาคตพุทธเจ้าพระองค์แรก
คติความเชื่อของพระเจ้าปราสาททอง ทำให้เกิดพระราชนิยมในการสร้างพระพุทธรูปปางปาลิไลยก์และพระพุทธรูปทรงเครื่องกษัตริย์ รวมทั้งพระพุทธรูปทรงเครื่อง “ผสม” ปางป่าเลไลยก์ในองค์เดียวกัน (ที่พบจากวัดสะแก จัดแสดงอยู่ภายในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติมหาวีรวงศ์ นครราชสีมา)    
-----------------------------------------
*** พระพุทธรูปทรงเครื่องประธานวัดหน้าพระเมรุ ฯ จึงเป็นงานพุทธศิลป์ที่สร้างขึ้นตามคติ “พระอนาคตสุมงคลพุทธเจ้า” ทรงเครื่องกษัตริย์ตามแบบพุทธศิลป์พระศรีอาริยเมตไตรย ที่เคยเป็นความนิยมของราชสำนักกรุงศรีอยุธยามาตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 20 - 21  รับกับความที่ปรากฏในฉันท์สรรเสริญพระเกียรติฯ พระเจ้าปราสาททอง 
เป็นพระพุทธรูปเพื่อการฉลองพระองค์ของพระเจ้าปราสาททอง ที่สะท้อนคติความเชื่อที่ว่า เมื่อพระองค์เสด็จสวรรคต พระองค์จะได้ไปจุติเป็นพระอนาคตสุมงคลพุทธเจ้า (ศรีอาริยเมตไตรยแบบเถรวาท้องถิ่น) มิได้ถูกแปลงขึ้นใหม่ตามคติจักรพรรดิราชา (พระจักรพรรดิเหนือเหล่าราชา) หรือ พุทธศิลป์ทรงเครื่องตามคติท้าวชมพูบดีตามแบบพม่า-ล้านนา แต่อย่างใด
เครดิต ;
วรณัย  พงศาชลากร
EJeab  Academy
เพราะทุกที่มีเรื่องราวและเรื่องเล่า

ป้อมสมัยกรุงรัตนโกสินทร์

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก ยิ่งให้ยิ่งได้ ยิ่งหวงยิ่งอด เราไม่หวงเราไม่อด หมดเดี๋ยวก็มา
ป้อมพระสุเมรุ ป้อมพระสุเมรุอยู่ติดแม่น้ำเจ้าพระยา ปากคลองบางลำภูหรือคลองรอบกรุงด้านเหนือ สร้างเมื่อ พ.ศ.2326 ในสมัยรัชกาลที่ 1 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นป้อมปราการป้องกันพระนครสร้างขึ้นมาทั้งหมด 14 ป้อม แต่ปัจจุบันเหลือเพียงป้อมพระสุเมรุและป้อมมหากาฬ ลักษณะรูปทรงของป้อมเป็นแปดเหลี่ยมมีฐาน 2 ชั้น ฐานชั้นแรกมีบันไดทางขึ้นได้สองทางและมีทางโดยรอบฐานชั้นนี้ กำแพงของฐานชั้นที่ 2 ทำเป็นรูปใบเสมา ประตูหน้าต่างเจาะเป็นช่องสี่เหลี่ยม และเจาะช่องลมรูปวงโค้งแหลมเป็นระยะ บริเวณผนังมีการเจาะเป็นช่องรูปกากบาทโดยรอบ หลังคาเป็นโครงไม้ฉาบปูน
ยุทธวิธีการศึกสงครามป้องกันบ้านเมืองในสมัยโบราณจะต้องอาศัยภูมิสถาน ซึ่งประกอบด้วย คลองคูเมือง กำแพงเมือง และ ป้อมปราการ เป็นสำคัญ เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชโปรดสถาปนากรุงเทพฯ เป็นเมืองหลวงนั้น ก็โปรดให้ทำตามประเพณีโบราณ คือ ขุดคลองคูเมือง สร้างกำแพง และป้อมปราการ และในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว บ้านเมืองพัฒนาเจริญรุ่งเรือง ประชาชนเพิ่มจำนวนมากขึ้น จึงโปรดให้ขยายอาณาเขตเมืองหลวง ซึ่งก็ทรงทำตามประเพณีโบราณเช่นกัน คือ ขุดคูเมืองและสร้างป้อมปราการ
           ปัจจุบันป้อมปราการที่สร้างขึ้นทั้ง ๒ รัชสมัย หมดความจำเป็นในการใช้สอย จึงถูกรื้อถอนใช้เนื้อที่สร้างสถานที่อื่นๆ ตามความจำเป็น เหลือเป็นอนุสรณ์อยู่เพียง ๒ ป้อม คือ ป้อมพระสุเมรุ และป้อมมหากาฬ ส่วนป้อมอื่นๆ บางป้อมก็ไม่ปรากฎทั้งตัวป้อมและชื่อ บางป้อมก็เหลือเพียงแต่ชื่อ แต่ก็ได้นำมาใช้เป็นชื่อสถานที่ต่างๆ ซึ่งก่อสร้างขึ้นในบริเวณที่เคยเป็นป้อม เช่น ถนน อำเภอ เป็นต้น
ป้อมปราการที่สร้างขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช มี ๑๔ ป้อม คือ 
1.ป้อมพระสุเมรุ 
2.ป้อมยุคุณธร 
3.ป้อมมหาปราบ 
4.ป้อมมหากาฬ 
5ป้อมหมูทลวง 
6.ป้อมเสือทยาน 
7.ป้อมมหาไชย 
8.ป้อมจักรเพชร 
9.ป้อมผีเสื้อ 
10.ป้อมมหาฤกษ์ 
11.ป้อมมหายักษ์ 
12.ป้อมพระจันทร์ 
13.ป้อมพระอาทิตย์ และ
14.ป้อมอิสินธร
           ป้อมปราการที่สร้างขึ้นในรัชสมัยพระบามสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มี ๘ ป้อม คือ ป้อมปัจจามิตร ป้อมปิดปัจจนึก ป้อมฮึกเหี้ยมหาญ ป้อมผลาญไพรีราบ ป้อมปราบศัตรูพ่าย ป้อมทำลายปรปักษ์ ป้อมหักกำลังดัษกร และป้อมมหานครรักษา
           ปัจจุบันคงเหลือชื่อป้อมที่เป็นชื่อสถานที่ต่างๆ คือ
           1. ป้อมพระสุเมรุ เป็นชื่อถนนพระสุเมรุ
             2. ป้อมมหาไชย เป็นชื่อถนนมหาไชย
             3. ป้อมจักรเพชร เป็นชื่อถนนจักรเพชร
            4.  ป้อมพระจันทร์ เป็นชื่อท่าน้ำ คือ ท่าพระจันทร์
            5.  ป้อมพระอาทิตย์ เป็นชื่อถนนพระอาทิตย์
           6.   ป้อมปราบศัตรูพ่าย เป็นชื่อเขตป้อมปราบศัตรูพ่าย
เครดิต;
หนังสือ "ชื่อบ้าน นามเมือง" โดย คุณ ศันสนีย์ วีระศิลป์ชัย 

ป้อมในกรุงรัตนโกสินทร์

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก ยิ่งให้ยิ่งได้ ยิ่งหวงยิ่งอด เราไม่หวงเราไม่อด หมดเดี๋ยวก็มา
วัดพระศรีรัตนศาสดาราม หรือวัดพระแก้ว รวมถึง พระบรมมหาราชวัง สร้างขึ้นในสมัยสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 แห่งราชวงศ์จักรี ในปีพ.ศ.2325 โดยให้ พระยาธรรมาธิกรณ์ (บุญรอด) และ พระยาวิจิตรนาวี เป็นผู้สร้างและออกแบบ โดยทรงรื้อถอนกำแพงอิฐ และเขตพระราชวังกรุงศรีอยุธยา มาสร้างพระนครแห่งใหม่ ณ กรุงเทพมหานคร ที่มีให้เห็นปัจจุบัน ซึ่งอยู่ฝั่งขวาของแม่น้ำเจ้าพระยา เพื่อง่ายต่อการป้องกันพระนคร ป้อมที่เก่าแก่ที่สุดกลางแม่น้ำเจ้าพระยา สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 1 มีทั้งหมด 14 ป้อม 
คือ 
1. ป้อมมหาไชย     ทุบทิ้งในปีพ.ศ.2469
2. ป้อมพระสุเมรุ  อยู่ทางเหนือของเกาะรัตนโกสินทร์                
3. ป้อมยุคุนธร     อยู่หน้าวัดบวรนิเวศ มีเพียงกำแพง
4. ป้อมมหากาฬ   อยู่เชิงสะพานผ่านฟ้าลีลาศ
5. ป้อมหมู่ทลวง   ทุบทิ้งในปีพ.ศ.2440
6. ป้อมมหาปราบ อยู่แถวแยกผ่านฟ้าลีลาศ 
7. ป้อมเสือทยาน อยู่ใกล้สะพานดำรงสถิต 
8. ป้อมอิสินธร     ปัจจุบันพุทธสมาคมแห่งประเทศไทย
9. ป้อมจักรเพชร  อยู่ทางใต้สุด แถวสะพานพุทธ
10. ป้อมผีเสื้อ         อยู่ทางใต้ปากคลองตลาด
11. ป้อมมหาฤกษ์   อยู่ตรงข้ามป้อมวิไชยประสิทธิ์ 
12. ป้อมมหายักษ์   อยู่บริเวณท่าเตียน 
13. ป้อมพระจันทร์  อยู่แถวม.ธรรมศาสตร์ท่าพระจันทร์
14. ป้อมพระอาทิตย์ อยู่เชิงสะพานพระปิ่นเกล้า....

วันอาทิตย์ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563

ปราสาทบายน

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก ยิ่งให้ยิ่งได้ ยิ่งหวงยิ่งอด เราไม่หวงเราไม่อด หมดเดี๋ยวก็มา
ปราสาทบายน
ศิลปะอันงดงามที่ “ซอกรักแร้” บายน  
“รักแร้” ในที่นี้ หมายความถึง “มุม”  (Corner) ที่ผนังสองด้านชนเข้าหากันแบบตั้งฉาก ทั้งแบบหักเข้าด้านในเป็น “ซอก” และ “สันมุม” ที่เป็นการชนตั้งฉากกันแบบ “หักออก” แบบเดียวกับการยกเก็จบนผนังเรือนสี่เหลี่ยมที่ทำให้เกิดผนังใหม่ยื่นออกมาจากผนังเรือนเดิม จึงมีเก็จประธานยกขึ้น 1 กะเปาะ เกิดเป็นสันมุมทั้งสองด้าน หรือ การ “ยอมุม – ย่อมุมไม้ - ยกมุม” ที่คล้ายกับการยกเก็จ แต่จะลดขนาดของเรือนสี่เหลี่ยมที่มุม พอ ๆ กับการเพิ่มมุม ทำให้เกิดสันมุมเพิ่มได้เป็นจำนวนมากที่บริเวณมุม ทั้ง 4 ด้านของตัวเรือนเท่านั้น
ซอกรักแร้ ที่มีผนังหักมุมตั้งฉากเข้าไปเป็นซอกมุม เป็นส่วนประกอบหนึ่งของอาคารแบบต่าง ๆ ทั้งปราสาท กําแพง  อุโบสถ เทวาลัย 
ซอกรักแร้ ในงานสถาปัตยกรรมโดยทั่วไปส่วนใหญ่จะเป็นมุมฉาก แต่ในงานก่อสร้างปราสาทเทวาลัยที่มีการวางเรือนธาตุของวิมานซ้อนชั้นที่มีขนาดใหญ่มีเรือนสี่เหลี่ยมตรงกลางขนาดใหญ่กว่า มุมที่ยื่นออกมาทั้ง 4 ด้าน กมุมของเรือนธาตุก็จะแทรกออกมาตรงมุมรักแร้ ทำให้เกิดเป็นสันมุมใหญ่ขึ้นมา แต่หากยอดปราสาทมีขนาดใหญ่ เพิ่มมุมขึ้นมากกว่า 1 มุม ตามมุมของเรือนวิมานซ้อนชั้น (ยอดปราสาทด้านบน) ก็จะเกิดการยกสันมุมจากมุมหลักขนาดใหญ่ของเรือนที่มุมรักแร้เพิ่มขึ้น 
-----------------------------------
*** ในช่วงพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ช่วงกลางพุทธศตวรรษที่ 18 งานศิลปะแห่งราชสำนักบายน ได้เกิดเทคนิคการก่อหินขยายซอกมุมรักแร้ เพื่อเสริมผนังกำแพงมุขรองรับน้ำหนักเรือนวิมานที่มีขนาดใหญ่ จึงได้มีการแกะสลักงานศิลปะลวดลายประดับหินที่ก่อเสริมซอกรักแร้ จนทำให้ตัวอาคารมีความสวยงามโดดเด่น แตกต่างจากยุคก่อนหน้าที่เป็นเพียงการสลักลวดลายบนผนังว่างของซอกรักแร้ ทั้งแบบมุมฉากหรือสันมุมที่ยกขึ้นตามการยกมุมของเรือนธาตุเท่านั้น
งานศิลปะแกะสลักที่ซอกมุมรักแร้ที่ดูงดงามที่สุดก็คงต้องยกให้ ซอกรักแร้ของซุ้มประตูเมืองพระนครธม-พระนครหลวง “นครชยศรี”(Nokor - Nagara Jaya sri) ทั้ง  5 ประตู ที่เป็นประตูก่อซุ้มโค้ง (Arc) ขนาดใหญ่ ซ้อนด้วยยอดปราสาท 3 ยอด ยอดกลางสูง 23 เมตร สลักเป็นรูปใบพระพักตร์ของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ในฐานะที่ทรงเป็น “พระมหาโพธิสัตว์” ผู้ดูแลคุ้มครองอาณาจักรไปทั่วทุกทิศ
ที่ซอกรักแร้ซุ้มประตูมีการก่อหินขยายมุม เพื่อเสริมผนังกำแพงมุขรองรับน้ำหนักเรือนวิมานขนาดใหญ่ที่ด้านบน สลักเป็นรูปพระอินทรา (พระอินทร์ ท้าวสักกะเทวราช) และพระมเหสี ทรงช้างไอราวตตะ – เอราวัณ (Airavata - Airāvana) 3 เศียร ในท่ามกลางสระบัว โดยช่างได้ประยุกต์ให้ปลายงวงช้างยุดดึงกอบัวขึ้นมา เพื่อใช้เป็นเสารองรับน้ำหนักหินสลักส่วนหน้าช้างและงวงที่ยื่นออกมา
ในคัมภีร์ “ฤคเวท” (Rigveda) ของฝ่ายฮินดู และวรรณกรรม “มหากาพย์รามายาณะ” (Ramayana story Sanskrit epic) เล่าว่า เมื่อพระอินทร์ทรงช้างไอราวตตะ ไปปราบอสูรงูยักษ์ “วฤตระ” (Vritra) ที่ยึดครองน้ำไปเก็บไว้ใต้ยมโลก เมื่อได้รับชัยชนะพระอินทร์ได้แหวกท้องอสูร เพื่อนำน้ำกลับคืนมา ในบางสำนวนเล่าว่า “...ช้างผู้ยิ่งใหญ่ได้ใช้งวง ยื่นลงไปดูดน้ำจากยมโลกกลับขึ้นมา และได้ก็พ่นน้ำขึ้นไป ทำให้เกิดเป็นเมฆบนท้องฟ้า พระอินทร์ทรงใช้วัชระเป็นสายฟ้าบันดาลให้เกิดลมฝนและพายุ น้ำฝนฉ่ำเย็นโปรยปรายลงมาจากนภา เกิดเป็นแม่น้ำหล่อเลี้ยงแผ่นดิน สร้างความอุดมสมบูรณ์ให้กับโลก....” 
คติพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ จึงหมายถึงเป็นเทพเจ้าผู้พิชิตความแห้งแล้ง เทพเจ้าผู้สร้างเมฆฝนและเทพเจ้าแห่งความสมบูรณ์ ส่วนช้างไอราวตตะในยุคโบราณ หมายถึง “ช้าง (ผู้เป็น) เมฆฝน” (Elephant of the clouds) 
ในวรรณกรรมฝ่ายพุทธศาสนากล่าวถึงช้างเอราวัณว่ามี 33 หัว แต่ละเศียรมีงา 7 งา งาแต่ละงายาวถึง 4 ล้านวา งาแต่ละงามีสระบัว 7 สระ แต่ละสระมีดอกบัว 7 ดอก แต่ละดอกมีกลีบ 7 กลีบ มี 7 เกสร แต่ละเกสรมีปราสาทอยู่ 7 หลัง ปราสาทแต่ละหลังมี 7 ชั้น แต่ละชั้นมี 7 ห้อง แต่ละห้องมี 7 บัลลังก์ แต่ละบัลลังก์มีเทพธิดาสถิต 7 องค์ เทพธิดาแต่ละองค์มีบริวาร องค์ละ 7 นาง เทพธิดาบริวารแต่ละนางมีนางทาสีนางละ 7 ทาสี รวมทั้งนางเทพอัปสรทั้งหมดประมาณ 190,248,432 นาง เทพธิดา บริวารรวมกันทั้งหมดประมาณ 13,331,669,031 นาง  แสดงถึงความสัมพันธ์ระหว่างสระบัวโบกขรณีที่เป็นสัญลักษณ์ของช้างไอราวตตะ-เอราวัณ วรรณกรรมพุทะศาสนาบางสำนวนเล่าว่า ในยามที่โลกสงบสุข ปราศจากความแห้งแล้งและทุกข์ยาก พระอินทร์เมื่อมีเวลาว่าง ก็จะพาพระมเหสีทรงช้างเอราวัณชมอุทยานสวรรค์ “จิตรลดา” ในท่ามกลางสระบัว (สระโบกขรณี) ที่ชื่อว่า “สุนันทา” บนสวรรค์ดาวดึงส์ (Trāyastriṃśa) 
งานศิลปะสลักรูปช้างเอราวัณเกี่ยวรั้งกอบัวที่มุมรักแร้ซุ้มประตูเมืองนครชยศรี (นครธม) จึงมีความหมายถึงความสงบสุขและความอุดมสมบูรณ์ของอาณาจักร อันเกิดขึ้นจากพระมหาโพธิสัตว์ (พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ) ที่ปรากฏเป็นรูปสลักส่วนพระพักตร์ขนาดใหญ่อยู่เหนือยอดประตูนั่นเอง
----------------------------
*** งานสลักประดับมุมรักแร้ที่มีความวิจิตรอลังการที่สุด น่าอยู่ที่  “ปราสาทพระถกล” (Preah Thkol) หรือที่เรียกกันว่า “ปราสาทแม่บุญ” (Mebon) ที่ตั้งอยู่บนเกาะกลางบารายใหญ่ ทางตะวันออกของเมืองรูปสี่เหลี่ยม  “ปราสาทพระขรรค์แห่งกำปงสวาย” (Preah Khan Kampog Svay) นครใหญ่ทางตะวันออกในยุคจักรวรรดิบายน
ภาพลายเส้นที่ “หลุยส์ เดอลาพอร์ต” (Louis Delaporte) นักสำรวจและจิตรกรชาวฝรั่งเศส ได้เคยบันทึกในช่วงทศวรรษที่ 2400 ได้แสดงรูปสลักที่ซอกรักแร้ของเรือนธาตุ สลักเป็นรูปช้างไอราวตตะ 3 เศียรดึงกอบัวในท่ามกลางหมู่นางอัปสราและเทพยดาบนสวรรค์ผุดออกจากดอกบัวถวายอัญชลี ด้านบนขึ้นไปทำเป็นครุฑมีแผงขนคอรอบหัวตามแบบศิลปะบายนกำลังยุดนาคเหนือหน้าเกียรติมุขขนาดใหญ่ที่มุมหลักของเรือนธาตุ หัวนาคผุดออกออกด้านข้าง โดยครุฑยกแขนกางปีกแบกชั้นบัวรัดเกล้าที่ด้านบนสลักประดับเป็นรูปหมู่หงส์เหิน
เป็นที่น่าเสียดายว่า รูปสลักอันงดงามที่กำปงสวายได้ถูกปล้นสะดม สกัดหินตัดออกไปขายในช่วงสงครามกลางเมือง คงเหลือความงดงามจากอดีตเพียงไม่มากนัก 
----------------------------
*** ที่ซอกรักแร้ของซุ้มประตูด้านนอกสุดที่ปราสาทตาพรหม ปราสาทบันเตียกะเดย (บันทายกุฎี) ปราสาทบันทายฉมาร์ อันเป็นศาสนสถานราชวิหาระ-ศาสนวิหารในยุคสมัยราชสำนักบายนเดียวกัน ปรากฏงานสลักรูป “ครุฑยุดนาค” (Khrut yut nak - Garuda holding Nāga) ในความหมายของความดีเหนือความชั่ว  ที่ฝ่ายพุทธศาสนามหายานยืมรูปศิลปะมาจากคติฮินดูโดยไม่มีพระวิษณุมาประกอบ โดยสลักเป็นรูปพญาครุฑมีแผงขนรอบหัวแบบศิลปะบายน กางปีกยกแขนที่จับหางนาคชูขึ้น ส่วนกงเล็บพญาครุฑจับตัวนาคตรงส่วนหัวที่แยก (ส่ายเป็น 5 หัว) ออกเป็นสามทาง
เครดิต;
วรณัย  พงศาชลากร
EJeab  Academy
เพราะทุกที่มีเรื่องราวและเรื่องเล่า