วันพฤหัสบดีที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2563

อานิสงส์การให้ทาน

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก ยิ่งให้ยิ่งได้ ยิ่งหวงยิ่งอด เราไม่หวงเราไม่อด หมดเดี๋ยวก็มา
อานิสงส์การให้ทาน
ในกินททสูตร สัง. สคาถ. ข้อ ๑๓๘ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า
การให้ข้าวและน้ำ ชื่อว่าให้กำลัง
การให้ผ้า เครื่องนุ่งห่ม ชื่อว่าให้ผิวพรรณ
การให้ยานพาหนะ ชื่อว่าให้ความสุขทั้งกายและใจ
การให้ประทีบดวงไฟ ชื่อว่าให้ดวงตา
การให้ที่อยู่อาศัย ชื่อว่าให้ทุกอย่าง คือให้กำลัง ให้ผิวพรรณ ให้ความสุขและให้ดวงตา
แต่การพร่ำสอนธรรม คือการให้ธรรมะ ชื่อว่าให้สิ่งที่ไม่ตาย เพราะบุคคลจะพ้นจากความตาย ไม่ต้องเกิดอีกได้ ก็เพราะอาศัยการได้สดับตรับฟังธรรม ด้วยเหตุนี้ พระพุทธองค์จึงตรัสว่า การให้ธรรมะชนะการให้ (สิ่งอื่น) 

พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นพญาช้างหัตถี

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก ยิ่งให้ยิ่งได้ ยิ่งหวงยิ่งอด เราไม่หวงเราไม่อด หมดเดี๋ยวก็มา
พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นพญาช้างหัตถี
พระพุทธเจ้าเล่านิทาน.
"หัตถีชาดก - พญาช้างสละชีวิตเพื่อช่วยเหลือผู้อื่น"
เมื่อครั้งพระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นพญาช้าง(หัตถี) อาศัยอยู่ในป่าแห่งหนึ่งใกล้กับทะเลทราย วันหนึ่งเขาได้ยินเสียงร้องคร่ำครวญ พญาช้างได้มาพบผู้คนจำนวนมาก จึงถามว่า เหตุใดจึงได้เดินทางมาถึงทะเลทรายแห่งนี้ได้ พวกเขาจึงได้เล่าว่าถูกกษัตริย์เนรเทศออกมาจากบ้านเมืองของเขา เดินทางกันมา 1,000 คน ตอนนี้เหลืออยู่ 700 คน แต่ละคนไม่ได้ดื่มน้ำหรือได้กินอาหารกันมาหลายวัน หลายคนกำลังจะอดตาย 
ผู้คนต่างวิงวอนขอน้ำและอาหารอย่างน่าเวทนาในความทุกข์ พญาช้างโพธิสัตว์ทรงเกิดความสงสาร ด้วยรู้ว่า ไม่มีอาหารใดสำหรับมนุษย์ในทะเลทรายแห่งนี้ จึงกล่าวแก่ผู้ถูกเนรเทศทั้ง 700 คนว่า 
“ ...พวกเจ้าจงเดินไปทางนั้น ใต้หน้าผาแห่งนั้นที่อยู่ใกล้ทะเลสาบ เจ้าจะพบกับซากช้างตายที่เพิ่งตกจากภูเขาลงไปตาย พวกเจ้าจงนำเนื้อของช้างนั้นมากินเพื่อประทังชีวิต จงแล่เนื้อช้างทั้งหมดเพื่อใช้เป็นเสบียงกรังและจงได้นำกระเพาะอาหารของช้างนั้นไปใช้เป็นถุงเก็บน้ำจากทะเลสาบ มันจะพอเพียงสำหรับพวกเจ้าทุกคน ....”
.
“ พวกเจ้าต้องให้สัตย์สัญญาแก่เรา...ต้องกินเนื้อช้างและต้องมีสติ รอดออกไปจากทะเลทรายอันกันดารแห่งนี้...”
ผู้ถูกเนรเทศทั้งหมดต่างดีใจ ถึงจะก็ยังสงสัยคาใจว่าทำไมต้องให้สัตย์สัญญา โดยหารู้ไม่ว่า พญาช้างโพธิสัตว์ที่เดินจากไปนั้น กลับได้มุ่งหน้าขึ้นไปบนยอดเขาสูงและได้กระโดดลงมาสิ้นชีวิตที่ใต้หน้าผาแห่งนั้น เมื่อผู้คนเดินทางมาตามที่พญาช้างแจ้งไว้ ก็ได้มาพบซากของพญาช้าง ต่างก็จำได้ว่าเป็นพญาช้างตัวเดียวกับที่ได้ช่วยชี้ทางให้แก่พวกเขาไว้ 
ทุกคนต่างก็เสียใจ แต่กระนั้นคำสัตย์สัญญาที่พญาช้างได้ขอให้รักษาไว้ พวกเขาจึงได้ตัดสินใจกินเนื้อของพญาช้างนั้นด้วยหัวใจที่ปิติยินดีและเศร้าโศก 
“...พญาช้าง ท่านได้เสียสละชีวิตเพื่อรักษาเราทั้ง 700 ชีวิตไว้ พวกเราขอให้คำสัตย์สัญญาว่า จะขอเสียสละชีวิตเพื่อรักษาผู้อื่นด้วยความเมตตากรุณา อย่างที่ท่านได้กระทำบารมีด้วยชีวิตนี้ไว้...”
----------------------------------
*** “หัตถีชาดก” (Hasti Jātaka) เป็นวรรณกรรมนิทานชาดกที่ไม่ได้อยู่ในพระไตรปิฎกและอรรถกถาบาลีของฝ่ายเถรวาทที่เริ่มตั้งแต่เอกนิบาต (ekanipāta) ไปจนถึงมหานิบาต (mahānipāta) รวมทั้งสิ้น 547 เรื่อง แต่ไปปรากฏในบทกวีสันสกฤต “ชาดกมาลา” (Jātaka-mālā)  ที่รจนาขึ้นโดยท่าน “อารยศูร” (Ᾱryaśūra)  จำนวน 34 เรื่อง เป็นชาดกเก่าแก่ที่นิยมใช้ในคติพระพุทธศาสนานิกาย “สถวีรวาท” (Sthāvirīya nikāya)  ยุคราชวงศ์คุปตะ-วากาฏกะ (Gupta-Vakataka)  ช่วงพุทธศตวรรษที่ 9 – 12 ในอินเดียเหนือครับ
 .
---------------------------------------------
*** งานศิลปะเรื่องหัตถีชาดกนั้นพบเห็นได้ไม่มากนัก โดยมีภาพเขียนจิตรกรรมฝาผนัง มุมตะวันตกเฉียงใต้ (ทางซ้ายมือจากประตูทางเข้า) วิหารถ้ำอชันตาหมายเลข 17 ศิลปะในราชวงศ์วากาฏกะ ราวกลางพุทธศตวรรษที่ 11  เป็นภาพวาดต่อเนื่อง ด้านบนเป็นตอนที่พญาช้างโพธิสัตว์พบกับกลุ่มผู้ถูกเนรเทศ ส่วนภาพด้านล่างเป็นตอนที่ผู้คนกำลังแล่เนื้อพญาช้างกิน และภาพผู้คนกำลังสรรเสริญในความเสียสละของพญาช้าง
.
ในประเทศไทย พบงานศิลปะเรื่องหัตถีชาดกเพียงแห่งเดียว เป็นภาพปูนปั้น 2 แผ่น ประดับผนังฐานประทักษิณด้านตะวันตกเฉียงใต้พระสถูปจุลประโทนเจดีย์ จังหวัดนครปฐม  อายุในราวปลายพุทธศตวรรษที่ 12 ที่ถูกสร้างขึ้นตามคติความเชื่อของนิกายมูลสรรวาสสติวาท (สถวีรวาทิน) ที่นิยมใช้เรื่องราว “ชาดกมาลา” และนิทานคติธรรมอย่าง “โพธิสัตวอวทาน” (Bodhisattva-avadāna)  เป็นเครื่องมือสำคัญในการเผยแพร่คติธรรมทางพุทธศาสนาในช่วงต้นวัฒนธรรมทวารวดี แผ่นหนึ่งเป็นตอนที่ผู้ถูกเนรเทศกำลังขอความช่วยเหลือจากพญาช้าง (แตกพังไปแล้ว) และภาพตอนที่เหล่าผู้ถูกเนรเทศกำลังแล่เนื้อพญาช้างกิน ปัจจุบันจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระปฐมเจดีย์ จังหวัดนครปฐมครับ
เครดิต :
วรณัย พงศาชลากร
EJeab Academy
เพราะทุกที่มีเรื่องราวและเรื่องเล่า

พระพุทธรูปที่พระระเบียงพระมหาเจดีย์สี่รัชกาล วัดโพธิ์

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก ยิ่งให้ยิ่งได้ ยิ่งหวงยิ่งอด เราไม่หวงเราไม่อด หมดเดี๋ยวก็มา

พระพุทธรูปที่พระระเบียงพระมหาเจดีย์สี่รัชกาล วัดโพธิ์
     
            ในการปฏิสังขรณ์พระอารามได้มีการย้ายพระพุทธรูปเหล่านี้ออก เนื่องจากมีการสร้างพระเจดีย์เพิ่มจึงต้องรื้อพระระเบียงเดิมออก ครั้นสร้างใหม่แล้วพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงโปรดเกล้าให้นำมาประดิษฐานไว้เป็นกลุ่มๆละ ๓ องค์ดังปรากฏในสำเนาศิลาจารึกว่า9
      " พระระเบียงซึ่งล้อมสามด้านนั้นมีเฉลียงเข้าไปภายในหลังคามุงกระเบื้องเคลือบศรีเหลืองเพดาน แลตพานพื้นแดงปิดทองลายแบบเปนลายแย่ง ประดิษถานพระพุทธรูปยืนร้อยสามสิบห้าพระองค์ ซึ่งอัญเชิญย้ายมาแต่เฉลียงพระทังแปดแห่งที่ชำรุดรื้อเสียนั้น ให้ก่อถานปั้นเปนบัวกลุ่มลงรักปิดทองประดับกระจกไว้พระเจ้าถานละสามพระองค์เปนระยะเรียงไป"
      พระพุทธรูปทั้ง ๑๓๕ พระองค์นี้เข้าใจว่ามีมาแต่ครั้งรัชกาลที่ ๑ ครั้นต่อมา พระบาทสมเด็จฯพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดฯให้อัญเชิญมาประดิษฐานอยู่รอบบริเวณพระมหาเจดีย์สี่รัชกาล ในคราวที่มีการบูรณะปฏิสังขรณ์ครั้งใหญ่และในคราวเดียวกันนี้ทรงโปรดฯให้มีการปิดทองพระพุทธรูปองค์อื่น ทั่วทั้งพระอารามอีกด้วยฯ

แหล่งข้อมูล📄หนังสือพระพุทธปฏิมาวัดโพธิ์

วัดช้างใหญ่อยุธยา

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก ยิ่งให้ยิ่งได้ ยิ่งหวงยิ่งอด เราไม่หวงเราไม่อด หมดเดี๋ยวก็มา
วัดช้างใหญ่ อยุธยา

เป็นวัดที่มีความเกี่ยวข้องกับชาวมอญที่มีความสามารถพิเศษในการเลี้ยงช้างฝึกถวายสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในสมัยกรุงศรีอยุธยา ช้างที่สำคัญคือ เจ้าพระยาไชยยานุภาพระวางสูงสุดที่เจ้าพระยาปราบหงสาวดี

เดิมทีวัดช้างใหญ่มีชื่อเสียงว่าเกี่ยวข้องกับชาวมอญผู้เลี้ยงช้างศึกถวายพระมหากษัตริย์ ซึ่งมีส่วนสำคัญในการรักษาเอกราชของชาติ แต่เพิ่งจะมีการค้นพบใหม่ คือพระพุทธรูปอันเป็นศิลปะล้ำค่าหายาก อายุกว่า 600 ปี ที่วัดแห่งนี้เพิ่มขึ้นมาไม่นานมานี้ ด้วยชาวมอญในย่านนี้รับราชการสนองพระเดชพระคุณพระมหากษัตริย์ไทยด้วยการฝึกช้าง อันเป็นความชำนาญพิเศษมาช้านาน กระทั่งหัวหน้าชาวมอญผู้หนึ่งได้รับการแต่งตั้งเป็นจัตุลังคบาทควบคุมช้างศึก และได้เลื่อนยศเป็นทหารเอกแม่ทัพหน้าชนะศึกหลายครั้ง จนได้รับแต่งตั้งเป็นพระยาราชมนู มีตำแหน่งสูงสุดเป็นถึงเจ้าพระยาอัครมหาเสนาธิบดีสมุหกลาโหม โดยมีช้างที่สำคัญคือ เจ้าพระยาไชยยานุภาพ ระวางสูงสุดที่เจ้าพระยาปราบหงสาวดี เป็นช้างพระที่นั่งสมเด็จพระนเรศวรมหาราช และเจ้าพระยาปราบไตรจักร เป็นช้างพระที่นั่งของสมเด็จพระเอกาทศรถ ดังนั้น เพื่อเป็นอนุสรณ์แรงกายแรงใจของชาวมอญและความสามารถของพระยาช้าง จึงได้สร้างวัดขึ้นและให้ชื่อว่า วัดช้างใหญ่ โดยจัดสร้างอนุสาวรีย์ช้างศึก เจ้าพระยาปราบหงสาวดี ซึ่งเป็นช้างทรงของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช และพระบรมรูปของพระองค์ให้ประชาชนได้สักการะ และยังได้ชมวิหารหลวงพ่อโต สะท้อนสถาปัตยกรรมสมัยอยุธยา ภายในมีภาพจิตรกรรมฝาผนังซึ่งวาดตามขนบแบบอยุธยา คือด้านหลังพระประธานวาดภาพพระพุทธเจ้าผจญมาร ส่วนด้านที่มีหน้าต่างปรากฏภาพเทพชุมนุม ส่วนสถานที่สักการะยอดนิยมแห่งใหม่คือพระอุโบสถเก่า ซึ่งเมื่อ พ.ศ. 2554 บรรดาพระและสามเณรกำลังทำความสะอาดองค์พระภายในพระอุโบสถหลังเก่า เพื่อเตรียมจัดงานมหาสงกรานต์ เมื่อเช็ดทำความสะอาดพระพุทธรูปพระบริวารที่ประดิษฐานอยู่ด้านหน้าพระประธาน พบว่าพระพุทธรูปปางมารวิชัยเนื้อปูนปั้น หน้าตัก 20 และ 29 นิ้ว ฝั่งซ้ายขวารวม 8 องค์ ประดิษฐานอยู่บนแท่นสูงราว 50 เซนติเมตร ทุกองค์ยิ้มมากน้อยต่างกันไป แต่ปากทาสีแดงสดทั้ง 8 องค์ สันนิษฐานว่าญาติโยมที่มาทำบุญปิดทองไหว้พระหลวงพ่อโตมาช้านาน คงปิดทองทับปากพระบริวารทั้ง 8 องค์ จึงไม่มีผู้ใดเคยเห็นปากพระพุทธรูปสีแดงนี้มาก่อน อันเป็นศิลปะของชาวมอญหรือพม่า ซึ่งจะนิยมทาปากสีแดงเป็นเอกลักษณ์ คาดว่าพระพุทธรูปทั้ง 8 องค์นี้ มีมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา

แผนนารีพิฆาต

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก ยิ่งให้ยิ่งได้ ยิ่งหวงยิ่งอด เราไม่หวงเราไม่อด หมดเดี๋ยวก็มา
“นางอัปสราเมนะกา” แผนนารีพิฆาต ยั่วสวาท ปลุกกำหนัด ตบะแตก
ใน “พาลกัณฑ์” (Bala Kanda) บทแรกแห่ง“มหากาพย์รามายณะ” (Rāmāyaṇa epic) สำนวนของวาลมิกิ (Vālmīki) ได้เล่าเรื่องราวของ “พระมหาฤๅษีวิศวามิตร” (Vishwamitra) หนึ่งในกลุ่มมหาฤๅษีแห่งสวรรค์ทั้ง 7 “สัปตฤๅษี” (Saptarishis) ที่ประกอบด้วย กัศยปะ(Kashap) อตริ (Atri) วศิษฐ์ (Vashistha) เกาตมะ (Gautam) อังคีรส (Angiras) ภรัทวาช (Bhardwaja) และวิศวามิตรผู้เป็นพระอาจารย์ขององค์ศรีรามและองค์ลักษมัณ
แต่เดิมนั้นพระวิศวามิตร เป็นกษัตริย์แห่งกันยากุพชะ พระนามว่า "ราชาวิศวารัส"  ครั้งหนึ่งได้เสด็จประพาสป่าเชิงเขาหิมาลัย ขณะจะเดินทางกลับ ก็ได้รับเชิญจากพระฤๅษี “วสิษฐ์” โอรสแห่งพระวรุณเทพ  ผู้เป็นทั้งเทพฤๅษีและพรหมฤษี บำเพ็ญตบะมานานกว่าหมื่นปี เป็นพระอาจารย์ของเหล่ากษัตริย์ที่ปกครองนครอโยธยา ให้ไปพำนักในอาศรมครับ 
.
เมื่อราชาไปถึงจึงได้พบกับแม่โค “สุรภี” โคสารพัดนึกอันเป็นหนึ่งในสิ่งวิเศษที่กำเนิดขึ้นมาจากการกวนเกษียรสมุทร สามารถเสกสรรอาหารเลิศรสนานาชนิดมาเลี้ยงดูผู้คนและไพร่พลจำนวนมากได้อย่างไม่มีหมดสิ้น
.
ราชาวิศวารัส จึงเกิดความต้องการครอบครองแม่วัวสุรภี จึงเอ่ยขอจากพระฤๅษีวสิษฐ์ โดยเสนอแลกเปลี่ยนกับทรัพย์สมบัติในท้องพระคลังและแผ่นดินของอาณาจักรอย่างละครึ่งหนึ่งเป็นการแลกเปลี่ยน แต่พระฤๅษีวสิษฐ์ไม่ยินยอม ด้วยเพราะแม่โคสุรภีเป็นสิ่งล้ำค่าที่เหล่าทวยเทพประทานให้แก่เหล่านักพรตดาบสมุนีผู้บำเพ็ญตบะ เพื่อจะได้ไม่ต้องใช้เวลาในการออกไปหาอาหาร 
.
ราชาวิศวารัสไม่พอพระทัย จึงสั่งให้ไพร่พลทหารจับตัว “โคนันทินี” ที่เป็นลูกของแม่โคสุรภี แต่แม่โคได้กล่าวเตือนว่า การกระทำอันหักหาญของราชานั้นเป็นการไม่ถูกต้อง และกล่าวแก่พระฤๅษีว่า ฤทธาของพราหมณ์มีมากกว่าฤทธาแห่งกษัตริย์ให้ลองใช้ดู พระฤๅษีวสิษฐ์จึงได้นึกขอเอาไพร่พลเนรมิตนับหมื่นนับแสนไม่มีวันหมดจากแม่โค ออกมาขับไล่กองทัพของพระราชาจนแตกพ่ายอย่างย่อยยับ พระราชาก็ยังไม่ยอมแพ้ พยายามจะใช้ดาบของตนสังหารพระฤๅษี แต่ดาบที่ฟันไปกระทบถูกไม้เท้าพรหมทัณฑ์ของพระมุนี  ได้แตกกระจายด้วยอำนาจแห่งฤทธิ์ตบะ
.
ราชาวิศวารัสที่พ่ายแพ้ จึงประกาศด้วยความแค้นว่า ตนนั้นจะออกบำเพ็ญตบะเพื่อบรรลุสู่ความเป็นพรหมฤๅษี ให้เสมอกับพระฤๅษีวสิษฐ์ และจะกลับมาล้างความอับอายในครั้งนี้ 
.
ราชาวิศวารัส ได้มอบราชสมบัติให้พระราชโอรส แล้วได้ออกบำเพ็ญตบะเพื่อแสวงหาอำนาจฤทธาที่ยิ่งใหญ่ พระองค์บำเพ็ญเพียรบูชาองค์พระศิวะจนสำเร็จเป็นราชฤๅษีสวรรค์ ได้รับศาสตราวุธประทานจากองค์มหาเทพ จึงได้กลับมายังอาศรมของมหาฤๅษีวสิษฐ์อีกครั้ง แต่ก็ยังพ่ายแพ้อำนาจแห่งพรหมฤๅษี จึงออกบำเพ็ญตบะบารมียาวนานนับ 10,000 ปี ทำให้ทั้งโลกได้ความบริสุทธิ์จากผลแห่งตบะ พระพรหมเทพจึงได้ปรากฏขึ้น ประทานความเป็นพรหมฤๅษี  ทัดเทียมเสมอพรหมฤาษีวสิษฐ์ มีพระนามใหม่ว่า "พรหมฤาษีวิศวามิตร" และพระพรหมยังได้ประทานศาสตราวุธ “ศรพรหมาศ” ให้
.
ท้าวตรีศังกุสุริยวงศ์ กษัตริย์นครอโยธยา มีความปรารถนาจะใคร่ได้ขึ้นสวรรค์ทั้งที่ยังเป็นมนุษย์ จึงได้ขอให้พระฤๅษีวสิษฐทำพิธีให้ แต่พระฤๅษีไม่ยอม ท้าวตรีศังกุจึงไปหาเหล่าพราหมณ์ผู้เป็นลูกศิษย์ 100 ตนของพระฤๅษีวสิษฐ ที่บำเพ็ญพรตอยู่ในป่าช่วยทำพิธีให้   แต่พราหมณ์ก็ไม่ยอม ท้าวตรีศังกุทรงพระพิโรธ ใช้วาจาผรุสวาทแก่เหล่าพรามณ์ จนถูกสาปให้เป็นจัณฑาล
.
ท้าวตรีศังกุจึงไปขอพระฤๅษีวิศวามิตรให้ทำพิธีให้ พระฤๅษีได้สั่งให้เหล่าพราหมณ์ทั้งหมดมาร่วมทำพิธี อย่างไม่มีข้อแม้ แต่พราหมณ์มโหทัยและลูกศิษย์ของพระฤๅษีวสิษฐทั้ง 100 ไม่ยอมมา จึงถูกสาปให้ตายลงอย่างฉับพลัน ให้ไปเกิดเป็นพวกมุษฏิกลามก นุ่งผ้าบังสุกุลกินเนื้อหมา 700 ชาติ ส่วนพราหมณ์มโหทัยนั้น ให้เป็นคนป่าที่มีใจดุร้าย กินเนื้อมนุษย์เป็นอาหารตลอดไป 
.
เหล่าพราหมณ์ฤๅษีอื่นๆ ต่างก็พากันเกรงกลัวอำนาจพระฤๅษีวิศวามิตร จึงจำใจยอมเข้าร่วมพิธีส่งท้าวตรีศังกุด้วย แต่กระนั้นเหล่าเทวดาก็ไม่ยอมรับให้ท้าวตรีศังกุขึ้นไปสู่สวรรค์ทั้งเป็น พระอินทราได้ไล่ท้าวตรีศังกุให้ตกลงมาจากฟากฟ้า พระฤๅษีวิศวามิตรก็สั่งให้ลอยขึ้นไป จนค้างอยู่กลางหาว พระฤๅษีวิศวามิตรจึงสร้างดาวสัปตฤกษ์ (ดาวจรเข้) ที่ทิศทักษิณและสร้างดาวอื่นๆ ขึ้นอีกเป็นอันมาก และประกาศว่าจะสร้างพระอินทราขึ้นใหม่อีกหนึ่งองค์  พอเริ่มสร้างเทวดาขึ้นใหม่ บรรดาเทวดา สิทธาและอสูร ต่างพากันร้องวิงวอนพระฤๅษีวิศวามิตรให้หยุดสร้าง  และยอมรับท้าวตรีศังกุขึ้นสู่สวรรค์ แต่ท้าวตรีศังกุนั้นเป็นจัณฑาล ขึ้นสวรรค์ไม่ได้ จึงต้องคงอยู่กลางหาวในท่ามกลางดาวที่สร้างใหม่เท่านั้น
.
--------------------------------------------------------------
*** ในสมัยเรียนมัธยมปลาย อาจารย์ภาษาไทยของผู้เขียน ได้เคยเล่าเรื่องแผนนารีพิฆาตเพื่อทำลายตบะพระฤๅษีวิศวามิตรด้วยการปลุกกำหนัดกามารมณ์โดยนางอัปสราสวรรค์นามว่า “เมนะกา” (Menaka)  ที่มีเนื้อความของบทอัศจรรย์ที่ผู้เขียนเองก็ยังไม่เคยอ่านพบเจอที่ไหนมากว่า 35 ปี จึงขอเขียนมโนขึ้นใหม่จากโครงเรื่องที่พอจดจำได้ครับ 
.
ภายหลังจากพระฤๅษีวิศวามิตร ได้แสดงฤทธาอำนาจของพราหมณ์ผู้ถือพรหมจรรย์ จนเป็นที่หวาดหวั่นของเหล่าเทวดา อีกทั้งพระฤๅษียังคงมุ่งมั่นบำเพ็ญตบะเพื่อแสวงหาฤทธาอำนาจอันร้อนแรง จนโลกเกิดความแห้งแล้วเป็นเวลายาวนาน ผู้คนและสัตว์น้อยใหญ่ต่างล้มตาย หากเป็นเช่นนี้โลกคงพินาศ มีเพียงทางเดียวคือการทำลายตบะญาณด้วยกามารมณ์ พระฤๅษีจะต้องถึงจุดสุดยอดจนน้ำปายะสวัต (Payasvat) หลั่งออกมาจากคุยหฐาน โลกจึงจะกลับมาอุดมสมบูรณ์เช่นเดิม พระอินทร์และเหล่าเทวดาจึงได้ส่งนางอัปสรานามว่าเมนะกา ที่มีความงดงามไม่ด้อยไปกว่านางอัปสรานางใดที่กำเนิดขึ้นจากเกษียรสมุทรพร้อมกัน ลงมาทำลายการบำเพ็ญตบะอันร้อนแรงนี้ แต่กระนั้นพระฤๅษีวิศวามิตรก็ไม่ได้ให้ความสนใจต่อการยั่วยวนใด ๆ ส่วนนางเมนะกาก็ไม่สามารถเข้าไปใกล้ ลูบไล้จับต้องเนื้อตัวเพื่อใช้กายปลุกกำหนัด หากพระฤๅษีไม่ยินยอมให้แตะต้อง นางก็จะร้อนดังไฟเผาผลาญ ก็ได้แต่ถอดเสื้อผ้าอาภรณ์ ร่ายรำเย้ายวนอยู่ได้เฉพาะตรงหน้าเท่านั้น
.
อาจารย์เล่าต่อว่า นางเมนะกาจึงได้เปลี่ยนแผนจากการยั่วสวาทด้วยเรือนร่างเพื่อปลุกกำหนัดกามารมณ์ มาใช้แผนนารีพิฆาต โดยใช้การอ้อนวอนด้วยเหตุผลที่มีความน่าสงสาร นางได้ร้องอย่างเจ็บปวดที่ริมน้ำ แล้วบอกแก่พระฤๅษีว่า นางนั้นเป็นแผลฉีกแยกที่ระหว่างขา เจ็บปวดทรมานเป็นยิ่งนัก จึงขอวอนให้พระฤๅษีช่วยรักษาด้วยการส่งร่างเนื้อเข้าไปขยายภายในให้หายทรมาน ซึ่งแผนการก็เริ่มเข้าเค้า เมื่อพระฤๅษีขอดูแผลแยกที่อยู่ระหว่างง่ามขา ก็ให้ตกใจ ไฉนรอยแยกของแผลประหลาดนี้จึงมีความชื้นแฉะ นางเมนะกาจึงแสร้งว่ามันเจ็บปวดภายในมาก ขอให้ท่านฤๅษีช่วยรักษาด้วยการแหวกเข้าไป
.
เมื่อได้เห็นสิ่งที่อ้างว่าเป็นรอยแผล กำหนัดแห่งกามารมณ์ของพระฤๅษีจึงได้เกิดขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติจนคุยหฐานแข็งตัว นางเมนะกาไม่รอช้า  “พระฤๅษีเจ้าขา ได้โปรดเมตตานำความเข้มแข็งของพระองค์ แทรกแหวกเข้าไปรักษาแผลลึกด้านในกายของข้าด้วยเถิด เพราะ...ข้านั้นจับของพระองค์ไม่ได้”
.
เสียงขอร้องที่เย้ายวนประกอบกับภาพของแผลประหลาดจากมารยาของนางเมนะกา ได้ทำให้พระฤๅษีใช้คุยหฐานแทรกเข้าไปกลางแผลที่ชื้นแฉะ ลึกลงไป ๆ จนเกิดเป็นบทอัศจรรย์ น้ำปายะสวัตหลั่งพุ่งเข้าสู่ภายในแผลมารยาอันหฤหรรษ์
.
ในเพลาอันสุดยอดนั้น ฝนห่าใหญ่จึงได้ตกไปทั่วทั้งจักรวาล ความสุขสมบูรณ์ได้กลับคืนมาสู่โลก ส่วนพระฤๅษีวิศวามิตรที่พลาดท่า “ตบะแตก” จึงได้อยู่กินกับนางเมนะกา ตบะอำนาจที่เคยแกร่งกล้าได้ลดลงไปมาก ซึ่งในมหาภารตะ (Mahābhārata Epic) ได้เล่าต่อว่า นางเมนะกาให้กำเนิดบุตรี พระฤๅษีวิศวามิตรเกิดความไม่สบายใจ จึงได้สั่งให้นางเมนะกากลับสู่สวรรค์ แล้วได้ออกจากตำบลบุษกรไปยังป่าหิมพานต์เพื่อหาที่สงบตั้งต้นบำเพ็ญตบะญาณครั้งใหม่  นางเมนะกาจึงจำต้องทิ้งกุมารีไว้ในป่า เหล่านกสกุณาต่างมาดูแล จน “พระกัณวะดาบส” (Sage Kanva) ได้ผ่านมา จึงเก็บกุมารีไปเลี้ยง ตั้งชื่อว่า “ศกุนตลา” (Shakuntala) ที่แปลว่า “นางนก” ครับ 
เครดิต :
วรณัย  พงศาชลากร
EJeab Academy
เพราะทุกที่มีเรื่องราวและเรื่องเล่า

พระสองปางในองค์เดียวกัน

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก ยิ่งให้ยิ่งได้ ยิ่งหวงยิ่งอด เราไม่หวงเราไม่อด หมดเดี๋ยวก็มา
“พระสองปางในองค์เดียวกัน” พุทธศิลป์ลุ่มเจ้าพระยาในช่วง 100 ปี หลังยุคบายน
ภาพหลังการสิ้นอำนาจทางการเมืองของจักรวรรดิบายนในยุคของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 และ พระเจ้าอินทรวรมันที่ 2 พระราชโอรส ในช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 18 เป็นต้นมา อิทธิพลของเมืองพระนครในเขตตะวันตกเสื่อมถอยลง พระญาติพระวงศ์ “พระบาทกมรเตง”  ผู้ปกครองดินแดน  “ขอมเจ้าพระยา -รัฐลูกครึ่งเขมร-รามัญ” ทั้ง ศรีจานาศะ- ลโวทยปุระ (หลอหู่) สุวรรณปุระ (เสียน กั๋ว กวั่น) และ ศรีชยเกษมปุรี(ซั่งสุ่ยสูกูตี่ - สุโขทัย) ได้ลดความสัมพันธ์เชิงอำนาจและเศรษฐกิจกับราชสำนักใหม่ในเมืองพระนคร หันไปนิยมงานศิลปะและคติความเชื่อจากฝั่งตะวันตก ผ่านอ่าวเบงกอล พุกาม รามอญ ตะนาวศรี เมืองพันนคร มีพัฒนาการของสังคมและวัฒนธรรม คติความเชื่อ ศิลปะ พุทธศิลป์ เป็นเอกลักษณ์ของตนเอง  
.
ลูกหลานพระญาติพระวงศ์ทั้งสามกลุ่มรัฐยังคงรักษาความสัมพันธ์กันอย่างแนบแน่น มีความเป็นญาติมิตรเกี่ยวดองกัน มีการติดต่อทั้งทางการค้า เศรษฐกิจและการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม ทั้งสามรัฐยังคงใช้แบบแผนจารีต คติความเชื่อ ศิลปะและภาษาทางการ (เขมร)  จากยุคก่อนหน้าเหมือนกัน  ต่อเนื่องมาในช่วงพุทธศตวรรษที่ 19 หรือที่เรียกว่า “ยุคหลังบายน” (Post-Bayon Period) ครับ 
.
ในขณะที่ราชสำนักเมืองพระนครหลวงศรียโสธรปุระได้หันกลับไปนิยมศรัทธาตามคติความเชื่อ “ไศวะนิกาย-ปศุปตะ” (Saivism) ฟื้นฟูงานศิลปะฮินดู ในยุคสมัยอันยาวนานของพระเจ้าชัยวรมันที่ 8  ช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 18 พุทธศาสนาสายมหายาน (วัชรยาน -กาลจักรตันตระ) ที่เคยนิยมในราชสำนักสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ถูกลดบทบาทและถูกทำลายล้างจนหายไปจากอาณาจักร แต่ราชสำนักของกลุ่มสามรัฐขอมลุ่มเจ้าพระยาที่เคยนิยมพุทธศาสนาแบบวัชรยานตันตระตามอำนาจเมืองพระนคร ก็ได้แต่เพียงลดความนิยมลง ไม่มีการสร้างรูปเคารพแบบลัทธิโลกเศวร (บูชาพระโพธิสัตว์) คงสืบทอดมาแต่ความนิยมในการสร้างพระพุทธรูปที่มีนาคปรกตามแบบบายนอยู่ช่วงระยะหนึ่งเท่านั้น
.
ในช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 18 และพุทธศตวรรษที่ 19  กลุ่มบ้านเมืองในรัฐขอมเจ้าพระยาได้รับอิทธิพลใหม่ ๆ จากภายนอก ทั้งคติความเชื่อและพุทธศิลป์จากอาณาจักรปาละ – เสนะ ในเบงกอล และศิลปะจีน ผ่านมาทางพุกาม ทั้งที่เป็นพุทธศาสนาในคติเถรวาทและคติมหายาน ทั้งยังได้รับอิทธิพลพุทธศาสนาแบบเถรวาทลังกาวงศ์ผ่านรามัญประเทศ (มอญ) มาทางเมืองนครพัน อ่าวเมาะตะมะ เข้ามาผสมผสานกับคติและศิลปะพุทธศาสนาแบบวัชรยานตันตระเดิมจากยุคจักรวรรดิบายน กลายมาเป็นคติความเชื่อและรูปลักษณ์ทางพุทธศิลป์ลูกผสม ที่มีความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะถิ่นลุ่มน้ำเจ้าพระยา จนเกิดเป็นพุทธศาสนาในคติเถรวาท (Theravāda – Theravādin) นิกาย “อริยะ” หรือ “อริยารหันตปักขะภิกขุสงฆ์” (Ariyā rahantapakkha bhikkhu sangha) มีศูนย์กลางอยู่ที่เมืองลพบุรี (ละโว้) นิยมเรียกพุทธศิลป์ที่พบในนิกายนี้ว่า “กัมโพชสงฆ์ปักขะ” (Kambojsanghapakkha) ตามความหมายในตำนานชินกาลมาลีปกรณ์ ที่เรียกเมืองละโว้- ลวะปุระว่ากัมโพชครับ
.
คณะกัมโพชสงฆ์ปักขะเป็นพระพุทธศาสนานิกายเถรวาท ที่ได้รับเอาคติความเชื่อพิธีกรรมและการปฏิบัติธรรมจากนิกายมหายาน (ปาละเสนะ- จีน) วัชรยาน (ตันตระยาน – บายน) และเถรวาทมหาวิหารเดิม (ทวารวดี-มอญ-พุกาม) มาผสมกับขนบแบบแผนทางบาลีของรามัญนิกาย เกิดเป็นงานพุทธศิลป์ที่ความโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ของยุคหลังบายนก่อนเกิดกรุงศรีอยุธยาในช่วงพุทธศตวรรษที่ 19 
.
ในยุคนี้เกิดการปรับเปลี่ยนดัดแปลงงานพุทธศิลป์รุ่นก่อนหน้าครั้งใหญ่ ด้วยเพราะคติเถรวาทจะไม่นิยมสร้างพระนาคปรกแบบศิลปะบายน จึงเกิดการแกะสลักแก้ไขรูปจีวรเดิมให้มีเป็นผ้าสังฆาฏิ เดินเส้นจีวรเฉียงพาดพระอุระ เดินเส้นขอบจีวรที่พระเพลาแบบพระภิกษุ บางรูปเปลี่ยนเครื่องประดับอย่างอุณหิสศิราภรณ์ แก้ไขขมวดพระเกศา เอากุณฑล (ตุ้มหู) ออก บางรูปเอาขนดนาคและนาคปรกด้านหลังออกทั้งหมดครับ
.
พุทธศิลป์หลังบายนคณะกัมโพชสงฆ์ปักขะ นิยมสร้างพระพุทธรูปทรงเครื่องกษัตริย์ สวมอุณหิสกระจังรูปกลีบบัวหรือพระพุทธรูปสวมเทริดขนนก (Crowned Buddha) ที่พระกรรณประดับกรรเจียกจอนโค้งลงมาด้านล่าง สายก้านด้านบนสั้นโค้งมาหยุดทำเป็นปลายงอนที่กุณฑล ทิ้งชายเป็นริ้วลงมาที่พระอังสาทั้งสองข้าง นอกจากนั้น กรองศอทับจีวร บนปัทมบัลลังก์ บางรูปมีแผ่นประภาวลี (Altarpiece) ขอบกระหนกเปลวเพลิงเป็นแผ่นหลัง มีธงทิวหรือมีก้านพระศรีมหาโพธิ์อยู่ใต้ฉัตรด้านบน หรือประกอบแผ่นเรือนแก้ว รูปรัตนปราสาทหรือรูปรัตนโพธิบัลลังก์ ซึ่งเป็นพุทธศิลป์ที่ได้รับอิทธิพลมาจากราชวงศ์ปาละเสนะ ผ่านมาทางพุกาม-หริภุญชัย มาตั้งแต่ช่วงต้นพุทธศตวรรษที่ 18 แล้ว
.
อีกทั้งยังนิยมสร้างงานประติมากรรมสำริด แบบหมายชิ้นส่วนมาประกอบเดือยเข้าติดกัน ทั้งสถูปเจติยะสำริดขนาดเล็กที่มียอดหม้อบัวตูม-กัลปลตา พระพุทธรูป 3 องค์ (Trinity) มีพระเนตรที่พระนลาฏตามคติวัชรยานตันตระเดิม เทวดาทูนแผงรูปพุทธประวัติ พระพุทธเจ้าไมเตรย พระสมณโคตมในซุ้มเรือนแก้วปรกโพธิ์ โดยยังคงนิยมสร้างพระพุทธรูปตามแบบเดิม อย่างแบบประทับขัดสมาธิราบปางสมาธิ (ธยานะมุทรา) ตามแบบบายน ประทับขัดสมาธิราบปางมารวิชัยตามแบบเถรวาทลังกา ประทับขัดสมาธิราบปางมารวิชัยถือตาลปัตรตามคติรามัญนิกาย ประทับขัดสมาธิราบปางมารวิชัยนาคปรกตามแบบศิลปะบายน ประทับขัดสมาธิราบปางมารวิชัย และพระทรงเครื่องพระจักรพรรดิราชตามแบบศิลปะปาละเสนะและศิลปะจีนครับ
.
ส่วนพระพุทธรูปยืน ก็ยังคงนิยมทำเค้าพระพักตร์เหลี่ยมแบบบายน พระขนงเชื่อมกันเป็นเส้นตรง พระเกศาถัก พระเมาลีแบนรัดด้วยพวงประคำหรือทรงกรวย รัศมีเป็นต่อมกลมหรือลูกแก้ว หรือพระอุษณีษะเป็นฐานรองรับ พระรัศมีทรงกรวยเรียบ ครองจีวรห่มดอง ชายจีวรเป็นแถบรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ชายผ้าเป็นแถบใหญ่ ขอบสบงด้านบนคาดด้วยรัดพระองค์เป็นแถบคาดประดับลาย สบงมีแถบพับหน้านางซ้อนตรงกลางแบบเรียบและแบบ ลวดลาย  ทั้งปางประทานอภัยแบบยกพระหัตถ์ขึ้นทั้งสองข้างตามแบบศิลปะบายน และปางประทานอภัย (ห้ามพระญาติ-ห้ามพยาธิ) แบบยกขึ้นพระหัตถ์ขึ้นเพียงข้างเดียว และปางแสดงธรรมพระหัตถ์แสดงวิตรรกะมุทรา  ซึ่งปางทั้งหมดแสดงด้วยพระหัตถ์เพียงข้างเดียว  
.
ในพุทธศิลป์กัมโพชสงฆ์ปักขะนี้ ได้ปรากฏคติความนิยมในการสร้างพุทธศิลป์ที่มีลักษณะ “พระสองปางในองค์เดียวกัน” ตามแบบคติมหายานของฝ่ายปาละที่ส่งอิทธิพลผ่านมาทางพุกาม-หริภุญชัย คือมีการแสดงท่าพระหัตถ์ 2 ปาง ในพระพุทธรูปองค์เดียวกัน อย่างการแสดงท่าปางประทานอภัยที่พระหัตถ์ขวา แต่พระหัตถ์ซ้ายทิ้งลงด้านข้าง หงายแบออกแสดงท่าปางประทานพร หรือ พระหัตถ์ขวาแสดงท่าวิตรรกะมุทรา (แสดงธรรม) พระหัตถ์ซ้ายหงายแบบออกทิ้งลงด้านข้างพระวรกายแสดงปางประทานพร และ พระหัตถ์ขวายกขึ้นแสดงท่าวิตรรกะมุทรา แต่พระหัตถ์ซ้ายทิ้งลงข้างพระวรกายแต่แสดงท่ามือวิตรรกะมุทราเช่นเดียวกันครับ   
.
---------------------
*** พุทธศิลป์พระสองปางในองค์เดียวกันจากเมืองละโว้ คงได้ส่งต่ออิทธิพลเข้าไปยังเมืองพระนคร ดังปรากฏการสร้างพระยืนใหญ่ตามคติรามัญ  “พระจัตุรมุข” วิหารพระยืน 4 ทิศ ที่แสดงท่าปางแสดงธรรม (วิตรรกะมุทรา)ทั้งสองพระหัตถ์ โดยพระหัตถ์ซ้ายทิ้งลงแบหงายออกตามแบบหริภุญชัย ที่ปราสาทพระขรรค์แห่งกำปงสวาย สร้างขึ้นในช่วงกลางถึงปลายพุทธศตวรรษที่ 19 สมัยของพระเจ้าศรีนทรวรมัน หรือ ศรีนทรชัยวรมัน ผู้เป็นพระโอรสที่ขึ้นเป็นกษัตริย์สืบต่อ เป็นช่วงเวลาที่มีความนิยมในคติพุทธศาสนาแบบเถรวาทขึ้นเป็นครั้งแรกในอาณาจักรเขมรครับ 
เครดิต :
วรณัย  พงศาชลากร
EJeab  Academy
เพราะทุกที่มีเรื่องราวและเรื่องเล่า

วังปารุสกวัน

ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก ยิ่งให้ยิ่งได้ ยิ่งหวงยิ่งอด เราไม่หวงเราไม่อด หมดเดี๋ยวก็มา
เมื่อ พ.ศ. 2446 (ร.ศ. 122) พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้โปรดเกล้าฯ ให้พระสถิตนิมานกร เจ้ากรมโยธาธิการ ดำเนินการก่อสร้างพระตำหนักขึ้น 2 หลัง ได้แก่พระตำหนักสวนจิตรลดา และพระตำหนักสวนปารุสกวัน ในเขตวังปารุสกวัน เพื่อเตรียมไว้ให้เป็นที่ประทับของพระบาทสมเด็จพระรามาธิบดี ศรีสินทรมหาวชิราวุธ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ขณะดำรงพระยศเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ สยามมกุฎราชกุมาร และจอมพลสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ ขณะดำรงพระยศเป็นสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ กรมขุนพิษณุโลกประชานาถ ซึ่งทั้งสองพระองค์ทรงจบการศึกษาจากประเทศในยุโรปและกำลังจะเสด็จนิวัติพระนคร
โดยทรงพระราชทานพระตำหนักสวนจิตรลดาแด่พระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวิชราวุธ ส่วนพระตำหนักสวนปารุสกวันทรงพระราชทานแด่จอมพลสมเด็จฯ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ

เมื่อพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จขึ้นครองราชย์ทรงย้ายไปประทับที่พระราชวังดุสิต ทรงพระราชทานตำหนักสวนจิตรลดาแลกเปลี่ยนกับที่บริเวณท่าวาสุกรีของจอมพลสมเด็จฯ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ และโปรดฯ ให้รวมตำหนักทั้งสองเข้าด้วยกันและรื้อกำแพงที่คั่นกลางออก ส่วนกำแพงที่สร้างใหม่ ทรงให้ประทับรูปจักรและรูปกระบอกซึ่งเป็นตราประจำพระองค์ของจอมพลสมเด็จฯ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถไว้ที่ประตูกำแพง

ชื่อวังปารุสกวัน ได้มาจากชื่อสวนของพระอินทร์บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ มี 4 แห่งคือ สวนมิสกวัน สวนปารุสกวัน สวนจิตรลดาวัน และสวนนันทวัน

เมื่อสมเด็จฯ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ เสด็จทิวงคต เมื่อ พ.ศ. 2463 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงใช้พระราชอำนาจตามกฎหมายระงับพินัยกรรมของสมเด็จฯ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ ที่ทรงระบุให้ยกทรัพย์สินทั้งหมดแก่หม่อมเจ้าหญิงชวลิตโอภาสชายาพระองค์ใหม่ โดยมีพระบรมราชโองการให้โอนวังปารุสกวันกลับคืนเป็นทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์

ลักษณะพระตำหนัก
พระตำหนักสวนจิตรลดา และพระตำหนักสวนปารุสกวัน สร้างโดยใช้รูปแบบสถาปัตยกรรมคลาสสิก นายเปโรเลวี (BEYROLEYVI) สถาปนิกชาวอิตาเลียนเป็นผู้ออกแบบและควบคุมการก่อสร้าง

พระตำหนักสวนจิตรลดา (พระตำหนักหลังเหนือ) เป็นพระตำหนัก 2 ชั้น ก่ออิฐฉาบปูน ลักษณะสถาปัตยกรรมเป็นแบบตะวันตกมีลวดลายปูนปั้นประดับอย่างวิจิตร ชั้นล่างประกอบด้วยห้องต่าง ๆ ที่สำคัญคือ ห้องโถงใหญ่ซึ่งคงใช้เป็นท้องพระโรงในสมัยก่อน มีการตกแต่งฝา ประดับด้วยไม้จำหลักลายงดงาม ส่วนชั้นบนปีกด้านใต้เป็นห้องชุดประกอบด้วยห้องบรรทม ห้องทรงพระอักษร หรือห้องรับรองแขกส่วนพระองค์ ห้องแต่งพระองค์ และห้องสรง ห้องชุดดังกล่าวมีการตกแต่งลวดลายบัวที่ฝา ฝ้าเพดาน บานประตูและกรอบประตูอย่างงดงาม

พระตำหนักสวนปารุสกวัน (พระตำหนักหลังใต้) เดิมเป็นตึก 2 ชั้น ก่ออิฐฉาบปูน ลักษณะเป็นตำหนักแบบตะวันตก ต่อมาได้ต่อเติมเป็น 3 ชั้น โดยชั้นที่สามเป็นห้องชุด ประกอบด้วยห้องบรรทม ห้องแต่งพระองค์ และห้องสรง ห้องพระและห้องพระบรมอัฐิ ส่วนชั้นที่สองเป็นห้องพระชายา ลักษณะเป็นห้องชุดประกอบด้วย ห้องนอน ห้องแต่งตัว ห้องน้ำ และห้องนั่งเล่นส่วนตัวของพระชายา ต่อมาได้มีการดัดแปลงเฉลียงกั้นเป็นห้องทรงพระอักษรของสมเด็จฯ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ ชั้นล่างเป็นห้องรับแขกและห้องพักผ่อน ประกอบด้วยห้องโถงใหญ่ใช้เป็นท้องพระโรง ห้องรับแขกส่วนพระองค์ และของพระชายา ห้องเสวย มีเฉลียงใหญ่สำหรับพักผ่อนและเล่นกีฬาในร่ม และยังมีห้องชุดสำหรับรับแขกด้วย

พระตำหนักทั้งสองมีมุขเทียบรถ ที่เป็นลักษณะเด่นของสถาปัตยกรรมยุคนั้น เนื่องจากเริ่มมีการใช้รถเป็นพาหนะแล้ว ซุ้มพระแกลชั้นบน เน้นด้วยลายปูนปั้นแบบตะวันตก ชั้นล่างเน้นด้วยลายรูปโค้ง ลวดลายคล้ายกับพระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต สันนิษฐานว่าสร้างในเวลาใกล้เคียงกัน บานพระแกลไม่ได้เป็นกระจกแต่เป็นบานเกล็ดไม้ ตอนล่างเปิดเป็นบานกระทุ้งได้ ตอนบนเป็นช่องแสงไม้ฉลุลายทุกบาน

ความสำคัญ
วังปารุสกวันหลังการเสด็จทิวงคต

ปี พ.ศ. 2463 – 2464 หลังจากที่จอมพลสมเด็จฯ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถเสด็จทิวงคตเมื่อวันที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2463 ณ ประเทศสิงคโปร์ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้โปรดเกล้าฯ ให้ใช้วังปารุสกวันเป็นที่รับรองแขกเมืองที่สำคัญ ๆ หลายครั้ง รวมทั้งได้ซ่อมแซมวังปารุสกวัน เพื่อประกอบพิธีพระราชทานพระสุพรรณบัตรสถาปนาพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าลักษมีลาวัณ ขึ้นเป็นพระนางเธอลักษมีลาวัณ เมื่อปี พ.ศ. 2464 (พระนามเดิม หม่อมเจ้าหญิงวรรณพิมล วรวรรณ พระธิดาในพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวรวรรณากร กรมพระนราธิปประพันธ์พงษ์)

ระหว่างปี พ.ศ. 2470 – 2475 ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาประชาธิปก พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้โปรดเกล้าฯ ให้ซ่อมพระตำหนักปรับปรุงสวนบริเวณวังปารุสกวัน และซื้อเครื่องเรือน รวมทั้งพรมที่ใช้ปูพระตำหนักทุกห้องจากต่างประเทศเพื่อให้เป็นที่ประทับของดุ๊กเดอบรามังค์มกุฎราชกุมารเบลเยี่ยมและพระชายา และเป็นที่รับรอง ฯพณฯ ปอล เรโนด์ เสนาบดีว่าการเมืองขึ้นของฝรั่งเศส

วังปารุสกวันหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475

หลังจากที่คณะราษฎรได้ทำการเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 แล้ว ปรากฏว่าวังปารุสกวันได้ใช้เป็นสถานที่ราชการและที่พักของบุคคลสำคัญตลอดมา เช่น

วันที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2475 คณะราษฎรได้ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตใช้วังปารุสกวันเป็นสถานที่ทำการและที่พัก โดยการปรับปรุงและดัดแปลงพระตำหนักจิตรลดาเป็นสถานที่อยู่ของคณะราษฎร และใช้ตำหนักปารุสกวันเป็นที่อยู่ของพระยามโนปกรณ์นิติธาดา (นามเดิม ก้อน หุตะสิงห์) ประธานคณะกรรมการราษฎร กับเป็นที่ทำการและที่ประชุมของคณะกรรมการราษฎร

วันที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2481 ประธานคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ได้ประกาศในพระปรมาภิไธยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ให้นายพันเอก พระยาพหลพลพยุหเสนา ซึ่งพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ได้พำนักอยู่ในวังปารุสกวันสืบต่อไปจนตลอดชีพ ทั้งนี้เพื่อเป็นเกียรติสำหรับรัฐบุรุษผู้ใหญ่ ซึ่งเป็นหัวหน้าคณะขอพระราชทานรัฐธรรมนูญ และดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาของนายพันเอกหลวงพิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีคนใหม่ พระยาพหลพลหยุหเสนา ถึงแก่อสัญกรรมเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2490

พ.ศ. 2490 – 2501 กรมเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ได้รับพระบรมราชานุญาต ให้ใช้วังปารุสกวันเป็นสถานที่ทำงานและเมื่อได้ส่งมอบสถานที่คืนแล้ว สำนักพระราชวังได้จัดเจ้าหน้าที่มาประจำคอยดูแล และได้ใช้เป็นที่รับแขกของรัฐบาลเป็นครั้งคราว

ต่อมานายกรัฐมนตรี จอมพล แปลก พิบูลสงคราม ได้ทำหนังสือขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตขอใช้พระตำหนักปารุสกวัน (ตึก 3 ชั้น) เป็นสถานที่พักของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่เข้ามาประชุมรัฐสภา โดยให้เหตุผลว่าเพื่อเป็นเกียรติแก่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนเรื่องที่พักของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

พ.ศ. 2492 คณะกรรมการเศรษฐกิจเอเซียและตะวันออกไกล (ECAFE) ได้ขอใช้ตำหนักปารุสกวันเป็นที่ทำงานเมื่อวันที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2492 สำนักพระราชวังได้นำความเรียนคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ในพระปรมาภิไธย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งคณะผู้สำเร็จราชการได้มีมติอนุญาตให้ใช้ได้ ต่อมา ECAFE ได้ขอดัดแปลงแก้ไขพระตำหนักปารุสกวัน หรือที่เรียกว่า ตึกพลเรือนให้กว้างขวางยิ่งขึ้น เพื่อให้เจ้าหน้าที่ทำงานได้พอ สำนักพระราชวังได้มอบให้กรมศิลปากรส่งเจ้าหน้าที่มาร่วมพิจารณาการดัดแปลงแก้ไขพระตำหนักด้วย

พ.ศ. 2495 หน่วยงาน ECAFE ได้ย้ายสถานที่ทำงานไปอยู่ที่อื่น สภาเศรษฐกิจแห่งชาติได้เตรียมที่จะขอเข้ามาใช้สถานที่แทน หากแต่คณะรัฐมนตรีโดยการอนุมัติของ จอมพลแปลก พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีได้มอบพระตำหนักปารุสกวันให้กรมตำรวจใช้ราชการ และได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2495

ปัจจุบันตำหนักปารุสกวันเป็นที่ทำการของสำนักข่าวกรองแห่งชาติ ส่วนตำหนักจิตรลดาเป็นที่ทำการของกองบัญชาการตำรวจนครบาล และพิพิธภัณฑ์ตำรวจ วังปารุสกวัน

อ้างอิง
บุญชัย ใจเย็น. 15 พระราชวังสำคัญในเมืองไทย. กรุงเทพฯ: ปราชญ์,2554, หน้า 61-63.
บุญรักษ์ นาครัตน์ และปัทมาวดี ทัศนาญชลี. วังปารุสกวัน. กรุงเทพฯ: สำนักข่าวกรองแห่งชาติ.2539, หน้า 17,24,28 และหน้า 68 – 80.